ถ้าโลกคู่ขนานมีจริง..

บอล อาจกำลังเป็นวิศวกรอยู่บริษัทใดสักแห่ง หรือข้องเกี่ยวกับวงการภาพยนตร์ที่เขารัก

ยอด อาจเป็นพนักงานโรงงานเบียร์หรือเครื่องดื่มชูกำลัง ตามสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารที่ร่ำเรียนมา

แต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ชีวิตของทั้งคู่โคจรมาพบกันที่ชมรมแห่งหนึ่งในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และรู้จักการทำหนัง ซึ่งเปลี่ยนเส้นทางเดินของพวกเขาตลอดกาล 

ไม่มีใครคิดว่ามนตร์เสน่ห์ภาพยนตร์จะพาบอลและยอดออกไปท่องโลกกว้าง จนเกิดเป็น ‘หนังพาไป’ สารคดีการเดินทางที่มีแฟนคลับเหนียวแน่นที่สุดรายการหนึ่งในเมืองไทย 

ในสมัยที่รายการท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีพิธีกรหล่อสวย ชื่อเสียงโด่งดัง ถ่ายทำอลังการ สองหนุ่มโนเนมฉีกทุกตำรา ทั้งพกกล้องวิดีโอไปถ่ายเอง แต่ละทริปกินใช้อย่างประหยัด แบกเป้ระหกระเหิน แต่ด้วยความสนุกสนานเหมือนได้เที่ยวกับเพื่อน แถมเขายังกล้าตั้งคำถามต่อสิ่งต่างๆ ส่งผลให้ หนังพาไป ขึ้นทำเนียบรายการยอดฮิตของสถานี Thai PBS ถึงขั้นเคยจัดงานแฟนมีตติ้งมาแล้ว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ขอชวนไปคุยกับ บอล-ทายาท เดชเสถียร และ ยอด-พิศาล แสงจันทร์ ถึงการเดินทางยาวนาน 10 ปีจากวันแรกที่ออกอากาศ ความฝันและการเติบโตของทั้งคู่ ตลอดจนความคืบหน้าของซีซั่นที่ 5 ซึ่งเตรียมพบผู้ชมในช่วงต้นปีหน้า อีกไม่นานเกินรอแน่นอน!

01

เงิน 200 บาทกับเทศกาลหนังต่างประเทศ 

ใครที่ติดตาม หนังพาไป ซีซั่นแรกๆ คงจำภาพแอนิเมชันไตเติ้ลรายการที่มีคณะกรรมการจอมโหดรุมสับความฝันทั้งคู่จนไม่มีชิ้นดี เหตุการณ์นี้มาจากเรื่องจริง

ย้อนเวลากลับไป พ.ศ. 2544 สมัยที่บอลเรียนอยู่ปีที่ 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมวัสดุ เขาสมัครเข้าชมรมค่ายสร้างสรรค์เยาวชน นอกจากการออกค่ายแล้ว ชมรมนี้ยังมีระบบให้นิสิตทดลองทำสิ่งที่สนใจ ตั้งแต่ทำบัญชี สันทนาการ และอีกสารพัด เพื่อค้นหาว่าอะไรที่ชอบ ไม่ชอบ เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งจะช่วยในการเลือกอาชีพต่อไป 

แม้เลือกเรียนวิศวะฯ เพื่อความมั่นคง แต่บอลมีความฝันอยากทำหนังมาตั้งแต่มัธยมแล้ว เวลาดูหนังจบเขาชอบไปยืนจับจอ ฝันว่าจะมีหนังของตัวเองฉายบนจอใหญ่ๆ บ้าง วันหนึ่งบอลจึงชวนสมาชิกคนอื่นๆ มาช่วยกันผลิตภาพยนตร์สั้นแบบลองผิดลองถูก

หนังเรื่องนั้นชื่อ เหรียญบาท มาจากเรื่องสั้นของรุ่นพี่ เล่าถึงเด็กสองคนซึ่งเป็นเพื่อนกัน แต่มิตรภาพกลับสั่นคลอนเมื่อทั้งคู่พบเงินหนึ่งบาทตกอยู่บนพื้น กระบวนการเริ่มตั้งแต่คัดเลือกนักแสดง ถ่ายทำ ตัดต่อ โดยระหว่างนั้นเพื่อนร่วมชมรมหลายคนแวะเวียนมาช่วยในขั้นตอนที่ตัวเองสนใจ

แต่มีเพียงคนเดียวที่อยู่ช่วยตั้งแต่ต้นจนจบ และค้นพบว่าเขาเองก็หลงใหลภาพยนตร์เช่นกัน นั่นคือ ยอด รุ่นพี่ปี 3 จากคณะอุตสาหกรรมการเกษตร

“สงสาร ไม่มีใครช่วย ตอนถ่ายมันสนุก ทุกคนมาช่วยกันหมด แต่คนที่จะอยู่ช่วยตลอด ต้องเข้าใจงานแล้วก็ชอบจริงๆ เราชอบงานนี้ตรงที่มันเอาตัวหนังสือมาสร้างเป็นภาพให้เราเห็นได้” ยอดเล่าย้อนถึงช่วงเวลานั้น 

“เราเห็นความมหัศจรรย์ของการทำหนัง ภาพที่เราเห็นเป็นภาพเดียวกันกับที่ทุกคนได้เห็น ได้ยินเสียงแบบที่เราจินตนาการไว้ มันออกมามีตัวตนขึ้นมาบนจอ มีชีวิต รู้สึกดีกับวินาทีนั้น” บอลเล่าบ้าง

ความจริงแล้วหนังเกือบไม่เสร็จ เพราะบอลมีเงินไม่พอค่าเช่าห้องตัดต่อ เขาแทบร้องไห้ แต่โชคดีมีพี่คนรู้จักที่ทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยช่วยตัดต่อให้ กระทั่งหนังสั้นเรื่อง เหรียญบาท สำเร็จและได้รับเลือกให้ฉาย ณ มูลนิธิหนังไทย ช่วยปลุกจิตวิญญาณการทำหนังของบอลให้ลุกโชนขึ้นมา 

“นั่นเป็นการลองทำฝันครั้งแรก สำหรับเรามันยิ่งใหญ่มาก เพราะว่าสมัยนั้นเกษตรฯ ไม่มีคณะด้านนี้ ไม่มีเพื่อนที่รู้ด้านนี้เลย เป็นก้าวแรกๆ ที่กลายมาเป็น หนังพาไป” บอลกล่าว

หลังจากนั้นบอลและยอดก็สนุกกับการทำหนังสั้นส่งประกวดตามเวทีต่างๆ คว้ารางวัลได้บ้างไม่ได้บ้าง จนมาถึงเวทีการประกวดหนังผีงานหนึ่ง ทั้งคู่ส่งหนังเรื่อง กลางวันแสกๆ (Day-light Ghost) ที่ลงเงินกันคนละ 100 บาทและใช้เวลาถ่ายทำเพียงวันเดียว ปรากฏว่าหนังผีกะเทยของพวกเขาชนะใจผู้ชมจนคว้ารางวัล Popular Vote

แต่แทนที่จะกลับบ้านอย่างมีความสุข เรื่องราวกลับพลิกไปอีกด้าน เมื่อกรรมการท่านหนึ่งพูดว่า มีหนังเรื่องหนึ่งที่มีศักยภาพพอจะไปประกวดเมืองนอกได้ สองหนุ่มหูผึ่งแอบหวังให้เป็นผลงานของพวกเขา เพราะสมัยนั้นหนังใครไปเมืองนอก เมื่อกลับมาก็มักได้รับโอกาสให้ทำงานเป็นผู้กำกับจริงๆ

“ถ้าเราไม่ถามคงสงสัยไปจนตาย พอเลิกงานก็เลยตัดสินใจเดินเข้าไปถาม หนังที่พูดถึง หนังผมหรือเปล่าครับ เขาก็มองด้วยสายตาเหยียดหยามมาก อ๋อ ไม่ใช่หนังน้อง ตอนนั้นรู้สึกเหมือนเราขึ้นไปยืนบนภูเขา แล้วถูกถีบตกหน้าผาลงมาจุดต่ำที่สุด” บอลเล่าเหตุการณ์ที่ไม่มีวันลืม

บอลกลับบ้านด้วยความรู้สึกแพ้พ่าย รางวัลที่ได้มาแทบไม่มีความหมาย จากความผิดหวังแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ เขาจึงเข้า Google พิมพ์คำว่า Film Festival จนพบความจริงว่า ทุกคนสามารถส่งหนังไปเทศกาลเอง เพียงแค่ไรต์หนังลงดีวีดี ทำเอกสารและทำซับไตเติ้ลเป็นภาษาอังกฤษ แล้วส่งไปรษณีย์ จากนั้นทั้งคู่จึงส่งหนังสั้นเรื่อง กลางวันแสกๆ ไปยังเทศกาล 10 แห่งทั่วโลก พอได้ส่งแล้วก็สบายใจ ไม่คาดหวัง เพราะรู้อยู่แล้วว่าคุณภาพงานไม่ได้ดีถึงขั้นนั้น 

เรื่องราวเงียบหายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ระหว่างนั้นบอลเรียนจบและทำงานลำดับภาพอยู่ที่บริษัทผลิตสารคดีแห่งหนึ่ง ส่วนยอดตระเวนรับถ่ายวิดีโอ ตัดต่อ ถ่ายภาพเบื้องหลังกองถ่าย ปรากฏวันหนึ่งมีอีเมล 2 ฉบับ เด้งขึ้นมาแจ้งว่า หนังของพวกเขาได้รับคัดเลือกให้ไปฉายที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ Magma – mostra di cinema breve ประเทศอิตาลี กับ Lausanne Underground Film & Music Festival ประเทศสวิตเซอร์แลนด์!

“มันเกินฝันเรา ตอนนั้นพิสูจน์ว่า ทำไมจะต้องให้คนคนหนึ่งมาตัดสินว่างานเราดีหรือไม่ดี ในเมื่อคนมีเป็นพันล้านคนทั่วโลก มันต้องมีคนที่ชอบเหมือนกับเราอยู่สักที่แน่ๆ” บอลกล่าว

แม้ทางเทศกาลไม่ได้ส่งตั๋วเครื่องบินมาให้เพราะว่าหนังยาวเพียง 10 นาที แต่ไม่อาจหยุดยั้งความตั้งใจของทั้งคู่ บอลและยอดลองขอทุนจากมหาวิทยาลัย ปรากฏว่าอธิการบดีอนุมัติ จึงได้ไปเมืองนอกตามที่ฝันไว้ 

การเดินทาง 10 ปีของบอล ยอด และหนังพาไปที่แม่บอลเคยถามว่าใครจะดู สู่ซีซั่นใหม่ในปี 64

02

มหากาพย์ก่อนจะเป็น หนังพาไป

การเดินทางข้ามทวีปครั้งแรกในชีวิต เปิดประสบการณ์ของบอลและยอดอย่างมาก

พวกเขาตื่นเต้นกับทุกสิ่งตรงหน้า ทั้งห้องน้ำสาธารณะที่สะอาด รถไฟที่ตรงเวลา รถเมล์ที่ไม่มีพนักงานเก็บค่าโดยสาร สองหนุ่มสงสัยกระทั่งว่า คนยุโรปตากผ้ากันอย่างไร ในเมื่ออากาศหนาวและหิมะตก

“โลกยุคยี่สิบปีก่อน ค่าตั๋วเครื่องบินแพง คนมีโอกาสไปเมืองนอกน้อยมาก ขึ้นเครื่องบินที เขาจะใส่สูทผูกไทด์ ญาติพี่น้องมาส่ง เอาพวงมาลัยมาคล้อง เวลาไปจริงๆ เราจึงตื่นเต้นกับทุกสิ่ง มีแบบนี้ด้วยเหรอ เมืองไทยไม่มี เหมือนเรามองด้วยสายตาของคนที่ไม่เคยไปเมืองนอกมาก่อน” ยอดอธิบาย 

ทั้งสองไม่ได้มาจากครอบครัวที่ร่ำรวย ยอดเป็นคนนครสวรรค์ แม่เป็นครู พ่อเป็นอัยการ แต่ที่บ้านมีหนี้ที่ต้องช่วยกันใช้ แม่เก็บออมเงินให้ยอดเดือนละ 100 บาท ตั้งแต่เขาเกิด ซึ่งตอนหลังยอดขอถอนออกมาจนหมดเป็นทุนเพื่อไปเทศกาลหนัง 

ส่วนบอลเป็นลูกคนเดียวของครอบครัวลูกจ้างประจำกรมชลประทาน หลายครั้งที่เงินไม่พอใช้ จึงต้องไปขอเงินแม่ แต่เมื่อท่านเกษียณแล้วเขาก็ไม่อยากไปรบกวนอีก 

“ด้วยความที่เราไม่มีตังค์เนี่ย จึงต้องไปแบบประหยัดที่สุด ที่พักก็ต้องถูกที่สุด บางทีซื้อข้าวไม่ได้ ต้องซื้อแค่ขนมปังจากในตลาดมานั่งกินอยู่ในมุมอับๆ ให้พออิ่ม เพราะเราอยากเที่ยว ตอนนั้นเราเด็ก ทนได้อยู่แล้ว นอนบนรถไฟชั้น สาม ถูกที่สุด แล้วพบว่าสิ่งที่เจอสนุกจัง มันมีความขัดแย้งตลอดเวลาเลย เพราะเราไปแบบไม่ง่าย ทุกอย่างมีปัญหาหมด โจทย์คือต้องถูกที่สุด ประหยัดที่สุด แค่นี้มันคือพล็อตหนัง มันคือสารคดีการเดินทางได้เลย” บอลอธิบาย 

การไปเทศกาลหนังที่อิตาลีกับสวิตฯ ทำให้ทั้งคู่เกิดไอเดียอยากทำหนังสารคดีเรื่องยาว เล่าประสบการณ์ในต่างแดนของมนุษย์จากประเทศโลกที่ 3 ตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ โดยคิดว่าฝรั่งน่าจะชอบ พวกเขาหวังจะส่งหนังเรื่องนี้ไปเทศกาลอื่นๆ และได้รับเชิญไปต่างประเทศต่อไปเรื่อยๆ 

ทริปต่อมาที่เยอรมนีกับฝรั่งเศส จึงพกม้วนเทปไปเก็บภาพตลอดการเดินทาง รวมถึงทำสารคดีเพิ่มคือ มอแกนป่ะ? หนังสองเรื่องนี่เองที่พาทั้งคู่เดินทางท่องไปอีกหลายประเทศ ทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น ไซปรัส และตุรกี

ผลจากความอยากกลายเป็นฟุตเตจจำนวนมหาศาล บอกเล่าตั้งแต่ตื่นจนถึงเข้านอน ไม่แปลกเลยว่าทำไมเขาจึงไม่สามารถตัดต่อออกเป็นหนังสารคดีความยาว 120 นาทีได้ตามที่ตั้งใจ

ระหว่างที่คิดกันว่าควรทำอย่างไรดี เป็นจังหวะเดียวกับที่ Thai PBS หรือชื่อเดิมว่า ‘ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ’ กำลังเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายเล็กๆ ยื่นโครงการผลิตรายการสร้างสรรค์ ทั้งคู่จึงทดลองตัดต่อเทปเดโม่ส่งเข้าไป 

“ทำไมมันตรงล็อกขนาดนี้ ตรงไปหมดเลย หนังยาวของเราที่จะยาวมากๆ แบบพระนเรศวร เราก็เอามาย่อยเป็นรายการได้นี่นา เลยลองทำส่งดู” ยอดเล่าแล้วหัวเราะ

กลาง พ.ศ. 2552 มีเจ้าหน้าที่จากสถานีติดต่อแจ้งผลเข้ามาว่ารายการได้ผ่านการคัดเลือกแล้ว แต่ต้องรออนุมัติในผังใหญ่ และเซ็นสัญญาอีกที

ทั้งคู่เริ่มมีหวัง ความฝันเขยิบใกล้ความจริง แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไปก็ยังไม่มีการติดต่อใดๆ กลับมา 

“ขั้นตอนนี้ใช้เวลานานมาก เราไม่มีโอกาสรู้คำตอบเลยว่า เขาจะเอาหรือไม่ ทุกวันตื่นขึ้นมามองไปที่โทรศัพท์ว่ามีใครโทรมาไหม ผ่านไปหนึ่งเดือน สองเดือนก็ยังเงียบ ระหว่างที่รอ เราก็ตัดต่อรายการไปเรื่อยๆ ไปทำงานอื่นก็ไม่ได้ กลัวว่าเกิดทางสถานีตอบรับ เราจะทำเทปออกอากาศไม่ทัน จะถอยหลังกลับก็ไม่ได้ มันมองไม่เห็นแสงสว่างเลย ระหว่างนั้นก็ให้กำลังใจกันไปเรื่อยๆ” บอลเล่าถึงช่วงสุญญากาศครั้งใหญ่

“ท้อ คิดว่าทำไมมันยังไม่มีอะไรดีๆ เกิดขึ้นกับชีวิตเสียที เงินใช้จ่ายบางเดือนมีแค่สามพันบาท ไปเดินห้างได้แต่คิดว่า รอให้มีเงินจะกลับมาซื้อ ดูหนังสักเรื่องก็กระทบแล้ว ต้องประหยัดเพราะถ้าเงินหมดก็ไม่รู้จะไปขอยืมใคร เราต้องสำรองเงินให้มากที่สุด เผื่อว่าวันหนึ่งเกิดได้ทำรายการ จะได้มีเงินไปถ่ายทำต่อ” ยอดเล่าบ้าง 

หลังตัดๆ แก้ๆ รอคอยอยู่นับปี ในที่สุดสถานีก็แจ้งข่าวดีว่าให้เริ่มทำได้เลย และนั่นคือจุดเริ่มต้นของสารคดีการเดินทางที่มีคนรักมากที่สุดรายการหนึ่ง 

การเดินทาง 10 ปีของบอล ยอด และหนังพาไปที่แม่บอลเคยถามว่าใครจะดู สู่ซีซั่นใหม่ในปี 64

03

รายการเดินทางที่ฉีกทุกตำรา

เทปแรกของ หนังพาไป ออกอากาศคืนวันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เวลา 3 ทุ่มครึ่ง เปิดฉากตอนที่บอลและยอดเดินทางมาถึงสถานีรถไฟมิวนิก ประเทศเยอรมนี 

ไม่มีภาพสถานที่เที่ยวหรูหราสวยงาม เพราะชายหนุ่มทั้งสองพาไปดูห้องน้ำที่สะอาดสะอ้าน ในรถไฟสัญชาติดอยช์ที่ตรงเวลาเป๊ะแบบไม่ขาดไม่เกินสักนาที

“เทปแรกที่ทำเรื่องรถไฟตรงเวลา เพราะรู้สึกแปลกใจมาก ว่ารถไฟมันตรงเวลาได้ด้วยเหรอบนโลกใบนี้ รายการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่เอาเรื่องพวกนี้มาพูด เพราะอาจเห็นว่ามันธรรมดามาก แต่เรามองโลกอีกแบบหนึ่ง ตั้งคำถามว่าทำไมประเทศไทยทำไม่ได้” ยอดกล่าว

นอกจากความเที่ยงตรงของรถไฟ ทั้งคู่ยังพาผู้ชมไปดูแง่มุมที่น่าสนใจของแดนเยอรมนี อย่างการให้ความสำคัญกับรถสาธารณะมากกว่ารถส่วนตัว ค่าเล่าเรียนมหาวิทยาลัยราคาไม่แพง หรือห้องสมุดที่บริการฟรีสำหรับคนทั่วไป ซึ่งมุมมองเหล่านี้ ทั้งสองได้รับการปลูกฝังมาจากชมรมค่ายสร้างสรรค์เยาวชนที่สอนให้ตั้งคำถามกับทุกๆ อย่าง เพื่อหาทางเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น

“ส่วนหนึ่งที่กล้าเล่า กล้าตั้งคำถาม หรือวิจารณ์องค์กรของรัฐ เพราะเราคิดว่าไม่ได้เป็นรายการประจำ แค่ได้ออกทีวีก็เกินจินตนาการแล้ว ดังนั้น ถ้ามีโอกาสพูด แล้วมีคนฟังเป็นหมื่นเป็นแสนคน เราต้องพูด ต้องถามให้เขาได้ยิน เราเป็นแค่ดาวตก มีโอกาสฉายแค่วาบเดียว ต้องวาบให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่สุด” บอลอธิบาย 

หลังออกอากาศไปไม่กี่เทป หนังพาไป เริ่มถูกพูดถึงในวงกว้าง เพราะนอกจากความสนุกของตัวรายการ มุมมองความคิดที่แปลกใหม่ หลายคนยังวิจารณ์บุคลิกหน้าตา สำเนียงเหน่อๆ ของพิธีกร ตลอดจนวิธีการพาเที่ยวที่ไม่เหมือนใคร ถึงขั้นขึ้นกระทู้แนะนำของเว็บไซต์ Pantip แทบทุกสัปดาห์

เทปหนึ่งที่ถกเถียงยาวเหยียด คือตอนที่พวกเขาไปพระราชวังแวร์ซายในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส สถานที่ไฮไลต์ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่อยากเข้าไปสัมผัสสักครั้ง แต่บอลกับยอดกลับเลือกเดินเล่นที่สวนด้านหลังพระราชวังแทน เพราะค่าเข้าสูงถึง 15 ยูโร หรือ 750 บาท

“ถ้าเกิดเราไม่ได้ถ่ายรายการแล้วเจอค่าเข้าแบบนั้น เราก็ไม่เข้า มันคือการตัดสินใจที่เป็นตัวเราจริงๆ รายการอื่นจะไม่เล่าแบบนี้ คุณต้องเข้าไปให้คนได้ดู แต่เราไม่อยากนั่งเก็บแลนด์มาร์กหรือกินของที่ดีที่สุด เพราะ หนึ่ง เราไม่ได้มีตังค์จะเก็บทุกอย่าง สอง เราคิดว่าถ้าเป็นคนแวร์ซายมีบ้านอยู่หน้าวัง ตอนเย็นคงออกมาวิ่งออกกำลังกายที่สวน ฉะนั้น ไปดูคนใช้ชีวิตดีกว่า มีเรื่องให้ตื่นตามากไม่แพ้การเข้าไปในพระราชวัง เลยเลือกทำแบบนี้

“กระทู้ที่ดังๆ คือเราโดนด่าทั้งสิ้น เวลาเจอแรกๆ ผิดหวังนะ แต่พอผ่านมา ทำให้ชัดเจนกับตัวเองมากขึ้น ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็ต้องเปลี่ยนพิธีกรแล้วล่ะ แต่แบบนั้นคงไม่ใช่ หนังพาไป คือมันคัดกรองคนดูว่า เราจะสนิทกันได้แค่ไหน ใครที่ไม่ใช่ทางก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าคุยถูกคอ ชอบแบบนี้ก็เดินทางไปด้วยกัน” บอลกล่าว

แต่บางครั้งคำวิจารณ์จากผู้ชมก็ทำให้ทั้งคู่เรียนรู้ ระมัดระวัง และพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้น อย่างตอนหนึ่งที่พวกเขานั่งรถไฟเกินสถานีที่ซื้อตั๋วไว้ มีครูอนุบาลเขียนอีเมลมาบอกว่า เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับเด็กๆ หรือตอนที่เผลอพูดแซวรูปร่างคนอื่น เมื่อกลับมาทบทวนทั้งสองจึงเลิกใช้คำแบบนั้นอีก

หลังผ่านสองซีซั่นแรก หนังพาไป ไม่ได้เดินทางไปตามเทศกาลภาพยนตร์อีกแล้ว เพราะพวกเขาไม่มีเวลาทำหนังสั้นส่งประกวด จึงหันไปเลือกจุดหมายที่ตนเองสนใจ โดยรอจังหวะจองตั๋วเครื่องบินราคาโปรโมชัน พาผู้ชมร่วมเดินทางไปกับพวกเขายาวนานขึ้น สู่หลายประเทศ เช่น พม่า จีน อินเดีย สหราชอาณาจักร ศรีลังกา แม้จะไม่ได้เกิดจากหนังพาไป แต่ทั้งคู่ก็พยายามนำภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับประเทศนั้นๆ มาเชื่อมโยงในเรื่อง

หลายๆ ครั้ง รายการเปิดเผยให้เห็นความไม่สมบูรณ์แบบของการเดินทาง ทั้งผิดแผน หลงทาง โดนหลอก กล้องหาย หรือทั้งคู่ทะเลาะกัน สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกคอยเอาใจช่วย และยังได้รับบทเรียนไปพร้อมกับสองหนุ่ม 

“มันเกิดเรื่องที่เราคาดเดาไม่ได้อยู่ตลอด ความจริงตอนนั้นโมโหนะ ทำไมไม่เป็นไปตามแผน แต่ทำอะไรไม่ได้ พอโมโหไปถึงจุดหนึ่ง ก็จะรู้ว่ายืดหยุ่นสิ บางทีมันพาเราไปเจออะไรที่ดีเหมือนกัน ถ้าเราไม่พลาดก็จะไม่เจอเรื่องนี้ ไม่จำเป็นต้องไปถึงจุดหมายปลายทางหรอก ระหว่างทางมีความพิเศษ แทบทุกทริปเป็นแบบนี้ แล้วก็ทำให้ประทับใจมากกว่าที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน 

“การทะเลาะกันระหว่างทริปมีประจำ แต่ต้องนึกถึงก่อนว่าเราต้องพึ่งพาอาศัยกัน เราไม่รอดไม่ได้ ต่อให้ทะเลาะกัน ด่ากันยังไง สุดท้ายพอได้พูดแล้วก็หาย มีไม่กี่สาเหตุหรอก หิว เหนื่อย ง่วง พอได้สงบสติอารมณ์แล้วก็จะค่อยๆ แก้กันไปทีละสเต็ป” ยอดกล่าว

บางครั้งก็เป็นเพื่อนร่วมทาง ที่สอนให้ทั้งคู่พบกับด้านมืดในใจตนเอง

ครั้งหนึ่งที่เมืองอมฤตสาร์ ประเทศอินเดีย ระหว่างที่พวกเขานั่งอยู่ที่ม้านั่งสถานีรถไฟ จู่ๆ มีหญิงอินเดียวัยคุณยายมานั่งเบียด หนำซ้ำยังชวนลูกสาววัยคราวแม่มานั่งด้วย จนที่นั่งแทบไม่พอกับคน 4 คน ความที่ทั้งคู่ถูกขโมยกล้องที่ซื้อมาใหม่ รวมถึงเจอหลายเหตุการณ์ที่รู้สึกไม่ไว้ใจคนอินเดีย จึงพยายามดันแม่ลูกคู่นั้นให้ออกจากม้านั่งด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่ขณะที่กำลังโมโหสุดขีด เมื่อหันไปมองกลับเห็นหญิงชรายิ้มให้อย่างเมตตา ตบไหล่ ยื่นน้ำและขนมให้กิน

“เราเหมือนกลายเป็นลูกโป่งแฟบ เมื่อกี้ทำอะไรลงไป ความเป็นมาร แม่กาลีในตัวเราออกมา ถ้าเราแบ่งก็นั่งกันได้นี่นา เป็นเหตุการณ์ที่ถ้าอยู่ในชีวิตปกติเราคงไม่ได้เจอ” บอลเล่า

“ที่มันไม่ได้แคบหรอก แต่ว่าใจเราแคบ เหมือนเวลาเดินทางไปใช้ชีวิตในที่ที่ไม่คุ้นเคย เราต้องใช้สัญชาตญาณดิบในการเอาตัวรอด ทำให้มองเห็นว่าแท้จริงเราเป็นอย่างนี้เอง เหมือนได้พิจารณาตัวเองมากขึ้น ทุกทริปเราได้เดินทางภายในไปด้วยหมด” ยอดช่วยสรุป

ระหว่างทางอันงดงามเหล่านี้เอง คือเสน่ห์ที่ หนังพาไป ไม่เหมือนรายการใดๆ

การเดินทาง 10 ปีของบอล ยอด และหนังพาไปที่แม่บอลเคยถามว่าใครจะดู สู่ซีซั่นใหม่ในปี 64

04

งานหนักที่รออยู่เบื้องหลัง

หลายคนอาจไม่รู้ว่า กว่าจะเป็นรายการสนุกสนาน สุข ซึ้ง เศร้า สู่สายตาผู้ชมดังที่เห็น บอลและยอดทำงานกันหนักมาก เรียกว่าทุ่มเทชีวิตเป็นปีๆ ให้กับ หนังพาไป แต่ละซีซั่น

เขามีกันเพียง 2 คน ไม่มีผู้ช่วย จึงต้องทำกันเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่วางแผนการเดินทาง จองตั๋วเครื่องบิน ประสานงาน ถ่ายทำ ดำเนินรายการ กระทั่งกลับมาตัดต่อ

ถ้าเดินทาง 1 เดือน หมายความว่าต้องเตรียมตัวมากกว่า 2 เดือน แหวกว่ายไปในกองข้อมูล กรองเอาสิ่งที่สนใจออกมาวางแผนเส้นทาง หาที่พักราคาประหยัดเพื่อให้คุ้มค่าที่สุด ไม่กลัวที่จะต้องนอนวัด หอพักนักศึกษา บ้านเพื่อน หรือแม้แต่โฮสเทลราคาถูก เพราะอยากเก็บเงินไว้ใช้จ่ายสิ่งที่จำเป็น

“เวลาจะไปแต่ละที่เราจะพยายามหาวิธีเข้าแบบไหนให้ประหยัด มันเป็นนิสัย เสิร์ช 10 Free Things หรือบางทีก็หา Weird Place ที่แปลกๆ ลึกลับ ซึ่งฝรั่งมันจะจัดไว้ให้หมด จริงๆ ก็ไม่ได้เชิงหาเพื่อให้เกิดประเด็น แต่เราตื่นเต้น ชอบเที่ยวแบบนี้ มันมีอะไรเซอร์ไพรส์เยอะดี” บอลเล่าวิธีเลือกเส้นทาง

ด้วยเหตุนี้ หลายครั้งจุดหมายของทั้งคู่จึงไม่เหมือนคนส่วนใหญ่ เช่น ไปเยี่ยมชมสลัมที่นครมุมไบ ไปดูหนังกับคนอินเดีย หรือตามรอยความรักของเจ้าน้อยศุขเกษมกับมะเมียะที่พม่า 

สมัยนี้การถ่ายวิดีโอเองแบบ Vlog คงไม่ใช่เรื่องใหม่แล้ว แต่เมื่อ 10 ปีก่อน หนังพาไป เป็นไม่กี่รายการที่ทำแบบนี้ สองคนผลัดกันถือกล้อง ใครมีมุมมองที่น่าสนใจก็รับบทผู้ดำเนินรายการ ณ ตอนนั้น 

หนังพาไป ไม่เคยมีสคริปต์ เพราะไม่รู้เลยว่าจะเจอกับเหตุการณ์อะไรข้างหน้า ยิ่งเดินทางพวกเขาก็พบว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องกดบันทึกวิดีโอไว้ตลอด ไม่อย่างนั้นตอนกลับมาตัดต่อแล้วเรื่องอาจกระโดด หรือพลาดปล่อยให้เรื่องราวดีๆ หลุดลอยไป

“บางทีรอยเชื่อมของสถานการณ์ก็จำเป็น เดี๋ยวเราจะไปเจอคนนี้ เขาเป็นใคร ก็ต้องถ่าย เทปแรกๆ เราไม่ได้ถ่ายไง พอตัดต่อ จู่ๆ โดดมาเลย แบบนี้เยอะมาก หรือพูดถึงนก อ้าว ไม่ได้ถ่ายไว้ ต้องตัดออก หรือสถานการณ์ที่ฉุกเฉินจริงๆ เช่น ตกรถ บางทีเราก็เหนื่อย ตกใจ ไม่ได้ถ่าย พอกลับมา เสียดาย ถ้าถ่ายก็ได้เรื่องล่ะ” บอลกล่าว

“ถ้าเราไม่กดอัด แล้วพลาดแอคชันนั้นไป ทุกอย่างมันหายไปเลย อยู่แค่ในความทรงจำ ฉะนั้น ต้องถ่ายตลอด ถ่ายให้ได้มากที่สุด” ยอดเล่าบ้าง

ช่วงซีซั่นแรกๆ ของที่หนักที่สุดในกระเป๋าจึงไม่ใช่เสื้อผ้า แต่คือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง และม้วนเทป Mini DV ที่พกไปถึง 30 – 40 ม้วนต่อทริป 

เมื่อกลับมาแล้ว ก็ถึงขั้นตอนหฤโหดที่สุด คือการตัดต่อ ซึ่งกินเวลาแรมปี ทั้งคู่ต้องนั่งย้อนดูฟุตเตจชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า เพื่อสรรหาว่ามีเรื่องราวอะไรที่นำมาเล่าได้บ้าง 

สองคนจะแบ่งหน้าที่กันชัดเจน ยอดรับหน้าที่จัดเรียงเรื่อง ขมวดประเด็น จากนั้นส่งต่อให้บอลเติมสีสัน สร้างอารมณ์และบรรยากาศ เสร็จแล้วจะมานั่งดูด้วยกันอีกรอบ ปรับอีกครั้งให้เรื่องสมบูรณ์ที่สุด

“ดูฟุตเทจรอบแรก เราจะรู้สึกว่ามันขยะทั้งนั้นเลย คุยอะไรกัน จับต้องไม่ได้เลย รอบสองพยายามจับประเด็น หยิบอันไหนเป็นเนื้อเป็นหนังได้ เอามาจัดประเภท หาวิธีเล่า สร้างมู้ด ใส่เพลง เรียงลำดับใหม่ สลับหน้าหลัง พอใจหรือยัง ทำให้เหนือกว่านั้นได้อีกไหม ลองเอาตอนจบขึ้นมาเกริ่นไว้ แล้วค่อยไปเล่าตอนท้ายอีกที ให้ฮุกตรงนี้ หรือจะซ่อนความหมายอะไรบ้าง ขั้นตอนตัดต่อจึงหนักมาก” ยอดอธิบายภาพรวม

ส่วนหน้าที่สร้างอารมณ์ความรู้สึกของบอล เขาเชื่อว่าถ้าอยากให้งานมีพลังจนคนดูรู้สึกได้ ตนเองต้องรู้สึกร่วมกับเรื่องราวนั้นมากพอ บางครั้งเขาจึงดำดิ่งเข้าไปในเรื่อง อย่างตอนโศกนาฏกรรมความรักของมะเมียะ บอลตัดไปร้องไห้ไปอยู่เป็นสัปดาห์ 

“นักแสดงที่อินถึงจุดหนึ่ง เขาจะรู้เลยว่าที่อารมณ์นี้จะร้องไห้ระดับไหน เราก็เหมือนกัน ต้องอินแล้วถึงจะตัดได้ ต้องออกมาจากข้างใน ถึงจะรู้ว่าเพลงต้องใหญ่เล็กแค่ไหน จังหวะพูดแค่ไหนพอ การทำงานวิธีนี้ บางทีทำร้ายเราเหมือนกัน พอจบซีซั่นถึงต้องพัก เยียวยาตัวเองด้วย” บอลฉายภาพ

เมื่อรวมเวลาเดินทาง รวบรวมข้อมูล ตัดต่อ และเว้นพักก่อนเริ่มเดินทางใหม่ แต่ละซีซั่นจึงห่างกันหลายปี

การเดินทาง 10 ปีของบอล ยอด และหนังพาไปที่แม่บอลเคยถามว่าใครจะดู สู่ซีซั่นใหม่ในปี 64

05

หนังพาไป ในวันที่เติบโตขึ้น

10 ปีที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดของรายการ หนังพาไป คือตัวตนและความคิดของบอลและยอดนั่นเอง

ในวัย 20 ต้นๆ เวลาเดินทางพวกเขาจะใช้ความรู้สึกนำ ไม่เน้นข้อมูลประวัติศาสตร์มาก แต่พอประสบการณ์มากขึ้น ทุกสิ่งก็เปลี่ยนไปตาม เช่น โบสถ์สวยงามที่เคยตื่นเต้น แต่พอเจออีก 10 โบสถ์ก็เริ่มเฉยๆ เดิมเวลาขึ้นเครื่องบินจะชอบมองไปนอกหน้าต่าง ไม่ยอมนอน แต่พออายุมากเข้าอยากนอนพักมากว่า แถมบางทียังรู้สึกเมื่อย บ่นว่าเมื่อไรจะถึง 

“ซีซั่นหลังๆ เราพบว่าโทนรายการเปลี่ยน แรกๆ ปวดใจเหมือนกันที่มีคนบอกว่าเราไม่เหมือนเดิม ดูไม่ตื่นเต้นเหมือนซีซั่นแรก แต่เราคงไม่สามารถลงไปยืนอยู่บนแม่น้ำสายเดิม ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง พอมาถึงตอนนี้ ความสนใจเราก็ขยับไปสู่ประวัติศาสตร์ อ่านหนังสือเยอะขึ้น ประสบการณ์ทำให้ครุ่นคิด เริ่มมองเห็นอะไรที่ตอนเด็กๆ ไม่เคยเห็น การเที่ยวก็เปลี่ยนไป 

“อีกอย่างที่เปลี่ยนไปชัดๆ คือเราพูดสรุปอะไรน้อยลง จากเดิมที่จะสรุปว่าแบบนี้ถูกต้องที่สุด ต้องเป็นแบบนี้ แต่ตอนนี้เราเล่าแบบปลายเปิด เพราะยังมีเรื่องอีกเยอะที่ไม่รู้” บอลกล่าว 

วัยที่มากขึ้น มีส่วนทำให้รูปแบบการเดินทางเปลี่ยน ตัวอย่างง่ายๆ เช่นทั้งคู่อดนอนไม่ได้แบบตอนวัยรุ่นอีกแล้ว วันไหนนอนดึก หมายถึงพรุ่งนี้เสียไปอีกวันหนึ่ง จากเมื่อก่อนนอนข้างถนนก็อยู่ได้ แต่วันนี้ขอเลือกนอนสบายบ้างเพื่อเก็บพลังไว้เต็มกับวันต่อไป

“โชคดีเหมือนกันที่ได้เดินทางตั้งแต่เด็ก เพราะถ้ารอมีเงิน มีเวลาไปเที่ยวตอนแก่ เราจะไม่สามารถเที่ยวแบบเด็ก ถ้า หนังพาไป มีอยู่ถึงซีซั่นที่เก้าถึงสิบ คิดว่าคงจะเป็นการเที่ยวแบบคนแก่ไปเรื่อยๆ เปลี่ยนไปทุกซีซั่น เพราะเราแก่แล้ว” บอลเล่าแล้วหัวเราะ

ขณะที่ความรู้สึกอยากทำหนังเรื่องยาวฉายบนจอใหญ่แทบไม่หลงเหลืออีกแล้ว เพราะความฝันตอนวัยรุ่นนั้นทุ่มเทลงไป หนังพาไป จนหมด

“ถามว่าทุกวันนี้ทำหนังไหม ทำแทบทุกวันเลย ทุกตอนที่เราทำมันคือหนัง มันคือหนังสารคดีเรื่องหนึ่ง มีต้นกลางจบ เราใส่มุกใส่วิธีการเล่าเรื่องแบบหนังลงไป เลยรู้สึกว่าเราก็ยังทำหนังอยู่” ยอดอธิบาย 

สำหรับซีซั่นที่ 5 ที่มีกำหนดออกอากาศประมาณเดือนเมษายน พ.ศ. 2564 น่าจะเป็นการเดินทางที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งในชีวิตของบอลและยอด พวกเขาทุ่มเงินก้อนใหญ่ของบริษัทเพื่อไปยังเส้นทางที่เรียกว่าเป็น Bucket List หรือจุดหมายที่อยากไปสัมผัสสักครั้งก่อนตาย

ทริปที่ทั้งคู่แง้มให้ฟังว่า ได้พบกับเหตุการณ์ที่รู้สึกแย่ที่สุดในการเดินทางรอบทศวรรษ ทั้งโดนโจรกรรม เจ็บตัว ต้องไปสถานีตำรวจและพบแพทย์ในประเทศที่ไม่มีใครรู้จัก ถึงขั้นรู้สึกหวาดกลัวทุกครั้งที่ย้อนนึกถึง 

“กลัวอยู่พักหนึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้หายกลัวคือเราต้องกลับไปหามันอีกในตอนตัดต่อ ดูฟุตเตจยังกลัว ความรู้สึกเดิมกลับมา แต่พอตัดต่อเสร็จ เราไม่กลัวมันอีกแล้ว ทำให้พบว่า บาดแผลอยู่ตรงไหน เราอาจต้องกลับไปเผชิญหน้ากับมัน แล้วมันจะหายไป” บอลเล่าถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้

ทว่าการเดินทางก็เหมือนชีวิตที่ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องแย่ๆ สุดท้ายแล้ว บอลและยอดก็ได้พบกับเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกเต็มอิ่มที่สุดยิ่งกว่าทริปไหนๆ

“มันมีสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากกว่าการหมกมุ่นกับชีวิตทุกวันนี้ ทำไมพระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสรู้และมองไปไกลขนาดนั้น ทำไมพระเยซูถึงมองทุกสิ่งเป็นสิ่งเดียวกันแล้วรักมนุษย์ได้ขนาดนี้ เหมือนเราได้พบความหมายที่อัศจรรย์จากการเดินทางรอบนี้” ยอดทิ้งปมไว้ให้รอติดตาม 

06

การเดินทางที่ไม่มีวันจบ

ตลอดทศวรรษของการทำรายการ บอลและยอดรู้สึกว่า หนังพาไป พาพวกเขาไปไกลกว่าจุดเริ่มต้นมาก 

ยอดจำได้ว่า ก่อนซีซั่นแรกออกอากาศ แม่ของบอลถามด้วยความห่วงใยว่าใครจะดูลูก จริงอยู่ที่รายการสนุก แต่ภาพที่คนทั่วไปคุ้นเคยคือพิธีกรเป็นดารา ถ่ายภาพสวย ไม่ใช่ผู้ดำเนินรายการโนเนม พูดกับกล้องอย่างทั้งคู่ แต่สุดท้ายแล้วกลายเป็นว่ามีผู้ชมชอบมากกว่าที่เขาคิด 

อาจเพราะทั้งคู่ดูเป็นธรรมชาติ บทสนทนาเหมือนคุยกับเพื่อน ไม่มีกำแพงกั้น เหมือนได้ไปเที่ยวด้วย ผู้ชมโดยเฉพาะคนสูงวัยมักชอบ เพราะเหมือนได้ช่วยเติมเต็มความฝันของเขาที่อยากออกไปผจญภัย แบ็กแพ็ค ใช้เงินอย่างประหยัด ขณะที่หลายคนดูแล้วได้แรงบันดาลใจให้กล้าออกไปเจอโลกกว้าง ไม่จำเป็นต้องรอให้พร้อมหรือมีเงินมากมายก็ไปเที่ยวได้ 

หลายๆ คำถามที่พวกเขาตั้งไว้ในรายการ ก็ถูกหยิบนำไปถกเถียง พูดต่อ เช่น การงดใช้ถุงพลาสติกครั้งเดียวทิ้ง หรือการให้คนทั่วไปมีโอกาสได้ชมเครื่องบินใกล้ชิดโดยไม่เสียสตางค์ 

“เหมือนเราหว่านเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ออกไป แล้วเมล็ดพันธุ์พวกนี้คงจะไปงอกตามที่ต่างๆ รอการเติบโตของมัน บางทีอาจงอกแล้ว แม้เคลมไม่ได้ว่ามาจากรายการเรา แต่ก็รู้สึกว่าหลายสิ่งหลายอย่างเป็นไปในทิศทางที่เราโยนคำถามออกไปซ้ำๆ” ยอด กล่าว

แม้จะพักจากซีซั่น 4 มากว่า 2 ปี แต่ในเทปย้อนหลังก็ยังมีแฟนๆ เข้ามาชม และรอคอยตอนใหม่ๆ อยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม บอลและยอดไม่อาจตอบได้ว่า สุดท้าย หนังพาไป จะมีต่อไปอีกนานแค่ไหน

“ทำซีซีซั่นหนึ่ง มันรีดทุกอย่าง เผาพลังเข้าไปทุกเทป พอทำไปจุดหนึ่งจะรู้สึกหมดแรง อยากพัก ทุกครั้งมันจะเหนื่อย แล้วบอกว่า พอ ไม่เอาแล้ว บางทีเราก็อยากทำอะไรใหม่ๆ บ้าง รายการประวัติศาสตร์ สิ่งแวดล้อม แต่สุดท้ายรายการใหม่ที่คิดนั้น หนังพาไป มันเล่าได้ทุกอย่างเลย ได้เดินทางด้วย พอผ่านไปปีสองปีก็จะคิดถึง ถ้าทริปนี้เราเอากล้องมา ได้เรื่องละ เรื่องนี้โคตรดีเลย คนไทยควรได้เห็น มันจะวนอยู่อย่างนี้” บอลหัวเราะ

จากความฝันที่อยากไปเทศกาลภาพยนตร์ ถึงวันนี้บอลและยอดยังสนุกกับการเดินทางต่อไปเรื่อยๆ คงไม่สำคัญว่า หนังพาไป จะไปจบลงตรงไหน ก็อย่างที่พวกเขาบอกไว้ตอนท้ายของทุกเทปว่า-จุดหมายปลายทาง ไม่ใช่ที่สุดของความงดงาม

ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง

  • สัมภาษณ์คุณทายาท เดชเสถียร และ พิศาล แสงจันทร์ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2563
  • รายการ หนังพาไป สถานีโทรทัศน์ Thai PBS
  • รายการ ศิลป์สโมสร ตอน หนังพาไป สถานีโทรทัศน์ Thai PBS 
  • นิตยสาร ขวัญเรือน ปีที่ 43 ฉบับที่ 943 เดือนมีนาคม 2554
  • นิตยสาร สุดสัปดาห์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 676 เดือนเมษายน 2554
  • นิตยสาร กุลสตรี ปีที่ 42 ฉบับที่ 1005 เดือนพฤศจิกายน 2555
  • นิตยสาร คิด ปีที่ 9 ฉบับที่ 6 เดือนมีนาคม 2561
  • เว็บไซต์ MGR Online วันที่ 17 มกราคม 2554

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

“ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้คุยกับพี่อ้อย พี่ฉอด”

“ฟังมาตลอดเลยค่ะ ไม่คิดว่าวันนี้จะต้องโทรเข้ามาคุย”

เชื่อหรือไม่ว่า กว่า 16 ปีที่ทำรายการเล็ก ๆ สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง ทาง Greenwave สองดีเจคู่หูจาก Club Friday ได้ยินประโยคแบบนี้มานับไม่ถ้วนแล้ว เพราะปัญหาความรักนั้นเกิดขึ้นได้กับทุกคน แถมหลายครั้งก็มาแบบไม่ทันตั้งตัว

 แม้จะยืนยันชัดเจนว่า ไม่ใช่กูรู และไม่ว่าใคร ๆ ก็ตอบปัญหาเรื่องความรักได้เหมือนกัน แต่สำหรับหลายคนแล้ว เธอทั้งสองเปรียบเสมือนที่พึ่งพิง คอยรับฟัง ให้คำปรึกษา และข้อเสนอแนะ แถมบ่อยครั้งยังรับบทโหดคอยเขย่าตัวให้ได้สติว่า สิ่งที่ทำอยู่นั้นกำลังทำร้ายคนอื่นอยู่หรือเปล่า

เนื่องจากบางครั้งที่เรื่องดูเหมือนง่าย ๆ แต่พอเกิดขึ้นกับตัวเองก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน

นี่เองคงเป็นเหตุผลว่า เหตุใด Club Friday จึงครองใจผู้ฟังทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ มีคนต่อสายมาพูดคุยหน้าไมค์ไม่หยุด แถมยังเกิดการต่อยอดแตกแขนงเป็นหนังสือ เพลง คอนเสิร์ต ซีรีส์ และรายการโทรทัศน์อีกต่างหาก

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงชักชวน พี่ฉอด-สายทิพย์ มนตรีกุล ณ​ อยุธยา และ พี่อ้อย-นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล มาร่วมพูดคุยถึงเรื่องราวและเบื้องหลังของ Club Friday แล้วคุณจะเข้าใจว่า ทำไมเรื่องเดิม ๆ ซ้ำ ๆ อย่างปัญหาความรัก ถึงแก้ยังไงก็ไม่เคยหมดสักที

16 ปี Club Friday และพี่อ้อย พี่ฉอด กับเรื่องรักที่เราต่างเป็นพระเอกนางเอก

01
รักเขาเท่าเพลงไหน

รู้หรือไม่ว่า จุดเริ่มต้นของรายการนี้ มาจากการอยากทวงศักดิ์ศรีดีเจคืนของพี่ฉอด ซึ่งเวลานั้นเป็นผู้บริหารของ Atime Media ผู้ผลิตรายการวิทยุเบอร์ต้น ๆ ของเมืองไทย

เพราะเมื่อ พ.ศ. 2548 ผู้คนในแวดวงวิทยุหลายคนเริ่มเชื่อว่า รายการที่จะประสบความสำเร็จได้ ต้องเปิดเพลงอย่างเดียว โดยไม่มีเสียงดีเจหรือโฆษณามากวนใจ ในฐานะที่ทำงานขายเสียงมาทั้งชีวิต พี่ฉอดรู้สึกทนไม่ได้ จึงอยากท้าทายความคิดนี้ ด้วยการทำรายการพูดอย่างเดียวไม่ต้องเปิดเพลงเลย ลงผังของสถานีวิทยุต่าง ๆ ในเครือเอไทม์

รายการแรกที่ถือเป็นตัวจุดพลุคือ แฉแต่เช้า ออกอากาศทุกเช้าวันจันทร์-ศุกร์ ทาง EFM โดยได้ มดดำ-คชาภา ตันเจริญ และ กฤษณ์​ ศรีภูมิเศรษฐ์ มาดำเนินรายการ นำเสนอข่าวสารกอสซิปในวงการบันเทิง ซึ่งหลังออกอากาศได้ไม่นาน ปรากฏว่า ประสบความสำเร็จแบบถล่มทลาย

พอมาถึง Greenwave ซึ่งเน้นเพลงแบบ Easy Listening มีกลุ่มผู้ฟังอีกสไตล์หนึ่ง หากจะทำรายการรูปแบบเดียวกับ แฉแต่เช้า ก็คงไม่เหมาะเท่าใด เผอิญเพลงที่เปิดส่วนใหญ่เป็นเพลงรัก ทีมงานจึงคิดว่าน่าจะหยิบมาต่อยอดได้

“พี่ฉอดบอกว่า รายการใหม่ก็น่าจะมาจากคนฟังนั่นแหละ เพราะเวลาฟังเพลงหลายคนก็อิน แล้วโทรมาขอเพลงกัน ซึ่งดีเจเราก็มีความอยากรู้เรื่องชาวบ้านทุกคน ‘ทำไมถึงขอเพลงนี้ล่ะคะ’ ‘พี่คะ..หนูแอบรักเขาเหมือนเพลงนี้เลย’ ‘แล้วหนูแอบรักนานหรือยังคะ’ คือเราคุยเรื่องความรักกัน พอคิดว่าจะทำรายการทอล์กที่ Greenwave ก็เลยคิดว่าเรื่องนี้น่าจะมาต่อยอดได้” พี่อ้อยอธิบาย

ครั้งนั้นทีมงานอยากให้พี่ฉอดเป็นผู้ดำเนินรายการเอง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะบุคลิกที่มีความเป็นผู้ใหญ่ ทว่าหากให้พี่ฉอดจัดรายการคนเดียวก็คงดูแปลก ๆ จึงชักชวนพี่อ้อยมาร่วมด้วยอีกคน เพราะนอกจากทั้งคู่จะคุ้นเคยกันมานานแล้ว ยังมีจุดที่คล้ายคลึงกันอีกอย่างคือ ชอบฟัง ชอบวิเคราะห์ และชอบดูคน ซึ่งน่าจะตอบโจทย์กับรายการที่เปิดโอกาสให้ผู้ฟังโทรศัพท์เข้ามาพูดคุยอย่างเต็มที่

ส่วนเรื่องเวลาที่เป็นคืนวันศุกร์ เนื่องจากเป็นวันสุดท้ายของการทำงาน ซึ่งพอเลิกงาน หลายคนอาจใช้เวลานี้สังสรรค์กับเพื่อนฝูงตามสถานที่ต่าง ๆ แต่กับบางคนอาจเลือกกลับบ้าน เพื่อพักผ่อนหรือเปิดรายการวิทยุฟังตอนกลางคืน ทีมงานจึงอยากให้รายการนี้เป็นเสมือนเพื่อนพูดคุยยามเหงาที่ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมได้

นั่นเองคือจุดเริ่มต้นของ Club Friday ซึ่งมีสโลแกนว่า No more lonely (Friday) Night โดยตอนแรกเริ่มดีเดย์เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ในชื่อตอน ‘รักเขา…เท่าเพลงไหน’ ซึ่งเป็นชื่อหนังสือเล่มหนึ่งที่พี่อ้อยเขียนพอดี

“ตอนนั้นเราค่อนข้างเป็นห่วงเหมือนกันว่า ถ้าไม่มีคนโทรเข้ามาเลยจะทำยังไงดีนะ เราจะนั่งคุยเรื่องอะไรกันดี แล้วเรื่องของเราจะพอไหม โดยเฉพาะเรื่องความรักไม่ค่อยจะมี แต่ปรากฏว่าตั้งแต่วันแรก มีคนโทรเข้ามาเยอะเลย เข้ามาเล่าเรื่องของตัวเองเต็มไปหมด ทำให้เราสามารถเดินทางต่อมาได้เรื่อย ๆ” พี่ฉอดเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

16 ปี Club Friday และพี่อ้อย พี่ฉอด กับเรื่องรักที่เราต่างเป็นพระเอกนางเอก

02
เราต่างเป็นพระเอกนางเอกในเรื่องของตัวเอง

เรื่องราวใน Club Friday มีสารพัดเหตุการณ์ ทั้งความสุข ความเศร้า ความเหงา

หากถามว่า อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ผู้คนยอมเล่าเรื่องส่วนตัวให้พี่อ้อย พี่ฉอด ฟัง บางทีอาจคงเพราะสังคมไทยขาดแคลนพื้นที่ในการรับฟัง เนื่องจากส่วนใหญ่มีแต่คนพูด มีแต่คนวิจารณ์ รายการนี้จึงเข้ามาตอบโจทย์ช่องว่างนี้พอดี  

“พวกเราไม่ได้เก่งกว่าใคร พี่เชื่อว่าคนทุกคนตอบคำถามเรื่องความรักได้หมด ถ้าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง นึกเหรอว่าคนที่โทรศัพท์เข้ามาไม่รู้ หากมีคนเจอเรื่องเดียวกัน ปรึกษาเธอ เธอก็ตอบเหมือนพี่อ้อย พี่ฉอด นี่แหละ แต่บางครั้งเขาก็อยากมีใครสักคนที่คอยรับฟัง ‘เฮ้ยพี่…มันไม่ไร้สาระใช่ไหมที่หนูตัดสินใจแบบนี้’ มันคือการเล่าสู่กันฟัง” พี่อ้อยกล่าว

“ทุกคนชอบบอกว่า เราเป็นกูรู เป็นที่ปรึกษา แต่คุณสมบัติของเราจริง ๆ คือเราฟังเก่ง ฟังแล้วเราก็ถาม เราอยากรู้ และเรามีความเห็นอกเห็นใจกัน อีกอย่างหนึ่งคือ อาชีพดีเจมีระยะห่างกำลังพอเหมาะ สังเกตไหม เรามักไม่ค่อยอยากเล่าเรื่องแบบนี้ให้กับคนในบ้านหรือคนที่รู้จักฟัง เพราะบางทีอาจเกิดการต่อโยงยุ่งยากไปหมด แต่จะไปเล่าให้คนที่ไม่รู้จักเลยก็ไกลไป คงไม่อินกับเรื่องของเรา ขณะที่เขารู้จักพี่อ้อยพี่ฉอดพอประมาณ แล้วไม่ได้รู้สึกว่าเราจะเอาเรื่องราวเหล่านี้ไปทำให้เขาเดือดร้อน” พี่ฉอดตอบเสริม

ด้วยเหตุนี้ พี่อ้อย พี่ฉอด จึงพยายามเปิดพื้นที่ให้ปลายสายทุกคนเล่าเรื่องของตัวเองได้เต็มที่ ไม่ว่าคุณจะใช้ชื่อจริงหรือชื่อสมมติ จะเล่าเรื่องแค่เสี้ยวเดียวหรือทั้งหมด หรือเหตุการณ์นั้นจะคาบเกี่ยวเส้นศีลธรรมไปบ้างก็ไม่เป็นไร เพราะถือว่าความสบายใจของคนที่โทรศัพท์เข้ามานั้นสำคัญที่สุด ขณะที่ผู้ดำเนินรายการทั้งสองจะวางบทบาทเป็นผู้สังเกตการณ์ คอยซักถาม คอยเสนอแนะมุมมองของตัวเองเป็นระยะ 

“บางครั้งการตั้งคำถาม แล้วเขาได้ตอบไปเรื่อย ๆ ก็เหมือนเขาได้รีเช็กตัวเองเหมือนกันนะ เช่นบางคนเล่ามาตั้งนาน พี่ก็ถามว่า ‘เดี๋ยว น้องขา ตกลงผู้ชายคนนี้น่ารักตรงไหน ทำไมหนูถึงรักเขามากขนาดนี้’ น้องเงียบไปเลย คิดนานมาก นั่งไง เขาไม่ได้น่ารักเลย ไม่มีอะไรควรค่าแก่การที่เราพยายามสักนิด แต่ที่เล่ามาทั้งหมดคือ น้องพยายามสุดชีวิตมาก เพื่อยื้อแย่งเอาคนที่ไม่มีค่าเลย คือพอเขาได้ทบทวน เขาก็จะได้คำตอบของตัวเองตามมา” พี่ฉอดยกตัวอย่าง

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ Club Friday มอบให้ผู้ฟังจึงไม่ใช่เคล็ดลับการแก้ปัญหาชีวิต แต่เป็นวิธีคิดที่สองดีเจนำเสนอเพื่อเป็นทางออกหนึ่งที่ช่วยให้แต่ละคนหลุดพ้นจากความทุกข์ และกลับมาหยัดยืนอย่างมีความสุขได้อีกครั้ง

“เวลาทำรายการวิทยุ เราจะไม่เอาตัวเองเข้าไปขนาดนั้น แต่เราจะคิดเสมอว่าคุยยังไง ให้เวลาวางสายไปแล้ว เขายังรู้สึกดี รู้สึกว่าตัวเองมีค่า เพราะพี่เชื่อว่าปัญหาความรักกว่า 90 เปอร์เซ็นต์แก้ไม่ได้หรอก อย่างถามว่า ทำยังไงดี สามีมีคนอื่น จะบอกว่าทำตามนี้ 10 ข้อ รับรองสามีกลับมาแน่นอน ก็ไม่ใช่ สิ่งเดียวที่ทำได้คือ หาวิธีคิดให้มีชีวิตรอดตอนที่อีกฝ่ายไปกอดคนอื่นแล้ว น้องอาจบอกว่า ทุกครั้งเขาเลือกหนูนะ แต่บางทีอาจมีสักครั้งที่เขาไม่เลือกหนู เพราะฉะนั้นพี่ไม่ได้แก้ปัญหาว่า ทำยังไงให้แฟนเขาไม่นอกใจ แต่เราจะทำให้คนคนนี้รอดให้ได้

“อย่างปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้ก็เหมือนกัน บางคนอาจบอกว่า ‘เฮ้ย! ทำไมน้องไม่ไปลองคุยกับคุณแม่เขาดู’ แต่ความจริงแล้ว เขาต่างหากที่รู้ว่าคุยได้หรือคุยไม่ได้ สิ่งที่เราให้ได้คือ การบอกว่า ‘น้องไม่ว่ายังไง คนกลางหนักสุดเลยนะ เราเองสะบัดมือก็เป็นคนอื่นแล้ว ถ้าน้องจะสู้ ไม่ได้สู้เพื่อใคร สู้เพื่อสามีเรา ลองคิดดู เป็นเขา เขาก็เหนื่อยนะ นั่นก็แม่ นี่ก็เมีย’ ถามว่ามันจะมีความถูกผิดอันใด ไม่รู้หรอก แต่สิ่งนี้เป็นวิธีคิดทั้งหมด” พี่อ้อยอธิบาย

ตลอด 16 ปี พี่อ้อย พี่ฉอด มีโอกาสรับฟังเรื่องราวมากมาย หลายครั้งก็วนเวียนอยู่ในเรื่องเดิม ๆ เช่น รักสามเส้า ไปรักคนที่ไม่ควรรัก รักเพื่อนสนิท ไม่อยากให้ครอบครัวรู้ว่าตัวเองรักเพศเดียวกัน แต่ถึงจะซ้ำไปซ้ำมาเพียงใด ทั้งคู่ก็ไม่เคยเบื่อหน่ายที่จะตอบคำถาม เพราะท่ามกลางความเหมือนก็ยังมีความต่างซุกซ่อนอยู่ในรายละเอียด

16 ปี Club Friday และพี่อ้อย พี่ฉอด กับเรื่องรักที่เราต่างเป็นพระเอกนางเอก

“ความรักเป็นจุดอ่อนของคนทุกวัย ต่อให้คุณจะอายุเท่าไหร่ วุฒิภาวะเป็นอย่างไร หรือจบดอกเตอร์มาจากไหน บางทีคำถามที่เข้ามาอาจเป็นแค่ ‘หนูควรจะโทรหาเขาไหม’ เพราะพอเป็นเรื่องความรัก จะมีคนบางคนที่เราแพ้ แล้วเราไปไม่เป็นสักเรื่อง ที่สำคัญ ความรักไม่มีสูตร ต้องเรียนรู้ทุกวัน ถ้าบังเอิญเป็นสูตรเดียวกันหมด ก็คงง่าย เหมือนทำไข่เจียว ต้องทำแบบนี้ถึงอร่อย แต่ความรักไม่ใช่ ต่อให้ใช้สูตร ผลที่ออกมาอาจไม่เหมือนกัน อย่างบางคนบอกว่า อย่าทะเลาะกันข้ามคืน ปรากฏว่า ปลุกขึ้นมาเคลียร์กันอยู่นั่นแหละ สุดท้ายเลิกกันคืนนั้นเลย” พี่อ้อยอธิบาย

เพราะโลกของความรักนั้นอยู่เหนือเหตุผล ไม่มีกฎเกณฑ์หรือทฤษฎีตายตัว 

หลายครั้งเราอาจรู้สึกแปลกใจเวลาที่ได้ยินประโยคแบบ ‘มันไม่ผิดใช่ไหมคะที่หนูอยากได้พลังบวก แต่คนนั้นเขามีภรรยาแล้ว’ หรือเรื่องราวของแม่ที่ไปมีความสัมพันธ์กับสามีของลูกสาว แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราจะเข้าใจเองว่า ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยได้เสมอ

 “เชื่อไหม บางคนต่อให้ไปแย่งสามีคนอื่นอยู่ เขาก็ยังมีเหตุผลในการไปแย่งเลย ‘ก็เขาบอกหนูว่า ไม่มีความสุขเวลาที่อยู่กับแฟนแล้ว’ อ้าว…ถ้าเขาไม่มีความสุข แล้วทำไมไม่เลิกกันละ ‘เขาบอกว่าเลิกไม่ได้ เพราะต้องรับผิดชอบลูก’ คือสิ่งที่เรากำลังคุยกัน มันได้ก้าวข้ามผ่านจรรยาบรรณบางอย่างของสังคมไปแล้ว แต่พี่เชื่ออย่างหนึ่งว่า ไม่มีใครหรอกที่ตื่นเช้ามาแล้วอยากเป็นตัวร้าย ทุกคนคิดว่าตัวเองคือพระเอกนางเอกทั้งนั้น แต่การกระทำใด ๆ ต่อให้มันมีความผิดร้ายแรงยังไง เขาก็จะมีเหตุผลบอกว่า สิ่งที่เขาทำนั้นถูกต้องตลอด” ดีเจพี่ฉอดกล่าวย้ำ

เพราะฉะนั้น บ่อยครั้งที่ระหว่างพูดคุย พี่อ้อย พี่ฉอด อาจต้องดึงสติของคู่สนทนา ด้วยการยกเหตุผล ยกเหตุการณ์ประกอบ เปรียบเทียบให้เห็นว่า หากเราเจอสถานการณ์แบบเดียวกันบ้างจะรู้สึกอย่างไร

ดังที่พี่อ้อยอธิบายว่า “หลายครั้งที่คำถามที่เข้ามาก็ไม่มีอะไรหยาบคายเลย อย่างน้องที่พูดเรื่องพลังบวก แต่ถามกลับว่า หากวันหนึ่งน้องมีแฟนเป็นตัวเป็นตน แล้วมีผู้หญิงมาขอพลังบวกจากแฟนน้องบ้าง น้องโอเคหรือเปล่า หรือคนที่บอกว่า ผู้ชายคนนั้นต้องอยู่กับภรรยาเพราะลูก ถามว่าหนูจะรอจนลูกเขาโตเลยเหรอ ถึงจะใช้ชีวิตอย่างถูกต้องได้ มันเหมือนการนั่งอยู่ข้าง ๆ แต่เราไม่เข้าข้าง

“ขณะเดียวกันเราก็ต้องแฟร์กับอีกฝ่ายที่ไม่ได้โทรเข้ามาด้วย หลายครั้งที่ผู้หญิงโทรเข้ามาบอกว่า ผู้ชายเป็นฝ่ายกระทำนั่นนี่ แต่บางมุมพี่ก็ยังแอบรู้สึกว่า อยู่กับน้องนี่มันยากหรือเปล่า เขาถึงอยากหาอะไรที่สบายตัวกว่า ในเมื่อน้องพูดเองว่า หนูเป็นคนแบบนี้มาตั้งแต่ต้น แล้วอีกฝ่ายต้องทนหนูให้ได้ อันนี้ศูนย์กลางจักรวาลนะ พี่ว่าผิด คนเราต้องรู้ตัวให้ไว ขออภัยให้ทัน มารู้ตอนเขาไปแล้ว มันไม่ได้นะ”

อย่างไรก็ตาม แม้ พี่อ้อย พี่ฉอด จะพูดคุยและเสนอแนะมุมคิดต่าง ๆ มากมายเท่าใด แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้งคู่ยึดถือเสมอคือ จะไม่แทรกแซงการตัดสินใจของเจ้าตัวเด็ดขาด เพราะสุดท้ายชีวิตของใคร คนนั้นก็ต้องเป็นผู้เลือกเอง

นี่เองคือ หัวใจสำคัญที่ทำให้ Club Friday และ พี่อ้อย พี่ฉอด กลายเป็นชื่อแรกที่หลายคนนึกถึงเวลามีปัญหาเรื่องความรักมาจนถึงปัจจุบัน

16 ปี Club Friday และพี่อ้อย พี่ฉอด กับเรื่องรักที่เราต่างเป็นพระเอกนางเอก

03
ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร

หากใครได้ชมภาพยนตร์เรื่อง กวน มึน โฮ เมื่อ พ.ศ. 2553 คงจดจำช็อตเด็ด เมื่อนางเอกพูดว่า เวลามีปัญหาความรัก ลองปรึกษา พี่อ้อย พี่ฉอด สิ บางทีอาจช่วยได้นะ

“มีคนถามว่า พี่อ้อย พี่ฉอด จ่ายเงินค่าโฆษณาไปเท่าไหร่เพื่อไทอินหนัง ความจริงแล้วไม่รู้เรื่องเลย น้องที่เขียนบทคงเป็นคนที่ฟังแล้วก็เลยต่อยอดมา” พี่อ้อยเท้าความอย่างอารมณ์ดี

ว่ากันว่าเพราะหนัง 120 ล้านเรื่องนี้เองที่ทำให้คำว่า ‘พี่อ้อย พี่ฉอด’ กลายเป็นคำฮอตฮิตที่ใช้กันแพร่หลาย และถูกจดจำแทนคำเรียกเดิม ๆ อย่าง ดีเจพี่ฉอดกับดีเจนภาพร นับแต่บัดนั้น

ทั้งคู่ไม่เคยคิดเลยว่า Club Friday จะโด่งดังและยืนหยัดมาจนถึงทุกวันนี้ เช่นเดียวกับการต่อยอดไปสู่หนังสือ คอนเสิร์ต หรือซีรีส์ ล้วนเกิดขึ้นโดยแทบไม่เคยวางแผนมาก่อน

“บางคนชอบวิเคราะห์ว่า พี่ฉอดมีแผนการตลาดอันแยบยล ทำรายการวิทยุเสร็จก็นั่นนี่เต็มไปหมด แต่จริงแล้วมีคนแอบฟังเยอะ แอบฟังแล้วก็ไปเขียนเพลง เขียนบทหนัง บทละครบ้าง บางทีเรารู้เลยว่าประโยคแบบนี้อยู่ในรายการ ซึ่งตอนหลังเราก็มานั่งคิดกันว่า เมื่อรายการออกอากาศไป มันก็จบไป แต่ถ้าเราเอามาเขียนเป็นหนังสือ สิ่งเหล่านี้ก็ยังอยู่ ตอนที่เขาฟังจากวิทยุอาจไม่รู้สึกอะไร แต่ตอนที่ตัวเองอกหัก ประโยคแบบนี้อาจช่วยชีวิตได้” พี่อ้อยอธิบาย

หนังสือเล่มแรกของรายการคือ เรื่องเล่าจากรายการ ซึ่งนำเรื่องราวจากสายที่โทรศัพท์เข้ามาและอีเมลต่าง ๆ รวมแล้ว 18 เรื่องราว มัดรวมไว้ในเล่มเดียวกัน พร้อมนำชื่อวันเทศกาลต่าง ๆ มาเป็นหัวข้อ เช่น เรื่องเล่าจากวาเลนไทน์ หรือบางทีก็เป็นชื่อเพลงรักดัง ๆ อย่าง คนที่ไม่เข้าตา ของ Calories Blah Blah หรือ ผิดไหมที่รักเธอ ของ แอม-เสาวลักษณ์ ลีละบุตร เพราะเรื่องราวจาก Club Friday มากมายก็ได้แรงบันดาลใจจากเพลงเหล่านี้นั่นเอง

ผลปรากฏว่า หนังสือเล่มนี้ได้รับเสียงตอบรับจากผู้อ่านอย่างล้นหลาม จนเกิดหนังสือตามมาอีกหลายเล่ม อาทิ มีคนเศร้ากว่าเราตั้งเยอะ, รักดีดี ที่สร้างได้ใน 6 วัน, ขอเพลงให้ตัวเองหน่อย และ รักที่ไม่ได้ออกอากาศ

แต่เล่มหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ Club Friday บอกเท่าไหร่ไม่จำ ด้วยคำซ้ำๆ ที่ย้ำมา 10 ปี ซึ่งรวบรวมคำพูดของ พี่อ้อย พี่ฉอด ตลอดทศวรรษ ทั้ง ‘ขาดเราเขาอยู่สบาย ขาดเขาเราต้องไม่ตายเหมือนกัน’ ‘โสดก็ต้องโสดอย่างมีความสุข เดี๋ยวก็มีคนมาขอแบ่งความสุขใกล้ ๆ เอง’ ‘ความรักไม่มีคำว่า โง่-ไม่โง่ มีแต่คำว่า ยอม-ไม่ยอม’ ฯลฯ

“ถ้าจะวิเคราะห์เหตุผลที่ทำให้ Club Friday มีคนรู้จักเยอะ อาจเป็นเพราะพวกเราเป็นคนชอบภาษาไทยมาก ก็เลยมีคำคมออกมาเยอะ แล้วก็มีคนเอาไปแชร์ ซึ่งในยุคโซเชียลคนชอบเสพอะไรสั้น ๆ ก็เลยอาจตอบโจทย์ไปโดยปริยาย” พี่อ้อยลองวิเคราะห์

เมื่อหนังสือประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ใน พ.ศ. 2555 พี่ฉอดจึงชักชวน เอิ้น-พญ.พิยะดา หาชัยภูมิ นักแต่งเพลงมืออาชีพและจิตแพทย์จากโรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์ มาสร้างสรรค์ผลงานเพลงจำนวน 10 เพลง โดยนำเรื่องราวจากรายการมาต่อยอดเป็นบทเพลงในแง่มุมต่าง ๆ

อย่าง เพลง เจ็บแต่จบ เล่าถึงสถานการณ์ความรักที่ต้องเลือกระหว่างยอมปล่อยให้ความรักสิ้นสุดลง หรือยอมให้ความรักนั้นดำเนินต่อไป แต่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดอย่างไม่มีวันสิ้นสุด หรือเพลง คนไม่น่าสงสาร ซึ่งนำเสนอเรื่องความเศร้าที่เกิดจากความพยายามแสดงความเข้มแข็งต่อหน้าคนที่ตัวเองรัก ทั้งที่ภายในใจอ่อนแอและอ่อนไหวมาก

ด้วยความไพเราะของบทเพลง บวกกับมีการนำเรื่องราวบางส่วนของปลายสายที่เล่ามาต่อยอดเป็นมิวสิกวิดีโอ พร้อมเชิญดาราคนดังมาร่วมแสดง รวมถึงนำคลิปเสียงของเจ้าของเรื่องราวมาประกอบด้วย ส่งผลให้เกิดกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์ มียอดผู้ชมในเว็บไซต์  YouTube หลายล้านครั้ง และนำไปสู่การจัด Club Friday ครั้งที่ 15 Based on A True Story ที่ Royal Paragon Hall ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ยืนยันได้จากการที่บัตรนับหมื่นใบจำหน่ายหมดเกลี้ยงในระยะเวลาอันรวดเร็ว

สนทนากับ ‘พี่อ้อย-พี่ฉอด’ แห่ง Club Friday ถึงเรื่องราวรักที่ไม่มีวันจบ เพราะเราต่างเป็นพระเอกนางเอกในเรื่องของตัวเอง

หากแต่อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่สำคัญมาก เกิดขึ้นในปลายปีเดียวกัน ด้วยยุคนั้นกระแสทีวีดาวเทียมกำลังบูมในเมืองไทย ยักษ์ใหญ่ในวงการสื่อหลายแห่งเริ่มหันมารุกตลาดนี้ ครั้งนั้น GMM GRAMMY ได้มอบหมายให้ Atime Media รับผิดชอบสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งในเครือ นั่นคือ Green Channel ทางพี่ฉอดจึงคิดว่า ควรนำเรื่องราวต่าง ๆ จากรายการมาดัดแปลงทำเป็นละครสั้น ๆ ออกอากาศทุกคืนวันเสาร์ เวลา 3 ทุ่ม

นั่นเองคือจุดเริ่มต้นของ Club Friday The Series 1 จำนวน 11 เรื่อง โดยเรื่องแรกที่นำร่อง คือ คนที่ถูกลืม ซึ่งเป็นประสบการณ์จริงของคุณยะ ชายผู้ถูกภรรยาลืมตลอดเวลา

“ตอนนั้นเราไปเจอเคสของคนที่สูญเสียความทรงจำ คือน้องผู้หญิงคนหนึ่งมีก้อนเนื้อไปทับเส้นประสาทในสมอง ส่งผลให้เขาลืมเรื่องต่าง ๆ ในชีวิต หนึ่งในนั้นคือ ความรัก แล้วแฟนเขาก็โทรเข้ามาบอกว่า ต้องไปรับแฟน ซึ่งเป็นบรรณารักษ์ห้องสมุดทุกวัน แล้วผู้หญิงก็จะถามอยู่เรื่อยว่า ใครอ่ะ มาทำไม แล้วเขาก็ต้องแนะนำตัวเองแบบนี้ทุกวัน คือเหมือนในหนังมาก แต่นี่คือชีวิตของคนจริง ๆ อีกอย่างหนึ่งคือ สมัยนั้นเรื่องราวที่เป็น Based on True Stories ในบ้านเรายังไม่ค่อยมี พอเรื่องนี้ออกไปเลยถูกพูดถึงเยอะมาก” พี่ฉอดย้อนความให้ฟัง

เรื่องราวส่วนใหญ่ใน Club Friday The Series นั้นมาจากการหยิบเอาแก่นของเรื่องราวต่าง ๆ 3 – 4 เรื่องมาผสมรวมกัน จากนั้นจึงแต่งเติมรายละเอียดต่าง ๆ ลงไปให้ละครมีสีสันขึ้น ทั้งนี้ ก่อนจะเลือกเรื่องใดมาทำนั้น ทีมงานจะขออนุญาตทุกครั้ง และหลาย ๆ ครั้งอาจปรับชื่อหรืออาชีพของตัวละคร เพื่อความปลอดภัยของเจ้าของเรื่อง

อย่างเรื่องหนึ่งที่พี่ฉอดยกขึ้นมาเล่าให้ฟังคือ เรื่องราวของคุณแอร์ ซึ่งเล่าถึงคุณแม่ที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับสามีของเธอ โดยต่อมาเรื่องนี้ได้ถูกนำมาสร้างใน Club Friday The Series 4 หรือ รักแท้จะแพ้ความต้องการ

“ตอนนั้นที่น้องโทรมาเล่าก็มีการตั้งประเด็นกันเยอะเหมือนกันว่า จริงเหรอ แต่ตอนหลังไม่มีใครสงสัยแล้ว เพราะมีเรื่องมหัศจรรย์พันลึกกว่าเรื่องนี้อีกเยอะ ซึ่งตอนที่เรานำมาทำเป็นซีรีส์ เป็นละคร เราก็ต้องทำให้รู้สึกตื่นเต้นมากขึ้น ซึ่งบางครั้งเราก็เดาเก่งเหมือนกัน เพราะตอนนั้นน้องเล่าแค่ว่าเปิดไปเจอในห้องแล้วมีปัญหากับคุณแม่ จากนั้นก็ออกจากบ้านคืนนั้นเลย ซึ่งพอเราทำเป็นซีรีส์ เราใส่ฉากอย่างแม่ตบลูกเข้าไป แต่ตอนหลังคุณแม่เขาโทรมาที่ Greenwave เพราะอยากขอโทษลูก เขาบอกว่าวันนั้นทำเยอะกว่านั้นอีก คุณแม่ตบลูกจนตกบันไดลงไปเลย”​

Club Friday The Series ถือเป็นละครที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง มีการสร้างต่อเนื่องมาแล้ว แถมยังมีการขยายต่อไปสร้างเป็น Club Friday Celeb’s Storys ซึ่งนำเสนอเค้าโครงความรักที่เกิดขึ้นจริงของคนในวงการบันเทิง โดยหากนับถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 มีการสร้างซีรีส์ชุดนี้มาแล้วถึง 13 ซีซั่น

“สิ่งสำคัญของการทำ Club Friday The Series คือในที่สุดแล้วเขาจะได้อะไรจากเรื่องนี้ สำหรับพี่ ความแซ่บเป็นแค่หน้าหนัง เหมือนบางทีดูคลิปโปรโมตแล้วรู้สึกแรงจัง แต่พอดูข้างในก็แรงสุดแค่นั้น เพราะสิ่งที่เราทำมันคือเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งชีวิตของคนเราก็ไม่จำเป็นต้องแซบตลอด” พี่ฉอดอธิบาย

“เวลาเลือกเรื่อง เราประชุมกันเยอะมาก คนนั้นเสนอเรื่องนี้ คนนี้เสนอเรื่องนั้น จากนั้นเราก็มาคุยกันว่า ทำไมถึงอยากทำ ซึ่งถ้าเป็นเรื่องที่น่าสนใจเราก็ทำหมด เพียงแต่อาจตกแต่งให้อยู่ในกรอบหน่อย เช่นล่าสุด เราเล่นเรื่องเทศกาล เพราะเห็นว่าหลายคนมักอกหักช่วงเทศกาล วาเลนไทน์บ้าง ปีใหม่บ้าง วันเกิดบ้าง เราจึงหยิบประเด็นนี้ขึ้นมานำเสนอเป็นความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในช่วงวันเทศกาล” พี่อ้อยช่วยเสริม

จากผลงานอันหลากหลายนี่เองได้ตอกย้ำภาพลักษณ์ของ Club Friday ในฐานะพื้นที่สื่อกลางเรื่องความรัก และความสัมพันธ์ที่ทุกคนนำมาใช้เป็นบทเรียนชีวิตได้ไม่รู้จบ

สนทนากับ ‘พี่อ้อย-พี่ฉอด’ แห่ง Club Friday ถึงเรื่องราวรักที่ไม่มีวันจบ เพราะเราต่างเป็นพระเอกนางเอกในเรื่องของตัวเอง

04
เพราะความสัมพันธ์ของคนเรามันช่างซับซ้อน

ถึงจะออกอากาศมายาวนาน แต่ชุมชน Club Friday กลับยิ่งขยายใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆ

เชื่อหรือไม่ว่า แฟนคลับของ พี่อ้อย พี่ฉอด ไม่ได้มีแค่คนรุ่นใหญ่ แม้แต่นักเรียนมัธยมหลายคนก็ยังติดตาม

“ตอนไปโรงเรียน เหมือนเราดังมากเลยนะ” พี่ฉอดบอก

“แต่เขาแยกไม่ออกหรอกว่าคนไหนคือพี่อ้อย คนไหนคือพี่ฉอด เขาก็เรียกรวม ๆ ไปเลย” พี่อ้อยว่าตาม

“ยกมือถามกันใหญ่ หมดเวลาแล้วยังมาเกาะเวที ร้องไห้กันน้ำตาไหลไม่หยุดอยู่เลย” พี่ฉอดพูดต่อ

อย่างที่บอกเสมอว่า ความรักเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตมนุษย์ ทุกคนมีโอกาสเผชิญกับปัญหาได้ อย่างหลายคนไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่า วันหนึ่งจะต้องมาคุยกับ พี่อ้อย พี่ฉอด แต่พอเจอปัญหาจริง ๆ คนแรก ๆ ที่นึกถึงก็คือ ดีเจสองคนนี้นั่นเอง

“คนอยากคุยกับเราเยอะมาก ไปไหนมาไหนก็มีแต่คนอยากเล่าชีวิตให้ฟัง อย่างเช่นพี่ขึ้นเครื่องบินไปอเมริกา ปรากฏว่าไม่ได้นอนทั้งคืน แอร์โฮสเตสมานั่งเกาะเก้าอี้แล้วร้องไห้ หรือไปกินข้าวที่เชียงใหม่ จู่ ๆ ก็มีชายหนุ่มยกเก้าอี้มานั่งด้วย แล้วเล่าเรื่องความรักของตัวเอง พอคุยสะใจแล้วก็ยกเก้าอี้กลับ นั่งกินข้าวของเขาต่อ” พี่ฉอดยกตัวอย่าง

กระทั่งเมื่อพี่ฉอดมาเปิดบริษัท CHANGE2561 จึงนำแนวคิดดังกล่าวมาขยายต่อเป็นรายการออนไลน์ ชื่อว่า พี่อ้อยพี่ฉอด ตัวต่อตัว ก่อนที่ต่อมาจะย้ายมาออกอากาศที่สถานีโทรทัศน์ AMARIN TV HD โดยจุดเด่นของรายการนี้คือ ทุกคนที่มาเล่าจะนั่งหันหลัง

“คลับวิทยุอาจจะเป็นอีกฟังก์ชันหนึ่ง ต่างคนต่างไกลมองไม่เห็นกัน แต่ตัวต่อตัวเป็นอีกแบบหนึ่ง คือเราสามารถให้กำลังใจด้วยการมองหน้ากัน ถ้าไม่ติดเรื่องโควิด นี่คือเรากอดกันทุกคนเลยนะ ถือเป็นการให้กำลังใจ ส่วนการนั่งหันหลัง เพราะมันให้ความรู้สึกที่ปลอดภัย ทั้งที่ความจริงแล้ว ถ้าเป็นคนสนิทต่อให้นั่งหันหลังก็จำได้ แต่บางคนที่มาเล่าเขาอยากสบายใจ ไม่ต้องเห็นหน้า ไม่ต้องเอ่ยว่าเป็นใคร แต่ขอคุย” พี่อ้อยเล่าคอนเซ็ปต์รายการ

สำหรับทั้งคู่แล้ว ทุกวันนี้แม้ปัญหาความรักจะเหมือนเดิม แต่รูปแบบของความสัมพันธ์กลับซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลมาจากสภาพสังคมและเทคโนโลยีที่ผันแปรไป

“ความรักมันเคลื่อนตัวไปตามสังคม อย่างเมื่อก่อนกว่าจะพูดได้ว่า เป็นชายรักชายนั้นอึกอักอยู่ตั้งนาน แต่วันนี้เราคุยได้อย่างสบายใจ แล้วพี่ก็ไม่เคยสนใจด้วยว่า น้องเป็นเพศอะไร ทุกเพศมีสิทธิที่จะมีความรัก เจ็บได้ ร้องไห้เป็นทุกคน หรือเมื่อก่อนเราอาจเขินอายกับการแย่งแฟนคนอื่น แต่วันนี้อาจเป็นเรื่องธรรมดา ‘เขามีแฟน หนูก็มีแฟน แล้วเราก็มารักกัน เราไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายใครสักหน่อย’ หรือล่าสุด เราพบว่าคนเล่นแอปฯ หาคู่เยอะมาก ๆ  รักกันโดยไม่เจอหน้ากัน มีเต็มไปหมดเลย แล้วเขาก็เชื่อด้วยนะว่ามีแฟนได้ โดยไม่ต้องเจอหน้ากัน” พี่ฉอดอธิบาย

“อย่างวาเลนไทน์ปีหนึ่ง เรารู้สึกว่ามีคนอกหักเต็มไปหมดเลย เราก็อยากได้สายคนที่มีความสุขบ้าง ก็มีน้องคนหนึ่งโทรเข้ามา น้ำเสียงสดใส บอกว่ามีแฟนมา 2 ปีแล้ว แล้วรักของเราบริสุทธิ์มาก ไม่เคยผูกมัดกันเลย เราก็เลยถามว่ายังไงนะคะ อ๋อ…ยังไม่เคยพบกันเลย คุยกันผ่านโซเชียล คือมองมุมหนึ่ง แอปฯ หาคู่ทำให้คนที่อยู่กันไกล ๆ ได้มีโอกาสมาเจอกัน โลกเหวี่ยงเข้ามาง่ายขึ้นก็จริง แต่ขณะเดียวกัน วิจารณญาณเราก็ต้องแข็งแรงขึ้นเหมือนกันด้วย เพราะสำหรับบางคนคุณอาจจะกำลังหาคู่ชีวิตอยู่ แต่ขณะที่อีกฝ่ายอาจคิดแค่ว่าอยากหาคู่นอนก็ได้” พี่อ้อยช่วยเสริมต่อ

เพื่อตามโลกให้ทัน พี่อ้อย พี่ฉอด จึงต้องพยายามอัปเดตความรู้หรือสถานการณ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ โชคดีมากที่ทุกวันนี้มีผู้คนจำนวนมากส่งข้อความมาปรึกษาผ่านเพจพี่อ้อยพี่ฉอด ตัวต่อตัว ไม่ขาดสาย ซึ่งช่วยเปิดโลกกว้างให้ทั้งคู่อย่างมหาศาล และมีส่วนสำคัญทำให้ พี่อ้อย พี่ฉอด ไม่เคยอิ่มตัวจากการทำรายการ และยังรู้สึกท้าทายกับภารกิจนี้ไม่เปลี่ยนแปลง

หากจะว่าไปแล้ว 16 ปีของ Club Friday ถือเป็นเวลาที่ยาวนานมาก สำหรับ พี่อ้อย พี่ฉอด แล้ว พวกเธอไม่เคยวางอนาคตให้รายการนี้ สิ่งเดียวที่คิดเสมอคือ อยากขอบคุณทุกบทเรียน ทุกความไว้วางใจที่มีให้กันเสมอมา และภูมิใจทุกครั้งที่ได้ยินว่า คำพูดสั้น ๆ ที่พวกเธอมอบให้นั้นช่วยพลิกชีวิตของใครหลายคน บางคนเกือบฆ่าตัวตาย บางคนอับจนกับปัญหาไม่รู้จะเดินหน้าอย่างไร แต่เพราะ Club Friday ทำให้พวกเขามีพลังและพร้อมลุกขึ้นมาต่อสู้อีกครั้ง 

และนี่คือความสุขที่แท้จริงในฐานะนักจัดรายการธรรมดา ๆ 2 คนที่ตั้งใจส่งต่อสิ่งดี ๆ ไปยังผู้ฟังทุกคนตลอดไป

สนทนากับ ‘พี่อ้อย-พี่ฉอด’ แห่ง Club Friday ถึงเรื่องราวรักที่ไม่มีวันจบ เพราะเราต่างเป็นพระเอกนางเอกในเรื่องของตัวเอง

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load