ผู้ร้ายกลับใจ มอบตัวกลางรายการ, นางเอกดังกลับชาติมาเกิดเป็นหลานตัวเอง หรือ ตำนานรักซาไก พิสูจน์รักข้ามเผ่าพันธุ์ คือเสี้ยวหนึ่งของเรื่องราวนับพันจาก ‘ตีสิบ’ วาไรตี้ทอล์กโชว์ที่มีอายุยาวนานถึง 24 ปี

ว่ากันว่า ในยุคนั้นหากใครได้มาเป็นแขกรับเชิญของรายการนี้ วันรุ่งขึ้น บุคคลนั้นหรือประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมานำเสนอ จะต้องกลายเป็นกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์ไปทั่วประเทศ

แน่นอนเบื้องหลังความโด่งดังนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ส่วนสำคัญมาจากชายที่ชื่อ วิทวัจน์ สุนทรวิเนตร์

เพราะเขาไม่ได้เป็นเพียงผู้ดำเนินรายการที่มีลีลาโดดเด่นเฉพาะตัว หากยังเป็นนักสร้างสรรค์มืออาชีพที่ไม่เคยหยุดคิด เป็นนักสร้างปรากฏการณ์ที่กล้าแหวกขนบเดิมๆ ตั้งแต่สมัยเป็นผู้รายงานข่าวพยากรณ์อากาศ ที่เขาเดินลุยน้ำกลางฝนตก วิ่งสัมภาษณ์ชาวต่างชาติที่มาออกกำลังกาย เรื่อยมาถึงตอนที่เขาเริ่มต้นบุกเบิกรายการแนวใหม่ อย่าง คืนนี้ที่ช่อง 9, 4 ทุ่มสแควร์ และ ตีสิบ จนกลายเป็นต้นแบบรายการแนวพูดคุยของเมืองไทย

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ได้รับเกียรติจากพิธีกรรุ่นเก๋ามาร่วมพูดคุยถึงเรื่องราวชีวิต ความคิด และประสบการณ์ตลอด 30 กว่าปีบนหน้าจอ ซึ่งส่งให้ชื่อของเขาฝังแน่นในใจของผู้ชมมาจนถึงวันนี้

เส้นทางกว่า 30 ปีของวิทวัจน์ พิธีกรผู้บุกเบิกวาไรตี้ทอล์กโชว์เมืองไทย ชื่อสั้น : โลกทีวีของวีที
01

จากช่อง 9 ซิดนีย์ ถึงช่อง 9 อ.ส.ม.ท.

“ผมเป็นหนี้บุญคุณประเทศออสเตรเลีย”

หลังตีตั๋วเที่ยวเดียวมาเรียนต่อด้านกราฟฟิกดีไซน์ที่ Western Australian Institute of Technology ชีวิตของเด็กหนุ่มวัย 19 ปีจากจังหวัดยะลา ก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะที่นี่เปิดโอกาสให้เขาได้คิด ลงมือทำ ที่สำคัญคือ ได้สัมผัสกับกระบวนการผลิตรายการโทรทัศน์เป็นครั้งแรก

“ผมมีน้าคนหนึ่งทำงานที่บริษัทโฆษณา เลยเป็นแรงบันดาลใจว่าอยากทำบ้าง แล้วเขาจบที่ออสเตรเลีย อยากไปออสเตรเลีย ซึ่งการศึกษาของที่นี่เขาให้ศึกษามันสมองของตัวเอง คือให้คิดเอง ไม่มีอะไรให้ท่อง พอขึ้นปีสี่ มีวิชาเลือกคือ TV Production เรียนเกี่ยวกับทำหนัง ทำรายการทีวี คิดว่าน่าสนุกดีจึงเลือกดู ซึ่งพอเรียนไปมันก็ดี เพราะเราเรียนเชิงครีเอทีฟด้วย เลยจุดประกายว่า นอกเหนือจากบริษัทโฆษณา เราก็ไปทำงานทีวีได้เหมือนกัน”

หลังเรียนจบ เขาเริ่มต้นทำงานโฆษณาอยู่พักหนึ่ง ก่อนเบนเข็มไปสมัครงานที่ TCN Channel 9 หรือช่อง 9 ซิดนีย์ เป็นผู้กำกับฝ่ายศิลป์ของรายการ Match Mates เกมโชว์ที่ให้เด็กๆ จับคู่แผ่นป้าย ทว่าด้วยธรรมชาติของรายการประเภทนี้ที่อายุสั้นเหลือเกิน เพียงปีเศษ สถานีก็สั่งให้เลิก ทีมงานจำต้องแยกย้ายไปตามทางใครทางมัน แต่คงเพราะฝีมือที่โดดเด่นของเขา ผู้ใหญ่ของช่องจึงทาบทามให้อยู่ต่อ โดยย้ายไปอยู่แผนกข่าวแทน

แผนกข่าวถือเป็นแผนกใหญ่ มีงานให้ทำทุกวัน ต่างกับเกมโชว์ที่ออกอากาศเพียงสัปดาห์ละครั้ง วิทวัจน์มีโอกาสสร้างสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งการออกแบบฉาก งานแอร์บรัช วาดภาพประกอบ ทำไตเติ้ลข่าวให้น่าสนใจ แต่ภารกิจหนึ่งที่เขาไม่เคยลืม คือการวาดภาพบรรยากาศในห้องพิจารณาคดี

“ในศาลเขาห้ามเข้าไปถ่ายรูป เวลารายงานข่าวเลยใช้ภาพดรออิ้งแทน เป็นภาพวาดลายเส้น โดยเขาจะให้คนไปนั่งสเก็ต ตอนนั้นผมได้รับเลือก เพราะไม่มีฝรั่งยอมไป เขาบอกว่าวาดภาพแมวยังเหมือนกระต่าย แล้วก็ชี้มาที่ผม บอกคนนี้ดรออิ้งแม่น นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้นั่งเฮลิคอปเตอร์ของสถานีไปศาล เพราะต้องเร็วและเป็นรายวัน สมมติเขาพิจารณาตอนบ่ายสอง พอสี่ห้าโมงเราก็กลับออกมา เพื่อไปเสนอข่าวตอนหกโมงเย็น

“อย่างภาพที่ผมวาดตอนนั้นมีคดีฉ้อโกงของข้าราชการคนหนึ่ง เป็นการโกงที่ใหญ่มาก อีกคดีเป็นพวกไบค์กี้ เป็นแก๊งมอเตอร์ไซค์โหดๆ พวกนี้วาดมันมาก เพราะคาแรกเตอร์สนุก ใส่เสื้อหนัง กางเกงยีนส์ขาดๆ เก่าๆ หน้าโหดๆ ตอนนั้นเราดรออิ้งด้วยดินสอ พอกลับมาก็ลงสีน้ำเร็วๆ แล้วเอากล้องเข้ามาจับภาพ เพื่อไปประกบกับข่าว”

เส้นทางกว่า 30 ปีของวิทวัจน์ พิธีกรผู้บุกเบิกวาไรตี้ทอล์กโชว์เมืองไทย ชื่อสั้น : โลกทีวีของวีที
เส้นทางกว่า 30 ปีของวิทวัจน์ พิธีกรผู้บุกเบิกวาไรตี้ทอล์กโชว์เมืองไทย ชื่อสั้น : โลกทีวีของวีที

การได้คลุกคลีกับวงการสื่อของออสเตรเลีย ทำให้วิทวัจน์ได้เห็นรูปแบบรายการที่หลากหลาย

เขาบอกว่าแม้ที่นี่จะอยู่ไกลปืนเที่ยงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แต่ความทันสมัยของรายการนั้นไม่แพ้ฝั่งอเมริกาหรือยุโรป เนื่องจากออสเตรเลียเป็นประเทศที่พูดภาษาอังกฤษกัน หากอีกซีกโลกมีรายการรูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นมา รับรองว่าภายใน 1 เดือนก็จะมีรายการแบบนี้ในผังของสถานีโทรทัศน์ของออสเตรเลียแน่นอน

วิทวัจน์ทำงานอยู่ที่นี่ได้ 5 – 6 ปี จึงเริ่มรู้สึกอิ่มตัว เบื่อที่จะต้องสื่อสารกับผู้คนด้วยภาษาอังกฤษ บวกกับมั่นใจว่า ประสบการณ์ที่มีอยู่จะช่วยให้หางานใหม่ในเมืองไทยได้ไม่ยาก หลังพูดคุยกับภรรยาอยู่ร่วมปี กระทั่งยินยอม โดยมีข้อแม้ว่าหากภายใน 5 ปียังไม่ประสบความสำเร็จ เขาต้องกลับมาที่ออสเตรเลีย

เขาเดินทางมาถึงเมืองไทยเมื่อ พ.ศ. 2528 พร้อมหอบหิ้วผลงานไปสมัครงานตามเอเจนซี่ต่างๆ เพียงไม่กี่สัปดาห์ เขาก็ได้งานเป็น Art Director ที่บริษัทโฆษณา DYR แต่สุดท้ายเขากลับทำได้เพียงเดือนเศษๆ เท่านั้น

“ตอนนั้นต้องพิชชิงงานผงซักฟอกแฟ้บ ต้องทำงานดึกดื่นเที่ยงคืน แล้วตอนนั้นลูกคนที่สองอายุแค่แปดเดือนเอง ยังต้องอุ้มอยู่เลย ภรรยาบอกไม่ไหวแล้ว เธอกลับบ้านดึกแบบนี้ จึงจำเป็นต้องลาออก”

เส้นทางกว่า 30 ปีของวิทวัจน์ พิธีกรผู้บุกเบิกวาไรตี้ทอล์กโชว์เมืองไทย ชื่อสั้น : โลกทีวีของวีที

แล้วชีวิตก็เหมือนถูกลิขิตให้ต้องกลับมาทำงานทีวี วันหนึ่งระหว่างเปิดโทรทัศน์ เขาเห็นชายผมหยิกผู้หนึ่ง ชื่อ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล กำลังอ่านข่าว ซึ่งข่าวที่อ่านนั้นน่าสนใจมาก เพราะมีทั้งข่าวต่างประเทศ ข่าวชาวบ้าน ข่าวเศรษฐกิจ ต่างจากข่าวที่เขาเคยคุ้นเคยก่อนไปเมืองนอก ซึ่งมักมีแต่ข่าวสังคม เช่นข้าราชการผู้ใหญ่ตัดริบบิ้นเปิดงาน

วิทวัจน์เดินทางไปสมัครงานกับ ดร.สมเกียรติ หลังพูดคุยกันสักพัก กรรมการผู้จัดการ บริษัท แปซิฟิค อินเตอร์คอมมิวนิเคชั่น จำกัด จึงตอบรับให้เขาเป็นพนักงานใหม่ ทำหน้าที่ฝ่ายศิลป์ดูแลรายการข่าวภาคค่ำของช่อง 9 อ.ส.ม.ท.

“เราคอเดียวกัน คิดเหมือนกัน คือเราต้องการเสนอข่าวโทรทัศน์แบบฝรั่งที่ CNN เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งอิทธิพลของออสเตรเลียมันส่งผลกับผมมาก ตั้งแต่เชิงความคิด ผลงานที่ปรากฏนอกจากในสมองแล้ว ยังอยู่ในพอร์ตฟอลิโอด้วย พอเปิดออกมาก็เห็นชัดว่า เราน่าจะทำงานที่พัฒนาไปกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนั้นในประเทศไทยได้”

02

3 นาทีที่โลกไม่ลืม

เส้นทางกว่า 30 ปีของวิทวัจน์ พิธีกรผู้บุกเบิกวาไรตี้ทอล์กโชว์เมืองไทย ชื่อสั้น : โลกทีวีของวีที

แม้จะวนเวียนอยู่ในแวดวงโทรทัศน์ วิทวัจน์ก็ไม่เคยคิดจะไปปรากฏตัวบนหน้าจอเลย

แต่แล้ววันหนึ่งมาถึงจุดพลิกผันสำคัญ เมื่อเขาตัดสินใจถาม ดร.สมเกียรติ ถึงสิ่งที่ข้องใจมานานว่า ทำไมอาจารย์ถึงต้องอ่านข่าวพยากรณ์อากาศเองด้วย ทั้งที่ปกติแล้วสถานีโทรทัศน์ในต่างประเทศหลายแห่งมักมีผู้ประกาศและฉากรายการแยกเฉพาะช่วงนี้ไปเลย

“ตอนนั้นอาจารย์บอกว่า หาคนอยู่เหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าจะหาที่ไหน ผมบอกว่าคนจากกรมอุตุนิยมวิทยาไง แกบอกไม่เอา ไม่เอานักวิชาการ อยากได้คนทำโทรทัศน์ ผมเลยว่าเอาอย่างนี้แล้วกัน ระหว่างนี้ ผมจะลองวาดสตอรี่บอร์ดมาให้ดูก่อนหกเจ็ดภาพ รู้สึกว่ามีภาพคนยืนอยู่แล้วมีแผ่นป้ายอากาศ มีแผนที่ประเทศไทย แล้วเราก็ซ้อนภาพเข้ามา จากนั้นก็มีกลุ่มเมฆ มีเส้นความกดอากาศต่ำ ความกดอากาศสูง เป็นตัว H กับ L พอส่งให้อาจารย์ดู แกบอกเอาอย่างนี้แหละ

“จากนั้นผมก็ไปออกแบบแผงป้ายอากาศ ผมคิดถึงป้ายโฆษณาที่ออสเตรเลียที่เปลี่ยนรูปได้ ทำมาจากไม้สามเหลี่ยมปริซึมยาวๆ เอามาเรียงกันเป็นแผงห้าร้อยอัน เป็นหน้า A-B-C แล้วเวลาเปลี่ยนภาพ แท่งปริซึมนี้ก็จะพลิกไปพร้อมกันหมด เราจ้างช่างมาทำ ช่างก็บอกทำยังไง ทำไม่เป็น ผมจึงบอกว่า คุณทำเครื่องให้ผมอันหนึ่งเพื่อพลิกไม้ให้ได้สามครั้ง เขาก็ไปนอนคิด จนในที่สุดออกมาได้ แต่ของเรามีเพียงสี่แผง ด้านหนึ่งเราทำเป็นหน้าแผนที่ประเทศไทย อีกหน้าเป็นภาพถ่ายดาวเทียม แล้วอีกด้านเราเขียนเส้นความกดอากาศ ซึ่งตอนนั้นถือว่าล้ำมาก”

เมื่อฉากพร้อม เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ พร้อม ก็มาถึงโจทย์สำคัญคือ ผู้ประกาศ

หลังควานหาอยู่พักใหญ่ ในที่สุดอาจารย์สมเกียรติชี้มายังวิทวัจน์ พร้อมบอกว่า “คุณนั่นแหละทำ เพราะไม่มีใครรู้มากไปกว่าคุณ” แม้เขาจะพยายามต่อรองว่า ไม่มีความรู้เรื่องภูมิศาสตร์เลย แต่อาจารย์ย้ำว่าไม่เป็นไร พร้อมส่งตัวไปเรียนที่กรมอุตุนิยมวิทยา เรียนสัปดาห์ละหนึ่งถึงสองวันอยู่นานร่วมเดือน จนพร้อมจะลงสู่สนามจริง

“ความจริงความรู้ที่เราต้องการใช้ไม่เยอะหรอก เพราะเราออกอากาศแค่สามนาที แต่อาจารย์บอกว่าต้องรู้ เพราะคุณจะมาอ่านตามสคริปต์ที่กรมอุตุฯ ส่งมาอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเขาส่งมาทุกช่องเหมือนกันหมด เราต้องนำเสนอให้มันสนุก คือเอาความรู้จากกรมอุตุฯ มาบวกความรู้ในเชิงโทรทัศน์ที่มีอยู่แล้ว ปั้นให้กลมออกมาใหม่แล้วมานำเสนอ”

วิทวัจน์บอกอาจารย์สมเกียรติว่า ขอเปิดตัวในวันปีใหม่ พ.ศ. 2529 เพราะถือเป็นศักราชใหม่พอดี แต่เหตุผลลึกๆ แล้ว เขาคิดว่าวันนี้น่าจะมีผู้ชมน้อย เนื่องจากหลายคนยังสังสรรค์หรืออารมณ์ค้างจากวันส่งท้ายปีเก่า และไม่น่ามีอารมณ์ดูข่าว แต่ถึงอย่างนั้นเขายังจำความรู้สึกในคืนนั้นได้ดี

“เหมือนยืนอยู่บนปากเหว พลาดนี่ตกเลย เพราะออกอากาศสด เป็นสามนาทีแห่งชีวิตที่จำไม่ลืม จนทุกวันนี้ ผมนี่สั่นไปหมด แม้ว่าเราจะเตรียมตัวอย่างดี เพราะทำเองหมด เดี๋ยวเราต้องไปเหยียบปุ่ม ให้ป้ายปริซึมมันหมุนนะ แล้วก็พูดเรื่องต่อไป จำได้ว่าความสั่นแก้อยู่นาน คือคนไม่ค่อยรู้เท่าไหร่ แต่วันหนึ่งมีคนสังเกตเห็นว่า ปากกาสั่น จึงส่งไปรษณียบัตรเข้ามาถาม ผมก็ตอบเล่นๆ ไปว่า ใช่ครับ ในนี้อากาศมันหนาว ถือเป็นสีสันในการนำเสนอ

“อีกเรื่องคือพูดผิด เพราะไม่มีสคริปต์พูดสด คือมันแค่สามนาทีไง เหมือนร้องเพลงเพลงหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังพูดผิด พูดสะดุด พูดหย่อมเป็นหย่องบ้าง จนกระทั่งมีคนมาเล่นพนันกัน คือเขาเขียนจดหมายมาเล่าให้ฟังว่า ได้เงินจากคุณวิทวัจน์ไปหลายร้อยแล้ว เพราะเวลาผมออกมาเมื่อไหร่ เขาจะพนันกันว่าวันนี้พูดผิดกี่คำ แล้ววางเงินกัน แต่หลังๆ เขาบอกว่ายากไป จึงเปลี่ยนเป็นวันนี้ผมจะพูดผิดเป็นจำนวนคู่หรือคี่แทน”

ที่สำคัญเขายังมีเทคนิคการนำเสนอที่ฉีกกรอบ ไม่ได้จำกัดว่าตัวเองต้องประจำอยู่ในสถานีเท่านั้น

เส้นทางกว่า 30 ปีของวิทวัจน์ พิธีกรผู้บุกเบิกวาไรตี้ทอล์กโชว์เมืองไทย ชื่อสั้น : โลกทีวีของวีที

อย่างเวลาฝนตกน้ำท่วม ป้ายบิลบอร์ดพัง เขาก็เดินสวมรองเท้าบูตออกไปถ่ายรายการแล้วนำเสนอกลับเข้ามาในห้องส่ง หรืออย่างเทปหนึ่งที่หลายคนอาจเคยเห็นในสื่อออนไลน์ คือ วิทวัจน์วิ่งขนาบข้างชาวต่างชาติที่สวนลุมพินี เพื่อสอบถามสภาพอากาศทั้งในเมืองไทยและสวิตเซอร์แลนด์ บ้านเกิดของผู้ให้สัมภาษณ์

“ตอนนั้นเราอยากรู้ว่า อากาศแบบนี้คนจะออกกำลังกายยังไงบ้าง ซึ่งพอไปถึง ไม่มีใครนอกจากคนมาวิ่ง ผมเลยบอกช่างภาพว่า เดี๋ยวผมจะสัมภาษณ์ฝรั่งคนนั้น แล้วคุณต้องวิ่งตามผมนะ เพราะเขาคงไม่หยุด ซึ่งกล้องสมัยก่อนหนักมาก ต้องแบกด้วยหัวไหล่ แล้วอีกคนที่หิ้วพอร์ตที่ใส่เทปตาม จนได้ภาพและเสียง ซึ่งทุกวันนี้ยังมีคนจำได้

“บางวันเราไปร้านข้าวแกงเป็นเพิงสังกะสี แล้ววันนั้นฝนตกหนักมาก ตอนที่เราสัมภาษณ์แม่ค้า และคนกินข้าวก็จะมีเสียงสังกะสีดังตลอดเวลา เราต้องตะโกนคุยกัน พอจอดรถปั๊บ ก็บอกป้าขอสัมภาษณ์หน่อยนะ ป้าก็ตะโกนกลับมาว่าอะไรนะ เราก็บอกว่า ขอสัมภาษณ์หน่อย จำได้ว่าสนุกมาก ตะโกนไปมาเหมือนคนหูตึงคุยกัน”

ด้วยความเป็นธรรมชาติ กล้าฉีกกรอบ มีลูกล่อลูกชน กล้าหยอกล้อกับผู้ชมทางบ้าน บางครั้งเขาหยิบเรื่องใกล้ตัวจากหน้าหนังสือพิมพ์มาเล่น เช่นครั้งหนึ่ง เขาเคยรายงานสภาพอากาศของเกาหลีใต้ว่าอากาศปลอดโปร่งเหมือนบ้านเรา โดยอิงจากหน้าข่าวกีฬา เพราะเป็นช่วงที่ สามารถ พยัคฆ์อรุณ ไปแข่งขันที่นั่นพอดี

ด้วยเหตุนี้ คนดูข่าวถึงจดจำชายสวมแว่นคนนี้ได้แม่นยำ แม้วันหนึ่งเขาจะปรากฏตัวเพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ส่งให้วิทวัจน์กลายเป็นผู้ประกาศดาวรุ่ง จนบางครั้งยังได้รับโอกาสให้อ่านข่าวหลักในวันที่ ดร.สมเกียรติ ติดธุระ

ทว่าหลังทำรายงานข่าวอากาศแบบไม่มีวันหยุดร่วม 2 ปี เขาเริ่มรู้สึกว่า ตัวเองหมดมุก อยากหาความท้าทายใหม่ๆ ซึ่งนั่นเองที่นำไปสู่การเริ่มต้นหมุดหมายสำคัญของวงการโทรทัศน์เมืองไทย

03

วาไรตี้ทอล์กโชว์ หมายเลข 1

“ผมอยากทำทอล์กโชว์แบบ จอห์นนี คาร์สัน (Johnny Carson)

เมื่อ พ.ศ. 2531 วิทวัจน์เอ่ยประโยคนี้กับ ดร.สมเกียรติ ในวันที่เมืองไทยมีแต่รายการเกมโชว์กับรายการตลก

แรงบันดาลใจสำคัญของเขามาจากสมัยที่อยู่ออสเตรเลียได้มีโอกาสชมรายการ Tonight Show ซึ่งมี จอห์นนี คาร์สัน เป็นพิธีกร จุดเด่นของรายการนี้คือ มีโชว์สนุกๆ อย่างละครตลกและการร้องเพลง แล้วก็มีช่วงสนทนาเบาๆ กับคนดัง ทั้งนักธุรกิจ ดารา นักแสดง ศิลปิน 

Tonight Show เป็นรายการของอเมริกาออกอากาศทาง NBC ซึ่งออสเตรเลียซื้อมาฉายด้วย แต่ฉายดึกมาก ประมาณเที่ยงคืน แล้วยังมีรายการท้องถิ่นของอีกคนชื่อ ดอน เลน (Don Lane) ทำเหมือนกันเลย แต่มาตอนหัวค่ำ ประมาณสามทุ่มครึ่ง ดูแล้วชอบมาก มีมุกแปลกๆ มีครีเอทีฟ มีไอเดียสร้างสรรค์ แล้วมีสัมภาษณ์สนุกๆ เป็นรายการโปรดของผม ซึ่งพอไปบอกอาจารย์สมเกียรติ แกก็ชอบ จอห์นนี คาร์สัน เหมือนกัน คอเดียวกัน ผมถามอาจารย์ว่าเอาไหม ส่วนรายงานพยากรณ์อากาศก็ให้คนอื่นมาทำแทน”

แต่ปัญหาคือ รายการรูปแบบนี้ไม่เคยมีในบ้านเรามาก่อน จึงไม่มีใครนึกภาพออก พอไปพูดให้ฝ่ายขายฟัง ก็ไม่มีใครเชื่อมั่นว่าจะมีคนดู

“สมัยนั้นมีหนังจีนฉายหลังละครหลังข่าว เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ ดังมาก แต่พอเลยยุคนี้ไป คนดูละครเสร็จก็ปิดทีวีนอน สี่ทุ่มนี่จอดำหมดทั้งประเทศ แล้วเราจะเอารายการไปลงช่วงนั้น พอไปขาย เขาบอกว่าใครจะดู ฟันกันเลือดอาบเขายังไม่ดู แล้วนี่เราจะเอาคนมาคุยกัน ผมก็บอกว่าอย่าเพิ่ง เดี๋ยวทำไพลอตให้ เป็นนั่งคุยกันสบายๆ แล้วเราก็บอกว่า คุณอยากรู้ไหมว่า ดาราเวลาอยู่บ้าน เขาทำกับข้าวเองหรือเปล่า ก่อนนอนใส่ชุดนอนสีอะไร หรือดาราคนนี้ไปไหนต้องมีสามีไปด้วย ไม่ใช่เพราะความรักนะ แต่เป็นเพราะเขาขับรถไม่เป็น พอไปเล่าให้เอเจนซี่ฟัง เขารู้สึกสนุก เลยลองทำดู”

คืนนี้ที่ช่อง 9 ออกอากาศทุกคืนวันศุกร์ เวลา 4 ทุ่มครึ่งถึงเที่ยงคืน เริ่มนัดแรกเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 โดยมี ศ.ดร.สุรพล วิรุฬห์รักษ์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับหน้าที่เป็นพิธีกร ซึ่งเพียงเทปเปิดตัวก็เรียกเสียงฮือฮาได้แล้ว เพราะได้รับเกียรติจาก พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเพิ่งออกจากโรงพยาบาลหมาดๆ หลังผ่าตัดหัวใจมาประเดิม และยังได้คนดัง อย่าง ศ.ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล, ปรียานุช ปานประดับ และ ดนุพล แก้วกาญจน์ มาร่วมพูดคุยด้วย

“หม่อมคึกฤทธิ์ พักฟื้นเพิ่งหาย พอเราไปเชิญท่านยอมมา ตอนนั้นผมบอกอาจารย์สุรพลว่า กล้าไหมเอาไมโครโฟนไปจ่อตรงหัวใจหม่อมคึกฤทธิ์ ขอฟังเสียงหัวใจ อาจารย์บอกคุณจะบ้าเหรอ ตอนนั้นเขาด่าอาจารย์สมเกียรติมาแล้วนะ เอากล้องไปส่องเขาตอนกินข้าว บอกนี่คือสิทธิส่วนบุคคล ผมจึงบอกว่าไม่เป็นไร ลองดู ถ้าไม่ได้ก็คุยเรื่องอื่น เช่น ผ่าตัดแล้วหัวใจตกไปอยู่ตาตุ่มไหม แกก็บอกจะบ้าเหรอ ให้ผมถามแบบนี้ เลยบอกแกว่าเป็นมุก คือเราก็สมองซนไปเรื่อย

“พอสัมภาษณ์จริง ปรากฏว่าหม่อมคึกฤทธิ์สนุกกับคำถามที่เราถาม กึ่งทีเล่นทีจริง ทะเล้นแต่ไม่ทะลึ่ง ในตอนท้ายอาจารย์สุรพลกล้าบอกว่า ก่อนจะลากัน ขอฟังเสียงหัวใจของคุณชายได้ไหมครับ หม่อมคึกฤทธิ์บอกว่า ได้สิ แล้วจะฟังยังไง นี่เลยครับไมโครโฟนตัวนี้ แล้วอาจารย์ก็เอาไปจ่อตรงหัวใจ ตรงเสื้อสูท แล้วแกก็บอกว่า เสื้อหนาไปครับ คุณชายอาจต้องถอดเสื้อสูทหน่อย หม่อมคึกฤทธิ์บอกเอาเลย ถอดตรงหัวไหล่ข้างหนึ่ง แต่ยังติดเสื้ออีกตัว อาจารย์จึงบอกว่า ขอเข้าจ่อตรงเนื้อได้ไหม หม่อมคึกฤทธิ์บอกว่าได้ แล้วปลดกระดุมเสื้อตัวใน จนเห็นเสื้อกล้ามเลย จากนั้นอาจารย์ก็เอาไมค์ไปจ่อตรงใกล้ๆ หัวนม ผมจำไม่ได้ว่าได้ยินเสียงหัวใจหรือเปล่า แต่แค่นั้นพอแล้ว ผมอยู่บนห้องคอนโทรล กรี๊ดระเบิด บอกสุดยอด… อาจารย์ นั่นคือภาพที่สุดยอดมาก”

ทว่าหลังบันทึกเทปที่ 5 เสร็จเรียบร้อย วิทวัจน์ก็ได้รับข่าวที่ทำเอาไปไม่เป็น นั่นคือ อาจารย์สุรพลขอคุยเป็นการส่วนตัว พร้อมกับแจ้งว่า “ผมลาออกแล้วนะ คุณต้องหาพิธีกรใหม่”

ครั้งนั้นเขามีเวลาเพียง 6 วันเท่านั้น ทีมงานต้องเปิดชื่อดารานักแสดง ไฮโซคนดังนับร้อย เพื่อหาว่าใครกันที่เหมาะสม ทว่าติดต่อไปกี่รายก็คว้าน้ำเหลวหมด จนวันสุดท้ายก็ยังไม่ได้พิธีกร หลังประชุมกันหน้าดำคร่ำเครียด ทุกคนจึงหันไปยังโปรดิวเซอร์ใหญ่ และบอกว่าพิธีกรคนใหม่คงต้องเป็นเขา เพราะไม่มีใครที่จะรู้จักและเข้าใจรายการดีไปกว่านี้แล้ว 

นับตั้งแต่มา ผู้ชายที่ชื่อ วิทวัจน์ ก็ไม่เคยหายหน้าไปจากวงการพิธีกรตลอด 30 กว่าปี

“เขาบอกว่า คุณสร้างทุกอย่างมากับมือ คุณรู้หมด เพียงแค่คุณเป็นโปรดิวเซอร์เท่านั้นเอง ผมเลยบอกว่า ตอนรายงานพยากรณ์อากาศแค่สามนาทีเอง แต่นี่รายการมันตั้งชั่วโมง ทีมงานบอกไม่รู้ ผีขึ้นป่าช้า ต้องเผาแหละ คือมันง่ายไงเวลาจะสั่งคนอื่น แต่พอต้องทำเอง มันลำบาก สั่นอยู่นาน แต่เรารู้ว่านี่เป็นการบันทึกเทป”

แม้การดำเนินรายการของวิทวัจน์อาจมีสะดุดบ้าง เช่น บางครั้งเขายังพูดติดๆ ขัดๆ แต่ในมุมของผู้ชมถือว่าเป็นเสน่ห์ และทำให้รายการมีความสดมากขึ้น ยิ่งมาผสมกับแขกรับเชิญที่โดดเด่นจากทุกแขนงอาชีพ ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ ดารา นักแสดง นักร้อง นักวิชาการ หรือแม้แต่คนที่ทำอาชีพแปลกๆ ซึ่งพร้อมใจมานั่งบนโซฟาให้เขาสัมภาษณ์ ทำให้เรตติ้งของรายการพุ่งกระฉูด เพราะสมัยก่อน ผู้ชมทั่วไปไม่ได้รู้จักชีวิตส่วนตัวของคนดังมากเหมือนสมัยนี้

แม้ต่อมารายการจะโยกย้ายเปลี่ยนสถานี เปลี่ยนชื่อรายการเป็น ที่นี่กรุงเทพ ก็ไม่ได้ทำให้ความนิยมลดน้อยถอยลงเลย กระทั่งผ่านมาปีหนึ่งจึงถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของผู้ชายคนนี้

“ตอนนั้นครอบครัวกำลังสร้างเนื้อสร้างตัว เพราะเรามีเวลาในเมืองไทยแค่ห้าปีเท่านั้น ถ้าไปต่อได้ก็อยู่ต่อ แต่ถ้าไปต่อไม่ได้ก็ย้ายกลับออสเตรเลีย ตอนนั้นกดดันเหมือนกันว่าจะทำยังไง ลูกกำลังโต ต้องใช้เงิน จึงขอลาออกจากบริษัทแปซิฟิคฯ เพื่อมาทำของตัวเอง”

04

รายการในตำนาน 4 ทุ่มสแควร์

ย้อนไปเมื่อ 30 ปีก่อน ทุกวันพฤหัสบดีเวลา 4 ทุ่ม ผู้ชมทางบ้านต่างเปิดช่อง 7 สีทีวีเพื่อคุณ เพื่อรอชม 4 ทุ่มสแควร์ สุดยอดรายการวาไรตี้ทอล์กโชว์แห่งยุค

ในมุมของวิทวัจน์แล้ว 4 ทุ่มสแควร์ ไม่ใช่แค่รายการพูดคุยทั่วๆ ไป แต่เป็นวาไรตี้ครบรสที่รวบรวมความบันเทิงหลากหลายเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งการพูดคุย เรื่องแปลก เรื่องตลกที่เรียกรอยยิ้มยามค่ำคืน ไปจนถึงเรื่องเทรนด์ต่างๆ ของสังคม เหมือนชื่อรายการที่มีคำว่า สแควร์ ซึ่งหมายถึง ศูนย์รวมแห่งความทันสมัย แบบเดียวกับสยามสแควร์หรือไทม์สแควร์

เพราะฉะนั้น เทปแรก เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2532 เขาจึงอยากทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน

ต้นตำรับวาไรตี้ทอล์กโชว์ไทย วิทวัจน์ สุนทรวิเนตร์ จากผู้รายงานข่าวพยากรณ์อากาศ สู่พิธีกรทอล์กออฟเดอะทาวน์ตลอด 3 ทศวรรษ

ครั้งนั้นเขาเลือกเปิดรายการด้วยสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ปุ๋ย-ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก Miss Universe 1988 กับคู่หมั้นหนุ่ม (ในเวลานั้น) คริสโตเฟอร์ แฮรีแมน

“ตอนนั้นเขาเพิ่งจะหมั้นกัน เป็นข่าวใหญ่มากในเมืองไทย ด้วยความที่เราอยู่ช่อง 7 แล้วช่อง 7 สนิทกับปุ๋ย เลยเสนอไป เขาก็บอกปุ๋ยอยู่ฝรั่งเศส ผมจึงตอบว่าจะไปหา ผมยอมลงทุน เพราะต้องการเปิดให้ใหญ่ ก็ติดต่อปุ๋ยไป เขาบอกว่าถ้ายูมาที่นี่ ไอยินดีให้สัมภาษณ์คู่กับคริส ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครได้สัมภาษณ์เลย เราไปคุยกันที่ปราสาทโบราณ ซึ่งเป็นบ้านของเพื่อนคริส ตัดต่อเป็นสองเทป เป็นที่ฮือฮามากในยุคนั้น”

อีกไฮไลต์หนึ่งของ 4 ทุ่มสแควร์ ในช่วงแรก คือพิธีกรผู้ช่วย ซึ่งตอนนั้นวิทวัจน์ชักชวน ม้า-อรนภา กฤษฎี นางแบบดังของยุค ขึ้นปกนิตยสารแฟชั่นแทบทุกปกมาร่วมงานด้วย เขายังจำได้ดีว่า ตอนที่ชวนนางแบบดังยังรู้สึกแปลกใจ เพราะไม่เคยทำงานด้านนี้มาก่อน แต่ก็ตกปากรับคำไป พอเทปออกอากาศก็เป็นกระแสกล่าวขานในหมู่ผู้ชมทันที

อย่างไรก็ตาม ภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม กระทั่งมาลงตัวที่พิธีกร 3 คน คือ วิทวัจน์, ตุ๊ก-ดวงตา ตุงคะมณี และ เด๋อ ดอกสะเดา ซึ่งแท็กทีมกันเรื่อยมาจนรายการปิดตำนานไป

จุดเด่นของ 4 ทุ่มสแควร์ นอกจากช่วงบุคคลวันนี้ ซึ่งเน้นสัมภาษณ์คนดังแล้ว อีกช่วงที่ผู้ชมรอคอยและเรียกเสียงฮามากที่สุด คือ Home VDO ซึ่งนำเสนอภาพวิดีโอตลกๆ จากทางบ้าน ระยะแรกเน้นนำเสนอภาพจากญี่ปุ่น ก่อนจะซื้อลิขสิทธิ์รายการ America’s Funniest Home Videos แล้วมาคัดเลือกตอนที่น่าสนใจเพื่อออกอากาศอีกที

ต้นตำรับวาไรตี้ทอล์กโชว์ไทย วิทวัจน์ สุนทรวิเนตร์ จากผู้รายงานข่าวพยากรณ์อากาศ สู่พิธีกรทอล์กออฟเดอะทาวน์ตลอด 3 ทศวรรษ
ต้นตำรับวาไรตี้ทอล์กโชว์ไทย วิทวัจน์ สุนทรวิเนตร์ จากผู้รายงานข่าวพยากรณ์อากาศ สู่พิธีกรทอล์กออฟเดอะทาวน์ตลอด 3 ทศวรรษ

“แต่ก่อนมีแค่ภาพนิ่ง แล้ววันหนึ่งมีกล้องวิดีโอออกมาขาย เป็นกล้องที่พ่อบ้าน แม่บ้านถ่ายเองได้ ตอนนั้นเพื่อนผมที่ออสเตรเลียส่งมาให้ เป็นภาพเด็กทารกที่เริ่มกินอาหารเหลวได้ แม่ก็เอาน้ำมะนาวให้กิน พอเด็กทำหน้าเปรี้ยว พ่อก็ถ่ายเก็บไว้ น่ารักมาก แล้วต่อมาที่อเมริกา เขาทำเป็นรายการ ผมจึงบอกกับผู้ใหญ่ของสถานีว่า รบกวนซื้อให้ผมหน่อย เพราะถ้าให้ผมติดต่อไป เขาคงบอกว่าใครไม่รู้จัก ทางช่อง 7 บอกว่าได้ เดี๋ยวติดต่อให้ จนเราได้รายการมา”

อีกช่วงที่เป็นที่นิยมมาก มีแฟนรายการส่งจดหมายและไปรษณียบัตรมาร่วมสนุกอยู่บ่อยๆ คือ จับผิดโฆษณา ซึ่งวิทวัจน์ได้ต้นแบบมาจากรายการ Hey It’s Saturday Night ของออสเตรเลีย ซึ่งมีช่วงที่เรียกว่า Media Watch เป็นการจับผิดทุกอย่างที่ปรากฏในสื่อ เช่น สะกดคำผิด พิมพ์ผิด รูปกลับจากซ้ายเป็นขวา ขวาเป็นซ้าย จึงคิดว่าน่าจะนำมาประยุกต์ใช้ในเมืองไทยบ้าง ตอนนั้นเขาเห็นว่าผู้ชมสนใจเรื่องโฆษณากันมาก และหลายๆ ชิ้นถ่ายโดด ถ่ายผิด น่าจะหยิบมานำเสนอได้

วิทวัจน์ยังจำได้ดีว่า ชิ้นแรกที่จับผิดเป็นโฆษณาเครื่องสำอาง ซึ่งมีเนื้อเรื่องประมาณว่า ผู้หญิงคนหนึ่งไปใช้กระจกข้างรถยนต์เพื่อแต่งหน้าทาลิปสติก โดยไม่ทราบว่า ภายในรถนั้นมีผู้ชายนั่งอยู่ เนื่องจากรถติดฟิล์ม แล้วสักพักผู้ชายคนนั้นกดกระจกลง พอประจันหน้ากัน ผู้หญิงก็เขิน แล้วจบด้วยการโฆษณาเครื่องสำอาง

ครั้งนั้น รายการจับผิดว่า ตอนแรกผู้หญิงถือลิปสติกด้วยมือขวา แต่พอลดกระจกลงมา ลิปสติกกลับไปอยู่ที่มือซ้าย จากนั้นเขาจึงเชิญชวนให้ผู้ชมที่เห็นข้อผิดพลาดในโฆษณาส่งเรื่องเข้ามา

ต้นตำรับวาไรตี้ทอล์กโชว์ไทย วิทวัจน์ สุนทรวิเนตร์ จากผู้รายงานข่าวพยากรณ์อากาศ สู่พิธีกรทอล์กออฟเดอะทาวน์ตลอด 3 ทศวรรษ

หลังออกอากาศ นอกจากจดหมายจากผู้ชมทางบ้านที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างล้นหลามแล้ว ยังมีไปรษณียบัตรจากฝ่ายโฆษณาและเอเจนซี่ต่างๆ ส่งเข้ามาอีกเพียบ พร้อมระบุข้อผิดพลาดในโฆษณามาให้เรียบร้อย เนื่องจากพวกเขาทราบดีว่า หากโฆษณาชิ้นนั้นได้ออกอากาศหรือถูกจับผิด ผู้ชมก็จะจดจำได้มากขึ้น

ความนิยมของ 4 ทุ่มสแควร์ ในช่วงนั้นต้องถือว่าสุดๆ เพราะมีคนดังจากทุกวงการมาร่วมรายการ โดยเฉพาะศิลปินระดับแถวหน้าของเมืองไทยนั้นไม่มีพลาด จนถึงขั้นที่หน้าบันเทิงของหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ บอกว่า ถ้าใครออกเทปแล้วยังไม่ได้ออก 3 รายการคือ 7 สีคอนเสิร์ต, โลกดนตรี และ 4 ทุ่มสแควร์ แสดงว่ายังไม่ดัง

นอกจากนี้ วิทวัจน์กับทีมงานยังสรรหาลูกเล่นใหม่ๆ มาเล่นในรายการอยู่เสมอ เพราะโจทย์สำคัญของผู้ผลิตคือ ทำอย่างไรก็ได้ให้สนุก เพื่อตรึงผู้ชมให้อยู่นานที่สุด ด้วยเหตุนี้ 4 ทุ่มสแควร์ จึงกลายเป็นรายการแรกที่มีอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นในหน้าจอมาก่อน ทั้งเล่าเรื่องผี หรือแม้แต่พังฉากออกอากาศ 

“เรื่องผีเกิดขึ้นตอนผมขับรถพาลูกไปเที่ยวพัทยา พอขับไปถึงบางบ่อ ตอนนั้นมีลูกสองคนนั่งอยู่หลัง จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงร้องกรี๊ด ลูกคนเล็กร้องไห้ เพราะพี่สาวเล่าเรื่องผีให้ฟัง คือเขาไปได้ยินครูเล่าหน้าชั้น จึงเอามาเล่าให้น้องฟังต่อ ‘นู่นนี่นั่น แล้วในที่สุดมันก็หายไปในเงามืด สงสัยไหม ไอ้ที่หายไปมันเป็นใคร’ แล้วเงียบ ไอ้น้องอายุสักสามขวบหูผึ่ง พยายามถาม ‘ใครอ่ะ’ แล้วคนพี่ก็หันมาชี้ว่า ‘แกนั่นแหละ’ ไอ้นี่ร้องไห้เลย คือมุกเล่าเรื่องผีแบบเด็กๆ สร้างบรรยากาศให้น่ากลัว แต่เรารู้สึกว่า ออกทีวีได้ เพราะเรื่องผีมีเยอะแยะ เป็นที่มาของการเล่าเรื่องผีรายการแรกของโทรทัศน์ไทย

เส้นทางกว่า 30 ปีของ ‘วิทวัจน์ สุนทรวิเนตร์’ พิธีกรผู้บุกเบิกวาไรตี้ทอล์กโชว์เมืองไทย ชื่อสั้น : โลกทีวีของวีที

“ส่วนเรื่องทุบฉาก ตอนนั้นเราใช้ฉากน็อกดาวน์ พอถ่ายเสร็จต้องรื้อออก พอจะถ่ายเราถึงค่อยเอามาประกอบใหม่แบบจิ๊กซอว์ จึงคิดว่า จริงๆ เราสามารถทำได้ภายในวันเดียวเลยนะ รื้อแล้วประกอบ เพราะฉะนั้น เราน่าจะรื้อให้ผู้ชมดูว่า ฉากนี้ประกอบขึ้นด้วยองค์ประกอบอะไรบ้าง เพราะคนดูไม่เคยรู้มาก่อน โทรทัศน์คือมายา คือการแสดง เราอยากแสดงให้เขาเห็นว่า Behind the Scene เป็นยังไง จึงรื้อเลย รื้อแบบที่ทำทุกวันนั่นแหละ เพียงแต่เราบันทึกเทปเอาไว้ แล้วพิธีกรสามคนก็ยืนอยู่ด้วย พอรื้อเสร็จ ผมบอกท่านผู้ชมว่า เราไม่มีฉากแล้ว ทุบให้ดูด้วย คือเอามาใช้ไม่ได้แล้ว แปลว่าเราจะมีฉากใหม่ โปรดติดตามสัปดาห์หน้า แต่ความจริงเราทำเสร็จแล้ว เพราะอีกหกวันเราต้องถ่ายต่อ”

4 ทุ่มสแควร์ ออกอากาศอยู่นาน 7 ปี 7 เดือน มีแขกรับเชิญหลายร้อยชีวิต ทั้งช่วงสัมภาษณ์ ช่วงสมัครเล่น ซึ่งเป็นการแสดงความสามารถพิเศษ จนวิทวัจน์เริ่มรู้สึกหมดมุก อยากหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ จึงตัดสินใจยุติรายการนี้เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2540 แม้จะยังครองเรตติ้งอันดับ 1 ของรายการหลังละคร และออกเดินทางไปพักผ่อนที่ออสเตรเลียอยู่นานเกือบเดือน ก่อนจะสร้างตำนานบทใหม่ที่ชื่อว่า ตีสิบ

05

ตีสิบ Talk of the Town

หลังเลิกทำ 4 ทุ่มสแควร์ ได้ไม่นานนัก และกำลังเตรียมตัวไปออสเตรเลีย วิทวัจน์ได้รับสายโทรศัพท์ที่เปลี่ยนชีวิต ปลายสายคือ อ้วน อรชร ผู้สื่อข่าวบันเทิงอาวุโสจากหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ซึ่งนำความจาก ประวิทย์ มาลีนนท์ นายใหญ่แห่งไทยทีวีสีช่อง 3 มาแจ้งให้ทราบ

“เขาบอกว่าคุณประวิทย์ให้โทรกลับ ผมก็บอกไปว่า ผมไม่รู้จักคุณประวิทย์ แกบอกไม่รู้ เขาบอกให้โทรกลับ จะโทรไม่โทรก็แล้วแต่ หมดหน้าที่ผมแล้ว ผมจึงโทรไป คุณประวิทย์บอกว่า ไม่มีอะไรหรอก จะชวนมาอยู่ช่อง 3 ผมบอกว่า ฮ้า! ผมเพิ่งเลิกรายการเดิมไป ขออนุญาตยังไม่รับปาก ผมจะไปออสเตรเลีย คุณประวิทย์บอกว่า ไม่ใช่ตอนนี้ เมื่อไหร่ก็ได้ เอาเป็นว่า เราชวนคุณมาทำรายการ พูดง่ายๆ คือคุณไม่ตกงาน ใช่เลย ผมกำลังจะพูดกับคุณประวิทย์ว่า แสดงว่าผมไม่ตกงานแล้วสิ พอดีคือความจริง เงินทองเราก็พอเก็บไว้แหละ แต่เมื่อไม่ได้ทำงาน มันรู้สึกโหวงๆ พอคุณประวิทย์โทรมาเหมือนมันยกความรู้สึกเราขึ้นมา เที่ยวออสเตรเลียอย่างมีความสุข”

ระหว่างท่องเที่ยว สิ่งหนึ่งที่เขาคิดไปด้วยคือ จะเปิดตัวรายการใหม่อย่างไรให้น่าสนใจ แล้ววันหนึ่งเขาเปิดโทรทัศน์แล้วเจอรายการ ซึ่งนำเสนอภาพวัยรุ่นของคนหนึ่งในลอสแอนเจลิสที่ขโมยรถถังจากกองทัพบกมาขับ แล้วตำรวจกำลังตามจับ โดยใช้ทั้งเฮลิปคอปเตอร์แล้วรถล้อม ก่อนที่สุดท้ายจะลากตัวเด็กหนุ่มคนนั้นลงมาได้

วิทวัจน์ชมภาพเหตุการณ์นี้ด้วยความเพลิดเพลิน และรอจนกระทั่งทราบว่า ชื่อรายการ Real TV ซึ่งสถานีโทรทัศน์ออสเตรเลียซื้อต่อมาจากสหรัฐอเมริกาอีกที เขามั่นใจว่านี่จะเป็นอาวุธลับให้รายการใหม่ฮือฮาได้ พอกลับมาถึงเมืองไทย ประวิทย์ถามว่าพร้อมหรือยัง วิทวัจน์จึงแจ้งว่าอยากให้ช่อง 3 ช่วยติดต่อซื้อ Real TV ให้หน่อย โดยเขาจะลงทุนเอง และหากซื้อเรียบร้อยแล้ว ก็พร้อมออนแอร์ทันที 

ตีสิบ ออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 เวลา 4 ทุ่มครึ่ง โดยมี ซินดี้-สิรินยา บิชอพ เป็นพิธีกรร่วม มี Real TV ซึ่งเขาเป็นคนลงเสียงเองเป็นไฮไลต์สำคัญ นอกจากนี้ยังมีช่วงประกอบอย่าง Star Joke เชิญศิลปินคนดังมาเล่าเรื่องตลกของตัวเอง และปิดท้ายด้วย 108 มงกุฎ ที่มี 3 หนุ่มอารมณ์ดี สังข์-ธีรวัฒน์ อนุวัตรอุดม, ทศ-ทศพล ศิริวิวัฒน์ และ คมสัน นันทจิต มาพูดคุยวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ แบบหรรษา

แต่ถึงอย่างนั้น หัวใจหลักของรายการยังเป็นช่วงสนทนา ซึ่งนำเสนอชีวิตของบุคคลต่างๆ ทั้งเรื่องราวที่น่าสนใจและเรื่องราวของคนดังที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีแขกรับเชิญและเรื่องราวนับพันที่ถูกนำเสนอ อาทิ วีระ นุตยกุล พิธีกรนักเดินทางคนดัง ก่อนจะบุกเบิกรายการ ผจญภัยไร้พรมแดน ถือเป็นขาประจำของที่นี่ หรือเวลาที่ โน้ส-อุดม แต้พานิช จะจัดเดี่ยวไมโครโฟน ก็มักจะมาออก ตีสิบ ก่อนเสมอ แล้วยังมีเรื่องแปลกๆ เช่น นางเอกดังที่เสียชีวิตร่วมสิบปี กลับชาติมาเกิดเป็นหลานตัวเอง คู่รักทอมกับกะเทย ซึ่งตอนนั้นทอมกำลังตั้งครรภ์อยู่ด้วย หรือผู้ต้องหาหนีคดีมาขอมอบตัวกลางรายการ

เส้นทางกว่า 30 ปีของ ‘วิทวัจน์ สุนทรวิเนตร์’ พิธีกรผู้บุกเบิกวาไรตี้ทอล์กโชว์เมืองไทย ชื่อสั้น : โลกทีวีของวีที
เส้นทางกว่า 30 ปีของ ‘วิทวัจน์ สุนทรวิเนตร์’ พิธีกรผู้บุกเบิกวาไรตี้ทอล์กโชว์เมืองไทย ชื่อสั้น : โลกทีวีของวีที

“เขาไปฆ่าคนตายมา หนีหมายจับมานาน จนหนีไม่ไหว อยากมอบตัวแต่กลัวถูกวิสามัญ เลยคิดว่า ขอมอบตัวต่อหน้าประชาชนดีกว่า ซึ่งวิธีที่ง่ายสุดคือออกทีวี แล้วเขาบอกว่า ไม่มีรายการไหนน่าจะมีคนดูมากเท่า ตีสิบ นั่นคือสิบกว่าปีที่แล้ว แล้วเขาก็ติดต่อมา บอกว่าผมฆ่าคนตาย ผมจะมอบตัว คุณวิทวัจน์แจ้งตำรวจมารับตัวผมได้ไหม เราบอกอย่าล้อเล่นนะ เขาบอกว่าไม่ครับ เดี๋ยวผมเอาหมายจับให้ดู แล้วเขาก็มาออฟฟิศ เอาหมายจับ เอาบัตรประชาชนมาให้ แล้วเราจึงถามว่า ทำอะไรมา ฆ่าเขาทำไม เขาก็เล่าให้ฟัง”

สำหรับที่มาของเรื่องราวใน ตีสิบ มีตั้งแต่ค้นจากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร สอบถามบุคคลใกล้ชิด เพื่อน ญาติพี่น้อง และบางครั้งเจ้าของเรื่องก็เป็นผู้ส่งเข้ามาเอง แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือทุกเรื่องที่ถูกนำเสนอต้องมาจากความสมัครใจ ไม่มีการบังคับ โดยหน้าที่ของวิทวัจน์คือ เรียงร้อยข้อมูลออกมาเพื่อให้ผู้ชมสนใจและเห็นภาพชัดเจนที่สุด

ด้วยประเด็นที่ใหม่ ไม่เหมือนใคร บางเรื่องไม่มีใครเคยทราบมาก่อน ทำให้ทุกเช้าวันพุธ เนื้อหาใน ตีสิบ จึงกลายเป็นกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ ส่งให้ ตีสิบ ครองเรตติ้งลำดับต้นของรายการโทรทัศน์เมืองไทยต่อเนื่องหลายปี

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2545 วิทวัจน์ ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ด้วยการทำช่วงดันดาราขึ้นมา

ครั้งนั้นเขาได้แรงบันดาลใจมาจากรายการเก่าในออสเตรเลีย ชื่อว่า Red Faces ซึ่งเอาคนมาร้องเพลงห่วยๆ มาโชว์ แล้วมีคอมเมนเตเตอร์มาให้ความเห็นสนุกๆ แต่ตอนหลังพบว่า คนร้องเพลงห่วยไม่ค่อยอยากมา กลายเป็นคนร้องเพลงดีๆ แทน แต่ยังโดนกรรมการวิจารณ์เละอยู่ดี ซึ่งเขาจำได้ว่าเป็นรายการที่สนุกมาก และอยากประยุกต์เข้ามาใช้กับรายการในบ้านเรา เพราะตอนนั้นเมืองไทยยังไม่มีรายการประกวดประขันจริงจังเลย

“เราไม่มีเทปตัวอย่างให้ดู แต่ผมจำได้ เลยบอกว่าแข่งทำอะไรก็ได้ ตอนนั้นเรามีสามแอ็ก เราจะเอาร้องเพลงดีสองคน แล้วคนที่สาม เราเอาคนที่ร้องไม่ได้เรื่องมา สองแอ็กแรกได้รางวัลดันดาราไป ส่วนแอ็กสุดท้ายได้รางวัลดันทุรัง แต่ไปๆ มาๆ คนร้องไม่ดีหายากจริง เพราะเวลาไม่ดีคือไม่ดีแบบไม่น่าดู จึงคิดมุกใส่เข้าไป เช่น ใช้เท้าเล่นกีตาร์ รู้จักไหม คือเอากีตาร์ปกติมาเล่น แต่ปิ๊กที่เล่น เป็นหัวใช้เท้า แบบนี้ก็ได้ดันทุรังไป ตอนนั้นมีคนสมัครเข้ามาเยอะมาก เลียนเสียงสัตว์บ้าง เล่นกีตาร์เปิดหมวกบ้าง แต่ไปๆ มาๆ มีแต่คนร้องเพลง แล้วร้องดีๆ ทั้งนั้น จึงให้เปลี่ยนเป็นร้องเพลงดีๆ ไปเลย”

เส้นทางกว่า 30 ปีของ ‘วิทวัจน์ สุนทรวิเนตร์’ พิธีกรผู้บุกเบิกวาไรตี้ทอล์กโชว์เมืองไทย ชื่อสั้น : โลกทีวีของวีที

ดันดาราถือเป็นช่วงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของ ตีสิบ มีผู้สมัครเข้าร่วมรายการนับพันคน ที่สำคัญคือลีลาของกรรมการทั้ง 3 คน คือ จตุพล ชมภูนิช, มณีนุช เสมรสุต และ โน้ต เชิญยิ้ม นั้นโดดเด่นและเข้าขากันมาก เรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมได้ไม่หยุด จนเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2557 ถึงแยกรายการออกมาต่างหาก

อย่างไรก็ตาม ในยุคที่สื่อโทรทัศน์แบบดั้งเดิมถูกท้าทายมากขึ้น ทั้งการถือกำเนิดของทีวีดิจิทัล การเติบโตของสื่อออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย ทำให้รายการ ตีสิบ ต้องปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เช่น ย้ายจากคืนวันอังคารมาออกอากาศช่วงบ่ายวันเสาร์ เปลี่ยนชื่อรายการเป็น ตีสิบเดย์

“ทำรายการเวลานี้ยากขึ้นมาก เพราะแต่ก่อนเราไม่มีคู่แข่ง คิดอะไรก็ใหม่หมด คิดอะไรก็ถูกหมด แต่ตอนนี้เราสู้รายการข่าวรายวันไม่ได้แล้ว เราสู้คลิปไม่ได้ สู้ยูทูเบอร์ไม่ได้ สู้พวกเน็ตไอดอลไม่ได้ หลายๆ เรื่องคนดูเห็นก่อนเราด้วยซ้ำ หรือมุกที่เราเคยใส่เข้าไป เป็นพันเป็นหมื่นมุก เช่น เอาไมค์ไปจ่อหัวใจของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ สมัยนั้นเป็นมุกที่ใหม่มาก เพราะคนไม่เคยเห็น แต่ตอนนี้เขาเห็นมากกว่าแล้ว แค่เปิดกูเกิลมีหมดแล้ว เพราะฉะนั้น ในเชิงวาไรตี้ทอล์กโชว์จึงลำบาก แต่ในเชิงสัมภาษณ์เราคิดว่า ยังคงอยู่ได้”

สิ่งสำคัญคือ การปรับตัว ต่อให้ไม่ทันกับกระแสโลกที่หมุนเร็วเหลือเกิน แต่อย่างน้อยต้องไม่ละเลย และพยายามเรียนรู้ตลอดเวลา อย่างที่ผ่านมาในช่วงโควิด-19 วิทวัจน์ปรับรูปแบบรายการเป็นสัมภาษณ์ออนไลน์บ้าง หรือก่อนหน้านั้น ได้ทำแคมเปญที่น่าสนใจนำเสนอผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น บุคคลในตำนาน และ Talk ในตำนาน

โดยทั้ง 2 รายการนี้ ทีมงานได้คัดเลือกสัมภาษณ์คนดัง หรือเรื่องเล่าสะท้อนสังคมที่เคยเป็นกระแส ทั้งจาก 4 ทุ่มสแควร์ และ ตีสิบ มานำเสนออีกครั้ง เป็นช่วงสั้นๆ ท้ายรายการ ตีสิบเดย์ และนำเสนอฉบับเต็มใน YouTube โดยหลายคลิปมียอดผู้ชมนับล้าน อาทิ ชีวิตที่ด้านชา…โสเภณีขายตัว ผ่านชายมานับหมื่น, นาทีชีวิต! 8 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนหมดลมหายใจ, ชีวิตซินเดอเรลล่า จบ ป.4 กลายเป็น คุณหญิง, ฝรั่งเมียทิ้ง ต้องทนเลี้ยงลูกชู้ หรือแม้แต่ ตำนานเสือใบ

ตลอด 30 กว่าปี วิทวัจน์ไม่เคยหยุดคิด หยุดใช้สมอง เพื่อสร้างและพัฒนาผลงานใหม่ๆ ที่มีคุณภาพ และสอดคล้องกับความสนใจของผู้ชม นี่เองคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ชื่อและเรื่องราวของเขาไม่เคยจางหายไปในใจของผู้คน และยังคงเป็นต้นแบบให้พิธีกรรุ่นใหม่ได้เดินตามตลอดไป

เส้นทางกว่า 30 ปีของ ‘วิทวัจน์ สุนทรวิเนตร์’ พิธีกรผู้บุกเบิกวาไรตี้ทอล์กโชว์เมืองไทย ชื่อสั้น : โลกทีวีของวีที

ขอบคุณภาพประกอบจาก บริษัท ทเว็นตี้ ทเว็นตี้ เอ็นเทอร์เทนเมนต์ จำกัด

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2541 หลายคนอาจเคยสะดุดตากับความน่ารักและความสดใสของเด็กสาวคนหนึ่งในชุดซานตาคลอส บนหน้าปกนิตยสาร Katch ฉบับที่ 2

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

ในเล่มให้ข้อมูลสั้น ๆ ว่าเธอคือ นาเดีย-ฤทัย สุทธิกุลพานิช อายุ 18 ปี เป็นน้องใหม่ของคณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงนี้กำลังวุ่นอยู่กับการฝึกซ้อมเป็นเชียร์ลีดเดอร์ ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ และมีโครงการจะร้องเพลงในอีกไม่นานนี้..

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

เวลาผ่านไป 1 ปีเต็ม โครงการดังกล่าวก็กลายเป็นจริง เมื่อเสียงของนาเดียมาปรากฏในเพลง สงสัย ผลงานเปิดตัวของ mr.z RETURN to RETRO อัลบั้มชุดที่ 5 ของ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ 

จากนั้นอีก 11 เดือนถัดมา เธอก็กลายเป็นศิลปินเดี่ยวของ Bakery Music ที่มีเพลงฮิตโดนใจอย่าง คนไม่พิเศษ,  Happy Anniversary, โลกใบใหญ่, รัก…ฉันรักเธอ, หวานฉ่ำ, โล่งอก, บีบ, Galaxy Of Love ฯลฯ

แม้ไม่ได้มีผลงานมากนัก เมื่อเทียบกับสมาชิกอื่นในค่ายขนมปังดนตรี แต่ด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ ฟังแล้วรู้สึกเหมือนโลกสดใส ก็ทำให้ใครหลายคนหลงใหลและจดจำเพลงของเธอได้ ต่อให้เวลาจะผ่านไปนานสักเพียงใดก็ตาม

ในวันที่นาเดียหวนกลับมาร้องเพลงอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบภาพยนตร์ ‘FAST & FEEL LOVE – เร็วโหด..เหมือนโกรธเธอ’ ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงถือโอกาสดีชักชวนเธอมาร่วมย้อนความทรงจำอันงดงาม ตลอดจนความสุขในชีวิตหลังวางไมค์ไปกว่า 15 ปี

01
สงสัย

ก้าวแรกบนถนนสายดนตรีของนาเดียจะเรียกว่า ความบังเอิญก็คงไม่ผิด เพราะเธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ตัวเองร้องเพลงได้หรือเปล่า รู้แต่เพียงว่าเป็นคนรักเสียงเพลงมาตลอดก็เท่านั้น

สมัยเด็ก ๆ นาเดียชอบฟังเพลงดิสนีย์มาก ส่วนคุณพ่อคุณแม่ชอบฟังเพลงเก่ายุค 50 – 60 โดยเฉพาะ Elvis Presley หรือ The Carpenters พอขึ้นรถเมื่อไหร่ก็ต้องเปิดฟังอยู่เสมอ ดนตรีจึงค่อย ๆ ซึมซับเข้าไปในจิตใจโดยไม่รู้ตัว

“ฟังมาแล้วทุกฟอร์แมตเลย เทป แผ่นเสียง มินิดิสก์ ซีดี เอ็มพีทรี แล้วเวลาให้ของขวัญกัน ตามสไตล์ ทุกคนก็จะอัดเพลงให้กัน เพราะรู้สึกว่ามีคุณค่ามากกว่าให้ของเป็นชิ้น ๆ เวลาเรากลับมาฟัง ทำให้นึกภาพช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ก็คล้าย ๆ กับกลิ่นที่ทำให้เราจดจำโมเมนต์บางอย่างได้ ก็เลยรู้สึกชอบ และอยู่กับมันนานแล้ว”

ต่อมาเมื่อขึ้นชั้นมัธยมปลาย เธอก็ได้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา 1 ปี และตั้งใจจะเรียนต่อที่นั่นเลย แต่โดนคุณแม่เบรกไว้และให้กลับมาเมืองไทย เพราะไม่อยากให้ลูกสาวอยู่ที่นั่นเพียงลำพัง หากจะไปเรียนเมืองนอกอนุญาตให้ไปเฉพาะอังกฤษ เนื่องจากพี่ชายเรียนอยู่ที่นั่น

แต่ถึงอย่างนั้น ชีวิตที่แดนมะกันก็เปิดโลกการฟังให้เธอไม่น้อยเลย โดยเฉพาะบรรดาเพลงแนว Lounge Music ซึ่งยุคนั้นโดดเด่นหลายเพลง อย่างเพลงหนึ่งที่โดนใจมากเป็นพิเศษ คือ Zoot Suit Riot ของ Cherry Poppin’ Daddies

“หากเราไปตามคนพวกนี้ เขาอาจไม่ได้ทำเยอะ จะเรียกว่า One-hit wonder ก็ได้มั้ง แต่ว่าเพลงที่ออกมาในตอนนั้นมันมีเอกลักษณ์ เพราะสมัยนั้นเพลงที่นิยมจะเป็นอีกแนวหนึ่งหมด ส่วนเพลงพวกนี้จะย้อนอดีตหน่อย ซึ่งพอเขามาทำออกในช่วงที่ยุคของมัน ก็เลยโดดเด่นขึ้นมาในความรู้สึกของเรา”

เมื่อกลับมาอยู่ที่เมืองไทย นาเดียก็มีโอกาสได้รู้จักกับ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ หนึ่งในผู้บริหารของ Bakery Music ผ่านการแนะนำของญาติผู้พี่อีกที ซึ่งพอสมเกียรติทราบว่า เธอเพิ่งเดินทางมาจากสหรัฐอเมริกา จึงชวนคุยถึงเรื่องราวต่าง ๆ กระทั่งรู้ว่า สาวน้อยคนนี้ก็สนใจดนตรีไม่แพ้กัน

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“พี่สาลี่ (สมเกียรติ) ถามว่า ตอนนี้อเมริกาเขาฟังเพลงอะไรกันบ้าง ซึ่งคิดว่าเขาน่าจะถามแบบนี้กับหลายคนมาก ตอนนี้ฟังอะไรกันบ้าง ชอบเพลงแบบไหน เพราะเขาเป็นคนที่เก็บรายละเอียดเก่งมาก แล้วหาแรงบันดาลใจอยู่ตลอด ซึ่งเราชอบมาก เพราะเวลาคุยกับเขา จะได้ความรู้เพิ่มขึ้นด้วย แล้วจริง ๆ เขาเป็นเจ้าพ่อเพลง แต่มาถามเรา ก็เลยยิ่งรู้สึกประทับใจว่า คนคนนี้เปิดกว้างมากเลย รู้สึกภูมิใจนิดหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็มีการแชร์เพลงกันเรื่อยมา”

หากแต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ สมเกียรติกำลังมีแผนจะทำอัลบั้มใหม่ หนึ่งในนั้นคือการจับมือกับวง Pizzicato Five จากญี่ปุ่น เปลี่ยนเพลง Sweet Soul Revue ให้เป็นภาษาไทย เขาเลยนึกถึงนาเดียขึ้นมา เพราะอยากได้คนที่สนใจเพลงแบบเดียวกันมาร่วมงานด้วย

แม้ไม่เคยทำงานสายนี้มาก่อน แต่นาเดียก็ดีใจที่ผู้ใหญ่ให้โอกาส จึงตอบตกลงทันที

แต่ด้วยความที่ไม่มีทักษะการร้องเพลงใด ๆ เลย สมเกียรติกับ บอย-ชีวิน โกสิยพงษ์ ผู้บริหารอีกคนของค่ายจึงส่งนาเดียไปเรียนกับ โจ้-อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ นักร้องนำของวง Pause ซึ่งเวลานั้นเป็นเทรนเนอร์ให้ศิลปินรุ่นใหม่ ๆ ของค่ายที่เตรียมจะมีผลงานในอนาคต

“วิธีสอนของพี่โจ้จะสบาย ๆ เขาจะไม่สอนว่า ต้องออกเสียงอย่างนี้ ต้องร้องแบบนั้นนะ แต่จะสอนให้เราหายใจ สอนว่าทำอย่างไรถึงจะไม่ทำลายกล่องเสียงตัวเอง เป็นเทคนิคของการรักษาเสียงมากกว่าให้ฝึกร้องมาก ๆ เพื่อเวลาร้องเพลงในห้องอัด ลมหายใจจะได้ไม่ขาดช่วง ซึ่งนี่เป็นบทเรียนที่จำมาถึงทุกวันนี้ แล้วก็ดีใจมากที่มีโอกาสได้เรียนกับพี่โจ้”

เวลาผ่านไปนานหลายเดือน ในที่สุดนาเดียก็พร้อมแล้วกับผลงานเพลงแรกในชีวิต

‘สงสัย’ เริ่มต้นบันทึกเสียงในช่วง พ.ศ. 2542 เธอยังจำได้ดีว่า เพลงนี้ไปอัดเสียงกันที่บ้านของบอยในซอยทองหล่อ ซึ่งพอไปถึงบอยก็บอกว่า “พี่ยังเขียนไม่เสร็จนะ แต่อัดไปก่อน แล้วพอร้องเสร็จแล้ว เดี๋ยวพี่มาเขียนต่อให้”

ตอนนั้นนาเดียอดประหลาดใจไม่ได้ว่า แล้วแบบนี้เนื้อเพลงจะเสร็จทันเหรอ แต่ปรากฏว่า เธอประเมินนักแต่งเพลงมืออาชีพอย่างบอยต่ำเกินไป เช่นเดียวกับประเมินฝีมือนักร้องมือใหม่อย่างตัวเองสูงเกินไป

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“แม้เขาจะบอกว่าให้ร้องสไตล์ตัวเองเลยนะ แต่สงสัยถือเป็นเพลงที่ยากสุดเท่าที่จำได้ แล้วก็อัดนานมาก อัดประมาณ 3 – 4 ทุ่ม แล้วประมาณตี 1 ถึงเสร็จเท่าที่มีแล้ว จากนั้นเขาก็ไปปลุกพี่บอยขึ้นมาเขียนต่อ คือเพลงนี้มันค่อนข้างยาว พี่บอยก็มาเขียน Verse 2 ‘Vinyl ดี Cotton ดี สีที่สวยกับฉันเป็นแบบไหน’ 

“จำได้ว่า ตอนแรกคุณพ่อไปนั่งรอด้วย สักพักก็บอกว่า ‘ปะป๊ากลับก่อนแล้วกันนะ แล้วเดี๋ยวมารับ’ เพราะบ้านอยู่ใกล้กัน ซึ่งตอนที่ปะป๊ามารับ เกือบตี 5 แล้วมั้ง เปิดบ้านพี่บอยออกมา เห็นพระเดินบิณฑบาตแล้ว”

เพลง สงสัย เผยแพร่สู่สาธารณะในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม พ.ศ. 2543 เปิดตัวอัลบั้ม mr.z RETURN to RETRO ผลงานรับสหัสวรรษใหม่ของค่าย Bakery Music

แม้ไม่ได้มาร่วมเปิดตัวอัลบั้มด้วยกัน เนื่องจากเวลานั้นเธอไม่ได้อยู่เมืองไทยแล้ว แต่เพลงสงสัยก็ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม โดยก่อนจะวางแผนอัลบั้มเต็มราวหนึ่งสัปดาห์ สมเกียรติได้ตัดเพลง ‘สงสัย’ ออกมาเป็นซีดีแผ่นพิเศษ จำหน่าย 500 แผ่น ปรากฏว่า เพียงสัปดาห์เดียวก็ขายหมดเกลี้ยง และนั่นเองที่ทำให้สาวน้อยนามว่า นาเดีย กลายเป็นที่รู้จักในฐานะสมาชิกคนใหม่ของค่ายขนมปังดนตรี

02
โลกใบใหญ่

หลังการบันทึกเสียงเพลงสงสัยผ่านพ้นไป บอยกับสมเกียรติพอใจกับผลงานที่ออกมามาก จึงทาบทามลีดธรรมศาสตร์คนนี้ให้มาทำงานเพลงเต็มตัว

นาเดียยอมรับตามตรงว่า ไม่ทราบเลยว่า พวกพี่ ๆ คิดอะไรกันอยู่ แต่เมื่อมีโอกาสเข้ามาก็ไม่ลังเลที่จะตอบรับ

“อาจเป็นเพราะตอนนั้น Bakery มีนักร้องผู้หญิงน้อยด้วยมั้ง จำได้ว่าเข้าหลัง พี่โหน่ง พิมพ์ลักษณ์ แป๊บหนึ่ง เข้าใจว่า ตอนนั้นเขาคงอยากลองค้นหาสไตล์นักร้องใหม่ด้วย คือพี่สาลี่ก็ไม่เคยพูดตรง ๆ นะ เขาเคยพูดแค่ว่าเสียงเราค่อนข้างยูนีก ไม่เหมือนใคร ดูเหมือนไม่เคยฝึกมาก่อน ซึ่งก็ไม่เคยฝึกจริง ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเขามั่นใจในตัวเรา แล้วทำไมเราถึงจะไม่ลองให้โอกาสตัวเองดูบ้าง

“แล้วเหมือนว่าช่วงนั้นเขาก็เริ่มทำ DOJO CITY กันแล้ว เป็นช่วงเชื่อมต่อกันพอดี เราก็เลยได้ไปถ่ายแบบให้ Katch ด้วย หลายคนก็เลยคิดว่าเราอยู่ DOJO แต่เข้าใจว่า Image กับ Position ของเราอาจจะไม่ลงตัวกับ DOJO แบบเป๊ะ ๆ เราอาจจะ Funky ไม่พอ ก็เลยได้มาอยู่กับ Bakery Music”

เพื่อเสริมทักษะการร้องเพลงให้แน่นขึ้น บอยจึงส่งนาเดียไปเรียนร้องเพลงเพิ่มเติมกับ ครูโรจน์-รุ่งโรจน์ ดุลลาพันธ์ ครูสอนร้องเพลงแถวหน้าของเมืองไทย ซึ่งสิ่งที่ครูโรจน์สอนก็เป็นเสมือนการต่อยอดกับสิ่งที่โจ้เคยแนะนำ โดยเฉพาะเทคนิคการร้องสดอย่างไรให้มีพลัง

“สิ่งหนึ่งที่ครูโรจน์บอกคือ ทั้งหมดมันขึ้นกับการฝึกฝน Practice makes perfect ต้องฝึกร้องบ่อย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไม พี่ป๊อด (ธนชัย อุชชิน) ถึงฝึกโยคะ ทำไมถึงออกกำลังกาย เพราะมันเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เพราะการฝึกวิธีหายใจขั้นเทพ ทำให้เขารันโชว์ได้นานหลายชั่วโมง”

แต่ขณะที่ทุกอย่างกำลังเดินหน้า ก็เกิดจุดพลิกสำคัญ เพราะก่อนหน้านั้น นาเดียตั้งใจอยากจะไปเรียนต่อเมืองนอก จึงไปสมัครเรียนด้าน Marketing and Advertising ที่ London College of Arts ประเทศอังกฤษ ซึ่งหลังจากเซ็นสัญญาได้ไม่กี่สัปดาห์ ทางสถาบันก็แจ้งข่าวกลับมาว่า ตอบรับใบสมัครแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำอัลบั้มโดยตรง

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“ตอนนั้นเกรงใจมากเลย แต่ก็เข้าไปบอกตรง ๆ ว่า พี่คะ ได้โรงเรียนที่อังกฤษแล้ว ถ้าจะไม่ทำงานต่อก็เข้าใจนะ แต่ปรากฏว่าพี่ ๆ เขาดีมากเลย เขาบอกว่าไม่เป็นไร ไปเรียนได้เลย โดยเฉพาะพี่สาลี่บอกว่า อังกฤษนี่ดีมาก ไปแล้วก็เก็บพวก Trend พวก Culture ต่างๆ กลับมาเยอะ ๆ ด้วย มันช่วยเราทำเพลงต่อได้นะ ซึ่งตรงนี้ประทับใจมาก ตอนนั้นก็เลยได้ไปเรียนหนังสือ แล้วก็ยังได้ออกอัลบั้มด้วย”

ด้วยเหตุนี้ การทำอัลบั้มทั้งสองชุดของนาเดีย คือ Welcome – Sweet Morning และ Resources To Keep My Life Vital จึงมีกรอบระยะเวลาการทำงานที่ชัดเจน คือช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน นาเดียจะกลับมาบันทึกเสียง และช่วงปลายปี เธอจะกลับมาโปรโมต ถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ เล่นคอนเสิร์ต เดินสายเยี่ยมแผงเทป รวมถึงให้สัมภาษณ์กับสื่อต่าง ๆ

แม้จะเป็นการทำอัลบั้มแบบทางไกล แต่สำหรับนาเดียแล้ว นี่ไม่ใช่อุปสรรคเลย

“ถ้าพูดตามตรง ความยากน่าจะอยู่ที่ทีมงานมากกว่า เพราะเรากลับมาเพื่ออัดเสียงจริง ๆ โดยเพลงส่วนใหญ่จะได้ไม่เกินอาทิตย์หนึ่ง คือถ้าได้เกิน 5 วันนี่ถือว่ามากแล้ว แล้วก่อนกลับก็จะมีการนั่งประชุมกัน แจกงาน เพลงนี้ให้ พี่บอยตรัย (ตรัย ภูมิรัตน) เขียนนะ เดี๋ยวเพลงนี้พี่บอยเขียนให้เอง”

แต่ถึงอย่างนั้น ก่อนเดินทาง บอยกับสมเกียรติก็มอบหมายการบ้านชิ้นหนึ่งให้นาเดียทำระหว่างอยู่ที่อังกฤษ คือเขียนไดอารี่บันทึกเรื่องราว ประสบการณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ ในชีวิตถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นเรื่องความรักเท่านั้น แล้วพอกลับมาเมืองไทยอีกทีก็ค่อยมาคัดเลือกส่งให้พี่ ๆ อ่าน เพื่อเป็นวัตถุดิบในการเขียนเพลง จึงอาจจะกล่าวได้ว่า บทเพลงทั้ง 14 เพลงจาก 2 อัลบั้ม ล้วนสะท้อนตัวตนของเธออย่างชัดเจน

อย่างในชุดแรกนั้น เพลง โลกใบใหญ่ เพลงเปิดตัวของนาเดีย บอยตรัยเคยให้สัมภาษณ์ว่า บอยได้วางโจทย์ง่าย  ๆ ว่า นาเดียเป็นเด็กผู้หญิงที่กำลังเรียนรู้ชีวิต กำลังเปิดประตูบานใหม่ไปสู่โลกใบใหญ่ เขาเลยเขียนเพลงนี้ออกมา

เช่นเดียวกับ Happy Anniversary บอยได้ถามนาเดียว่า รู้จักคนที่พูดภาษาฝรั่งเศสบ้างไหม เพราะเขาอยากจะเขียนเพลงที่มีภาษาฝรั่งเศสสักเพลง เนื่องจากเห็นเธอสนใจเพลงแนว French Lounge มากเป็นพิเศษ

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“ตอนนั้นก็ถามพี่บอยว่า French Lounge ต้องร้องฝรั่งเศสด้วยเหรอ แกก็บอกว่า พี่ว่ามันต้องมีสักเพลง เราก็เลยบอกโอเคค่ะ เผอิญมีพี่สาวเป็นญาติกันชื่อพี่เอ๋ เพิ่งกลับมาจากเบลเยียมพอดี พูดฝรั่งเศสได้ ก็เลยชวนมา ซึ่งโจทย์ที่พี่บอยให้คือ เขียนคำมาให้เยอะ ๆ เลย เกี่ยวกับอาหาร เสื้อผ้า หรืออะไรก็ได้ แต่ไม่ต้องเรียงมาเป็นประโยค เดียกับพี่เอ๋ก็ไปเลย นึกอะไรออกก็เขียน แล้วเอาไปให้พี่บอย ซึ่งมันมหัศจรรย์มากเพราะพี่บอยร้อยออกมาเป็นเพลงเลย”

ส่วนชุดที่ 2 นั้นเพลงก็จะโตขึ้นไปตามวัย เนื่องจากเป็นช่วงชีวิตที่ต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น คิดเองตัดสินใจเอง ไม่ได้มีผู้ใหญ่มาคอยแนะนำตลอดเวลา ทำให้เพลงช่วงนี้อาจจะมีความหม่น และค่อนข้างจริงจังมากกว่าชุดแรก

อย่างเพลง ฉันจะโชคดีเหมือนแม่ฉันนี้บ้างไหม? เพลงแรกของอัลบั้ม นาเดียเคยให้สัมภาษณ์ช่วงที่วางแผงใหม่ ๆ ว่า ประทับใจเวลาเห็นพ่อแม่ที่สามารถประคับประคองชีวิตได้เรื่อยมา  แม้จะมีขลุกขลักบ้าง แต่ก็สู้มาด้วยกันแล้วรอมชอม มีความสุขด้วยกัน และต่อให้มีความทุกข์ก็ยังอยู่ด้วยกัน

หากแต่เพลงที่ประทับใจมาถึงทุกวันนี้คงต้องยกให้ Don’t Blame It On Chocolate ซึ่งหากถอดความเป็นภาษาไทยก็หมายถึง อย่าโทษว่าเป็นความผิดของช็อกโกแลต เนื่องจากช่วงนั้นเวลากลับมาเมืองไทย หลายคนก็มักทักทายตลอดว่า อ้วนขึ้นหรือเปล่านะ

“เกลียดมากเลย จนตอนหลังต้องชิงบอกว่า อ้าว อ้วนขึ้นเหมือนกันเลย ไม่งั้นฉันจะเป็นฝ่ายรับฝ่ายเดียว แล้วก็เขียนเล่าให้พี่บอยอ่านว่า ช่วงแรกเราก็พยายามไปพูดนู่นพูดนี่เหมือนแบบ Blame It On Chocolate เพราะกินไอติม กินช็อกโกแลต แต่ความจริงทำไมเราต้องโยนความผิดให้นั่นนี่ด้วย มันเกิดจากตัวเองนั่นแหละที่คอนโทรลไม่ได้ ยูรับความจริงไม่ได้ ก็ไปหาที่พึ่งทางใจอย่างอื่น จากนั้นพี่บอยก็เอาเรื่องนี้ไปต่อยอด”

นอกจากเพลงที่บอกเล่าความเป็นนาเดียแล้ว สไตล์การร้องก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นาเดียโดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ จนแฟนเพลงหลายคนรู้สึกว่าเป็นเสน่ห์ที่อยากจะเลียนแบบ โดยเฉพาะการใช้เสียงลม ๆ ซึ่งเธอค้นเจอระหว่างบันทึกเสียง

“ปกติแล้วที่ Bakery จะมีเนื้อมาให้ แล้วคนที่ร้องไกด์ส่วนใหญ่คือ พี่บอย ซึ่งเป็นเสียงผู้ชาย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องหาสไตล์ของตัวเอง ซึ่งพออัลบั้มแรกออกไป ทุกคนจะบอกว่า เรามีเสียงลม มีเสียงหลบ เนื่องจากเวลาเข้าห้องอัด เราจะหาสิ่งที่สบายที่สุด เป็นเสียงของเราจริง ๆ ที่ไม่ต้องไปดัดแปลง ซึ่งการร้องแบบนี้ส่วนหนึ่งอาจเพราะเป็นคนแรงน้อยด้วย แต่พอร้องไปร้องมา การใช้เสียงลมนี่เหนื่อยมากเลย เพราะต้องเอาออกจากพุงเยอะเหมือนกัน”

หากสิ่งที่กวนใจนาเดียมากที่สุดคือ การพูดไม่ชัด เพราะสมัยก่อนเวลานักร้องร้องเพลงไม่ชัดเจนก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่บุคคลที่ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย และสนุกกับการทำงานในห้องอัดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน คืออดีตนักร้องนำวงแกรนด์เอ็กซ์ ไก่-สุธี แสงเสรีชน Voice Producer คู่ใจนั่นเอง

“พี่ไก่ใจดี ใจเย็นสุด ๆ เพราะพอเห็นคนชอบพูดว่า ทำไมคนนี้ร้องไม่ชัดแล้วรู้สึกกลัว เลยอยากทำให้มั่นใจว่าร้องชัดเจน ซึ่งพี่ไก่ก็ช่วยแนะนำให้ แต่จะมีบางคำที่พี่ไก่บอกว่าไม่เป็นไร พี่ว่าเพราะแล้ว ซึ่งมันช่วยสร้างความมั่นใจให้เราได้ว่า ไม่จำเป็นต้องเป๊ะทุกอย่าง อย่างเพลง รัก…ฉันรักเธอ เป็นเพลงที่เสียงสูงมาก จำได้ว่าพูดคำว่า ‘รัก’ ไป 40 – 50 รอบ แล้วมีคำหนึ่งคือ ‘แอบ’ นั้นร้องลม พี่ไก่บอกว่า ‘เฮ้ย…พี่ชอบ เหมาะกับคำนี้มาก’ เราก็เอาจุดนี้ไปประยุกต์ใช้กับเพลงอื่นได้ คือเราต้องคิดถึงอารมณ์ คิดถึงความหมายด้วยเวลาเปล่งเสียงออกมาด้วย

“มีอยู่เพลงหนึ่งตลกมากคือ Happy Anniversary อัดเร็วมาก 2 ชั่วโมงเสร็จ เพราะต้องรีบไปขึ้นเครื่อง แล้วพี่ไก่ซึ่งปกติจะเป็นคนที่ระวังกับการออกเสียงมาก แต่ด้วยความที่ครึ่งหนึ่งเป็นฝรั่งเศสไปแล้ว เลยไม่มีใครรู้ว่าชัดหรือเปล่า กระทั่งตอนหลังไปให้เพื่อนคนเบลเยียมฟัง เขาก็บอก What’s this ฉันฟังเธอไม่รู้เรื่องเลย” นาเดียเล่าอย่างอารมณ์ดี

หลังกระบวนการบันทึกเสียงเสร็จเรียบร้อย ก็มาถึงอีกโจทย์ที่ยากไม่แพ้กัน นั่นคือการโปรโมต ครั้งนั้นนาเดียต้องฝึกเต้น ต้องถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ และเตรียมตัวแสดงสด

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

สำหรับการฝึกเต้นนั้นได้ คริส หอวัง มาช่วยออกแบบท่าทางให้ สำหรับใช้เต้นในมิวสิกวิดีโอเพลง โลกใบใหญ่ ซึ่งถ่ายทำกันที่บ้าน Blue Elephant ตรงสาทร โดยสไตล์การเต้นก็จะเป็นกึ่ง ๆ ละครบรอดเวย์นิด ๆ ซึ่งนาเดียยอมรับว่า ไม่ง่ายเลย แต่โชคดีที่ตอนเด็ก ๆ เคยเรียนเต้นมาบ้าง พอถ่ายจริงก็เลยไม่ได้กังวลมาก

ส่วนผู้กำกับก็เป็น คณิณญาน จันทรสมา ผู้กำกับโฆษณามือดีแห่งฟีโนมีนา และมือกลองวง Pru โดยตอนนั้นเขารับหน้าที่ดูแลการผลิต ทั้งเพลง โลกใบใหญ่ และ Happy Anniversary

“จำได้ว่าตอนแรกที่รู้ว่า พี่คณิณมาถ่ายให้ดีใจมาก คือไม่ทราบเลยว่าเขาทำอะไร จนตอนหลังเขาก็มาบอกว่า โลกใบใหญ่ คือ มิวสิกวิดีโอแรกที่เขากำกับก็เลยยิ่งประทับใจมาก พอมาถึง Happy Anniversary แกก็ขึ้นเครื่องตามมาเลย ไปคนเดียว พร้อมกับกล้องอีกหนึ่งตัว แล้วก็มีเพื่อน ๆ รุ่นพี่จากอังกฤษมาช่วย ทำสไตลิสต์ แต่งหน้า ทำผม แล้วก็มีพี่อีกคนมาช่วยขับรถพาไปตามที่ต่าง ๆ

“ตอนที่ถ่ายก็เขินมาก เราไปเดินที่ Portobello Road Market แล้วก็ร้องเพลงไปมา นึกภาพว่าต้องร้องให้ซิงก์ตามเพลง แล้วเขาต้องมาตัดแล้วเอาเพลงใส่ให้ปากเราตรงอีกที เพราะฉะนั้นก็ต้องมีคนถือวิทยุ ใส่ซีดีแล้วเดินตาม เพื่อให้เราร้องถูกว่า ถึงตรงนี้แล้ว ส่วนเราก็ต้องดึ๊งดึ่งดึงไป ขณะที่พี่คณิณก็ถ่ายไป 

“สิ่งที่ประทับใจมากคือ เราได้เข้าไปในโรงหนังอันหนึ่งซึ่งเก่ามาก แล้วภาพที่ออกมานั้นสวยมาก ถ้าไปดูในมิวสิกวิดีโอจะเป็นภาพแดง ๆ ไม่รู้ตอนนี้ยังอยู่ไหม แล้วพอเดินไปอีกก็จะเจอฝรั่งคนหนึ่งดูซิกซ์ตี้หน่อย คนที่เราไปเต้นอยู่กับเขา เขาเป็นคนขายของมือสอง คุยกันไปคุยกันมา เขาก็บอกว่ายูมาบ้านไอ บ้านไอซิกซ์ตี้ทั้งแฟลตเลย แล้วตอนเย็นเราก็ไปบ้านเขา จำได้ว่าเป็นการถ่ายทำที่สนุกมาก”

อย่างไรก็ตาม คงไม่มีเรื่องไหนสร้างความหนักใจให้นาเดียเท่ากับการที่เธอต้องออกไปแสดงหน้าผู้ชมอีกแล้ว อย่างครั้งแรก ตอนเปิดอัลบั้มที่ ดิ เอ็มโพเรียม เธอตื่นเต้นถึงขั้นปวดท้องเลย เพราะไม่คิดว่าจะมีผู้ชมมารอมากขนาดนี้ จนสมเกียรติต้องบอกให้ใจเย็น ไม่ต้องกลัว 

“ปกติเป็นคนจำเนื้อไม่ค่อยได้ พี่สาลี่ก็เลยบอกว่า เดียไม่ต้องห่วง เอาเนื้อขึ้นไปเลยก็ได้ เราก็ ‘อะไรนะคะพี่’ แกก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก เอาขึ้นไปอ่านเลย เราก็เลยบอกว่า ‘บ้าเหรอ ไม่ได้หรอก มันน่าเกลียด’ แล้วมีอยู่งานหนึ่ง จำได้เลยว่าร้อง คนไม่พิเศษ แล้วส่วนตัวเป็นคนชอบมองคนดู ต้องโฟกัสไปที่คนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง จะได้ตื่นเต้นน้อยลง แล้วน้องคนหนึ่งน่ารักมาก ร้องเพลงได้ แล้วปรากฏว่าเขาร้องผิด ซึ่งเราก็ร้องตามเขา ก็ผิดด้วย เราก็ตายแล้ว ทำยังไง แล้วเหมือนเขารู้ตัว ก็หัวเราะกันใหญ่ ตลกดี เราก็เลยเลิกมองเขาไปเลย เดี๋ยวไปไกลกว่าเดิม”

แม้อัลบั้มของนาเดียอาจจะไม่ได้โด่งดังแบบถล่มทลาย แต่แฟนเพลงต่างก็ยังจดจำเสียงร้องใส ๆ ของเธอได้ไม่เปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับหลายบทเพลง ทั้ง สงสัย, คนไม่พิเศษ, Happy Anniversary, Galaxy Of Love, โล่งอก หรือ โลกใบใหญ่ ก็ข้ามเวลาถูกร้องถูกเล่นมาต่อเนื่องกว่า 20 ปี 

“อาจเป็นเพราะสไตล์เพลงด้วยที่ค่อนข้างยูนีก จะว่า Pop มันก็ไม่ Pop จะ Logue ซะทีเดียวก็ไม่เชิง มันเป็นเหมือนการผสมของหลาย ๆ แนวเพลงอยู่ในนั้น อาจจะเสียดายนิดหนึ่งคือ อัลบั้มที่สองน่าจะไปไกลกว่านี้ หากมีเวลาโปรโมตมากขึ้นสักหน่อย เพราะส่วนตัวคิดว่าเพลงค่อนข้างดี มาฟังตอนนี้ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเก่า เนื้อร้องทำนองก็ค่อนข้างโมเดิร์น แต่อันนี้ก็ต้องถามคนฟังนะว่าคิดว่าอย่างไรบ้าง” นาเดียกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ระยะเวลาเพียง 2 ปีเศษในฐานะศิลปิน ได้ส่งผลให้เด็กสาวคนหนึ่งเติบโตขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก ทั้งความรับผิดชอบและการรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต

“การร้องเพลงถือเป็นงานแรกจริง ๆ จำได้ว่าตอนทำโปรโมต เราก็ต้องไปออกสื่อ ไปพบคนนั้นคนนี้ ช่วงแรก ๆ ก็ไม่เข้าใจหรอกว่า ทำไมต้องไปด้วย จนทำไปสักพักถึงเข้าใจว่า ต้องทำนะ อย่างสมัยก่อนจะไปเยี่ยมแผงเทป เช่น ร้านน้องท่าพระจันทร์ หรือดีเจสยาม ซึ่งทุกคนต้อนรับดีมาก แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งเราต้องไปร้านของคุณป้าคนหนึ่ง ซึ่งเขาก็ถามว่ามาทำไม จะทำอะไรก็รีบทำ ตอนนั้นก็ช็อก คืออะไร เขาไม่อยากให้เรามาเหรอ กระทั่งตอนหลังย้อนกลับไปถึงคิดได้ว่า ทุกคนก็มีงานของเขา เราก็ต้องมองว่าเขาคือลูกค้าของเรา คือคนที่ต้องไปสวัสดี ไปขอบคุณเหมือนกัน 

“อีกเรื่องคือความตรงต่อเวลา ซึ่งมันสำคัญมากในงานแบบนี้ พูดตามตรงตั้งแต่ทำงานจนเลิกร้องเพลง จนมาทำงานบริษัทต่าง ๆ การตรงต่อเวลาเป็นสิ่งที่คนพึงจะต้องมี เพราะการที่เราจัดการตัวเองได้ ก็ทำให้คนอื่น ส่วนอื่น มันไปต่อได้เช่นกัน เพราะเราเคยเห็นว่าตอนที่ร้องเพลง หากเราช้าหรือใครช้า มันก็ต้องรอกันทั้งกอง งานก็เคลื่อนไปไม่ได้ เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด และนี่คือบทเรียนของเราที่ยังสำคัญมาจนถึงทุกวันนี้”

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

03
Galaxy Of Love

หลังจากอัลบั้มชุดที่ 2 วางแผงไปได้ปีเศษ ๆ นาเดียซึ่งเรียนจบปริญญาโท ด้าน Development Economics จาก University College London เช่นกัน และเริ่มหางานประจำทำ จนมาได้ที่ Sasin Management Consulting จึงค่อย ๆ ปล่อยมือจากงานเพลง เหลือแต่เพียงแค่ร่วมแจมในอัลบั้มของคนอื่น เช่น เพลง พอ ในอัลบั้ม Million Ways to Love Part 1 ของ บอย โกสิยพงษ์ เมื่อ พ.ศ. 2546 และเพลง Honeymoon ของ Flure เมื่อ พ.ศ. 2548

“เหมือนช่วงชีวิตของเรากับ Bakery มันตรงกัน พอเรียนจบปุ๊บ เขาก็มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพอดี แล้วอีกอย่างคือเราไม่ได้ถูกเทรนมาให้เป็นนักร้องอาชีพขนาดนั้น พูดตรง ๆ เราไม่ได้เก่ง แต่เราได้โอกาส ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่พิเศษจริง ๆ แล้วเราก็มีความสนใจมุมอื่นด้วย พอจบออกมาก็อยากลองทำงาน ซึ่งตอนนั้นลูกค้าคือ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปทำเรื่องนโยบายสาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายเรามาก”

จากนั้นเธอก็โยกย้ายหน้าที่การงานมาตามลำดับ เปลี่ยนรูปแบบจากงานที่ปรึกษามาเป็นฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ของ Lowe Asia-Pacific มาทำเรื่องพัฒนาแบรนด์ที่ Unilever Thailand แล้วก็ย้ายไปทำงานที่สิงคโปร์ ก่อนที่จะมาทำงานเรื่องนวัตกรรมเต็มตัวที่ Fuchsia Innovation Center ของเมืองไทยประกันชีวิต ตั้งแต่ พ.ศ. 2559

“ช่วงที่อยู่ Unilever นอกจากการทำ Finance Business Plan แล้ว เรายังต้องคิดค้นนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ ให้เป็นชิ้นงานที่จับต้องได้ด้วย ถ้าเป็นสมัยนี้เขาเรียกว่า Design Thinking เราทำแบบนี้แทบทุกวันอยู่ 7 ปี แล้วพอมีโอกาสได้ข้ามมาอยู่ในอีกอุตสาหกรรมหนึ่ง ก็เลยรู้สึกว่าท้าทายมาก เพราะต้องนำกระบวนการกับระเบียบวิธีการวิจัยต่าง ๆ มาปรับใช้ เพื่อหาสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการให้เจอ เช่น ต้องทำอย่างไรถึงจะออกผลิตภัณฑ์ได้เร็วมากขึ้น หรือถูกขึ้นโดยที่ไม่ลดคุณภาพของผลิตภัณฑ์ แล้วกระบวนการตรงนี้ยังนำปรับใช้กับทุกอย่าง ตั้งแต่ประกันจนถึงน้ำยาซักผ้า

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

“ยิ่งตอนหลังที่ได้มาทำงานเรื่องการลงทุนกับสตาร์ทอัพหลาย ๆ เจ้า ก็ยิ่งเห็นเลยว่า คนที่มีทรัพยากรจำกัด มีเงินจำกัด มีคนจำกัด มีเวลาจำกัด มีทุกอย่างจำกัด มันต้องใช้ความสร้างสรรค์ของมนุษย์ เพื่อจะหาทางออก เป็นซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม หรือไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ เราใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้ เพราะนี่เป็นทรัพยากรที่มีไม่จำกัด”

ทว่าท่ามกลางชีวิตที่เพลิดเพลินกับการทำงาน อีกกิจกรรมที่ทำต่อเนื่องมานับสิบปีแล้วก็คือ การปั้นเซรามิก

สำหรับเธอแล้ว หากเพลงสอนเรื่องระเบียบวินัยและการเคารพผู้อื่น การปั้นเซรามิกก็สอนให้รู้จักการปล่อยวาง

นาเดียอยากเรียนปั้นมานานแล้ว แต่ไม่รู้จะไปเรียนที่ไหนดี กระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2550 ระหว่างขับรถผ่าน The Racquet Club ซอยสุขุมวิท 49 ก็เหลือบไปเห็นป้ายเล็ก ๆ ยื่นออกมาจากห้องแถวด้านหน้าเขียนว่า บัทม์ เซรามิก สตูดิโอ แล้วมีรูปถ้วยวางอยู่ด้วย นาเดียจึงเลี้ยวรถเข้าไปในอาคารทันที พร้อมกับตรงไปยังสตูดิโอแห่งนั้น แล้วก็ได้พบกับ บัทม์ แก้วงอก ศิลปินปั้นเซรามิกเบอร์ต้น ๆ ของเมืองไทย ก็เลยตัดสินใจสมัครเรียนทันที

“อาจารย์บัทม์เรียนจบจากญี่ปุ่นแล้วก็เพิ่งกลับมาสอน ก็เลยเป็นเหมือนลูกศิษย์รุ่นแรกของแก ข้อดีของการเรียนปั้นเซรามิก ทำให้เรานิ่งขึ้น ปล่อยวางมากขึ้น เพราะงานเซรามิกทุกอย่างอยู่ที่มือเราคนเดียว คุณสร้างมันขึ้นมา ถ้าจะพังทลายก็อยู่ที่ตัวคุณ แล้วส่วนตัวเป็นคนนั่งสมาธิไม่เป็น ทุกคนจะชวนไปปฏิบัติธรรม แต่เราทำไม่ได้ การทำเซรามิกก็เป็นเหมือนการทำสมาธิ เพราะต้องมีอะไรอยู่กับมือตลอดเวลา เราชอบความรู้สึกชั่วขณะนั้น แล้วสมมติตอนปั้นมีคนเรียกแล้วหันไปคุยนิดเดียว มันสามารถพังมาทั้งอันได้เลย”

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE
ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

นอกจากสมาธิและความอดทน อีกสิ่งที่นาเดียได้เรียนรู้จากงานเซรามิก คือความเข้าใจชีวิต เพราะงานเซรามิกนั้นเชื่อมโยงกับปรัชญาของญี่ปุ่นที่เรียกว่า Wabi Sabi คือความสวยงามที่แท้จริงนั้นมาจากความไม่สมบูรณ์แบบ ผลงานแต่ละชิ้นที่ออกมานั้นไม่เหมือนกันเลย บางชิ้นใหญ่ บางชิ้นเล็ก หากแต่เบื้องหลังต้องเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ ความพิถีพิถัน และความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ส่วนผสม อุณหภูมิการเผา จนถึงการลงน้ำหนักมือ การปรับรูปร่างให้ได้ขนาดหรือเป็นเอกลักษณ์

“ทุกคนมักจะพูดว่า เซรามิกเป็นเรื่องศิลปะ แต่อาจารย์บัทม์บอกว่า มันเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะศิลปะนั้นออกมาจากมือเรา ผสมดินยังไง ใช้ความร้อนแค่ไหน ถ้าเผาไฟต่ำก็จะออกมาแบบหนึ่ง ถ้าเผาไฟสูงก็ออกมาอีกแบบ หรือถ้าคุณเอาดินไฟสูงมาเผาต่ำมันก็จะระเบิด ถ้าเอาดินไฟต่ำมาเผาไฟสูงก็ระเบิดเหมือนกัน แล้วหลายคนมักถามว่า ทำไมงานปั้นถูกต้องออกมาบูดเบี้ยว แต่ความจริงภายใต้ความบูดเบี้ยวนั้นมีความสมดุลอยู่ เพราะเราจะไม่สามารถทำให้บูดเบี้ยวได้เลย ถ้าฐานรากไม่สมดุล ถ้าสมดุลแล้ว เราจะไปผลักหรือบีบตอนหลัง เพื่อให้เกิดความเป็น Wabi Sabi”

หลังจากร่ำเรียนมานานถึง 15 ปี ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่อาจารย์อนุญาตให้นาเดียทำผลงานขาย ที่ผ่านมามีเพื่อนที่คุ้นเคยกันสั่งซื้อเข้ามาอยู่เสมอ บางคนถึงขั้นโทรศัพท์มาถามว่า ช่วยสอนลูกปั้นหน่อย ซึ่งหากมีโอกาสเธอก็อยากสอนเช่นกัน เพราะสำหรับนาเดียแล้ว คุณค่าที่ได้รับจากการปั้นเซรามิกยิ่งกว่าอื่นใด คือ โอกาสในการสำรวจจิตใจและอารมณ์ของตัวเอง ซึ่งจะนำมาสู่ความสุขที่ยั่งยืนต่อไป

ย้อนเส้นทางของ นาเดีย สุทธิกุลพานิช และการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

04
บ้านของหัวใจ

หากนับเวลาที่นาเดียบันทึกเสียงเพลงล่าสุดของตัวเอง ก็คงต้องย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2550 เมื่อเธอไปช่วยรุ่นพี่คนหนึ่งร้องเพลง ของฝากจากทะเล ซึ่งเป็นผลงานเก่าของ ศุ บุญเลี้ยง ลงในอัลบั้มที่ชื่อว่า อาบแดด แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยมีเพลงใหม่อีกเลย ส่วนใหญ่เท่าที่มีก็แค่ไปร่วมแสดงคอนเสิร์ตบ้างประปราย

นาเดียไม่เคยคิดเลยว่า จะมีโอกาสได้กลับมาร้องเพลงอีกครั้ง กระทั่งวันหนึ่งก็มีสายโทรศัพท์จาก อ้อย-นภัทร ปรีชากรกิตติ อดีตพนักงานของ Bakery Music ติดต่อเข้ามา

“ตอนนั้นนั่ง Work from Home อยู่บ้าน แล้วพี่อ้อยซึ่งเป็นพีอาร์ของ Bakery ตั้งแต่ยุคแรก ๆ โทรเข้ามาแล้วถามว่า นาเดียยังร้องเพลงอยู่ไหม เราก็ถามว่า ทำไมเหรอพี่ พี่อ้อยก็ตอบว่า พอดีมีค่ายหนังอยากให้นาเดียไปร้องเพลงซาวนด์แทร็กหนัง เราก็ ‘อะไรนะคะพี่’ แล้วเราก็ถามต่อว่าค่ายอะไร พี่อ้อยก็บอกว่า GDH ค่ายวัยรุ่น เราก็อะไรนะไปประมาณ 3 รอบ แล้วเขาก็บอกว่าเดี๋ยวจะส่งรายละเอียดมาให้ ตอนแรกก็คิดว่า เขาคงถามเราเล่น ๆ ไม่ได้จริงจัง พอสักพักเขาก็ส่งเทรลเลอร์หนังมา ก็เลยโทรกลับไปถามพี่อ้อยว่า เขาซีเรียสจริง ๆ เหรอ พี่อ้อยก็บอกว่า ซีเรียส ผู้กำกับชอบ”

ความจริงแล้ว เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับภาพยนตร์ FAST & FEEL LOVE – เร็วโหด..เหมือนโกรธเธอ เป็นแฟนเพลงของนาเดียมายาวนาน แล้วก็ตั้งใจอยากจะพาเสียงของเธอกลับมาพบกับน้อง ๆ รุ่นใหม่ แต่พอไปวางเพลงประกอบหนังแล้วไม่ค่อยลงตัว ได้เพียงแค่ใช้เพลง ฉันจะโชคดีเหมือนแม่ฉันนี้บ้างไหม? วางเป็นแบ็กกราวนด์เบา ๆ เท่านั้น  กระทั่งฝ่ายโปรโมตบอกว่าอยากให้ทำเพลง ‘Feel ความรัก’ สักเพลงเพื่อใช้โปรโมต เต๋อจึงนึกถึงนาเดียขึ้นมาทันที

หลังทราบความตั้งใจของผู้กำกับภาพยนตร์ นาเดียรู้สึกขอบคุณบวกกับความเชื่อที่ว่า หากมีคนเชื่อมั่นในตัวเรา ก็ไม่ควรปฏิเสธโอกาสนั้น จึงตอบตกลงรับข้อเสนอร้องเพลง บ้านของหัวใจ ซึ่งเป็นเพลงเก่าของวง Superbaker

แต่แน่นอนการกลับมาครั้งนี้ บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนาเดียร้างราวงการมานานแล้ว แต่เธอก็พยายามเต็มที่ และก็นับเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง เนื่องจากโปรดิวเซอร์ที่มาช่วยดูแลการผลิตคือ แทน-ธารณ ลิปตพัลลภ จากวง Lipta ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของน้องชายนั่นเอง

“พอรู้ว่าเป็นแทนก็ดีใจมาก โล่งไป 36 ตลบ เพราะอย่างน้อยเราก็อาจจะ Voice Concerns ได้เยอะขึ้น เช่น ขอลองคีย์นั้นคีย์นี้นะ ซึ่งแทนก็จะบอกว่าคีย์นี้ดีกว่านะ หรือเดี๋ยวเราลอง 2 เวอร์ชันเลย เผื่อพี่จะได้รู้ว่า ตรงไหนสบายใจกว่า ซึ่งความจริงแล้วกระบวนการนี้ก็คงต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโปรดิวเซอร์ที่รู้จักหรือเปล่า แต่ตอนนั้นระยะเวลามันกระชั้นมาก พอเป็นแทนเราก็ไม่ต้องเคอะเขิน พูดได้เต็มที่”

ครั้งนั้นนาเดียต้องกลับไปฝึกเรียนร้องเพลงอีกครั้งกับ ครูแนน-สาธิดา พรหมพิริยะ รื้อฟื้นเทคนิคการหายใจ เปิดเสียง ซึ่งช่วยได้เยอะมาก แถมครูแนนยังแนะนำเทคนิคการช่วยร้อง อย่างเช่น ต้องหาที่ที่สบาย เวลาร้องจะได้รู้สึกสบายใจมากขึ้น ไม่ต้องเค้นอะไรมาก จากนั้นเมื่อเข้าสู่กระบวนการห้องอัด ทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยมี ตุ๊กตา-จมาพร แสงทอง มาช่วยทำหน้าที่ควบคุมการร้อง 

“เป็นการทำงานที่สนุกมาก เพราะเราชอบกระบวนการห้องอัดอยู่แล้ว มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก คือเราได้เห็นกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่มีแค่ดนตรีจนเสร็จสมบูรณ์ ยิ่งครั้งนี้มีแทนอยู่ด้วย แล้วก็ได้เจอตุ๊กเป็นครั้งแรก ตุ๊กก็ช่วยเต็มที่ ตรงนี้พี่ร้องเร็วไปนะ เข้าเร็วไปนิด ช้าลงอีกนิดหนึ่ง คล้าย ๆ การทำงานกับพี่ไก่ สุธี ซึ่งทุกคนน่ารักมาก”

สำหรับนาเดียแล้ว เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นศิลปินเลย แค่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ได้รู้ว่ายังมีคนคิดถึงอยู่ก็ดีใจมากแล้ว เหมือนทุกครั้งที่ได้ยินว่า เพลงของเธอได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของใครหลายคน เช่น บางคนเปิดเพลงคลอระหว่างการเดินทาง หรือใช้เพลงอย่าง คนไม่พิเศษ, Happy Anniversary หรือ Honeymoon ในงานแต่งงานของตัวเอง 

“เราอาจจะไม่มีโอกาสทำบ่อย ๆ แต่เรามีความสุขที่ได้ทำ มันเหมือนเราได้กลับมาติดต่อกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นคนที่เรารู้จักชื่นชอบ แต่อาจจะไม่ได้ใกล้ชิดกันบ่อย ๆ เนื่องจากสายงานหรือกิจกรรมที่ทำไม่ตรงกัน แต่พอได้มาร้องเพลง บ้านของหัวใจ ก็ได้เจอคนกลุ่มนี้อีกครั้ง ก็เหมือนเราได้ดึงเอาความรู้สึกบางอย่างกลับคืนมา เหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว”

และทั้งหมดนี้คือชีวิตและเรื่องราวของนาเดีย หญิงสาวผู้สร้างรอยยิ้มและความสุขด้วยเสียงเพลงและแรงบันดาลใจมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี

ขอบคุณภาพประกอบจากคุณนาเดีย สุทธิกุลพานิช และนิตยสาร Katch

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load