The Cloud x ไทยประกันชีวิต
แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

ในโลกที่ไร้เสียง…การเอามือแตะที่หน้าผากและปล่อยมือลงนั้นแปลว่า ‘สวัสดี’  

เรากำลังทำท่านั้นกับผู้พิการทางการได้ยินสองท่าน ที่กำลังนั่งสวยสง่าอยู่ในชุดราตรี แม้ทั้งสองจะยิ้มตอบอย่างเป็นมิตรก็ยังไม่ช่วยให้ความตื่นเต้นในใจเราคลายลง 

ปุ๊กกี้-กาญจนา พิมพา นางงามหูหนวกเอเชียหรือ Miss deaf Asia 2019

เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่เราได้พูดคุยกับคนหูหนวก…แถมเป็นคนหูหนวกที่ไม่ธรรมดาเพราะ ปุ๊กกี้-กาญจนา พิมพา เพิ่งได้รับรางวัลนางงามหูหนวกเอเชียหรือ Miss deaf Asia 2019 เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ส่วน นับดาว องค์อภิชาติ นั้นเป็นผู้อำนวยการกองประกวด Miss & Mister, Miss Queen, Mrs. Deaf Thailand ผู้ฝ่าฟันทุกอุปสรรคมาเกือบ 10 ปี ให้เวทีนี้ยังอยู่

นับดาว องค์อภิชาติ ผู้สร้าง Miss Deaf Thailand เวทีนางงามที่ทำให้คนหูหนวกได้ทำตามฝัน

อยู่เพื่อส่งเสียงให้ทุกคนได้ยินว่า…‘คนเราเป็นได้มากกว่าที่เป็น’ 

นี่คือเรื่องราวของเวทีประกวดความงามที่เต็มไปด้วยเชื่อในความฝัน และศักยภาพของมนุษย์ทุกคน โดยมี คุณวราลี สุวรรณเจริญ ล่ามภาษามือผู้อาสาถ่ายทอดเรื่องราวสุดพิเศษของปุ๊กกี้และนับดาว ให้คนหูหนวกและคนหูดีได้อ่านไปพร้อมๆ กัน

01

วันที่ปุ๊กกี้เจอความฝัน

วันนี้คุณปุ๊กกี้มีงานเดินแบบที่เซ็นทรัลพลาซา พระราม 3 เราเลยไถ่ถามเรื่องราวทั่วไปตั้งแต่ความรู้สึกในการทำงานวันนี้ วิถีชีวิตหลังรับตำแหน่ง เธอบอกว่า ตอนนี้เป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขมาก เพราะได้ทำในสิ่งที่เธอฝัน นั่นคือการเดินแบบ สีหน้าที่แสดงออกมาพร้อมภาษามือนั้น ทำให้รู้สึกถึงความสุขของเธอจริงๆ 

บทสนทนาของเราเลื่อนไหลไปเรื่อยๆ มาจนถึงเรื่องราวชีวิตก่อนมาประกวดนางงาม ตอนนั้นเองที่สีหน้าที่ยิ้มแย้มเปลี่ยนเป็นแววตาที่เศร้าลง

“เราว่าชีวิตตอนเด็กๆ ของเราค่อนข้างตัวคนเดียว เพราะใช้ภาษามือไม่เป็น” คุณปุ๊กกี้หยุดหนึ่งอึดใจแล้วค่อยๆ เล่าต่อ สีหน้า แววตา และท่าทางภาษามือ ของเธอนั้นสื่อสารความอึดอัดออกมาอย่างชัดเจน 

“การใช้ภาษามือไม่เป็นทำให้เราสื่อสารกับคนรอบตัวลำบาก ตอนนั้นคนในครอบครัวก็ใช้ภาษามือไม่ได้ แถมเรายังไปเรียนร่วมกับเด็กหูดีในโรงเรียนทั่วไป ใช้ได้แค่ภาษาท่าทาง ซึ่งมันยากที่จะสื่อสาร เรารู้สึกว่าสื่อสารกับใครก็ไม่เข้าใจ เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต แล้วมันก็มีผลกระทบต่อตัวเรา 

“โชคดีที่ตอนโตขึ้นเราได้เข้าโรงเรียนคนหูหนวกชื่อโสตศึกษา จังหวัดอุดรธานี จึงได้เห็นว่าคนหูหนวกใช้ภาษามือในการสื่อสาร ซึ่งถ่ายทอดความรู้สึกหรืออารมณ์ออกไปได้ผ่านสีหน้าท่าทางและภาษามือ ตอนนั้นมันว้าวมากสำหรับเราที่ได้เรียนโรงเรียนนี้ 

“แต่ก็มีอุปสรรคระหว่างเรากับคนหูดีอยู่ดีเพราะคนทั่วไปใช้ภาษามือไม่ได้ เราต้องสื่อสารผ่านการเขียนภาษาไทย ซึ่งภาษาไทยของคนหูหนวก ไวยากรณ์จะสลับตำแหน่งกัน มันก็ยากกับเราขึ้นไปอีกที่จะสื่อสารให้คนเข้าใจ”

ปุ๊กกี้-กาญจนา พิมพา นางงามหูหนวกเอเชียหรือ Miss deaf Asia 2019
ปุ๊กกี้-กาญจนา พิมพา นางงามหูหนวกเอเชียหรือ Miss deaf Asia 2019

นอกจากความลำบากในการสื่อสารกับคนทั่วไป ปุ๊กกี้เล่าว่าชีวิตของเธอนั้นยังมีหลายอย่างที่ไม่ง่ายเท่าไหร่ เช่นการถูกปฏิเสธจากบางมหาวิทยาลัยในการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา เนื่องจากสถานศึกษาไม่มีความพร้อมในการรองรับคนหูหนวก 

หรือการเผชิญกับความรู้สึกว่าตนเองอาจจะไม่มีงานทำหลังเรียนจบเพราะเป็นคนหูหนวก ทุกครั้งที่เธอฝัน…เธอไม่ค่อยแน่ใจว่ามันเป็นจริงได้

“เราว่าคนหูหนวกมีโอกาสน้อยมากในการทำอาชีพต่างๆ จริงๆ นะ อย่างตอนนี้เราเรียนด้านคอมพิวเตอร์ไอที คิดว่าจบไปอยากทำงานธนาคาร เรายังไม่แน่ใจเลยว่าธนาคารจะรับเรามั้ยหรือรับเราไปอยู่ในตำแหน่งไหน จริงๆ ไม่ใช่แค่งาน มันเหมือนมีอุปสรรคในการทำหลายๆ กิจกรรมเพราะเราหูหนวก 

“จนวันหนึ่งเราได้เห็นคนหูดีประกวดนางงาม เห็นเขาเดินแบบด้วยความมั่นใจ มันดูสวย เราชอบมาก เรารู้สึกว่ามันน่าสนใจมากๆ อยากทำสิ่งนี้ แต่คิดว่าคงไม่มีโอกาส จนบังเอิญได้รู้ว่าคนหูหนวกก็มีเวทีประกวดแบบนี้ เราเลยตั้งใจอย่างยิ่งที่จะประกวดให้ได้ แล้วเราก็ได้มาเจอพี่นับดาวคนที่ก่อตั้งเวทีนี้ขึ้นมา”

02

วันที่นับดาวอยากสานฝัน

ย้อนกลับไป 9 ปี ก่อนที่คุณปุ๊กกี้จะเจอว่าตัวเองฝันอยากเป็นนางงาม ตอนนั้นคุณนับดาวเฝ้ามองเด็กหูหนวกหลายๆ คนที่อยากเป็นนางงาม แต่ต้องล้มเลิกความฝันเพราะไม่มีเวทีให้พวกเขาได้ทำมัน

“เวทีการประกวดนี้มันเกิดจากการที่ดิฉันเห็นเด็กหูหนวกหลายๆ คนมีความฝัน คือสังคมคนหูหนวกเราก็ตามดูประกวดเวทีต่างๆ ทุกปี เช่น เวที Miss Universe เราจะเห็นว่าเด็กหูหนวกของเราให้ความสนใจมาก มีหลายคนอยากเดินแบบ อยากเป็นนักแสดง อยากทำงานในวงการบันเทิง แต่มันไม่มีเวทีให้เขา 

“ตอนนั้นจึงคิดว่าต้องสนับสนุนให้เด็กหูหนวกได้ทำตามความฝันของตัวเอง เลยพยายามทำให้เวทีนี้มันเกิดขึ้นประมาณปี 2011 แต่ก็ต้องต่อสู้ฟันฝ่ามามากมาย จำได้ชัดเจนเลยว่าปีแรกดิฉันพยายามไปติดต่อตามร้านเพื่อขอสปอนเซอร์ 

“เคยนับห้างร้านต่างๆ ที่ไปประมาณ 380 ร้านค้า มีผู้สนใจแค่ 2 แห่งเท่านั้น เราก็ยอมควักเงินตัวเอง ยอมเข้าเนื้อ เพื่อจุดประสงค์ของเราคืออยากให้เด็กหูหนวกมีความสุข”

แม้จะมีอุปสรรคด้านงบประมาณแต่คุณนับดาวยังคงจัดประกวด Miss & Mister Deaf Thailand ในปีต่อมาและส่งผู้ชนะเลิศของเมืองไทยเข้าร่วมประกวดในเวทีนางงามหูหนวกโลกหรือ Miss & Mister Deaf world 

เวลานั้นเธอพบว่าคนหูหนวกไทยมีศักยภาพที่จะคว้าตำแหน่งในเวทีโลกได้ จึงพยายามติดต่อขอการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชน เธอเล่าว่า เวทีประกวดค่อยๆ ได้รับความสนใจจากหลายๆ ฝ่ายมากขึ้นจนจัดประกวดมาถึงปัจจุบัน 

ปุ๊กกี้-กาญจนา พิมพา Miss Deaf Thailand นางงามหูหนวกเอเชียหรือ Miss deaf Asia 2019

ภายใต้การดูแลของชมรมพัฒนาและส่งเสริมศิลป์คนหูหนวกไทย (PDAD) โดยแบ่งการประกวดเป็นเวที ‘Miss & Mister Deaf Thailand’ ซึ่งจัดขึ้นทุกปีสำหรับผู้บกพร่องทางการได้ยินชายและหญิง และเวที ‘Miss Queen and Mrs. Deaf Thailand’ ซึ่งจัดขึ้นปีเว้นปีสำหรับคนหูหนวกเพศทางเลือก

“มาถึงวันนี้เราก็ยังต้องฝ่าฟันอุปสรรคในการทำเวทีนี้อยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางไปประกวดที่ต่างประเทศ และการสนับสนุนด้านคอร์สอบรมพัฒนาของผู้เข้าประกวด 

“แต่ก็โชคดีที่มีผู้ใหญ่ใจดีคอยให้การสนับสนุนมากขึ้นทุกปีๆ อย่างปีนี้เหมือนเราทำความฝันเป็นจริงหนึ่งอย่าง คือการถ่ายทอดสดการประกวดผ่านช่องโทรทัศน์เพื่อให้คนหูหนวกทั่วประเทศได้รับชม โดยทางไทยพีบีเอสได้สนับสนุนเราในปีนี้ ก็อยากขอบคุณมากๆ เลยค่ะ

“ถ้าถามตัวเองว่าเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรที่สุดในการทำเวทีประกวด 9 ปีนี้ เราคิดว่าคงเป็นเรื่องที่สังคมให้การยอมรับคนหูหนวกมากขึ้น นี่จากมุมมองของเราเองนะคะ เราคิดว่าช่วงเริ่มต้นเหมือนสังคมไม่ให้การยอมรับพวกเราเท่าไหร่ เหมือนคนหูหนวกต้องพยายามมากในการแสดงศักยภาพความสามารถของตัวเองให้คนหูดีได้เห็น แต่พอเราทำได้ก็เกิดการยอมรับมากขึ้น สังคมให้ความร่วมมือกับเราในการทำสิ่งต่างๆ”

เวทีการประกวดความงามคนหูหนวกที่คุณนับดาวตั้งใจทำมาตลอด 9 ปีนี้ นอกจากจะสร้างการยอมรับจากสังคมมากขึ้นในความรู้สึกของเธอ ยังสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยด้วยการส่ง น้ำหวาน-ชุติมา เนตรสุริวงค์ ไปเป็นสาวไทยคนแรกที่ได้รับตำแหน่งนางงามหูหนวกโลกหรือ ‘Miss Deaf World’ ในปี 2017 

ส่ง เพลง-จุฑาทิพย์ ศรีธำรงวัช ไปคว้าตำแหน่งรองอันดับ 1 นางงามหูหนวกโลกในปี 2018

และส่งปุ๊กกี้ไปไกลเกินฝันด้วยการคว้ารางวัลนางงามหูหนวกเอเชีย Miss Deaf Asia ในปี 2019 

ปุ๊กกี้-กาญจนา พิมพา Miss Deaf Thailand นางงามหูหนวกเอเชียหรือ Miss deaf Asia 2019

03

วันที่ทั้งสองไปสร้างชื่อเสียงให้เมืองไทยกับรางวัล Miss Deaf Asia 2019

เมื่อถามถึงความรู้สึกหลังได้รับรางวัลนางงามหูหนวกแห่งเอเชียปี 2019…คุณปุ๊กกี้ทำสีหน้าตื่นเต้นและบอกผ่านล่ามภาษามือว่า “มันเหมือนฝันเกินไป แค่ชนะเวทีนางงามหูหนวกเมืองไทยก็ดีใจมากแล้ว

คุณปุ๊กกี้หัวเราะอารมณ์ดีก่อนเล่าว่า เมื่อคุณนับดาวเปิดโอกาสให้เธอเข้าร่วมแข่งขัน เธอก็มุ่งมั่นเตรียมตัวอย่างหนักตั้งแต่การฝึกเดินแบบจากการดูยูทูบ การปรับบุคลิกภาพในอิริยาบถต่างๆ รวมถึงเตรียมการแสดงบนเวที แม้จะทุ่มเทไปเต็มที่แต่พอต้องเข้าร่วมประกวดจริงๆ เธอกลับรู้สึกว่าตัวเองทำไม่ได้

“เราตั้งใจอย่างยิ่งที่จะประกวดในครั้งนี้ ตอนฝึกซ้อมมันก็มีสิ่งที่ยากกับเราหลายอย่าง เช่นการฝึกใส่ส้นสูงเดินก็รู้สึกว่าท่าทางเรายังแข็ง ร่างกายมันไม่ไปตามอย่างที่เราอยากให้ไป ยิ่งพอเข้ามาร่วมกิจกรรมมาเจอเพื่อนๆ ที่เก่งมากๆ เรากดดันนะ เราแอบคิดว่าตัวเองทำไม่ได้แน่ๆ แต่ก็ให้กำลังใจตัวเองว่าเราเตรียมตัวมาพอควรแล้ว เราน่าจะทำได้นะ 

“แล้วพอถึงการประกวดจริงๆ อ้าว เราได้รางวัล ก็รู้สึกว้าวมากนะว่าฉันทำได้แล้ว ยินดีกับรางวัลนี้อย่างยิ่ง ดีใจมากๆ แต่ก็ต้องหนักใจอีกที่ต้องไปแข่งเวทีโลกเพราะเราใช้ภาษามือสากลไม่เป็นเลย”

คุณปุ๊กกี้เล่าว่า หลังจากได้รางวัลนางงามหูหนวกเวทีเมืองไทย เธอมีเวลาไม่มากในการเตรียมตัวเพื่อการแข่งขันเวที Miss & Mister Deaf World 2019 and Europe and Asia โดยเธอต้องฝึกการใช้ภาษามือสากลที่เรียกว่าไอเอส (International Sign : IS) หรือเกสตูโน (Gestuno) ฝึกแต่งหน้า ทำผม ปรับบุคลิกภาพ รวมถึงเตรียมการแสดงไปโชว์ในเวทีโลก ซึ่งความยากคือการใช้ความรู้สึกเพราะเธอไม่ได้ยิน จึงต้องฝึกด้วยการดูแสงไฟและนับจังหวะในใจ 

  “พอเข้าสู่เวทีประกวดระดับโลกจริงๆ เรารู้สึกประหม่าเพราะทุกคนสวย สูง และเก่งมาก ตอนนั้นพวกเราได้ทำกิจกรรมหลายๆ อย่าง เช่น แข่งเดินแบบ แข่งแต่งหน้าทำผม กิจกรรมสันทนาการ 

“สิ่งที่เราประทับใจที่สุดคือการได้เห็นภาษามือของประเทศต่างๆ ที่มันมีเอกลักษณ์และความน่ารักของแต่ละประเทศ วันประกวดจริงเราก็พยายามผ่อนคลายและทำเต็มที่ เราอยากทำตามความฝันที่จะได้ทำอาชีพเดินแบบ อยากคว้ารางวัลมาให้ได้เพื่อเป็นชื่อเสียงแก่ประเทศไทย แล้วก็อยากให้คนทั่วไปได้เห็นว่าคนหูหนวกมีศักยภาพและความสามารถ”

ปุ๊กกี้-กาญจนา พิมพา Miss Deaf Thailand นางงามหูหนวกเอเชียหรือ Miss deaf Asia 2019

04

วันที่คนหูหนวกรอคอย

ปีหน้าเวทีประกวดความงามของคนหูหนวกจะครบรอบ 10 ปี เราจึงอยากรู้ว่าสิ่งที่คุณปุ๊กกี้และคุณนับดาวอยากสื่อสารกับสังคมผ่านเวทีนี้ที่สุดคือเรื่องอะไร

“ถ้าถามว่าตลอดเก้าปีที่ผ่านมาสิ่งที่อยากจะบอกสังคมที่สุดคืออะไร มันมีสองอย่างค่ะ อย่างแรกคือคำว่าใบ้ที่สังคมยังเรียกคนหูหนวก ขอเถอะค่ะ เปลี่ยนคำว่าใบ้เป็นคำว่าคนหูหนวก เพราะว่าคำคำนี้เหมาะสมกับพวกเราที่สุดแล้ว คำว่าใบ้ในความรู้สึกเรามันรุนแรง 

“อีกอย่างที่เราอยากฝากสังคมคือคนหูหนวกทุกคนมีความสามารถ เราอาจจะพูดไม่ได้ แต่เรามีความสามารถที่จะทำหลายๆ อย่างได้เหมือนคนทั่วไป อยากให้สังคมเปิดรับคนหูหนวกเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ เราพร้อมจะเข้าร่วมกับสังคมทุกอย่าง” คุณนับดาวเล่า

คุณปุ๊กกี้จึงเสริมว่า ในฐานะนางงามหูหนวกคนปัจจุบัน สิ่งที่เธออยากให้สังคมได้ยินที่สุดคือคนหูหนวกมีความฝัน…และอยากให้ทุกฝ่ายช่วยสนับสนุนให้ฝันของพวกเขาเป็นจริง

“เราอยากให้หลายๆ ฝ่ายช่วยสนับสนุนและผลักดันคนหูหนวกหรือคนพิการให้พวกเราไปไกลกว่านี้ ตั้งแต่เรื่องการศึกษา เรารู้สึกว่าพวกเรายังขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา ที่สำคัญคือการสนับสนุนเรื่องการประกอบอาชีพ 

“คนหูหนวกสมัครงานค่อนข้างจะยากและรับน้อยมาก และยังคงเป็นความสามารถที่ไม่หลากหลายเท่าไหร่ อย่างการพิมพ์งาน เราอยากมีโอกาสไปทำงานในที่ๆ เรามีศักยภาพทำได้ เช่น โรงพยาบาล สถานที่ราชการ คิดว่าวันหนึ่งคนหูหนวกจะได้ไปทำงานในศักยภาพของตนเอง” ฟังคุณปุ๊กกี้ตอบแล้วนึกถึงภาพเธอยืนตอบคำถามนางงามอย่างทรงพลังบนเวที คุณนับดาวจึงขอทิ้งท้ายถึงแรงบันดาลใจในการทำงานของเธอ

 “การช่วยให้คนหูหนวกได้ทำตามความฝัน เป็นแรงบันดาลใจในการทำเวทีประกวดตอนนี้เลยนะคะ คนหูหนวกมีความใฝ่ฝันเรื่องอาชีพหลายอย่างแต่ขาดโอกาส จริงๆ เราทำได้ แข่งได้ ไม่ใช่แค่การประกวด นางแบบ อาชีพอื่นๆ เช่น ดาราตามช่องโทรทัศน์ เราก็ทำได้ “เราเป็นคนหูหนวก…เรามีความฝันได้มั้ย เราทำงานที่ไม่ใช่เสมียนได้มั้ย เราไม่อยากให้อะไรมาจำกัดความฝันหรือความเป็นเรา เพราะเราก็เป็นแค่คนคนหนึ่ง ที่เชื่อว่าวันหนึ่งสังคมอาจจะรับเราที่เป็นเราได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์” เธอกล่าวทิ้งท้ายด้วยแววตามุ่งมั่น

ปุ๊กกี้-กาญจนา พิมพา นางงามหูหนวกเอเชียหรือ Miss deaf Asia 2019

Writer

วิภาดา แหวนเพชร

ขึ้นรถไฟฟ้าหรือไปไหนจะชอบสังเกตคน ชอบคุยกับคนแปลกหน้าโดยเฉพาะ homeless ชีวิตมนุษย์นี่มหัศจรรย์มากๆ เลย ชอบจัง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

20 พฤศจิกายน 2563
11 K

The Cloud X ไทยประกันชีวิต

คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตึกสูงกลางเมืองย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ในซอยโยธี เป็นโรงเรียนทันตแพทย์เก่าแก่ของไทย ปลุกปั้นทันตแพทย์เก่งๆ ทำงานในสังคมไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2517

บรรยากาศโดยรวมในอาคารค่อนข้างแปลกตา ถ้าเทียบกับสถานโรงพยาบาลรัฐอื่นๆ ที่นี่มีความโมเดิร์น ตกแต่งโทนสีขาวสบายตาไม่อึดอัด เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยมาก เพื่อรองรับการทำงานของอาจารย์ การเรียนของเหล่านักศึกษาทันตแพทย์ และรองรับคนไข้ในงานทันตกรรมทุกด้าน

วันนี้เรากดลิฟต์ขึ้นชั้น 9 มายังคลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกร คุยกับ ผศ. ดร. ทพ.ณัฐดนัย โชติประเสริฐ อาจารย์ผู้ควบคุมคลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกร โครงการอะไหล่มนุษย์ อะไหล่ชีวิต

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

เพื่อทำความรู้จักกับภาควิชาทันตกรรมประดิษฐ์แห่งเดียวในไทย ที่มีหลักสูตรการทำอวัยวะเทียมอย่างเป็นทางการ (Maxillofacial Prosthesis Service) ทำการรักษาและเติมเต็มอวัยวะให้กับผู้ป่วยที่มีความพิการทางใบหน้าและขากรรไกร เพื่อให้พวกเขาดำเนินชีวิตในสังคมได้ตามปกติ

คุณหมอณัฐดนัยอธิบายกับเราในเบื้องต้นว่า ผู้ป่วยมีความพิการบริเวณใบหน้าและขากรรไกรมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ 

หนึ่ง คือพิการแต่กำเนิด เช่น ผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ หรือเด็กที่มีใบหูพิการ 

และสอง ผู้ป่วยที่พิการหลังกำเนิด ผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกชนิดต่างๆ ผู้ป่วยมะเร็งบนใบหน้า แพทย์ต้องผ่าตัดอวัยวะบางส่วนบนใบหน้าพวกเขาออกไป ทำให้ใบหน้าไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม การรักษาโดยวิธีศัลยกรรมตกแต่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาผู้ป่วยใบหน้าพิการทุกราย คนไข้เหล่านั้นจึงถูกส่งต่อมาให้ทีมแพทย์ที่คลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกร มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นคนรักษาต่อ

วันนี้เรามาทำความรู้จักศาสตร์วิชาการแพทย์ที่ยังมีคนรู้จักน้อยมากๆ ในบ้านเรา

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

01

เริ่มจากความตั้งใจที่อยากให้คนไข้มีกำลังใจใช้ชีวิต

คลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรแห่งนี้เกิดขึ้นได้จากความตั้งใจของ ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณทันตแพทย์เบ็ญจพจน์ ยศเนืองนิตย์ อดีตหัวหน้าภาคทันตกรรมประดิษฐ์ ที่อยากช่วยคนไข้ไม่รู้สึกกลัวการใช้ชีวิตในสังคม

ย้อนกลับไปเมื่อราว 40 ปีที่แล้ว คุณหมอเบญจพจน์ได้เดินทางไปศึกษาต่อสาขาประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรที่ประเทศอเมริกา เมื่อกลับมายังประเทศไทย ท่านก็เริ่มรับคนไข้เข้ามารักษา ทำอวัยวะเทียมเพื่อเติมเต็มอวัยวะบนใบหน้า ตอนนั้นยังทำงานภายใต้คลินิกทำฟันปลอม

“คนไข้กลุ่มแรกๆ คือคนไข้กลุ่มมะเร็งใบหน้าที่ต้องตัดโพรงจมูกและตัดขากรรไกรออก หมอก็จะส่งให้ทันตแพทย์มาใส่ฟันปลอม คนไข้ที่ถูกตัดใบหน้าออกไปมาก สมัยก่อนหมอศัลยกรรมตกแต่งเขาก็จะเอาเนื้อส่วนก้นมาแปะ ซึ่งมันก็จะไม่ได้เป็นรูปร่างลักษณะของใบหน้า เป็นก้อนเนื้อมาแปะไว้เฉยๆ ซึ่งถ้าพูดในแง่ของฟังก์ชันก็ใช้งานได้ กลืนน้ำได้ ไม่สำลัก แต่ว่าเรื่องความสวยงามไม่ได้ คนไข้กลุ่มนี้จึงไม่กล้าออกไปข้างนอกหรืออยู่ในสังคม

“อาจารย์หมอเบญจพจน์ตระหนักถึงคุณภาพชีวิตของคนไข้เหล่านี้ เลยพยายามผลักดันงานแบบนี้มากขึ้น สมัยแรกๆ เราทำเฉพาะฟันปลอม คนไข้กลืนไม่ได้ก็มาทำเพดานปากให้เคี้ยวอาหารได้บ้าง ใส่ฟันปลอมได้บ้าง พออาจารย์เบญจพจน์กลับมาจากอเมริกาก็ขยายงานเพิ่มขึ้น เป็นทำใบหูเทียม ใบหน้าเทียม ดวงตาเทียม และทำเบ้าตาเทียม” คุณหมอณัฐดนัยเล่าถึงจุดเริ่มต้นเมื่อหลายสิบปีก่อนให้ฟัง

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล
อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

ศาสตร์การทำอวัยวะเทียมมีมานานแล้วที่ประเทศอังกฤษและอเมริกา มีสาขาอาชีพที่เรียกว่า Anaplastologist เป็นวิชาชีพทางการแพทย์ที่สรรค์สร้างอวัยวะเทียมอย่างสมจริง ผู้ที่จะทำอาชีพนี้ได้ต้องร่ำเรียนเป็นเวลา 4 ปี เมื่อจบออกมาก็ทำงานร่วมกับแพทย์ในโรงพยาบาล แต่ในประเทศไทยยังไม่มีคณะและวิชาชีพนี้อย่างเป็นทางการ แต่ผู้ที่ทำงานได้ใกล้เคียงที่สุดก็คือทันตแพทย์ สาขาทันตกรรมประดิษฐ์ เนื่องจากหมอทันตกรรมประดิษฐ์ต้องทำฟันปลอมหรือทำรากฟันเทียมอยู่แล้ว เป็นงานที่ต้องใช้ความเก่งทั้งศาสตร์และศิลป์

เมื่อคุณหมอเบญจพจน์รับรักษาคนไข้อยู่ได้สักระยะหนึ่ง จำนวนคนไข้ก็มากขึ้นเรื่อยๆ เกินกว่าที่กำลังหมอคนเดียวจะจัดการไหว จึงตัดสินใจรับอาจารย์มาเพิ่ม หนึ่งในนั้นคือ รศ. ทพ. หม่อมหลวงธีรธวัช ศรีธวัช ผู้เป็นหัวหน้าโครงการในปัจจุบัน พร้อมเปิดเป็นหลักสูตรแห่งแรกและแห่งเดียวในไทย สอนนักศึกษาทันตแพทย์ที่สนใจมาเรียนเฉพาะทางด้านนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2547 

“เราเปิดหลักสูตรครั้งแรกตอน พ.ศ. 2547 แต่ตอนนั้นยังเป็น Advanced Clinic เป็นคลินิกรวมที่หลายแผนกใช้ร่วมกัน ยังไม่มีคลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรตามผังโรงพยาบาล เป็นแค่หน่วยประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรเท่านั้น จนงานของเราเป็นที่รับรู้ของสังคมและของหมอจากโรงพยาบาลต่างๆ ที่ Refer คนไข้มาเยอะ ทางคณะเลยตั้งเป็นคลินิกอย่างที่เห็นทุกวันนี้ เป็นคลินิกหนึ่งในคณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมหาวิทยาลัยอื่นหรือโรงพยาบาลอื่นไม่มีคลินิกนี้

“มันเป็นศาสตร์ที่คนไทยไม่รู้จักเลย แล้วก็มีแพทย์ที่ทำได้น้อย ตอนนี้เราก็มีคุณหมออาสาสมัคร ซึ่งจะเป็นคุณหมอจัดฟัน คุณหมอรักษารากฟัน คุณหมออุดฟัน คุณหมอรักษาโรคเหงือก และคุณหมอตา หมอเหล่านี้เข้ามาช่วยโดยไม่ได้รับเงินสักบาท อันนี้ผมก็ต้องให้คณะทำหนังสือขอบคุณทุกปี” หมอณัฐดนัยเล่า ก่อนขอตัวไปตรวจคนไข้สักพักหนึ่ง

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

02

รักษาร่างกายและรักษาใจ

คลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรรับรักษาคนไข้มาแล้วนับหมื่นเคส ทีมแพทย์เจอทั้งเคสง่ายไปจนถึงเคสที่ยากมาก เช่น คุณป้าผู้ป่วยมะเร็งบนใบหน้าที่ต้องผ่านการผ่าตัด จนสูญเสียอวัยวะบนใบหน้าไปเกินครึ่ง

“ผมกับอาจารย์หม่อมดูแลเคสนั้น เป็นเคสใหญ่มากของเรา จนทีมต้องคิดกันหนักเลยว่าจะเริ่มยังไงดี หนึ่งคือจะยึดใบหน้าเขายังไง ใบหน้าเป็นโพรงจนเห็นอวัยวะข้างใน มีการเจาะเต็มไปหมดเลยครับ คนไข้ถ่ายรูปยังไม่มองกล้องเลย ประโยคแรกที่คุยกัน เขาบอกว่าคุณหมอมาช่วยชีวิตเขาทำไม เขาอยากตาย

“พอเราเจอแบบนี้ก็คิดหนักเลยว่าจะช่วยคนไข้อย่างไรดี คนไข้จะกลืนอาหารยังไงเพราะเขาไม่มีเพดานปาก ไม่มีอะไรเลย กว่าจะทำออกมาได้สำเร็จใช้เวลานานเหมือนกัน เราก็พิมพ์แบบใบหน้าเทียมที่เราทำมา มีฟันปลอม มีเพดานปาก มีอวัยวะใบหน้าทั้งหมด 

“อาจารย์หม่อมบอกเราว่า เคสนี้ใหญ่มาก สมัยอยู่อเมริกาก็ไม่เคยเจอ เรารักษาคุณป้าจนลูกสาวสนิทกับพวกผู้ช่วย ลูกสาวบอกว่า ตอนแรกคุณแม่ไม่ยอมไปไหน ไม่ยอมออกจากบ้านเลย ไม่กล้าส่องกระจก ในบ้านห้ามมีอะไรที่จะให้เห็นตัวเอง 

“ปรากฏว่าพอได้ใบหน้าไปแล้ว คุณป้าก็ออกไปไหนมาไหน คุณป้าไปตลาด ไปเที่ยวข้างนอกบ้าน และทุกครั้งที่มาเช็กอุปกรณ์ที่โรงพยาบาล ป้าจะไปสอยมะม่วงมาแจกหมอๆ ลูกสาวก็บอกว่าเขาเห็นความเปลี่ยนไปของคุณแม่เขา คุณแม่เขามีกำลังใจที่จะอยู่มากขึ้น แต่ก็นั่นแหละ ด้วยความที่เป็นมะเร็ง พออยู่ไปอีกประมาณสี่ปี มะเร็งมันกินเข้าไปถึงฐานสมอง แล้วก็ทะลุเข้าไปในสมอง” 

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล
อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

คุณหมอณัฐดนัยเล่าให้เราฟังถึงอีกเคสที่เก็บไว้สอนนักเรียนแพทย์ เป็นคุณลุงคนหนึ่งที่เจ็บปวดจากโรคมะเร็งใบหน้า เข้ามารับการรักษากับทีมคุณหมอตั้งแต่ พ.ศ. 2544

“ค่ารักษาคุณลุงประมาณล้านบาท เพราะต้องใส่จมูกเทียม สร้างเพดานปากขึ้นมาใหม่ และใส่ตัวรากเทียมยาวขึ้นไปยึดถึงกระดูกด้านในใบหน้า โดยปกติรากเทียมจะยึดแค่เหงือกกับกระดูกขากรรไกร แต่เคสนี้กระดูกขากรรไกรไม่เหลือแล้ว เลยต้องไปยึดขึ้นไปถึงกระดูกแถวโหนกแก้ม เป็นเคสที่เรามีหมอจากต่างประเทศมาทำ Life Surgery ที่แผนกศัลยศาสตร์ช่องปาก ทำ VDO Conference ได้รับความร่วมมือจากหลายๆ ภาคส่วน

“ตอนหลังมะเร็งมันขึ้นตา ก็ต้องผ่าตาออกข้างหนึ่ง เข้ามาทำอวัยวะเพิ่ม ค่ารักษาคุณลุงจริงๆ เป็นล้าน แต่คุณลุงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพราะที่บ้านยากจน ขอสังคมสงเคราะห์จากทางคณะ ก็เป็นอีกหนึ่งเคสตำนาน คุณลุงออกรายการทีวีด้วย แกบอกว่าแกอยากมาให้ความรู้กับคนที่เจอเรื่องแบบเดียวกัน” คุณหมอเล่าพร้อมเปิดภาพการรักษาบางส่วนให้เราดู

อย่างหนึ่งที่เราเห็นชัด คือที่แห่งนี้เป็นที่รักษาทั้งร่างกายและจิตใจ ช่วยให้ผู้ป่วยรับความกระทบกระเทือนทางจิตใจลดลงหลังจากสูญเสียอวัยวะนั้นไป จนผู้ที่ได้มารับการรักษา ก็อยากถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ แบบนี้กับผู้อื่นในสังคมด้วย

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

03

มุ่งมั่นต่อไปอย่างสุดกำลัง

คุณหมอณัฐดนัยพาเราไปดูอุปกรณ์ทางการแพทย์อันทันสมัยที่คลินิกมี รวมถึงวิธีการรักษาคนไข้จริงๆ ของทีมแพทย์ที่นี่ 

เช้าวันนี้มีคนไข้เข้ามาไม่เยอะนัก พวกเขากำลังนั่งรอคิวบริเวณโถงตรงกลาง อีกด้านหนึ่งเป็นห้องแล็บผลิตอวัยวะเทียม มีเจ้าหน้าที่ช่างทันตกรรมประจำการ คอยทำหน้าที่ผลิตอวัยวะเทียมตามคำสั่งของเหล่าคุณหมอทุกวัน

ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาจากที่นี่ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ด้อยโอกาสทางสังคม ยิ่งได้รับความพิการบนใบหน้า ก็ทำให้ไม่กล้าออกไปทำงานหรือใช้ชีวิตอีก เหล่าทีมแพทย์ที่คลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรจึงมุ่งมั่นรักษาผู้ป่วยอย่างสุดกำลัง 

“ห้าหกปีหลังมานี้บุคลากรเราน้อย ทีมเราก็ทำได้แค่ตั้งรับ อย่างคนไข้ดวงตาเทียมมีคิวอยู่ในสต๊อกหกร้อยกว่าคน เรามีแพลนเปิดคลินิกนอกเวลา ให้คุณหมอนักศึกษาที่เรียนไปกลับมาช่วยทำ จะเริ่มเปิดเดือนหน้าในวันที่ 1 ธันวาคม ส่วนอีกหนึ่งแพลนที่ว่าจะทำ คือเป็นโครงการทำดวงตาเทียมสำเร็จรูป คิดว่าถ้าเราทำเอง ต้นทุนจะถูกลงมากๆ เพราะไม่ต้องไปซื้อจากต่างประเทศเหมือนที่เป็นอยู่

“ผมคุยกับอาจารย์หม่อมมานานแล้วล่ะ หวังอยากให้ทันตแพทย์ดูแลคนไข้กลุ่มนี้ได้ คือบรรจุลงไปในหลักสูตรทันตแพทย์เลย แต่ว่ามันก็ยากถ้าไปปรับหลักสูตรทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต ผมก็มองว่าเป็นไปได้ไหม ถ้าให้หมอที่ไปอยู่ตามโรงพยาบาลชุมชนต่างๆ มาพัฒนาความรู้ ความสามารถ แล้วรักษาคนไข้ในที่นั่นได้เลย เพราะมีคุณหมอที่อยู่ตามชุมชนเจอคนไข้แบบนี้แล้วไม่รู้จะทำยังไง ถ้าเราเอาเข้าไปเป็นนโยบายของกระทรวงได้ เราจะมีหมอที่ทำสิ่งนี้ได้เยอะขึ้น แต่ถ้าบทความนี้ออกไปแล้วมีคุณหมอที่สนใจอยากช่วยคนไข้กลุ่มนี้ ผมยินดีมากครับ”

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

Writer

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load