เคยมีความรู้สึกอย่างนี้บ้างไหมครับ เวลาเราเดินทางไปต่างประเทศ จะเป็นประเทศอะไรก็แล้วแต่ แล้วเราได้ไปพบเห็นสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่มีในบ้านเรา ถ้าของนั้นเป็นเรื่องที่ดีงามเป็นประโยชน์ เราย่อมอดไม่ได้ที่จะนึกถึงบ้านเราและอยากให้มีของอย่างนั้นเกิดขึ้นบ้าง ผมเชื่อว่าความรู้สึกอย่างนี้เกิดขึ้นในใจของเราอยู่เสมอ

เมื่อกว่า 40 ปีมาแล้ว กลางปีพุทธศักราช 2523 ผมเดินทางไปศึกษาระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ที่นครนิวยอร์กซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย ผมได้พบอะไรที่แปลกใหม่หลายอย่าง ซึ่งเวลานั้นไม่มีในบ้านเรา ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ เช่น ร้านขายไก่ทอดหรือขายแฮมเบอร์เกอร์ยี่ห้อต่างๆ เรื่อยไปจนถึงเรื่องที่สำคัญกว่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถใต้ดิน ซึ่งเป็นระบบที่มีโครงข่ายโยงใยครอบคลุมถึงกว่า 400 สถานี แต่ละวันมีคนใช้รถใต้ดินนับล้านคน ในขณะที่ผมผู้เดินทางไปจากเมืองไทยคุ้นเคยแต่การขึ้นรถเมล์หรือรถประจำทาง ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของความเสี่ยงภัยและความแออัดติดระดับโลกไม่แพ้ใครเลยทีเดียว

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ผมจะตื่นตาตื่นใจกับรถใต้ดินขบวนแรกที่ได้เห็นที่มหานครแห่งนั้นเป็นอย่างยิ่ง ทุกอย่างแปลกตาไปหมด ตั้งแต่อุโมงค์ที่ลงไปจากระดับพื้นดิน ส่วนใหญ่ต้องใช้บันไดเดินเท้าลงไปเอง ไม่มีบันไดเลื่อน ข้อนี้ก็เข้าใจได้ เพราะระบบใต้ดินของเมืองนิวยอร์กสร้างมาตั้งแต่ปีคริสตศักราช 1904 ถ้าคิดเป็นพุทธศักราชแบบบ้านเราก็คือปีพุทธศักราช 2447 ปลายรัชกาลที่ 5 นู่น ตอนนั้นคงยังไม่มีใครรู้จักบันไดเลื่อนกระมัง

พอลงไปถึงสถานีที่อยู่ใต้ดินในระดับความลึกเท่ากับตึกหลายชั้น กลิ่นอายของสถานีรถใต้ดินของนิวยอร์กก็มีความอบอวลที่เป็นกลิ่นเฉพาะของตัวเอง ชนิดที่เขียนคำอธิบายไม่ถูกกันเลยทีเดียว แต่ขบวนรถใต้ดินของเขามาตรงเวลา และมีความถี่อยู่ในเกณฑ์ใช้ได้

ตลอดระยะเวลาที่ผมได้เรียนหนังสืออยู่ที่นครแห่งนั้น ผมจึงได้ใช้รถใต้ดินของเขาอยู่เสมอ และแน่นอนว่า ในหัวใจและในสมองย่อมมีคำถามว่า เมื่อไหร่บ้านเราจะมีพาหนะเดินทางแบบนี้ สำหรับขนส่งประชาชนจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งด้วยความสะดวกสบายตรงเวลาแบบเขาบ้างหนอ

ด้วยความรู้งูๆ ปลาๆ แบบของผม ทำให้พอทราบว่า ระบบรถใต้ดินอย่างนี้เกิดขึ้นที่เมืองลอนดอนเป็นแห่งแรกในโลก คนทั่วไปเรียกเป็นภาษาปากว่า Tube ซึ่งแปลว่าท่อ อันหมายถึงอุโมงค์ที่รถใต้ดินวิ่งไปมานั่นเอง รถใต้ดินของเขาเริ่มให้บริการครั้งแรกเมื่อปีคริสตศักราช 1863 หรือพุทธศักราช 2406 ในรัชกาลของสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย ตรงกับรัชกาลที่ 4 ของเมืองไทย เก่าดึกดำบรรพ์ขึ้นไปกว่ารถใต้ดินของนครนิวยอร์กอีกหลายสิบปี

เมื่อผมเรียนหนังสือจบจากนิวยอร์กและกลับมาสอนหนังสือเป็นครูบาอาจารย์อยู่ในเมืองไทย ผมได้ใส่ใจติดตามข่าวคราวเรื่องนี้อยู่เสมอ ว่าเมื่อไหร่บ้านเราจะมีรถใต้ดินกับเขาบ้าง สำหรับชาวบ้านร้านตลาดธรรมดาก็มีความสงสัยเป็นกำลังว่า บ้านเราจะทำรถใต้ดินแบบเมืองอื่นเขาได้หรือ เพราะบ้านเราเป็นที่ลุ่มต่ำ น้ำท่วมอยู่เสมอ ถ้าทำรถใต้ดินแล้วฝนตกหนัก รถใต้ดินต้องจมน้ำแน่เลย อะไรทำนองนี้

ส่วนผมเองนั้นมีความเชื่อตรงกันข้าม ผมนึกว่ามนุษย์เรามีความสามารถเกินกว่ายุคหินยุคโลหะมาไกลมากแล้ว ปัญหาที่คิดว่าน้ำจะท่วมอุโมงค์รถใต้ดินนั้น น่าจะไม่เกินความสามารถของผู้มีความรู้ทางวิศวกรรมซึ่งบ้านเรามีอยู่มากมาย ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า ใครจะเป็นคนกล้าตัดสินใจให้มีการลงทุนในเรื่องนี้ และจะเริ่มนับหนึ่งกันเมื่อไหร่ต่างหาก

นอกเหนือจากรถใต้ดินแล้ว ระบบขนส่งมวลชนอีกอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมอยู่ในนานาประเทศ คือจัดให้รถที่ว่าวิ่งอยู่บนดิน หรือยิ่งไปกว่านั้นคือเป็นรถวิ่งลอยฟ้า โดยทำเสาสูงขึ้นไปรับระบบราง เพื่อให้รถวิ่งอยู่ในระดับที่ไม่ก่อกวนความเป็นไปในระดับพื้นราบของรถยนต์ธรรมดา ระบบนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

ผ่านไปอีกร่วม 20 ปี บ้านเราจึงมีการตัดสินใจทำระบบขนส่งมวลชนที่จำเป็นสำหรับมหานครขนาดใหญ่กับเขาบ้าง ในเวลาไล่เลี่ยใกล้เคียงกันก็ทำทั้งรถไฟฟ้าและรถใต้ดินไปพร้อมกัน ถ้าความเข้าใจของผมไม่ผิดพลาด รถไฟฟ้านั้นเป็นเรื่องที่เอกชนมารับสัมปทานไปดำเนินการ ลงทุนเองจัดการเองทั้งหมด มีชื่อบริษัทอย่างเป็นทางการว่า บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เรียกโดยย่อว่า BTS บริษัทนี้ถนัดเหาะเหินเดินอากาศครับ ทำรถไฟฟ้าที่วิ่งอยู่ระดับยอดเสาสูงตามแนวถนนอย่างเดียว

ส่วนรถขนส่งมวลชนอีกระบบหนึ่งที่เป็นรถใต้ดินนั้น ทางราชการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจขึ้นเพื่อดำเนินการโดยเฉพาะ เรียกว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เรียกย่อเป็นภาษาอังกฤษว่า MRT

ด้วยอายุอานามเวลานี้ผมต้องกลับไปค้นคว้าเพิ่มเติมจึงได้ข้อมูลว่า รถที่ผมเรียกเองตามภาษาปากว่ารถไฟฟ้าบีทีเอส เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อพุทธศักราช 2542 และถ้าความทรงจำของผมไม่ผิดพลาด วันที่เปิดอย่างเป็นทางการนั้นคือวันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2542 ซึ่งเป็นวาระเฉลิมพระชนมพรรษาหกรอบหรือ 72 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแผ่นดินก่อน

ส่วนรถใต้ดินเอ็มอาร์ทีซึ่งเป็นระบบขนส่งมวลชนอีกระบบหนึ่งที่จัดสร้างโดยทางราชการ เปิดเดินรถหลังจากนั้นราว 5 ปี คือเริ่มเดินรถ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พุทธศักราช 2547 มีชื่อเส้นทางสายแรกอย่างเป็นทางการว่า เฉลิมรัชมงคล ในวันนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้าพร้อมด้วยสมเด็จพระพันปีหลวงได้เสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนรถใต้ดินเป็นสิริมงคลแก่กิจการ ที่เป็นของแปลกใหม่ในประเทศไทยด้วย

ทั้งรถไฟฟ้าและรถใต้ดินเมื่อแรกเปิดทำการนั้นก็มีเส้นทางที่ให้บริการและจำนวนสถานีในเส้นทางไม่มากเท่าไหร่ จากนั้นไปต่างฝ่ายต่างก็ขยายเส้นทางการให้บริการออกไปยืดยาว โดยมีโครงข่ายที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งของกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง ตัวอย่างเช่นรถไฟฟ้าสายดั้งเดิมที่แต่ก่อนวิ่งจากเพียงแค่หมอชิตไปจนถึงอ่อนนุช เวลานี้ก็วิ่งข้ามพื้นที่ถึงสามจังหวัดเข้าไปแล้ว คือสถานีคูคตที่จังหวัดปทุมธานี วิ่งทะลุกรุงเทพมหานครไปจนถึงจังหวัดสมุทรปราการ มีปลายทางอยู่ที่สถานีเคหะ ใกล้กันกับบางปูโน่น

ส่วนรถใต้ดินที่เดิมวิ่งอยู่ในเส้นทางจากหมอชิตไปถึงหัวลำโพง ตอนนี้ก็ขยายบริการไปไกลมากแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เพิ่งจะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดเส้นทางต่อขยายของรถใต้ดินดังกล่าวเมื่อไม่กี่เพลามานี้

อย่างไรก็ดี ด้วยที่มาที่ไปที่รถไฟฟ้าบีทีเอสกับรถใต้ดินเอ็มอาร์ทีเป็นกิจการคนละเจ้าของและต่างคนต่างทำมาหาได้ ประชาชนซึ่งเป็นผู้ใช้บริการจึงพบว่า ระบบการเชื่อมต่อระหว่างการขนส่งมวลชนสองชนิดนี้ไม่ได้ออกแบบให้เป็นการเชื่อมเนื้อเดียวกันมาตั้งแต่ต้น ภาพที่เราพบเห็นจึงเป็นการที่ผู้โดยสารต้องออกจากระบบหนึ่งแล้วเดินไปเข้าอีกระบบหนึ่ง เช่น ที่เกิดขึ้นที่สถานีศาลาแดงของรถไฟฟ้ากับสถานีสีลมของรถใต้ดิน เป็นต้น

ระบบบัตรโดยสารก็คนละกิจการกัน ผมเองไปไหนมาไหนก็ต้องพกบัตรสองใบของแต่ละกิจการติดตัวอยู่เสมอ

ไม่เป็นไรครับ ถึงไม่ได้อะไรเต็มร้อยดั่งใจ แต่เท่าที่มีอยู่เวลานี้ก็ถือว่าใช้การได้ดีแล้วในระดับหนึ่ง เวลาผ่านไปรวดเร็วมากครับ ก่อนที่รถใต้ดินจะเปิดทำการในปีพุทธศักราช 2547 ย้อนหลังไปอีกแปดปี ในวันที่ 19 พฤศจิกายนพุทธศักราช 2539 เมื่อการก่อสร้างรถใต้ดินดำเนินการไปได้ระยะหนึ่งพอที่จะประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์แล้ว รัฐบาลได้กราบบังคมทูลพระกรุณาเชิญเสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์ระบบรถใต้ดินที่ว่า โอกาสนั้นพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงประกอบพิธีดังกล่าวที่บริเวณมณฑลพิธีหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพหรือที่ชาวบ้านเรียกกันโดยทั่วไปว่าสถานีหัวลำโพง

ในงานพิธีนั้น ผมมีโอกาสไปร่วมพิธีด้วย แต่ไม่ใช่ในฐานะแขกผู้มีเกียรติอะไรหรอกนะครับ ผมไปทำงานในฐานะผู้บรรยายถ่ายทอดสดโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยซึ่งถ่ายทอดงานนั้นไปสู่ความรับรู้ของคนทั้งประเทศ จำได้ว่า มีการสร้างรถโดยสารจำลองเพื่อให้แขกเหรื่อทั้งหลายได้ขึ้นไปสัมผัสบรรยากาศ ‘ตู้โดยสาร’ รถใต้ดินที่จะได้ใช้บริการในอนาคตด้วย

ย้อนตำนาน 24 ปี MRT ผ่านโมเดลรถไฟฟ้าที่แจกในวันวางศิลาฤกษ์

ของชำร่วยที่แจกเป็นที่ระลึกในงานดังกล่าวก็เป็นตู้รถไฟจำลองของรถใต้ดินเหมือนกันกับที่ทำรถขนาดเท่าของจริงตั้งแสดงไว้ในบริเวณงานนั้นแหละครับ ผมไม่แน่ใจว่าเจ้าภาพทำแจกใครบ้าง รู้แต่เพียงว่าตัวเองได้รับแจกมาหนึ่งชิ้น และยังอยู่ในความครอบครองของผมจนวันนี้

ย้อนตำนาน 24 ปี MRT ผ่านโมเดลรถไฟฟ้าที่แจกในวันวางศิลาฤกษ์
ย้อนตำนาน 24 ปี MRT ผ่านโมเดลรถไฟฟ้าที่แจกในวันวางศิลาฤกษ์

คู่กันกับของที่ระลึก สิ่งที่ยังเก็บงำอยู่ที่บ้านของผมเช่นกันคือสูจิบัตรกำหนดการงานพิธีสำคัญดังกล่าว นอกจากกำหนดการรายละเอียดแล้ว ยังมีคำกราบบังคมรายงานของนายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรี และนายธีระพงษ์ อรรถจารุสิทธิ์ ผู้อำนวยการองค์การรถไฟฟ้ามหานคร (ซึ่งเป็นชื่อเก่าของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย) ในวันนั้นด้วย หน้าปกสูจิบัตรมีตราพระราชพิธีกาญจนาภิเษกเป็นสำคัญ เพราะในปีดังกล่าวเป็นปีมหามงคลที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี

ย้อนตำนาน 24 ปี MRT ผ่านโมเดลรถไฟฟ้าที่แจกในวันวางศิลาฤกษ์
ย้อนตำนาน 24 ปี MRT ผ่านโมเดลรถไฟฟ้าที่แจกในวันวางศิลาฤกษ์

แม้จนทุกวันนี้ การก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนทางรถไฟฟ้าและรถใต้ดินก็ยังดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายกิจการไปรองรับความต้องการของประชากรที่มีเพิ่มมากขึ้นพร้อมกันกับที่เมืองของเราก็มีขนาดใหญ่โตกว้างขวางขึ้นด้วยเช่นกัน อีกไม่กี่ปีข้างหน้าเมื่อทุกอย่างสร้างครบตามแผนแล้ว การจราจรที่ติดขัดมโหฬารเพราะการก่อสร้างอยู่ในเวลานี้คงทุเลาเบาบางลง สมใจนึกเราเสียที

ถึงวันนี้ก็โล่งอกแล้วนะครับว่า เมืองไทยของเราทำรถใต้ดินได้โดยน้ำไม่ท่วมอุโมงค์

คนไทยเรานั้นถ้าตั้งใจจะทำอะไรจริงแล้วก็ทำได้ทั้งนั้น โปรดเชื่อ!

Writer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ธงทองของเยอะ

ประวัติศาสตร์ที่ทันพบเห็นในช่วงอายุของคนอายุ 65

สำหรับคนไทยที่มีอายุอานามรุ่นราวคราวเดียวกับผม เห็นจะไม่มีใครไม่รู้จักชื่อเสียงของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นแน่แท้ ชีวิต ผลงาน และเรื่องราวของท่าน เป็นสีสันที่มีความสำคัญในเมืองไทยมาช้านาน งานเขียนของท่านยังเป็นงานที่ได้รับความนิยมไม่ตกยุคตกสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานเขียนเรื่อง สี่แผ่นดิน ที่พิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีคนนำไปทำละครก็หลายครั้ง ทั้งละครโทรทัศน์ ละครร้อง และละครเวที มีการแปลเป็นภาษาต่างประเทศหลายภาษา ถึงขนาดที่ท่านได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติด้านวรรณกรรม โดยไม่มีผู้ใดสงสัยในความสามารถด้านนี้ของท่านเลย

‘ทุนนิยมคืออะไร’ หนังสือ 5 บาท ที่เสนอแนวคิดการเมืองแสบคันของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
‘ทุนนิยมคืออะไร’ หนังสือ 5 บาท ที่เสนอแนวคิดการเมืองแสบคันของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

อีกมิติหนึ่งในด้านการเมือง คนรุ่นผมต้องจำได้แน่ว่าท่านได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเมืองไทยในราว พ.ศ. 2518 หลังจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.​ 2516 

น่าสนุกยิ่งไปกว่านั้น ถ้าจะได้ทบทวนความทรงจำกันว่า ในวันที่ท่านได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพร้อมกันกับเป็นหัวหน้าพรรคกิจสังคม ที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเดียวกันเพียงแค่ 18 คนเท่านั้น รัฐบาลท่านจึงมีสภาพเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค ทำให้เสถียรภาพง่อนแง่น และนำไปสู่การตัดสินใจยุบสภาในเวลาต่อมา

ผมจำได้ดีว่าในระหว่างที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ในราวเดือนเมษายน พุทธศักราช 2518 ผมซึ่งเป็นนิสิตของคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่ในระหว่างปิดภาคเรียนฤดูร้อน และออกไปทำงานอาสาสมัครด้านกฎหมายในต่างจังหวัดทางภาคอีสาน รัฐบาลของคุณชายคึกฤทธิ์ที่เพิ่งเข้าทำงานได้เพียงไม่กี่วัน ประกาศนโยบาย ‘เงินผัน’ ใช้วงเงินมากถึง 2,500 ล้านบาท ซึ่งมหึมามหาศาลมากสำหรับค่าเงินยุคสมัยนั้น โดยมอบให้สภาตำบลที่มีกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศนำไปบริหารจัดการตำบลละ 1 ล้านบาท

นายกรัฐมนตรีอธิบายว่านี่เป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชนฐานราก เพื่อให้คนมีงานทำ ไม่ต้องทิ้งถิ่นที่อยู่ในเวลาว่างจากฤดูทำนาเข้ามาหากินในเมืองใหญ่ พร้อมกันนั้นก็เป็นการฝึกวิถีประชาธิปไตย ให้ชาวบ้านตกลงคิดอ่านกันเองด้วยว่า เงิน 1 ล้านบาทนี้จะนำไปใช้สอยอย่างไร จึงเกิดประโยชน์สำหรับตำบลของเขามากที่สุด

ผมและเพื่อนๆ ไปอยู่ในท้องถิ่นชนบท พอดีกันกับที่นโยบายเรื่องนี้กำลังเริ่มปฏิบัติ จึงได้ช่วยพ่อกำนันและพี่ผู้ใหญ่บ้านทั้งหลายตระเตรียมเอกสารสำหรับโครงการ และพลอยสนุกกับทั้งได้ประสบการณ์จริงด้วย ว่าเงินผันนี้ทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง

จำได้แม่นยำว่า หลังจากโครงการนี้เดินหน้าไปได้ระยะหนึ่ง มีข่าวว่าการทุจริตเกิดขึ้นในบางพื้นที่ ผู้สื่อข่าวไปสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรีว่าท่านมีความเห็นอย่างไรบ้าง คุณชายคึกฤทธิ์ตอบตามสไตล์ของท่านว่า เรื่องนี้ก็ต้องจัดการตามกฎหมาย พร้อมกับให้ข้อสังเกตมหัศจรรย์ว่า

“ตั้งแต่สมัยสุโขทัยมา นี่เพิ่งเป็นครั้งแรกที่ราษฎรได้โกงเงินของตัวเองบ้าง”

ทั้งฮา ทั้งน่าคิดมิใช่หรือครับ

‘ทุนนิยมคืออะไร’ หนังสือ 5 บาท ที่เสนอแนวคิดการเมืองแสบคันของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

ย้อนกลับไปพูดถึงเรื่องพรรคกิจสังคมของท่านอีกทีหนึ่ง พรรคนี้ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Social Action Party ใช้อักษรย่อว่า SAP สื่อมวลชนทั้งหลายเรียกโดยย่อว่า ‘พรรคแสป’ เห็นไหมครับว่าเพียงแค่ชื่อพรรคก็แสบไปถึงไหนๆ แล้ว

เมื่อแรกตั้งพรรคขึ้นใหม่ การทำให้ชื่อเสียงและนโยบายของพรรคเป็นที่รู้จักของประชาชนในวงกว้างเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ถ้าเป็นยุคสมัยนี้ก็มีเครื่องมือให้เลือกใช้หลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น ทำคลิปขนาดสั้นเล่าประเด็นที่น่าสนใจแล้วเผยแพร่ไปในสื่อออนไลน์ทั้งหลาย ถ้าถูกใจคนดู เขาก็จะช่วยเผยแพร่ออกไปให้คนอื่นได้รู้เห็นด้วย เป็นต้น

อย่าลืมว่าการตั้งพรรคแสปนี้ เป็นเหตุการณ์ใน พ.ศ.​ 2517 ต่อเนื่องกับ พ.ศ. 2518 ยุคนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีออนไลน์อะไรทั้งสิ้น คุณชายผู้มีประสบการณ์ในแวดวงของสิ่งพิมพ์มาช้านานและเป็นหัวหน้าพรรค จึงตัดสินใจเลือกใช้สื่อสิ่งพิมพ์เป็นเครื่องมือแนะนำพรรคให้คนรู้จัก ผมไม่แน่ใจเสียแล้วว่าตอนแรกเปิดตัวพรรค มีหนังสือออกมาเผยแพร่กี่เล่ม แต่ที่แน่ใจคือ มีหนังสือเรื่อง ‘สังคมนิยม’ ที่ คุณบุญชู โรจนเสถียร ผู้บริหารใหญ่ของธนาคารกรุงเทพซึ่งตัดสินใจมาร่วมตั้งพรรคกิจสังคมกับเขาด้วยเป็นผู้เขียนเล่มหนึ่ง

อีกเล่มหนึ่งคือหนังสือเรื่อง ‘ทุนนิยมคืออะไร’ ผู้เขียนคือหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นหนังสือเล่มเล็กขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือของผมนิดเดียว หนา 33 หน้า หนังสือนี้ไม่ได้แจกฟรีนะครับ ใครอยากได้ต้องจ่ายเงินซื้อหา ผมซึ่งเป็นนิสิตเรียนกฎหมายอยู่ในมหาวิทยาลัย ย่อมสนใจกับหนังสือนี้เป็นธรรมดา ถึงขนาดที่ยอมควักเงิน 5 บาทออกจากกระเป๋าสตางค์เพื่อซื้อหนังสือมาอ่านครับ

‘ทุนนิยมคืออะไร’ หนังสือ 5 บาท ที่เสนอแนวคิดการเมืองแสบคันของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

หน้าปกของหนังสือใช้สีแดงขาวน้ำเงินที่ทุกคนคุ้นเคย มุมปกหนังสือด้านบนซ้ายมือ นี่คือชื่อและตราสัญลักษณ์ของพรรคกิจสังคม เป็นวงกลมรูปฟันเฟือง ภายในวงกลมนั้นมีภาพเคียวและรวงข้าว 3 รวง

หนังสือเล่มนี้มีความหมายสำหรับผมในแง่มุมที่ว่า เป็นงานเขียนของคุณชายคึกฤทธิ์ ที่เขียนขึ้นด้วยความมุ่งหมายทางการเมืองแบบแจ้งชัด ถึงแม้ท่านมีงานเขียนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองมาแล้วบ้าง เช่น ไผ่แดง หรือ โจโฉนายกตลอดกาล แต่หนังสือเหล่านั้นก็มีแบบแผนการนำเสนอที่แตกต่างไปจากหนังสือ ทุนนิยมคืออะไร ที่เขียนขึ้นเพื่อการเมืองอย่างเห็นได้ชัด

‘ทุนนิยมคืออะไร’ หนังสือ 5 บาท ที่เสนอแนวคิดการเมืองแสบคันของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
‘ทุนนิยมคืออะไร’ หนังสือ 5 บาท ที่เสนอแนวคิดการเมืองแสบคันของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

การเขียนหนังสือแสดงความคิดความอ่านของบุคคลสำคัญในพรรคออกขาย เป็นวิธีหาเงินหรือระดมทุนเข้าพรรคแบบกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว ความคิดก็ขายได้ เงินก็ได้รับ ผู้ที่เป็นกำลังสำคัญในการจัดจำหน่ายหนังสือของพรรคแสป คือ คุณพงษ์ สารสิน คุณชายหัวหน้าพรรคให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ประชาชาติว่า

“…เรื่องนี้ยกให้คุณพงษ์ สารสิน แกขายหนังสือเก่ง ตอนแรกไม่รู้ฝีมือแก ไม่งั้นผมให้แกเป็นสายส่งหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ได้รวยกันตายป่านนี้”

หนังสือหนาเพียงแต่ 30 หน้าเศษที่ผมยังเก็บงำไว้ในคอลเลกชันหนังสือของผมเล่มนี้ ถึงแม้แก่นของเรื่องจะเป็นเรื่องหนัก เป็นเรื่องทางวิชาการ แต่ด้วยฝีมือของผู้เขียนผู้เป็นมือหนึ่งในการอธิบายเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ทำให้หนังสือเล่มนี้มิได้มีฐานะเป็นยาขมที่กินแล้วขื่นคอแต่อย่างใด

ขออนุญาตยกตัวอย่างบางตอนจากหน้าแรก มาแสดงพอให้เห็นรสชาติของหนังสือนะครับ

“… คำว่านิยมนั้น ในภาษาไทยปัจจุบันใช้แทนอักษรฝรั่ง สะกดตัวว่า ism ซึ่งมักจะมีอยู่ในชื่อลัทธิหรือความเชื่อต่างๆ ตลอดจนศาสนา เช่น ศาสนาพุทธนั้น ฝรั่งก็เรียกว่า Buddhism ซึ่งเคราะห์ดีที่คนไทยเรารู้จักมาก่อนรู้จักภาษาฝรั่งจึงเรียกว่า พระพุทธศาสนา แทนที่จะเรียกว่า “พุทธนิยม” แต่ความจริงอักษรสามตัวที่ว่า ism นั้น จะแปลว่า นิยมในทุกกรณีไปเห็นจะไม่ได้

“ท่านผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือท่านหนึ่งได้เคยแสดงความเห็นในทำนองนี้ไว้นานแล้ว ท่านบอกว่า ถ้าจะถือว่า ism แปลว่านิยมแล้ว โรคปวดเมื่อยอย่างหนึ่งซึ่งฝรั่งเรียกว่า Rheumatism จะไม่ต้องเรียกในภาษาไทยว่า “โรคปวดเมื่อยนิยม” หรือ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะใครเลยจะไปนิยมความปวดเมื่อยได้ลงคอ?

“อย่างไรก็ตาม อักษรสามตัวที่ว่า ism ในภาษาฝรั่งนั้นหมายถึงสิ่งที่เป็นใหญ่หรือเป็นอินทรีย์ ในลัทธิความเชื่อหรือในระบบนั้นๆ เช่น Buddhism ก็หมายว่า พุทธะ หรือปัญญาเป็นใหญ่ เป็นอินทรีย์แห่งศาสนาพุทธ…”

แค่นี้ก็กระจ่างใจไปเรื่องหนึ่งแล้วครับ คุ้มราคา 5 บาทมาก

ในหนังสือเล่มเดียวกัน เพื่อให้เข้าใจความหมายของทุนนิยมโดยถ่องแท้ ผู้เขียนได้อธิบายลัทธิทางเศรษฐกิจอีกหลายเรื่อง ไว้เพื่อประโยชน์ในการเทียบเคียงด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสังคมนิยม (Socialism) วานิชนิยม (Mercantalism) หรือระบบศักดินา (Feudalism) ข้อสำคัญที่ท่านได้ฝากข้อสังเกตไว้ให้ผู้อ่านได้คิดคือ ระบบระบอบทั้งหลายไม่ใช่ของที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ตอนแรกคิดขึ้นมาเป็นอย่างไร ก็จะต้องเป็นอย่างนั้นไปตลอดกาล ตรงกันข้าม ความคิดในเรื่องระบบเศรษฐกิจนี้ก็มีพัฒนาการในตัวเองอยู่เสมอ ตราบใดที่ยังคงรักษาหลักสำคัญไว้ได้ ถึงแม้รายละเอียดจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย การจำแนกระบบว่าประเทศใด สังกัดอยู่ในระบบเศรษฐกิจชนิดใด ก็ต้องดูที่หลักการเรื่องนั้นเป็นสำคัญ ถึงแม้จะมีเรื่องอื่นเพิ่มเข้ามาผสมปนเปบ้างก็ตาม

ท่านบอกไว้อย่างนี้ครับ

“…ทุนนิยมนั้นก็เหมือนกับสังคมนิยมในข้อที่ว่าเป็นของอย่างหนึ่งในกาลสมัยหนึ่ง พอกาลสมัยเปลี่ยนไปเป็นอีกกาลสมัยหนึ่ง ระบบทั้งสองนี้ก็เปลี่ยนไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงในแนวคิดของทุนนิยม เช่น ให้รัฐเข้าเกี่ยวข้องในการเศรษฐกิจมากขึ้น และให้รัฐมีอำนาจควบคุมการเศรษฐกิจมากขึ้นนั้น ทำให้คนต้องรู้สึกเป็นธรรมดาว่า ประเทศทุนนิยมกำลังจะมีลักษณะเป็นประเทศสังคมนิยมมากขึ้นทุกที ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะมีความจริงเป็นบางส่วน แต่ตราบใดที่ธาตุแท้ของระบบทุนนิยมยังคงอยู่ กล่าวคือ สิทธิของบุคคลที่จะมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์เหลือใช้หรือทรัพย์ที่งอกเงยขึ้น เพื่อใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ตนได้แล้ว ตราบนั้นก็เห็นจะยังพอชี้ได้ว่า ระบบใดเป็นทุนนิยม ระบบใดเป็นสังคมนิยม”

ผมสนุกมากที่ได้อ่านข้อวิเคราะห์ของผู้เขียนว่าอะไรคือจุดแข็ง อะไรคือจุดอ่อนของระบบทุนนิยม รวมทั้งการเปรียบเทียบว่าระบบใดจะดีกว่ากันระหว่างทุนนิยมและสังคมนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอ่านหนังสือในช่วงเวลาที่การเมืองของประเทศไทยเรากำลังเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน และประเทศเพื่อนบ้านถึง 3 ประเทศ คือลาว กัมพูชา และเวียดนาม เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจและระบบการปกครองไปอยู่ในค่ายสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์ในช่วงเวลานั้น

เมื่อย้อนกลับมาอ่านหนังสือเล่มนี้อีกครั้งหนึ่งในวันนี้ หนังสือเก่ามากขึ้น คนอ่านได้เปลี่ยนฐานะจากการเป็นนิสิตวัยหนุ่มมาเป็นข้าราชการเกษียณอายุวัยชราไปแล้ว ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผมเวลานี้กลับกลายเป็นเรื่องจุดอ่อนของระบบทุนนิยมว่ามีอะไรบ้าง

‘ทุนนิยมคืออะไร’ หนังสือ 5 บาท ที่เสนอแนวคิดการเมืองแสบคันของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

คุณชายคึกฤทธิ์บอกว่า

“…จุดอ่อนที่สุดจุดหนึ่งของระบบทุนนิยมคือ ภายใต้ระบบนี้ คนรวยมักจะมีทางที่จะรวยยิ่งขึ้นไปได้มาก ทำให้ช่องว่างระหว่าง “คนมี” กับ “คนจน” นั้น ยิ่งกว้างขึ้นไปอีก… ทรัพย์ส่วนตัวนั้นทำให้เกิดทรัพย์ส่วนตัวมากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งทำให้รายได้ของคนในประเทศแตกต่างห่างไกลกันได้อย่างกว้างขวางที่สุด…. จุดอ่อนอีกอย่างหนึ่งของทุนนิยม… คือภายใต้ระบบทุนนิยมนั้นทรัพยากรของชาติไม่จำต้องถูกใช้ไปในทางที่ดีที่สุด ถึงแม้ว่าระบบทุนนิยมจะเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพสูง ระบบนี้ก็ยังเป็นระบบที่ก่อให้เกิดความเสียเปล่ามากอยู่… ในสถานการณ์เช่นนี้ หากเอกชนได้กำไร ชาติก็ต้องขาดทุน ป่าไม้เมืองไทยเป็นตัวอย่างอันดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้”

อ่านแล้วแสบๆ คันๆ สมฐานะที่เป็นหนังสือเผยแพร่ของพรรคแสปทุกประการ

เวลานี้ทุกประเทศทั่วโลกกำลังพบเผชิญกับสถานการณ์โรคระบาด COVID-19 ความแตกต่างระหว่าง คนมีกับคนจน ในประเทศของเราก็ยิ่งมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น มาตรการของภาครัฐหลายอย่างส่งผลกระทบกับคนมี-คนจน ไม่เหมือนกัน ไม่ต้องดูอื่นไกลครับ แค่โทรศัพท์มือถือที่จะสมัครแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล คุณตาคุณยายในชุมชนแออัดริมคลองน้ำเน่าของเรา แกก็ไม่มีปัญญาจะซื้อมาใช้เสียแล้ว ในขณะที่ผู้มีฐานะมั่นคง ไม่ต้องห่วงกังวลกับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลเลย เพราะลำพังที่มีอยู่ก็กินใช้ไม่หมดแล้ว

หนังสืออายุเกือบครึ่งศตวรรษ หนา 33 หน้า เขียนโดยอดีตนายกรัฐมนตรีที่ถึงแก่อสัญกรรมไปแล้วกว่า 25 ปี ยังน่าอ่านอยู่เสมอ

เสียดายที่หนังสือนี้ไม่เคยพิมพ์ซ้ำอีกเลย เสียดายจริงๆ

Writer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load