ช่วงเวลาการเป็นแม่ คือช่วงเวลาที่ผู้หญิงแข็งแกร่งและอ่อนแอที่สุด และเป็นช่วงเวลาที่ลำบากมากที่สุด อย่างที่แม่ทุกคนรู้ดี 

แม่บางคนเป็น Working Woman ต้องทำงานไปด้วยขณะตั้งครรภ์ บางคนชอบออกไปเจอผู้คน พบปะสังสรรค์ แต่เมื่อร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง จากชุดเดรสสวย ๆ ที่เคยใส่ประจำ ต้องกลายมาเป็นชุดคลุมท้องที่ไม่ค่อยดีต่อใจนัก แถมหลังคลอดยังต้องให้นมลูกอีกอย่างน้อย 6 เดือน ชุดให้นมลูกก็เช่นกัน ใส่แล้วแทนที่จะทำให้ใจฟูเป็นคุณแม่สวย ๆ ในโมเมนต์นั้น แต่บางทีกลับใจฝ่อแทน

มีคุณแม่คนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า เธอเคยขึ้นรถไฟฟ้า อีกแค่ไม่กี่สถานีก็จะลงแล้ว แต่ด้วยอานุภาพของชุดคลุมท้องที่ใส่อยู่ ทำให้ชายคนหนึ่งลุกให้เธอนั่งด้วยความสงสารและเป็นห่วง แต่จริง ๆ แล้วเธอค่อนข้างแข็งแรงดีและเพิ่งเริ่มตั้งครรภ์ได้แค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น

จุ๋ม-ธาธินี ภู่เทพอมรกุล อดีต Product Specialist ของบริษัทยามะเร็งและโรคเลือด และเจ้าของแบรนด์ Mommy Moment ก็เคยเจอปัญหาเดียวกันตอนตั้งครรภ์ เธอเป็นคนทำงาน รักสวยรักงาม ชอบแต่งตัวสวย ๆ และเข้าใจปัญหานี้เป็นอย่างดี จึงตัดสินใจทำชุดคลุมท้องและชุดให้นมที่ทั้งสวยทั้งน่ารัก ที่สำคัญต้องใส่สบายและใช้งานได้จริง โดยหวังว่าชุดของเธอจะช่วยให้ช่วงเวลาการเป็นแม่นั้นมีความสุขมากขึ้น

Mommy Moment ชุดคลุมท้องที่อยากให้แม่ใส่แล้วมีความสุข น่ารักจนคนไม่ตั้งครรภ์ยังสั่งซื้อ

ธุรกิจ Blue Ocean

Mommy Moment คือแบรนด์ชุดคลุมท้องที่ อาจารย์เกด-ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ แนะนำกองบรรณาธิการมาเมื่อปีกลาย เพื่อนคนหนึ่งของอาจารย์เล่าเรื่องความดีงามของชุดคลุมท้องนี้ให้ฟัง พร้อมบอกว่า ‘ใส่แล้วรู้สึกว่าตัวเองเป็นแม่ที่มีความสุข’ 

แต่ชุดคลุมท้องแบบไหนกันที่ทำให้คนคนหนึ่งรู้สึกแบบนั้นได้

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 7 ปีที่แล้วตอนจุ๋มตั้งท้องลูกคนแรก เธอเป็นคนชอบแต่งตัว จึงมองหาชุดคลุมท้องสวย ๆ ตามประสาผู้หญิงที่อยากดูดี แต่ตามท้องตลาดนั้นไม่มีชุดที่ถูกใจเอา เลยถอดใจเพราะคิดแบบคุณแม่หลาย ๆ คนว่า ‘ชุดใส่แค่ไม่กี่ครั้ง ไม่สวย แถมแพงอีกต่างหาก’

แต่จนแล้วจนรอด เมื่อเข้าสู่ช่วงเดือนท้าย ๆ ของการตั้งครรภ์ ขนาดหน้าท้องที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายเธอต้องจำใจซื้อใส่อยู่ดี

เมื่อ 7 ปีก่อน ชุดคลุมท้องที่ว่าหายากแล้ว ชุดให้นมลูกยิ่งยากกว่า เพราะมีคนทำน้อย 

“ตอนลาคลอดแรก ๆ อยู่บ้านก็ไม่เป็นไร ใส่เสื้อนอน ใส่เสื้อยืด แต่พอครบกำหนดต้องกลับไปทำงาน เรากลับมาเป็นผู้หญิงสวยอีกแล้ว เลยไปหาชุดตามงานแม่และเด็ก มันก็มีนะชุดที่สวย ๆ แต่ราคาก็มากกว่าตัวละ 3,000 ถ้าซื้อ 3 ชุดก็หมื่นหนึ่งแล้ว 

“มันเป็นธรรมชาติของแม่ลูกเล็ก ที่จะมีลิสต์ของเยอะแยะที่อยากซื้อให้ลูก แต่พอจะซื้อให้ตัวเองเราคิดหนัก พอไปดูตัวที่ราคาถูกลงมาก็แบบไม่สวย ผ้าไม่ดี ตัดเย็บก็ไม่ดี เราคิดว่ามันต้องมีสิ สักร้านที่ตรงใจเรา ราคาจับต้องได้ที่คนเป็นแม่พร้อมจะจ่าย”

Mommy Moment ชุดคลุมท้องที่อยากให้แม่ใส่แล้วมีความสุข น่ารักจนคนไม่ตั้งครรภ์ยังสั่งซื้อ

จนมีลูกคนที่สอง เธอตัดสินใจว่าจะลาออกจากงาน แต่ด้วยตัวเองเป็น Working Women อยู่แล้ว จึงอยากหาธุรกิจที่ทำและดูแลลูก ๆ ไปด้วยได้ และเพราะอยากตัดชุดให้นมให้ตัวเองใช้อยู่แล้ว จึงเกิดเป็นแบรนด์ชุดคลุมท้องที่จุ๋มทุ่มเทมาก ๆ ทั้งหาข้อมูล ออกแบบแพตเทิร์น เลือกเนื้อผ้าและลายผ้าเองทั้งหมด

“เรารู้ว่ามันขายได้ เพราะเคยเป็น User มาก่อน เรารู้ว่าคนเป็นแม่ต้องการชุดคลุมท้องแบบไหน ชุดให้นมแบบไหน Pain Point ของลูกค้าอยู่ตรงไหน แบรนด์ต้องเป็นชุดคลุมท้องและชุดให้นมที่น่ารัก ใส่ได้ไม่เบื่อ ราคาจับต้องได้ ไม่แพงจนเกินไปที่คนเป็นแม่จะตัดสินใจซื้อ”

หัวอกคนเป็นแม่

ชุดของแบรนด์ออกแบบจากหัวอกคนเป็นแม่ 

จุ๋มใช้วิธีวาดเบื้องต้นด้วยตัวเอง ก่อนส่งไม้ต่อให้กับทีมช่างเพื่อทดลองชุดทำตัวอย่าง เธอขอให้ช่างทำแม้กระทั่งซับใน ยอมเพิ่มต้นทุนมากขึ้น เพราะเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ ไม่อยากให้คุณแม่ที่สวมใส่หรือลูก ๆ ของพวกเขารู้สึกระคายเคืองหรือไม่สบายตัวขณะใช้งาน 

เมื่อตัดชุดตัวอย่างเสร็จเรียบร้อย จุ๋มจะเป็นคนทดลองด้วยตัวเองทั้งหมด 

“คันไหม รั้งไหม เปิดให้นมยังไง แล้วเราก็จะให้ลูกมากินนมจริง ๆ เขากินนมไหม กินง่ายไหม ไม่สะดวกตรงไหน ก็จะปรับแพตเทิร์นจนกว่าทุกอย่างจะลงตัวพร้อมส่ง เด็ก ๆ ก็แฮปปี้เพราะกินนมได้สะดวก และดีใจที่คุณแม่ของเขาสวย” เธอหัวเราะ

Mommy Moment ชุดคลุมท้องที่อยากให้แม่ใส่แล้วมีความสุข น่ารักจนคนไม่ตั้งครรภ์ยังสั่งซื้อ

ช่วงหลัง ๆ เริ่มมีลูกค้าร้องขอเข้ามาว่า ต้องการปรับแก้จุดต่าง ๆ ทางร้านก็ยินดีทำให้ เพราะเข้าใจถึงความรู้สึก ลูกค้าบางคนอาจจะไม่ได้ชอบเนื้อผ้าแบบเดียวกับเราเสมอไป และหลายครั้งไอเดียใหม่ ๆ ก็มาจากการรับฟังคำติชมเหล่านี้ 

หลายครั้งลูกค้ารับชุดไป ลองใส่แล้วไม่เหมาะกับตัวเอง จุ๋มก็ให้เปลี่ยน เธอว่าถ้าจะไม่ยอมให้เปลี่ยนก็ทำได้ เพราะขายชุดไปแล้ว แต่เพราะทำธุรกิจด้วยหัวใจ เธอคงทนไม่ได้แน่หากชุดของแบรนด์ต้องถูกทิ้งในตู้เพราะลูกค้าไม่ชอบ 

กรณีที่ลูกค้าได้รับชุดไปแล้วแต่ขนาดไม่พอดีหรือต้องการเก็บทรงเพิ่ม ก็ส่งกลับมาให้ร้านแก้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และถ้าอยู่ในกรุงเทพฯ ร้านจะส่ง Messenger ไปรับชุดที่บ้านสำหรับคุณแม่ที่ไม่สะดวกเดินทางออกมา เพราะจุ๋มเข้าใจดีว่าคนเป็นแม่ลูกอ่อนไม่มีเวลาออกมาหาร้านแก้ทรงชุด หรือแม้กระทั่งออกมาส่งของด้วยตัวเอง 

“อย่างล่าสุด มีคุณแม่สั่งตัดชุดไปออกงาน แล้วชุดที่ได้ใหญ่กว่าตัวคุณแม่ไปนิดหนึ่ง เขาก็ไม่ว่าอะไร บอกแต่ว่าหลังจบงานจะขอส่งกลับมาให้แก้ ตอนนั้นยังเหลือเวลาอีก 2 วัน เราเลยให้แมสเซนเจอร์วิ่งออกไปรับแล้วแก้ด่วนให้เลย โดยให้คุณแม่มาร์กขนาดที่จะให้แก้ไว้ และส่งชุดที่พอดีมาให้เป็นไกด์ไลน์ด้วย เขาก็เกรงใจ แต่มันเป็นความผิดพลาดของเรา

Mommy Moment ชุดคลุมท้องที่อยากให้แม่ใส่แล้วมีความสุข น่ารักจนคนไม่ตั้งครรภ์ยังสั่งซื้อ
Mommy Moment ชุดคลุมท้องที่อยากให้แม่ใส่แล้วมีความสุข น่ารักจนคนไม่ตั้งครรภ์ยังสั่งซื้อ

“ผลลัพธ์คือคุณแม่ถ่ายรูปกลับมาให้ดู ใส่แล้วสวย เราก็ภูมิใจ ลองคิดถึงแม่ลูกเล็กที่นาน ๆ ทีจะไปออกงาน เป็นเรา เราก็อยากสวย ใส่ชุดหลวมก็คงไม่มั่นใจ เราอยากให้เขาใส่ชุดเราแล้วภูมิใจ ให้คนมาชมเขาว่า คุณแม่สวยจังเลยวันนี้ นั่นคือที่สุดแล้ว”

ทุกวันนี้เลยเป็นร้านชุดตามใจคุณแม่ ซึ่งเลือกแบบ เลือกเนื้อผ้า ปรับขนาด ปรับความยาว เพิ่มรายละเอียดอย่างระบายได้ แต่ยังคงแพตเทิร์นหลักตามเอกลักษณ์ของร้านไว้อยู่ 

ชุดคลุมท้องที่ลูกค้าไม่ใช่แค่คนท้อง

เพราะเคยทำงานด้านเซลส์มาก่อน อยู่ในบริษัทต่างชาติมาถึง 13 ปี สิ่งที่ติดตัวจุ๋มจนนำมาบริหารแบรนด์นี้ต่อคือ หัวใจนักบริการ

ด้วยหลักการอาจฟังดูเป็นเรื่องง่าย แต่ต้องใช้พลังใจมหาศาลในการทำให้เกิดขึ้นจริง

“เราทำธุรกิจแบบ เราอยากได้แบบไหน เราทำแบบนั้น เราเคยเป็นคนที่ใช้บริการ เราเคยเป็นคนซื้อของทั้งหน้าร้านและออนไลน์ ถ้าอยากได้แบบไหน เราจะทำแบบนั้น

“สิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำให้ลูกค้า Feel Good คืออะไร เราจะทำ สิ่งที่แย่ที่สุด เราจะไม่ทำแน่ ๆ เราไม่เคยคิดว่าวันนี้เรื่องของเราจะไปถึง The Cloud หรือจะไปได้ไกลแค่ไหน ลูกค้าจะบอกต่อกันมากเท่าไหร่ ขอแค่เขาชอบชุดเรา รู้สึกดีเวลาใส่ชุดเรา อยากใช้เร็ว เขาได้ใช้เร็ว ชอบแบบที่เราดีไซน์ เขาแฮปปี้เราก็แฮปปี้แล้ว ธุรกิจเราไปได้เพราะลูกค้าจริง ๆ”

Mommy Moment ไม่ค่อยโฆษณา จะจ่ายค่าโฆษณาก็ในช่วงที่การขายซา ๆ หรือมีบ้างก็ตอนออกคอลเลกชันใหม่ แม้จะเป็นสินค้าที่ลูกค้าบางคนซื้อแค่ครั้งเดียว แต่จุ๋มบอกว่า ธุรกิจนี้อยู่ได้เพราะลูกค้าเก่า

“มีลูกค้าคนหนึ่งซื้อทุกครั้งที่เราลงผ้าใหม่ เขาชอบแบบนี้ เขาก็ตัดแต่แบบนี้ แล้วก็จะมีลูกค้าที่เลิกให้นมไปแล้ว แต่ยังกลับมาตัดกับเราอยู่ เขาก็จะให้ตัดแบบไม่ใส่ซิปนม ตัดเป็นชุดเที่ยวทั่วไปนี่แหละ เพราะเขาชอบดีไซน์ร้าน ชอบผ้าที่เราเลือกมา ลูกค้าบางคนตัดซ้ำจนช่างจำชื่อได้ จำได้ว่าดีเทลของคนคนนี้ต้องทำต่างจากคนอื่นยังไง”

ส่วนลูกค้าใหม่จะลองสั่งตัวแรกก่อน แล้วค่อยกลับมาสั่งอีก จนกลายเป็นลูกค้าเก่า

ที่ว้าวไปกว่านั้นคือ ช่วงหลังมานี้ ชื่อเสียงเรื่องดีไซน์สวยของแบรนด์มีมากขึ้นจนไปถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ที่ไม่ได้เป็นคุณแม่ 

“เขาเห็นพี่สาวใส่ชุดคลุมท้องแล้วสวย เลยตามมาสั่ง บางคนก็ทักมาเลยว่า ไม่ได้ท้องนะคะ แต่ชอบแบบที่ร้านมาก ขอสั่งได้ไหม” จุ๋มหัวเราะ “พอเขาไปใส่แล้วมีคนชมถามว่าชุดแบรนด์อะไร พอตอบว่า Mommy Moment คนถามก็ตกใจ แต่มันก็ตรงกับความตั้งใจของเราแต่แรก เราไม่ได้อยากให้ใส่ชุดร้านเราแล้วรู้สึกเป็นคุณแม่ เราอยากให้ใส่แล้วรู้สึกว่าฉันสวย ฉันอยากใส่ออกไปเที่ยว ออกไปเที่ยวแล้วฉันก็ให้นมลูกได้ด้วยนะ”

วันนี้และอีก 5 ปีข้างหน้า

5 ปีของชีวิตแม่คือการได้เห็นพัฒนาการของลูก เห็นลูกฝึกตั้งไข่ หัดพูดคำแรก ไปโรงเรียนวันแรก เช่นเดียวกับการทำธุรกิจ ที่ต้องการการวางแผนสำหรับเติบโตในขวบปีต่อไป

Mommy Moment เองก็ตั้งใจเติบโตไปใน 3 เรื่อง อย่างแรก การทำหน้าร้าน เพราะประสบการณ์การซื้อเสื้อผ้าต้องอาศัยการสัมผัสและการลอง จุ๋มอยากให้ลูกค้าได้ลองจับผ้า เลือกหลายผ้า เลือกแบบที่จะตัดด้วยตัวเอง ชอบไม่ชอบตรงไหน อยากปรับแก้ตรงไหน จะได้ทำอย่างแม่นยำ

อย่างที่สอง การขยายทีมช่าง ทุกวันนี้แบรนด์มีช่างทั้งหมด 4 คน ทำให้การตัดเย็บครั้งหนึ่งใช้เวลานาน เพราะยึดมั่นในฝีมือและความประณีต ถ้าพัฒนาขยายทีมช่างให้แข็งแรง ก็สามารถรองรับความต้องการลูกค้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต รวมถึงการส่งมอบสินค้าที่เร็วยิ่งขึ้น

อย่างที่สาม การเปิดแบรนด์ใหม่สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ไม่ใช่คุณแม่ โดยยึดแพตเทิร์นและเนื้อผ้าตามสไตล์ของ Mommy Moment เพื่อแก้ปัญหาไม่ให้ลูกค้ากลุ่มนี้รู้สึกเขินอายเวลาใส่เสื้อผ้าของจุ๋มออกไปข้างนอก หรือเวลาที่คนถามว่าซื้อชุดจากไหน และยังแนะนำต่อ ๆ กันได้โดยไม่ต้องกังวล

ช่วงเวลาที่อ่อนแอที่สุดและแข็งแกร่งที่สุด

ทุกวันนี้อัตราการตั้งครรภ์ต่ำลงกว่าเก่ามาก แต่ครอบครัวที่คิดจะมีลูกมักวางแผนและเตรียมตัวมากกว่าที่เคย 

สโลแกนแบรนด์ที่ว่า ‘เพราะช่วงเวลาของการเป็นแม่คือช่วงเวลาที่พิเศษที่สุด’ จึงไม่เกินจริงเลยสำหรับจุ๋ม เพราะเป็นช่วงที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะอ่อนแอที่สุดและแข็งแกร่งที่สุดในเวลาเดียวกัน ผู้หญิงบางคนอาจได้สัมผัสช่วงเวลานี้แค่ครั้งเดียวในชีวิต มันคือโอกาสเดียวของพวกเธอ 

ความสุขทุกครั้งที่คุณแม่ได้ดูรูปถ่ายตัวเองในชุดคลุมท้องกับลูกน้อย Mommy Moment จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาที่คนเป็นแม่มีความสุขที่สุด ด้วยการสร้างชุดคลุมท้องและชุดให้นมที่จะทำให้แม่ผู้สวมใส่มีความสุขที่สุด 

“เราไม่ได้มีเคล็ดลับอะไรหรอก เราทำจากว่าตัวเองอยากได้อะไร ตอนท้องเรารู้สึกยังไง เราว่าทุกคนอยากเป็นแม่ที่สวย ทุกคนอยากเป็นแม่ที่แฮปปี้ พอได้ใส่ชุดสวย ๆ สบาย ๆ เราก็มีความสุข แล้วความสุขของเราก็จะส่งผ่านไปยังลูก”

Lessons Learned

  • ทำธุรกิจด้วยหัวใจและความเข้าอกเข้าใจความรู้สึกของลูกค้า เอาใจเขามาใส่ใจเรา มองเห็นถึงปัญหาของลูกค้าที่ไม่ได้กล่าวออกมา แต่รับรู้ได้ด้วยการสังเกตจากพฤติกรรมและประสบการณ์ตรงจากการเป็นผู้ใช้จริง
  • น้อมรับทุกคำติชมด้วยความเข้าใจ แก้ไขและพัฒนาทีมอยู่สม่ำเสมอ เพื่อเปิดโอกาสการเรียนรู้และได้รับไอเดียใหม่ ๆ จากความผิดพลาดของตนเอง

Writers

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

ตรีเนตร จตุพร

นักเขียนฝึกหัดที่ชื่นชอบงานศิลปะ ธรรมชาติ และบทกวี หลงใหลในความย้อนแย้งของโลกใบนี้ เช่น การกินไอศกรีมในหน้าหนาว

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

สำหรับ ‘โรงเรียนปิติศึกษา’ (Pitisuksa School Chiang Rai Montessori) Montessori แห่งแรกของจังหวัดเชียงราย ‘ต้นไม้ สายลม แสงแดด ดิน หญ้า’ ไม่ใช่ของตกแต่งที่ทำให้สถานศึกษาดูดี แต่ทั้งหมดคือสื่อการเรียนการสอนและเครื่องมือส่งเสริมพัฒนาการชิ้นสำคัญจากธรรมชาติ เพื่อการเติบโตตามธรรมชาติของเด็ก

ว่าแต่การศึกษา Montessori (มอนเตสซอรี่) ที่เราพูดถึงคืออะไร

Montessori คือหลักสูตรอายุกว่า 120 ปี มีต้นกำเนิดจากแพทย์หญิงชาวอิตาลี มาเรีย มอนเตสซอรี่ (Maria Montessori) โดยเน้นให้เด็กเรียนรู้อย่างอิสระ เติบโตตามธรรมชาติและความต้องการของตนเองอย่างมีความสุข ซึ่งในหลายประเทศ สิ่งนี้ไม่ใช่การศึกษาทางเลือก แต่คือรูปแบบการเรียนรู้ที่ใช้ทั่วไป

แล้ว Montessori ที่เน้นการเล่นมากกว่าการเรียนแบบท่องจำ ได้ผลจริงหรือ

การพัฒนาการศึกษาที่เป็น ‘ทางเลือก’ ในสังคมไทยต้องเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง

เหล่าผู้บริหารสร้างความเชื่อมั่นและทำให้โรงเรียนเติบโตได้อย่างไร

The Cloud ขอเดินตาม ณัฐฬส วังวิญญู, นุก-ทรงธรรม ศรีนัครินทร์ กรรมการ และ ครูอ้อย-ปิยะนุช ชัชวรัตน์ ผู้อำนวยการ ไปหาคำตอบทั้งหมดใต้เงาไม้ ในอาคารที่เป็นมิตรต่อคนและสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางเสียงภาษาอังกฤษดังเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ที่เป็นเครื่องบ่งบอกว่าพวกเขากำลังมีความสุขแค่ไหน

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

2542

Welcome to Pitisuksa School

25 ปีก่อน เชียงรายเป็นจังหวัดที่โรคเอดส์และวัณโรคระบาดหนัก นักวิจัยจากต่างประเทศ ทั้ง CDC สหรัฐอเมริกา RIT ของญี่ปุ่น และอังกฤษ เข้ามาทำวิจัยในพื้นที่พร้อมครอบครัว ทำให้ผู้ปกครองต้องการหาสถานศึกษาให้ลูก แต่ในยุคนั้นยังไม่มีโรงเรียนนานาชาติ พวกเขาจึงรวมตัวกันก่อตั้ง ‘มูลนิธิปิติศึกษา’ ขึ้นใน พ.ศ. 2542 มีนักเรียน 12 คน คละวัยกันทั้งหมด

ปรากฏว่าสิ่งที่ริเริ่มได้ผลตอบรับดี จากตำบลป่างิ้ว ทางตอนใต้ของเชียงราย พวกเขาจึงย้ายมายังพื้นที่ปัจจุบันใน พ.ศ. 2545 เปลี่ยนสวนลิ้นจี่ เงินบริจาคจากเจ้าของที่ดิน และการระดมทุนจากผู้ปกครองมาเป็นอาคารและปัจจัยในการพัฒนาลูกหลาน

เรามองดูสภาพแวดล้อมโดยรอบและคิดว่า บรรยากาศดี ต้นไม้เยอะ พื้นที่วิ่งเล่นแยะ

แต่พวกเขาทั้งหมดหันมาบอกเราพร้อมกันว่า ยังไม่เพียงพอ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ช่วงนี้โรงเรียนกำลังเติบโต มีนักเรียน 240 คน ที่ดินเดิมกลับกลายเป็นคับแคบอีกครั้ง พวกเขาจึงวางแผนเพื่อไปยังสถานที่ที่กว้างพอให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดย Master Plan แห่งใหม่ออกแบบโดย อาจารย์จุลพร นันทพานิช ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ป่า’ เพราะเชื่อว่าธรรมชาติสำคัญต่อการเรียนรู้ มีสระน้ำเพื่อศึกษาวิถีชีวิตดั้งเดิมเสมือนลำเหมืองในภาคเหนือ มีทุ่งนาสำหรับทำกิจกรรม เรียนรู้เรื่องป่า เวิร์กชอปงานฝีมือ และสร้างความสุนทรีให้ตัวเด็กเอง

ครูอ้อยเล่าว่า เธอตั้งใจลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกคนที่สองซึ่งเป็นออทิสติก สามีของเธอเป็นกรรมการโรงเรียนยุคก่อนจึงชวนมาทำงานที่นี่ พร้อมให้ลูกมาเรียน จากที่จบเศรษฐศาสตร์จึงเรียนครูเพิ่มในสาขา Montessori สำหรับเด็กพิเศษ และเรียนต่อทางการบริหารการศึกษาเพื่อมาเป็นผู้จัดการโรงเรียน

โครงสร้างดั้งเดิมเป็นรูปแบบมูลนิธิ แต่มีข้อจำกัดเยอะ เมื่อไม่แสวงหาผลกำไรจึงระดมทุนพัฒนาต่อได้ยาก ไม่เกิดการบริหารอย่างยั่งยืน เมื่อไม่ยั่งยืน ความเชื่อมั่นของผู้ปกครองจึงไม่เกิด โรงเรียนก็ขยับขยายไม่ได้ นอกจากนี้ยังต้องมีการเปลี่ยนวาระของผู้รับอนุญาต ซึ่งต้องดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิ ทางกรรมการจึงพิจารณาโครงสร้างใหม่ให้เลี้ยงต้นเองได้ เพื่อพาทุกคนเดินไปข้างหน้า

“คุณณัฐฬส ชวน นายแพทย์ธีระวัฒน์ ศรีนัครินทร มา เขาจึงบอกว่าเราต้องเปลี่ยนเป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล บริษัทไตรสิกขา คุณณัฐฬสเป็นผู้รับใบอนุญาต 

“ครูอ้อยทำหน้าที่ School Director ควบ School Manager ถ้าโรงเรียนรัฐบาลจะไม่มีตำแหน่งหลัง เพราะไม่ต้องคิดวิธีหาเงิน แต่ในเอกชนต้องมี บริหารเงินอย่างไร พัฒนาบุคลากรอย่างไร เก็บค่าเทอมมาเท่าไหร่ต้องบริหารให้พอ ประเด็นคือต้องไม่ขาดทุน พอได้โครงแบบนี้เราก็ต้องทำให้ผู้ปกครองเห็นว่าเราเปลี่ยนแปลงและยังคงอยู่ คุณนุกก็เริ่มรีโนเวตสถานที่อีกทาง”

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

หลังจากนั้นปิติศึกษาก็ไม่เคยหยุดอยู่ที่เดิม แม้จะมีคำถามจากสังคมถึงความไม่เชื่อมั่นในรูปแบบการเรียนการสอน แต่ศักยภาพของเด็กที่จบไปกลับแสดงผลลัพธ์ของความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

“หลายคนถามว่าสถานศึกษาแบบนี้เหมาะสมกับสังคมเราอย่างไร ผมถามต่อว่า จริง ๆ แล้วสังคมต้องการสถานศึกษาแบบไหน ที่มีในปัจจุบันตอบโจทย์หรือเปล่า ตอนนี้เราทำในสิ่งที่เชื่อว่าการศึกษาควรจะเป็น เส้นทางการศึกษาที่แท้จริงไม่ได้มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ แต่คือการพัฒนาความเป็นมุนษย์ให้สมบูรณ์ในแบบของพวกเขาเอง” 

นุกทิ้งท้ายก่อนเริ่มอธิบายถึงสิ่งที่โรงเรียนตั้งใจมอบให้เด็ก เพื่อให้เด็กไปมอบกับสังคม

Montessori

โรงเรียนที่ไม่ควรเป็นทางเลือก

“เรานิยามตัวเองว่าเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทุกคนเรียนรู้ด้วยกันทั้งเด็ก ครู และผู้ปกครอง โดยให้ความอิสระ (Independent) เป็นเรื่องใหญ่ สังคมบอกว่าคุณฉลาด คุณเก่ง จริง ๆ ไม่ใช่ เรามีคุณค่าในตัวเอง

“สังคมบางส่วนยังคงความเชื่อเรื่องการท่องจำและวัดผลด้วยการสอบไม่ต่างจากโรงงานผลิตคน แต่ Montessori เชื่อว่าศักภาพของมนุษย์ไปได้ไกลและหลากหลายกว่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องถนัดสิ่งเดียวกัน”

ณัฐฬสยืนยันว่า เด็กต้องมีอิสระทั้งร่างกายและจิตใจถึงจะนำไปสู่การพัฒนาที่ดี พวกเขาคือผู้สร้างความหมายและคุณค่าของตัวเอง แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนในสังคมจะมีความคิดนี้ การสร้างทัศนคติดังกล่าวตั้งแต่เด็กจึงเป็นรากฐานสำคัญ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ปิติศึกษาใช้หลักสูตรบูรณาการไทย-มอนเตสซอรี่ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยจัดตามโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ แบ่งหลักสูตรเป็น 5 ระดับ ได้แก่ เตรียมอนุบาล (อายุ 2 – 3 ปี) อนุบาล (อายุ 3 – 6 ปี) ประถมต้น (อายุ 6 – 9 ปี) ประถมปลาย (อายุ 9 – 12 ปี) และมัธยมศึกษาตอนต้น (อายุ 12 – 15 ปี) 

ทั้งหมดเป็นการแบ่งแบบคละ ไม่มีการแบ่งเกรด ไม่มีการตีตราว่าเด็กเก่งหรือไม่เก่ง แม้อายุจะต่างกันแต่ก็เป็นการเรียนรู้ตามช่วงวัย ให้น้องเรียนรู้จากพี่ และพี่พัฒนาความเป็นผู้นำจากน้อง โดย 1 ห้องมีนักเรียนไม่เกิน 25 คน พร้อมครูไทย 1 คน และครูต่างชาติ 1 คน

ปรัชญาการสื่อสารแบบ Montessori ไม่เน้นท่องจำ แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านการทำงานกับสื่อ ซึ่งลักษณะคล้ายของเล่น มีการแบ่งพื้นที่ในห้องเรียนเป็น 5 ส่วน ได้แก่ ทักษะชีวิต ประสาทสัมผัส ภาษา คณิตศาสตร์ และ Cultural Science เช่น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ พืช หรือสัตว์ โดยการจัดห้องเรียนเป็นอิสระของครูผู้ดูแล

“Help me to do it myself เด็กอนุบาลของเราช่วยเหลือตัวเองได้ 

“เด็กประถมศึกษาเรียน Cosmic Education แปลว่า ทุกสิ่งในโลกล้วนเชื่อมโยงกัน เรียนรู้จาก 5 เรื่อง คือ การกำเนิดจักรวาล การกำเนิดโลก การกำเนิดสิ่งมีชีวิต การกำเนิดตัวอักษร และตัวเลข จากนั้นจึงกระจายออกเป็นวิชาต่าง ๆ ซึ่งต้องเรียนผ่านการกระทำ ไม่ใช่กระดาน

“สำหรับเด็กโตต้องเตรียมเขาให้เป็นผู้ใหญ่ Help me to become an independent adult ไม่ได้เรียนแค่ 8 กลุ่มสาระ แต่มีเรื่อง Humanity ทักษะชีวิต การทำงาน การพัฒนาตนเอง มีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กรู้จักแบ่งปันและดูแลคนอื่น เป็น Golbal Citizen ที่ดี ภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อ คือ เคารพตนเอง เคารพผู้อื่น และเคารพสิ่งแวดล้อม” ผู้อำนวยการอธิบาย

เป้าหมายของการศึกษา คือการทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น

จุดหมายปลายทางของปิติศึกษาคือ สันติภาพ เริ่มจากเด็กที่จบไปแล้วปรับตัวได้ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมไหน ดูแลตนเองและผู้อื่นได้ เข้าใจและชื่นชมความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคมโลก 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Parenting Classroom

ห้องเรียนดูแลผู้ปกครอง

“ความท้าทายที่เจอคือการสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง เขาต้องเข้าใจในแบบเรา เพราะรูปแบบการเรียนค่อนข้างแตกต่างและละเอียดอ่อน ผู้ปกครองต่างชาติจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ง่ายกว่า” 

ครูอ้อยเล่าถึงเรื่องที่เคยเป็นประเด็นน่ากังวล แต่ในตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าต้องจัดการกับความไม่เข้าใจอย่างไร

“เรามี Parenting Classroom ให้ความรู้พ่อแม่ว่า ถ้าคุณเลือกส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษา คุณควรรู้อะไร เรายังต้องทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและต้องทำมากขึ้น เพราะพวกเขาต้องช่วยสนับสนุนการเรียนรู้แบบนี้ที่บ้าน ทั้งในแง่การสื่อสาร การจัดการสิ่งแวดล้อม และเวลา

“สมมติพ่อแม่ไม่เห็นคุณค่าของเวลา กลับบ้านไปลูกเปิดโทรทัศน์ดู ให้คนอื่นเลี้ยง อยู่โรงเรียนล้างจานเอง แต่กลับบ้านมีคนล้างให้ แม้เราจะสอน แต่ที่บ้านสปอยล์เหมือนเดิม สิ่งที่ท้าทายจึงเป็นการเอาพ่อแม่มาเรียนด้วย การทำโรงเรียนคือการทำการเรียนรู้ให้พ่อแม่ไปพร้อมกัน โตไปพร้อมกับเด็ก ไม่ใช่พ่อแม่อยู่ที่เดิมจะกลายเป็นอุปสรรค” ณัฐฬสอธิบาย

“ยิ่งถ้าเป็นเด็กเล็ก กล้ามเนื้อมัดเล็กกับมัดใหญ่เป็นตัวทำให้เซลล์สมองถูกประดิษฐ์ในช่วง 0 – 6 ปี ถ้าเกิดให้ดูแต่จอ เซลล์สมองจะหยุดพัฒนา แต่ถ้าเกิดเขาได้จับหรือปีนต้นไม้จะยิ่งผลิตเยอะ” นุกเสริมในฐานะคุณพ่อที่ส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษาเช่นกัน

แผนของพวกเขาคือการจัดเวิร์กชอปผู้ปกครอง นั่งคุยและให้ผู้ใหญ่ซึบซับสิ่งเดียวกับที่ลูกจะได้

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“ผู้ปกครองสำคัญมาก เพราะเป็นเอกชนที่ไม่รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เราต้องอยู่ได้ด้วยค่าเทอม จำนวนของเด็กจึงสำคัญ ค่าเทอมเราโปร่งใส เก็บเท่าไหร่ ขออนุญาตเขตเท่านั้น ไม่มีเพิ่มเติมยกเว้นไปทัศนศึกษาที่ต่างจังหวัดก็แจ้งผู้ปกครอง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น”

การบริหารความเชื่อมั่นคือสิ่งที่ห้ามละเลย ครูอ้อยรับหน้าที่พาทัวร์โรงเรียน ประเมินความพร้อมเด็ก และอธิบายให้ผู้ปกครองฟังทุกอย่าง ดังนั้นผู้ปกครองทุกคนจะต้องได้พบผู้อำนวยการ พร้อมข้อมูลที่ครบทุกรายละเอียด

We are your supporters

ส่งเสริมในทุกทาง

01 หลักสูตรสู่ความสุข

ความสุขเกิดได้ใน 3 มิติ อย่างแรกคือ ตัวตนของเด็ก พวกเขาต้องปรับตัวให้เข้าได้กับทุกสภาพแวดล้อม มีแรงจูงใจในการเรียนด้วยตัวเอง เป็นตัวเอง พึ่งตนเอง เป็นอิสระ เชื่อมั่น และดูแลคนอื่นได้

ด้านสังคม พวกเขามีความเห็นอกเห็นใจ อยากช่วยเหลือสังคม เรียนรู้วิธีการบอกความต้องการของตนเองอย่างเหมาะสม เช่นเดียวกับการสร้างและรักษาความสัมพันธ์

มิติด้านการศึกษา หลายคนอาจมองว่าสิ่งที่ผ่านมาดูเป็นนามธรรม ทดสอบไม่ได้ด้วยกระดาษข้อสอบ นั่นก็เพราะทางโรงเรียนไม่เน้นการแข่งขัน ไม่มีการสอบ ไม่มีการบ้าน เด็กได้ความรู้ในสิ่งที่ต้องการ โดยมีครูเป็นผู้จัดหาความรู้ให้เพียงพอต่อการส่งเด็กไปรู้จักโลกกว้าง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“แต่หากต้องการดูคะแนน เราเห็นคะแนน O-net ด้วยความที่เรียนเป็นอังกฤษ เรื่องภาษาดีมากอยู่แล้ว หากดูคะแนนเฉลี่ยทุกวิชาล้วนสูงกว่าระดับภาคและระดับชาติ คะแนนที่เกาะกลุ่มสะท้อนภาพรวมแต่ละวิชา วิธีการเรียนการสอนไม่ได้มีท่องจำ ไม่ได้มีสอบ แต่เราก็พัฒนาให้ผู้ปกครองเห็นเสมอ” ครูอ้อยอธิบาย

02 ครูเป็นตัวของตัวเอง

ปิติศึกษามองว่า ครูคือผู้อำนวยความสะดวกให้เด็ก ไม่ใช่ผู้สอน เพราะหากสอนนักเรียนในห้องที่มีอายุต่างกันย่อมมีเด็กที่เรียนไม่ทัน ครูจึงเป็นผู้ประเมินและดูแลเด็กตามที่ธรรมชาติของเขาต้องการ

ครูในโรงเรียนมาจากหลายประเทศ ทั้งเปรู รัสเซีย อังกฤษ อเมริกา ฟิลิปปินส์ อินเดีย ทุกคนได้รับอนุญาตให้เป็นตัวเอง ถือเป็นการนำเข้าวัฒนธรรมที่หลากหลาย ภายในห้องมีทั้งครูไทยและครูต่างชาติ ทำงานกันเป็นทีม

หากเกิดปัญหาให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขและนึกถึงความสัมพันธ์เป็นหลัก ครูไม่ต้องทำงานเอกสารและเสนอกรรมการโรงเรียนได้ว่ามีสิ่งที่ไหนต้องการเพิ่มเติมหรือปรับปรุง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

03 อาหารดีและอิ่มท้อง

ปิติศึกษาจัดอาหารโดยคำนึงถึงโภชนาการเป็นหลัก อาหารกลางวัน 1 มื้อ เลือกวัตถุดิบที่ปลอดสารพิษมากที่สุด โดยติดต่อไปยังหมู่บ้านที่ปลูกโดยตรง ไม่ใส่ผงชูรสเด็ดขาด ส่วนอาหารว่าง 2 มื้อ ส่วนใหญ่เป็นผลไม้ตามฤดูกาล

นักเรียนไม่ต้องมีเงินติดตัว เพราะไม่ขายขนม ไม่มีของหวาน แม้กระทั่งเด็กที่เอานมมาดื่มจะขอความร่วมมือผู้ปกครองงดนมรสหวาน นมรสช็อกโกแลต หรือนมเปรี้ยว ให้เด็กดื่มนมรสธรรมชาติ

04 ให้ทุกวันเป็นรันเวย์

วันจันทร์เป็นวันเดียวที่ใส่ชุดนักเรียน เสื้อสีขาว กระเปงสีส้มสำหรับผู้หญิง และกางเกงสีเดียวกันสำหรับผู้ชาย ที่เหลือแต่งอะไรมาเรียนก็ได้ที่เสริมความมั่นใจให้กับพวกเขา

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

05 อาคารที่สร้างจากความใส่ใจ

อาคารหลังใหม่ได้รับการออกแบบโดยนุก ซึ่งเป็นสถาปนิก อาคารหลังนี้ประหยัดพลังงานแบบ Passive คือลดการใช้งานมากกว่าการหาพลังงานสะอาดมาทดแทน หน้าต่างรับลมจากทิศทางที่เหมาะสม ไฟไม่จำเป็นต้องเปิดตลอดเวลา หลังคาเป็นแบบสองชั้นเพื่อให้มีการระบายอากาศ

ห้องเรียนปกติเปิดประตูออกไปเรียนด้านนอกได้ แต่เนื่องจากอาคารหลังนี้มี 2 ชั้น และห้องเรียนอยู่ชั้นบน ทำให้มีการเติมชั้นลอยให้เด็กเล่นเพื่อรู้สึกผ่อนคลาย

โซน Practical Life ช่วยจำลองการใช้ชีวิตจริง มีครัวให้เด็กเตรียมของว่างให้เพื่อน ๆ นอกจากนี้ห้องเรียนของ Montessori ยังออกแบบให้มี Wet Area หรือพื้นที่เปียก มีที่ให้เด็กซักล้าง และทำความสะอาด 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

06 สิ่งแวดล้อมที่ดีในทุกแง่มุม

ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ความสะอาด ความปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมภายนอกมีสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่ให้เด็กสัมผัส สำรวจ และค้นหา 

ผู้ปกครองหลายคนสะท้อนมาว่า เข้ามาแล้วไม่รู้สึกกดดัน เพราะมีต้นไม้เยอะ ด้านหลังเป็นสวนให้เด็กเลี้ยงกระต่ายและปลากันเอง

07 กิจกรรมหลากหลาย

การลงมือทำคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ปิติศึกษามีการพัฒนาหลักสูตรใหม่เสมอ พร้อมเปิดกิจกรรมที่หลากหลายทั้งในและนอกห้องเรียน เช่น Farming ให้เด็กลองทำการเกษตร Product Exchange เรียนรู้การผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย Self-Expression การแสดงออกในลักษณะศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น การพูดในที่สาธารณะ หรือการแสดงละคร

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Lessons Learned

  • แม้โรงเรียนจะต้องทำกำไรในฐานะธุรกิจ แต่อย่ามองเรื่องธุรกิจเป็นหลัก ให้มองเป็นเรื่องการบริหารการศึกษาและการพัฒนาคน เพื่อสร้างเด็กที่เคารพตนเองและผู้อื่น ให้นำไปสู่สังคมที่น่าอยู่กว่าเดิม
  • อย่ายึดติดและอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเวลาที่ความเดิม ๆ ไม่ช่วยให้เกิดการพัฒนา
  • ทำโรงเรียน ต้องมองให้กว้าง ดูแลทั้งเด็ก ผู้ปกครอง ครู และสิ่งแวดล้อม เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงและมีผลกระทบต่อกันหมด
  • อย่าวัดผลความสำเร็จด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะมนุษย์มีศักยภาพที่ซับซ้อนเกินกว่าจะมีกฎเกณฑ์มาประเมินผล
  • จงเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำและรักษาความเชื่อใจผ่านการกระทำอย่างสม่ำเสมอ แม้หลายครั้งคนอื่นจะมองว่าแปลกแยกก็ตาม
  • อย่าละทิ้งความรอบคอบและความใส่ใจในรายละเอียด แม้ธุรกิจจะเติบโตแล้ว

 

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load