หม้อ กระทะ ตะหลิว ถ้วย ชาม และเสียงคุยโทรศัพท์กับคนที่บ้าน ทั้งหมดนี้คือนักแสดงนำที่ เค-คณิน พรรคติวงษ์ ใช้ในการถ่ายทำคลิปวิดีโอลงในเพจ แม่ เมนูนี้ทำไง แม้มีตัวละครไม่มาก ใช้ต้นทุนไม่สูง และถ่ายทำด้วยมุมกล้องแบบ Home Cooking แต่สิ่งที่เหล่าแฟนเพจรวมถึงตัวของเคเองได้กลับคืนมา ตีราคาได้เทียบเท่าระดับมิชลิน

หากคุณจะถามหาสูตรอาหารที่อร่อยตบโต๊ะ จนเชฟชั้นนำจากทั่วโลกต่างยกนิ้วให้ เคจะบอกให้คุณลองเปิด Cookbook หรือดูคลิปสอนทำอาหารอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่คลิปในเพจของเขา เพราะเชฟมือสมัครเล่นคนนี้ไม่ได้ต้องการนำเสนอว่าทำอย่างไรให้อาหารรสชาติดี แต่อยากเชื่อมให้คุณกับคนที่บ้านใกล้ชิดกันมากขึ้น ด้วยการโทรกลับไปถามพวกเขาว่าเมนูนี้ต้องทำอย่างไร

แม่ เมนูนี้ทำไง : เพจกระชับพื้นที่ในบ้านของลูกชายที่โทรถามสูตรอาหารแทนการบอกรักแม่

เคไม่ได้เป็นคนรักการทำอาหาร และไม่ได้ทำอาหารเก่งอย่างที่หลายคนรวมถึงเราเข้าใจ (เคบอกว่าแม่ของเขาก็ไม่ได้ทำอาหารเก่งเช่นกัน) ย้อนกลับไปเกือบ 9 ปีที่แล้ว เคเป็นเด็กหนุ่มจากจังหวัดสมุทรสาคร ย้ายมาอยู่ในเมืองเมื่อครั้งเข้าเรียนมหาวิทยาลัย จนล่วงเลยไปถึงวัยทำงาน ปัจจุบันอาชีพหลักคือฟรีแลนซ์ครีเอทีฟโฆษณา และเริ่มมาเป็นเจ้าของเพจ ในวันที่รู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างเมื่อแม่ถูกรถชน

“ปลายปีที่แล้วแม่ถูกรถชน เกือบตายครับ เลยคิดว่าควรจะรีบทำอะไรสักอย่างกับแม่ ใช้เวลาให้มันคุ้มค่ากว่านี้”

ทำยังไงนะแม่

‘ฮัลโหล แม่ ถามไอ้หมูนั่นหน่อยดิ ชื่อหมูอะไรนะ หมูรวนเค็มเหรอ’

‘เออ ทำไม จะทำเหรอ’

‘เออ จะทำ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าว่าจะทำ มันทำยังไงนะ’

ด้วยบทสนทนาที่เป็นธรรมชาติ เหมือนได้แอบฟังแม่ลูกคุยโทรศัพท์กันตามประสาคนไกลบ้าน ถามไถ่วิธีการทำอาหารและสารทุกข์สุขดิบของทั้งสองฝ่าย จึงทำให้ แม่ เมนูนี้ทำไง เติบโตขึ้นเร็วกว่าที่เคคาดคิด

เจ้าของห้องหยิบอุปกรณ์ในครัวออกมาตั้งเรียงรายทีละชิ้น ระหว่างนั้นเราจึงได้สำรวจสตูดิโอเล็กๆ แห่งนี้ไปด้วยอย่างตื่นตาตื่นใจ ไม่น่าเชื่อว่าภายในห้องพักเรียบๆ พื้นที่ไม่ได้กว้างขวางขนาดที่จะให้นอนเอกเขนกกันได้หลายสิบคน จะถูกใช้เป็นมุมภาพเคล้าคลอเสียงสนทนาระหว่างแม่ลูก และช่วยถ่ายทอดความคิดถึง ความอบอุ่น และความผูกพันไปสู่ปลายสายได้อย่างออกรสออกชาติ ไม่ต้องชิมก็รู้ว่ากลมกล่อมขนาดไหน

แม่ เมนูนี้ทำไง : เพจกระชับพื้นที่ในบ้านของลูกชายที่โทรถามสูตรอาหารแทนการบอกรักแม่
แม่ เมนูนี้ทำไง : เพจกระชับพื้นที่ในบ้านของลูกชายที่โทรถามสูตรอาหารแทนการบอกรักแม่

เหล่าลูกเพจที่ชื่นชอบสูตรการทำอาหารและบทสนทนาแบบห้วนๆ สั้นๆ แกมเสียงหัวเราะของครอบครัวนี้ หากไล่ระดับตามความอาวุโส ก็มีตั้งแต่รุ่นคุณพ่อคุณแม่ ไปจนถึงรุ่นลูกในวัยทำงานหรือนักเรียนนักศึกษา แต่พวกเขาไม่ได้รู้จักเค แม่ และยายของเขาภายใต้ชื่อ แม่ เมนูนี้ทำไง มาตั้งแต่แรก 

เมื่อตัดสินใจว่าจะวางมือจากงานประจำที่ทำอยู่ เคจึงตั้งใจสร้างเพจที่มีชื่อเดียวกับชื่อจริงของตัวเองขึ้นมา เพื่อใช้ในการเก็บบันทึกผลงานด้านการทำครีเอทีฟ สองคลิปแรกอย่างหมูผัดปลาอินทรีย์เค็มและต้มผักกาดดองจึงถูกปล่อยออกมา โดยที่เขายังหันเหทิศทางได้ไม่ชัดเจนนัก แต่เมื่อต้องจับพลัดจับผลูนำผลงานในเพจไปส่งประกวดตามเวทีต่างๆ ประกอบกับถูกจริตของเหล่าผู้ดูทางหน้าจอแบบไม่ทันตั้งตัว เคจึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อเพจให้เรียกง่ายจำง่าย สื่อสารใจความได้ตรงประเด็น และหันมาเอาดีทางคลิปทำอาหารอย่างจริงจัง

“คลิปแรกลงไปเมื่อ 14 มีนาคม ของปีนี้เองครับ อยากจะทำเพจเพื่อเก็บผลงาน มีไอเดียอะไรก็กะว่าจะเอาลงเพจนี้แหละ แต่หลายอย่างมันก็เป็นเรื่องบังเอิญเหมือนกันนะ แม่เขารถชนตอนปลายปีที่แล้ว เราเลยคิดได้ว่า เฮ้ย ถ้าแม่ตายไปนี่ก็คือไม่ได้คุย ไม่ได้ทำอะไรให้เขาเลยนะ แต่พอนึกว่าจะคุย ก็ไม่รู้จะคุยเรื่องอะไร มันไม่เหลือเรื่องไหนให้คุยกับแม่แล้ว ถ้าเมื่อก่อนตอนเด็กๆ เราไม่รู้อะไรเรายังถามแม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้เรารู้เองหมด มันก็เหลือแค่เรื่องกับข้าวนี่แหละ ที่น่าจะเป็นเรื่องให้คุยกันได้”

แม่ เมนูนี้ทำไง : เพจกระชับพื้นที่ในบ้านของลูกชายที่โทรถามสูตรอาหารแทนการบอกรักแม่

ครีเอทีฟโฆษณาที่กำลังฝึกทำอาหารให้คล่องขึ้นพบว่าการอัดคลิปทำอาหาร เป็นการรวมความสนใจทุกอย่าง ทั้งแม่และความฝันการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ไว้ในที่เดียวกัน

โทรหาแม่

หากให้เคลองนึกย้อนกลับไปก่อนที่จะเริ่มทำเพจ เขาก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าคุยกับแม่ครั้งล่าสุดเรื่องอะไร แต่เมื่อ แม่ เมนูนี้ทำไง ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ แม่จึงกลายเป็นนักแสดงนำในคลิป และนักแสดงนำในหนังชีวิตที่เขากำกับเอง จากนั้นเคจึงจำได้เสมอว่าคุยกับแม่ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ เรื่องอะไร

“คุยกันล่าสุดสามวันที่ผ่านมา ก็เรื่องงาน เรื่องทำคลิปนี่แหละครับ เดี๋ยวมีคนมาจ้างให้รีวิวอันนี้นะ แม่ว่างวันไหน โทรไปคุยได้ไหม เสร็จงานเราก็แบ่งตังค์กัน ถือว่าเขาเป็นนักแสดงในเพจ เราก็ต้องจ่ายค่าตัวให้เขาไป (หัวเราะ)”

แม่ เมนูนี้ทำไง : เพจกระชับพื้นที่ในบ้านของลูกชายที่โทรถามสูตรอาหารแทนการบอกรักแม่

สิ่งที่น่าแปลกใจคือ เคไม่เคยบอกแม่ก่อนเลยว่าจะทำเมนูอะไร อาศัยความเป็นธรรมชาติของแม่ในการนึกสูตร และบอกสูตรแบบจานต่อจาน บอกอีกครั้งก็อาจไม่เหมือนเดิม อาหารทุกอย่างที่เขาลงมือทำ จึงปรุงรสให้กลมกล่อมหอมละมุนด้วยบทสนทนาที่ไร้การปรุงแต่งใดๆ ซึ่งเคคิดว่านั่นเพียงพอแล้วที่จะทำให้คลิปออกมาสมบูรณ์ในแบบฉบับของมัน

ความเป็นธรรมชาติหรือสิ่งที่เคเรียกว่าความสด จึงอาจเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ แม่ เมนูนี้ทำไง เป็นที่รู้จักในบรรดาคนไกลบ้าน ลูกที่คิดถึงแม่ แม่ที่คิดถึงลูก รวมไปถึงคนที่ไม่กล้าโทรหาแม่

“มันอาจจะเป็นสิ่งที่คนเขารู้สึกกันอยู่แล้ว แต่แค่ไม่ได้ทำออกมา ลึกๆ ผมว่าคนเราก็อยากจะโทรหาแม่กันอยู่แล้วนะ”

พักหลังมา เคเพิ่มตัวละครลับที่มาช่วยสร้างสีสันในเพจได้อย่างเข้มข้มกลมกล่อมยิ่งกว่าเดิม คุณยายวัย 84 ปีที่เราเดาว่าแกอาจไม่ได้เมมเบอร์โทรศัพท์ของเคไว้ เพราะทุกครั้งที่หลานชายโทรไป ปลายสายจะทักทายด้วยประโยคเดิมทันทีว่า

‘ใครอะ’

แม่ เมนูนี้ทำไง : เพจกระชับพื้นที่ในบ้านของลูกชายที่โทรถามสูตรอาหารแทนการบอกรักแม่

หากเราลองเปิดคลิปปลาทูต้มเค็มและแกงเขียวหวาน จะพบว่ายายหลานคู่นี้หยอกล้อกันได้ถูกจังหวะจะโคนเหลือเกิน เหมือนคณะตลกตบมุกกันไม่มีผิด เราอยากทราบว่าทำไมเคถึงตัดสินใจแคสติ้งคุณยายให้มาเป็นนักแสดงนำร่วมด้วยอีกคน ในเมื่อเพจนี้ถูกตั้งชื่อจั่วหัวไว้แล้วว่า แม่ เมนูนี้ทำไง

“จริงๆ เพราะเพจมันเป็นเรื่องคนสองเจนฯ คุยกัน ยายก็เป็นเหมือนอีกเจนฯ หนึ่งที่เราก็ไม่ค่อยได้คุยกับเขา สำหรับหลายๆ คน ยายเป็นแม่อีกคนเหมือนกันนะ เพราะยายก็เลี้ยงมา กลัวคนเบื่อแม่ด้วยแหละ (หัวเราะ) เขาฟังแม่อย่างเดียวอาจจะเบื่อ เลยโทรหายายบ้าง คุยกับยายบ้าง”

เคเล่าว่าด้วยความที่แม่เป็นคนไม่ค่อยพูด ออกจะขรึมๆ และเงียบกว่าคุณยาย เขาจึงสนิทคุ้นเคยกับยายมากกว่า ซึ่งคลิปที่เคชอบมากที่สุด คือคลิปแกงเขียวหวานที่โทรไปถามสูตรจากยายเช่นกัน

“ยายตลกครับ ยายกวนตีน”

แม่ เมนูนี้ทำไง : เพจกระชับพื้นที่ในบ้านของลูกชายที่โทรถามสูตรอาหารแทนการบอกรักแม่
ภาพ : www.facebook.com/mommenu.story

รสมือแม่

“แม่ไม่ได้ทำอาหารเก่งขนาดนั้นเลย แต่ผมว่าเราก็จะติดรสมือแม่กันทุกคน เหมือนฝีมือแม่ก็จะอร่อยที่สุดสำหรับเราอยู่แล้ว” 

แม้จะเป็นเพจที่บอกเล่าวิธีทำอาหารแบบต้ม ผัด แกง ทอด ตามแบบฉบับครัวไทยธรรมดาทั่วไป คลอไปกับเสียงสนทนาผ่านการยกหูโทรศัพท์แบบไม่มีสคริปต์ แต่ผู้กำกับหนังชีวิตของตัวเองท่านนี้ วางพล็อตเรื่องของคนไกลบ้าน ไกลครอบครัว และสะท้อนความเหลื่อมทับของสังคมไว้ในจานอาหารอย่างแนบเนียน หากชิมแบบไม่พิถีถันเท่าไหร่ ก็อาจจับลิ้นชิมรสไม่ได้ ว่าเชฟได้ซ่อนวัตถุดิบเหล่านี้ลงไปให้ลองรับประทานด้วย

“จริงๆ อยากพูดเรื่องคนต่างจังหวัด เพราะผมเองก็เป็นคนต่างจังหวัดเข้ามาในเมือง เราก็มีคำถามนะว่าทำไมเราต้องเข้ามาในเมืองวะ ทำไมต่างจังหวัดถึงไม่มีอุตสาหกรรมดีๆ ให้เราได้ทำงานอยู่ใกล้บ้าน ได้อยู่ใกล้คนที่บ้าน ทำไมเราต้องห่างจากบ้าน แต่เราก็อยากหาความสวยงามของการใช้ชีวิตที่นี่ ให้เห็นมุมที่ดีของชีวิตในเมืองบ้าง”

แม่ เมนูนี้ทำไง : เพจกระชับพื้นที่ในบ้านของลูกชายที่โทรถามสูตรอาหารแทนการบอกรักแม่
แม่ เมนูนี้ทำไง : เพจกระชับพื้นที่ในบ้านของลูกชายที่โทรถามสูตรอาหารแทนการบอกรักแม่

 คุยกับแม่

“บางทีถ้าเราอยู่ด้วยกันมากๆ เราก็ทะเลาะกัน จริงๆ เราไม่ได้รักกันขนาดนั้นหรอกครับ (หัวเราะ) อยู่ห่างกันเรารักกันมากกว่าอีก แต่เราต้องแค่คุยกันเท่านั้นเอง”

ที่ผ่านมาแม่และงานเป็นถนนคู่ขนานในชีวิตของลูกชายมาตลอด แต่เมื่อวันหนึ่ง ทั้งสองสิ่งถูกจับต้นชนปลายให้มาอยู่บนถนนสายเดียวกัน ไม่เพียงแต่ทำให้ได้พูดคุย หัวเราะต่อกระซิก และเดินทางเข้าไปเรียนรู้ในหัวใจของกันและกันมากขึ้น ผู้กำกับหนุ่มยังได้รู้ว่าตัวละครสำคัญที่เขาควรเก็บไว้ในหนังเรื่องนี้อีกคนหนึ่งคือใคร

“บางครั้งเราจะชอบคิดไปเองว่าแม่ไม่รักเรา จริงๆ เขารัก แต่ก็รักในมุมของเขา ถ้าไม่คุยกันคงไม่รู้ว่าเขาคิดแบบไหน ถึงจะเป็นความสัมพันธ์แบบแม่ลูกก็ต้องคุยกันนะ ไม่รู้สิ เรามีแม่คนเดียว ก็ลองเก็บคนคนนี้ไว้ในความสัมพันธ์หน่อยไหม”

ลึกลงไปในบทสนทนาอันเรียบง่าย อย่างการถามเรื่องสุขภาพของแม่หลังพักฟื้นจากการถูกรถชน หรือการแกล้งขอยืมตังค์ยาย ลูกชายและหลานชายคนนี้กำลังพยายามกระชับพื้นที่ความห่างของช่วงวัย ซึ่งเปรียบเสมือนแบริเออร์ขนาดใหญ่ คอยกั้นไม่ให้คนสองรุ่นเขยิบเข้าใกล้กันได้มากไปกว่านี้ 

ในอนาคต เคยังมีไอเดียที่จะโทรถามสูตรอาหารจากแม่ แล้วให้แม่โทรถามสูตรจากยายอีกที เพราะหากว่ากันตามจริง แม่และยายก็ไม่มีจังหวะให้ได้พูดคุยกันสักเท่าไหร่ เหมือนความสัมพันธ์ของเขากับแม่ เมื่อครั้งที่ยังไม่ได้เริ่มทำเพจไม่มีผิด

ภาพ : www.facebook.com/mommenu.story

“อยากให้เป็นพื้นที่ที่คนสองเจนฯ ได้คุยกัน ผมไม่อยากให้มาดูตามสูตรผมร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ได้อยากเป็นเพจ How to ทำอาหารอะไรแค่นั้น แต่อยากให้เป็นเพจที่ใช้อาหารนี่แหละ เชื่อมเรากับคนที่บ้าน แค่มาดูเมนูนี้แล้วก็แชร์กลับไปให้แม่ดู แม่อาจจะบอกว่า โอ๊ย ไอ้เพจนี้มั่ว จริงๆ มันต้องทำอย่างนี้ แค่นี้มันก็ได้คุยกันแล้ว

“มันไม่ใช่เพจแชร์สูตรทำอาหาร แต่เป็นเพจเชื่อมคนเข้าด้วยกันมากกว่า”

คิดถึงแม่

ประโยคบอกรักที่ไม่มีคำว่ารัก และการเขยิบเข้าใกล้กันมากขึ้นในแต่ละอีพีระหว่างเค แม่ และยาย ไม่เพียงแต่ทำให้กำแพงระยะทางระหว่างกรุงเทพฯ-สมุทรสาคร สั้นลง แต่กำแพงความเหินห่างระหว่างช่วงวัยในครอบครัวของเขาก็กำลังถูกทำลายลงอย่างช้าๆ เช่นเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น รสชาติของความอบอุ่นละมุนละไม ยังส่งตรงถึงหน้าประตูบ้านของลูกเพจ ผ่านกดไลก์ กดแชร์ และแท็กให้คนที่บ้านมาดูคลิป

“ผมชอบที่คนเข้ามาดู แล้วเขาก็แท็กแม่ตัวเอง บางคนแชร์ไปแล้วเขียนว่า โทรหาแม่บ้างดีกว่า เออใช่ๆ ผมอยากเห็นอะไรแบบนี้เยอะๆ อยากให้คุยกับที่บ้านเยอะๆ จะคุยกันด้วยเรื่องอะไรก็คุยไปเถอะ”

ภาพ : www.facebook.com/mommenu.story

ครีเอทีฟหนุ่มควบตำแหน่งพ่อครัว ผละมือจากหม้อกระทะและถ้วยชาม หยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงเพื่อเปิดข้อความที่บรรดาลูกเพจทั้งรุ่นลูกและรุ่นแม่ ส่งเข้ามาพูดคุยถึงความประทับใจที่เขาตีแผ่เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกผ่านจานอาหาร ดูแล้วก็อมยิ้มตามทุกครั้งไป

“อ่านแล้วก็ชื่นใจนะครับ ตอนแรกแค่อยากทำเพจเพื่อเก็บพอร์ต ทำไว้ดูคนเดียว แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าเราทำเพื่อคนอื่นได้ด้วย เขาก็มาขอบคุณเรา ขอบคุณที่ทำให้เขาได้คุยกับคนที่บ้านเยอะขึ้น ดูแล้วคิดถึงแม่เลยนะ บางทีคนสูงอายุเขาเข้ามาดู ก็อยากให้ลูกหลานกล้าโทรคุยกับเขามากขึ้น มันทำให้เราได้เห็นหลายๆ มุมมองจากการทำคลิปแค่ไม่กี่นาที”

นอกจากได้เก็บผลงานในสายครีเอทีฟของตัวเอง แน่นอนว่าผลพวงที่ตามมาหลังจากนั้น คือการได้คุยกับคนที่บ้านเยอะขึ้น มีอะไรอีกไหมที่เคได้เรียนรู้จาก แม่ เมนูนี้ทำไง

“รู้ว่ากับข้าวมันก็ไม่ได้ทำยากอย่างที่คิดนะ (หัวเราะ) แล้วก็ได้รู้ว่า รู้งี้ทำตั้งนานแล้ว ถ้ามันทำแล้วดีต่อใจเรา ดีต่อใจคนอื่นแบบนี้ ก็น่าจะทำมาตั้งนานแล้ว

“ที่ผ่านมาเราก็ขับเคลื่อนชีวิตด้วยเดดไลน์เหมือนกันนะ คุณอย่ารอให้แม่ตายเลยถึงจะทำ คิดอะไรได้ก็ทำเหอะ จะคุย จะบอกรัก จะขอบคุณ ก็ทำเลย ไม่ต้องรอวันแม่ ถ้าเขาไม่อยู่แล้ว จะทำหรือบอกอะไรไป คนอื่นเห็น คนอื่นได้ยิน แต่เขาไม่รับรู้อยู่ดี อยู่กับปัจจุบันครับ พอคิดเลยทำเลยมันคุ้มกว่ามาก ไม่ต้องรอเวลาตัดริบบิ้นแล้ว”

แล้วแม่กับยายล่ะ

“ผมว่ายายเขาเสียงสดใสขึ้นเรื่อยๆ นะ เขาเริ่มคุยกับผมนานขึ้น ผมจะวางสาย แกก็อยากคุยต่อ อย่างต่ำครึ่งชั่วโมงเวลาคุยกัน ส่วนแม่เหรอ (คิด) โห แม่นี่ยากมากเลย ปกติเขาไม่ค่อยพูด ถามว่าซึ้งไหม แม่ก็คงรู้ว่าลูกยังไม่ลืมเขา”

ต่อไปทำอะไรดีแม่

คนเราจะมีกับข้าวที่ชอบกินสักกี่อย่างกันในชีวิต ถ้าวันหนึ่ง เคลงมือทำอาหารที่เขาชอบตามสูตรของยายและแม่จนหมด จะเหลืออะไรให้โทรถามอีกล่ะ

“อาจจะกลับไปทำกับข้าวที่บ้านจริงๆ ให้เขาสอนจริงๆ เลย หรือไม่ก็อาจจะลองให้คนอื่นโทรคุยกับที่บ้านตัวเองบ้าง ไปสำรวจชีวิตของคนอื่นบ้างว่าเขาคุยกับที่บ้านยังไง บ้านอื่นเขากินอะไรกัน”

เราแอบแง้มฝาชีถามว่าเมนูต่อไปของ แม่ เมนูนี้ทำไง คืออะไร เจ้าของเพจชี้ให้ดูในจอคอมพิวเตอร์ว่าคือข้าวเหนียวทุเรียน เขาถ่ายคลิปเสร็จไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คราวนี้โทรไปถามสูตรจากแม่บ้าง เหลือเพียงเก็บรายละเอียดในขั้นตอนการตัดต่อคลิปวิดีโออีกเล็กน้อย ก็พร้อมแบ่งปันสูตร (ไม่) ลับของแม่ให้ลองเอาไปทำตามกันได้ที่บ้าน เราคาดการณ์ว่าเมื่อบทความฉบับนี้เขียนเสร็จ คลิปข้าวเหนียวทุเรียน น่าจะฉายอยู่ในเพจเรียบร้อยแล้ว

ส่วนเรื่องความอร่อยหรือไม่อร่อย เคไม่อาจการันตีได้ เพราะแต่ละคนก็ชอบความหนักเบาของรสชาติแต่ละส่วนไม่เท่ากัน แต่สำหรับเขา สูตรจากรสมือแม่อร่อยเสมอ

รับชมสูตรทุเรียนต้มกะทิจาก แม่ เมนูนี้ทำไง ได้ที่ : EP.7 : ข้าวเหนียวทุเรียนภูเขาไฟ

ตะกอนก้นหม้อ

ด้วยตัวเลขของช่วงวัยที่เพิ่มขึ้น ในมุมหนึ่ง เคกำลังเติบโต เรียนรู้ และสนุกไปกับการทำงานที่ช่วยส่งให้เขาเข้าใกล้ความฝันของตัวเองไปอีกขั้น แต่อีกมุมหนึ่ง ความสนุกและความหวังในการขับเคลื่อนชีวิตของแม่และยาย ก็อาจกำลังแตกกระสานซ่านเซ็นไปคนละทิศคนละทาง การชวนแม่และยายมาทำกิจกรรมร่วมกัน แม้จะเป็นเพียงเสียงสนทนาจากปลายสาย แต่เคเชื่อว่านี่เป็นการจุดไฟดวงเล็กๆ ให้แกงถ้วยเดิมถูกอุ่นร้อนเดือดปุดด้วยความสุขและการเห็นคุณค่าในตัวเองอีกครั้ง

“พอเราแก่ขึ้น เราก็น่าจะอยู่ได้ด้วยความรู้สึกว่าเรามีคุณค่าต่ออะไรบางอย่าง เออ กูใช้ชีวิตแก่มาขนาดนี้แล้ว แม่ห้าสิบ ยายแปดสิบกว่าแล้วเนี่ย ลูกหลานเขารู้สึกว่าเราไม่ได้สำคัญเลยเหรอวะ ความรู้ของเรามันไม่มีความหมายแล้วเหรอ

“อย่างน้อยให้เขารู้ว่า เขาทำกับข้าวแล้วลูกคนหนึ่งจำได้ว่าอร่อย เขาคงรู้สึกได้แหละครับว่าชีวิตกูก็ยังมีคุณค่านี่หว่า”

ภาพ : www.facebook.com/mommenu.story

Writer

ณัฐชา เกิดพงษ์

นักฝึกเขียน ผู้มีกาแฟและหมาปั๊กเป็นปัจจัยที่ 5 และเพิ่งค้นพบว่าการอยู่เฉยๆ ยากพอๆ กับการนอนให้ครบ 8 ชั่วโมง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

“วันนี้ ชั้นจะมารีวิว ไม้เท้าคนแก่”

สตรีสูงวัยในคลิปวิดีโอเริ่มต้นทักทายผู้ชมทางบ้าน ก่อนจะจัดแจงแนะนำไม้เท้าแบบที่ 1 แบบมีไฟฉายที่ลูกสาวซื้อให้

นับจนถึงวันนี้ มีคนดูคลิปคุณยายรีวิวของชิ้นแรกไปแล้ว 2 แสนครั้ง จะว่าไปตัวเลขนี้เป็นตัวเลขคนดูพื้นฐานของเพจรีวิวที่ทุกคนคุ้นเคย

แต่สำหรับ คุณยายแกะกล่อง เพจน้องใหม่ซึ่งเปิดทำการได้ไม่ถึงเดือน ถือเป็นตัวเลขที่ไม่ธรรมดา

แม้จะออกอากาศได้เพียง 3 ตอน ได้แก่ รีวิวไม้เท้า รีวิวแว่นขยาย และรีวิวยาสามอย่าง แต่นั่นก็มากพอที่ทำให้ The Cloud อยากพูดคุยกับสองยายหลานแอดมินเพจคุณยายแกะกล่องถึงวิธีคิดและวิธีทำเพจรีวิวให้ออกมาสนุกสนาน และเข้าอกเข้าใจคนสูงวัย จนดูแล้วยิ้มตามไปตลอด

คุณยายปราณี อดีตครูสอนภาษาอังกฤษ แนะนำตัวกับเราว่าอีกนิดเธอจะมีอายุ 91 ปี ขัดกับภาพลักษณ์ที่เห็นตรงหน้า และความกระฉับกระเฉงขณะวางมือจากเกมทายคำตัวอักษรที่เล่นค้างไว้ตอนเช้า แล้วเดินไปหยิบข้าวของเครื่องใช้ที่ปรากฏในรายการมาเล่าให้เราฟังอีกครั้งด้วยตาที่เป็นประกายกว่าที่เห็นในจอ

นอกจากคุณยายแล้ว เราต้องยกความดีความชอบให้กับ ปัน-ปาณศานต์ พัฒนกุลชัย หลานชายวัย 23 ปี ฟรีแลนซ์กราฟิกดีไซเนอร์ และบัณฑิตจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เอาล่ะ เวรี่กู๊ด!

ของชิ้นเเรกที่คุณยายรีวิว

ของชิ้นเเรกที่คุณยายรีวิว

Posted by คุณยายแกะกล่อง on Thursday, March 22, 2018

ตอนเริ่มทำเพจ คุณยายเป็นคนขอให้ปันมาช่วยทำ หรือปันมาขอให้คุณยายทำคะ

คุณยาย : ปันปันเขาคงเห็นว่าดิฉันรู้สึกเหงา ทั้งๆ ที่ดิฉันไม่เคยบ่นนะ เขาก็มาถามว่า ‘ทำ เพจกันมั้ย’ เพราะเห็นว่าดิฉันมีเรื่องราวมากมายที่อยากจะพูด ดิฉันรู้สึกว่าก็ดีเหมือนกันนะ เพราะเดี๋ยวนี้ดิฉันอ่านหนังสือไม่ได้ ถือเป็นความทุกข์อย่างยิ่ง เวลาว่างที่มีมันเยอะเกินไป ปกติดิฉันจะทำงานตลอด อยู่เฉยๆ ไม่ได้เลย ไม่ซ่อมเสื้อผ้า ก็ทำกับข้าว ออกไปช้อปปิ้ง และที่ชอบมากคืออ่านหนังสือ รับทำงานพิเศษแปลหนังสือบ้างนิดๆ หน่อยๆ ช่วงที่ตาไม่ดีดิฉันก็ต้องเลิกทำ

อะไรทำให้คุณปันรู้สึกว่าความเหงาของยายเป็นเรื่องสำคัญ

ปัน : ผมชอบเล่นสนุกกับคุณยายอยู่แล้ว จริงๆ ตอนที่ชวนท่านมาทำก็คิดภาพในใจไว้ว่าเราน่าจะทำเรื่องที่เป็นประโยชน์กับคนอื่นได้บ้าง ท่านเป็นเหมือนนักวิชาการในบ้าน มีความรู้เยอะมาก ดังนั้น สิ่งที่ทำออกมาจึงไม่ได้มีแค่ความสนุก แต่มีเรื่องอื่นๆ ด้วย

คนสมัยใหม่ชอบมองว่าผู้ใหญ่เข้าถึงยาก เราก็เลยอยากใช้อีโมจิเข้ามาเพื่อให้รู้สึกเข้าถึงง่ายขึ้น ต้องการจะสื่อว่าเป็นคุณยายรุ่นใหม่ เป็นคุณยายที่เข้ากับยุคสมัย ส่วนชื่อรายการ ‘คุณยายแกะกล่อง’ กล่องในความหมายแรกคือข้าวของของคุณยาย กล่องในความหมายที่สองคือประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมากว่า 90 ปี การแกะกล่องในที่นี้ก็หมายถึงกล่องความรู้ของคุณยายที่เราหยิบมาเล่าให้ฟัง จริงๆ เป็นเพราะคุณยายความจำดีด้วยแหละ

คุณยาย : ความจำดีมากไป

คุณยายแกะกล่อง คุณยายแกะกล่อง

ใครเป็นคนเริ่มต้นเสนอไอเดียรีวิวไม้เท้าคนแก่

คุณยาย : เป็นความตั้งใจที่จะพูดถึงของใช้เล็กๆ น้อยๆ ที่จำเป็นกับผู้สูงอายุ และของใช้ที่คนสมัยใหม่ไม่ค่อยรู้จัก เช่น เรื่องฝาชี ทำไมเราต้องใช้ฝาชี และฝาชีมีกี่แบบ สนุกมากนะ

ดิฉันเริ่มคิดจากตัวดิฉันเองว่าทำไมของเหล่านี้น่าใช้ รายการตอนแรกจึงเริ่มจากของใช้ที่จำเป็นที่สุดสำหรับคนแก่ ซึ่งก็คือไม้เท้า รวมไปถึงอาจจะมีเรื่องอื่นๆ ที่ดิฉันอยากพูดถึง เช่นตอนนี้กำลังสนใจการใช้ภาษาในสมัยนี้ ดิฉันรู้สึกว่าภาษาไทยยุคหลังมีสีสันมากเกินไป เช่น ฟุตบอลใช้ฟาดแข้ง ดิฉันคิดว่าเป็นคำที่แสดงความรุนแรง อาจจะเกิดทัศนคติที่ไม่ดี ทำให้คนเข้าใจว่าความรุนแรงเป็นของธรรมดา กลายเป็นเรื่องเคยชิน จะเห็นว่าคนไทยเดี๋ยวนี้อารมณ์เสียง่าย มีเรื่องนิดหน่อยก็ขึ้นต่อสู้กัน ดิฉันถึงบอกว่าเกี่ยวข้องกับภาษาและการสื่อสาร

จริงๆ แล้วเป็นเพจที่ทำขึ้นมาเพื่อสื่อสารกับใครหรือกลุ่มไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า

คุณยาย : ดิฉันอยากให้เด็กรุ่นใหม่เห็นและเข้าใจว่าผู้สูงอายุคิดอะไรถึงทำอย่างนั้น ตอนเด็กๆ ดิฉันเองก็เคยรำคาญคนแก่และเคยนินทาในใจเหมือนกัน พอมาอายุมากเข้าเองก็ อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง

คุณยายแกะกล่อง

ย้อนกลับไปตอนที่คุณปันชวนทำเพจ ตอนนั้นงงมั้ย แล้วเข้าใจว่าเพจคืออะไร

คุณยาย : ดิฉันรู้จักนะ เพราะลูกหลานเล่นกันเรื่อยเลย ตัวเองเล่นไม่ได้เพราะมองไม่เห็น ดิฉันมองว่าคนสมัยนี้ใช้เทคโนโลยีมากเกินไป ถ้าใช้เพื่อความบันเทิงเวลาว่างจริงๆ ก็ไม่ว่า แต่ถ้าตลอดเวลาก็คงไม่ไหว ดิฉันไม่เห็นด้วย

อีกอย่างที่ไม่ชอบเพราะว่ามันทำให้คนอ่านหนังสือน้อยลง ใช้ภาษาสั้นๆ จนมันเพี้ยนทำให้เมื่อต้องเขียนจริงๆ แล้วจะมีปัญหา เมื่อก่อนเวลาอยู่ไกลกันต่างแดน ดิฉันจะจดหมายถึงบ้านทุกอาทิตย์ นั่นทำให้เราเรียนหนังสือเป็น รู้จักเรียบเรียงความคิด แต่คนสมัยนี้ใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนใหญ่ นานๆ จะได้รับโปสการ์ดจากหลานที่อยู่ต่างประเทศ

แต่รายการคุณยายอยู่ในเฟซบุ๊กนะคะ

คุณยาย : ก็ไม่เลว ถ้าเราใช้ให้เป็นประโยชน์ แต่ถ้าหากว่าใช้มากไปจนติด หรือใช้ส่งต่อเรื่องจุ๊บจิ๊บ เรื่องไม่เป็นเรื่องมันก็ไม่ดี

ไหนบอกไม่ใช้ แล้วทำไมคุณยายรู้คะว่าคนบนโซเชียลเขาคุยกันเรื่องอะไรบ้าง

คุณยาย : ดิฉันก็ฟังจากที่เขาพูดกันนี่แหละ ดิฉันคิดว่าการที่จะสร้างข่าวขึ้นมาจากคนหนึ่งคน ส่งต่อไปถึงอีกคน แล้วคนรับสารนั้นก็เชื่อและส่งต่อๆ ไป ซึ่งมันเสียหาย ดิฉันคิดว่ามันไม่เป็นธรรมกับคนที่เขาถูกกล่าวหา ดิฉันถูกสอนมาว่าอย่าเชื่อคนง่าย จะเชื่ออะไรต้องคิดให้แน่ใจดีๆ ก่อน คำแนะนำก็คือ ฟังได้นะ แต่ถ้าไม่แน่ใจอย่ากระจายข่าว คนเราไม่ควรทำร้ายกันโดยที่คนอีกฝั่งเขาตอบโต้ไม่ได้

ปาณศานต์ พัฒนกุลชัย ปาณศานต์ พัฒนกุลชัย

การทำเพจกับคุณยายทำให้คุณต้องปรับตัวหรือวิธีการทำงานยังไงบ้าง

ปัน : นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราเล่นสนุกแบบจริงจัง ก่อนหน้านี้ผมชวนยายมาแต่งตัวถ่ายรูปสำหรับทำงาน thesis สำหรับการทำรายการนั้น ตอนที่ชวนเสร็จก็ยกกล้องลงมาจัดไฟ แล้วตั้งกล้องถ่ายเลย ส่วนวิธีการทำงานร่วมกัน อย่างแรกเราคงต้องคิดว่าเขาไม่ใช่คนแก่ ปฏิบัติต่อเขาเหมือนคนที่อายุเท่ากัน ไม่ได้หมายว่าให้ไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่นะ แต่เป็นการแสดงความใส่ใจและทำให้เขารู้สึกสนุกมากขึ้น เราเองก็จะทำงานสนุกขึ้น ไม่ว่าจะเล่นหรือจริงจัง

แล้วคุณยายล่ะคะ มีวิธีเข้าหาเด็กรุ่นใหม่ยังไงบ้าง

คุณยาย: ดิฉันไม่เห็นว่าวัยเป็นเรื่องสำคัญนะ เด็กหรือผู้ใหญ่ก็เหมือนกันนะ เราอยากคุยเราก็คุย บางทีก็มากไป (หมายถึงเด็กหรือผู้ใหญ่คะ) ดิฉันนี่แหละ เขาอาจจะคิดอะไรบางอย่าง หรือมีเรื่องที่ไม่รู้ แล้วไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเราสามารถช่วยเขาได้ก็คงจะดี

คุณยายแกะกล่อง

คุณยายแกะกล่อง

แล้วคุณยายรู้จักคำวัยรุ่นๆ คำไหนบ้าง

คุณยาย : บางอย่างฟังไม่รู้เรื่อง อย่างฟรุ้งฟริ้ง ไม่รู้แปลว่าอะไร และไม่ชอบเท่าไหร่ ที่ไม่ชอบเพราะว่าราชบัณฑิตไปใส่เป็นคำศัพท์ ดิฉันรู้ว่าภาษาสแลงเปลี่ยนได้ตลอด ดังนั้น คำพวกนี้ไม่ควรนำมาบรรจุรวมไว้พจนานุกรม

พูดถึงเปิ๊ดสะก๊าดที่คนชอบมาคอมเมนต์ ทำให้นึกถึงคำที่ดิฉันใช้สมัยก่อน คนทำอะไรเปิ่นๆ เราเรียกว่า ‘เชย’ มาจากลุงเชยในเรื่อง สามเกลอ ของ ป. อินทรปาลิต สมัยนั้นเวลาขึ้นรถไฟหรือรถรางเขาจะคิดราคาตามเบาะที่นั่ง ชั้นหนึ่งจะมีเบาะ ดังนั้น เมื่อลุงเชยต้องขึ้นสามล้อแกก็เลยไม่ยอมนั่งที่เบาะ เลือกนั่งบนพื้นที่วางรองเท้าเพราะกลัวจะเสียสตางค์มาก หรืออย่างคำว่า ‘แห้ว’ มาจากเจ้าแห้วคนใช้ของเจ้าคุณปัจจนึกพินาศที่ชอบเก็บเหล้าที่เหลือของเจ้าคุณไว้กินเอง จนวันหนึ่งเจ้าคุณจับได้จึงโดนเอ็ดก็เลยอดกิน มีอีกๆ คำว่า ‘เต้ยเลย’ เดี๋ยวนี้เขาเรียกว่า ‘เจ๋ง’

รู้ตัวไหมคะว่าคำว่า ‘เวรี่กู้ด’ ที่ใช้ในคลิปน่ารักมากเลย

คุณยาย : จริงๆ ไม่ชอบให้ตัวเองพูดไทยคำอังกฤษคำหรอกนะ เวลาทำรายการจริงๆ เราไม่ได้ทำสคริปต์ไว้ล่วงหน้า บางทีมันก็หลุดออกมา ไปๆ มาๆ ปันปันเขาบอกว่าดี แต่เราก็พยายามใช้ให้น้อยที่สุด

คุณยายแกะกล่อง

อะไรคือความงดงามของการเป็นคนแก่

คุณยาย : ดิฉันสารภาพว่าดิฉันไม่ค่อยรู้สึกตัวว่าตัวเองแก่ขึ้น รู้สึกเหมือนเดิม ยังทำทุกอย่างเหมือนเดิม ตอนที่เริ่มเปลี่ยนจริงๆ คงเป็นตอนที่ตาเริ่มมองไม่ค่อยเห็น ดิฉันเลิกขับรถตอนอายุ 80 กว่าๆ แต่ก็ยังชอบเดินทางไปไหนมาไหนด้วยรถไฟฟ้าเพราะมันสะดวก ส่วนมากไปซื้อของที่เซ็นทรัลชิดลม ขึ้นรถไฟฟ้าเก่งเลยนะ แต่ลูกๆ ชอบห้าม

เมื่อก่อนดิฉันเป็นคนชอบทำอะไรเร็ว เดี๋ยวนี้พอลุกขึ้นจากที่นั่งก็ต้องเข้าเกียร์หนึ่งก่อน ถ้าเดินทันทีจะซวน เรื่องเดินเหินดิฉันก็เป็นคนเดินเร็ว เมื่อก่อนต้องใส่ส้นสูง 3 นิ้วเป็นอย่างน้อย ใส่ตั้งแต่เรียนอยู่ต่างประเทศจนกลับมาที่ไทย รู้ไหมถ้าให้เดินแข่งกับลูกศิษย์ดิฉันรับรองว่าเดินชนะ แต่พออายุมากขึ้นส้นก็ต้องเตี้ยลง คนทั่วไปไม่ค่อยรู้ว่าผู้สูงอายุใส่รองเท้าราบๆ เลยไม่ได้นะ เพราะเขารู้สึกเหมือนเดินถอยหลังตลอดเวลา

แว่นขยาย

เรื่องร่างกายที่เปลี่ยนไปและความเจ็บไข้ เป็นเรื่องใหญ่แค่ไหนของคนวัยนี้คะ

คุณยาย : ดิฉันต้องพยายามไม่เป็นทุกข์ มองโลกในแง่ดี เวลาเราเจ็บไข้ขึ้นมา คนที่เดือดร้อนมากที่สุดไม่ใช่ลูกหลาน แต่เป็นเรา เพราะฉะนั้น ต้องพยายามรักษาตัวไม่ให้เจ็บให้ไข้ วิธีง่ายๆ ก็คือ เชื่อร่างกาย เวลาเราหิวเราก็ทาน กินเมื่อร่างกายต้องการ อิ่มแล้วก็อิ่ม เดินเร็วไม่ได้ก็ต้องยอมเดินช้าๆ

จะเรียกว่าความดีหรือเปล่านะ ดิฉันเชื่อเสมอว่าเวลาจะไปไหนมาไหนอย่าให้ใครเขารู้สึกสมเพช ถึงแม้เราจะกำลังเป็นทุกข์ เราก็ไม่ต้องทำท่าทางให้คนอื่นเห็นและเดือดร้อน เวลาใครถามว่าสบายดีมั้ย เราก็จะไม่ฟูมฟาย แต่ตอบสั้นๆ แค่สบายดี เพราะไม่ต้องการให้คนที่ฟังรู้สึกเป็นทุกข์เป็นร้อนไปด้วย

ดีจังเลยค่ะ เพราะคนยุคนี้เราชอบแสดงความเศร้า ความทุกข์ ของตัวเองออกมามากมายเหลือเกิน

คุณยาย : อันนั้นมากไป

แล้วความสนุกของการเป็นคนวัยนี้ล่ะคะ

คุณยาย : แม้จะมีข้อเสียคือร่างกายไม่อำนวยให้ทำอะไรได้ดั่งใจ แต่ความสนุกของวัยนี้คือการพบปะเพื่อนฝูง นอกจากกลุ่มเพื่อน 3 กลุ่มที่พบกันทุก 1 – 2 เดือน ยังมีกลุ่มเพื่อนที่ทำงานด้วย ดิฉันชอบพบคน ชอบคุย สนุกที่จะได้พบคนแปลกหน้า ไม่นานมานี้ดิฉันไปซื้อของกับลูกสาว ระหว่างที่รอจ่ายเงิน ดิฉันก็เดินออกมารอข้างนอก ก็มีผู้หญิงฝรั่งและผู้ชายแขกเข้ามาขอถ่ายรูป คุยไปคุยมาจนรู้จักว่าเขามาจากที่ไหน แต่กิจกรรมที่สนุกมากคือการพบปะลูกหลาน อย่างน้อยต้องพบปะกินข้าวกันทุกเดือน สำหรับดิฉันการมีลูกหลานมากมายทำให้ชีวิตเรามีความหมาย

คุณยายแกะกล่อง

คุณยายแกะกล่อง

แล้วความว่างในวัยนี้มันเลวร้ายแค่ไหนคะ

คุณยาย : เลวร้ายมาก (ลากเสียง) นั่งๆ นอนๆ ดูละคร ดิฉันทนไม่ไหว ต้องหาอะไรทำ ชอบอะไรสนุก อย่างการเล่น Sudoku

ทุกวันนี้ ตื่นมาก็ออกกำลังกายบนเตียง ยกขา งอขา ถีบจักรยานอากาศ 40 ครั้ง ชกมวยบนฟ้าแล้วถึงจะลุกจากเตียง จากนั้นดื่มน้ำอุ่นถ้วยโตๆ เข้าห้องน้ำ อาบน้ำอาบท่า แต่งตัว ทำเตียง ลงมาทานข้าว ไข่ลวก 2 ฟอง ขนมปัง 1 – 2 แผ่น หมูทอด และมะเขือเทศ กินแบบนี้เพราะมันเร็ว ไม่ชอบกินข้าวต้มเพราะมันอ้อยอิ่ง จากนั้นกินยา วัดความดัน นั่งทำเกมปริศนาภาษาอังกฤษ เปิดวิทยุไปด้วย ดิฉันชอบฟัง 95.5 TRS รายงานจราจร มีเรื่องที่เป็นประโยชน์อยู่ ระหว่างนั้นก็นั่งทำ Sudoku อักษรไขว้ ลุกขึ้นเดินย่อยอาหาร แต่ละวันดิฉันคิดเมนูอาหารกลางวันเอง แล้วก็ถึงเวลาละครตอนบ่าย พยายามหาอะไรทำให้มากที่สุด

ในฐานะที่ผ่านโลกมาเยอะมาก คุณยายมีคำแนะนำกับคนยุคนี้ที่กำลังสิ้นหวังกับสังคม ประเทศ หรือโลกเรายังไงบ้าง

คุณยาย : ดิฉันไม่เชื่อ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมาจากตัวเราเอง ถ้าเราเห็นว่าอะไรไม่ดีเราก็ไม่ทำ หรือถ้าเห็นคนอื่นทำเราก็พยายามบอกเขา อย่าดูดาย ถ้าหากทุกคนช่วยกันคนละไม้คนละมือมันจะดีเอง ดิฉันจึงชอบเรื่องจิตอาสา มันน่ารัก คนเราต้องไม่คิดถึงแต่ตัวเองเป็นใหญ่ แต่ต้องคิดว่าเราเป็นหนี้โลก เป็นหนี้แผ่นดิน เราเกิดมาเป็นคนอย่าให้เสียชาติเกิด ถ้าทุกคนทำแบบนี้ได้ คนที่ผิดพยายามกลับตัวเราก็ต้องอภัยให้เขา แต่ว่าเขาก็ต้องรู้สำนึกนะ

คำถามสุดท้ายแล้วค่ะ รู้สึกยังไงกับการเป็นเนทไอดอลตอนอายุ 91 ปีคะ

คุณยาย : ดิฉันไม่เป็นไอดอลหรอก คำนี้มันอาจจะมากเกินไป น่าจะเหมาะกับคนดีที่น่านับถือมากกว่า ถ้าจะเรียก เรียกคุณยายเฉยๆ ดีกว่านะ

คุณยายแกะกล่อง

ของสะสมจำเป็น

ของชิ้นที่สองที่คุณยายรีวิว

Posted by คุณยายแกะกล่อง on Friday, March 30, 2018

ของชิ้นที่ 3

ของใช้ ส.ว.

Posted by คุณยายแกะกล่อง on Friday, April 6, 2018

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load