อาจเพราะอินเทอร์เน็ตเข้าถึงง่าย ทำให้คนรุ่นใหม่ๆ มีโอกาสทำความรู้จักกับโลกอดีตที่เรืองรอง

อาจเพราะโลกยุคปัจจุบันไม่น่าเอ็นจอยเท่าโลกยุคเก่า

อาจเพราะเราต่างโหยหาอดีตและโรแมนติกกับมัน

อาจเพราะโลกร้อน COVID-19 

และอีกมากมายหลายอาจเพราะ…

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม Nostalgic Feeling หรือความรู้สึกโหยหาอดีต กำลังก่อตัวขึ้นกับคนในสังคมทั่วโลก จนสื่อหลายสำนักคาดคะเนกันว่า มันจะกลายมาเป็นเทรนด์ความรู้สึกของคนในยุคสมัยนี้ในอนาคตอันใกล้

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

หลังบทสนทนากับ หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา จบลง เราเริ่มรู้สึกคล้อยตามการคาดคะเนเทรนด์เหล่านี้ เพราะล่าสุดเขาเพิ่งนำทีม MOO แบรนด์เสื้อผ้าน้องใหม่จาก ASAVA Group ไปทำการ Collaboration กับรองเท้านักเรียนระดับตำนานอย่างนันยาง และสร้างประสบการณ์ที่ทำให้ผู้คนที่ไม่ได้ใส่รองเท้าจากแบรนด์นี้มาเป็นสิบปี หันกลับมามองนันยางใหม่ด้วยความรู้สึกบางอย่างอีกครั้ง

วันนี้ The Cloud จึงอยากพาผู้อ่านไปรู้จักกับแบรนด์ไทยทั้งสองให้มากขึ้น รวมถึงวิธีคิดเบื้องหลังการออกแบบรองเท้า MOO x Nanyang Sneakers ที่ทำให้หลายคนได้กลับไปสัมผัสกับห้วงความคิดช่วงวัยนักเรียน

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

คิดแบบหมู Moo

“ถ้า Asava คือ Impression ที่เรามีต่อผู้หญิง”

“Moo คือ Impression ที่เรามีต่อผู้ชาย” 

หมูเกริ่นนำถึงแบรนด์ Moo น้องใหม่คนล่าสุดจาก ASAVA Group ในแบบที่คนไม่คุ้นแฟชั่นอย่างเราพอเข้าใจ

Moo คือแบรนด์เสื้อผ้าและไอเท็มของผู้ชายที่มีลุคสนุกสนาน ผ่อนคลาย สวนทางกับภาพของแบรนด์แม่อย่างสิ้นเชิง แต่หมูยืนยันว่าทุกแบรนด์ที่ออกมาจากตัวเขา ล้วนถูกหยิบมาจากชีวิตจริงไม่แง่มุมใดก็มุมหนึ่ง ซึ่งเขาก็นิยามถึง Moo ต่อว่า 

“มันอาจจะเป็น A fun side of ASAVA. ก็ได้นะ คือเป็นตัวตนอีกด้านหนึ่งของเราที่คนไม่ค่อยได้รู้จัก”

หากเจาะจงว่าตัวตนด้านที่สนุกสนานของ ASAVA คือเครื่องแต่งกายในสไตล์อะไร หมูเล่าให้ฟังว่ามันคือ Preppy Workwear Vintage ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจาก ‘ตู้เสื้อผ้า’ ของตัวเขาเอง

ฟังดูน่าพิศวงกับการที่แบรนด์เสื้อผ้าสักยี่ห้อหนึ่งจะถูกดีไซน์ขึ้นจากตู้เสื้อผ้าของผู้เป็นเจ้าของ แทนที่จะเป็นการวิจัยตลาดหรือการจับเทรนด์มาแรง 

แต่ก็อย่างที่หมูบอก ทุกแบรนด์ของ ASAVA Group ล้วนมีจุดตั้งต้นมาจากตัวเขา

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา
MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

“ไอเดียของ Moo คือเราจะหยิบจับเสื้อผ้าที่เราชอบใส่มาขยำรวมกัน จากนั้นเราก็เอาสิ่งที่เราสนใจในตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด สีสัน หรือเทรนด์ มาผสมรวมกัน ทำให้ Moo มีทั้งสไตล์ที่ชัดเจนและความร่วมสมัย”

ความร่วมสมัยหนึ่งที่สะท้อนออกมาจาก Moo คือวิธีในการปล่อยคอลเลกชันใหม่ Moo คอลเลกชันแรกถูกปล่อยออกมาช่วงปลาย ค.ศ. 2019 และทยอยปล่อยคอลเลกชันต่อมาโดยไม่ได้ยึดกับไทม์ไลน์แบบ ‘ฤดูกาล’ หรือ Season ของวงการแฟชั่น

“เราตั้งใจไว้ว่าจะไม่ทำหมูออกมาเป็นคอลเลกชันตามฤดูกาล เพราะเราเชื่อว่า ทุกวันนี้คนไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าตาม Sping/Summer Fall/Winter ในเชิงประโยชน์การใช้สอยอีกแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้คนไม่ได้มีตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่แน่นอน มีการเปลี่ยนถ่ายย้ายที่อยู่ตลอดเวลา ทำให้วิธีคิดการแต่งตัวของคนไม่ได้มี Season มากเท่ากับสมัยก่อน แต่คนกลับรับรู้การออกคอลเลกชันใหม่ของแบรนด์จากการโฆษณาของร้านค้ามากกว่า ซึ่งพอวิธีคิดของมนุษย์เปลี่ยน พฤติกรรมของเขาก็เปลี่ยนด้วย”

การออกคอลเลกชันของ Moo ถูกเรียกเป็น Drop ซึ่งแต่ละ Drop ก็จะมีไอเท็มไฮไลต์ที่เหมาะสมกับช่วงเวลานั้นๆ ไม่ว่าจะในด้านของสีสัน เนื้อผ้า หรือประโยชน์ใช้สอย การไม่ผูกตัวเองอยู่กับปฏิทินทำให้ Moo มีความยืดหยุ่นในการทำงาน ซึ่งความยืดหยุ่นนี้ครอบคลุมไปถึงต้นทางอย่างวิธีคิดการออกแบบไอเท็มแต่ละชิ้นด้วย

“ต้องบอกว่าดีไซน์ออฟฟิศที่นี่ไม่ได้เชื่อว่าเราเป็นคนขายเสื้อ แต่เราเป็นคนขายความคิด เพราะฉะนั้น ทุกอย่างมันจะย้อนกลับมาที่วิธีคิดทั้งหมด โอเค เราอาจจะเริ่มต้นจากการขายเสื้อ เพราะมันเป็นความหลงใหลแรกของเรา แต่ต่อไปเราก็เปลี่ยนวิธีคิดของเราให้กลายเป็นอย่างอื่นได้ เป็นรองเท้าก็ได้ อาหารก็ได้ โรงแรม สีทาบ้าน กระดาษเช็ดปาก หรือแม้แต่โรงเรียนก็ได้

“สิ่งที่สำคัญสำหรับเรา คือไม่ว่าจะเป็นอะไร มันต้องเกิดมาจากความอยากของเราจริงๆ ไม่มีแบรนด์ไหนของ ASAVA Group ที่คิดขึ้นมาเพราะรู้สึกว่าทำแล้วจะดัง ทุกแบรนด์ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะ Moo มันไม่มีอะไรที่ตอหลดตอแหลเลย มันคือสิ่งที่เราเชื่อ สิ่งที่เราใส่ และสิ่งที่เรามองเห็นคุณค่าจริงๆ”

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

เก๋าแบบนันยาง

‘เก๋ามาตั้งแต่รุ่นพ่อ’ 

คือมอตโต้เก่าของแบรนด์รองเท้านักเรียนไทยที่ตรงกับชีวิตจริงของหลายคน เพราะแบรนด์รองเท้ายี่ห้อนี้ผลิตรองเท้าขายให้กับเหล่านักเรียนไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2496 ซึ่งถ้านับมาจนถึง พ.ศ. นี้ ก็เป็นเวลาเกือบๆ 70 ปีแล้ว ระยะเวลาที่แบรนด์ได้ปักหลักตีตลาดนักเรียนมาอย่างยาวนานทำให้ ‘นันยาง’ ก้าวพ้นคำว่าแบรนด์ จนกลายมาเป็น ‘สถาบัน’ ของเหล่านักเรียนและอดีตนักเรียนไทยแทบทุกคน

รองเท้านันยางยืนยงผ่านกาลเวลาจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกและคงความนิยมมาได้ตลอดหลายสิบปี โดยมีตัวเลขสถิติจากเว็บไซต์ของนันยางเองระบุว่า นันยางผลิตรองเท้าออกมาแล้วกว่า 300,000,000 คู่ ตัวเลขนี้เราไม่ได้พิมพ์เลขศูนย์เกินแต่อย่างใด และมันอ่านว่า ‘สามร้อยล้านคู่!’ เราขอให้หมูใช้สายตาของคนในวงการแฟชั่นและนักออกแบบวิเคราะห์ถึงเหตุผล ว่าอะไรทำให้นันยางเป็นที่นิยมของคนไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

“ปัจจุบันรองเท้านันยางคือ Iconic ของรองเท้านักเรียน ซึ่งเราว่าของที่เป็น Iconic ทั้งหลาย คือของที่ถูกออกแบบและจัดวางมาแล้วอย่างดี แต่เราก็ตอบไม่ได้ว่ามันคือการจัดวางของอะไรกันแน่ มันอาจจะเป็นดีเทล ความรู้สึก หรือบริบทต่างๆ ที่รายล้อมตัวรองเท้าไว้ ซึ่งเราขอเรียกอะไรก็ตามที่ก้าวไปสู่จุดที่เป็น Iconic ว่า Magic เราเชื่อว่ามันเป็นเวทมนตร์บางอย่างที่ไม่มีใครรู้ว่าประกอบไปด้วยอะไรบ้าง หรือถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร

“แต่ถ้าจะให้เราลองคิดดูว่าอะไรที่ทำให้นันยางยังอยู่ในใจของคนไทย แม้เขาจะเลยวัยนักเรียนแล้วก็ตาม เราคิดว่าเพราะมันคือหนึ่งในองค์ประกอบของชีวิตคนไทยแทบทุกคน เราโตมากับมัน สวมใส่มันห้าวันต่อสัปดาห์เป็นเวลาสิบกว่าปี มันมีความสำคัญมากๆ กับเราในช่วงระยะเวลาหนึ่งของชีวิต ฉะนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารองเท้านันยางมีอิทธิพลกับผู้คนอย่างมาก”

ขณะเดียวกันหมูก็อธิบายเพิ่มเติมว่า บางครั้งความเป็น Iconic ก็ทรงอิทธิพลเสียจนไม่มีรองเท้ารุ่นอื่นๆ ผงาดขึ้นสร้าง ‘ภาพจำ’ ที่ทัดเทียมกับรองเท้านักเรียนรุ่นคลาสสิกของนันยางได้ ไม่แม้กระทั่งรองเท้ารุ่นใหม่ๆ ของนันยางเองก็ตาม ซึ่งในเรื่องนี้เอง เขาก็เคยประสบมาในรูปแบบของงานดีไซน์ที่สร้างปรากฏการณ์ในสังคมช่วงระยะเวลาหนึ่ง

“เวลาที่เราสร้างงานดีไซน์ที่ได้รับความนิยมจากสังคม แล้วเราลองเอามันมารีดีไซน์ใหม่ เช่นปรับดีเทลหรือเปลี่ยนประเภทผ้า มันกลับไม่ฮิตเหมือนกับตัวแรกที่เคยฮิต คือเราไม่รู้หรอกว่าปัจจัยรอบข้างทั้งหลายที่ทำให้ของสิ่งหนึ่งได้รับความนิยมจนกลายเป็นปรากฏการณ์คืออะไร เราพอจะหาคำอธิบายได้บ้าง แต่ก็ไม่ทั้งหมดหรอก”

MOO x Nanyang Sneakers เมื่อความหมูมาเจอความเก๋า

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

คงไม่มีใครคาดคิดว่าแบรนด์หน้าใหม่อายุ 1 ปีกว่าๆ จะเดินเข้าไปหาแบรนด์ระดับตำนานอย่างนันยางเพื่อทำงาน Collaboration ร่วมกัน เพราะทั้งอายุของแบรนด์ สไตล์ หรือแนวทาง ดูเหมือนไม่มีอะไรที่ใกล้กันเลย

เราจึงอดถามไม่ได้ว่า อะไรที่ทำให้ Moo ซึ่งเป็นแบรนด์รุ่นคราวลูกหรือคราวหลาน เลือกก้าวไปทำงานกับแบรนด์ที่เก๋าระดับรุ่นพ่อ จนออกมาเป็นงานคอลแลบรุ่นพิเศษอย่าง MOO x Nanyang Sneakers

“ไอ้เรามันเป็นคนชอบหาเรื่อง อะไรดีๆ เราก็ชอบตัด ชอบไปปรับมัน อย่างนันยางนี่เขาก็ขายได้ขายดีของเขาอยู่แล้ว แต่เราเห็นพื้นที่ที่น่าสนุกในการทำงานร่วมกัน เราเลยอยากไปลองคุยกับเขา”

หมูเล่าให้ฟังว่า การท้าทายให้แบรนด์ระดับนันยางลองทำสิ่งใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแบรนด์ระดับสถาบันก็มีวิถีที่ชัดเจนจากการดำเนินงานมาเป็นเวลานาน ซึ่งการคอลแลบกับแบรนด์อื่นๆ ไม่ได้อยู่ในแผนของเขา ทั้งยังไม่มีความจำเป็นในแง่ธุรกิจอีกด้วย เพราะรองเท้าของนันยางขายได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว แต่ด้วยความที่รู้จักและเชื่อมือกัน การท้าทายของหมูจึงได้รับไฟเขียวในที่สุด

“หลังจากที่รู้ว่าเขาตกลง เราก็เดินออกจากห้องประชุมพร้อมกับแบบรองเท้าที่สเก็ตช์เสร็จแล้วในหัว พอถึงออฟฟิศเราก็โยนงานให้ทีมไปแตกออปชันมาเพิ่มได้เลยว่าจะจัดวางสีสันอย่างไร ขนาดความยาวของแถบสีเท่าไร หัวรองเท้าจะเป็นแบบไหน ฯลฯ”

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

อะไรคือการสเก็ตช์ภาพชิ้นงานเสร็จในหัวหลังจากการประชุม เราถามสวนไปหาหมู

“ก็เราฝันเอาไว้นานแล้วว่าถ้าจะทำรองเท้าผ้าใบสักคู่หนึ่ง มันจะเป็นประมาณไหน” หมูตอบรวดเร็ว ก่อนเติมรายละเอียดเพิ่ม

“คือเราว่าการเริ่มต้นครั้งแรกของอะไรก็ตามมันไม่ยากหรอก เพราะเรามีภาพในหัวอยู่เยอะ อย่างลาย Stripe นี้ก็มีที่มา ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่อายุสิบห้า ตอนนั้นเราได้ตัดเสื้อครั้งแรกในชีวิต เพราะเป็นการบ้านของวิชาตัดเย็บ อาจารย์ให้โจทย์ว่าจงตัดชุดนอนมา จำได้ว่าเราก็เดินไปซื้อผ้าที่ร้านเฮี้ยงหยูฮวด แล้วเลือกลาย Stripe สีขาว-น้ำเงิน มา จากนั้นก็ตัดตามแบบที่อาจารย์ให้มานี่แหละ แต่เราก็เติมกระเป๋า เติมนู่นนี่ที่เราอยากใส่เข้าไปเอง อะไรที่อยากใส่แต่ทำไม่เป็นก็ไปถามคนที่ร้านตัดเสื้อของแม่ 

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

“ถึงเวลาเอาไปส่งอาจารย์ก็ตกใจว่างานของเรามันจริงจังเกินความคาดหวังของเขาไปไกล การเป็นลายแรกของเสื้อเรานี่แหละที่ทำให้ Stripe มีอิทธิพลต่อมาจนถึงวันนี้ เราเปิดแบรนด์มาสิบกว่าปีลวดลายนี้ก็ไม่เคยหายไปจากคอลเลกชันของเราเลย รองเท้าผ้าใบคู่แรกของเรามันก็เลยต้องเป็นลาย Stripe อยู่แล้ว”

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา
MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

80 เปอร์เซ็นต์ 

วันนี้ทุกคนคงหาดูหน้าตาของเจ้ารองเท้า Moo x Nanyang Sneakers ทั้งสองรุ่นกันได้ไม่ยาก และคงเห็นว่า ความฝันที่เป็นรูปเป็นร่างของหมูในการทำรองเท้าผ้าใบคู่แรกมีผลลัพธ์ออกมาประมาณไหน แต่เราก็ได้แอบถามหมูว่าการเดินทางของความฝันนี้ ตั้งแต่แบบในหัวจนออกมาเป็นรองเท้าทั้งสองลาย เขาพบเจอความท้าทายอะไรบ้าง

“ความท้าทายแรกคือ การที่เราจะไปท้าทายเขาให้เขาลองสิ่งใหม่ๆ นี่แหละ เพราะแบรนด์ระดับตำนานทั้งหลาย เขามีความเป็นสถาบันที่ชัดเจนและขยับเขยื้อนยาก เพราะสิ่งที่เขาทำมันยังเวิร์กอยู่ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปเปลี่ยนแปลง อย่างการที่เรามาคอลแลบกับนันยางมันไม่ใช่ความจำเป็นในแง่ธุรกิจของเขาเลย เพราะรองเท้านันยางก็ขายได้อยู่แล้ว แต่สุดท้ายเขาก็ซื้อไอเดีย และยินดีที่จะปรับบางอย่างเพื่อสร้างสรรค์สิ่งนี้ร่วมกันกับเรา”

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา
MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

ทุกๆ ครั้งที่แบรนด์แต่ละแบรนด์จับมือร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมาสักอย่าง นอกจากความท้าทายในการออกแบบชิ้นงานให้ตรงใจกับคนจากทั้งสองฝ่ายแล้ว กระบวนการผลิตก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ท้าทายไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเมื่อแบรนด์ทั้งสองแบรนด์มีจุดแข็งที่แตกต่างกัน หรือที่หมูใช้คำว่า ‘คนสายออกแบบ’ กับ ‘คนสายโรงงาน’ ซึ่งคนทั้งสองแบบนี้ต่างก็มีมุมมองเป็นของตัวเอง ว่าง่ายๆ คือคุยกันคนละภาษา ทำให้กระบวนการนี้ต้องอาศัยความเข้าใจ ความประนีประนอม และความใจเย็นของทั้งสองฝ่าย เพื่อสร้างสรรค์ชิ้นงานที่ดีที่สุดออกมา

“แต่เราไม่ได้คิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรค” หมูเล่าถึงความท้าทายด้านการสื่อสารระหว่างแบรนด์

“ต้องเข้าใจว่าการทำงานออกแบบอย่างที่เราทำ คนที่เป็นต้นไอเดียหรือดีไซเนอร์จะเต็มไปด้วยจินตนาการและความสร้างสรรค์ แต่พอเราต้องร่วมงานกับผู้ผลิตจริงๆ มันมีอีกหลายขั้นตอนและหลายปัจจัยที่ต้องฝ่าฟันจนงานออกมา ซึ่งสุดท้ายแล้วตัวชิ้นงานมันก็ไม่เป็นดั่งที่เราฝันอยู่แล้วแหละ ได้แปดสิบเปอร์เซ็นต์จากในหัวก็เรียกได้ว่าเก่งสุดๆ แล้ว”

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

เสื้อผ้าอารมณ์

แม้เราไม่ได้ถามหมูต่อว่า Moo x Nanyang Sneakers คือกี่เปอร์เซ็นต์จากจินตนาการของเขา แต่ระหว่างที่คุยกัน แววตาเขาเต็มไปด้วยความหลงใหลและภาคภูมิใจกับรองเท้าทั้งสองคู่นี้

หนึ่ง อาจเพราะมันเป็นรองเท้าผ้าใบคู่แรกที่เขาได้ออกแบบตั้งแต่ต้นจนจบ 

สอง สาม และสี่ อยู่ในย่อหน้าถัดถัดไป

“สิ่งที่พิเศษในคอลเลกชันนี้สำหรับเราไม่ใช่ตัวรองเท้าด้วยซ้ำ แต่มันคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากที่คนได้เห็นงานดีไซน์ของเรา ตัวรองเท้าทำหน้าที่เป็นเพียงอุปกรณ์ที่ไปขยับตะกอนความทรงจำบางอย่างให้ฟุ้งกลับมา ความ Nostalgia ที่มันแล่นขึ้นมาในหัวของแต่ละคนนี่แหละคือความพิเศษ

“บางครั้งก็เหมือนกับเรื่องของผัดกะเพราแหละ ที่เรากินอยู่บ่อยจนมองไม่เห็นความอร่อยหรือความพิเศษของมัน เช่นเดียวกับแบรนด์หลายๆ ยี่ห้อที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราตลอด แต่เรามองข้ามไป ซึ่ง Moo สนใจในพื้นที่ตรงนี้และอยากเข้าไปตีความคุณค่าให้กับมันใหม่อีกครั้ง เพื่อให้คนได้หันกลับมามองสิ่งที่คุณค่าเหล่านี้อย่างชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม”

MOO x Nanyang งานคอลแลบที่พารองเท้านักเรียนเข้ามาในโลกแฟชั่นผู้ใหญ่และย้อนเวลาไปพร้อมกัน, หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา

Writer

Avatar

คณพล วงศ์วิเศษไพบูลย์

นักเขียนอิสระ ที่กำลังลองทำงานหลายๆ แบบ ชอบลี้คิมฮวง ต้นไม้ เพลงแก่ๆ มีความฝันอยากทำฟาร์มออร์แกนิก และล่าสุดเขียนจดหมายสะสมลงในเพจ In the Letter

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

สูตรคูณ

เบื้องหลังงานสร้างสรรค์ครั้งพิเศษจากการ...

การร่วมมือระหว่างแบรนด์ดูเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วทุกวันนี้ ทุกครั้งที่อัปเดตเทรนด์แฟชั่น เราจะพบกับการร่วมมือกันระหว่างแบรนด์พร้อมกับประกาศเปิดตัวสินค้าตัวใหม่ที่น่าติดตาม ซึ่งก็ได้รวมเอาเอกลักษณ์ของทั้งสองแบรนด์เข้าไว้ด้วยกัน และคงกระตุ้นต่อมความอยากเป็นเจ้าของให้กับแฟน ๆ แต่ละแบรนด์ไม่น้อย ยิ่งถ้าเกิดเป็นแฟนของทั้งสองแบรนด์อยู่ด้วยแล้ว คงจะรีบกดจองโดยแทบไม่ต้องคิดได้เลยทีเดียว

แต่ถ้าเป็นแบรนด์ที่เรานึกไม่ออกว่าจะเขาจะร่วมมือกันได้ล่ะ ?

PLY x ขายหัวเราะ โดย F.HERO แฟนคลับผู้พา ‘บ.ก.วิติ๊ด’ ออกมาโลดแล่นบนท้องถนน

นั่นเป็นคำถามแรกในหัวหลังจากที่เรารู้ว่า F.HERO จะทำงานร่วมกับขายหัวเราะเพื่อผลิตรองเท้า ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิดหรอก แรปเปอร์อันดับต้น ๆ ของเมืองไทยร่วมมือกับบริษัททำหนังสือการ์ตูนที่สร้างเสียงหัวเราะให้คนไทยมาอย่างยาวนาน เพื่อผลิตสนีกเกอร์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งสร้างความสุขทุกครั้งที่หยิบมาสวมใส่

และนี่คือที่มาของเรื่องราวทั้งหมด

PLY (พลาย) แบรนด์รองเท้าสนีกเกอร์สัญชาติไทย ที่เกิดจากการวมตัวกันของเหล่าผู้คว่ำหวอดในวงการ ทั้งบริษัท CPL ผู้เชี่ยวชาญการผลิตรองเท้าเพื่อความปลอดภัย แบรนด์ 31Thanwa ซึ่งเป็นแบรนด์กระเป๋าสุดหรูที่สืบทอดมาจากโรงงานผลิตเครื่องหนังและรองเท้าหนังเป็นรุ่นที่ 3 และ กอล์ฟ F.HERO แรปเปอร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นผู้รอบรู้ด้าน Streetwear และเป็นหนึ่งในนักสะสมสนีกเกอร์ตัวยงที่ขึ้นชื่อในวงการ

PLY x ขายหัวเราะ โดย F.HERO แฟนคลับผู้พา ‘บ.ก.วิติ๊ด’ ออกมาโลดแล่นบนท้องถนน

แต่สิ่งที่ทำให้การร่วมมือกันครั้งนี้ นั่นเป็นเพราะ F.HERO เป็นมากกว่านั้น

กอล์ฟเล่าให้ฟังว่าเขาเป็นแฟนตัวยงหนังสือของสำนักพิมพ์บรรลือสาส์น ไม่ว่าจะเป็น ขายหัวเราะ มหาสนุก หรือ สวนเด็ก นั่นทำให้ต้องคอยติดตามข่าวสารของสำนักพิมพ์อยู่ตลอด และมองว่าการปรับตัวมาสร้างแพลตฟอร์มสำหรับรองรับงานใหม่ ๆ ในรูปแบบที่หลากหลายขึ้นของสำนักพิมพ์ ที่ตอนนี้กลายเป็นบันลือกรุ๊ป แถมยังได้รับความนิยมไม่สร่างซา ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มไหน ก็เป็นการนำเอาแนวคิดการต่อยอดมาทำให้ใช้ได้จริงที่ยิ่งน่าติดตาม เนื่องจากตัวกอล์ฟเองก็กำลังทำค่ายเพลง โดยหวังให้ T-Pop มีที่ยืนในวงการดนตรีของโลก และมองว่าการต่อยอดจากต้นทุนที่มีอยู่ เป็นวิสัยทัศน์ที่จะทำให้ไปถึงเป้าหมาย

เมื่อสำนักพิมพ์ที่เป็นตัวเองแฟนคลับแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่คล้ายกัน กอล์ฟจึงไม่รอช้า รีบติดต่อกับ พิมพ์พิชา อุตสาหจิต หรือ นิว ผู้บริหารรุ่นที่ 3 ที่แฟน ๆ หนังสือหลายคนจะคุ้นเธอจากตัวการ์ตูนเจ้าหนูที่มีผม 3 เส้น แต่นิวในตอนนี้คือผู้บริหารที่กำหนดทิศทางของบันลือกรุ๊ป เมื่อเธอได้พูดคุยกับกอล์ฟ และเห็นด้วยว่าการนำเอาความคลาสสิกที่มีของ ขายหัวเราะ มาต่อยอดในรูปแบบที่ต่างออกไป เป็นอีกพรมแดนหนึ่งที่น่าสนใจ พวกเขาจึงเริ่มงานทันที

PLY x ขายหัวเราะ โดย F.HERO แฟนคลับผู้พา ‘บ.ก.วิติ๊ด’ ออกมาโลดแล่นบนท้องถนน
PLY x ขายหัวเราะ โดย F.HERO แฟนคลับผู้พา ‘บ.ก.วิติ๊ด’ ออกมาโลดแล่นบนท้องถนน

ขายหัวเราะ มีนโยบายอยากทำงานกับผลิตภัณฑ์ทุกรูปแบบ เพื่อดูว่าพวกเขาจะต่อยอดเอาตัวละครที่ทุกคนคุ้นเคย ไปปรากฏตัวในพื้นที่ใหม่ ๆ ได้ไกลแค่ไหน นอกจากนี้เมื่อได้ร่วมงานกัน พวกเขาพบว่าต่างก็เป็นแฟนคลับของกันและกัน ไม่ใช่แค่กอล์ฟที่หลงใหลในตัวการ์ตูนของ ขายหัวเราะ เท่านั้น แต่ผู้บริหารของบันลือกรุ๊ปก็ชื่นชมสไตล์การแรป และทักษะการเขียนเนื้อเพลงที่เป็นเอกลักษณ์ของกอล์ฟด้วยเช่นกัน ดังนั้นจะพูดว่านี่เป็นการแลกเปลี่ยนความชื่นชมกันและกันระหว่างแฟนคลับก็คงไม่ผิดนัก และทำให้สามารถทำงานได้อย่างราบรื่น

แต่ถึงแม้จะมีความชื่นชอบเป็นต้นทุน การนำเอาตัวการ์ตูนมาอยู่บนรองเท้าก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่แล้ว พวกเขากำลังมองหารองเท้าที่สวย แต่ก็ต้องใช้งานได้จริง เหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ กอล์ฟและทีม PLY ต้องนำจุดเด่นของรองเท้าออกมาให้ชัดเจนที่สุด โดยยึดแนวคิด ‘Safety Streetwear Sneaker’ เป็นสำคัญ

ในขณะเดียวกัน ทางบันลือกรุ๊ปก็ต้องระดมทุกทรัพยากรที่มี เพื่อให้แน่ใจว่าตัวละครที่จะปรากฏขึ้นเป็นลวดลายบนรองเท้า จะไม่ใช่แค่การนำเอาภาพไปแปะเท่านั้น แต่ต้องมีชีวิตชีวาและนำพาความทรงจำแสนสุขมาให้คนที่ได้ลองใส่ เนื่องจากตัวการ์ตูนทุกตัวมีลักษณะท่าทางที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าทุกตัวละครที่เคยปรากฏบนหนังสือในเครือบันลือกรุ๊ป มีท่าทางเฉพาะตัว ไก่วัลลภจะทำท่าบางชนิดเท่านั้น โจรมุมตึกจะยืนด้วยท่าทางแบบที่คุ้นเคยเท่านั้น หากดัดแปลงเกินไปจนคนไม่เชื่อพวกมันจะออกท่าทางแบบนี้จริง ๆ จะทำให้ขัดกับภาพลักษณ์ที่เคยมี ตัวละครทุกตัวมีรายละเอียด ซึ่งทั้งกอล์ฟและนิวก็ยังย้ำว่าต้องลงลึกขนาดนี้ ก็เพื่อให้เสน่ห์ที่คอยมอบรอยยิ้มให้กับทุกคน ไม่ว่าจะอยู่บนกระดาษหนังสือการ์ตูน หรืออยู่บนสินค้าใด ก็ยังคงอยู่เสมอ

PLY x ขายหัวเราะ โดย F.HERO แฟนคลับผู้พา ‘บ.ก.วิติ๊ด’ ออกมาโลดแล่นบนท้องถนน
PLY x ขายหัวเราะ โดย F.HERO แฟนคลับผู้พา ‘บ.ก.วิติ๊ด’ ออกมาโลดแล่นบนท้องถนน

การทำงานร่วมกันจึงเป็นการหารือร่วมกันระหว่างทีม PLY และบันลือกรุ๊ป พร้อมทั้งวิเคราะห์จุดเด่นจุดด้อยของแทบทุกตัวละครเพื่อหาตัวที่เหมาะสม ซึ่งกอล์ฟบอกว่าทุกครั้งที่ได้เข้ามาที่ออฟฟิศบันลือกรุ๊ป เป็นเหมือนการเติมเต็มความฝันวัยเด็กของตัวเอง เขายังบอกอีกว่าจังหวะการ์ตูน 3 ช่องเป็นอีกแนวทางที่เขาใช้เวลาเขียนเพลง มีช่องเปิด ช่องปู และช่องตบ นี่อาจจะเป็นอีกเคล็ดลับที่ทำให้เขาปล่อยเพลงฮิตออกมา นอกจากนี้ เขายังเชื่อว่าขายหัวเราะในยุคต่าง ๆ ยังเป็นจดหมายเหตุประเทศไทยที่ย่อยเอาเหตุการณ์สำคัญ ๆ ออกมาในรูปแบบเบาสมอง แต่ก็ยังชวนให้ฉุกคิด ซึ่งถือเป็นคุณูปการที่สำคัญต่อวงการสื่อเมืองไทยเลยทีเดียว

นอกจากเติมเต็มความฝันวัยเด็กแล้ว การเข้ามาทำงานร่วมกันยังทำให้กอล์ฟได้เรียนรู้แนวคิดการต่อยอดที่เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของ วิธิต อุตสาหจิต หรือ ‘บ.ก.วิติ๊ด’ ที่เราคุ้นเคยกัน ซึ่งมองว่าตัวการ์ตูนที่เขามี ถือเป็น Soft Power ที่สำคัญ เนื่องจากพวกมันได้สร้างความผูกพันมานานหลายสิบปี เป็นต้นทุนที่ประเมินค่าไม่ได้ ความพยายามที่จะเอาพวกมันไปปรากฏในสื่ออื่น ๆ ในรูปแบบที่หลากหลายและแตกต่างออกไป ถือเป็นต้นแบบการทำธุรกิจที่กอล์ฟบอกว่าเขาจะนำไปปรับใช้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ การทำงานผ่านการทำเป็นแบบอย่างและมีคำแนะนำอย่างอบอุ่นอยู่เสมอภายในครอบครัว แต่ก็ยังให้อำนาจตัดสินใจกับคนรุ่นใหม่แบบมืออาชีพ เป็นอีกเรื่องที่กอล์ฟถือว่าเป็นประสบการณ์ที่มีค่ากับการใช้ชีวิตของเขา

เบื้องหลัง PLY x ขายหัวเราะ เมื่อ F.HERO จับมือกับตัวการ์ตูนคลาสสิก เพื่อปลุกความหลงใหลวัยเด็กให้มีชีวิตอีกครั้ง

ทางด้าน บ.ก. วิธิต ก็มองว่านี่เป็นก้าวแรกที่สำคัญ โดยเฉพาะในยุคการเปลี่ยนแปลงจากกระดาษมาเป็นออนไลน์ ซึ่งก็ได้ทำให้บันลือกรุ๊ปต้องปรับตัวและพยายามทดลองสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ การได้ศิลปินที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองสูง มีวินัยการทำงานที่ดี เป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าชื่นชม มาร่วมงานด้วยถือเป็นเกียรติอย่างมากของบันลือกรุ๊ป บ.ก. ยังพูดถึงผลงานต่าง ๆ ของกอล์ฟ ซึ่งไม่ได้มีแค่เพลงที่ดังในเมืองไทยเท่านั้น แต่เขายังพูดถึงผลงานระหว่าง F.HERO และ Babymetal วงเกิร์ลกรุ๊ปเมทัลของญี่ปุ่น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายต่างเป็นแฟนคลับของกันและกันอย่างแท้จริง

ถึงตรงนี้เราคงไม่ต้องบอกว่ากอล์ฟเขินขนาดไหน

เมื่อนี่เป็นก้าวแรก เราคงไม่ต้องบอกว่ายังมีโครงการอื่น ๆ รออยู่ในอนาคตอย่างแน่นอน โดยนิววางเป้าหมายเอาไว้ว่าภายในปีนี้ บันลือกรุ๊ปจะมีผลงาน Original Content ใหม่ ๆ ออกมาให้ติดตาม รวมถึงการนำเอาผลงานเก่าที่แฟน ๆ ชื่นชอบและทรัพยากรที่มีอยู่มาปัดฝุ่นและนำเสนอในรูปแบบใหม่ รวมไปถึงการร่วมงานกับกอล์ฟและศิลปินคนอื่น ๆ ซึ่งถึงแม้เราจะพยายามถามสักเท่าไหร่ พวกเขาก็ไม่ยอมบอกว่าเป็นอะไร

แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไร เราก็เชื่อว่ามันจะออกมาน่าตื่นตาตื่นใจเหมือนกับ PLY x Kraihuaror แน่นอนเพราะเห็นได้ชัดว่าเมื่อการทำงานเริ่มต้นจากความชื่นชมและให้เกียรติระหว่างกันและกัน เราก็คาดหวังได้เลย

ผลงานที่เกิดจากความหลงใหลย่อมเป็นงานคลาสสิกเสมอ

Writer

Avatar

นรินทร์ จีนเชื่อม

จบรัฐศาสตร์ ชอบอ่านวรรณกรรมคลาสสิค หลงใหลการโต้เถียงแบบมีอารยะ กินกาแฟดำเหมือนนักเขียนรุ่นใหญ่ แต่ใจจริงชอบแฟรบปูชิโน่คาราเมลเพิ่มไซรัป

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load