ถ้าโลกคู่ขนานมีจริง..

บอล อาจกำลังเป็นวิศวกรอยู่บริษัทใดสักแห่ง หรือข้องเกี่ยวกับวงการภาพยนตร์ที่เขารัก

ยอด อาจเป็นพนักงานโรงงานเบียร์หรือเครื่องดื่มชูกำลัง ตามสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารที่ร่ำเรียนมา

แต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ชีวิตของทั้งคู่โคจรมาพบกันที่ชมรมแห่งหนึ่งในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และรู้จักการทำหนัง ซึ่งเปลี่ยนเส้นทางเดินของพวกเขาตลอดกาล 

ไม่มีใครคิดว่ามนตร์เสน่ห์ภาพยนตร์จะพาบอลและยอดออกไปท่องโลกกว้าง จนเกิดเป็น ‘หนังพาไป’ สารคดีการเดินทางที่มีแฟนคลับเหนียวแน่นที่สุดรายการหนึ่งในเมืองไทย 

ในสมัยที่รายการท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีพิธีกรหล่อสวย ชื่อเสียงโด่งดัง ถ่ายทำอลังการ สองหนุ่มโนเนมฉีกทุกตำรา ทั้งพกกล้องวิดีโอไปถ่ายเอง แต่ละทริปกินใช้อย่างประหยัด แบกเป้ระหกระเหิน แต่ด้วยความสนุกสนานเหมือนได้เที่ยวกับเพื่อน แถมเขายังกล้าตั้งคำถามต่อสิ่งต่างๆ ส่งผลให้ หนังพาไป ขึ้นทำเนียบรายการยอดฮิตของสถานี Thai PBS ถึงขั้นเคยจัดงานแฟนมีตติ้งมาแล้ว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ขอชวนไปคุยกับ บอล-ทายาท เดชเสถียร และ ยอด-พิศาล แสงจันทร์ ถึงการเดินทางยาวนาน 10 ปีจากวันแรกที่ออกอากาศ ความฝันและการเติบโตของทั้งคู่ ตลอดจนความคืบหน้าของซีซั่นที่ 5 ซึ่งเตรียมพบผู้ชมในช่วงต้นปีหน้า อีกไม่นานเกินรอแน่นอน!

01

เงิน 200 บาทกับเทศกาลหนังต่างประเทศ 

ใครที่ติดตาม หนังพาไป ซีซั่นแรกๆ คงจำภาพแอนิเมชันไตเติ้ลรายการที่มีคณะกรรมการจอมโหดรุมสับความฝันทั้งคู่จนไม่มีชิ้นดี เหตุการณ์นี้มาจากเรื่องจริง

ย้อนเวลากลับไป พ.ศ. 2544 สมัยที่บอลเรียนอยู่ปีที่ 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมวัสดุ เขาสมัครเข้าชมรมค่ายสร้างสรรค์เยาวชน นอกจากการออกค่ายแล้ว ชมรมนี้ยังมีระบบให้นิสิตทดลองทำสิ่งที่สนใจ ตั้งแต่ทำบัญชี สันทนาการ และอีกสารพัด เพื่อค้นหาว่าอะไรที่ชอบ ไม่ชอบ เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งจะช่วยในการเลือกอาชีพต่อไป 

แม้เลือกเรียนวิศวะฯ เพื่อความมั่นคง แต่บอลมีความฝันอยากทำหนังมาตั้งแต่มัธยมแล้ว เวลาดูหนังจบเขาชอบไปยืนจับจอ ฝันว่าจะมีหนังของตัวเองฉายบนจอใหญ่ๆ บ้าง วันหนึ่งบอลจึงชวนสมาชิกคนอื่นๆ มาช่วยกันผลิตภาพยนตร์สั้นแบบลองผิดลองถูก

หนังเรื่องนั้นชื่อ เหรียญบาท มาจากเรื่องสั้นของรุ่นพี่ เล่าถึงเด็กสองคนซึ่งเป็นเพื่อนกัน แต่มิตรภาพกลับสั่นคลอนเมื่อทั้งคู่พบเงินหนึ่งบาทตกอยู่บนพื้น กระบวนการเริ่มตั้งแต่คัดเลือกนักแสดง ถ่ายทำ ตัดต่อ โดยระหว่างนั้นเพื่อนร่วมชมรมหลายคนแวะเวียนมาช่วยในขั้นตอนที่ตัวเองสนใจ

แต่มีเพียงคนเดียวที่อยู่ช่วยตั้งแต่ต้นจนจบ และค้นพบว่าเขาเองก็หลงใหลภาพยนตร์เช่นกัน นั่นคือ ยอด รุ่นพี่ปี 3 จากคณะอุตสาหกรรมการเกษตร

“สงสาร ไม่มีใครช่วย ตอนถ่ายมันสนุก ทุกคนมาช่วยกันหมด แต่คนที่จะอยู่ช่วยตลอด ต้องเข้าใจงานแล้วก็ชอบจริงๆ เราชอบงานนี้ตรงที่มันเอาตัวหนังสือมาสร้างเป็นภาพให้เราเห็นได้” ยอดเล่าย้อนถึงช่วงเวลานั้น 

“เราเห็นความมหัศจรรย์ของการทำหนัง ภาพที่เราเห็นเป็นภาพเดียวกันกับที่ทุกคนได้เห็น ได้ยินเสียงแบบที่เราจินตนาการไว้ มันออกมามีตัวตนขึ้นมาบนจอ มีชีวิต รู้สึกดีกับวินาทีนั้น” บอลเล่าบ้าง

ความจริงแล้วหนังเกือบไม่เสร็จ เพราะบอลมีเงินไม่พอค่าเช่าห้องตัดต่อ เขาแทบร้องไห้ แต่โชคดีมีพี่คนรู้จักที่ทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยช่วยตัดต่อให้ กระทั่งหนังสั้นเรื่อง เหรียญบาท สำเร็จและได้รับเลือกให้ฉาย ณ มูลนิธิหนังไทย ช่วยปลุกจิตวิญญาณการทำหนังของบอลให้ลุกโชนขึ้นมา 

“นั่นเป็นการลองทำฝันครั้งแรก สำหรับเรามันยิ่งใหญ่มาก เพราะว่าสมัยนั้นเกษตรฯ ไม่มีคณะด้านนี้ ไม่มีเพื่อนที่รู้ด้านนี้เลย เป็นก้าวแรกๆ ที่กลายมาเป็น หนังพาไป” บอลกล่าว

หลังจากนั้นบอลและยอดก็สนุกกับการทำหนังสั้นส่งประกวดตามเวทีต่างๆ คว้ารางวัลได้บ้างไม่ได้บ้าง จนมาถึงเวทีการประกวดหนังผีงานหนึ่ง ทั้งคู่ส่งหนังเรื่อง กลางวันแสกๆ (Day-light Ghost) ที่ลงเงินกันคนละ 100 บาทและใช้เวลาถ่ายทำเพียงวันเดียว ปรากฏว่าหนังผีกะเทยของพวกเขาชนะใจผู้ชมจนคว้ารางวัล Popular Vote

แต่แทนที่จะกลับบ้านอย่างมีความสุข เรื่องราวกลับพลิกไปอีกด้าน เมื่อกรรมการท่านหนึ่งพูดว่า มีหนังเรื่องหนึ่งที่มีศักยภาพพอจะไปประกวดเมืองนอกได้ สองหนุ่มหูผึ่งแอบหวังให้เป็นผลงานของพวกเขา เพราะสมัยนั้นหนังใครไปเมืองนอก เมื่อกลับมาก็มักได้รับโอกาสให้ทำงานเป็นผู้กำกับจริงๆ

“ถ้าเราไม่ถามคงสงสัยไปจนตาย พอเลิกงานก็เลยตัดสินใจเดินเข้าไปถาม หนังที่พูดถึง หนังผมหรือเปล่าครับ เขาก็มองด้วยสายตาเหยียดหยามมาก อ๋อ ไม่ใช่หนังน้อง ตอนนั้นรู้สึกเหมือนเราขึ้นไปยืนบนภูเขา แล้วถูกถีบตกหน้าผาลงมาจุดต่ำที่สุด” บอลเล่าเหตุการณ์ที่ไม่มีวันลืม

บอลกลับบ้านด้วยความรู้สึกแพ้พ่าย รางวัลที่ได้มาแทบไม่มีความหมาย จากความผิดหวังแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ เขาจึงเข้า Google พิมพ์คำว่า Film Festival จนพบความจริงว่า ทุกคนสามารถส่งหนังไปเทศกาลเอง เพียงแค่ไรต์หนังลงดีวีดี ทำเอกสารและทำซับไตเติ้ลเป็นภาษาอังกฤษ แล้วส่งไปรษณีย์ จากนั้นทั้งคู่จึงส่งหนังสั้นเรื่อง กลางวันแสกๆ ไปยังเทศกาล 10 แห่งทั่วโลก พอได้ส่งแล้วก็สบายใจ ไม่คาดหวัง เพราะรู้อยู่แล้วว่าคุณภาพงานไม่ได้ดีถึงขั้นนั้น 

เรื่องราวเงียบหายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ระหว่างนั้นบอลเรียนจบและทำงานลำดับภาพอยู่ที่บริษัทผลิตสารคดีแห่งหนึ่ง ส่วนยอดตระเวนรับถ่ายวิดีโอ ตัดต่อ ถ่ายภาพเบื้องหลังกองถ่าย ปรากฏวันหนึ่งมีอีเมล 2 ฉบับ เด้งขึ้นมาแจ้งว่า หนังของพวกเขาได้รับคัดเลือกให้ไปฉายที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ Magma – mostra di cinema breve ประเทศอิตาลี กับ Lausanne Underground Film & Music Festival ประเทศสวิตเซอร์แลนด์!

“มันเกินฝันเรา ตอนนั้นพิสูจน์ว่า ทำไมจะต้องให้คนคนหนึ่งมาตัดสินว่างานเราดีหรือไม่ดี ในเมื่อคนมีเป็นพันล้านคนทั่วโลก มันต้องมีคนที่ชอบเหมือนกับเราอยู่สักที่แน่ๆ” บอลกล่าว

แม้ทางเทศกาลไม่ได้ส่งตั๋วเครื่องบินมาให้เพราะว่าหนังยาวเพียง 10 นาที แต่ไม่อาจหยุดยั้งความตั้งใจของทั้งคู่ บอลและยอดลองขอทุนจากมหาวิทยาลัย ปรากฏว่าอธิการบดีอนุมัติ จึงได้ไปเมืองนอกตามที่ฝันไว้ 

การเดินทาง 10 ปีของบอล ยอด และหนังพาไปที่แม่บอลเคยถามว่าใครจะดู สู่ซีซั่นใหม่ในปี 64

02

มหากาพย์ก่อนจะเป็น หนังพาไป

การเดินทางข้ามทวีปครั้งแรกในชีวิต เปิดประสบการณ์ของบอลและยอดอย่างมาก

พวกเขาตื่นเต้นกับทุกสิ่งตรงหน้า ทั้งห้องน้ำสาธารณะที่สะอาด รถไฟที่ตรงเวลา รถเมล์ที่ไม่มีพนักงานเก็บค่าโดยสาร สองหนุ่มสงสัยกระทั่งว่า คนยุโรปตากผ้ากันอย่างไร ในเมื่ออากาศหนาวและหิมะตก

“โลกยุคยี่สิบปีก่อน ค่าตั๋วเครื่องบินแพง คนมีโอกาสไปเมืองนอกน้อยมาก ขึ้นเครื่องบินที เขาจะใส่สูทผูกไทด์ ญาติพี่น้องมาส่ง เอาพวงมาลัยมาคล้อง เวลาไปจริงๆ เราจึงตื่นเต้นกับทุกสิ่ง มีแบบนี้ด้วยเหรอ เมืองไทยไม่มี เหมือนเรามองด้วยสายตาของคนที่ไม่เคยไปเมืองนอกมาก่อน” ยอดอธิบาย 

ทั้งสองไม่ได้มาจากครอบครัวที่ร่ำรวย ยอดเป็นคนนครสวรรค์ แม่เป็นครู พ่อเป็นอัยการ แต่ที่บ้านมีหนี้ที่ต้องช่วยกันใช้ แม่เก็บออมเงินให้ยอดเดือนละ 100 บาท ตั้งแต่เขาเกิด ซึ่งตอนหลังยอดขอถอนออกมาจนหมดเป็นทุนเพื่อไปเทศกาลหนัง 

ส่วนบอลเป็นลูกคนเดียวของครอบครัวลูกจ้างประจำกรมชลประทาน หลายครั้งที่เงินไม่พอใช้ จึงต้องไปขอเงินแม่ แต่เมื่อท่านเกษียณแล้วเขาก็ไม่อยากไปรบกวนอีก 

“ด้วยความที่เราไม่มีตังค์เนี่ย จึงต้องไปแบบประหยัดที่สุด ที่พักก็ต้องถูกที่สุด บางทีซื้อข้าวไม่ได้ ต้องซื้อแค่ขนมปังจากในตลาดมานั่งกินอยู่ในมุมอับๆ ให้พออิ่ม เพราะเราอยากเที่ยว ตอนนั้นเราเด็ก ทนได้อยู่แล้ว นอนบนรถไฟชั้น สาม ถูกที่สุด แล้วพบว่าสิ่งที่เจอสนุกจัง มันมีความขัดแย้งตลอดเวลาเลย เพราะเราไปแบบไม่ง่าย ทุกอย่างมีปัญหาหมด โจทย์คือต้องถูกที่สุด ประหยัดที่สุด แค่นี้มันคือพล็อตหนัง มันคือสารคดีการเดินทางได้เลย” บอลอธิบาย 

การไปเทศกาลหนังที่อิตาลีกับสวิตฯ ทำให้ทั้งคู่เกิดไอเดียอยากทำหนังสารคดีเรื่องยาว เล่าประสบการณ์ในต่างแดนของมนุษย์จากประเทศโลกที่ 3 ตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ โดยคิดว่าฝรั่งน่าจะชอบ พวกเขาหวังจะส่งหนังเรื่องนี้ไปเทศกาลอื่นๆ และได้รับเชิญไปต่างประเทศต่อไปเรื่อยๆ 

ทริปต่อมาที่เยอรมนีกับฝรั่งเศส จึงพกม้วนเทปไปเก็บภาพตลอดการเดินทาง รวมถึงทำสารคดีเพิ่มคือ มอแกนป่ะ? หนังสองเรื่องนี่เองที่พาทั้งคู่เดินทางท่องไปอีกหลายประเทศ ทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น ไซปรัส และตุรกี

ผลจากความอยากกลายเป็นฟุตเตจจำนวนมหาศาล บอกเล่าตั้งแต่ตื่นจนถึงเข้านอน ไม่แปลกเลยว่าทำไมเขาจึงไม่สามารถตัดต่อออกเป็นหนังสารคดีความยาว 120 นาทีได้ตามที่ตั้งใจ

ระหว่างที่คิดกันว่าควรทำอย่างไรดี เป็นจังหวะเดียวกับที่ Thai PBS หรือชื่อเดิมว่า ‘ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ’ กำลังเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายเล็กๆ ยื่นโครงการผลิตรายการสร้างสรรค์ ทั้งคู่จึงทดลองตัดต่อเทปเดโม่ส่งเข้าไป 

“ทำไมมันตรงล็อกขนาดนี้ ตรงไปหมดเลย หนังยาวของเราที่จะยาวมากๆ แบบพระนเรศวร เราก็เอามาย่อยเป็นรายการได้นี่นา เลยลองทำส่งดู” ยอดเล่าแล้วหัวเราะ

กลาง พ.ศ. 2552 มีเจ้าหน้าที่จากสถานีติดต่อแจ้งผลเข้ามาว่ารายการได้ผ่านการคัดเลือกแล้ว แต่ต้องรออนุมัติในผังใหญ่ และเซ็นสัญญาอีกที

ทั้งคู่เริ่มมีหวัง ความฝันเขยิบใกล้ความจริง แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไปก็ยังไม่มีการติดต่อใดๆ กลับมา 

“ขั้นตอนนี้ใช้เวลานานมาก เราไม่มีโอกาสรู้คำตอบเลยว่า เขาจะเอาหรือไม่ ทุกวันตื่นขึ้นมามองไปที่โทรศัพท์ว่ามีใครโทรมาไหม ผ่านไปหนึ่งเดือน สองเดือนก็ยังเงียบ ระหว่างที่รอ เราก็ตัดต่อรายการไปเรื่อยๆ ไปทำงานอื่นก็ไม่ได้ กลัวว่าเกิดทางสถานีตอบรับ เราจะทำเทปออกอากาศไม่ทัน จะถอยหลังกลับก็ไม่ได้ มันมองไม่เห็นแสงสว่างเลย ระหว่างนั้นก็ให้กำลังใจกันไปเรื่อยๆ” บอลเล่าถึงช่วงสุญญากาศครั้งใหญ่

“ท้อ คิดว่าทำไมมันยังไม่มีอะไรดีๆ เกิดขึ้นกับชีวิตเสียที เงินใช้จ่ายบางเดือนมีแค่สามพันบาท ไปเดินห้างได้แต่คิดว่า รอให้มีเงินจะกลับมาซื้อ ดูหนังสักเรื่องก็กระทบแล้ว ต้องประหยัดเพราะถ้าเงินหมดก็ไม่รู้จะไปขอยืมใคร เราต้องสำรองเงินให้มากที่สุด เผื่อว่าวันหนึ่งเกิดได้ทำรายการ จะได้มีเงินไปถ่ายทำต่อ” ยอดเล่าบ้าง 

หลังตัดๆ แก้ๆ รอคอยอยู่นับปี ในที่สุดสถานีก็แจ้งข่าวดีว่าให้เริ่มทำได้เลย และนั่นคือจุดเริ่มต้นของสารคดีการเดินทางที่มีคนรักมากที่สุดรายการหนึ่ง 

การเดินทาง 10 ปีของบอล ยอด และหนังพาไปที่แม่บอลเคยถามว่าใครจะดู สู่ซีซั่นใหม่ในปี 64

03

รายการเดินทางที่ฉีกทุกตำรา

เทปแรกของ หนังพาไป ออกอากาศคืนวันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เวลา 3 ทุ่มครึ่ง เปิดฉากตอนที่บอลและยอดเดินทางมาถึงสถานีรถไฟมิวนิก ประเทศเยอรมนี 

ไม่มีภาพสถานที่เที่ยวหรูหราสวยงาม เพราะชายหนุ่มทั้งสองพาไปดูห้องน้ำที่สะอาดสะอ้าน ในรถไฟสัญชาติดอยช์ที่ตรงเวลาเป๊ะแบบไม่ขาดไม่เกินสักนาที

“เทปแรกที่ทำเรื่องรถไฟตรงเวลา เพราะรู้สึกแปลกใจมาก ว่ารถไฟมันตรงเวลาได้ด้วยเหรอบนโลกใบนี้ รายการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่เอาเรื่องพวกนี้มาพูด เพราะอาจเห็นว่ามันธรรมดามาก แต่เรามองโลกอีกแบบหนึ่ง ตั้งคำถามว่าทำไมประเทศไทยทำไม่ได้” ยอดกล่าว

นอกจากความเที่ยงตรงของรถไฟ ทั้งคู่ยังพาผู้ชมไปดูแง่มุมที่น่าสนใจของแดนเยอรมนี อย่างการให้ความสำคัญกับรถสาธารณะมากกว่ารถส่วนตัว ค่าเล่าเรียนมหาวิทยาลัยราคาไม่แพง หรือห้องสมุดที่บริการฟรีสำหรับคนทั่วไป ซึ่งมุมมองเหล่านี้ ทั้งสองได้รับการปลูกฝังมาจากชมรมค่ายสร้างสรรค์เยาวชนที่สอนให้ตั้งคำถามกับทุกๆ อย่าง เพื่อหาทางเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น

“ส่วนหนึ่งที่กล้าเล่า กล้าตั้งคำถาม หรือวิจารณ์องค์กรของรัฐ เพราะเราคิดว่าไม่ได้เป็นรายการประจำ แค่ได้ออกทีวีก็เกินจินตนาการแล้ว ดังนั้น ถ้ามีโอกาสพูด แล้วมีคนฟังเป็นหมื่นเป็นแสนคน เราต้องพูด ต้องถามให้เขาได้ยิน เราเป็นแค่ดาวตก มีโอกาสฉายแค่วาบเดียว ต้องวาบให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่สุด” บอลอธิบาย 

หลังออกอากาศไปไม่กี่เทป หนังพาไป เริ่มถูกพูดถึงในวงกว้าง เพราะนอกจากความสนุกของตัวรายการ มุมมองความคิดที่แปลกใหม่ หลายคนยังวิจารณ์บุคลิกหน้าตา สำเนียงเหน่อๆ ของพิธีกร ตลอดจนวิธีการพาเที่ยวที่ไม่เหมือนใคร ถึงขั้นขึ้นกระทู้แนะนำของเว็บไซต์ Pantip แทบทุกสัปดาห์

เทปหนึ่งที่ถกเถียงยาวเหยียด คือตอนที่พวกเขาไปพระราชวังแวร์ซายในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส สถานที่ไฮไลต์ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่อยากเข้าไปสัมผัสสักครั้ง แต่บอลกับยอดกลับเลือกเดินเล่นที่สวนด้านหลังพระราชวังแทน เพราะค่าเข้าสูงถึง 15 ยูโร หรือ 750 บาท

“ถ้าเกิดเราไม่ได้ถ่ายรายการแล้วเจอค่าเข้าแบบนั้น เราก็ไม่เข้า มันคือการตัดสินใจที่เป็นตัวเราจริงๆ รายการอื่นจะไม่เล่าแบบนี้ คุณต้องเข้าไปให้คนได้ดู แต่เราไม่อยากนั่งเก็บแลนด์มาร์กหรือกินของที่ดีที่สุด เพราะ หนึ่ง เราไม่ได้มีตังค์จะเก็บทุกอย่าง สอง เราคิดว่าถ้าเป็นคนแวร์ซายมีบ้านอยู่หน้าวัง ตอนเย็นคงออกมาวิ่งออกกำลังกายที่สวน ฉะนั้น ไปดูคนใช้ชีวิตดีกว่า มีเรื่องให้ตื่นตามากไม่แพ้การเข้าไปในพระราชวัง เลยเลือกทำแบบนี้

“กระทู้ที่ดังๆ คือเราโดนด่าทั้งสิ้น เวลาเจอแรกๆ ผิดหวังนะ แต่พอผ่านมา ทำให้ชัดเจนกับตัวเองมากขึ้น ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็ต้องเปลี่ยนพิธีกรแล้วล่ะ แต่แบบนั้นคงไม่ใช่ หนังพาไป คือมันคัดกรองคนดูว่า เราจะสนิทกันได้แค่ไหน ใครที่ไม่ใช่ทางก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าคุยถูกคอ ชอบแบบนี้ก็เดินทางไปด้วยกัน” บอลกล่าว

แต่บางครั้งคำวิจารณ์จากผู้ชมก็ทำให้ทั้งคู่เรียนรู้ ระมัดระวัง และพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้น อย่างตอนหนึ่งที่พวกเขานั่งรถไฟเกินสถานีที่ซื้อตั๋วไว้ มีครูอนุบาลเขียนอีเมลมาบอกว่า เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับเด็กๆ หรือตอนที่เผลอพูดแซวรูปร่างคนอื่น เมื่อกลับมาทบทวนทั้งสองจึงเลิกใช้คำแบบนั้นอีก

หลังผ่านสองซีซั่นแรก หนังพาไป ไม่ได้เดินทางไปตามเทศกาลภาพยนตร์อีกแล้ว เพราะพวกเขาไม่มีเวลาทำหนังสั้นส่งประกวด จึงหันไปเลือกจุดหมายที่ตนเองสนใจ โดยรอจังหวะจองตั๋วเครื่องบินราคาโปรโมชัน พาผู้ชมร่วมเดินทางไปกับพวกเขายาวนานขึ้น สู่หลายประเทศ เช่น พม่า จีน อินเดีย สหราชอาณาจักร ศรีลังกา แม้จะไม่ได้เกิดจากหนังพาไป แต่ทั้งคู่ก็พยายามนำภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับประเทศนั้นๆ มาเชื่อมโยงในเรื่อง

หลายๆ ครั้ง รายการเปิดเผยให้เห็นความไม่สมบูรณ์แบบของการเดินทาง ทั้งผิดแผน หลงทาง โดนหลอก กล้องหาย หรือทั้งคู่ทะเลาะกัน สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกคอยเอาใจช่วย และยังได้รับบทเรียนไปพร้อมกับสองหนุ่ม 

“มันเกิดเรื่องที่เราคาดเดาไม่ได้อยู่ตลอด ความจริงตอนนั้นโมโหนะ ทำไมไม่เป็นไปตามแผน แต่ทำอะไรไม่ได้ พอโมโหไปถึงจุดหนึ่ง ก็จะรู้ว่ายืดหยุ่นสิ บางทีมันพาเราไปเจออะไรที่ดีเหมือนกัน ถ้าเราไม่พลาดก็จะไม่เจอเรื่องนี้ ไม่จำเป็นต้องไปถึงจุดหมายปลายทางหรอก ระหว่างทางมีความพิเศษ แทบทุกทริปเป็นแบบนี้ แล้วก็ทำให้ประทับใจมากกว่าที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน 

“การทะเลาะกันระหว่างทริปมีประจำ แต่ต้องนึกถึงก่อนว่าเราต้องพึ่งพาอาศัยกัน เราไม่รอดไม่ได้ ต่อให้ทะเลาะกัน ด่ากันยังไง สุดท้ายพอได้พูดแล้วก็หาย มีไม่กี่สาเหตุหรอก หิว เหนื่อย ง่วง พอได้สงบสติอารมณ์แล้วก็จะค่อยๆ แก้กันไปทีละสเต็ป” ยอดกล่าว

บางครั้งก็เป็นเพื่อนร่วมทาง ที่สอนให้ทั้งคู่พบกับด้านมืดในใจตนเอง

ครั้งหนึ่งที่เมืองอมฤตสาร์ ประเทศอินเดีย ระหว่างที่พวกเขานั่งอยู่ที่ม้านั่งสถานีรถไฟ จู่ๆ มีหญิงอินเดียวัยคุณยายมานั่งเบียด หนำซ้ำยังชวนลูกสาววัยคราวแม่มานั่งด้วย จนที่นั่งแทบไม่พอกับคน 4 คน ความที่ทั้งคู่ถูกขโมยกล้องที่ซื้อมาใหม่ รวมถึงเจอหลายเหตุการณ์ที่รู้สึกไม่ไว้ใจคนอินเดีย จึงพยายามดันแม่ลูกคู่นั้นให้ออกจากม้านั่งด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่ขณะที่กำลังโมโหสุดขีด เมื่อหันไปมองกลับเห็นหญิงชรายิ้มให้อย่างเมตตา ตบไหล่ ยื่นน้ำและขนมให้กิน

“เราเหมือนกลายเป็นลูกโป่งแฟบ เมื่อกี้ทำอะไรลงไป ความเป็นมาร แม่กาลีในตัวเราออกมา ถ้าเราแบ่งก็นั่งกันได้นี่นา เป็นเหตุการณ์ที่ถ้าอยู่ในชีวิตปกติเราคงไม่ได้เจอ” บอลเล่า

“ที่มันไม่ได้แคบหรอก แต่ว่าใจเราแคบ เหมือนเวลาเดินทางไปใช้ชีวิตในที่ที่ไม่คุ้นเคย เราต้องใช้สัญชาตญาณดิบในการเอาตัวรอด ทำให้มองเห็นว่าแท้จริงเราเป็นอย่างนี้เอง เหมือนได้พิจารณาตัวเองมากขึ้น ทุกทริปเราได้เดินทางภายในไปด้วยหมด” ยอดช่วยสรุป

ระหว่างทางอันงดงามเหล่านี้เอง คือเสน่ห์ที่ หนังพาไป ไม่เหมือนรายการใดๆ

การเดินทาง 10 ปีของบอล ยอด และหนังพาไปที่แม่บอลเคยถามว่าใครจะดู สู่ซีซั่นใหม่ในปี 64

04

งานหนักที่รออยู่เบื้องหลัง

หลายคนอาจไม่รู้ว่า กว่าจะเป็นรายการสนุกสนาน สุข ซึ้ง เศร้า สู่สายตาผู้ชมดังที่เห็น บอลและยอดทำงานกันหนักมาก เรียกว่าทุ่มเทชีวิตเป็นปีๆ ให้กับ หนังพาไป แต่ละซีซั่น

เขามีกันเพียง 2 คน ไม่มีผู้ช่วย จึงต้องทำกันเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่วางแผนการเดินทาง จองตั๋วเครื่องบิน ประสานงาน ถ่ายทำ ดำเนินรายการ กระทั่งกลับมาตัดต่อ

ถ้าเดินทาง 1 เดือน หมายความว่าต้องเตรียมตัวมากกว่า 2 เดือน แหวกว่ายไปในกองข้อมูล กรองเอาสิ่งที่สนใจออกมาวางแผนเส้นทาง หาที่พักราคาประหยัดเพื่อให้คุ้มค่าที่สุด ไม่กลัวที่จะต้องนอนวัด หอพักนักศึกษา บ้านเพื่อน หรือแม้แต่โฮสเทลราคาถูก เพราะอยากเก็บเงินไว้ใช้จ่ายสิ่งที่จำเป็น

“เวลาจะไปแต่ละที่เราจะพยายามหาวิธีเข้าแบบไหนให้ประหยัด มันเป็นนิสัย เสิร์ช 10 Free Things หรือบางทีก็หา Weird Place ที่แปลกๆ ลึกลับ ซึ่งฝรั่งมันจะจัดไว้ให้หมด จริงๆ ก็ไม่ได้เชิงหาเพื่อให้เกิดประเด็น แต่เราตื่นเต้น ชอบเที่ยวแบบนี้ มันมีอะไรเซอร์ไพรส์เยอะดี” บอลเล่าวิธีเลือกเส้นทาง

ด้วยเหตุนี้ หลายครั้งจุดหมายของทั้งคู่จึงไม่เหมือนคนส่วนใหญ่ เช่น ไปเยี่ยมชมสลัมที่นครมุมไบ ไปดูหนังกับคนอินเดีย หรือตามรอยความรักของเจ้าน้อยศุขเกษมกับมะเมียะที่พม่า 

สมัยนี้การถ่ายวิดีโอเองแบบ Vlog คงไม่ใช่เรื่องใหม่แล้ว แต่เมื่อ 10 ปีก่อน หนังพาไป เป็นไม่กี่รายการที่ทำแบบนี้ สองคนผลัดกันถือกล้อง ใครมีมุมมองที่น่าสนใจก็รับบทผู้ดำเนินรายการ ณ ตอนนั้น 

หนังพาไป ไม่เคยมีสคริปต์ เพราะไม่รู้เลยว่าจะเจอกับเหตุการณ์อะไรข้างหน้า ยิ่งเดินทางพวกเขาก็พบว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องกดบันทึกวิดีโอไว้ตลอด ไม่อย่างนั้นตอนกลับมาตัดต่อแล้วเรื่องอาจกระโดด หรือพลาดปล่อยให้เรื่องราวดีๆ หลุดลอยไป

“บางทีรอยเชื่อมของสถานการณ์ก็จำเป็น เดี๋ยวเราจะไปเจอคนนี้ เขาเป็นใคร ก็ต้องถ่าย เทปแรกๆ เราไม่ได้ถ่ายไง พอตัดต่อ จู่ๆ โดดมาเลย แบบนี้เยอะมาก หรือพูดถึงนก อ้าว ไม่ได้ถ่ายไว้ ต้องตัดออก หรือสถานการณ์ที่ฉุกเฉินจริงๆ เช่น ตกรถ บางทีเราก็เหนื่อย ตกใจ ไม่ได้ถ่าย พอกลับมา เสียดาย ถ้าถ่ายก็ได้เรื่องล่ะ” บอลกล่าว

“ถ้าเราไม่กดอัด แล้วพลาดแอคชันนั้นไป ทุกอย่างมันหายไปเลย อยู่แค่ในความทรงจำ ฉะนั้น ต้องถ่ายตลอด ถ่ายให้ได้มากที่สุด” ยอดเล่าบ้าง

ช่วงซีซั่นแรกๆ ของที่หนักที่สุดในกระเป๋าจึงไม่ใช่เสื้อผ้า แต่คือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง และม้วนเทป Mini DV ที่พกไปถึง 30 – 40 ม้วนต่อทริป 

เมื่อกลับมาแล้ว ก็ถึงขั้นตอนหฤโหดที่สุด คือการตัดต่อ ซึ่งกินเวลาแรมปี ทั้งคู่ต้องนั่งย้อนดูฟุตเตจชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า เพื่อสรรหาว่ามีเรื่องราวอะไรที่นำมาเล่าได้บ้าง 

สองคนจะแบ่งหน้าที่กันชัดเจน ยอดรับหน้าที่จัดเรียงเรื่อง ขมวดประเด็น จากนั้นส่งต่อให้บอลเติมสีสัน สร้างอารมณ์และบรรยากาศ เสร็จแล้วจะมานั่งดูด้วยกันอีกรอบ ปรับอีกครั้งให้เรื่องสมบูรณ์ที่สุด

“ดูฟุตเทจรอบแรก เราจะรู้สึกว่ามันขยะทั้งนั้นเลย คุยอะไรกัน จับต้องไม่ได้เลย รอบสองพยายามจับประเด็น หยิบอันไหนเป็นเนื้อเป็นหนังได้ เอามาจัดประเภท หาวิธีเล่า สร้างมู้ด ใส่เพลง เรียงลำดับใหม่ สลับหน้าหลัง พอใจหรือยัง ทำให้เหนือกว่านั้นได้อีกไหม ลองเอาตอนจบขึ้นมาเกริ่นไว้ แล้วค่อยไปเล่าตอนท้ายอีกที ให้ฮุกตรงนี้ หรือจะซ่อนความหมายอะไรบ้าง ขั้นตอนตัดต่อจึงหนักมาก” ยอดอธิบายภาพรวม

ส่วนหน้าที่สร้างอารมณ์ความรู้สึกของบอล เขาเชื่อว่าถ้าอยากให้งานมีพลังจนคนดูรู้สึกได้ ตนเองต้องรู้สึกร่วมกับเรื่องราวนั้นมากพอ บางครั้งเขาจึงดำดิ่งเข้าไปในเรื่อง อย่างตอนโศกนาฏกรรมความรักของมะเมียะ บอลตัดไปร้องไห้ไปอยู่เป็นสัปดาห์ 

“นักแสดงที่อินถึงจุดหนึ่ง เขาจะรู้เลยว่าที่อารมณ์นี้จะร้องไห้ระดับไหน เราก็เหมือนกัน ต้องอินแล้วถึงจะตัดได้ ต้องออกมาจากข้างใน ถึงจะรู้ว่าเพลงต้องใหญ่เล็กแค่ไหน จังหวะพูดแค่ไหนพอ การทำงานวิธีนี้ บางทีทำร้ายเราเหมือนกัน พอจบซีซั่นถึงต้องพัก เยียวยาตัวเองด้วย” บอลฉายภาพ

เมื่อรวมเวลาเดินทาง รวบรวมข้อมูล ตัดต่อ และเว้นพักก่อนเริ่มเดินทางใหม่ แต่ละซีซั่นจึงห่างกันหลายปี

การเดินทาง 10 ปีของบอล ยอด และหนังพาไปที่แม่บอลเคยถามว่าใครจะดู สู่ซีซั่นใหม่ในปี 64

05

หนังพาไป ในวันที่เติบโตขึ้น

10 ปีที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดของรายการ หนังพาไป คือตัวตนและความคิดของบอลและยอดนั่นเอง

ในวัย 20 ต้นๆ เวลาเดินทางพวกเขาจะใช้ความรู้สึกนำ ไม่เน้นข้อมูลประวัติศาสตร์มาก แต่พอประสบการณ์มากขึ้น ทุกสิ่งก็เปลี่ยนไปตาม เช่น โบสถ์สวยงามที่เคยตื่นเต้น แต่พอเจออีก 10 โบสถ์ก็เริ่มเฉยๆ เดิมเวลาขึ้นเครื่องบินจะชอบมองไปนอกหน้าต่าง ไม่ยอมนอน แต่พออายุมากเข้าอยากนอนพักมากว่า แถมบางทียังรู้สึกเมื่อย บ่นว่าเมื่อไรจะถึง 

“ซีซั่นหลังๆ เราพบว่าโทนรายการเปลี่ยน แรกๆ ปวดใจเหมือนกันที่มีคนบอกว่าเราไม่เหมือนเดิม ดูไม่ตื่นเต้นเหมือนซีซั่นแรก แต่เราคงไม่สามารถลงไปยืนอยู่บนแม่น้ำสายเดิม ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง พอมาถึงตอนนี้ ความสนใจเราก็ขยับไปสู่ประวัติศาสตร์ อ่านหนังสือเยอะขึ้น ประสบการณ์ทำให้ครุ่นคิด เริ่มมองเห็นอะไรที่ตอนเด็กๆ ไม่เคยเห็น การเที่ยวก็เปลี่ยนไป 

“อีกอย่างที่เปลี่ยนไปชัดๆ คือเราพูดสรุปอะไรน้อยลง จากเดิมที่จะสรุปว่าแบบนี้ถูกต้องที่สุด ต้องเป็นแบบนี้ แต่ตอนนี้เราเล่าแบบปลายเปิด เพราะยังมีเรื่องอีกเยอะที่ไม่รู้” บอลกล่าว 

วัยที่มากขึ้น มีส่วนทำให้รูปแบบการเดินทางเปลี่ยน ตัวอย่างง่ายๆ เช่นทั้งคู่อดนอนไม่ได้แบบตอนวัยรุ่นอีกแล้ว วันไหนนอนดึก หมายถึงพรุ่งนี้เสียไปอีกวันหนึ่ง จากเมื่อก่อนนอนข้างถนนก็อยู่ได้ แต่วันนี้ขอเลือกนอนสบายบ้างเพื่อเก็บพลังไว้เต็มกับวันต่อไป

“โชคดีเหมือนกันที่ได้เดินทางตั้งแต่เด็ก เพราะถ้ารอมีเงิน มีเวลาไปเที่ยวตอนแก่ เราจะไม่สามารถเที่ยวแบบเด็ก ถ้า หนังพาไป มีอยู่ถึงซีซั่นที่เก้าถึงสิบ คิดว่าคงจะเป็นการเที่ยวแบบคนแก่ไปเรื่อยๆ เปลี่ยนไปทุกซีซั่น เพราะเราแก่แล้ว” บอลเล่าแล้วหัวเราะ

ขณะที่ความรู้สึกอยากทำหนังเรื่องยาวฉายบนจอใหญ่แทบไม่หลงเหลืออีกแล้ว เพราะความฝันตอนวัยรุ่นนั้นทุ่มเทลงไป หนังพาไป จนหมด

“ถามว่าทุกวันนี้ทำหนังไหม ทำแทบทุกวันเลย ทุกตอนที่เราทำมันคือหนัง มันคือหนังสารคดีเรื่องหนึ่ง มีต้นกลางจบ เราใส่มุกใส่วิธีการเล่าเรื่องแบบหนังลงไป เลยรู้สึกว่าเราก็ยังทำหนังอยู่” ยอดอธิบาย 

สำหรับซีซั่นที่ 5 ที่มีกำหนดออกอากาศประมาณเดือนเมษายน พ.ศ. 2564 น่าจะเป็นการเดินทางที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งในชีวิตของบอลและยอด พวกเขาทุ่มเงินก้อนใหญ่ของบริษัทเพื่อไปยังเส้นทางที่เรียกว่าเป็น Bucket List หรือจุดหมายที่อยากไปสัมผัสสักครั้งก่อนตาย

ทริปที่ทั้งคู่แง้มให้ฟังว่า ได้พบกับเหตุการณ์ที่รู้สึกแย่ที่สุดในการเดินทางรอบทศวรรษ ทั้งโดนโจรกรรม เจ็บตัว ต้องไปสถานีตำรวจและพบแพทย์ในประเทศที่ไม่มีใครรู้จัก ถึงขั้นรู้สึกหวาดกลัวทุกครั้งที่ย้อนนึกถึง 

“กลัวอยู่พักหนึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้หายกลัวคือเราต้องกลับไปหามันอีกในตอนตัดต่อ ดูฟุตเตจยังกลัว ความรู้สึกเดิมกลับมา แต่พอตัดต่อเสร็จ เราไม่กลัวมันอีกแล้ว ทำให้พบว่า บาดแผลอยู่ตรงไหน เราอาจต้องกลับไปเผชิญหน้ากับมัน แล้วมันจะหายไป” บอลเล่าถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้

ทว่าการเดินทางก็เหมือนชีวิตที่ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องแย่ๆ สุดท้ายแล้ว บอลและยอดก็ได้พบกับเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกเต็มอิ่มที่สุดยิ่งกว่าทริปไหนๆ

“มันมีสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากกว่าการหมกมุ่นกับชีวิตทุกวันนี้ ทำไมพระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสรู้และมองไปไกลขนาดนั้น ทำไมพระเยซูถึงมองทุกสิ่งเป็นสิ่งเดียวกันแล้วรักมนุษย์ได้ขนาดนี้ เหมือนเราได้พบความหมายที่อัศจรรย์จากการเดินทางรอบนี้” ยอดทิ้งปมไว้ให้รอติดตาม 

06

การเดินทางที่ไม่มีวันจบ

ตลอดทศวรรษของการทำรายการ บอลและยอดรู้สึกว่า หนังพาไป พาพวกเขาไปไกลกว่าจุดเริ่มต้นมาก 

ยอดจำได้ว่า ก่อนซีซั่นแรกออกอากาศ แม่ของบอลถามด้วยความห่วงใยว่าใครจะดูลูก จริงอยู่ที่รายการสนุก แต่ภาพที่คนทั่วไปคุ้นเคยคือพิธีกรเป็นดารา ถ่ายภาพสวย ไม่ใช่ผู้ดำเนินรายการโนเนม พูดกับกล้องอย่างทั้งคู่ แต่สุดท้ายแล้วกลายเป็นว่ามีผู้ชมชอบมากกว่าที่เขาคิด 

อาจเพราะทั้งคู่ดูเป็นธรรมชาติ บทสนทนาเหมือนคุยกับเพื่อน ไม่มีกำแพงกั้น เหมือนได้ไปเที่ยวด้วย ผู้ชมโดยเฉพาะคนสูงวัยมักชอบ เพราะเหมือนได้ช่วยเติมเต็มความฝันของเขาที่อยากออกไปผจญภัย แบ็กแพ็ค ใช้เงินอย่างประหยัด ขณะที่หลายคนดูแล้วได้แรงบันดาลใจให้กล้าออกไปเจอโลกกว้าง ไม่จำเป็นต้องรอให้พร้อมหรือมีเงินมากมายก็ไปเที่ยวได้ 

หลายๆ คำถามที่พวกเขาตั้งไว้ในรายการ ก็ถูกหยิบนำไปถกเถียง พูดต่อ เช่น การงดใช้ถุงพลาสติกครั้งเดียวทิ้ง หรือการให้คนทั่วไปมีโอกาสได้ชมเครื่องบินใกล้ชิดโดยไม่เสียสตางค์ 

“เหมือนเราหว่านเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ออกไป แล้วเมล็ดพันธุ์พวกนี้คงจะไปงอกตามที่ต่างๆ รอการเติบโตของมัน บางทีอาจงอกแล้ว แม้เคลมไม่ได้ว่ามาจากรายการเรา แต่ก็รู้สึกว่าหลายสิ่งหลายอย่างเป็นไปในทิศทางที่เราโยนคำถามออกไปซ้ำๆ” ยอด กล่าว

แม้จะพักจากซีซั่น 4 มากว่า 2 ปี แต่ในเทปย้อนหลังก็ยังมีแฟนๆ เข้ามาชม และรอคอยตอนใหม่ๆ อยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม บอลและยอดไม่อาจตอบได้ว่า สุดท้าย หนังพาไป จะมีต่อไปอีกนานแค่ไหน

“ทำซีซีซั่นหนึ่ง มันรีดทุกอย่าง เผาพลังเข้าไปทุกเทป พอทำไปจุดหนึ่งจะรู้สึกหมดแรง อยากพัก ทุกครั้งมันจะเหนื่อย แล้วบอกว่า พอ ไม่เอาแล้ว บางทีเราก็อยากทำอะไรใหม่ๆ บ้าง รายการประวัติศาสตร์ สิ่งแวดล้อม แต่สุดท้ายรายการใหม่ที่คิดนั้น หนังพาไป มันเล่าได้ทุกอย่างเลย ได้เดินทางด้วย พอผ่านไปปีสองปีก็จะคิดถึง ถ้าทริปนี้เราเอากล้องมา ได้เรื่องละ เรื่องนี้โคตรดีเลย คนไทยควรได้เห็น มันจะวนอยู่อย่างนี้” บอลหัวเราะ

จากความฝันที่อยากไปเทศกาลภาพยนตร์ ถึงวันนี้บอลและยอดยังสนุกกับการเดินทางต่อไปเรื่อยๆ คงไม่สำคัญว่า หนังพาไป จะไปจบลงตรงไหน ก็อย่างที่พวกเขาบอกไว้ตอนท้ายของทุกเทปว่า-จุดหมายปลายทาง ไม่ใช่ที่สุดของความงดงาม

ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง

  • สัมภาษณ์คุณทายาท เดชเสถียร และ พิศาล แสงจันทร์ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2563
  • รายการ หนังพาไป สถานีโทรทัศน์ Thai PBS
  • รายการ ศิลป์สโมสร ตอน หนังพาไป สถานีโทรทัศน์ Thai PBS 
  • นิตยสาร ขวัญเรือน ปีที่ 43 ฉบับที่ 943 เดือนมีนาคม 2554
  • นิตยสาร สุดสัปดาห์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 676 เดือนเมษายน 2554
  • นิตยสาร กุลสตรี ปีที่ 42 ฉบับที่ 1005 เดือนพฤศจิกายน 2555
  • นิตยสาร คิด ปีที่ 9 ฉบับที่ 6 เดือนมีนาคม 2561
  • เว็บไซต์ MGR Online วันที่ 17 มกราคม 2554

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2541 หลายคนอาจเคยสะดุดตากับความน่ารักและความสดใสของเด็กสาวคนหนึ่งในชุดซานตาคลอส บนหน้าปกนิตยสาร Katch ฉบับที่ 2

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

ในเล่มให้ข้อมูลสั้น ๆ ว่าเธอคือ นาเดีย-ฤทัย สุทธิกุลพานิช อายุ 18 ปี เป็นน้องใหม่ของคณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงนี้กำลังวุ่นอยู่กับการฝึกซ้อมเป็นเชียร์ลีดเดอร์ ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ และมีโครงการจะร้องเพลงในอีกไม่นานนี้..

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

เวลาผ่านไป 1 ปีเต็ม โครงการดังกล่าวก็กลายเป็นจริง เมื่อเสียงของนาเดียมาปรากฏในเพลง สงสัย ผลงานเปิดตัวของ mr.z RETURN to RETRO อัลบั้มชุดที่ 5 ของ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ 

จากนั้นอีก 11 เดือนถัดมา เธอก็กลายเป็นศิลปินเดี่ยวของ Bakery Music ที่มีเพลงฮิตโดนใจอย่าง คนไม่พิเศษ,  Happy Anniversary, โลกใบใหญ่, รัก…ฉันรักเธอ, หวานฉ่ำ, โล่งอก, บีบ, Galaxy Of Love ฯลฯ

แม้ไม่ได้มีผลงานมากนัก เมื่อเทียบกับสมาชิกอื่นในค่ายขนมปังดนตรี แต่ด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ ฟังแล้วรู้สึกเหมือนโลกสดใส ก็ทำให้ใครหลายคนหลงใหลและจดจำเพลงของเธอได้ ต่อให้เวลาจะผ่านไปนานสักเพียงใดก็ตาม

ในวันที่นาเดียหวนกลับมาร้องเพลงอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบภาพยนตร์ ‘FAST & FEEL LOVE – เร็วโหด..เหมือนโกรธเธอ’ ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงถือโอกาสดีชักชวนเธอมาร่วมย้อนความทรงจำอันงดงาม ตลอดจนความสุขในชีวิตหลังวางไมค์ไปกว่า 15 ปี

01
สงสัย

ก้าวแรกบนถนนสายดนตรีของนาเดียจะเรียกว่า ความบังเอิญก็คงไม่ผิด เพราะเธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ตัวเองร้องเพลงได้หรือเปล่า รู้แต่เพียงว่าเป็นคนรักเสียงเพลงมาตลอดก็เท่านั้น

สมัยเด็ก ๆ นาเดียชอบฟังเพลงดิสนีย์มาก ส่วนคุณพ่อคุณแม่ชอบฟังเพลงเก่ายุค 50 – 60 โดยเฉพาะ Elvis Presley หรือ The Carpenters พอขึ้นรถเมื่อไหร่ก็ต้องเปิดฟังอยู่เสมอ ดนตรีจึงค่อย ๆ ซึมซับเข้าไปในจิตใจโดยไม่รู้ตัว

“ฟังมาแล้วทุกฟอร์แมตเลย เทป แผ่นเสียง มินิดิสก์ ซีดี เอ็มพีทรี แล้วเวลาให้ของขวัญกัน ตามสไตล์ ทุกคนก็จะอัดเพลงให้กัน เพราะรู้สึกว่ามีคุณค่ามากกว่าให้ของเป็นชิ้น ๆ เวลาเรากลับมาฟัง ทำให้นึกภาพช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ก็คล้าย ๆ กับกลิ่นที่ทำให้เราจดจำโมเมนต์บางอย่างได้ ก็เลยรู้สึกชอบ และอยู่กับมันนานแล้ว”

ต่อมาเมื่อขึ้นชั้นมัธยมปลาย เธอก็ได้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา 1 ปี และตั้งใจจะเรียนต่อที่นั่นเลย แต่โดนคุณแม่เบรกไว้และให้กลับมาเมืองไทย เพราะไม่อยากให้ลูกสาวอยู่ที่นั่นเพียงลำพัง หากจะไปเรียนเมืองนอกอนุญาตให้ไปเฉพาะอังกฤษ เนื่องจากพี่ชายเรียนอยู่ที่นั่น

แต่ถึงอย่างนั้น ชีวิตที่แดนมะกันก็เปิดโลกการฟังให้เธอไม่น้อยเลย โดยเฉพาะบรรดาเพลงแนว Lounge Music ซึ่งยุคนั้นโดดเด่นหลายเพลง อย่างเพลงหนึ่งที่โดนใจมากเป็นพิเศษ คือ Zoot Suit Riot ของ Cherry Poppin’ Daddies

“หากเราไปตามคนพวกนี้ เขาอาจไม่ได้ทำเยอะ จะเรียกว่า One-hit wonder ก็ได้มั้ง แต่ว่าเพลงที่ออกมาในตอนนั้นมันมีเอกลักษณ์ เพราะสมัยนั้นเพลงที่นิยมจะเป็นอีกแนวหนึ่งหมด ส่วนเพลงพวกนี้จะย้อนอดีตหน่อย ซึ่งพอเขามาทำออกในช่วงที่ยุคของมัน ก็เลยโดดเด่นขึ้นมาในความรู้สึกของเรา”

เมื่อกลับมาอยู่ที่เมืองไทย นาเดียก็มีโอกาสได้รู้จักกับ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ หนึ่งในผู้บริหารของ Bakery Music ผ่านการแนะนำของญาติผู้พี่อีกที ซึ่งพอสมเกียรติทราบว่า เธอเพิ่งเดินทางมาจากสหรัฐอเมริกา จึงชวนคุยถึงเรื่องราวต่าง ๆ กระทั่งรู้ว่า สาวน้อยคนนี้ก็สนใจดนตรีไม่แพ้กัน

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“พี่สาลี่ (สมเกียรติ) ถามว่า ตอนนี้อเมริกาเขาฟังเพลงอะไรกันบ้าง ซึ่งคิดว่าเขาน่าจะถามแบบนี้กับหลายคนมาก ตอนนี้ฟังอะไรกันบ้าง ชอบเพลงแบบไหน เพราะเขาเป็นคนที่เก็บรายละเอียดเก่งมาก แล้วหาแรงบันดาลใจอยู่ตลอด ซึ่งเราชอบมาก เพราะเวลาคุยกับเขา จะได้ความรู้เพิ่มขึ้นด้วย แล้วจริง ๆ เขาเป็นเจ้าพ่อเพลง แต่มาถามเรา ก็เลยยิ่งรู้สึกประทับใจว่า คนคนนี้เปิดกว้างมากเลย รู้สึกภูมิใจนิดหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็มีการแชร์เพลงกันเรื่อยมา”

หากแต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ สมเกียรติกำลังมีแผนจะทำอัลบั้มใหม่ หนึ่งในนั้นคือการจับมือกับวง Pizzicato Five จากญี่ปุ่น เปลี่ยนเพลง Sweet Soul Revue ให้เป็นภาษาไทย เขาเลยนึกถึงนาเดียขึ้นมา เพราะอยากได้คนที่สนใจเพลงแบบเดียวกันมาร่วมงานด้วย

แม้ไม่เคยทำงานสายนี้มาก่อน แต่นาเดียก็ดีใจที่ผู้ใหญ่ให้โอกาส จึงตอบตกลงทันที

แต่ด้วยความที่ไม่มีทักษะการร้องเพลงใด ๆ เลย สมเกียรติกับ บอย-ชีวิน โกสิยพงษ์ ผู้บริหารอีกคนของค่ายจึงส่งนาเดียไปเรียนกับ โจ้-อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ นักร้องนำของวง Pause ซึ่งเวลานั้นเป็นเทรนเนอร์ให้ศิลปินรุ่นใหม่ ๆ ของค่ายที่เตรียมจะมีผลงานในอนาคต

“วิธีสอนของพี่โจ้จะสบาย ๆ เขาจะไม่สอนว่า ต้องออกเสียงอย่างนี้ ต้องร้องแบบนั้นนะ แต่จะสอนให้เราหายใจ สอนว่าทำอย่างไรถึงจะไม่ทำลายกล่องเสียงตัวเอง เป็นเทคนิคของการรักษาเสียงมากกว่าให้ฝึกร้องมาก ๆ เพื่อเวลาร้องเพลงในห้องอัด ลมหายใจจะได้ไม่ขาดช่วง ซึ่งนี่เป็นบทเรียนที่จำมาถึงทุกวันนี้ แล้วก็ดีใจมากที่มีโอกาสได้เรียนกับพี่โจ้”

เวลาผ่านไปนานหลายเดือน ในที่สุดนาเดียก็พร้อมแล้วกับผลงานเพลงแรกในชีวิต

‘สงสัย’ เริ่มต้นบันทึกเสียงในช่วง พ.ศ. 2542 เธอยังจำได้ดีว่า เพลงนี้ไปอัดเสียงกันที่บ้านของบอยในซอยทองหล่อ ซึ่งพอไปถึงบอยก็บอกว่า “พี่ยังเขียนไม่เสร็จนะ แต่อัดไปก่อน แล้วพอร้องเสร็จแล้ว เดี๋ยวพี่มาเขียนต่อให้”

ตอนนั้นนาเดียอดประหลาดใจไม่ได้ว่า แล้วแบบนี้เนื้อเพลงจะเสร็จทันเหรอ แต่ปรากฏว่า เธอประเมินนักแต่งเพลงมืออาชีพอย่างบอยต่ำเกินไป เช่นเดียวกับประเมินฝีมือนักร้องมือใหม่อย่างตัวเองสูงเกินไป

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“แม้เขาจะบอกว่าให้ร้องสไตล์ตัวเองเลยนะ แต่สงสัยถือเป็นเพลงที่ยากสุดเท่าที่จำได้ แล้วก็อัดนานมาก อัดประมาณ 3 – 4 ทุ่ม แล้วประมาณตี 1 ถึงเสร็จเท่าที่มีแล้ว จากนั้นเขาก็ไปปลุกพี่บอยขึ้นมาเขียนต่อ คือเพลงนี้มันค่อนข้างยาว พี่บอยก็มาเขียน Verse 2 ‘Vinyl ดี Cotton ดี สีที่สวยกับฉันเป็นแบบไหน’ 

“จำได้ว่า ตอนแรกคุณพ่อไปนั่งรอด้วย สักพักก็บอกว่า ‘ปะป๊ากลับก่อนแล้วกันนะ แล้วเดี๋ยวมารับ’ เพราะบ้านอยู่ใกล้กัน ซึ่งตอนที่ปะป๊ามารับ เกือบตี 5 แล้วมั้ง เปิดบ้านพี่บอยออกมา เห็นพระเดินบิณฑบาตแล้ว”

เพลง สงสัย เผยแพร่สู่สาธารณะในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม พ.ศ. 2543 เปิดตัวอัลบั้ม mr.z RETURN to RETRO ผลงานรับสหัสวรรษใหม่ของค่าย Bakery Music

แม้ไม่ได้มาร่วมเปิดตัวอัลบั้มด้วยกัน เนื่องจากเวลานั้นเธอไม่ได้อยู่เมืองไทยแล้ว แต่เพลงสงสัยก็ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม โดยก่อนจะวางแผนอัลบั้มเต็มราวหนึ่งสัปดาห์ สมเกียรติได้ตัดเพลง ‘สงสัย’ ออกมาเป็นซีดีแผ่นพิเศษ จำหน่าย 500 แผ่น ปรากฏว่า เพียงสัปดาห์เดียวก็ขายหมดเกลี้ยง และนั่นเองที่ทำให้สาวน้อยนามว่า นาเดีย กลายเป็นที่รู้จักในฐานะสมาชิกคนใหม่ของค่ายขนมปังดนตรี

02
โลกใบใหญ่

หลังการบันทึกเสียงเพลงสงสัยผ่านพ้นไป บอยกับสมเกียรติพอใจกับผลงานที่ออกมามาก จึงทาบทามลีดธรรมศาสตร์คนนี้ให้มาทำงานเพลงเต็มตัว

นาเดียยอมรับตามตรงว่า ไม่ทราบเลยว่า พวกพี่ ๆ คิดอะไรกันอยู่ แต่เมื่อมีโอกาสเข้ามาก็ไม่ลังเลที่จะตอบรับ

“อาจเป็นเพราะตอนนั้น Bakery มีนักร้องผู้หญิงน้อยด้วยมั้ง จำได้ว่าเข้าหลัง พี่โหน่ง พิมพ์ลักษณ์ แป๊บหนึ่ง เข้าใจว่า ตอนนั้นเขาคงอยากลองค้นหาสไตล์นักร้องใหม่ด้วย คือพี่สาลี่ก็ไม่เคยพูดตรง ๆ นะ เขาเคยพูดแค่ว่าเสียงเราค่อนข้างยูนีก ไม่เหมือนใคร ดูเหมือนไม่เคยฝึกมาก่อน ซึ่งก็ไม่เคยฝึกจริง ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเขามั่นใจในตัวเรา แล้วทำไมเราถึงจะไม่ลองให้โอกาสตัวเองดูบ้าง

“แล้วเหมือนว่าช่วงนั้นเขาก็เริ่มทำ DOJO CITY กันแล้ว เป็นช่วงเชื่อมต่อกันพอดี เราก็เลยได้ไปถ่ายแบบให้ Katch ด้วย หลายคนก็เลยคิดว่าเราอยู่ DOJO แต่เข้าใจว่า Image กับ Position ของเราอาจจะไม่ลงตัวกับ DOJO แบบเป๊ะ ๆ เราอาจจะ Funky ไม่พอ ก็เลยได้มาอยู่กับ Bakery Music”

เพื่อเสริมทักษะการร้องเพลงให้แน่นขึ้น บอยจึงส่งนาเดียไปเรียนร้องเพลงเพิ่มเติมกับ ครูโรจน์-รุ่งโรจน์ ดุลลาพันธ์ ครูสอนร้องเพลงแถวหน้าของเมืองไทย ซึ่งสิ่งที่ครูโรจน์สอนก็เป็นเสมือนการต่อยอดกับสิ่งที่โจ้เคยแนะนำ โดยเฉพาะเทคนิคการร้องสดอย่างไรให้มีพลัง

“สิ่งหนึ่งที่ครูโรจน์บอกคือ ทั้งหมดมันขึ้นกับการฝึกฝน Practice makes perfect ต้องฝึกร้องบ่อย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไม พี่ป๊อด (ธนชัย อุชชิน) ถึงฝึกโยคะ ทำไมถึงออกกำลังกาย เพราะมันเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เพราะการฝึกวิธีหายใจขั้นเทพ ทำให้เขารันโชว์ได้นานหลายชั่วโมง”

แต่ขณะที่ทุกอย่างกำลังเดินหน้า ก็เกิดจุดพลิกสำคัญ เพราะก่อนหน้านั้น นาเดียตั้งใจอยากจะไปเรียนต่อเมืองนอก จึงไปสมัครเรียนด้าน Marketing and Advertising ที่ London College of Arts ประเทศอังกฤษ ซึ่งหลังจากเซ็นสัญญาได้ไม่กี่สัปดาห์ ทางสถาบันก็แจ้งข่าวกลับมาว่า ตอบรับใบสมัครแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำอัลบั้มโดยตรง

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“ตอนนั้นเกรงใจมากเลย แต่ก็เข้าไปบอกตรง ๆ ว่า พี่คะ ได้โรงเรียนที่อังกฤษแล้ว ถ้าจะไม่ทำงานต่อก็เข้าใจนะ แต่ปรากฏว่าพี่ ๆ เขาดีมากเลย เขาบอกว่าไม่เป็นไร ไปเรียนได้เลย โดยเฉพาะพี่สาลี่บอกว่า อังกฤษนี่ดีมาก ไปแล้วก็เก็บพวก Trend พวก Culture ต่างๆ กลับมาเยอะ ๆ ด้วย มันช่วยเราทำเพลงต่อได้นะ ซึ่งตรงนี้ประทับใจมาก ตอนนั้นก็เลยได้ไปเรียนหนังสือ แล้วก็ยังได้ออกอัลบั้มด้วย”

ด้วยเหตุนี้ การทำอัลบั้มทั้งสองชุดของนาเดีย คือ Welcome – Sweet Morning และ Resources To Keep My Life Vital จึงมีกรอบระยะเวลาการทำงานที่ชัดเจน คือช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน นาเดียจะกลับมาบันทึกเสียง และช่วงปลายปี เธอจะกลับมาโปรโมต ถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ เล่นคอนเสิร์ต เดินสายเยี่ยมแผงเทป รวมถึงให้สัมภาษณ์กับสื่อต่าง ๆ

แม้จะเป็นการทำอัลบั้มแบบทางไกล แต่สำหรับนาเดียแล้ว นี่ไม่ใช่อุปสรรคเลย

“ถ้าพูดตามตรง ความยากน่าจะอยู่ที่ทีมงานมากกว่า เพราะเรากลับมาเพื่ออัดเสียงจริง ๆ โดยเพลงส่วนใหญ่จะได้ไม่เกินอาทิตย์หนึ่ง คือถ้าได้เกิน 5 วันนี่ถือว่ามากแล้ว แล้วก่อนกลับก็จะมีการนั่งประชุมกัน แจกงาน เพลงนี้ให้ พี่บอยตรัย (ตรัย ภูมิรัตน) เขียนนะ เดี๋ยวเพลงนี้พี่บอยเขียนให้เอง”

แต่ถึงอย่างนั้น ก่อนเดินทาง บอยกับสมเกียรติก็มอบหมายการบ้านชิ้นหนึ่งให้นาเดียทำระหว่างอยู่ที่อังกฤษ คือเขียนไดอารี่บันทึกเรื่องราว ประสบการณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ ในชีวิตถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นเรื่องความรักเท่านั้น แล้วพอกลับมาเมืองไทยอีกทีก็ค่อยมาคัดเลือกส่งให้พี่ ๆ อ่าน เพื่อเป็นวัตถุดิบในการเขียนเพลง จึงอาจจะกล่าวได้ว่า บทเพลงทั้ง 14 เพลงจาก 2 อัลบั้ม ล้วนสะท้อนตัวตนของเธออย่างชัดเจน

อย่างในชุดแรกนั้น เพลง โลกใบใหญ่ เพลงเปิดตัวของนาเดีย บอยตรัยเคยให้สัมภาษณ์ว่า บอยได้วางโจทย์ง่าย  ๆ ว่า นาเดียเป็นเด็กผู้หญิงที่กำลังเรียนรู้ชีวิต กำลังเปิดประตูบานใหม่ไปสู่โลกใบใหญ่ เขาเลยเขียนเพลงนี้ออกมา

เช่นเดียวกับ Happy Anniversary บอยได้ถามนาเดียว่า รู้จักคนที่พูดภาษาฝรั่งเศสบ้างไหม เพราะเขาอยากจะเขียนเพลงที่มีภาษาฝรั่งเศสสักเพลง เนื่องจากเห็นเธอสนใจเพลงแนว French Lounge มากเป็นพิเศษ

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“ตอนนั้นก็ถามพี่บอยว่า French Lounge ต้องร้องฝรั่งเศสด้วยเหรอ แกก็บอกว่า พี่ว่ามันต้องมีสักเพลง เราก็เลยบอกโอเคค่ะ เผอิญมีพี่สาวเป็นญาติกันชื่อพี่เอ๋ เพิ่งกลับมาจากเบลเยียมพอดี พูดฝรั่งเศสได้ ก็เลยชวนมา ซึ่งโจทย์ที่พี่บอยให้คือ เขียนคำมาให้เยอะ ๆ เลย เกี่ยวกับอาหาร เสื้อผ้า หรืออะไรก็ได้ แต่ไม่ต้องเรียงมาเป็นประโยค เดียกับพี่เอ๋ก็ไปเลย นึกอะไรออกก็เขียน แล้วเอาไปให้พี่บอย ซึ่งมันมหัศจรรย์มากเพราะพี่บอยร้อยออกมาเป็นเพลงเลย”

ส่วนชุดที่ 2 นั้นเพลงก็จะโตขึ้นไปตามวัย เนื่องจากเป็นช่วงชีวิตที่ต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น คิดเองตัดสินใจเอง ไม่ได้มีผู้ใหญ่มาคอยแนะนำตลอดเวลา ทำให้เพลงช่วงนี้อาจจะมีความหม่น และค่อนข้างจริงจังมากกว่าชุดแรก

อย่างเพลง ฉันจะโชคดีเหมือนแม่ฉันนี้บ้างไหม? เพลงแรกของอัลบั้ม นาเดียเคยให้สัมภาษณ์ช่วงที่วางแผงใหม่ ๆ ว่า ประทับใจเวลาเห็นพ่อแม่ที่สามารถประคับประคองชีวิตได้เรื่อยมา  แม้จะมีขลุกขลักบ้าง แต่ก็สู้มาด้วยกันแล้วรอมชอม มีความสุขด้วยกัน และต่อให้มีความทุกข์ก็ยังอยู่ด้วยกัน

หากแต่เพลงที่ประทับใจมาถึงทุกวันนี้คงต้องยกให้ Don’t Blame It On Chocolate ซึ่งหากถอดความเป็นภาษาไทยก็หมายถึง อย่าโทษว่าเป็นความผิดของช็อกโกแลต เนื่องจากช่วงนั้นเวลากลับมาเมืองไทย หลายคนก็มักทักทายตลอดว่า อ้วนขึ้นหรือเปล่านะ

“เกลียดมากเลย จนตอนหลังต้องชิงบอกว่า อ้าว อ้วนขึ้นเหมือนกันเลย ไม่งั้นฉันจะเป็นฝ่ายรับฝ่ายเดียว แล้วก็เขียนเล่าให้พี่บอยอ่านว่า ช่วงแรกเราก็พยายามไปพูดนู่นพูดนี่เหมือนแบบ Blame It On Chocolate เพราะกินไอติม กินช็อกโกแลต แต่ความจริงทำไมเราต้องโยนความผิดให้นั่นนี่ด้วย มันเกิดจากตัวเองนั่นแหละที่คอนโทรลไม่ได้ ยูรับความจริงไม่ได้ ก็ไปหาที่พึ่งทางใจอย่างอื่น จากนั้นพี่บอยก็เอาเรื่องนี้ไปต่อยอด”

นอกจากเพลงที่บอกเล่าความเป็นนาเดียแล้ว สไตล์การร้องก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นาเดียโดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ จนแฟนเพลงหลายคนรู้สึกว่าเป็นเสน่ห์ที่อยากจะเลียนแบบ โดยเฉพาะการใช้เสียงลม ๆ ซึ่งเธอค้นเจอระหว่างบันทึกเสียง

“ปกติแล้วที่ Bakery จะมีเนื้อมาให้ แล้วคนที่ร้องไกด์ส่วนใหญ่คือ พี่บอย ซึ่งเป็นเสียงผู้ชาย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องหาสไตล์ของตัวเอง ซึ่งพออัลบั้มแรกออกไป ทุกคนจะบอกว่า เรามีเสียงลม มีเสียงหลบ เนื่องจากเวลาเข้าห้องอัด เราจะหาสิ่งที่สบายที่สุด เป็นเสียงของเราจริง ๆ ที่ไม่ต้องไปดัดแปลง ซึ่งการร้องแบบนี้ส่วนหนึ่งอาจเพราะเป็นคนแรงน้อยด้วย แต่พอร้องไปร้องมา การใช้เสียงลมนี่เหนื่อยมากเลย เพราะต้องเอาออกจากพุงเยอะเหมือนกัน”

หากสิ่งที่กวนใจนาเดียมากที่สุดคือ การพูดไม่ชัด เพราะสมัยก่อนเวลานักร้องร้องเพลงไม่ชัดเจนก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่บุคคลที่ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย และสนุกกับการทำงานในห้องอัดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน คืออดีตนักร้องนำวงแกรนด์เอ็กซ์ ไก่-สุธี แสงเสรีชน Voice Producer คู่ใจนั่นเอง

“พี่ไก่ใจดี ใจเย็นสุด ๆ เพราะพอเห็นคนชอบพูดว่า ทำไมคนนี้ร้องไม่ชัดแล้วรู้สึกกลัว เลยอยากทำให้มั่นใจว่าร้องชัดเจน ซึ่งพี่ไก่ก็ช่วยแนะนำให้ แต่จะมีบางคำที่พี่ไก่บอกว่าไม่เป็นไร พี่ว่าเพราะแล้ว ซึ่งมันช่วยสร้างความมั่นใจให้เราได้ว่า ไม่จำเป็นต้องเป๊ะทุกอย่าง อย่างเพลง รัก…ฉันรักเธอ เป็นเพลงที่เสียงสูงมาก จำได้ว่าพูดคำว่า ‘รัก’ ไป 40 – 50 รอบ แล้วมีคำหนึ่งคือ ‘แอบ’ นั้นร้องลม พี่ไก่บอกว่า ‘เฮ้ย…พี่ชอบ เหมาะกับคำนี้มาก’ เราก็เอาจุดนี้ไปประยุกต์ใช้กับเพลงอื่นได้ คือเราต้องคิดถึงอารมณ์ คิดถึงความหมายด้วยเวลาเปล่งเสียงออกมาด้วย

“มีอยู่เพลงหนึ่งตลกมากคือ Happy Anniversary อัดเร็วมาก 2 ชั่วโมงเสร็จ เพราะต้องรีบไปขึ้นเครื่อง แล้วพี่ไก่ซึ่งปกติจะเป็นคนที่ระวังกับการออกเสียงมาก แต่ด้วยความที่ครึ่งหนึ่งเป็นฝรั่งเศสไปแล้ว เลยไม่มีใครรู้ว่าชัดหรือเปล่า กระทั่งตอนหลังไปให้เพื่อนคนเบลเยียมฟัง เขาก็บอก What’s this ฉันฟังเธอไม่รู้เรื่องเลย” นาเดียเล่าอย่างอารมณ์ดี

หลังกระบวนการบันทึกเสียงเสร็จเรียบร้อย ก็มาถึงอีกโจทย์ที่ยากไม่แพ้กัน นั่นคือการโปรโมต ครั้งนั้นนาเดียต้องฝึกเต้น ต้องถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ และเตรียมตัวแสดงสด

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

สำหรับการฝึกเต้นนั้นได้ คริส หอวัง มาช่วยออกแบบท่าทางให้ สำหรับใช้เต้นในมิวสิกวิดีโอเพลง โลกใบใหญ่ ซึ่งถ่ายทำกันที่บ้าน Blue Elephant ตรงสาทร โดยสไตล์การเต้นก็จะเป็นกึ่ง ๆ ละครบรอดเวย์นิด ๆ ซึ่งนาเดียยอมรับว่า ไม่ง่ายเลย แต่โชคดีที่ตอนเด็ก ๆ เคยเรียนเต้นมาบ้าง พอถ่ายจริงก็เลยไม่ได้กังวลมาก

ส่วนผู้กำกับก็เป็น คณิณญาน จันทรสมา ผู้กำกับโฆษณามือดีแห่งฟีโนมีนา และมือกลองวง Pru โดยตอนนั้นเขารับหน้าที่ดูแลการผลิต ทั้งเพลง โลกใบใหญ่ และ Happy Anniversary

“จำได้ว่าตอนแรกที่รู้ว่า พี่คณิณมาถ่ายให้ดีใจมาก คือไม่ทราบเลยว่าเขาทำอะไร จนตอนหลังเขาก็มาบอกว่า โลกใบใหญ่ คือ มิวสิกวิดีโอแรกที่เขากำกับก็เลยยิ่งประทับใจมาก พอมาถึง Happy Anniversary แกก็ขึ้นเครื่องตามมาเลย ไปคนเดียว พร้อมกับกล้องอีกหนึ่งตัว แล้วก็มีเพื่อน ๆ รุ่นพี่จากอังกฤษมาช่วย ทำสไตลิสต์ แต่งหน้า ทำผม แล้วก็มีพี่อีกคนมาช่วยขับรถพาไปตามที่ต่าง ๆ

“ตอนที่ถ่ายก็เขินมาก เราไปเดินที่ Portobello Road Market แล้วก็ร้องเพลงไปมา นึกภาพว่าต้องร้องให้ซิงก์ตามเพลง แล้วเขาต้องมาตัดแล้วเอาเพลงใส่ให้ปากเราตรงอีกที เพราะฉะนั้นก็ต้องมีคนถือวิทยุ ใส่ซีดีแล้วเดินตาม เพื่อให้เราร้องถูกว่า ถึงตรงนี้แล้ว ส่วนเราก็ต้องดึ๊งดึ่งดึงไป ขณะที่พี่คณิณก็ถ่ายไป 

“สิ่งที่ประทับใจมากคือ เราได้เข้าไปในโรงหนังอันหนึ่งซึ่งเก่ามาก แล้วภาพที่ออกมานั้นสวยมาก ถ้าไปดูในมิวสิกวิดีโอจะเป็นภาพแดง ๆ ไม่รู้ตอนนี้ยังอยู่ไหม แล้วพอเดินไปอีกก็จะเจอฝรั่งคนหนึ่งดูซิกซ์ตี้หน่อย คนที่เราไปเต้นอยู่กับเขา เขาเป็นคนขายของมือสอง คุยกันไปคุยกันมา เขาก็บอกว่ายูมาบ้านไอ บ้านไอซิกซ์ตี้ทั้งแฟลตเลย แล้วตอนเย็นเราก็ไปบ้านเขา จำได้ว่าเป็นการถ่ายทำที่สนุกมาก”

อย่างไรก็ตาม คงไม่มีเรื่องไหนสร้างความหนักใจให้นาเดียเท่ากับการที่เธอต้องออกไปแสดงหน้าผู้ชมอีกแล้ว อย่างครั้งแรก ตอนเปิดอัลบั้มที่ ดิ เอ็มโพเรียม เธอตื่นเต้นถึงขั้นปวดท้องเลย เพราะไม่คิดว่าจะมีผู้ชมมารอมากขนาดนี้ จนสมเกียรติต้องบอกให้ใจเย็น ไม่ต้องกลัว 

“ปกติเป็นคนจำเนื้อไม่ค่อยได้ พี่สาลี่ก็เลยบอกว่า เดียไม่ต้องห่วง เอาเนื้อขึ้นไปเลยก็ได้ เราก็ ‘อะไรนะคะพี่’ แกก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก เอาขึ้นไปอ่านเลย เราก็เลยบอกว่า ‘บ้าเหรอ ไม่ได้หรอก มันน่าเกลียด’ แล้วมีอยู่งานหนึ่ง จำได้เลยว่าร้อง คนไม่พิเศษ แล้วส่วนตัวเป็นคนชอบมองคนดู ต้องโฟกัสไปที่คนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง จะได้ตื่นเต้นน้อยลง แล้วน้องคนหนึ่งน่ารักมาก ร้องเพลงได้ แล้วปรากฏว่าเขาร้องผิด ซึ่งเราก็ร้องตามเขา ก็ผิดด้วย เราก็ตายแล้ว ทำยังไง แล้วเหมือนเขารู้ตัว ก็หัวเราะกันใหญ่ ตลกดี เราก็เลยเลิกมองเขาไปเลย เดี๋ยวไปไกลกว่าเดิม”

แม้อัลบั้มของนาเดียอาจจะไม่ได้โด่งดังแบบถล่มทลาย แต่แฟนเพลงต่างก็ยังจดจำเสียงร้องใส ๆ ของเธอได้ไม่เปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับหลายบทเพลง ทั้ง สงสัย, คนไม่พิเศษ, Happy Anniversary, Galaxy Of Love, โล่งอก หรือ โลกใบใหญ่ ก็ข้ามเวลาถูกร้องถูกเล่นมาต่อเนื่องกว่า 20 ปี 

“อาจเป็นเพราะสไตล์เพลงด้วยที่ค่อนข้างยูนีก จะว่า Pop มันก็ไม่ Pop จะ Logue ซะทีเดียวก็ไม่เชิง มันเป็นเหมือนการผสมของหลาย ๆ แนวเพลงอยู่ในนั้น อาจจะเสียดายนิดหนึ่งคือ อัลบั้มที่สองน่าจะไปไกลกว่านี้ หากมีเวลาโปรโมตมากขึ้นสักหน่อย เพราะส่วนตัวคิดว่าเพลงค่อนข้างดี มาฟังตอนนี้ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเก่า เนื้อร้องทำนองก็ค่อนข้างโมเดิร์น แต่อันนี้ก็ต้องถามคนฟังนะว่าคิดว่าอย่างไรบ้าง” นาเดียกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ระยะเวลาเพียง 2 ปีเศษในฐานะศิลปิน ได้ส่งผลให้เด็กสาวคนหนึ่งเติบโตขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก ทั้งความรับผิดชอบและการรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต

“การร้องเพลงถือเป็นงานแรกจริง ๆ จำได้ว่าตอนทำโปรโมต เราก็ต้องไปออกสื่อ ไปพบคนนั้นคนนี้ ช่วงแรก ๆ ก็ไม่เข้าใจหรอกว่า ทำไมต้องไปด้วย จนทำไปสักพักถึงเข้าใจว่า ต้องทำนะ อย่างสมัยก่อนจะไปเยี่ยมแผงเทป เช่น ร้านน้องท่าพระจันทร์ หรือดีเจสยาม ซึ่งทุกคนต้อนรับดีมาก แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งเราต้องไปร้านของคุณป้าคนหนึ่ง ซึ่งเขาก็ถามว่ามาทำไม จะทำอะไรก็รีบทำ ตอนนั้นก็ช็อก คืออะไร เขาไม่อยากให้เรามาเหรอ กระทั่งตอนหลังย้อนกลับไปถึงคิดได้ว่า ทุกคนก็มีงานของเขา เราก็ต้องมองว่าเขาคือลูกค้าของเรา คือคนที่ต้องไปสวัสดี ไปขอบคุณเหมือนกัน 

“อีกเรื่องคือความตรงต่อเวลา ซึ่งมันสำคัญมากในงานแบบนี้ พูดตามตรงตั้งแต่ทำงานจนเลิกร้องเพลง จนมาทำงานบริษัทต่าง ๆ การตรงต่อเวลาเป็นสิ่งที่คนพึงจะต้องมี เพราะการที่เราจัดการตัวเองได้ ก็ทำให้คนอื่น ส่วนอื่น มันไปต่อได้เช่นกัน เพราะเราเคยเห็นว่าตอนที่ร้องเพลง หากเราช้าหรือใครช้า มันก็ต้องรอกันทั้งกอง งานก็เคลื่อนไปไม่ได้ เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด และนี่คือบทเรียนของเราที่ยังสำคัญมาจนถึงทุกวันนี้”

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

03
Galaxy Of Love

หลังจากอัลบั้มชุดที่ 2 วางแผงไปได้ปีเศษ ๆ นาเดียซึ่งเรียนจบปริญญาโท ด้าน Development Economics จาก University College London เช่นกัน และเริ่มหางานประจำทำ จนมาได้ที่ Sasin Management Consulting จึงค่อย ๆ ปล่อยมือจากงานเพลง เหลือแต่เพียงแค่ร่วมแจมในอัลบั้มของคนอื่น เช่น เพลง พอ ในอัลบั้ม Million Ways to Love Part 1 ของ บอย โกสิยพงษ์ เมื่อ พ.ศ. 2546 และเพลง Honeymoon ของ Flure เมื่อ พ.ศ. 2548

“เหมือนช่วงชีวิตของเรากับ Bakery มันตรงกัน พอเรียนจบปุ๊บ เขาก็มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพอดี แล้วอีกอย่างคือเราไม่ได้ถูกเทรนมาให้เป็นนักร้องอาชีพขนาดนั้น พูดตรง ๆ เราไม่ได้เก่ง แต่เราได้โอกาส ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่พิเศษจริง ๆ แล้วเราก็มีความสนใจมุมอื่นด้วย พอจบออกมาก็อยากลองทำงาน ซึ่งตอนนั้นลูกค้าคือ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปทำเรื่องนโยบายสาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายเรามาก”

จากนั้นเธอก็โยกย้ายหน้าที่การงานมาตามลำดับ เปลี่ยนรูปแบบจากงานที่ปรึกษามาเป็นฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ของ Lowe Asia-Pacific มาทำเรื่องพัฒนาแบรนด์ที่ Unilever Thailand แล้วก็ย้ายไปทำงานที่สิงคโปร์ ก่อนที่จะมาทำงานเรื่องนวัตกรรมเต็มตัวที่ Fuchsia Innovation Center ของเมืองไทยประกันชีวิต ตั้งแต่ พ.ศ. 2559

“ช่วงที่อยู่ Unilever นอกจากการทำ Finance Business Plan แล้ว เรายังต้องคิดค้นนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ ให้เป็นชิ้นงานที่จับต้องได้ด้วย ถ้าเป็นสมัยนี้เขาเรียกว่า Design Thinking เราทำแบบนี้แทบทุกวันอยู่ 7 ปี แล้วพอมีโอกาสได้ข้ามมาอยู่ในอีกอุตสาหกรรมหนึ่ง ก็เลยรู้สึกว่าท้าทายมาก เพราะต้องนำกระบวนการกับระเบียบวิธีการวิจัยต่าง ๆ มาปรับใช้ เพื่อหาสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการให้เจอ เช่น ต้องทำอย่างไรถึงจะออกผลิตภัณฑ์ได้เร็วมากขึ้น หรือถูกขึ้นโดยที่ไม่ลดคุณภาพของผลิตภัณฑ์ แล้วกระบวนการตรงนี้ยังนำปรับใช้กับทุกอย่าง ตั้งแต่ประกันจนถึงน้ำยาซักผ้า

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

“ยิ่งตอนหลังที่ได้มาทำงานเรื่องการลงทุนกับสตาร์ทอัพหลาย ๆ เจ้า ก็ยิ่งเห็นเลยว่า คนที่มีทรัพยากรจำกัด มีเงินจำกัด มีคนจำกัด มีเวลาจำกัด มีทุกอย่างจำกัด มันต้องใช้ความสร้างสรรค์ของมนุษย์ เพื่อจะหาทางออก เป็นซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม หรือไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ เราใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้ เพราะนี่เป็นทรัพยากรที่มีไม่จำกัด”

ทว่าท่ามกลางชีวิตที่เพลิดเพลินกับการทำงาน อีกกิจกรรมที่ทำต่อเนื่องมานับสิบปีแล้วก็คือ การปั้นเซรามิก

สำหรับเธอแล้ว หากเพลงสอนเรื่องระเบียบวินัยและการเคารพผู้อื่น การปั้นเซรามิกก็สอนให้รู้จักการปล่อยวาง

นาเดียอยากเรียนปั้นมานานแล้ว แต่ไม่รู้จะไปเรียนที่ไหนดี กระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2550 ระหว่างขับรถผ่าน The Racquet Club ซอยสุขุมวิท 49 ก็เหลือบไปเห็นป้ายเล็ก ๆ ยื่นออกมาจากห้องแถวด้านหน้าเขียนว่า บัทม์ เซรามิก สตูดิโอ แล้วมีรูปถ้วยวางอยู่ด้วย นาเดียจึงเลี้ยวรถเข้าไปในอาคารทันที พร้อมกับตรงไปยังสตูดิโอแห่งนั้น แล้วก็ได้พบกับ บัทม์ แก้วงอก ศิลปินปั้นเซรามิกเบอร์ต้น ๆ ของเมืองไทย ก็เลยตัดสินใจสมัครเรียนทันที

“อาจารย์บัทม์เรียนจบจากญี่ปุ่นแล้วก็เพิ่งกลับมาสอน ก็เลยเป็นเหมือนลูกศิษย์รุ่นแรกของแก ข้อดีของการเรียนปั้นเซรามิก ทำให้เรานิ่งขึ้น ปล่อยวางมากขึ้น เพราะงานเซรามิกทุกอย่างอยู่ที่มือเราคนเดียว คุณสร้างมันขึ้นมา ถ้าจะพังทลายก็อยู่ที่ตัวคุณ แล้วส่วนตัวเป็นคนนั่งสมาธิไม่เป็น ทุกคนจะชวนไปปฏิบัติธรรม แต่เราทำไม่ได้ การทำเซรามิกก็เป็นเหมือนการทำสมาธิ เพราะต้องมีอะไรอยู่กับมือตลอดเวลา เราชอบความรู้สึกชั่วขณะนั้น แล้วสมมติตอนปั้นมีคนเรียกแล้วหันไปคุยนิดเดียว มันสามารถพังมาทั้งอันได้เลย”

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE
ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

นอกจากสมาธิและความอดทน อีกสิ่งที่นาเดียได้เรียนรู้จากงานเซรามิก คือความเข้าใจชีวิต เพราะงานเซรามิกนั้นเชื่อมโยงกับปรัชญาของญี่ปุ่นที่เรียกว่า Wabi Sabi คือความสวยงามที่แท้จริงนั้นมาจากความไม่สมบูรณ์แบบ ผลงานแต่ละชิ้นที่ออกมานั้นไม่เหมือนกันเลย บางชิ้นใหญ่ บางชิ้นเล็ก หากแต่เบื้องหลังต้องเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ ความพิถีพิถัน และความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ส่วนผสม อุณหภูมิการเผา จนถึงการลงน้ำหนักมือ การปรับรูปร่างให้ได้ขนาดหรือเป็นเอกลักษณ์

“ทุกคนมักจะพูดว่า เซรามิกเป็นเรื่องศิลปะ แต่อาจารย์บัทม์บอกว่า มันเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะศิลปะนั้นออกมาจากมือเรา ผสมดินยังไง ใช้ความร้อนแค่ไหน ถ้าเผาไฟต่ำก็จะออกมาแบบหนึ่ง ถ้าเผาไฟสูงก็ออกมาอีกแบบ หรือถ้าคุณเอาดินไฟสูงมาเผาต่ำมันก็จะระเบิด ถ้าเอาดินไฟต่ำมาเผาไฟสูงก็ระเบิดเหมือนกัน แล้วหลายคนมักถามว่า ทำไมงานปั้นถูกต้องออกมาบูดเบี้ยว แต่ความจริงภายใต้ความบูดเบี้ยวนั้นมีความสมดุลอยู่ เพราะเราจะไม่สามารถทำให้บูดเบี้ยวได้เลย ถ้าฐานรากไม่สมดุล ถ้าสมดุลแล้ว เราจะไปผลักหรือบีบตอนหลัง เพื่อให้เกิดความเป็น Wabi Sabi”

หลังจากร่ำเรียนมานานถึง 15 ปี ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่อาจารย์อนุญาตให้นาเดียทำผลงานขาย ที่ผ่านมามีเพื่อนที่คุ้นเคยกันสั่งซื้อเข้ามาอยู่เสมอ บางคนถึงขั้นโทรศัพท์มาถามว่า ช่วยสอนลูกปั้นหน่อย ซึ่งหากมีโอกาสเธอก็อยากสอนเช่นกัน เพราะสำหรับนาเดียแล้ว คุณค่าที่ได้รับจากการปั้นเซรามิกยิ่งกว่าอื่นใด คือ โอกาสในการสำรวจจิตใจและอารมณ์ของตัวเอง ซึ่งจะนำมาสู่ความสุขที่ยั่งยืนต่อไป

ย้อนเส้นทางของ นาเดีย สุทธิกุลพานิช และการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

04
บ้านของหัวใจ

หากนับเวลาที่นาเดียบันทึกเสียงเพลงล่าสุดของตัวเอง ก็คงต้องย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2550 เมื่อเธอไปช่วยรุ่นพี่คนหนึ่งร้องเพลง ของฝากจากทะเล ซึ่งเป็นผลงานเก่าของ ศุ บุญเลี้ยง ลงในอัลบั้มที่ชื่อว่า อาบแดด แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยมีเพลงใหม่อีกเลย ส่วนใหญ่เท่าที่มีก็แค่ไปร่วมแสดงคอนเสิร์ตบ้างประปราย

นาเดียไม่เคยคิดเลยว่า จะมีโอกาสได้กลับมาร้องเพลงอีกครั้ง กระทั่งวันหนึ่งก็มีสายโทรศัพท์จาก อ้อย-นภัทร ปรีชากรกิตติ อดีตพนักงานของ Bakery Music ติดต่อเข้ามา

“ตอนนั้นนั่ง Work from Home อยู่บ้าน แล้วพี่อ้อยซึ่งเป็นพีอาร์ของ Bakery ตั้งแต่ยุคแรก ๆ โทรเข้ามาแล้วถามว่า นาเดียยังร้องเพลงอยู่ไหม เราก็ถามว่า ทำไมเหรอพี่ พี่อ้อยก็ตอบว่า พอดีมีค่ายหนังอยากให้นาเดียไปร้องเพลงซาวนด์แทร็กหนัง เราก็ ‘อะไรนะคะพี่’ แล้วเราก็ถามต่อว่าค่ายอะไร พี่อ้อยก็บอกว่า GDH ค่ายวัยรุ่น เราก็อะไรนะไปประมาณ 3 รอบ แล้วเขาก็บอกว่าเดี๋ยวจะส่งรายละเอียดมาให้ ตอนแรกก็คิดว่า เขาคงถามเราเล่น ๆ ไม่ได้จริงจัง พอสักพักเขาก็ส่งเทรลเลอร์หนังมา ก็เลยโทรกลับไปถามพี่อ้อยว่า เขาซีเรียสจริง ๆ เหรอ พี่อ้อยก็บอกว่า ซีเรียส ผู้กำกับชอบ”

ความจริงแล้ว เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับภาพยนตร์ FAST & FEEL LOVE – เร็วโหด..เหมือนโกรธเธอ เป็นแฟนเพลงของนาเดียมายาวนาน แล้วก็ตั้งใจอยากจะพาเสียงของเธอกลับมาพบกับน้อง ๆ รุ่นใหม่ แต่พอไปวางเพลงประกอบหนังแล้วไม่ค่อยลงตัว ได้เพียงแค่ใช้เพลง ฉันจะโชคดีเหมือนแม่ฉันนี้บ้างไหม? วางเป็นแบ็กกราวนด์เบา ๆ เท่านั้น  กระทั่งฝ่ายโปรโมตบอกว่าอยากให้ทำเพลง ‘Feel ความรัก’ สักเพลงเพื่อใช้โปรโมต เต๋อจึงนึกถึงนาเดียขึ้นมาทันที

หลังทราบความตั้งใจของผู้กำกับภาพยนตร์ นาเดียรู้สึกขอบคุณบวกกับความเชื่อที่ว่า หากมีคนเชื่อมั่นในตัวเรา ก็ไม่ควรปฏิเสธโอกาสนั้น จึงตอบตกลงรับข้อเสนอร้องเพลง บ้านของหัวใจ ซึ่งเป็นเพลงเก่าของวง Superbaker

แต่แน่นอนการกลับมาครั้งนี้ บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนาเดียร้างราวงการมานานแล้ว แต่เธอก็พยายามเต็มที่ และก็นับเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง เนื่องจากโปรดิวเซอร์ที่มาช่วยดูแลการผลิตคือ แทน-ธารณ ลิปตพัลลภ จากวง Lipta ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของน้องชายนั่นเอง

“พอรู้ว่าเป็นแทนก็ดีใจมาก โล่งไป 36 ตลบ เพราะอย่างน้อยเราก็อาจจะ Voice Concerns ได้เยอะขึ้น เช่น ขอลองคีย์นั้นคีย์นี้นะ ซึ่งแทนก็จะบอกว่าคีย์นี้ดีกว่านะ หรือเดี๋ยวเราลอง 2 เวอร์ชันเลย เผื่อพี่จะได้รู้ว่า ตรงไหนสบายใจกว่า ซึ่งความจริงแล้วกระบวนการนี้ก็คงต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโปรดิวเซอร์ที่รู้จักหรือเปล่า แต่ตอนนั้นระยะเวลามันกระชั้นมาก พอเป็นแทนเราก็ไม่ต้องเคอะเขิน พูดได้เต็มที่”

ครั้งนั้นนาเดียต้องกลับไปฝึกเรียนร้องเพลงอีกครั้งกับ ครูแนน-สาธิดา พรหมพิริยะ รื้อฟื้นเทคนิคการหายใจ เปิดเสียง ซึ่งช่วยได้เยอะมาก แถมครูแนนยังแนะนำเทคนิคการช่วยร้อง อย่างเช่น ต้องหาที่ที่สบาย เวลาร้องจะได้รู้สึกสบายใจมากขึ้น ไม่ต้องเค้นอะไรมาก จากนั้นเมื่อเข้าสู่กระบวนการห้องอัด ทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยมี ตุ๊กตา-จมาพร แสงทอง มาช่วยทำหน้าที่ควบคุมการร้อง 

“เป็นการทำงานที่สนุกมาก เพราะเราชอบกระบวนการห้องอัดอยู่แล้ว มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก คือเราได้เห็นกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่มีแค่ดนตรีจนเสร็จสมบูรณ์ ยิ่งครั้งนี้มีแทนอยู่ด้วย แล้วก็ได้เจอตุ๊กเป็นครั้งแรก ตุ๊กก็ช่วยเต็มที่ ตรงนี้พี่ร้องเร็วไปนะ เข้าเร็วไปนิด ช้าลงอีกนิดหนึ่ง คล้าย ๆ การทำงานกับพี่ไก่ สุธี ซึ่งทุกคนน่ารักมาก”

สำหรับนาเดียแล้ว เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นศิลปินเลย แค่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ได้รู้ว่ายังมีคนคิดถึงอยู่ก็ดีใจมากแล้ว เหมือนทุกครั้งที่ได้ยินว่า เพลงของเธอได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของใครหลายคน เช่น บางคนเปิดเพลงคลอระหว่างการเดินทาง หรือใช้เพลงอย่าง คนไม่พิเศษ, Happy Anniversary หรือ Honeymoon ในงานแต่งงานของตัวเอง 

“เราอาจจะไม่มีโอกาสทำบ่อย ๆ แต่เรามีความสุขที่ได้ทำ มันเหมือนเราได้กลับมาติดต่อกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นคนที่เรารู้จักชื่นชอบ แต่อาจจะไม่ได้ใกล้ชิดกันบ่อย ๆ เนื่องจากสายงานหรือกิจกรรมที่ทำไม่ตรงกัน แต่พอได้มาร้องเพลง บ้านของหัวใจ ก็ได้เจอคนกลุ่มนี้อีกครั้ง ก็เหมือนเราได้ดึงเอาความรู้สึกบางอย่างกลับคืนมา เหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว”

และทั้งหมดนี้คือชีวิตและเรื่องราวของนาเดีย หญิงสาวผู้สร้างรอยยิ้มและความสุขด้วยเสียงเพลงและแรงบันดาลใจมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี

ขอบคุณภาพประกอบจากคุณนาเดีย สุทธิกุลพานิช และนิตยสาร Katch

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load