เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ดินแดนภารตะมีเทศกาลเฉลิมฉลองใหญ่งานหนึ่งชื่อว่า ‘เทศกาลโฮลี’ (Holi Festival) ซึ่งเป็นเทศกาลที่ผู้คนออกมา ‘ป้ายสี’ หรือ ‘สาดสี’ บนร่างกายและใบหน้าของกันและกัน เทศกาลนี้เป็นเทศกาลตามความเชื่อของศาสนาฮินดูก็จริง แต่ได้รับความนิยมทั่วประเทศ ข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงในต่างประเทศที่มีชุมชนคนอินเดียอาศัยอยู่จำนวนมาก เช่น มอริเชียส อังกฤษ อเมริกา แคนาดา แอฟริกาใต้ มาเลเซีย ฯลฯ ก็นิยมฉลองกัน

ชาวอินเดียเองยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเทศกาลโฮลีนี้มีมาช้านานเท่าไหร่ แต่มีการกล่าวถึงเทศกาลโฮลีในบทกลอนจากคัมภีร์ปุราณะซึ่งเป็นคัมภีร์ของศาสนาฮินดูตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 4 แล้ว

ปีนี้โฮลีจัดขึ้นติดกับวันมาฆบูชาที่บ้านเราพอดี คือวันที่ 1 – 2 มีนาคม โดยตามปฏิทินทางสุริยคติของชาวฮินดูนั้นเทศกาลโฮลีจะจัดขึ้นในช่วงพระจันทร์เต็มดวงสุดท้ายของฤดูหนาว ซึ่งจะตรงกับช่วงเดือนกุมภาพันธ์หรือเดือนมีนาคม การเฉลิมฉลองจัดขึ้นเพื่อบอกลาฤดูหนาวและต้อนรับการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิที่สดใส ซึ่งหมายถึงโอกาสแห่งการเริ่มต้นใหม่

คนอินเดียจะฉลองเทศกาลนี้พร้อมกับครอบครัว เพื่อนฝูง กันอย่างอบอุ่น บ้างก็ออกมาเล่นสาดสีกับผู้คนข้างนอก คนที่อยู่ไกลบ้านก็จะกลับเดินทางกลับไปฉลองเทศกาลนี้กับที่บ้าน คล้ายคลึงกับเทศกาลสงกรานต์ของบ้านเรา

Holi Festival

เทศกาลโฮลีที่ Dwarkadheesh Temple เมืองมธุรา รัฐอุตตรประเทศ

เทศกาลโฮลี

เทศกาลโฮลีที่เมืองมธุรา รัฐอุตตรประเทศ

เทศกาลโฮลีที่ถูกจัดขึ้นทั่วอินเดียเน้นความรื่นเริงบันเทิงใจล้วนๆ ด้วยการละเล่นสาดสี และมีกิจกรรมประกอบซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละท้องที่ เทศกาลโฮลีทางภาคเหนือซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวฮินดูและผู้นับถือพระกฤษณะ (พระกฤษณะเป็นอวตารหนึ่งของพระนารายณ์หรือพระวิษณุ) จะถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่กว่าที่อื่น เช่น เทศกาลโฮลีของเมืองมธุรา (Mathura) ที่รัฐอุตตรประเทศ (Uttra Pradesh) นั้นมีทั้งพิธีทางศาสนาและการเล่นสนุกสนาน ผู้คนเรือนล้านร่วมกันฉลองเทศกาล ภาพงานโฮลีสวยๆ ของช่างภาพมืออาชีพจำนวนมากก็ถ่ายทำกันที่รัฐนี้แหละ

ส่วนโฮลีของรัฐราชสถาน (Rajasthan) นั้น เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นรัฐของมหาราชา ราชวงศ์แล้ว ก็ไม่ทำให้เราผิดหวังเรื่องความงดงามของสีสันตระการตาและการคงขนบประเพณีดั้งเดิม โดยมีความโดดเด่นคือการจัดเทศกาลที่ป้อมปราการและพระราชวังต่างๆ อย่างงดงาม แต่ถ้าถามคนอินเดีย เขาจะแนะนำให้ไปเล่นโฮลีที่เมืองพุชการ์ (Pushkar) อุทัยปุระ (Udaipur) และชัยปุระ (Jaipur)

เทศกาลโฮลี

ชาวอินเดียร่วมฉลองเทศกาลโฮลีที่เมืองวรินดาวัน รัฐอุตตรประเทศ

อินเดีย

หนีฝุ่นละอองจากกรุงนิวเดลีไปเจอฝุ่นสีชมพูที่เมืองวรินดาวัน

เทศกาลโฮลี

ใบหน้าเปื้อนยิ้มของสาวสาวนักเต้นระบำแบบราชสถาน

ปีนี้ฉันได้มีโอกาสไปร่วมเล่นโฮลีแบบเอ็กซ์คลูซีฟกลางลานกว้างและสวนสวยในพระราชวังซิตี้พาเลซแห่งเมืองชัยปุระ จัดโดยตระกูลของมหาราชาแห่งชัยปุระผู้เป็นเจ้าของพระราชวังซิตี้พาเลซและพระราชวังป้อมปราการอีกมาก โดยในคืนวันที่ 1 มีนาคม ซึ่งเป็นคืนแรกของเทศกาลเราร่วมพิธีกรรมเรียกว่า ‘โฮลีกะดาเฮิน’ (Holika Dahan) หรือพิธีเผาหุ่นนางปีศาจโฮลีกะตามความเชื่อของศาสนาฮินดู โดยก่อกองไฟขึ้นและสวดภาวนาขอให้พลังลบและสิ่งไม่ดีทั้งหลายออกจากตัวไปให้ไฟเผาให้สิ้น โดยทำทีปัดเป่าเศษผงเศษต่างๆ จากตัวเข้ากองไฟเป็นสัญลักษณ์ว่าเผาสิ่งไม่ดีออกไป

นอกจากกองไฟในพระราชวังซิตี้พาเลซแล้ว ค่ำคืนนี้เรายังเห็นการก่อกองไฟตามสี่แยกและหัวมุมถนนหลายแห่งในเมืองชัยปุระ บ้างก็มีคนอยู่รอบๆ บ้างก็มีแต่กองไฟลุกโชติช่วง เห็นแล้วก็หวั่นใจกลัวว่าเพลิงจะลามไปติดบ้านช่องเสียจริงๆ แต่คนท้องถิ่นเขายืนยันว่าไม่ต้องกลัว มันปลอดภัย

พระราชวังซิตี้พาเลซ

ย้อนยุคไปกับทางเข้าร่วมงาน Holika Dahan Night ที่พระราชวังซิตี้พาเลซเมืองชัยปุระ

พระราชวังซิตี้พาเลซ

งาน Holika Dahan Night ที่พระราชวังซิตี้พาเลซเมืองชัยปุระ

วันต่อมาซึ่งเป็นวันที่ 2 ของเทศกาล จะเป็นเวลาแห่งสีสันและความสนุกสนาน และเป็นวันหยุดราชการของอินเดีย ช่วงเช้าคนก็จะออกไปลุยป้ายสีและสาดสีใส่กัน สีก็มีทั้งแบบแห้งและแบบน้ำ มิน่าช่วงก่อนวันโฮลีเห็นร้านค้าแขวนปืนฉีดน้ำขายเต็มไปหมด นึกว่าจะมีสงกรานต์ซะแล้ว ส่วนงานโฮลีที่พระราชวังซิตี้พาเลซของเรามีเดรสโค้ดเป็นชุดสีขาวล้วนประหนึ่งพร้อมเป็นผ้าใบให้รังสรรค์งานศิลปะเต็มที่

ก่อนลุยโฮลี วันนี้ฉันเตรียมตัวตามคำแนะนำที่ค้นเจอทุกประการ เริ่มจากเลือกชุดแขนยาวขายาวเพื่อปกปิดร่างกายไม่ให้ถูกผงสีโดยตรง (ดีเลย กันแดดได้ดีด้วย) ชโลมน้ำมันตามผิวที่พ้นเสื้อผ้าและเส้นผม และทาเล็บ เพื่อกันการโดนเคมีจากผงสีและทำให้ล้างออกได้ง่ายด้วย ไม่งั้นสีจะติดตัวอยู่นานหลายวัน และของทุกอย่างที่ติดตัวนั้นต้องพร้อมทิ้ง ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า รองเท้า แว่นกันแดด

เทศกาลโฮลี

บรรยากาศงานเล่นสาดสีในพระราชวังซิตี้พาเลซ

กลีบดอกไม้

สิ่งที่น่ารักน่าเอ็นดูของที่งานนี้ที่ต่างจากที่อื่น คือการใช้กลีบดอกไม้เล่นโฮลี เห็นแล้วสดใสสมเป็นการต้อนรับฤดูใบไม้ผลิที่มาถึง

ในลานกว้างภายในพระราชวังมีการจัดเตรียมผงสีที่เรียกว่า กูลัล (Gulal) ซึ่งมีสีสันจัดจ้านตั้งแต่สีแดง สีเขียวนีออน สีเหลือง สีส้ม สีชมพูช็อกกิ้งพิงก์ ใส่มาในถาดทองเหลืองแบบอินเดียโบราณ กระสอบกลีบดอกไม้สีขาว สีเหลือง สีน้ำตาลแดง จำนวนมาก ก้าวเข้างานปุ๊บก็ถูกต้อนรับโดยคุณป้าชาวอินเดียที่เอาผงสีแดงมาป้ายหน้าผากกับสองแก้มปั๊บ วิธีป้ายสีนี้เป็นวิธีที่หลายครอบครัวทำกัน เขาไม่สาดกูลัลใส่กันแบบจังๆ เปรียบได้กับงานสงกรานต์ที่มีการประพรมน้ำพองาม ก่อนจะพัฒนามาเป็นมหกรรมปีนฉีดน้ำและเทโครมๆ เฉกเช่นเดียวกันกับการสาดซัดกูลัลใส่กันอย่างหนักหน่วงในชั่วโมงต่อมา

สัมผัสของกูลัลเหมือนแป้งทำขนมและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เหมือนแป้งฝุ่น กูลัลของแท้และดั้งเดิมนั้นทำจากวัตถุดิบธรรมชาติที่ได้มาจากการบดดอกไม้ใบไม้แห้งซึ่งมีประโยชน์ทางอายุรเวช โดยเชื่อว่าจะป้องกันอาการหวัดหรือไวรัสช่วงเปลี่ยนฤดู แต่ภายหลังเริ่มมีการใช้สีสังเคราะห์มากขึ้นซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย พอทุกวันนี้กระแสออร์แกนิกกลับมาอีกครั้ง กูลัลธรรมชาติจึงถูกนำมาขายมากขึ้น

กูลัล

กูลัลในพระราชวัง

กูลัล

กูลัลตามท้องถนน

โฮลี

กูลัลบนใบหน้าสวย ๆ

ไฮไลต์ที่ขาดไม่ได้เลยอีก 2 อย่างของความบันเทิงแบบโฮลีคือ กลุ่มวงดนตรีตีกลองที่โผล่มาช่วยสร้างสีสันและบรรยากาศสนุกสนาน ใครชอบใจใครก็ให้เงินรางวัลกันไป และเครื่องดื่มผสม ‘บัง’ (Bhang) ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สกัดมาจากใบกัญชา เป็นการผสมน้ำนมอัลมอนด์กับบัง ดื่มเพื่อสร้างความตื่นตัว สนุกสนาน คึกคัก ถ้าเห็นใครเต้นแรง หัวเราะหนัก ในเทศกาลโฮลี สันนิษฐานได้เลยว่าดื่มบังเข้าไปแล้ว งานนี้มีผู้หวังดีสอนว่าบังจะถูกดูดซึมทางกระเพาะอาหาร อาการ ‘เมาบัง’ จึงจะเกิดขึ้น 30 นาทีให้หลัง ดังนั้น อย่าชะล่าใจไปว่าฉันโอเคแล้วดื่มเอาๆ เพราะคุณอาจจะกลายเป็นคนบ้าได้

หลังจากเล่นสาดสีกันสนุกสนานแล้ว ชาวอินเดียก็จะแยกย้ายกันไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วไปพบเจอญาติมิตร เพื่อนฝูง เพื่อทานข้าว ทานขนม ซึ่งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวนี้เป็นสิ่งที่สังคมอินเดียให้ความสำคัญสูงสุดจริงๆ เห็นได้จากทุกเทศกาล และอย่างที่บอก วันที่ 2 ของเทศกาลเป็นวันหยุดราชการ ร้านรวงทุกอย่างปิดทำการทั้งหมด เพื่อให้คนเล่นสนุกได้อย่างเต็มที่ ถ้าจะมาเที่ยวอินเดียช่วงนี้ต้องวางแผนเที่ยวดีๆ นะคะ

วงดนตรี

นักดนตรีสไตล์ราชสถานสร้างบรรยากาศ

Google Doodle

Google Doodle สำหรับเทศกาลโฮลี 2018

นับวันโฮลีจะเป็นที่รู้จักของคนในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ปีนี้ Google ก็จัดทำ Google Doodles เป็นรูปนักดนตรีตีกลองและคนเต้นระบำฉลองเทศกาลโฮลี สำหรับใช้ในอินเดีย สหรัฐฯ แคนาดา อังกฤษ และเอสโทเนียด้วย โดย Doodles นี้เลือกใช้สีที่สะท้อนความหมายต่างๆ ได้แก่ สีแดง สื่อถึงความรักและความอุดมสมบูรณ์, สีเหลือง คือสีขมิ้นที่เป็นสมุนไพรรักษาโรคภัยต่างๆ, สีน้ำเงิน เป็นตัวแทนของพระกฤษณะ และ สีเขียว เป็นสัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ผลิและการเริ่มต้นใหม่

ระยะหลังที่กรุงเทพฯ ก็มีการจัดเทศกาลโฮลีเหมือนกัน นำโดยสมาคมวิศวะฮินดูปาริชาติ (Vishva Hindu Parishad: VHP) นับเป็นการส่งเสริมความใกล้ชิดระหว่างประชาชนไทย-อินเดียที่ประสบความสำเร็จมากทีเดียว

ภาพ : ปโยธร ศิริโยธา

ที่มาของเทศกาลโฮลี

ที่มาของเทศกาลโฮลีมีหลายตำนาน หลายเรื่องเล่า แต่ที่คนส่วนใหญ่เล่าให้ฟังคือ ตำนานปีศาจ ‘หิรัญยกศิปุ’ (Hiranyakashipu) เรื่องมีอยู่ว่า หิรัญยกศิปุได้ขอพรจากพระพรหมให้ตนเป็นอมตะ แต่พระพรหมบอกว่าให้ไม่ได้ เจ้าปีศาจฉลาดแกมโกงผู้นี้จึงรังสรรค์คำขอใหม่ว่า งั้นขอให้ข้าถูกฆ่าไม่ตายไม่ว่าจะเป็นตอนกลางวันหรือกลางคืน นอกบ้านหรือในบ้าน บนพื้นดินหรือในอากาศ โดยมนุษย์หรือสัตว์ โดยอาวุธหรือมือ ซึ่งพระพรหมก็ยอมประทานพรให้

ต่อมาปีศาจตนนี้เหิมเกริมสั่งห้ามมิให้ชาวบ้านบูชาพระเจ้าองค์อื่นนอกจากตน แต่คนที่ขัดคืนคำสั่งกลับเป็นลูกชายตนเองชื่อว่า ประหลาด (Prahlada) เพราะประหลาดนับถือพระวิษณุอย่างยิ่ง ภายหลังหิรัญยกศิปุจึงมอบหมายให้นางโฮลีกะ (Holika) ซึ่งเป็นน้องสาวที่ได้รับพรฆ่าไม่ตายเหมือนกัน จับประหลาดนั่งตักเข้ากองไฟไปหมายจะให้ตายเสีย แต่ประหลาดสวดมนต์ขอพรพระวิษณุ จึงไม่ตาย ส่วนนางโฮลีกะถูกเผาไหม้ตายไปในกองเพลิงแทน จึงเป็นที่มาของพิธีกรรม โฮลีกะดาเฮิน ที่เล่าข้างต้น ส่วนพระวิษณุก็ได้อวตารมาเป็นนรสิงห์ ครึ่งคนครึ่งสิงโต จับหิรัญยกศิปุมานั่งบนตักตน ในเวลาโพล้เพล้ กลางประตู และใช้กรงเล็บจัดการสังหาร จึงเป็นบทสรุปของธรรมะย่อมชนะอธรรมตามศาสนาฮินดูนั่นเอง

Writer

ปัทมน ปัญจวีณิน

เจ้าของพ็อคเก็ตบุ๊คและเพจ ‘ไปญี่ปุ่นกับทุนมง’ ปัจจุบันย้ายบ้านมาทำงานอยู่ที่อินเดีย สนุกกับการขีดเขียน การเดินทางท่องเที่ยว และสูดกลิ่นกาแฟหอม ๆ

Masala Moment

ปรากฏการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่น่าสนใจในอินเดีย

“อยากไปดูแรดที่อัสสัมอะ”

ความในใจที่ฉันประกาศออกไปและโชคดีมีคนตอบรับ ทำให้ฉันได้มายืนสูดอากาศบริสุทธิ์บนรถจี๊ปบุโรทั่งที่กำลังวิ่งกระท่อนกระแท่นเข้าไปในคาซิรังกา (Kaziranga) อุทยานแห่งชาติพื้นที่ 860 ตารางกิโลเมตร ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย ที่องค์กรยูเนสโกยกย่องให้เป็นมรดกโลกเพราะว่ามีพื้นที่ป่าที่ยังคงความบริสุทธิ์ปราศจากการรุกรานของมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณลุ่มแม่น้ำพรหมบุตร แม่น้ำสายสำคัญในภูมิภาคเอเชียใต้ และยังเป็นที่อยู่อาศัยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลกสำหรับสัตว์ป่า รวมถึงแรดอินเดีย หรือแรดนอเดียว

Kaziranga
Kaziranga

แรดนอเดียวมีขนาดตัวโตพอๆ กับแรดขาวแอฟริกา แต่มีเพียงนอเดียว จึงมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Greater One-horned Rhino มีหนังหนาที่พับกันเป็นทบ มองดุคล้ายชุดเกราะนักรบโบราณขนาดตัวสูง 5.75 – 6.5 ฟุต มีน้ำหนัก 1,800 – 2,700 กิโลกรัม ขนาดความยาวนอประมาณ 8 – 25 นิ้ว  

ฉันรู้สึกว่ามันแปลกดีที่มีสัตว์ชนิดเดียวกันแต่อยู่คนละมุมโลกแบบนี้ คงเป็นเส้นทางการหาอาหารและเอาชีวิตรอดในอดีตกาลที่พาให้ยักษ์ใหญ่แห่งป่าเติบโตกันคนละเส้นทาง ในอดีตแรดพันธุ์นี้พบได้ตามเชิงเขาหิมาลัย ไล่ตามระนาบเดียวกันมาตั้งแต่ประเทศปากีสถาน อินเดีย เนปาล ไปถึงเมียนมา แต่เนื่องจากที่อยู่อาศัยของแรดถูกมนุษย์รบกวนทำให้ปัจจุบันประชากรแรดอินเดียหลงเหลืออยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ในรัฐอัสสัมกับรัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดียและประเทศเนปาลเท่านั้น

แรด

จริงๆ แล้วฉันอยากจะมานั่งช้างแต่เช้ามืดเพื่อแฝงตัวเข้าไปในฝูงสัตว์มากกว่านั่งเที่ยวชมด้วยรถจี๊ปแบบนี้ แต่เมื่อคืนดีปัก (Deepak) ไกด์ท้องถิ่นมาแจ้งผลที่น่าเศร้า หลังจากที่พยายามจองตั๋วนั่งช้างซึ่งตามระเบียบเปิดให้จองเวลา 19.00 น. ของคืนก่อนหน้าเท่านั้น

“เราพยายามแล้วจริงๆ เมื่อวานฝรั่งกลุ่มนั้นก็ไม่ได้ตั๋วนั่งช้างเหมือนกัน มันเต็มเร็วมากเพราะเป็นช่วงหยุดยาว” ไกด์ดีปักพยายามอธิบาย “แต่เราไปนั่งรถจี๊ปได้นะครับ ไม่ต้องจองด้วย” ก็คงต้องเช่นนั้น เพราะเราไม่มีทางอื่นนี่นา

ซาฟารี
ซาฟารี

การท่องเที่ยวอุทยานคาซิรังกามี 2 รูปแบบ คือการนั่งช้าง และการนั่งรถจี๊ป โดยสัตว์จำพวกแรด กวาง ช้าง จะออกมาหาอาหารในบริเวณเดียวกัน ดังนั้นหากนั่งช้างเราก็จะสามารถเข้าไปอย่างไม่แปลกแยกและได้อยู่ใกล้ชิดกับฝูงสัตว์ ส่วนรถจี๊ปนั้นไปได้ระยะไกลกว่า แต่ต้องวิ่งในเส้นทางที่กำหนดไว้เท่านั้น การใกล้ชิดกับสัตว์จึงต้องพึ่งดวงมากกว่า  

การเที่ยวซาฟารีที่อินเดียเป็นที่นิยมมากขึ้นทุกปี โดยในปี 2017 คาซิรังกาต้อนรับนักท่องเที่ยวอินเดียถึง 170,000 คน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 7,843 คน มากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว และไม่ใช่แค่ที่นี่ ยังรวมถึงอุทยานแห่งชาติที่มีชื่อเสียงอีกหลายแห่ง อันที่จริงอินเดียมีอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าถึง 130 แห่ง เป็นหนึ่งในประเทศบนโลกนี้ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ทั้งพืชพันธุ์และสัตว์ป่า แต่ก็ลดน้อยลงอย่างมากจนน่าใจหายเมื่อเทียบกับจำนวนสัตว์ป่าและผืนป่าเมื่อร้อยปีที่แล้ว

ปัจจุบัน อินเดียมีประชากรเสือในธรรมชาติเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรเสือในธรรมชาติของทั้งโลกที่มีอยู่ประมาณ 3,900 ตัว (สถิติปี 2017) และมีประชากรแรดนอเดียวนับเป็น 2 ใน 3 ของประชากรแรดนอเดียวทั่วโลกที่มีอยู่ประมาณ 3,500 ตัว (สถิติปี 2018) นอกจากนี้ อินเดียยังมีเสือดาวลายหิมะ (Snow Leopard ซึ่งต้องไปดูไกลถึงแคว้นลาดักห์) ช้างอินเดีย ควายป่า นกหายาก รวมถึงพันธุ์ไม้ป่าให้ชมและศึกษาอีกมาก

ส่วนค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวซาฟารีในอินเดียก็ค่อนข้างย่อมเยาทีเดียว ดูได้จากอัตราค่าบริการต่าง ๆ ของอุทยานแห่งชาติคาซิรังกา เช่น ค่านั่งช้างคนละ 1,250 รูปี (ประมาณ 625 บาท) ค่ารถจี๊ปชมอุทยาน (นั่งได้ 4 คน) คันละ 1,950 รูปี (ประมาณ 975 บาท) ส่วนค่าเข้าอุทยานก็เพียงคนละ 650 รูปี (ประมาณ 325 บาท) เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น อัตราค่าเข้าชมอุทยานสำหรับชาวอินเดียคนละ 100 รูปี เท่านั้นเอง

กวาง
ต้นไม้

ส่วนคุณภาพนักท่องเที่ยวอินเดียก็หลากหลายมาก มีทั้งกลุ่มที่ดูเป็นนักท่องป่าจริงจังที่หอบหิ้วอุปกรณ์มากมายทั้งกล้องส่องทางไกลอย่างดีและกล้องถ่ายภาพคุณภาพสูง คนเหล่านี้แต่งกายทะมัดทะแมงและให้เกียรติธรรมชาติด้วยการทำตัวสงบเสงี่ยม พูดเบา เคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังให้กระทบชีวิตสัตว์น้อยที่สุด กับกลุ่มนักท่องเที่ยวสายเฮฮาที่มากันเป็นครอบครัวลูกเล็กเด็กแดง ไปถึงไหนเสียงดังถึงนั่น แถมยังตะโกนปรบมือเรียกแรดให้หันมาเพื่อถ่ายรูป (มันใช่หรอ?)

บ่อยครั้งที่ฉันได้ยินคนท้องถิ่นบ่นไม่พอใจนักท่องเที่ยวที่ไม่เกรงใจใครเหล่านี้ หากไม่มีใครทำอะไรสักอย่างเพื่อควบคุมพฤติกรรมผู้มาเยือนแล้วละก็ ธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของอินเดียก็คงค่อยๆ ถูกบ่อนทำลายไปอย่างน่าเสียดาย

ก่อนหน้าที่เราจะไปอัสสัมสักหนึ่งอาทิตย์ ก็มีข่าวว่า ‘ซูดาน’ แรดขาวเหนือ เพศผู้ ตัวสุดท้ายแห่งทวีปแอฟริกาได้จากโลกนี้ไป ตอกย้ำว่าความต้องการที่ไม่สิ้นสุดของมนุษย์ได้ทำให้เพื่อนร่วมโลกอีกสายพันธุ์หนึ่งหายจากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ ปัญหาการล่าสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมายก็เป็นปัญหาระดับชาติของอินเดียเช่นกัน

ย้อนกลับไปช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ประชากรแรดนอเดียวที่คาซิรังกานี้ก็อยู่ในภาวะวิกฤตเพราะถูกล่าเพื่อเอานอและเพื่อเกมกีฬา โดยมีจำนวนเหลือเพียง 200 ตัวเท่านั้น แต่ภายหลังมีการอนุรักษ์อย่างจริงจังจนทำให้ประชากรแรดกลับมาเพิ่มสูงขึ้น ส่วนจุดเริ่มต้นก็น่าสนใจ

ในปี 1904 บารอนเนสคูร์ซอน (Baroness Mary Victoria Leiter Curzon) ภริยาของลอร์ดคูร์ซอน (Lord Curzon) อุปราชแห่งอินเดีย (Viceroy of India) เดินทางมาบริเวณคาซิรังกาซึ่งมีชื่อเสียงว่าเป็นที่อยู่อาศัยของแรดนอเดียว แต่กลายเป็นว่าเธอไม่พบแรดแม้เพียงตัวเดียว เธอจึงขอร้องสามีผู้สำเร็จราชการแผ่นดินอินเดียในขณะนั้นให้ลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่ออนุรักษ์แรดเหล่านี้ จึงนำไปสู่การกำหนดอาณาเขตพื้นที่คาซิรังกาให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและค่อยๆ พัฒนาเป็นอุทยานแห่งชาติในภายหลัง จากนั้นประชากรแรดก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น โดยในปี 1966 พบแรดอินเดียประมาณ 366 ตัว และในปี 2018 มีจำนวน 2,413 ตัวแล้ว

“นั่นมูลแรด” “นี่คือหญ้าช้าง อาหารโปรดของแรด”

“ส่วนนี่คือรอยเท้าแรด” เสียงบรรยายของคุณไกด์ไล่มาไม่ขาดสายเมื่อรถจี๊ปแล่นเข้าป่าลึกขึ้นเรื่อยๆ พวกเราพยายามสนุกไปกับสิ่งที่เจอ แต่ลึกๆ แล้วทุกคนก็คิดเหมือนกัน

“เมื่อไหร่จะเจอแรดตัวจริงฟระ” ไกด์คงเห็นหน้าจ๋อยๆ ของเรา จึงเล่าต่อไปว่า “แรดพวกนี้เขามีเขตการหาอาหารไกลมาก โดยจะเดินทางไปเรื่อยๆ ข้ามจากโซนหนึ่งของอุทยานไปอีกโซนหนึ่งได้ เราไม่เจอที่โซนนี้ เดี๋ยวจะพาไปอีกโซนนะครับ”

Kaziranga
Kaziranga

รถจี๊ปยังคงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าตามเส้นทางลูกรัง เราทอดสายตาไปกับทุ่งหญ้าและบึงน้ำกว้าง สายลมเอื่อยๆ หอบเอากลิ่นดินกลิ่นหญ้าและสัตว์น้อยใหญ่มาทักทายเราประปราย เช่น กวางบึง นกเหยี่ยว ควายป่าเอเชีย นกกระสาคอดำ นกกระเต็น  

“ที่นี่ก็มีเสือด้วยนะ” ดีปักเริ่มหาเรื่องมาให้กำลังใจ นอกจากแรดแล้วคาซิรังกาได้รับการจัดให้เป็นแหล่งสงวนพันธุ์เสือเมื่อปี 2006 โดยมีลักษณะป่าเป็นเอกลักษณ์เหมาะแก่การขยายพันธุ์ของเสือที่มีอยู่ไม่กี่แห่งนอกทวีปแอฟริกา ที่นี่มีทั้งเสือโคร่งเบงกอล เสือลายเมฆ เสือดาว

ฉันถามคุณไกด์ไปว่าเขาเคยเห็นเสือจากรถจี๊ปบ้างไหม เขาบอกว่า “การเที่ยวซาฟารีมันเป็นดวงนะ ผมพาคนเข้าเที่ยวซาฟารีมา 17 ปี ตัวผมเองยังเจอเสือไม่เกิน 20 ครั้งเลย แต่รู้ไหมปีที่แล้วมีคู่รักชาวเนเธอแลนด์ที่มาอินเดียเป็นครั้งแรกและมาเที่ยวอุทยานนี้โดยรถจี๊ป ได้เจอเสือโคร่งระยะประชิดเฉยเลย”

ฮือ ฟังแล้วอยากจะเร่งทำบุญให้ดวงดีขึ้นมาเดี๋ยวนั้น

เมื่อปี 2016 ที่คาซิรังกานี้ได้ต้อนรับดยุคและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ด้วยนะ ภาพเคต มิดเดิลตัน ให้นมลูกแรดและนั่งรถจี๊ปท่องซาฟารีทำให้ฉันรู้สึกว่า อุทยานคาซิรังกานี้ไม่ธรรมดา เราจะต้องมาให้ได้ หลังจากนั่งรถไปสักครึ่งทาง สวรรค์ก็ให้กำลังใจคนมุมานะ ในที่สุดพวกเราก็ได้เห็นแรดตัวจริงที่ยืนอยู่แสนไกลคนละฝั่งแม่น้ำ

Kaziranga

“ตัวเล็กไปหน่อย แต่เอาเหอะ ตัวจริง” ฉันให้กำลังใจตัวเอง และเชื่อหรือไม่ว่าหลังจากเจอแรดตัวที่หนึ่ง ก็มีแรดตัวที่สอง สาม สี่ ตามมาเรื่อยๆ แต่จากระยะไกลๆ  ความตื่นเต้นของคนดูแรดอย่างเราก็ลดลงไปเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน

คนเรานี่หนา สิ่งใดที่มีมากเราก็ให้คุณค่าน้อย เมื่อสิ่งใดลดน้อยจนเกือบจะหายไปนั่นแหละเราถึงรู้สึกเดือดร้อนและให้คุณค่ามัน เหมือนกับที่นายหรรษ วรรธน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมของอินเดียกล่าวไว้ในวันเสือโลกว่า “เมื่อร้อยกว่าปีก่อน เราเคยมีเสือมากถึงเกือบ 1 แสนตัวในอินเดีย แต่วันนี้ เรามาแสดงความยินดีกันว่าเรามีเสือไม่กี่พันตัว”

แม้ว่าประชากรเสือและแรดในอินเดียจะเพิ่มขึ้นในระยะหลัง แต่ทางการก็ยังคงต้องต่อสู้กับสาเหตุที่ประชากรเสือและแรดในอินเดียลดลงต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการถูกบุกรุกป่าที่อยู่อาศัย หรือ การลักลอบฆ่าเอาหนังและเอานอ ทุกวันนี้นอแรดมีมูลค่าสูงกว่าทองคำเสียอีก นอแรด 1 กิโลกรัมอาจมีราคาตั้งแต่ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 8 แสนบาท หรือ สูงถึง 60,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 2 ล้านบาทต่อกิโลกรัม ซึ่งผู้ขายสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาล โดยตลาดรับซื้อใหญ่อยู่ที่เมืองจีนและเวียดนาม

คนที่นั่นยังมีความเชื่อในการใช้นอแรดเป็นส่วนผสมของยาแผนโบราณ เชื่อว่านอแรดเป็นยาอายุวัฒนะ รักษาโรคได้ตั้งแต่มะเร็งไปจนถึงการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ​ ฉันชักสงสัยว่าเมื่อนอแรดเป็นเส้นใยเคราตินที่อัดตัวกันจนแน่นแบบเดียวกับที่พบในเล็บและผมของคน แล้วมันจะรักษาโรคต่างๆ ได้อย่างไรกันหนอ หรือเราจะลองกินเล็บและผมแทนดูบ้าง

นอกจากนี้ ธุรกิจค้านอแรดยังมีความซับซ้อนโดยเกี่ยวพันกับอาชญากรรมรูปแบบอื่น ทั้งยาเสพติด อาวุธสงคราม และขบวนการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งล้วนเป็นช่องทางหาเงินสดจากตลาดมืดที่ติดตามต้นตอได้ยาก ทุกวันนี้สิ่งที่เจ้าหน้าที่อุทยานคาซิรังกาทำ คือลาดตระเวนและพิทักษ์แรดจากเหล่านายพราน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่ยากจนและไร้การศึกษา เข้ามาเสี่ยงชีวิตหาเงินเลี้ยงตัว ปรากฏการณ์เหล่านี้เหมือนเป็นลูกโซ่ที่หากจะแก้ก็ต้องทำกันทั้งระบบ

แต่ฉันก็คิดว่าอุทยานแห่งนี้มีระบบจัดการคนมาเที่ยวได้ดีทีเดียวเมื่อเทียบกับแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ในประเทศ โดยมีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในแต่ละวัน (แบบที่ฉันอดนั่งช้าง) และมีกฎเหล็กห้ามนักท่องเที่ยวลงจากรถจี๊ปโดยเด็ดขาด จะปวดท้องเข้าห้องน้ำอย่างไรก็ทำไม่ได้ และอุทยานก็ดูสะอาด ไม่มีขยะให้รกหูรกตาเท่าไหร่นัก คิดไปคิดมาเวลา 2 ชั่วโมงบนรถจี๊ปกลางป่าก็กำลังจะหมดลง รถจี๊ปของเรากำลังมุ่งตรงไปสู่ทางออกอุทยาน โดยที่เรายังไม่ได้เห็นแรดแบบตัวโตๆ กับเขาสักที

แต่เดี๋ยวก่อน นั่น นั่น ในระยะร้อยเมตรด้านหน้ามีร่างยักษ์สีดำร่างหนึ่งกำลังโผล่มาจากท้องทุ่งทางซ้าย กรี๊ด ฉันรีบคว้ากล้องมาจับนาทีทองแห่งคาซิรังกา

Kaziranga

และก่อนที่คนขับรถจะเข้าใจว่าดีปักต้องการให้รถวิ่งต่อไปข้างหน้า ร่างนั้นก็ผลุบหายเข้าไปในดงป่าด้านขวาด้วยความเร็วแสง เหลือแต่ก้นกลมๆ ให้ผู้ที่อยู่ข้างหลังมองตามด้วยสายตาละห้อย แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่ทำให้ซาฟารีครั้งแรกในอินเดียของฉันปิดฉากอย่างสมบูรณ์

“ขอบคุณที่มาให้เห็นใกล้ๆ นะ”

หาข้อมูลคาซิรังกาเพิ่มเติมได้ที่นี่ 

Writer & Photographer

ปัทมน ปัญจวีณิน

เจ้าของพ็อคเก็ตบุ๊คและเพจ ‘ไปญี่ปุ่นกับทุนมง’ ปัจจุบันย้ายบ้านมาทำงานอยู่ที่อินเดีย สนุกกับการขีดเขียน การเดินทางท่องเที่ยว และสูดกลิ่นกาแฟหอม ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load