เป็นเวลาร้อยกว่าปีแล้วที่โลกได้รู้จักการเก็บบันทึกภาพความทรงจำและเรื่องราวต่างๆ ผ่านกล้องและเลนส์ก่อนจะถ่ายทอดลงบนแผ่นฟิล์มพลาสติกเคลือบน้ำยา ผมยังจำได้ดีสมัยไปทัศนศึกษา หลังจากที่ถ่ายภาพเสร็จเราต้องนำม้วนฟิล์มไปให้ร้านล้างฟิล์มเพื่อให้เกิดเป็นภาพบนนั้น ก่อนจะอัดออกมาเป็นรูปบนกระดาษให้เราดู ถ้าเกิดว่ามีรูปไหนที่เราถูกใจเป็นพิเศษก็จะหยิบฟิล์มกลับไปที่ร้านเพื่ออัดรูปเพิ่ม และแจกจ่ายให้เพื่อนๆ ที่อยู่ในรูป หรืออัดขนาดใหญ่ขึ้นแล้วนำไปเข้ากรอบติดที่ผนังบ้านอีกที

ฟังดูวุ่นวายและลำบากใช่มั้ยครับ ก็น่าจะเป็นแบบนั้นแหละ ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาเหล่ากล้องดิจิทัลเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ทำให้เรามีกล้องดิจิทัลคุณภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับราคาที่ถูกลงเรื่อยๆ ทำให้ผู้คนต่างหันไปหากล้องดิจิทัลกันเกือบหมด

กล้องฟิล์ม

อาจจะด้วยความคิดถึงขั้นตอนแสนวุ่นวายในอดีตของกล้องฟิล์ม หรือเพราะไม่เคยลองก็เลยอยากจะลองความลำบากของฟิล์มก็ไม่ทราบได้ ทำให้ตอนนี้มีคนจำนวนไม่น้อยเริ่มหันกลับมาใช้กล้องฟิล์มในการบันทึกภาพความทรงจำอีกครั้ง คนที่ไม่มีกล้องฟิล์มก็เริ่มซื้อหามาไว้ใช้ บางคนโชคดีหน่อยถ้าพ่อหรือแม่มีกล้องฟิล์มเก็บไว้อยู่ แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนเราก็มักจะเจอกับอาการไม่ยอมทำงาน หรือทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพของกล้องเหล่านั้น แน่ล่ะ ด้วยอายุอานามของกล้องฟิล์มเหล่านี้ที่ถ้าเทียบกับคนก็คงจะเริ่มเข้าสู่การเป็นคุณน้าคุณลุงแล้ว สิ่งที่จำเป็นสำหรับเหล่าน้าๆ ลุงๆ เหล่านี้ก็คงจะหนีไม่พ้นการซ่อมและบำรุงรักษา ในโลกยุคที่มีแต่กล้องดิจิทัลนั้นเราจะไปหาคนซ่อมกล้องฟิล์มได้จากที่ไหนกัน? และนี่คือสาเหตุที่เรารวมไปถึงอีกหลายๆ คนต้องเดินทางมาแถววังบูรพาเพื่อมาพูดคุยกับ The Master นักซ่อมกล้องฟิล์มคนนี้

ในอดีตที่ผ่านมาย่านวังบูรพานี้นอกจากจะเป็นย่านขายเครื่องเกมและของเล่นแล้ว ยังเป็นย่านซื้อขายกล้องกันแบบจริงจังอีกด้วย (แน่นอนว่าในยุคนั้นก็คือกล้องฟิล์ม) ซึ่งพอมีร้านขายกล้องเยอะ ก็เลยมีร้านรับซ่อมอยู่เยอะมากตามไปด้วย แต่ด้วยความนิยมที่ลดลงและการมาถึงของกล้องดิจิทัล รวมไปถึงปัจจัยอีกหลายๆ อย่างก็ทำให้ร้านขายกล้องและร้านซ่อมกล้องนั้นหายไปจากท้องตลาดกันพอสมควร บางร้านที่ยังคงอยู่ก็ย้ายไปรวมกันที่ห้าง Mega Plaza วังบูรพานี่เอง (เมกาพลาซ่าไม่ใช่เมกาบางนานะคุณ! อย่าไปผิดที่เชียวนะ)

ช่างตุ๋ย - อนุรักษ์ อินทชัย

ช่างตุ๋ย - อนุรักษ์ อินทชัย

ผมเดินขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้นห้า เดินจนเจอร้านค้า 1 คูหาขนาด 3×3 เมตร ที่มีตู้กระจกล้อมอยู่ทุกด้าน ภายในตู้เหล่านั้นมีกล้องฟิล์มมากมายหลายแบบวางกันอยู่จนแน่นไปหมด มีทั้งที่เป็นกล้องแบบ SLR, Twin Lens Reflex, Rangefinder, โพลารอยด์, กล้องพับ ไปจนถึงกล้องใหญ่แบบ Large Format (กล้องแบบที่ช่างภาพจะต้องเอาผ้าดำคลุมหัวก่อนจะถ่ายภาพ) แน่นอนว่ากล้องทั้งหมดในตู้เหล่านี้คือกล้องของลูกค้าที่ฝากมาให้ซ่อม ที่นี่คือร้านซ่อมกล้องที่เปิดมาแล้ว 13 ปี มีกล้องที่ถูกซ่อมผ่านมือไปแล้วไม่ต่ำกว่า 3,500 ตัว ด้านในของร้านนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังนั่งแกะกล้องตรงหน้าเขาอยู่ นั่นคือ ช่างตุ๋ย-อนุรักษ์ อินทชัย ช่างซ่อมและเจ้าของร้าน The Eye Focus Camera ผู้เป็น The Master ของเรานี่เอง

ร้าน The Eye Focus Camera นั้นให้บริการดูแลและซ่อมแซมกล้องฟิล์มหลากหลายรูปแบบ ทั้งกล้องเล็ก กล้องขนาดกลาง ไปจนถึงกล้องใหญ่ และยังรับล้างคราบรา ล้างฝุ่น ไปจนถึงซ่อมแซมเลนส์ที่ใช้กับกล้องต่างๆ อีกด้วย ในระหว่างที่ผมรอให้แกว่างจากงานตรงหน้าก็มีเมสเซนเจอร์วิ่งเอากล้องและเลนส์จากลูกค้ามาส่งให้แกอยู่เป็นระยะๆ บ่งบอกถึงความไว้ใจและเชื่อมั่นในฝีมือของช่างผู้นี้ได้เป็นอย่างดี

กล้องเก่า

ก่อนการสนทนาจะเริ่มต้นผมหยิบกล้องเรนจ์ไฟเดอร์ตัวโปรดที่ไม่ได้หยิบออกมาใช้งานนานร่วมปีซึ่งพบว่าเครื่องวัดแสงด้านในนั้นไม่ทำงานอีกต่อไป ยื่นให้กับช่างตุ๋ยพร้อมบอกอาการให้ช่วยพิจารณา ช่างตุ๋ยรับฟังและพยักหน้าให้เราเริ่มบทสนทนาในระหว่างที่มือของแกก็เริ่มซ่อมแซมกล้องของผมไปด้วย (ถ้าซ่อมไม่หายผมว่าจะเปลี่ยนใจไม่เขียนเรื่องแกลงในคอลัมน์แล้วล่ะ-ฮา)

 

ก่อนจะเป็นช่างซ่อมกล้องฟิล์ม

ผมเข้าใจเอาเองว่าช่างซ่อมกล้องนั้นจะเป็นวิชาชีพเฉพาะ มีการเรียนการสอนกันในโรงเรียนหรือสถาบัน แต่พอถามช่างตุ๋ยถึงที่มาของวิชาชีพก็กลับกลายเป็นว่าไม่มีสถาบันหรือโรงเรียนไหนสอนเรื่องการซ่อมกล้องเลยแม้แต่ที่เดียว แล้วช่างซ่อมกล้องฟิล์มนั้นเอาวิชาความรู้มาจากที่ไหนกัน

“ไม่มีโรงเรียนที่ไหนสอนทั้งนั้นแหละ ช่างทุกคนก็เริ่มจากเป็นลูกน้องในร้านซ่อมกล้องก่อน แล้วค่อยๆ เรียนรู้และเติบโตจนมาเปิดร้านของตัวเอง พวกช่างซ่อมกล้องทุกคนก็หัดกันเอาเองแบบนี้ทั้งนั้นแหละ”

กล้องวินเทจ

ช่างตุ๋ยเล่าให้ฟังต่อว่าตอนวัยรุ่นก็เรียน ปวส. ทางด้านช่างไฟฟ้า พอจบมาก็ไปทำงานที่โรงงานทอผ้าในตำแหน่งช่างซ่อมเครื่องจักรประจำโรงงาน เวลาที่เครื่องจักรเสียช่างไฟฟ้าอย่างช่างตุ๋ยจะถูกเรียกไปประเมินความเสียหายของเครื่องจักรก่อน แต่หลังจากทำงานอยู่ได้หลายปีก็ไม่เห็นความก้าวหน้าทางอาชีพ ประกอบกับเห็นว่ามีญาติเปิดร้านขายกล้องอยู่ที่วังบูรพา ด้วยความชอบงานศิลปะอย่างการถ่ายรูปและวาดรูปมาตั้งแต่เด็กทำให้ช่างตุ๋ยตัดสินใจลาออกจากโรงงาน มาช่วยงานที่ร้านของญาติในตำแหน่งคนขายกล้องเก่าก่อน

“ทีนี้ตามร้านขายกล้องเก่ามันจะมีกล้องที่เสียเล็กเสียน้อยอยู่แล้ว ด้วยความที่ผมเคยซ่อมเครื่องจักรใหญ่ๆ มาแล้วเลยบอกญาติว่าขอลองซ่อมกล้องตัวเล็กๆ พวกนั้นเพื่อขายในร้านดู ก็ปรากฏว่าซ่อมได้ ญาติที่เป็นเจ้าของร้านก็เลยเริ่มให้เราซ่อมกล้องมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ตอนนั้นมา”

จากการทำงานในโรงงาน เคยซ่อมเครื่องจักรใหญ่ๆ พอเปลี่ยนมาเป็นการซ่อมกล้องนั้นมันเหมือนกันเหรอ ผมถามด้วยความสงสัยเพราะสองสิ่งนั้นดูไม่เห็นจะเชื่อมโยงกันตรงไหน

“เครื่องจักรใหญ่ตามโรงงานหรือกล้องวิธีการซ่อมมันก็เหมือนๆกัน”

ช่างตุ๋ยกล่าว

“อย่างกล้องใช้ไม่ได้ตัวหนึ่ง เราก็ลองหยิบมาดูว่าขึ้นชัตเตอร์ได้มั้ย ลองปรับสปีดชัตเตอร์ดูว่าได้มั้ย ถ้าขึ้นอะไรไม่ได้ก็แปลว่ามันติดขัดที่ชุดกลไกตรงนั้นแหละ เริ่มต้นด้วยการถอดเปลือกข้างนอกมันออกมา ค่อยๆ ไล่ไปทีละจุดๆ หาสาเหตุให้เจอว่ามันติด มันไม่ขยับ เพราะอะไร แล้วก็แก้ไขมันซะ ก่อนจะประกอบกลับคืนที่เดิม ก็มีเท่านี้แหละ แต่กล้องจะยากกว่านิดหน่อยตรงที่ชิ้นส่วนทุกอย่างมันเล็กกว่ามากๆ แล้วตอนประกอบกลับก็ต้องจำเอาไว้ให้ดีว่าชิ้นส่วนต่างๆ อยู่ตรงไหนและเรียงกันยังไงบ้าง ผสมกับความเข้าใจในระบบการทำงานของกล้องประเภทต่างๆ ก็ทำให้สามารถประกอบชิ้นส่วนต่างๆ กลับลงไปได้”

กล้องฟิล์ม กล้องฟิล์ม กลไกกล้อง

จุดเริ่มสู่อาชีพช่างซ่อมกล้องอย่างเต็มตัว

ระหว่างที่ช่างตุ๋ยช่วยงานญาติทั้งขายกล้องและซ่อมกล้อง ก็เกิดเหตุพลิกผันให้ได้มาประกอบอาชีพเป็นช่างซ่อมกล้องแบบเต็มตัว ภายใต้การชักนำของลูกค้าซึ่งเป็นช่างภาพมืออาชีพที่ชื่อ ชำนิ ทิพย์มณี

“งานแรกที่ผมได้เริ่มซ่อมกล้องใหญ่ๆ ก็เริ่มมาจากน้าชำ (ชำนิ ทิพย์มณี) นี่แหละที่เอากล้องใหญ่มาให้ผมลองซ่อมดู โดยเริ่มจากกล้อง TLR (Twin Lens Reflex) ยี่ห้อ Rolleiflex ก่อน พอผมซ่อมให้แกเสร็จ แกก็เริ่มเอากล้องที่ถ่ายงานของที่สตูดิโอของแกมาให้เราซ่อมด้วย ตอนนั้นสงสัยว่าแกคงจะหาช่างคนอื่นไม่ได้ล่ะมั้ง (หัวเราะ) แล้วพอผมซ่อมให้แกได้อีก ทีนี้แก็เลยไปเอากล้องใหญ่พวก Large Format มาให้เราซ่อมอีก ทีนี้หลังจากซ่อมได้ แกก็ไปบอกประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนรู้ว่าไอ้นี่ซ่อมได้ เลยเริ่มมีคนอื่นๆ มาให้ซ่อม กลายมาเป็นช่างซ่อมกล้องจริงจังก็ตอนนั้นแหละ”

แล้วการที่ช่างตุ๋ยต้องซ่อมกล้องมากมายหลากหลายยี่ห้อ หลากหลายประเภท หลากหลายรูปแบบ ทั้ง SLR (Single Lens Reflex), TLR (Twin Lens Reflex), Viewfinder, Rangefinder ไปจนถึงกล้อง Medium Format และ Large Format รวมถึงอื่นๆ อีกมากมาย ช่างซ่อมกล้องจะสามารถซ่อมกล้องที่หลากหลายทั้งหมดนี้ได้ยังไง ผมถามต่อด้วยความสงสัย

กล้องโบราณ เลนส์

“อาชีพนี้เป็นอาชีพที่แปลกนะ เพราะการจะซ่อมอะไรสักอย่างหนึ่งให้เชี่ยวชาญได้นั้น มันจะต้องได้ทำบ่อยๆ แต่ถ้าไม่เคยทำเลยแล้วมีคนเอามาให้ซ่อมจะซ่อมได้ยังไง ใช่มั้ย นี่แหละคือสาเหตุที่มันไม่มีการเรียนการสอนวิชาชีพนี้ หรือแม้แต่ถ้าเราทำงานเป็นช่างของบริษัทหนึ่ง แม้เราจะได้รับการเทรนเพื่อซ่อมกล้องของบริษัทนี้มา ก็จะไม่สามารถซ่อมกล้องของบริษัทอื่นได้เลยเช่นกัน แม้แต่ผมเองก็มีกล้องบางยี่ห้อที่ไม่ค่อยได้เจอ เวลาที่เจอคนเอามาให้ซ่อมก็อาจจะซ่อมไม่ได้หรือใช้เวลานานมากกว่าจะเสร็จ ดังนั้น เวลาที่ลูกค้าเดินถือกล้องที่เราไม่เคยซ่อมมาถาม เราก็ต้องตอบว่าได้ไว้ก่อน (หัวเราะ) คือไม่ได้โกหกนะ แต่มันคือความมั่นใจว่าเราซ่อมได้จริงๆ” ช่างตุ๋ยอธิบายถึงธรรมชาติของอาชีพนี้

“แล้วถึงรายละเอียดของกล้องแต่ละประเภทมันจะแตกต่างกันทั้งหมด แต่หลักการทำงานของกล้องมันก็เหมือนๆ กันหมดทุกอย่าง อย่างเช่นชัตเตอร์ของกล้องส่วนมากก็เป็นโลหะ บางตัวก็เป็นผ้า บางตัวก็เป็นชัตเตอร์ที่ซ่อนอยู่ในกระบอกเลนส์ ฟังดูเหมือนจะแตกต่างกัน แต่เอาเข้าจริงระบบการทำงานมันก็คล้ายๆ กันทั้งหมด เหมือนเราเรียนรู้ด้วยตัวเอง ด้วยการลองทำ แล้วพอเราซ่อมกล้องประเภทนี้ได้แล้วปุ๊บ เราก็จะเริ่มเข้าใจกล้องประเภทนี้ตัวอื่นๆ และซ่อมมันเป็นแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องอ่านคู่มือหรือหนังสือแนะนำการซ่อมเลย”

ผมมองดูกล้องที่วางอยู่รอบๆ ร้านซึ่งกำลังรอเจ้าของมารับคืนกลับไป ความหลากหลายของกล้องทั้งหมดนั้นทำให้ผมเชื่อในความสามารถของแกอย่างหมดใจ แต่ถ้าความหลากหลายของกล้องไม่ใช่เรื่องยาก แล้วความยากของช่างซ่อมกล้องนั้นคืออะไรกัน

สำหรับกล้องก็ไม่ได้มีอะไรยาก อย่างที่บอกว่าแกะมาซ่อมแล้วประกอบกลับให้เหมือนเดิม มันมีแค่นั้น แต่สิ่งที่ยากจริงๆ คือการซ่อมเลนส์ เวลาที่ลูกค้าเจอเลนส์เป็นราหรือฝ้าเขาก็ต้องการให้เลนส์กลับมาใสแบบเดิม เลยส่งมาหาเรา เราก็ต้องทำให้มันเนี้ยบที่สุด เลนส์เป็นเรื่องที่ละเอียดมากๆ เลนส์หนึ่งตัวเวลาแกะออกมาแล้วเราอาจจะเจอชิ้นแก้วที่อยู่ด้านในตัวมันมากกว่า 10 ชิ้น แล้วชิ้นแก้วแต่ละชิ้นมันเป็นรอยและเกิดตำหนิง่ายมาก เวลาแกะหรือถอดมาแต่ละชั้นก็ต้องระวังแบบสุดๆ สำหรับผมนี่ถือว่ายากกว่ากล้อง”

เลนส์ กล้องฟิล์ม

 

กล้องที่ซ่อมยากและง่ายที่สุด

สำหรับช่างซ่อมกล้องที่มีประสบการณ์ซ่อมกล้องมาหลากหลายประเภท มีกล้องผ่านมือมาหลายพันตัว ผมก็เลยถามช่างตุ๋ยไปว่าจากที่เคยทำมาทั้งหมดมีกล้องประเภทไหนที่ซ่อมยากมากๆ หรือซ่อมง่ายมากๆ บ้างไหม

“กล้องที่เป็นระบบไฟฟ้าน่ะซ่อมยาก” ช่างตุ๋ยนิ่งคิดอยู่พักหนึ่งก่อนตอบออกมา “พวกกล้องกลไกทั้งหมดเนี่ยซ่อมง่ายเพราะมันไม่มีอะไรซับซ้อน ทุกส่วนที่มีการเคลื่อนที่มันก็จะมีเฟืองมารับช่วงต่อกันเป็นทอดๆ ไป ถ้ากล้องไม่ทำงานเราก็แค่ไล่เช็กดูเฟืองไปทีละตัวๆ ว่าตัวไหนมีสนิม ฟันเฟืองไม่ขบกัน หรืออยู่ผิดตำแหน่ง แต่พวกกล้องไฟฟ้าบางครั้งมันมีระบบไฟฟ้ามาควบคุมชุดกลไกอีกที ทำให้เวลาเช็กก็ต้องเช็กทั้งชุดกลไกและแผงวงจร”

แล้วกล้องยี่ห้อไหนหรือรุ่นไหนที่ซ่อมง่ายๆ บ้าง ผมถามต่อ

“พวกซ่อมง่ายสำหรับผมก็คือ Nikon รุ่น FM2 กับ Leica M ทุกรุ่น เพราะคนออกแบบเขาออกแบบมาดี ถอดตัวบอดี้ง่าย แล้วให้ส่วนที่ต้องมีการซ่อมแซมนั้นอยู่ในส่วนที่แกะออกมาได้ง่ายกว่า ไม่เหมือนกล้องบางอันที่บางส่วนบางชิ้นซ่อนอยู่ด้านในทำให้ต้องแกะทุกชิ้นออกมาซ่อม แบบนั้นยาก ไปจนถึงกล้องทั้งสองตัวนี้สามารถประกอบกลับเข้าไปเหมือนเดิมได้ง่าย”

ผมชักสนุกเลยถามต่อไปว่าพอจะมีรุ่นหรือโมเดลไหนที่จัดว่าเป็นฝันร้ายของช่างซ่อมกล้องบ้างไหม

ช่างตุ๋ยนิ่งคิดไปพักใหญ่ก่อนจะเล่าให้ฟังว่า กล้องรัสเซียยี่ห้อ Kiev (ที่เป็นกล้องมีเดียมฟอร์แมตรูปทรงคล้าย Hasselblad) คือกล้องที่ซ่อมยากที่สุด เพราะแค่การแกะกล้องออกมาดูด้านในก็ทำได้ยากและลำบากมาก รองลงมาที่เคยทำก็คือ Pentax67 เพราะมีระบบไฟฟ้าและกลไกที่ผสมกันอยู่เยอะ รวมไปจนถึงกล้อง SLR ของ Leica ที่เวลาซ่อมก็ถือว่ายากแต่ยังไม่เท่ากับตอนที่ต้องประกอบกลับ เพราะต้องทำให้เฟืองทุกตัวอยู่ในตำแหน่งเดิมไม่งั้นก็จะไม่สามารถใช้งานได้แบบเดิม

กล้องเก่า กล้องฟิล์ม

 

ชิ้นส่วนที่หายไป

ผมเกิดความสงสัยขึ้นมาว่าด้วยความที่กล้องแต่ละตัวก็มีอายุอานามที่มากแล้ว ถ้าเกิดว่ามีชิ้นส่วนที่เสียหายขึ้นมาแบบที่ไม่สามารถซ่อมได้ต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนอย่างเดียว แล้วเราจะไปหาชิ้นส่วนสำหรับซ่อมแซมจากที่ไหนกัน

ช่างตุ๋ยอธิบายให้ฟังว่าบริษัทผลิตกล้องในยุคนั้นหลายๆ บริษัทไม่ได้ปรับตัวอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ กล้องหลายๆ ตัวนั้นจึงไม่สามารถหาชิ้นส่วนจากบริษัทมาเปลี่ยนให้ได้ การหาอะไหล่เพื่อใช้ซ่อมกล้องนั้นจึงต้องใช้วิธีหาซื้อกล้องรุ่นเดียวกันที่เสียแล้ว เพื่อเอาไว้ใช้ดึงเอาอะไหล่ข้างในออกมาเปลี่ยน แล้วบางครั้งก็ไม่สามารถหากล้องเสียๆ มาใช้เป็นอะไหล่ได้ จึงจำเป็นต้องมีการสั่งอะไหล่จากต่างประเทศมาเพื่อใช้ซ่อมด้วย นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การซ่อมกล้องเก่านั้นใช้เวลานานและมีราคาที่สูง

 

วิธีป้องกันกล้องเสียที่ดีที่สุดคือหยิบออกมาใช้บ้าง

ลูกค้ามากกว่าครึ่งที่เอากล้องมาซ่อมมักจะเกิดจากสาเหตุที่ไม่ได้หยิบกล้องมาใช้งานนานๆ อาการยอดฮิตของกล้องก็คือ กลไกติดขัด ขึ้นชัตเตอร์ไม่ได้ เลื่อนฟิล์มไม่ได้ ส่วนอาการยอดฮิตของเลนส์ก็คือ กระบอกเลนส์ติด ขยับไม่ได้หรือฝืด เลนส์ขึ้นราขึ้นฝ้า ซึ่งพอช่างตุ๋ยได้แกะออกมาดูแล้วก็พบว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหามากที่สุดก็คือเฟืองหรือชิ้นส่วนโลหะด้านในกล้องขึ้นสนิมจากอากาศที่ร้อนและชื้นของบ้านเรา ซึ่งสิ่งที่ช่างตุ๋ยได้อยากฝากให้กับทุกคนที่เจอปัญหาเรื่องกล้องก็คือ

“ถ้าเจ้าของกล้องไม่ไปฝืนดันฝืนเลื่อนให้มันขยับจะซ่อมง่ายกว่า เพราะมันไม่มีอะไรเสียหาย แค่เฟืองมันติด แต่ถ้าเจ้าของกล้องพยายามใช้แรงดันหรือเลื่อนให้มันขยับมันอาจจะทำให้เฟืองด้านในรูดได้ ถ้าแย่กว่านั้นก็มีชิ้นส่วนที่หัก แล้วก็อาจจะตามมาด้วยการซ่อมแบบเปลี่ยนอะไหล่เยอะ หรือบางทีก็อาจจะหาอะไหล่มาซ่อมไม่ได้เลย  ส่วนวิธีป้องกันไม่ให้กล้องเสียที่ดีที่สุดก็คือ หยิบมาใช้บ่อยๆ” ช่างตุ๋ยอธิบายก่อนจะบอกถึงเทคนิคในการป้องกันกล้องเสีย

“กล้องที่ใช้บ่อยๆ ใช้เป็นประจำมักจะไม่ค่อยเป็นอะไร กล้องที่ไม่ค่อยได้ใช้มักจะเสีย แม้จะซ่อมไปแล้วแต่ถ้าวางทิ้งไว้ปีนึงมันก็จะเสียอีก อย่างแย่ๆ เดือนสองเดือนก็ต้องหยิบออกมายิงเล่นๆ แบบไม่ใส่ฟิล์มบ้างก็ยังดี เพื่อให้กลไกด้านในมันได้ขยับหมุนเปลี่ยนตำแหน่งบ้าง อากาศร้อนชื้นแบบบ้านเราถ้าวางไว้เฉยๆ ก็มีโอกาสที่กลไกจะติดสูง สนิมจะขึ้นตรงไหนก็ได้ หรือเลนส์ก็มีโอกาสขึ้นราได้ถ้าวางทิ้งไว้เฉยๆ”

กล้องฟิล์ม

 

ความสุขในการเป็นช่างซ่อมกล้อง

ช่างตุ๋ยเริ่มประกอบกล้องของผมกลับเข้าด้วยกันอีกครั้งหนึ่งเป็นสัญญาณว่าการซ่อมแซมใกล้จะเสร็จแล้ว ผมเห็นแววตาที่คล้ายเด็กอยู่ในนั้น เลยถามถึงความสุขของการเป็นช่างซ่อมกล้อง

“เราเป็นช่างน่ะนะ เราก็ชอบแก้ปัญหา การซ่อมกล้องก็เหมือนการต่อจิ๊กซอว์ เราต้องค่อยๆ คิดว่าส่วนไหนที่เสีย พอคิดได้ก็ไปตรวจสอบที่จุดนั้น ถ้าไม่เจอก็ไปหาที่จุดอื่น ค่อยๆ ไล่ไปทีละจุดๆ จนเจอจุดที่มันติดก็แก้ไข พอแก้แล้วมันหายก็รู้สึกเหมือนต่อจิ๊กซอว์สำเร็จน่ะ แล้วการทำของที่เสียให้มันกลับมาใช้ได้อีกครั้งมันไม่ได้เป็นความสุขของผมแต่เพียงคนเดียวนะ” ช่างตุ๋ยไม่พูดเปล่าๆ แต่หยิบกล้องของผมที่แกซ่อมไปด้วยตลอดบทสนทนาคืนกลับมาให้ ผมหยิบขึ้นมาลองใช้งานดู และพบว่าเครื่องวัดแสงในกล้องของผมกลับมาทำงานอีกครั้งหนึ่งพร้อมๆ กับรอยยิ้มบนหน้าผมและบนหน้าของช่างตุ๋ยเช่นกัน

ช่างตุ๋ย - อนุรักษ์ อินทชัย ช่างตุ๋ย - อนุรักษ์ อินทชัย
Facebook |  The eye focus Camera cafe

คำแนะนำของช่างซ่อมกล้องเพื่อการใช้กล้องฟิล์มได้อย่างยาวนาน

เวลาที่เจอกล้องติดขัด ขึ้นชัตเตอร์ไม่ได้หรือเลื่อนฟิล์มไม่ได้ ช่างตุ๋ยแนะนำให้อย่าพยายามฝืนหรือใช้แรงผลัก กด เพื่อให้มันใช้ได้ เพราะมีโอกาสที่จะทำให้กล้องพังมากขึ้นกว่าเดิมไปอีก ทางที่ดีอย่าไปแตะต้องอะไรเพิ่มหรือพยายามแก้ไขอะไรด้วยตัวเองแล้วรีบพามาหาช่างจะดีที่สุด

หรือผู้ที่อยากซื้อกล้องฟิล์มมือสองนั้น ถึงแม้ว่าเราจะได้เลือกซื้อกล้องที่ทำงานได้มาแล้วก็ตาม หลังการซื้อมาแล้วก็ยังไม่ควรนำออกไปใช้งาน แต่ควรเอามาให้ช่างได้ตรวจและซ่อมให้สมบูรณ์ก่อนค่อยเอาไปใช้งาน เพียงเท่านี้กล้องที่ซื้อก็จะสามารถใช้งานได้อีกยาวนาน

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

กระดาษแผ่นใหญ่กางพืดอยู่บนโต๊ะไม้กะทัดรัด แท่งไม้ปลายแหลมนับสิบเรียงรันกันเป็นระเบียบในกระเป๋าซึ่งออกแบบมาเพื่อเก็บพวกมันโดยเฉพาะ เคียงคู่คัตเตอร์ที่วางไว้ใกล้มือให้หยิบใช้ได้ทันใจ

หญิงสาวในอาภรณ์มิดชิดทาบสันมืออันเป็นอวัยวะเพียงไม่กี่ส่วนที่อยู่นอกร่มผ้า เพื่อให้ได้ท่าทางถนัดถนี่ พลันกดปลายไม้เปื้อนหมึกลงกลางกระดาษตรงหน้า มิช้าแผ่นวัตถุบางที่ว่างเปล่าก็ถูกร่างร่ายด้วยน้ำหมึกเป็นอักษรอันวิจิตรบรรจง และจากอักษรไม่กี่ตัวก็รวมกันเป็นรูปร่างได้อย่างน่าอัศจรรย์

นูรฮายาตี วาโด มือเขียนอักษรวิจิตรอาหรับจากปัตตานี ดีกรีท็อป 10 ของโลก

นูร-นูรฮายาตี วาโด เงยใบหน้าใต้กรอบผ้าคลุมผมขึ้นสบตาผู้มาเยือน ก่อนอวดผลงานอักษรวิจิตรอาหรับ หรือ ‘ค็อต (Khat)’ ที่เพิ่งเขียนเสร็จด้วยฝีมือระดับ 1 ใน 10 ผู้เข้าแข่งขันเขียนค็อตระดับโลกซึ่งจัดขึ้นเพียง 3 ปีครั้ง เป็นผู้หญิงน้อยคน และเป็นคนไทยคนเดียวที่ได้ยืนเด่นบนเวทีดังกล่าว

ระหว่างรอให้นูรฮายาตีพักมือจากค็อตที่เขียนให้เราอย่างสุดความสามารถ เราจึงชวนเธอมานั่งคุยสบาย ๆ เพื่อขีดเขียนเรื่องราวของเธอผู้ร่างเส้นทางชีวิตตนเองด้วยค็อต

ขีด 1
ลอกเลียนที่ยะหริ่ง

พูดถึงอักษรอาหรับ ภาพแรกที่ทุกคนนึกถึงคงเป็นตัวอักษรยึกยือ มีหัวกลม มีจุด ลากยาวติดต่อกันจากขวามาซ้าย ละม้ายแม้นงูที่ลากเลื้อยไปมา

ด้วยเส้นสายลายลวดอันพลิ้วไหวดังรูปวาด ผนวกกับคำสอนในศาสนาอิสลามที่ไม่ส่งเสริมให้ผู้นับถือวาดภาพคน สัตว์ จนถึงสิ่งมีชีวิตใด ๆ ในงานศิลป์ ชาวมุสลิมตั้งแต่อดีตกาลนานเนาจึงนำอักษรอาหรับมาผูกเป็นลวดลายที่สวยงาม ก่อเกิดเป็น ‘ค็อต’ ซึ่งแพร่หลายไปทั่วโลกอิสลาม ไม่ว่าในคาบสมุทรอาระเบีย แอฟริกาเหนือ ตุรกี อินเดีย หรือแม้แต่คาบสมุทรมลายูซึ่งเป็นที่ตั้งของจังหวัดปัตตานี

นูรฮายาตี วาโด มือเขียนอักษรวิจิตรอาหรับจากปัตตานี ดีกรีท็อป 10 ของโลก

งานค็อตนั้นพบได้ในทุก ๆ สถานที่ของชาวมุสลิม ตามมัสยิด สุสาน โรงเรียนสอนศาสนา จนกระทั่งตามบ้านคน บนข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ถือเป็นทัศนศิลป์ชั้นสูง เพราะมักเขียนเป็นพระนามหรือวจนะของพระผู้เป็นเจ้า ชื่อศาสดา บันทึกความรู้หรือข้อความอันเป็นประโยชน์ทั้งหลาย

ทั้งหมดนี้ล้วนผ่านตานูรฮายาตีมาตั้งแต่เพิ่งเริ่มรู้ความ

“นูรมาจากบ้านพังกับ ตำบลราตาปันยัง อำเภอยะหริ่ง” เธอแนะนำตัวเป็นไทยปนสำเนียงมลายู 

“ในครอบครัวก็ไม่มีใครเขียนค็อตนะ แต่ว่าคุณปู่มีเขียนบนกระจกค่ะ ชอบอยู่แล้ว ชอบด้านนี้ ตัวหนังสือสวย ก็ลองเขียนตามดู ตอนเด็ก ๆ ก็ได้แค่เลียนแบบน่ะค่ะ”

ขีด 2
เรียนจริงที่ไคโร

หลายปีล่วงผ่าน เมื่อนูรฮายาตีเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนรัศมีสถาปนา อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี เด็กสาวชาวบ้านพังกับนำวุฒิ ม.6 ขึ้นกรุงเทพฯ ไปสอบชิงทุนของมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร มหาวิทยาลัยเก่าแก่ในกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เปิดสอนการศึกษาอิสลามมานานกว่า 1,000 ปี

ผลปรากฏว่าเธอสอบได้ สาวยะหริ่งจึงต้องห่างบ้านเกิดเมืองนอนไปใช้ชีวิตอยู่ที่อียิปต์นานหลายปี ในฐานะนักเรียนทุนอัลอัซฮัรที่ทรงเกียรติ

นูรฮายาตีเลือกเข้ารับการศึกษาที่คณะอักษรศาสตร์ แม้ว่าหลักสูตรของคณะที่เธอเรียนจะไม่บังคับให้เรียนด้านอักษรวิจิตร แต่ความชอบที่บ่มเพาะมาแต่วัยเยาว์ กลับผลักดันให้เธอไปพบกับจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ ที่กำหนดความเป็นไปของชีวิตเธอนับแต่นั้น

นูรฮายาตี วาโด มือเขียนอักษรวิจิตรอาหรับจากปัตตานี ดีกรีท็อป 10 ของโลก

“ที่อัลอัซฮัรมีเปิดสอนพิเศษวิชาค็อต เรียนช่วงบ่ายจนถึงประมาณ 2 ทุ่ม เรียน 3 วันต่อสัปดาห์ เราก็ไปเรียน ก็ยิ่งดีเลย เพราะได้รู้ว่ากฎเกณฑ์ในการเขียนค็อตเป็นยังไง

“วิธีการเขียนค็อตมี 2 ประเภท คือแบบดั้งเดิมกับแบบประยุกต์ ถ้าแบบดั้งเดิมก็คือเขียนตามกฎเกณฑ์เป๊ะ ๆ เลย แต่ถ้าแบบประยุกต์ก็ออกนอกกฎเกณฑ์ได้ เขียนตามที่เราสื่อถึงรูปร่างต่าง ๆ ได้หมด”

ซึ่งในการเรียนเขียนค็อตแบบมืออาชีพ นักเรียนทุกคนต้องเริ่มจากค็อตชนิดพื้นฐานก่อนเสมอ

“ค็อตมีเป็นร้อย ๆ แบบค่ะ แต่ว่าคนนิยมใช้นิยมเขียนกันมีแค่ 7 แบบเท่านั้น” นูรฮายาตีเผยความน่าทึ่งของศิลปะการเขียนในโลกอิสลาม พลางแจกแจงให้รู้จักค็อตทีละแบบ

“7 แบบก็มี 1) ริกอะห์ (Riq’ah) 2) ดีวานี (Diwani) 3) ดีวานีญะลีย์ (Diwani Jali) 4) ตะอ์ลีค (Ta’liq) 5) นาซัค (Naskh) 6) กูฟีย์ (Kufic) แล้วก็ ษุลุษ (Thuluth)” ชื่ออาหรับพรั่งพรูมาทีละชื่อ ขณะที่เจ้าของผลงานควานหาตัวอย่างให้เรายลความแตกต่างของอักษรวิจิตรแต่ละชนิด ซึ่งเกิดขึ้นต่างสถานที่ ต่างยุคสมัย ต่างความนิยมใช้กัน

“อย่างค็อตดีวานีจะนิยมแถบประเทศตุรกี ส่วนตะอ์ลีคก็นิยมในอิหร่าน เลยมีอีกชื่อว่าค็อต ‘ฟารีซี’ ที่แปลว่า เปอร์เซีย (อิหร่าน)”

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

“ตอนเรียนก็จะเริ่มจากจุดแรก คือจุด ‘นุกเตาะห์’ เป็นตัวสี่เหลี่ยม พอผ่านอันนี้ก็ทีละตัว ทีละตัว จนจบขั้นแรก แล้วก็เข้าขั้นที่สอง จบขั้นที่สองก็เข้าขั้นที่สาม อะไรประมาณนี้ค่ะ”

เมื่อจบค็อตริกอะห์ที่เรียนเป็นลำดับแรกแล้ว จึงจะเริ่มหัดเขียนค็อตดีวานีซึ่งยากขึ้น ต่อด้วยค็อตดีวานีญะลีย์ ตะอ์ลีค ไปตามความยาก

นูรฮายาตีฝึกปรือจนเชี่ยวชาญทีละค็อต ไล่มาจากริกอะห์ ดีวานี ดีวานีญะลีย์ ตะอ์ลีค เพิ่งจะได้เริ่มเรียนเขียนนาซัคที่เป็นบทเรียนที่ 5 ไม่นาน ก็มีเหตุให้เธอต้องกลับไทย

ขีด 3
ประกวดที่ตุรกี

“ทีแรกนูรเรียนกับอาจารย์ชื่อ อาจารย์ฮะซะนี เป็นคนอาหรับ แต่เกิดการประท้วงที่อียิปต์ นุุรก็เลยกลับมา พอกลับไปอีกครั้งหนึ่ง อาจารย์เขาไม่สอนแล้ว เลยย้ายไปเรียนกับ อาจารย์อะฮ์มัด อัลฮัซนี

จะเป็นเพราะฝีไม้ลายมือที่พัฒนาจนเข้าขั้น หรือด้วยแววตาที่แหลมคมของอาจารย์คนใหม่ก็ตามแต่ ในวันนั้นเพชรเม็ดงามจากเมืองไทยที่ชื่อนูรฮายาตีได้เปล่งประกายแวววาม จนอาจารย์อัลฮัซนีแลเห็นอนาคตที่รุ่งเรืองในตัวเธอ

“เขาบอกว่าเด็กคนนี้จะไปได้ไกล ก็มาบอกว่า เธอ ๆ ต้องย้ายมาเรียนกับเรานะ เราจะต่อยอดแล้วก็ทำให้เธอส่งประกวดได้เลยนะ”

นั่นคือความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตนักศึกษาสาวชาวจังหวัดปัตตานี เพราะอาจารย์ผู้นี้เคี่ยวเข็ญให้เธอมุ่งไปสายประกวดเต็มพิกัด หากวันใดไม่ว่างมาเรียนพิเศษกับอาจารย์ เขาก็จะบังคับให้เธอเขียนค็อตสำหรับส่งประกวด นูรฮายาตีมักใช้เวลาค่ำคืนที่หอพักนักศึกษานานาชาติประดิษฐ์ค็อต พอเสร็จก็นำไปส่งตรวจ หากมีข้อผิดพลาดก็ต้องกลับมาแก้ใหม่ แก้แล้วแก้เล่าอยู่เป็นแรมเดือน

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

“อันที่แข่งไม่ได้ทำแค่ 2 วัน หรือ 2 เดือนนะ ต่อ 1 ชิ้นใช้เวลา 7 เดือนได้ค่ะ”

มิเท่านั้น โจทย์ในการส่งประกวดยังเต็มไปด้วยข้อกฎเกณฑ์หยุมหยิมอีกเป็นพะเรอเกวียน

“เขาให้โจทย์มาเป็นตัวหนังสือธรรมดา เป็นฟอนต์ธรรมดา ระบุว่าต้องเป็นค็อตชนิดนี้ ไม้ที่เขียนก็ระบุไว้ด้วยว่าต้องเขียนด้วยไม้กี่มิลลิเมตร หมึกต้องสีดำ ขนาดของกระดาษด้วย”

ในการประกวดครั้งแรกในชีวิต นูรฮายาตีส่งผลงานเข้าประกวดในรายการประกวดค็อตที่สมาคมนักเรียนไทยในกรุงไคโร ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเธอได้รับรางวัลรองชนะเลิศมาเชยชม แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าเหรียญเงินคือความมั่นใจที่ส่งเธอก้าวขึ้นไปแข่งขันในระดับโลก

รายการที่สองจัดโดย Research Centre for Islamic History, Art and Culture (IRCICA) ของประเทศตุรกี เป็นการประกวดเวทีใหญ่ของโลกที่มีผู้เข้าแข่งขันมาจากทั่วสารทิศ ไม่ว่าจะเป็นตุรกี ลิเบีย อิหร่าน จอร์แดน อินโดนีเซีย ซีเรีย และอีกหลายชาติมุสลิมเท่าที่พวกเราจะนึกชื่อออก

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

ในรายการนี้ สมุดคำสั่งระบุชัดเจนว่าต้องใช้หมึกสีดำ ชนิดกระดาษต้องใช้กระดาษมุกอฮัร (Muqahar Paper) ที่ทำจากแป้งมันผสมไข่ขาว ขนาด 40 x 60 เท่านั้น หากโดนใบมีดฉีกขาดหรือบิ่นเพียงนิดเดียวก็ถูกคัดออกจากการแข่งขันทันที

“สมมติว่าเราทำกระดาษไม่เท่าขนาดที่เขาวางไว้หรือสีผิดก็ถูกตัดออกได้ แล้วก็ปลายของไม้ ถ้าเขาก็ระบุว่า 2 มิลลิเมตร ถ้าเราเขียนด้วยไม้ 3 มิลลิเมตรก็ผิด เขาตัดออกจากการแข่งขันได้เลย โดยที่ไม่ได้ดูว่าเราเขียนถูกเขียนสวยนะ”

ขีด 4
โชว์ผลงานที่ดูไบ

นูรฮายาตีอุทิศกายใจในชั้นปีสุดท้ายที่อียิปต์เพื่อส่งประกวดค็อตระดับโลก และแล้วความตั้งใจสุดชีวิตของเธอก็สร้างสรรค์ผลงานออกมาจนแล้วเสร็จ เป็นค็อตดีวานีกับค็อตตะอ์ลีคอย่างละชิ้นงาน

“พอทำเสร็จแล้ว ก็คิดว่าโอเค เราภูมิใจในสิ่งที่เราทำ คิดว่าเราทำออกมาได้ดีที่สุดแล้ว ผลจะออกมาแบบไหนนั้น เราก็ไม่ทราบเหมือนกัน เพราะว่าเป็นครั้งแรกของการเข้าประกวด ไม่รู้ว่าระดับโลกเขาตรวจยังไง เขาคิดอะไรบ้าง ก็ไม่รู้ เราทำออกมาให้รูปร่าง ความหมาย ให้ดีที่สุดเท่านั้น”

แล้วสิ่งเหนือความคาดหมายก็มาเยือน เมื่อเธอกลับไทยในเดือนเมษายนปีเดียวกันนั้น ทางตุรกีได้ประกาศผลว่าผลงานชิ้นหนึ่งของเธอติดอันดับแน่นอน ส่วนอีกชิ้นผ่านเข้ารอบ แต่ไม่การันตีอันดับ

นูรฮายาตี วาโด มือเขียนอักษรวิจิตรอาหรับจากปัตตานี ดีกรีท็อป 10 ของโลก

“อัลฮัมดุลิลลาฮ์” บัณฑิตสาวเปล่งคำขอบคุณพระเจ้าออกมา “ไม่คิดเลยว่าจะติด”

ผลที่ออกมาคือค็อตดีวานีของเธอได้รับอันดับ 6 จากผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด ขณะที่ค็อตตะอ์ลีคนั้นได้รับเพียงอันดับ 19 ถูกคัดออกในภายหลัง หากนั่นก็นับว่าเกินฝันแล้ว สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งลงแข่งระดับโลก

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้หญิงสักคนจะได้รับรางวัลจากเวทีใหญ่ระดับนี้ และเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าที่ผู้เข้าแข่งขันจากประเทศที่มีประชากรมุสลิมเพียงร้อยละ 5 เช่นไทยจะผงาดขึ้นไปรั้งอันดับเลขตัวเดียว

ความสำเร็จนั้นส่งผลให้นูรฮายาตีกลายเป็นคนคุ้นเคยของเวทีประกวดค็อต เธอหมั่นส่งผลงานไปยังรายการแข่งขันอื่น ๆ เรื่อยมา โดยเพิ่งได้รับรางวัลชนะเลิศที่สิงคโปร์เมื่อไม่นานมานี้

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของยอดฝีมือด้านค็อตรายนี้ คือการที่เธอได้รับเชิญให้นำผลงานไปแสดงในมหกรรมค็อตโลกที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อ พ.ศ. 2559

“อันนี้ไม่ใช่ประกวด เป็นมหกรรมไปโชว์ผลงาน เขาให้ตั๋วมา เราก็นำผลงานไป 8 ชิ้นค่ะ” นูรฮายาตีเล่าพร้อมกับหยิบรูปถ่ายให้เราดู “แรก ๆ ก็ไม่มั่นใจ ไปคนเดียว เขาเชิญเราไปคนเดียว ก็รู้สึกโดดเดี่ยว ไม่มีเพื่อนร่วมทาง ก็เชื่อใจตัวเองว่าเราต้องทำได้ เราต้องไม่กลัว”

ขีด 5
สอนนักเรียนที่ปักษ์ใต้

แม้ว่าวันนี้นูรฮายาตีจะกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิดในอำเภอยะหริ่งเหมือนก่อน แต่ชีวิตเธอเปลี่ยนไปจากสมัยวัยรุ่นที่เพิ่งเข้ากรุงไปสอบชิงทุนโดยสิ้นเชิง เมื่อเธอกลับมาบ้านพร้อมศาสตร์และศิลป์ในการเขียนลายอักษรวิจิตรอาหรับที่ได้ฝึกฝนมานานหลายปี พ่วงด้วยรางวัลในการประกวดระดับโลก

ปัจจุบันนูรฮายาตีเป็นทั้งครูและวิทยากรรับเชิญตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เป็นต้นว่า มหาวิทยาลัยสุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ลงไปถึงตามโรงเรียนมัธยม ตาดีกา (ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด) รวมถึงเปิดสอนพิเศษที่บ้านทุกวันศุกร์ เพื่อมอบวิชาการเขียนค็อตแก่เยาวชนรุ่นหลัง

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

วิธีการเขียนค็อตของเธอจะเป็นแบบโบราณ คือเขียนด้วยไม้ ไม่ใช่ปากกาหรือพู่กัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านค็อตแห่งอำเภอยะหริ่งกล่าวว่าจะเขียนให้ดีได้ ต้องเลือกเฟ้นให้ดีตั้งแต่ไม้ที่ใช้แล้ว

“ไม้ที่ใช้เขียน เรียกว่าไม้โชน ถ้าภาษาอาหรับเขาเรียกว่า ‘ฮันดาม (Handam Pen)’ เป็นไม้เนื้อดีในไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ส่งไปขายให้อาหรับได้ด้วยค่ะ

“ตอนเลือกไม้ก็ต้องเหลาไม้ ถ้าปลายของไม้หนาก็จะเขียนไม่สวย พวกเด็กไม่เคยเรียน เขาก็จะกดแรง ๆ บางทีก็จะติด เขียนไม่ได้ ต้องเบามือก่อน ค่อย ๆ ไป ปลายของมันก็ต้องให้เรียบบนกระดาษ สมมติว่าเรายกไม่เท่ากัน ก็เขียนไม่ติด จะติดด้านหนึ่ง แล้วก็ไม่ติดด้านหนึ่ง มันก็จะไม่สวย”

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

หมึกที่ใช้ก็ต้องเป็นหมึกเฉพาะซึ่งมีคุณสมบัติแห้งเร็ว แห้งง่าย ส่วนกระดาษก็ต้องใช้กระดาษอาร์ตมัน 160 แกรมเขียนเท่านั้น โดยที่นูรฮายาตีให้เหตุผลว่า “กระดาษ A4 หรือกระดาษอะไรก็เขียนได้ แต่หมึกจะซึมนิดหนึ่ง ถ้าจะให้เขียนลื่น ๆ ก็กระดาษอาร์ตมัน”

ถ้าอยากเขียนค็อตให้งามนั้น จำเป็นจะต้องร่างแบบและทำความเข้าใจกับมุม องศา ตลอดจนลักษณะค็อตชนิดที่จะเขียนก่อนเสมอ

“ก่อนจะมาเป็นลายสวย ๆ ก็ต้องเริ่มจากจุดสี่เหลี่ยม เรียกว่า ‘นุกเตาะห์’ ก่อน จุดสี่เหลี่ยมนี้ก็ต้องรู้ว่ามาจากมุมกี่องศา เราจะต้องวางไม้กี่องศา มุมฉาก 90 องศา มุมแหลม 90 องศา เพื่อเชื่อมอักษรไปด้วยกัน เวลาเขียนก็ต้องเริ่มจากตัวใหญ่ก่อน แล้วค่อยเติมตัวแต่ง เติมจุดลงไป”

“ระหว่างเขียนก็ต้องพยายามไม่ให้หมึกโดนมือ และไม่จุ่มหมึกบ่อยไป เวลาประกวดจุ่มหมึกบ่อย ๆ ก็โดนกรรมการหักคะแนนได้นะคะ”

นูรฮายาตีคุยว่านอกจากอักษรอาหรับที่ช่ำชองแล้ว จะให้เธอเขียนอักษรยาวีซึ่งดัดแปลงมาจากอาหรับ หรืออักษรไทยก็ย่อมได้เหมือนกัน

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

ผลงานจากปลายไม้ของ นูรฮายาตี วาโด ส่วนใหญ่จะอยู่ในกรอบรูป เธอไม่ได้เขียนให้มัสยิด เนื่องจากค็อตในมัสยิดต้องเขียนด้วยพู่กันซึ่งไม่ใช่อุปกรณ์ถนัดของเธอ อีกทั้งการให้สุภาพสตรีปีนป่ายนั่งร้านขึ้นไปวาดลวดลายบนที่สูง ยังแลดูไม่เหมาะสมในมุมมองของอิสลามิกชน

แต่นั่นไม่เป็นปัญหา เพราะอาจารย์นูรฮายาตีได้ฝากฝังวิชาของเธอแก่สานุศิษย์แล้ว

“พวกผู้ชายทำได้ ลูกศิษย์ที่เรียนไปจากเราก็ขายชิ้นงานได้ ทำป้ายผ้าแขวนตามงานต่าง ๆ งานวัฒนธรรม ป้ายโรงเรียน ป้ายมัสยิด อะไรก็ได้หมด”

ส่วนใครที่อยากทดลองเขียนค็อตด้วยตัวเอง ผู้ครองรางวัลที่ 6 ในการประกวดเขียนค็อตโลกเมื่อหลายปีก่อน มีอุปกรณ์จำหน่ายครบชุดที่เพจ เสน่ห์หมึกปลายไม้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใฝ่ใจด้านนี้

สาวอำเภอยะหริ่งผู้ฝักใฝ่การเขียนค็อตแต่เด็ก จนเป็นคนไทยคนเดียวที่ติด 10 อันดับประกวดค็อตโลก

นูรฮายาตีหยิบไม้โชนขึ้นมาเหลาปลายต่อ ก่อนจุ่มปลายของมันลงในขวดหมึก

หมึกปลายไม้แท่งนี้ไม่เพียงวาดอักษรประดิษฐ์เป็นรูปทรงต่าง ๆ หากยังสร้างเยาวชนรุ่นใหม่อีกมากมายที่พร้อมสานต่อศิลปะชั้นสูงแขนงนี้แก่สังคมมุสลิมไทยสืบไป

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ไรวินทร์ วันทวีทรัพย์

ช่างภาพผู้หลงรักกล้องเก่าและชอบเสียงชัตเตอร์เป็นชีวิตจิตใจ IG : 551mm

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load