การออกทริปมอเตอร์ไซค์ที่ผ่านหลายประเทศ นอกจากจะได้พบเห็นสภาพภูมิประเทศและบรรยากาศใหม่ๆ แล้ว หลายครั้งก็มีโอกาสได้สัมผัสและเข้าร่วมประเพณีประจำท้องถิ่นแบบไม่ทันตั้งตัว หนึ่งในนั้นคือตอนที่เดินทางเข้าสู่เมืองลาปาซ (La Paz) ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ทางตอนเหนือของประเทศเม็กซิโก และบังเอิญตรงกับช่วงที่ชาวเม็กซิโกกำลังเตรียมตัวเฉลิมฉลองวันแห่งผู้ล่วงลับหรือ Dia de los Muertos กันอยู่พอดี เทศกาลนี้น่าจะเป็นเทศกาลที่คุ้นหูคุ้นตาคนไทยโดยเฉพาะในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เพราะเคยถูกนำมาใช้เป็นฉากเปิดตัวภาพยนตร์ภาคต่อชุด James Bond 007 เรื่อง Spectre ในปี 2015 และล่าสุดก็มีภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง Coco ที่ใช้เทศกาลนี้มาเป็นธีมหลักในการดำเนินเรื่อง

Dia de los Muertos (Day of the Dead) หรือการเฉลิมฉลองวันแห่งผู้ล่วงลับ คือเทศกาลที่จัดขึ้นเพื่อระลึกถึงสมาชิกในครอบครัวหรือญาติพี่น้องที่เสียชีวิตไปแล้ว และเชื่อกันว่าเป็นช่วงที่วิญญาณเหล่านั้นจะเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านเป็นเวลา 24 ชั่วโมง จึงมีการเตรียมอาหารทั้งคาวหวานและข้าวของเครื่องใช้ที่เป็นของโปรดเอาไว้ต้อนรับ

Dia de los Muertos

© Bernardo Ramonfaur, Unsplash

หากจะพูดถึงที่มาของเทศกาลนี้ก็คงต้องย้อนกลับไปไกลถึง 3,500 ปีที่แล้ว ที่แม้ในตอนนั้นจะมีชาวพื้นเมืองหลากหลายกลุ่มหลากหลายความเชื่อ แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ทุกกลุ่มเชื่อเหมือนกันก็คือเรื่องชีวิตหลังความตาย เพราะการค้นพบแหล่งโบราณคดีหลายแห่งในประเทศเม็กซิโกทำให้เกิดข้อสังเกตว่าในสมัยโบราณชาวบ้านนิยมสร้างที่ฝังศพไว้ใต้บ้านหรือใกล้กับตัวบ้าน เนื่องจากต้องการให้กระดูกของสมาชิกในครอบครัวหรือคนที่รักซึ่งตายไปแล้วได้อยู่ใกล้ชิดกับสมาชิกในครอบครัวและลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่

จนกระทั่งมาถึงช่วงศตววรษที่ 14 – 16 ชาวแอซเท็ก (Aztec) ซึ่งเป็นกลุ่มชนพื้นเมืองที่มีอำนาจเหนือดินแดนแถบนี้ มีความเชื่อว่าการตายเป็นเพียงการข้ามผ่านจากโลกนี้ไปยังอีกโลกหนึ่ง จึงจัดงานเฉลิมฉลองเป็นระยะเวลา 1 เดือนเต็มในเดือนสิงหาคมของทุกปีเพื่อบูชาเทพีแห่งโลกใต้พิภพ (Mictecacihuatl) หรือเทพีแห่งความตาย (Lady of the Dead) ผู้ทำหน้าที่ดูแลรักษากระดูกของคนตายเพื่อนำไปใช้ในโลกหน้า

ภายหลังการเข้ามาของอารยธรรมสเปนในศตวรรษที่ 16 เทศกาลนี้ได้รับการผสมผสานเข้ากับความเชื่อของคริสต์ศาสนา จึงเปลี่ยนมาฉลองในคืนวันที่ 31 ตุลาคม และ 1, 2 พฤศจิกายนแทน เพื่อให้ตรงกับวัน All Saints Eve, All Saints Day และ All Soul Day แต่ถึงอย่างนั้น Dia de los Muertos ของชาวเม็กซิโกก็ยังคงไว้ซึ่งความเชื่อและธรรมเนียมปฏิบัติเฉพาะตัวที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิม และไม่ใช่ฮาโลวีนสไตล์เม็กซิกันอย่างที่หลายคนเข้าใจกันอีกด้วย

Dia de los Muertos

© Jordi Cueto-Felgueroso Arocha,CCBY-SA 4.0, Wikimedia

“Welcome Home”

ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง

ก่อนคืนวันที่ 31 ตุลาคม สมาชิกในครอบครัวจะช่วยกันทำความสะอาดบ้าน ทำอาหารและเตรียมตั้งโต๊ะเพื่อต้อนรับญาติผู้ล่วงลับ เชื่อกันว่าตอนเที่ยงคืนของวันที่ 31 จะเป็นเวลาที่วิญญาณของเด็กๆ เดินทางกลับมาบ้าน หากครอบครัวไหนเคยสูญเสียลูกหลานที่อายุยังน้อยก็จะจัดเตรียมแท่นวางขนมนมเนยและช็อกโกแลตพร้อมของเล่นไว้ต้อนรับ บางบ้านก็เตรียมหมอนกับผ้าห่มไว้เผื่อว่า ‘เด็ก’ ที่มาเยี่ยมจะเล่นสนุกจนเหนื่อยและอยากพักผ่อน

Dia de los Muertos

วันที่ 1 พฤศจิกายน หรือวัน Día de los Inocentes (Day of the Innocents) หรือ Día de los Angelitos (Day of the Little Angels) เป็นวันที่เชื่อกันว่าวิญญาณของเด็กที่กลับมาจะใช้เวลาทั้งวันกับคนในครอบครัว ส่วนบ้านที่ไม่มีลูกหลานเสียชีวิตก็อาจจะมีการจัดเตรียมขนมและของเล่นไว้ต้อนรับวิญญาณเด็กเร่ร่อนหรือเด็กที่ไม่มีบ้านให้กลับ

ส่วนวันที่ 2 พฤศจิกายน หรือวัน Día de los Muertos (Day of the Dead) เป็นวันที่วิญญาณผู้ใหญ่กลับมาเยี่ยมบ้าน มีการจัดแท่นวางอาหารและข้าวของไว้ต้อนรับที่บ้านเช่นเดียวกันกับการต้อนรับเด็กๆ และเนื่องจากคนในยุคหลังนิยมฝังศพสมาชิกในครอบครัวไว้ที่สุสานของชุมชนมากกว่าจะฝังไว้ใกล้บ้าน บางภูมิภาคของเม็กซิโกจึงมีธรรมเนียมที่สมาชิกครอบครัวจะพากันไปทำความสะอาดสุสานในช่วงเย็น มีการตกแต่งประดับประดาสุสานด้วยดอกไม้ รูปภาพ กลอนไว้อาลัย หรืออาจจะเปิดเพลงที่ผู้ตายชอบ บ้างก็มีการเตรียมอาหาร เครื่องดื่ม พร้อมที่นอนหมอนมุ้ง เพื่อไปใช้เวลาร่วมกับวิญญาณของผู้ตายที่จะกลับมาที่สุสานให้ได้นานที่สุด

Dia de los Muertos Dia de los Muertos Dia de los Muertos Dia de los Muertos

©Kevin, CCBY2.0, Flickr

ในขณะที่บางภูมิภาคก็จะนิยมพากันไปทำความสะอาดสุสานเพียงอย่างเดียว เพราะเชื่อว่าจะเป็นจุดแรกที่วิญญาณจะกลับมาถึง หลังจากนั้นจะโปรยกลีบดอกดาวเรืองจากสุสานเป็นเส้นทางนำวิญญาณกลับไปสู่บ้าน เพื่อฉลองพร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัว บางพื้นที่ชาวบ้านจะขังหรือล่ามสัตว์เลี้ยงเอาไว้ในคอกอย่างเรียบร้อยระหว่างค่ำคืนนี้ เพราะไม่ต้องการให้สัตว์ไป ‘ขัดขวาง’ การเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านของวิญญาณเหล่านั้น

Day of the Dead,

A Celebration of Souls           

แท่นหรือโต๊ะต้อนรับถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของงานนี้ การจัดวางอาหารและเครื่องใช้ไม่มีกฎตายตัว แท่นวางของหนึ่งแท่นอาจจะจัดสำหรับสมาชิกหลายคนในครอบครัว หรือจะเป็นแบบเฉพาะเจาะจงสำหรับ 1 คนไปเลยก็ได้

Dia de los Muertos

©Felicity Rainnie, CCBY-ND2.0, Flickr

การจัดวางแท่นที่นิยมกันจะมีทั้งหมด 3 ชั้นหรือ 3 ส่วน ชั้นบนสุดคือสิ่งที่บอกว่าแท่นนี้เป็นแท่นที่ทำเพื่อต้อนรับใคร อาจจะมีรูปผู้ล่วงลับหรือสิ่งแทนตัวในกรณีที่ไม่มีรูปถ่ายวางไว้ตรงกลาง และอาจจะมีรูปของนักบวชหรือไม้กางเขนวางคู่กันบนชั้นนี้ด้วย

Dia de los Muertos

ชั้นที่สองเป็นชั้นสำหรับวางสิ่งของหรืออาหารที่ชื่นชอบ ในกรณีที่เป็นวิญญาณเด็ก ก็อาจจะมีนม ลูกกวาด ขนมปัง ช็อกโกแลต และของเล่น ถ้าเป็นวิญญาณผู้ใหญ่ก็อาจจะมีเหล้า ไวน์ หรือบุหรี่ วางอยู่ด้วย ส่วนชั้นที่สามที่อยู่ล่างสุด มักจะเป็นที่สำหรับเทียนและธูปหอม กระจก สบู่ หรือผ้าเช็ดตัว เพื่อให้วิญญาณได้ใช้ความทำสะอาด เช็ดหน้าเช็ดตาให้สดชื่น เพื่อให้หายเหนื่อยจากการเดินทางกลับมาสู่โลกมนุษย์

นอกจากของใช้ส่วนตัวเหล่านี้ ก็ยังมีสิ่งที่มักใช้ตกแต่งทั่วทั้งแท่น เช่น ดอกดาวเรืองสีส้มหรือสีเหลือง ผลไม้ และขนมรูปกะโหลกสีสันสดใสที่ทำจากน้ำตาลอีกด้วย

Dia de los Muertos

สำหรับครอบครัวที่มีรายได้ไม่มาก การจัดวางแท่นต้อนรับอาจเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก บางครอบครัวอาจจะต้องใช้เวลาเก็บเงินหลายเดือนเพื่อจัดหาซื้อของที่ใช้ตกแต่งทั้งหมดได้ แต่สมาชิกในบ้านก็พยายามช่วยกันจัดแท่นต้อนรับให้ออกมาดีที่สุด เพราะเชื่อว่าวิญญาณบรรพบุรุษที่มีความสุขจะช่วยปกป้องดูแลคนในบ้านให้ปลอดภัยและนำพาโชคดีมาให้

Viva La Catrina!

จากโครงกระดูกสู่เทพีแห่งโลกใต้พิภพ

เมื่อพูดถึง Day of the Dead แล้วจะไม่พูดถึงโครงกระดูกผู้หญิงที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของเทศกาลนี้ก็คงไม่ได้ ชื่อดั้งเดิมของเธอคือ La Calavera Garbancera เป็นผลงานภาพพิมพ์โลหะของศิลปินและนักเขียนการ์ตูนล้อการเมืองชาวเม็กซิโก โฮเซ่ กัวดาลูเป โพซาดา (José Guadalupe Posada) ภาพของโครงกระดูกสวมหมวกภาพนี้ได้รับการตีพิมพ์อย่างแพร่หลายในช่วงปี 1910 – 1930 โดยมีจุดประสงค์เพื่อเสียดสีผู้หญิงเม็กซิโกพื้นเมืองชนชั้นกลางที่อับอายรากเหง้าของตัวเองและพยายามแต่งตัวเลียนแบบชาวต่างชาติ ทั้งยังทาตัวทาหน้าด้วยเครื่องสำอางเพื่อให้ผิวขาวเหมือนชาวยุโรป และสวมหมวกทรงลูกพลัมขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหมวกที่ชาวฝรั่งเศสชั้นสูงนิยมใส่กัน

Dia de los Muertos

©José Gudalupe Posada, USA Public domain

ต่อมาในปี 1947 ดิเอโก ริเวรา (Diego Rivera) ศิลปินชาวเม็กซิโกซึ่งเป็นสามีของ ฟรีดา คาห์โล (Frida Kahlo) ได้วาดภาพจิตรกรรมฝาผนังชื่อ ‘Sueño de una Tarde Dominical en la Alameda Central’ หรือ ‘Dream of a Sunday Afternoon in Alameda Park’ เป็นภาพการรวมตัวกันของบุคคลผู้มีชื่อเสียงในช่วงประวัติศาสตร์ 400 ปีของประเทศเม็กซิโก

ในผลงานชิ้นนี้ ดิเอโกนำเอาภาพโครงกระดูกสวมหมวกที่ของเดิมมีแค่ท่อนไหล่มาต่อยอดด้วยการวาดชุดยาวหรูหราแบบเต็มตัวให้เข้ากับหมวก และวางตำแหน่งให้ยืนอยู่กลางภาพ มือข้างซ้ายของโครงกระดูกคล้องแขนกับโพซาดา ซึ่งเป็นผู้สร้างเธอขึ้นมา (ผู้ชายในสูทสีดำ ถือไม้เท้า) ส่วนข้างขวาก็จับมือกับดิเอโกตอนเป็นเด็ก (ผู้ชายตัวเล็ก หมวกสีขาว) มีฟรีดาใส่ชุดพื้นเมืองประจำชาติยืนเยื้องไปด้านหลัง และดิเอโกก็ได้ตั้งชื่อให้กับโครงกระดูกตัวนี้ใหม่ว่า ‘คาทริน่า’ (Catrina)

Sueño de una Tarde Dominical en la Alameda Central

© Wikipologus CCBY-SA 4.0, Wikimedia

การรวมตัวกันของบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่กับบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ตายไปแล้วบนภาพจิตรกรรมฝาผนังชิ้นนี้สื่อถึงมุมมองและแนวคิดของชาวเม็กซิโกที่มีต่อความตาย ว่าไม่ใช่สิ่งที่ไกลตัวหรือน่าหวาดกลัว แต่เป็นสิ่งที่ชาวเม็กซิโกอ้าแขนรับด้วยความเต็มใจ โครงกระดูกในชุดสตรีสูงศักดิ์ หรือ ‘คาทริน่า’ ในบริบทของภาพนี้จึงไม่ได้เป็นเพียง ‘La Calavera Garbancera’ แต่ยังได้รับการเชื่อมโยงถึง ‘Lady of the Dead’ หรือ ‘เทพีแห่งความตาย’ ตามความเชื่อของชาวแอซเท็กอีกด้วย

เมื่อเวลาผ่านไป คาทริน่าก็กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเทศกาลเฉลิมฉลองวันแห่งผู้ล่วงลับ และเป็นเทพีแห่งความตายที่ชาวเม็กซิโกรักใคร่ และการที่ชาวเม็กซิโกแต่งตัวเป็นคาทริน่า ทำเค้ก ทำขนมปัง และคุกกี้ รูปคาทริน่า หรือมีของแต่งบ้านเป็นลวดลายคาทริน่า ฯลฯ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการ ‘หยอกล้อ’ กับ ‘ความตาย’ ด้วยอารมณ์ขันทั้งสิ้น

Dia de los Muertos

Day of the Dead,

A Celebration of Life

ชาวเม็กซิโกส่วนใหญ่โดยเฉพาะในเมืองเล็กๆ รอบนอกมักจะเฉลิมฉลองพิธีนี้กันภายในครอบครัว แม้ทุกบ้านจะพากันไปสุสานอย่างพร้อมเพรียง แต่หัวใจสำคัญของงานก็คือการระลึกถึงผู้ล่วงลับ บรรยากาศในงานจึงมีลักษณะเป็นงานรื่นเริงที่เรียบง่ายและอบอุ่น คล้ายกับการกลับมารวมญาติระหว่างคนเป็นกับคนตายที่มีโอกาสมา ‘เจอ’ กันแค่ปีละหนึ่งครั้ง และได้ใช้เวลาระลึกถึงกันในแง่ของความสุขที่เคยมีร่วมกันมา มากกว่าความรู้สึกโศกเศร้าเสียใจที่ต้องสูญเสียคนในครอบครัวหรือบุคคลอันเป็นที่รักไป

เราเองในฐานะของคนแปลกหน้าที่บังเอิญไปอยู่ในช่วงเวลาของการเฉลิมฉลองนี้ ได้เห็นผู้คนมากมายที่ออกมาพบปะกันในจัตุรัสกลางเมือง หลายคนแต่งหน้าแต่งตัวเป็นคาทริน่า แม้แต่เด็กตัวเล็กๆ ก็แปลงร่างเป็นโครงกระดูกที่เห็นแล้วอดยิ้มตามไปด้วยไม่ได้

Dia de los Muertos

©Kevin, CCBY2.0, Flickr

จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับคนท้องถิ่น ทำให้ได้รู้ว่าพิธีการเฉลิมฉลองอันเก่าแก่นี้ถูกถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น คนเม็กซิโกรุ่นเก่ายังคงตระเตรียมงานและปฏิบัติตามธรรมเนียม ด้วยความเชื่อที่ว่าวิญญาณของบรรพบุรุษจะเดินทางกลับมาจริงๆ ในขณะที่คนรุ่นใหม่มองเทศกาลนี้เป็น ‘สิ่งเตือนใจ’ ว่าความตายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกคน จึงควรใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่าและมีประโยชน์กับคนรอบข้าง เหมือนกับที่สมาชิกในครอบครัวหรือคนรักที่ตายไปแล้วได้ทำเอาไว้และยังคงได้รับการระลึกจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

หากมองในแง่ของการส่งเสริมความใกล้ชิดของคนในครอบครัว เทศกาลนี้ก็นับเป็นหนึ่งในวิธีที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในบ้านมีความแน่นแฟ้นมากขึ้น เช่น เด็กคนหนึ่งอาจจะเกิดมาในครอบครัวที่คุณปู่เสียชีวิตไปนานแล้ว แต่เพราะการฉลองวันแห่งผู้ล่วงลับที่จัดขึ้นในแต่ละปี สมาชิกในครอบครัวจะพูดถึงคุณปู่ และเอารูปเก่าๆ มาวาง มีการทำอาหารหรือเปิดเพลงที่คุณปู่ชอบบ่อยๆ เด็กคนนี้จึงอาจจะมีความรู้สึกผูกพันกับ ‘คุณปู่’ ที่ไม่เคยแม้แต่จะเจอหน้ากันมาก่อนเลยก็ได้

Dia de los Muertos

©Kevin, CCBY2.0, Flickr

สำหรับในเมืองหลวงอย่างเม็กซิโกซิตี้ การเฉลิมฉลองเทศกาลนี้ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากในช่วง 3 – 5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากการถ่ายทำภาพยนต์ภาคต่อ James Bond 007 เรื่อง Spectre ที่มีการเนรมิตฉากการไล่ล่าของนักแสดงนำกับศัตรู ท่ามกลางขบวนพาเหรดโครงกระดูกที่กำลังเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่กลางเมืองเม็กซิโกซิตี้ และฉากนี้ก็กลายเป็นฉากที่ได้รับการพูดถึงในวงกว้างทั้งในและต่างประเทศ จนกระทรวงการท่องเที่ยวและรัฐบาลเม็กซิโกสนับสนุนให้มีการจัดขบวนพาเหรด เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาล Day of the Dead อย่างเป็นทางการขึ้นครั้งแรกในปี 2016 ที่ผ่านมา

Dia de los Muertos

©Gukgy Charlie

มีการคาดการณ์กันว่าขบวนพาเหรดประจำปีของเทศกาลนี้จะเป็นแม่เหล็กขนาดใหญ่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้ามาในประเทศเม็กซิโก และน่าจะกลายเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ในปีล่าสุดที่เป็นเพียงการจัดงานครั้งที่ 2 แต่ขนาดของงานก็ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เท่า ขบวนพาเหรดโครงกระดูกมีความยาวถึง 10 กิโลเมตร และมีผู้สนใจรอชมตลอดเส้นทางกว่า 300,000 คน*

Dia de los Muertos

©Gukgy Charlie

ปรากฏการณ์นี้ทำให้ชาวเม็กซิโกบางส่วนไม่เห็นด้วยและไม่พอใจที่วัฒนธรรมอันเก่าแก่ของชาติถูกตีความใหม่ผ่านภาพยนตร์ฮอลลีวูด โดยมีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่าขบวนพาเหรดอาจทำให้จุดประสงค์ดั้งเดิมของเทศกาลนี้ถูกบิดเบือน และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการทำลายมนตร์ขลังของพิธีกรรมและความเชื่อที่สืบทอดกันมายาวนาน จนเหลือไว้เพียงเปลือกนอกที่ไร้ความหมาย

Dia de los Muertos

©Gukgy Charlie

แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าความนิยมของที่เพิ่มมากขึ้นของเทศกาลนี้ทำให้กลุ่มวัยรุ่นในเมืองหลวงที่เคยให้ความสนใจกับเทศกาลฮาโลวีน หันกลับมามีส่วนร่วมกับเทศกาลประจำชาติมากกว่าเดิม แม้แต่เด็กเล็กๆ ที่เคยแต่งตัวเพื่อฉลองเทศกาลฮาโลวีนที่โรงเรียน ก็หันมาแต่งหน้าแต่งตัวเป็นโครงกระดูกคล้ายคาทริน่า การเปลี่ยนแปลงนี้จึงเป็นเหมือนการทำให้เทศกาลเก่าแก่ดั้งเดิมที่กำลังจะถูกกลืนเข้ากับเทศกาลฮาโลวีน กลับมามีชีวิตและโลดแล่นได้อย่างน่าทึ่งอีกครั้ง

Dia de los Muertos

©Filip Gielda, Unsplash

Dia de Los Muertos, Day of the Dead

วันที่: 31 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน
เมืองอื่นๆ ที่น่าสนใจในช่วงเทศกาลนี้:  Oaxaca, Michoacan, Merida, Aguascalientes และ Chiapa de Corzo ใน Chiapas
ภาพยนตร์เกี่ยวกับ Day of the Dead ที่อยากแนะนำให้ดู: The Book of Life (2014)

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

*. Mexicans embrace Day of the Dead spectacle in place of Halloween The Guardian October 2017

  1. Day of the Dead 2017: Thousands take to Mexico City streets to celebrate Dia de los Muertos Independent October 2017
  2. La Catrina: The woman of Mexico October 2012
  3. Day of the Dead history October 217
  4. Mexico’s grand dame of the Dead, the story behind La Catrina Chicago Tribune October 2017

6. La Catrina:” Mexican representation of Death The Yucatan Times December 2017

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

อันที่จริงแผนดั้งเดิมของเราในวันนั้นคือการขี่รถมอเตอร์ไซค์จากกิโต (Quito) เมืองหลวงของประเทศเอกวาดอร์ ไปยังเกวงกา (Cuenca) เมืองเล็กๆ บนเทือกเขาแอนดีสทางฝั่งใต้ของประเทศค่ะ

ด้วยระยะทางกว่า 450 กิโลเมตร เรากับคริสเตียนจึงตั้งใจออกจากโรงแรมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีเพื่อเลี่ยงรถติดในเมืองหลวง และเผื่อเวลาเอาไว้สำหรับการขี่รถบนเส้นทางคดเคี้ยวตามแนวเขาที่มักจะทำความเร็วได้ไม่มาก ตอนนั้นก็ยังคิดว่าถ้าโชคดี เราอาจจะไปถึงที่หมายก่อนพระอาทิตย์ตก และอาจจะพอเหลือแรงให้เดินหาอะไรกินในเมืองก่อนเข้านอนได้บ้าง

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

แต่แล้วแผนของเราก็ล่มตั้งแต่ 50 กิโลเมตรแรกค่ะ เพราะมีก้อนดินขนาดใหญ่ถล่มลงมาปิดถนนเส้นหลัก เราเห็นว่ามีร่องรอยของล้อรถยนต์ที่ขับผ่านไปบ้างแล้ว เลยคิดว่าอาจจะขี่รถตามไปได้ด้วยเหมือนกัน แต่พอลองลงเดินเข้าไปดู ก็พบว่ากองดินด้านหลังสูงกว่าฝั่งนี้พอสมควร แถมทั้งฝนและหมอกก็ทำให้ดินกลายเป็นโคลนเหนียว แค่จะยกขาเดินแต่ละก้าวก็ยังยากลำบาก จะลากรถมอเตอร์ไซค์ที่เต็มไปด้วยสัมภาระผ่านกองดินเหนียวตรงนี้ไป ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

เราเดินวนเวียนสำรวจกันอยู่สักพัก แล้วก็เลยลองไปถามกลุ่มชาวบ้านที่นั่งคุยกันอยู่ไม่ไกลจากแถวนั้น ได้ความว่าดินถล่มตั้งแต่เมื่อวานเย็น แต่ถนนเส้นนี้ดินโคลนถล่มเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าไม่มีคนสูญหายหรือบาดเจ็บ ก็อาจจะต้องรอ 2 – 3 กว่าจะมีการขนย้ายดินออกไป 

“ขี่รถอ้อมไปทางอเลาซี (Aluasi) ก็ได้นะ กลับไปทางนี้เจอแยกแล้วเลี้ยวขวา” 

คุณลุงอีกคนที่ตอนแรกง่วนอยู่กับการเช็ดโคลนให้ลูกเจี๊ยบเดินออกมาชี้ทางให้ เราหยิบแผนที่ออกมาดูตามที่ลุงว่า เมืองอเลาซีอยู่ห่างจากจุดดินถล่มไม่ถึง 20 กิโลเมตร แต่การเดินทางย้อนกลับไปจะทำให้เราเสียเวลามากขึ้นพอสมควร คุณลุงคงจะเห็นท่าทางลังเลของเราแล้วนึกขำ ทำนองว่าไม่ไปทางนี้แล้วเธอจะไปทางไหน

“ลุงตัดสินใจให้เอง มาเที่ยวกันไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ แวะไปนั่งรถไฟที่อเลาซีก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ” 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

อเลาซี เมืองสายรุ้งในอ้อมกอดแอนดีส
Aluasi, Ecuador

เรากับคริสเตียนย้อนกลับไปอเลาซีโดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากนอกจากจะหาที่ตั้งหลักเพื่อวางแผนก่อน และแม้แต่ตอนไปถึงก็ยังคิดว่าจะหากาแฟกันคนละแก้วแล้วค่อยเร่งออกเดินทางต่อ

อเลาซีเป็นเมืองเล็กๆ สีสันสดใสและล้อมรอบไปด้วยภูเขา ตึกรามบ้านช่องในเมืองดูน่าจะเก่าแก่ไม่น้อย เมื่อขี่รถเข้าไปแล้ว จึงได้เห็นว่าผังเมืองมีลักษณะเป็นบล็อกสี่เหลี่ยม ทำให้ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของเมือง ก็มองเห็นยักษ์ใหญ่สีเขียวที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลังถนนเล็กๆ ทุกสายในเมืองได้อย่างชัดเจน 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์
'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

“เมื่อกี้คุณลุงบอกว่ายังไงนะ ให้ไปนั่งรถไฟก่อนใช่ไหม” 

เสียงคริสเตียนแว่วๆ ลอดหมวกกันน็อกมา เรามองตามไปข้างหน้า จึงได้เห็นว่าสถานีรถไฟของที่นี่อยู่ติดกับจตุรัสกลางเมือง ตรงข้ามสถานีมีร้านกาแฟและร้านอาหารให้เลือก 3 – 4 ร้าน เราสองคนจึงจอดรถและแวะเข้าไปในร้านกาแฟที่ใกล้สถานีที่สุด ระหว่างนั้นเจ้าของร้านก็ออกมาชวนคุยด้วย

“มารอขึ้นรถไฟหรือว่าเพิ่งกลับมาจากรอบเช้าคะ วันนี้หมอกเยอะแต่วิวก็น่าจะสวยมาก” 

เราตอบกับพี่เจ้าของร้านว่าแค่บังเอิญผ่านมาเฉยๆ แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรเพิ่มเติม เขาก็ต้องปลีกตัวไปรับลูกค้าใหม่ที่เพิ่งเดินเข้ามา ด้วยความอยากรู้ เราเลยหยิบมือถือมาเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับรถไฟในอเลาซี วันนี้มีแต่คนพูดถึงรถไฟของเมืองนี้

“The Devil’s Nose Train”

“ผลงานชิ้นโบว์แดงทางวิศวกรรมรถไฟในศตวรรษที่ 19”

“รถไฟจมูกปีศาจแห่งเอกวาดอร์”

“ทางรถไฟที่อันตรายที่สุดของโลก”

“สุสานแรงงานจาเมกันในแอนดีส”

ฯลฯ

โอ้โห พอไล่อ่านคร่าวๆ แล้วก็รู้สึกเขินขึ้นมาทันทีเลยค่ะ เรามาถึงเมืองนี้และอยู่ห่างสถานีรถไฟของเขาไม่กี่สิบก้าว แต่กลับไม่รู้เลยว่าอเลาซีเป็นเมืองที่มีรถไฟท่องเที่ยวชื่อเสียงโด่งดังในเอกวาดอร์ พอเจ้าของร้านกาแฟกลับมาจะคุยต่อและรู้ว่าเราสนใจเรื่องรถไฟ เจ้าตัวก็เลยรีบไปหยิบรายละเอียดมาให้ดูเยอะแยะ 

“รถไฟท่องเที่ยวสายนี้ปกติมีวันละสามเที่ยวค่ะ ตอนแปดโมงเช้า สิบเอ็ดโมง แล้วก็บ่ายสามโมง แต่ถ้าวันไหนสภาพอากาศไม่ดีก็อาจจะยกเลิกทุกเที่ยว รถออกจากสถานีอเลาซีไปสถานีซิบัมเบที่อยู่ด้านล่างแล้ววนกลับมาส่งที่เดิม ใช้เวลาทั้งทริปประมาณสองชั่วโมงครึ่ง

“ถ้าอยากไปเที่ยววันนี้ ลองไปถามหาตั๋วช่วงบ่ายอาจจะยังพอมีนะคะ” 

เรารีบทำตามคำแนะนำ วิ่งข้ามถนนไปสถานีรถไฟ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าที่นั่งเต็มแล้ว แต่ก็ให้ลงชื่อรอตั๋วไว้สองใบ และบอกว่าช่วงบ่ายมักมีนักท่องเที่ยวเปลี่ยนใจยกเลิกตั๋วบ่อยๆ แต่ก็ไม่รับปากว่าจะได้ หลังลงชื่อเสร็จก็กลับมานั่งวางแผนเรื่องที่พักกันใหม่ ซึ่งเจ้าของร้านกาแฟก็ช่วยแนะนำโรงแรมใกล้ๆ จตุรัสให้ 2 – 3 แห่ง ตอนแรกปรึกษากันว่าเราควรรอจนกว่าจะได้ตั๋วรถไฟก่อนแล้วค่อยจองโรงแรมดีไหม

“มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ” 

คริสเตียนพยายามเลียนเสียงและท่าทางของคุณลุงที่เจอกันเมื่อเช้าอย่างเต็มที่ แล้วเราสองคนก็อดหัวเราะให้กันไม่ได้ จริงอย่างที่คุณลุงว่า จะรีบไปไหนกันนักหนา มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ สุดท้ายเราก็ตกลงจองโรงแรมไปก่อนเพื่อเอาสัมภาระไปเก็บ และออกมาเดินเล่นในจตุรัสระหว่างรอลุ้นตั๋วรถไฟ 

ตอนนั้นเราเผื่อใจไว้แล้วว่าถ้าไม่ได้ตั๋วก็ไม่เป็นไร (เที่ยว 8 โมงของเช้าวันถัดไปเต็มแล้วเหมือนกันค่ะ และมักจะไม่มีคนยกเลิกตั๋วด้วย) 

ก่อนรถไฟออกประมาณครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีนักท่องเที่ยวยกเลิกตั๋วทั้งหมด 5 ใบ ซึ่งตรงกับจำนวนคนที่มาลงชื่อสำรองของรถไฟเที่ยวบ่ายพอดี อีก 3 คนมาเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกจากนอร์เวย์ค่ะ เราพูดคุยทักทายกันนิดหน่อย แต่เพราะหาภาษากลางที่สื่อสารกันไม่ได้ สุดท้ายก็เลยได้แต่ยิ้มและโบกมือให้กัน

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เส้นทางรถไฟจมูกปีศาจ อเลาซี – ซิบัมเบ 

La Nariz del Diablo, Alausí – Sibambe

หัวรถจักรดีเซลสีดำด้านจอดอยู่ตรงชานชาลา ตามด้วยตู้รถไฟที่ตกแต่งด้วยไม้แบบคลาสสิกอีก 4 ตู้ และมีตู้ขนสัมภาระด้านหลังสุด 1 ตู้ ด้านในจัดเป็นเก้าอี้หันหน้าเข้าหากัน ฝั่งหนึ่งเป็นเก้าอี้เดี่ยว ส่วนอีกฝั่งเป็นเก้าอี้คู่ เจ้าหน้าที่แจ้งตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าทุกคนในรถมีพื้นที่มากพอที่จะลุกขึ้นยืนเพื่อถ่ายรูปได้ทั้งสองด้าน และกระจกหน้าต่างของรถไฟก็เลื่อนเปิดปิดได้ด้วย เพื่อให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปวิวได้โดยไม่มีเงาสะท้อน 

เราสองคนรีบนั่งประจำที่ด้วยความตื่นเต้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เมื่อขบวนรถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากสถานี เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่บรรยายก็พาทุกคนบนรถย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นของรถไฟในเอกวาดอร์พร้อมๆ กัน

การสร้างรางรถไฟในเอกวาดอร์อย่างจริงจังเกิดขึ้นหลังสงครามประกาศอิสรภาพและสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง ผู้นำประเทศในสมัยนั้นมองว่า ความยากลำบากในการคมนาคมระหว่างเมืองเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศล้าหลัง จึงมีความคิดที่จะเชื่อมต่อเมืองเหล่านั้นด้วยรถไฟ โดยเฉพาะระหว่างกิโต (Quito) ที่เป็นเมืองหลวง กับเมืองกัวยากิล (Guayaquil) ที่เป็นทั้งเมืองท่าและเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เราหยิบแผนที่ในมือถือมากดดู ขนาดเดินทางด้วยถนนในสมัยนี้ กิโตกับกัวยากิลก็ยังอยู่ห่างกันตั้ง 400 กว่ากิโลเมตร เจ้าหน้าที่บอกว่าสมัยก่อนถ้าเดินทางด้วยล่อ ก็จะใช้เวลาประมาณ 2 วัน หรือถ้าหากมีเกวียนสัมภาระไปด้วยก็อาจกินเวลาเป็นสัปดาห์ 

ปัญหาหลักคือ กัวยากิลตั้งอยู่ที่ระดับน้ำทะเล ส่วนกิโตอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,800 เมตร และเส้นทางระหว่างสองเมืองนี้ต้องผ่านทั้งแม่น้ำ ป่าทึบ ทางลาดชัน และยอดเขาแอนดีสที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดปี การเชื่อมกิโตกับกัวยากิลเข้าด้วยกันจึงเป็นงานที่เหนือจินตนาการ เมื่อคำนึงถึงขีดความสามารถของเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เสียงบรรยายเป็นภาษาสเปนสลับกับอังกฤษดำเนินไป ในขณะที่วิวภูเขาสูงสลับซับซ้อนเคลื่อนผ่านหน้าต่างรถไฟไปอย่างช้าๆ ผู้โดยสารหลายคนเริ่มลุกขึ้นถ่ายรูปวิวที่สวยสมบูรณ์แบบจนแทบจะเหมือนภาพวาด เราเองก็เผลอมองออกไปด้านนอกจนไม่ได้ตั้งใจฟังไปพักใหญ่ เพิ่งจะกลับมามีสมาธิจดจ่ออีกครั้งก็ตอนที่เจ้าหน้าที่อีกท่านเดินเอาขนมกับน้ำส้มมาแจกให้ 

“ในช่วงสิบห้าปีแรกมีการสำรวจและทดลองสร้างรางรถไฟสายนี้หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จค่ะ จนกระทั่งรัฐบาลเซ็นสัญญาให้บริษัทวิศวกรรมสัญชาติอเมริกันเข้ามาดูแล และการก่อสร้างอย่างเป็นทางการก็เริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1899” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : David Brossard Flickr

ทางรถไฟที่ท้าทายและอันตรายต่อการสร้างที่สุดในโลก

หลังจากนั่งชมวิวกันมาสักพัก รถไฟก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงจนจอดนิ่งสนิท เจ้าหน้าที่ชี้ให้ทุกคนมองออกไปที่อาคารด้านล่าง และบอกว่านั่นคือสถานีซิบัมเบ (Sibambe) ซึ่งเป็นสถานีปลายทางที่เราจะลงไปถึงภายใน 15 นาทีนี้ 

“สถานีซิบัมเบอยู่ต่ำลงไปกว่าเราประมาณแปดร้อยเมตรค่ะ ตอนนี้รถไฟของเราจอดอยู่บนรางที่สร้างเลียบหน้าผาหินที่ทำมุมแทบจะตั้งฉากกับพื้น จุดนี้เป็นจุดที่ยากที่สุดในการสร้างรางรถไฟประวัติศาสตร์สายนี้ เพราะต้องเจาะหินเป็นทางลาดชันแบบสลับฟันปลา เพื่อติดตั้งรางรถไฟและให้รถไฟวิ่งแบบซิกแซ็ก คือทั้งเดินหน้าและถอยหลังจนลดและเพิ่มระดับความสูงแปดร้อยเมตรภายในระยะทางสิบสองกิโลเมตรได้” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สิ้นเสียงผู้บรรยาย รถไฟที่เรานั่งอยู่ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวถอยหลังค่ะ เรารู้ดีว่ารถไฟสายนี้วิ่งเส้นทางนี้มาเป็นหมื่นเป็นแสนรอบแล้ว แต่ก็ยังอดกลั้นหายใจลุ้นไปกับเขาด้วยไม่ได้ และเพราะมุมที่เกือบตั้งฉากของหน้าผาทำให้หลังคาของสถานีปลายทางที่เห็นตอนแรกหายลับไปจากสายตา ยิ่งรถไฟถอยหลังลงไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งมองไม่เห็นอะไรด้านล่างเลยแม้แต่พื้นดินข้างๆ รางจนแทบรู้สึกเหมือนรถไฟทั้งขบวนลอยอยู่บนอากาศ

ตอนนั้นเรารู้สึกได้เลยว่าไม่ได้มีแค่เราคนเดียวที่กลั้นหายใจแน่ๆ เพราะนักท่องเที่ยวทั้งขบวนพร้อมใจกับเงียบและมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใจจดใจจ่อ สักพักรถที่กำลังเคลื่อนตัวถอยหลังก็ค่อยๆ ชะลอจนหยุด และเริ่มออกเดินหน้าในทิศตรงกันข้ามอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการลงสู่พื้นระดับเดียวกับสถานีปลายทาง

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“รูปแบบและการทำงานของระบบรางรถไฟส่วนนี้เป็นผลงานชิ้นเอกทางวิศวกรรมระบบรางในศตวรรษที่ 19 แม้แต่แรงงานต่างชาติที่ถูกเกณฑ์มากว่าสี่พันคน ส่วนใหญ่ก็มาจากจาเมก้า เพราะเป็นกลุ่มแรงงานที่มีประสบการณ์การสร้างรางรถไฟร่วมกับวิศวกรชาวอังกฤษในจาเมก้ามาก่อน และบางส่วนก็เคยร่วมสร้างทางรถไฟของประเทศปานามามาก่อนแล้วด้วย” 

  เมื่อลงมาถึงพื้นด้านล่าง รถไฟก็แล่นผ่านสถานีซิบัมเบไปประมาณสองร้อยเมตรและจอดตรงบริเวณที่โล่งกว้าง เจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณให้ทุกคนลงจากรถและไปรวมตัวกันอยู่ด้านข้างรถไฟ 

“กว่ารางรถไฟสายนี้จะสำเร็จ มันก็คร่าชีวิตของแรงงานเหล่านี้เกือบสองพันคน ทั้งจากอุบัติเหตุ แรงระเบิด ไข้เหลือง มาลาเรีย งูพิษ เสือจากัวร์ และสภาพอากาศที่หนาวจัด โดยเฉพาะตรงจุดนี้ซึ่งต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนานกว่าส่วนอื่น ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นหลักพัน”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“ตอนนี้คุณมองเห็นจมูกของปีศาจหรือยังคะ” 

ทุกคนไปมองหน้าผาสูงชันที่มีรางรถไฟเลียบผาเรียงสลับกันไปมาอยู่ตรงหน้า เมื่อพยายามจินตนาการอีกนิดหน่อย ก็พอจะมองเห็นว่ามันมีลักษณะคล้ายใบหน้าของคนที่กำลังเงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ และรางรถไฟบนหน้าผาก็อยู่ตรงบริเวณจมูกของใบหน้านั้นพอดี 

“เดิมภูเขาลูกนี้มีชื่อว่ารังพญาแร้ง (The Condor’s Aerie) แต่เมื่อมีการสร้างรางรถไฟมาถึงที่นี่ ชาวพื้นเมืองก็เชื่อกันว่าเป็นการลบหลู่เทพเจ้าและปีศาจที่คุ้มครองเทือกเขาแอนดีส การที่คนงานและวิศวกรก่อสร้างพากันล้มตายก็เพราะโดนปีศาจลงโทษ โดยเฉพาะบริเวณนี้ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่สุด ภูเขาลูกนี้จึงมีอีกชื่อที่เรียกกันว่า Nariz del Diablo หรือจมูกของปีศาจ และเป็นที่มาของชื่อรถไฟสายจมูกปีศาจนั่นเองค่ะ” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สถานีปลายทางซิบัมเบ

หลังทุกคนได้ถ่ายรูปกับ ‘จมูกปีศาจ’ จนหนำใจแล้ว ก็พากันกลับขึ้นรถไฟและมาลงที่หน้าสถานีซิบัมเบ พื้นที่ของสถานีนี้มีขนาดเล็กกว่าสถานีอเลาซี แต่ด้านในก็มีพร้อมทั้งร้านขายของที่ระลึก พิพิธภัณฑ์ และร้านอาหาร นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มชาวพื้นเมืองที่มาคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยการร้องเพลงและแสดงการเต้นรำแบบพื้นเมือง โดยนักท่องเที่ยวทุกคนจะมีเวลาอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งชั่วโมงและเลือกทำกิจกรรมอะไรก็ได้ เรากับคริสเตียนแวะไปดูโชว์เต้นรำแบบพอหอมปากหอมคอ แล้วก็แยกย้ายกันไปหามุมสงบนั่งเรียบเรียงบันทึกการเดินทางจนถึงเวลาที่ต้องขึ้นรถไฟกลับ

ระหว่างทางเจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า รถไฟจากกัวยากิลวิ่งไปถึงกิโตครั้งแรกใน ค.ศ. 1908 ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดเพียง 12 ชั่วโมง และหลังจากนั้นก็เป็นยุคที่การคมนาคมด้วยรถไฟในเอกวาดอร์รุ่งเรืองสุดขีด ทั้งการท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างพื้นที่บนภูเขากับเมืองท่าชายทะเลก็ก้าวหน้าไปอย่างมาก แต่เมื่อมีถนนเข้ามาแทนที่ช่วงปลาย ค.ศ. 1990 รถไฟก็ไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป หลายเส้นทางโดนดินถล่มจนต้องปิดถาวร บางเส้นทางถูกปล่อยทิ้งร้าง

“เกือบยี่สิบปีหลังจากนั้น เส้นทางรถไฟกัวยากิล-กิโต ปิดบริการเกือบทั้งเส้น ยกเว้นเส้นทางจมูกปีศาจระหว่างอเลาซี-ซิบัมเบ เส้นทางเดียวที่ยังเปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่ตลอด”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

ต้องขอบคุณเส้นทางสายนี้ค่ะ เพราะทำให้รัฐบาลมองเห็นว่านักท่องเที่ยวยังคงชื่นชอบที่จะเดินทางด้วยรถไฟและยินดีที่จะจ่ายเงินในราคาสูง เพื่อให้ได้ดื่มด่ำกับความสวยงามของเทือกเขาแอนดีสด้วยสายตาตัวเอง ใน ค.ศ. 2008 รัฐบาลทุ่มงบประมาณหลายล้านเหรียญเพื่อปรับปรุงเส้นทางรถไฟใหม่ทั้งหมด และเปิดตัวรถไฟท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่เน้นความหรูหราและความสะดวกสบายจนได้การตอบรับเป็นอย่างดี 

เมื่อรถไฟเทียบเข้าชานชาลาอเลาซี ทั้งพนักงานขับรถไฟ พนักงานดูแลความเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่บรรยาย พากันมายืนเรียงแถวจับมือและขอบคุณผู้โดยสารทุกคนที่เดินลงมาจากรถอย่างกระตือรือร้น ส่วนเราเมื่อเสร็จจากที่สถานีแล้วก็แวะไปที่ร้านกาแฟอีกครั้ง เพื่อขอบคุณเจ้าของร้านให้คำแนะนำทั้งเรื่องตั๋วรถไฟและที่พัก 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เช้าวันถัดมาก่อนออกเดินทาง เราถือโอกาสออกไปเดินเล่นดูบรรยากาศในเมือง และบังเอิญเจอกับคุณลุงคนเมื่อวานในตลาด คุณลุงโบกไม้โบกมือทักทายเราสองคนมาแต่ไกล และเดินข้ามถนนเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มกว้าง 

“เป็นยังไง ไปขึ้นรถไฟมารึเปล่า เช้านี้ถนนใช้ได้แล้วนะ จะวิ่งกลับไปทางเดิมก็ได้ หรือว่าติดใจจะอยู่ต่ออีกก็ได้เหมือนกัน” 

ขอบคุณดินถล่มในวันนั้นที่ทำให้เราได้พบกับคุณลุง พี่ร้านกาแฟ รถไฟจมูกปีศาจ และเมืองเล็กๆ ในเทือกเขาแอนดีสแห่งนี้ 🙂 


เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : Beatrice Murch Flickr

สมัยก่อนการนั่งรถไฟท่องเที่ยวสายจมูกปีศาจจะเป็นการนั่งไปบนหลังคาของรถสินค้าค่ะ รอบๆ รถมีราวเหล็กสูงประมาณหน้าอกให้นั่งเกาะได้ แต่เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเดินทางลักษณะนี้ จึงทำให้ต้องยกเลิกและเปลี่ยนมาใช้รถไฟท่องเที่ยวอย่างที่เห็นในปัจจุบันค่ะ

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load