17 สิงหาคม 2564
3,754

เพื่อทุกชีวิตแวดล้อม 

มีคนบอกว่า ทุกการก่อเกิดของบางสิ่ง ต้องมีการสิ้นสุดหรือมีการทำลายบางสิ่งไปเสมอ ซึ่งหลายต่อหลายครั้ง การทำลายที่ว่านั้น ก็อาจสร้างความเสียหายจนยากจะฟื้นฟู

แต่เป็นไปได้ไหมว่า เราอาจสร้างได้โดยไม่ต้องทำลาย เราอาจอยู่ได้ โดยลดการสูญเสียสรรพสิ่งรอบตัวให้น้อยที่สุด

ด้วยความเชื่อของคนกลุ่มหนึ่ง เขายืนยันว่ามันเป็นไปได้

‘For All Well-Being’ คือหลักความเชื่อซึ่งเหมือนรากของต้นไม้ใหญ่ที่หยั่งลึกและยึดโยงลำต้นเอาไว้ ไม่ให้สั่นคลอนหรือหักโค่นไปกับสายลมเกรี้ยวกราดของการแข่งขันในโลกธุรกิจ

MQDC หรือ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด คือกลุ่มธุรกิจที่เชื่อในเรื่องนั้น… การทำเพื่อทุกชีวิตที่แวดล้อมให้เป็นชีวิตที่ดี 

“เราไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะโครงการหรือผู้อยู่อาศัยในโครงการของเราเท่านั้น แต่ทุกโครงการที่เราพัฒนาจะต้องสร้างคุณค่าและประโยชน์ พร้อมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคน สัตว์ สภาพแวดล้อม และทุกสิ่งบนโลกของเรา”

ข้อความข้างต้นคือประเด็นที่ได้รับการตอกย้ำมาตลอดการทำงานกว่า 27 ปีของ MQDC (บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) ปัจจุบันนี้มีโครงการมิกซ์ยูสและธีมโปรเจกต์มากมายภายใต้แบรนด์แมกโนเลียส์ (Magnolias) วิสซ์ดอม (Whizdom) ดิ แอสเพน ทรี (The Aspen Tree) มัลเบอร์รี่ โกรฟ (Mulberry Grove) และเดอะ ฟอเรสเทียส์ (The Forestias) นั่นเอง

แม้ปัจจุบันชื่อบริษัทจะเปลี่ยนเป็น MQDC แต่รากของชื่อเดิม ก็ยังสะท้อนให้เห็นคุณค่าสำคัญที่ปรากฏอยู่ในผลงานของบริษัท นั่นก็คือ ตามประวัติเกี่ยวกับพันธุ์ไม้ต่างๆ ในโลก ว่ากันว่าแมกโนเลีย คือหนึ่งในต้นไม้ที่เก่าแก่และหยัดยืนอยู่บนโลกนี้มาอย่างยาวนาน มีข้อมูลบอกว่าต้นไม้ในเผ่าพันธุ์นี้ถือกำเนิดมานานกว่า 95 ล้านปี และเป็นต้นไม้ที่มีมาก่อนผึ้งจะวิวัฒนาการขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่แพร่กระจายพืชพันธุ์มากมายบนโลกใบนี้เสียอีก

ด้วยเหตุนี้ ความสวยสง่าและแข็งแกร่ง จึงเป็นทั้งสัญลักษณ์และความหมายของต้นและดอกแมกโนเลียที่ในหลายประเทศให้คุณค่า

ในความยืนหยัด ทนทานต่อกาลเวลานั้น ยังมีแง่มุมของสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ซึ่งเราน่าจะได้เรียนรู้และทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กัน เพราะไม่ใช่เรื่องบังเอิญของการตั้งชื่อแบรนด์ในเครือข้างต้นให้เป็นชื่อของต้นไม้ หรือชื่อที่มีความหมายเกี่ยวกับป่า เพราะนี่คือรูปธรรมของการสร้างความยั่งยืน ไม่มีป่า ไม่มีต้นไม้ ไม่มีพื้นที่สีเขียว คงจะเรียกว่าความยั่งยืนที่เป็นสุขได้ยาก 

ตัดภาพกลับมาตอนนี้ จะด้วยความแออัดในเมือง หรือความเคร่งเครียดจากการใช้ชีวิตวุ่นวายในแต่ละวันก็แล้วแต่ การเข้าป่าเพื่อเติมพลังชีวิต การอาบป่า หรือแม้แต่การไปโอบกอดต้นไม้ ดูจะเป็นแนวคิดที่เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความสดชื่นที่ได้จากต้นไม้ใบหญ้าและอากาศบริสุทธิ์จากป่า คือพลังเยียวยาที่ยั่งยืน และหาได้ยากจากสถานที่อื่น

จากนี้ เราจะพาคุณไปพบกับแนวคิดของโครงการ ซึ่งจะช่วยเติมความสดชื่นและพลังชีวิตให้คุณไปพร้อมๆ กัน เราจะพาคุณไปรู้จักกับบริษัทที่บอกเราว่า โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยหลายๆ แห่งของบริษัท เลือกเก็บไว้แม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตอย่างกบตัวเล็กๆ เพื่อให้พวกเขาอยู่ต่อไปในที่เดิม

เพราะไม่ใช่แค่มนุษย์ที่ต้องการบ้าน

สิ่งมีชีวิตอีกมากมาย ก็เรียกสิ่งแวดล้อมเดียวกันนั้นว่า ‘บ้าน’ ไม่ต่างจากเรา 

สำรวจการสร้างที่อยู่อาศัยให้ยั่งยืนต่อทุกชีวิตที่แวดล้อมและคิดถึงอนาคตแบบฉบับ MQDC

ยั่งยืนเพื่อทุกคน 

เรื่องสำคัญที่เป็นแก่นแกนของโครงการภายใต้ MQDC ทุกโครงการ คือ ‘For All Well-Being’ เพราะถือว่าเป็นแนวทางการทำงานหลักของธุรกิจ

โครงการของ MQDC จะเติมเต็มช่องว่างให้สมบูรณ์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่นั้น และเพิ่มมูลค่าให้กับชุมชนด้วย ถ้าพูดในมุมการทำงาน บริษัทถือว่าตนเองไม่มีคู่แข่ง มีแต่เพื่อน เพราะทุกสิ่งที่ทำคือการสร้างประโยชน์ให้กับทุกคน แนวทางการทำงานของธุรกิจ คือการทำงานแบบใส่ใจในองค์รวม ทุกโครงการจึงเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของคน ชุมชน และสังคม การพัฒนาแต่ละโครงการจึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะด้าน

สำหรับ MQDC ‘For All Well-Being’ จึงเป็นหัวใจหลักของการทำงาน มีการดำเนินธุรกิจด้วยความใส่ใจต่อสังคมและโลกใบนี้ โดย MQDC ไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะโครงการหรือผู้อยู่อาศัยในโครงการเท่านั้น แต่ทุกโครงการที่เราพัฒนา จะต้องสร้างคุณค่าและประโยชน์ พร้อมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคน สัตว์ สถาพแวดล้อม และทุกสิ่งบนโลกของเรา ผ่านการคิดค้น ‘นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน’ หรือ ‘SUSTAINNOVATION’ คิดค้นโดย RISC by MQDC หน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาเพื่อศึกษา วิจัย คิดค้นนวัตกรรม โดยอ้างอิงจากข้อมูลการคาดการณ์ในอนาคต ซึ่งข้อมูลส่วนนี้ทำโดย FutureTales Lab by MQDC เพื่อจะได้ใช้เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาและปรับใช้ในทุกโครงการของ MQDC

พูดง่ายๆ ว่า บริษัทจะทำโครงการที่ไม่เพียงสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับทุกสรรพสิ่ง แต่ยังต้องสร้างความสมดุลให้กับทุกชีวิตบนโลกอย่างยั่งยืนในทุกสถานการณ์ด้วย เพราะความยั่งยืนของทุกฝ่ายจะทำให้เกิดผลลัพธ์ทางสังคมในเชิงบวก ไม่ใช่มองแค่ประโยชน์ทางธุรกิจ

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ โครงการ The Forestias ที่ให้ความสำคัญกับการสร้าง ‘นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน’ ซึ่งเป็นมิตรกับธรรมชาติและโลกใบนี้ ที่สำคัญ ต้องพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดี ทุกแง่มุมการออกแบบ และการก่อสร้างต้องลดการใช้พลังงานและทรัพยากรอื่นๆ เน้นสร้างคุณภาพชีวิตของคนในเมืองให้มีความสุขอย่างแท้จริง 

โครงการนี้เต็มไปด้วยป่า แต่ไม่ได้มีแค่การปลูกป่า ปลูกต้นไม้ เพราะคำนึงถึงการใช้ชีวิตที่ได้สัมผัสธรรมชาติ ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดี มีคุณภาพอากาศที่ดี เย็นสบาย และช่วยลดการพึ่งพาการใช้เครื่องปรับอากาศในโครงการ

สำรวจการสร้างที่อยู่อาศัยให้ยั่งยืนต่อทุกชีวิตที่แวดล้อมและคิดถึงอนาคตแบบฉบับ MQDC
สำรวจการสร้างที่อยู่อาศัยให้ยั่งยืนต่อทุกชีวิตที่แวดล้อมและคิดถึงอนาคตแบบฉบับ MQDC

เทคโนโลยี อยาก อยู่ อย่าง เย็น

The Forestias เป็นโครงการที่ท้าทายการทำงานของ MQDC ในหลายๆ ด้าน แต่ก็สะท้อนหลักการความเชื่อด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น

‘Heat Reduction’ ทำให้ถนนในโครงการเย็นขึ้น ด้วยการดีไซน์ให้ต้นไม้มาปกคลุมถนน มีอุโมงค์ใต้ถนน ซึ่งนอกจากจะเป็นเขื่อนช่วยป้องกันการเกิดน้ำท่วม ยังเป็นฐานของถนนเพื่อไม่ให้ถนนทรุด เป็นกระดูกสันหลัง (Back Bones) ของโครงการ

นอกจากนั้น อุโมงค์ยังเป็นที่ติดตั้งท่อทำความเย็น ที่เดินท่อดับเพลิง Optic Fiber น้ำประปา ฯลฯ ภายในอุโมงค์มีระบบระบายอากาศให้ไม่ร้อน จึงช่วยทำให้ถนนไม่ร้อนด้วยเช่นกัน โดยเมื่อเทียบกับถนนปกติที่ร้อนมากถึง 55 – 60 องศาเซลเซียส แต่ถนนนี้ลดอุณภูมิลงได้ 20 องศาเซลเซียส

นอกจากนั้น ยังมีการปรับพื้นที่ถนนโดยรอบให้ตรงกลางเป็นแอ่งลงไปเรียกว่า Basin หรือ Valley ต่ำกว่าถนนประมาณ 2 เมตร เพื่อใช้เป็นพื้นที่กักเก็บความเย็น ลดอุณหภูมิ ตามเป้าหมายคือ เพื่อเห็นหมอกในตอนเช้าได้ในโครงการ แม้อาจไม่เห็นทุกวัน แต่จะเห็นหมอกมากกว่าปกติและมากกว่าพื้นที่อื่นๆ โดยรอบ 

‘CUP เป็นศูนย์รวม Utility ของโครงการ และมี District Cooling System’ เป็นระบบผลิตความเย็นและส่งความเย็นด้วยน้ำ ไปตามท่อภายในอุโมงค์จนถึงแอร์ของแต่ละห้อง เป็นระบบผลิตความเย็นที่มีประสิทธิภาพสูง ประหยัดพลังงาน และลดการใช้สารทำความเย็นด้วย

เนื่องจากโครงการมีความต้องการการใช้พลังงานความเย็นคนละเวลากัน เช่น รีเทลหรือร้านค้าต่างๆ ใช้ตอนกลางวัน บ้านพักอาศัยใช้ตอนกลางคืน เป็นต้น การที่ระบบแชร์ภาระการทำความเย็นคนละช่วงเวลาได้ จึงลดปริมาณการติดตั้งเครื่องปรับอากาศโดยรวมของโครงการได้ด้วย

สำรวจการสร้างที่อยู่อาศัยให้ยั่งยืนต่อทุกชีวิตที่แวดล้อมและคิดถึงอนาคตแบบฉบับ MQDC
สำรวจการสร้างที่อยู่อาศัยให้ยั่งยืนต่อทุกชีวิตที่แวดล้อมและคิดถึงอนาคตแบบฉบับ MQDC


‘CO2 Reduction’ ความร่วมมือกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ซึ่งรับรองว่าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง เพราะเมื่อตึก CUP ลดการใช้สารทำความเย็น ก็จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปด้วย โดยปีแรกตั้งเป้าไว้ที่ 78,511ตัน / ปี และปีต่อไปนับที่ 47,686 ตัน / ปี 

สำรวจการสร้างที่อยู่อาศัยให้ยั่งยืนต่อทุกชีวิตที่แวดล้อมและคิดถึงอนาคตแบบฉบับ MQDC

แนวทางปี 2021 

ถ้าใครเคยเห็นบิลบอร์ดขนาดใหญ่ของ MQDC แล้วนึกสงสัยว่า ภาพตัวอักษรแต่ละตัวมีความหมายอย่างไร เราจะมาเฉลยให้รู้กันตรงนี้

บิลบอร์ดของ MQDC ที่ออกมาใหม่จะว่าด้วยเรื่องของ “ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยน ความสุขที่นี่ยั่งยืนไม่เคยเปลี่ยน” จริงๆ แล้วมีนัยยะหรือความหมายแฝงอยู่ในทุกตัวอักษร นั่นก็คือ

ตัว ‘M’ สะท้อนให้เห็นถึง Environment / Biodiversity แปลว่าการอยู่ร่วมกัน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเป็นการอยู่ร่วมกันของมนุษย์อย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อมไปด้วยพร้อมๆ กัน

‘Q’ เป็นภาพของ Quality of Happiness หรือความสุขของทุกชีวิต ว่าด้วยเรื่องของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขอย่างยั่งยืน

‘D’ เป็นภาพของ Sustainnovation หรือนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน คิดค้นโดย RISC และ FutureTales Lab ซึ่งถือว่าเป็น Knowledge Sharing Hub ที่สำคัญต่อไป เพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ทำให้เกิดความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน

‘C’ คือภาพ Intergeneration หรือแนวคิดการทำที่อยู่อาศัยที่ดีและเหมาะสมสำหรับสมาชิกครอบครัวทุกวัย 

การปรับตัวเผชิญ COVID-19 และการรับมือความท้าทายในอนาคต 

1. ด้านสังคม มีการริเริ่มโครงการมากมาย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนในสังคม เช่น ‘โครงการปันความสุข’ ที่ได้ร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ นำอาหารและสิ่งของใช้ที่จำเป็นมามอบให้กับผู้ที่เดือดร้อน โรงพยาบาลสนาม ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ บุคลากรที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อสังคมและจิตอาสา โดยมีกิจกรรมภายใต้โครงการมากมาย อาทิ คาราวานปันสุข ตู้ปันสุข ครัวปันสุข ถุงปันสุข เป็นต้น เพื่อตอกย้ำการให้ความสำคัญกับ For All Well-Being 

2. ด้านธุรกิจ มีการทำวิจัยเพื่อต่อยอดงานออกแบบโครงการ ให้มีการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ COVID-19 หรือที่เรียกว่า COVID-Free Design ซึ่งออกแบบสภาพแวดล้อมของที่อยู่อาศัยให้ตอบรับกับการระบาด แบ่งรากฐานออกเป็น 4 แนวทางหลัก ทั้งการออกแบบพื้นที่ลดการแพร่กระจายเชื้อ การออกแบบพื้นที่ลดการสัมผัส การออกแบบที่อยู่อาศัยรองรับการทำงาน และการกำหนดนโยบายจัดการป้องกันโรค COVID-19 หรือการต่อยอดการพัฒนาหอฟอกอากาศเมืองฟ้าใส 2 ในการฆ่าเชื้อโรค เป็นต้น การต่อยอดงานวิจัยต่างๆ เหล่านี้ ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเติบโตทางธุรกิจด้วยเช่นกัน 

3. ด้านการวางแผนกลยุทธ์ สถานการณ์ COVID-19 ทำให้ตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนงานทางธุรกิจ เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ที่ไม่คาดคิด และอาจเกิดขึ้นได้อีกหลายเหตุการณ์ในอนาคต

ความสำคัญของ 2 ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรมแห่งอนาคต 

ศูนย์วิจัยทั้ง 2 แห่งที่ได้กล่าวไปแล้ว จะทำหน้าที่สร้างองค์ความรู้ที่สำคัญเพื่อเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายในสังคม เพื่อย้ำว่า MQDC ไม่ได้มองใครเป็นคู่แข่ง แต่มองเป็นเพื่อนร่วมงานในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมไปตลอด ดังนั้น จึงเปิดกว้างการแชร์ความรู้และข้อมูลนี้ให้กับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อื่นๆ ด้วย

ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC) จะเป็นศูนย์กลางการวิจัยด้านความยั่งยืนของชีวิตแห่งแรกในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีการร่วมมือกับสถาบันการศึกษาหรือองค์กรระดับโลก นอกจากนี้ RISC ยังถือเป็นศูนย์วิจัยที่ได้รับการออกแบบตามมาตรฐาน WELL Building Standard ระดับ Gold แห่งแรกในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

แนวคิดธุรกิจอสังหาฯ ของ MQDC ที่เป็นมิตรต่อทั้งมนุษย์ สัตว์ ธรรมชาติ นวัตกรรมที่อยู่อาศัยแห่งอนาคต พร้อมปรับตัวเพื่อความสุขและความยั่งยืน

ฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ (FutureTales Lab) จะเป็นศูนย์วิจัยแห่งอนาคต ศึกษาคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อให้เราเตรียมพร้อมและได้พบกับอนาคตที่เราต้องการ โดยจะใช้เครื่องมือเพื่อค้นคว้าข้อมูลเชิงลึกสำหรับสะท้อนภาพการอยู่อาศัย การทำงาน การเรียนรู้ การใช้เวลาว่าง คมนาคมขนส่ง และบริบทของความยั่งยืน

ทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่าทั้งสองศูนย์วิจัยทำงานเชื่อมโยง ส่งเสริมกันและกัน และมีเป้าหมายเดียวกันคือ สร้างสังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน

ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าเราเรียกที่อยู่อาศัยนั้นว่าบ้าน บ้านที่ดีจึงควรเป็นบ้านที่เป็นความสุขให้กับทุกคน
เหมือนระบบนิเวศแห่งหนึ่งที่ไม่ควรมีใครถูกละทิ้ง เพราะทุกชีวิตใช้พื้นที่นั้นร่วมกัน เติบโตไปด้วยกัน และยั่งยืนไปด้วยกัน 

ภาพ : Magnolia Quality Development Corporation

Writer

วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสาร a day BULLETIN และ The Standard Magazine ที่ปัจจุบันเรียกตัวเองว่า ‘นักหาเรื่อง’ เพราะสนุกกับการหาแง่มุมที่ซุกซ่อนในเรื่องราวของผู้คนและสิ่งต่างๆรอบตัว ผ่านการพูดคุย อ่าน เขียน และการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

26 พฤศจิกายน 2564
389

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราได้คุยกัน

เรามีโอกาสได้สนทนากับ อัสบีเยิร์น วาร์วิค เรอร์ทเว็ท ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) หรือคุณเอบี ชายชาวนอร์เวย์ที่มีความรู้เรื่องปลาดีไม่เป็นสองรองใครเป็นครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว เขาคลุกคลีอยู่กับองค์กรที่ตั้งใจเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับแหล่งที่มาของอาหารทะเลที่มาจากประเทศนอร์เวย์แก่ผู้นำเข้า ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคมาถึง 11 ปี เราคุยกันด้วยหัวข้อเกร็ดน่ารู้ของแซลมอน ปลายอดฮิตอันดับหนึ่งที่ใคร ๆ ก็รู้จัก 

ฟยอร์ดเทราต์ ฝาแฝดแซลมอนที่อยู่ในวิถีการกินปลาและเคล็ดลับสุขภาพดีของชาวนอร์เวย์

ในวันนี้ด้วยวาระโอกาสใหม่ เราได้พูดคุยกันถึงเรื่องน่าสนใจอย่างฟยอร์ดเทราต์ (Fjord Trout) หรือปลาที่นิยมเป็นอันดับสองที่น้อยคนนักจะรู้จัก ถึงความเหมือน-ความต่างจากแซลมอน วิธีการแยกแยะและเคล็ดลับการปรุง รวมไปถึงวิถีการบริโภคปลาของชาวนอร์เวย์จากอดีต มาสู่ปัจจุบันที่กำลังเปลี่ยนไป

ทำไมประเทศนอร์เวย์มีสภาพแวดล้อมทำประมงที่สมบูรณ์แบบ

เป็นข้อสงสัยที่เรายังไม่ได้รับการเคลียร์ให้กระจ่าง คราวนี้เราจึงถามชายชาวนอร์เวย์ที่ปลายสายทันที เอบีตอบว่าเพราะประเทศนอร์เวย์มีกระแสน้ำกัลฟ์สตรีม กระแสน้ำอุ่นที่ไหลเวียนมาจากอ่าวเม็กซิโก ซึ่งยาวมายังอ่าวของประเทศนอร์เวย์ด้วย ทำให้น้ำของที่นี่มีสารอาหารมาก

“ถ้าเราไม่มีกระแสน้ำกัลฟ์สตรีม เราก็คงไม่มีสภาพแวดล้อมที่ทำการประมงออกมาได้ดีขนาดนี้ รวมไปถึงตลอดชายฝั่ง เรามีฟยอร์ดเยอะมาก (ช่องทางน้ำที่ยาวสลับกับธารน้ำแข็ง) และถ้าลองขยายภาพของชายฝั่งนอร์เวย์ดู คุณจะพบว่าชายฝั่งทะเลของเรายาวที่สุดเป็นอันดับสองของโลก

“ดังนั้น เราเลยมีทุกองค์ประกอบที่เหมาะสมอย่างมากในการเลี้ยงปลา ด้วยการมีภูมิประเทศที่เป็นเกราะกำบังปลาได้ แม้ว่าสภาพอากาศจะเลวร้ายหรือมีพายุยังไง ก็แน่ใจได้ว่าฟยอร์ดจะปกป้องปลาที่อยู่ตรงกลางได้เป็นอย่างดี โดยไม่ถูกผลกระทบไปด้วยอย่างแน่นอน”

ฟยอร์ดเทราต์ ฝาแฝดแซลมอนที่อยู่ในวิถีการกินปลาและเคล็ดลับสุขภาพดีของชาวนอร์เวย์

ฟยอร์ดเทราต์คือปลาอะไร ทำไมต้องมาจากที่นี่

เขาปฏิเสธทันที บอกว่าไม่จำเป็น แต่ข้อดีของฟยอร์ดเทราต์นอร์เวย์ที่เหนือแหล่งอื่น คือประสบการณ์ที่มีและแร่ธาตุในน้ำที่เขาเอ่ยเมื่อตอนต้น

เอบีเล่าว่าจริง ๆ แล้วฟยอร์ดเทราต์เป็นปลาชนิดแรกที่ใช้ในการเริ่มต้นทำฟาร์มปลา เพราะการดูแลฟยอร์ดเทราต์ง่ายกว่าแซลมอน ปลาชนิดนี้ถูกเลี้ยงในหลายที่ทั่วโลก ทั้งในกระแสน้ำจืดและน้ำทะเล แต่รสชาติของปลาก็จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงไปด้วยตามแหล่งที่อยู่ เพราะมันดูดซึมแร่ธาตุจากน้ำ ดังนั้น น้ำที่เย็นจัดและใสสะอาดของนอร์เวย์ ทำให้ฟยอร์ดเทราต์เติบโตอย่างช้า ๆ (ยิ่งน้ำเย็น ปลาก็ยิ่งโตได้ช้าลงไปด้วย) แปลว่าคุณก็จะได้เนื้อปลาที่แน่นและอร่อยยิ่งขึ้น

ฝาแฝดของแซลมอนที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับสอง วิถีการกินปลาและเคล็ดลับสุขภาพดีแบบฉบับชาวนอร์เวย์

ฝาแฝดของแซลมอน ทดแทนกันได้หรืออย่างไร

เราศึกษามาว่าในโลกของเชฟ บางคนอาจเรียกว่าฟยอร์ดเทราต์ในฐานะของตัวแทนของแซลมอน ในฐานะบุคคลภายนอก เราสงสัยว่าแล้วสำหรับเอบีมีมุมมองอย่างไร

ผมไม่ค่อยเห็นด้วย ปลาสองชนิดนี้ค่อนข้างคล้ายกันมาก มันดูเหมือนกันจนคนสับสนอยู่ตลอด ก็พอเข้าใจได้ครับ ขนาดคนนอร์เวย์เองยังมีสับสนอยู่เลย ว่ากันตามตรงก็คือ มันเป็นปลาคนละสปีชีส์กัน มีทั้งความคล้ายและแตกต่าง ผมแน่ใจว่าถ้าผู้บริโภคชาวไทยได้ลองทำอาหารจากฟยอร์ดเทราต์และแซลมอนด้วยวิธีการเดียวกัน ก็ต้องรู้สึกได้อย่างแน่นอน”

ความแตกต่างหลัก ๆ เลยก็คือ ฟยอร์ดเทราต์มีสีเนื้อแดงกว่าแซลมอนซึ่งสีออกไปทางส้ม รวมไปถึงชั้นไขมันของแซลมอนก็แทรกอยู่ภายในชั้นของเนื้อ สลับไปจนเห็นเป็นลายอย่างชัดเจน แต่ฟยอร์ดเทราต์มีไขมันทั้งระหว่างชั้นเนื้อน้อยกว่า ค่อนข้างลีน แต่มีไขมันมากที่ส่วนช่วงท้อง สำหรับภายนอก ฟยอร์ดเทราต์ตัวอ้วนสั้นและหนักกว่าแซลมอน แต่มีหัวเล็ก หนังของมันเป็นสีเงินมากกว่าด้วย ในขณะที่แซลมอนจะมีลำตัวยาวและบางกว่าเล็กน้อย 

ในด้านการเลี้ยงดู ฟยอร์ดเทราต์ค่อนข้างทนต่อโรคและสภาพอุณหภูมิที่เปลี่ยนได้มากกว่าแซลมอน แต่มันโตค่อนข้างช้ากว่าและกินอาหารเยอะกว่าด้วย แซลมอนหนักได้ถึง 7 – 8 กิโลกรัม แต่ฟยอร์ดเทราต์หนักสูงสุดอยู่ที่ 4 – 6 กิโลกรัมเท่านั้น แถมยังใช้เวลาเลี้ยงนานกว่าประมาณ 2- 3 เดือน

“เมื่อนำไปประกอบอาหาร จะยิ่งทำให้เห็นความแตกต่างได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ผมว่ามันสำคัญมากที่ต้องบอกผู้บริโภคถึงข้อแตกต่างที่มี เพราะถ้าเข้าใจว่ามันเหมือนกัน วันนี้คุณกินแซลมอน แล้วพรุ่งนี้คุณกินฟยอร์ดเทราต์ เพราะเข้าใจว่ามันเหมือนกัน คุณอาจจะรู้สึกได้ว่าปลาที่ได้มาไม่ตรงตามมาตรฐาน เพราะรสชาติที่ต่าง” 

ฟาร์มปลากับปลาในธรรมชาติต่างกันแค่ไหน ยังไง ทำไมปลาในฟาร์มถึงดีกว่า

เอบีรีบแจกแจงให้เห็นถึงข้อแตกต่างทันที

“ต่างแน่นอนครับ ฟยอร์ดเทราต์และแซลมอนในธรรมชาติจะว่ายทวนน้ำมายังแม่น้ำที่เป็นน้ำจืดเพื่อวางไข่ เวลาส่วนมากมันจึงอาศัยอยู่ในทะเล ดังนั้น เลยเป็นปลาที่น่าสนใจมากเพราะอาศัยอยู่ได้ในทั้งน้ำจืดและน้ำทะเล แต่ปลาที่อยู่ในฟาร์มจะอยู่แค่ภายในทะเลอย่างเดียว ซึ่งเราอยากให้เป็นแบบนั้น เพราะจะตรวจสอบและติดตามปลาได้อยู่เสมอ หากปลาว่ายไปที่น้ำจืด จะส่งผลกระทบกับเนื้อปลาเป็นอย่างมาก ไม่ใช่ว่าถึงขั้นกินไม่ได้ แต่คุณภาพอาจจะลดลงพอสมควร”

วิธีการแปรรูปปลาที่หลากหลายของนอร์วีเจียน

ย้ายมาที่เรื่องวัฒนธรรมการกินของชาวนอร์เวย์ เอบีเริ่มเล่าให้เราฟังว่า นอร์เวย์มีประเพณีที่เก่าแก่มากทั้งการเลี้ยงและแปรรูปปลาในรูปแบบต่าง ๆ ถ้าดูจากแง่มุมประวัติศาสตร์ เมื่อก่อนนอร์เวย์มีเรือประมงเล็กมาก เมื่อเทียบกับชายฝั่งทะเลที่ยาวเป็นอันดับสองของโลก ทำให้การประมงในสมัยก่อนค่อนข้างอันตราย เพราะต้องออกเรือไปไกล ทำได้เพียงรอให้ถึงฤดูที่ปลาจะเข้ามาใกล้ชายฝั่งเองเท่านั้น 

ในช่วงหน้าหนาวอย่างเดือนมกราคม-เมษายนที่เป็น High Season ปลาคอดจะเข้ามาวางไข่ใกล้ชายฝั่ง ชาวนอร์เวย์ก็จะจับปลาให้ได้มากที่สุดในช่วงนั้น แต่ด้วยความที่เป็นเพียงประเทศเล็ก ทำให้บริโภคปลาทั้งหมดนั้นไม่ได้ การถนอมอาหารจึงเข้ามามีส่วนสำคัญอย่างมาก เพื่อเก็บรักษาผลผลิตที่ได้มาไม่ให้สูญเปล่า

“เราจะเอาปลาคอดแขวนไว้สองถึงสามเดือนจนแห้ง ทำให้เก็บต่อได้อีกหลายเดือน เพื่อบริโภคทั้งในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศได้ด้วย ปลาตากแห้งเหล่านี้ถูกใช้เป็นค่าเงินของชาวไวกิ้งในสมัยก่อน

“ผมเชื่อว่าวิวัฒนาการของอาหารในแต่ละประเทศ ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศและอากาศของที่นั้น ๆ อย่างนอร์เวย์เป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามชายฝั่ง ทำให้การประมงเป็นเหมือนกระดูกสันหลังของประเทศ จริง ๆ เราก็มีการผลิตเนื้อสัตว์อื่น ๆ แต่เมื่อเทียบแล้วก็น้อยกว่ามาก การประมงเลยเป็นเหมือนนิยามของประเทศเราเลยครับ”

มื้อพิเศษของชาวนอร์เวย์เมื่อ 50 ปีก่อน

ก่อนหน้าที่นอร์เวย์จะริเริ่มการทำฟาร์มปลาของตัวเอง ทำให้การจับปลามักทำได้แค่ในช่วงฤดูหนาวที่ปลาเข้ามาวางไข่ใกล้ชายฝั่ง เมนูพิเศษดั้งเดิมก็คือปลาคอดสด กินกับตับปลาคอด ไข่ปลาและมันฝรั่ง เพราะในช่วงเวลาอื่นของปี การกินปลาคอดจะมาในรูปแบบแปรรูปซะมากกว่า

แต่การทำฟาร์มปลาในปัจจุบันทำให้การกินปลาเปลี่ยนไป เพราะนั่นแปลว่าจะมีปลาหลายชนิดให้กินสดได้ตลอดปี เอบีเล่าว่าเมื่อก่อนการได้กินแซลมอนถือเป็นโอกาสพิเศษ มีเพียงไม่กี่อาทิตย์ในช่วงฤดูร้อน ในวัยเด็กเขาได้กินแค่ปีละครั้งเท่านั้น แต่ตอนนี้ ชาวนอร์เวย์กินแซลมอนเฉลี่ยถึงคนละ 8 กิโลกรัม ต่อปี

“พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไปครับ ชาวนอร์เวย์ได้กินปลาที่สดเท่าที่จะสดได้อยู่ตลอด เช่นเดียวกันกับผู้บริโภคชาวไทยที่ได้กินปลาสด ๆ ต้องขอบคุณนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ทำให้ทุกคนทั่วโลกได้กินปลาสด ๆ เหมือนที่คนนอร์เวย์ได้กิน แต่ในขณะเดียวกัน การที่เราพาปลาเหล่านี้ไปให้ผู้คนทั่วโลกรู้จักอีกมากมาย เราก็ได้รับแรงบันดาลใจจากเมนูต่าง ๆ กลับมาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการกินแบบจีน ไทย เวียดนาม และแน่นอนว่าแบบญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ผมว่าทุกประเทศก็มีการประยุกต์ รวมถึงปรับเอาฟยอร์ดเทราต์และแซลมอนไปใช้ที่ต่างกัน อย่างประเทศไทยผมก็เคยเห็นในต้มยำหรือยำต่าง ๆ ที่น่าสนใจ”

 หนึ่งในอาหารจานโปรดที่ต้องทำจากฟยอร์ดเทราต์เท่านั้น

เอบีรีบตอบอย่างทันทีว่าเมนู Cold Smoke Fjord Trout หรือฟยอร์ดเทราต์รมควันเย็น คือเมนูเฉพาะที่ต้องทำจากฟยอร์ดเทราต์เท่านั้น และเป็นเมนูโปรดส่วนตัวของเขาด้วยเช่นกัน

“เมื่อคุณใช้วิธีรมควันด้วยอุณหภูมิที่ต่ำกว่าปกติมาก ซึ่งไม่เหมือนการรมควันทั่วไป ก็จะได้ปลาที่มันน้อยกว่า และรสชาติหวานกว่าด้วย เนื้อจะออกมานุ่มมาก ๆ รวมถึงสีที่ฟยอร์ดเทราต์แดงกว่าแซลมอนอยู่แล้ว ก็จะยิ่งแดงสวยขึ้นไปอีก ที่นอร์เวย์เรากินปลารมควันเยอะมาก ใส่ในแซนด์วิช สลัด หรือจานพาสต้า ก็ใช้เยอะเช่นกัน”

คนนอร์เวย์กินปลาเป็นอาหารเช้า ?

เมื่อเราถามถึงความเชื่อที่เคยได้ยินมาว่า คนนอร์เวย์กินปลาทุกมื้อ ไม่เว้นแม้กระทั้งอาหารเช้า เอบีหัวเราะและรีบยกตัวอย่างว่า ที่ประเทศไทย อาหารทุกมื้อจะมาเป็นจานร้อนและปรุงสุก แต่ที่นอร์เวย์มีอาหารจานร้อนแค่เพียง 1 มื้อต่อวันเท่านั้น โดยมื้อเช้าจะกินแซนด์วิชที่ท็อปด้วยคาเวียร์ พร้อมแซลมอนหรือปลาแมคเคอเรล มื้อกลางวันก็กินคล้ายมื้อเช้า มื้อเย็นจึงเป็นมื้อเดียวที่จะกินอาหารจานร้อนอย่างพาสต้าหรือปลาอบ และหลังจากนั้นถ้าใครนอนดึก มื้อดึกก็มักเป็นของกินเล่นที่คล้ายมื้อเช้าอีกทีหนึ่ง

“เท่ากับว่าเรากินปลาถึงสี่มื้อต่อวัน อันนี้เป็นวิถีของชาวนอร์เวย์แท้ ๆ ครับ แต่ในปัจจุบันก็มีหลายคนที่พฤติกรรมเปลี่ยนไป กินมื้ออาหารที่มีจานร้อนมากขึ้น เช่น ไข่ออมเล็ต เรากินขนมปังเยอะมากครับ ผมย้ายมาอยู่ที่นี่ก็กินขนมปังน้อยลงเยอะเลย รวมถึงแผนกในซูเปอร์มาร์เก็ตที่ไทยก็ต่าง ที่นอร์เวย์จะมีแผนกเครื่องทาและของที่ไว้กินกับขนมปังเยอะมาก เช่น แฮม ไก่งวง ปลารมควัน ทั้ง Hot Smoke Cold Smoke ไข่ปลา คาเวียร์ วันหนึ่งเรากินสิ่งที่เกี่ยวกับปลาเยอะมาก”

พฤติกรรมกินปลาที่เปลี่ยนไปจนอาจเกิดเป็นปัญหาตามมา

ย้อนกลับไป 50 ปีก่อน นอร์เวย์เป็นประเทศที่จนมาก และเหตุผลที่คนกินปลาเยอะแค่เพียงเพราะเป็นอาหารราคาถูก หาได้ทุกที่ ผลที่ตามมาคือประชากรมีปัญหาสุขภาพน้อยมาก อัตราของผู้ป่วยโรคหัวใจแทบไม่มีเลย เพราะพวกเขาได้รับโอเมก้า 3 และวิตามินที่เพียงพออยู่ตลอด ต่อมาเมื่อประเทศร่ำรวยจากการส่งออกปลามากขึ้น ก็ทำให้คนอยากลองอาหารชนิดอื่น ๆ จากทั่วโลกและกินปลาน้อยลง จนหน่วยงานเกี่ยวกับสาธารณสุขของนอร์เวย์เปิดเผยว่า ปัจจุบันชาวนอร์เวย์เริ่มมีปัญหาโรคอ้วน และมีไลฟ์สไตล์ที่ก่อให้เกิดโรคมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน ทางการนอร์เวย์จึงรณรงค์ให้คนภายในประเทศกลับมากินปลาและอาหารทะเลให้เพิ่มขึ้นเช่นกัน

เอบีเล่าติดตลกให้เราฟังว่า ตอนอยู่บ้านที่นอร์เวย์ก็กินปลาเยอะกว่าจริง

“เป็นเพราะผมชอบลองอาหารไทยมาก แต่ก็พยายามกินอาหารทะเลให้เพิ่มขึ้นอยู่เหมือนกันครับ ผมรักปูและกุ้งที่นี่มาก โดยเฉพาะกุ้งลายเสือ”

รู้ว่าอาหารไทยอร่อย หวังว่าเขาคงจะไม่มีปัญหาสุขภาพตามมาเช่นกัน

Writer

ณิชากร เอื้อสุนทรวัฒนา

นักเรียนโฆษณาที่ชอบการขีดเขียน มีภาพยนตร์ เครื่องหอม และของอร่อยเป็นความสนใจหลัก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load