เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ดินแดนภารตะมีเทศกาลเฉลิมฉลองใหญ่งานหนึ่งชื่อว่า ‘เทศกาลโฮลี’ (Holi Festival) ซึ่งเป็นเทศกาลที่ผู้คนออกมา ‘ป้ายสี’ หรือ ‘สาดสี’ บนร่างกายและใบหน้าของกันและกัน เทศกาลนี้เป็นเทศกาลตามความเชื่อของศาสนาฮินดูก็จริง แต่ได้รับความนิยมทั่วประเทศ ข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงในต่างประเทศที่มีชุมชนคนอินเดียอาศัยอยู่จำนวนมาก เช่น มอริเชียส อังกฤษ อเมริกา แคนาดา แอฟริกาใต้ มาเลเซีย ฯลฯ ก็นิยมฉลองกัน

ชาวอินเดียเองยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเทศกาลโฮลีนี้มีมาช้านานเท่าไหร่ แต่มีการกล่าวถึงเทศกาลโฮลีในบทกลอนจากคัมภีร์ปุราณะซึ่งเป็นคัมภีร์ของศาสนาฮินดูตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 4 แล้ว

ปีนี้โฮลีจัดขึ้นติดกับวันมาฆบูชาที่บ้านเราพอดี คือวันที่ 1 – 2 มีนาคม โดยตามปฏิทินทางสุริยคติของชาวฮินดูนั้นเทศกาลโฮลีจะจัดขึ้นในช่วงพระจันทร์เต็มดวงสุดท้ายของฤดูหนาว ซึ่งจะตรงกับช่วงเดือนกุมภาพันธ์หรือเดือนมีนาคม การเฉลิมฉลองจัดขึ้นเพื่อบอกลาฤดูหนาวและต้อนรับการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิที่สดใส ซึ่งหมายถึงโอกาสแห่งการเริ่มต้นใหม่

คนอินเดียจะฉลองเทศกาลนี้พร้อมกับครอบครัว เพื่อนฝูง กันอย่างอบอุ่น บ้างก็ออกมาเล่นสาดสีกับผู้คนข้างนอก คนที่อยู่ไกลบ้านก็จะกลับเดินทางกลับไปฉลองเทศกาลนี้กับที่บ้าน คล้ายคลึงกับเทศกาลสงกรานต์ของบ้านเรา

Holi Festival

เทศกาลโฮลีที่ Dwarkadheesh Temple เมืองมธุรา รัฐอุตตรประเทศ

เทศกาลโฮลี

เทศกาลโฮลีที่เมืองมธุรา รัฐอุตตรประเทศ

เทศกาลโฮลีที่ถูกจัดขึ้นทั่วอินเดียเน้นความรื่นเริงบันเทิงใจล้วนๆ ด้วยการละเล่นสาดสี และมีกิจกรรมประกอบซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละท้องที่ เทศกาลโฮลีทางภาคเหนือซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวฮินดูและผู้นับถือพระกฤษณะ (พระกฤษณะเป็นอวตารหนึ่งของพระนารายณ์หรือพระวิษณุ) จะถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่กว่าที่อื่น เช่น เทศกาลโฮลีของเมืองมธุรา (Mathura) ที่รัฐอุตตรประเทศ (Uttra Pradesh) นั้นมีทั้งพิธีทางศาสนาและการเล่นสนุกสนาน ผู้คนเรือนล้านร่วมกันฉลองเทศกาล ภาพงานโฮลีสวยๆ ของช่างภาพมืออาชีพจำนวนมากก็ถ่ายทำกันที่รัฐนี้แหละ

ส่วนโฮลีของรัฐราชสถาน (Rajasthan) นั้น เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นรัฐของมหาราชา ราชวงศ์แล้ว ก็ไม่ทำให้เราผิดหวังเรื่องความงดงามของสีสันตระการตาและการคงขนบประเพณีดั้งเดิม โดยมีความโดดเด่นคือการจัดเทศกาลที่ป้อมปราการและพระราชวังต่างๆ อย่างงดงาม แต่ถ้าถามคนอินเดีย เขาจะแนะนำให้ไปเล่นโฮลีที่เมืองพุชการ์ (Pushkar) อุทัยปุระ (Udaipur) และชัยปุระ (Jaipur)

เทศกาลโฮลี

ชาวอินเดียร่วมฉลองเทศกาลโฮลีที่เมืองวรินดาวัน รัฐอุตตรประเทศ

อินเดีย

หนีฝุ่นละอองจากกรุงนิวเดลีไปเจอฝุ่นสีชมพูที่เมืองวรินดาวัน

เทศกาลโฮลี

ใบหน้าเปื้อนยิ้มของสาวสาวนักเต้นระบำแบบราชสถาน

ปีนี้ฉันได้มีโอกาสไปร่วมเล่นโฮลีแบบเอ็กซ์คลูซีฟกลางลานกว้างและสวนสวยในพระราชวังซิตี้พาเลซแห่งเมืองชัยปุระ จัดโดยตระกูลของมหาราชาแห่งชัยปุระผู้เป็นเจ้าของพระราชวังซิตี้พาเลซและพระราชวังป้อมปราการอีกมาก โดยในคืนวันที่ 1 มีนาคม ซึ่งเป็นคืนแรกของเทศกาลเราร่วมพิธีกรรมเรียกว่า ‘โฮลีกะดาเฮิน’ (Holika Dahan) หรือพิธีเผาหุ่นนางปีศาจโฮลีกะตามความเชื่อของศาสนาฮินดู โดยก่อกองไฟขึ้นและสวดภาวนาขอให้พลังลบและสิ่งไม่ดีทั้งหลายออกจากตัวไปให้ไฟเผาให้สิ้น โดยทำทีปัดเป่าเศษผงเศษต่างๆ จากตัวเข้ากองไฟเป็นสัญลักษณ์ว่าเผาสิ่งไม่ดีออกไป

นอกจากกองไฟในพระราชวังซิตี้พาเลซแล้ว ค่ำคืนนี้เรายังเห็นการก่อกองไฟตามสี่แยกและหัวมุมถนนหลายแห่งในเมืองชัยปุระ บ้างก็มีคนอยู่รอบๆ บ้างก็มีแต่กองไฟลุกโชติช่วง เห็นแล้วก็หวั่นใจกลัวว่าเพลิงจะลามไปติดบ้านช่องเสียจริงๆ แต่คนท้องถิ่นเขายืนยันว่าไม่ต้องกลัว มันปลอดภัย

พระราชวังซิตี้พาเลซ

ย้อนยุคไปกับทางเข้าร่วมงาน Holika Dahan Night ที่พระราชวังซิตี้พาเลซเมืองชัยปุระ

พระราชวังซิตี้พาเลซ

งาน Holika Dahan Night ที่พระราชวังซิตี้พาเลซเมืองชัยปุระ

วันต่อมาซึ่งเป็นวันที่ 2 ของเทศกาล จะเป็นเวลาแห่งสีสันและความสนุกสนาน และเป็นวันหยุดราชการของอินเดีย ช่วงเช้าคนก็จะออกไปลุยป้ายสีและสาดสีใส่กัน สีก็มีทั้งแบบแห้งและแบบน้ำ มิน่าช่วงก่อนวันโฮลีเห็นร้านค้าแขวนปืนฉีดน้ำขายเต็มไปหมด นึกว่าจะมีสงกรานต์ซะแล้ว ส่วนงานโฮลีที่พระราชวังซิตี้พาเลซของเรามีเดรสโค้ดเป็นชุดสีขาวล้วนประหนึ่งพร้อมเป็นผ้าใบให้รังสรรค์งานศิลปะเต็มที่

ก่อนลุยโฮลี วันนี้ฉันเตรียมตัวตามคำแนะนำที่ค้นเจอทุกประการ เริ่มจากเลือกชุดแขนยาวขายาวเพื่อปกปิดร่างกายไม่ให้ถูกผงสีโดยตรง (ดีเลย กันแดดได้ดีด้วย) ชโลมน้ำมันตามผิวที่พ้นเสื้อผ้าและเส้นผม และทาเล็บ เพื่อกันการโดนเคมีจากผงสีและทำให้ล้างออกได้ง่ายด้วย ไม่งั้นสีจะติดตัวอยู่นานหลายวัน และของทุกอย่างที่ติดตัวนั้นต้องพร้อมทิ้ง ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า รองเท้า แว่นกันแดด

เทศกาลโฮลี

บรรยากาศงานเล่นสาดสีในพระราชวังซิตี้พาเลซ

กลีบดอกไม้

สิ่งที่น่ารักน่าเอ็นดูของที่งานนี้ที่ต่างจากที่อื่น คือการใช้กลีบดอกไม้เล่นโฮลี เห็นแล้วสดใสสมเป็นการต้อนรับฤดูใบไม้ผลิที่มาถึง

ในลานกว้างภายในพระราชวังมีการจัดเตรียมผงสีที่เรียกว่า กูลัล (Gulal) ซึ่งมีสีสันจัดจ้านตั้งแต่สีแดง สีเขียวนีออน สีเหลือง สีส้ม สีชมพูช็อกกิ้งพิงก์ ใส่มาในถาดทองเหลืองแบบอินเดียโบราณ กระสอบกลีบดอกไม้สีขาว สีเหลือง สีน้ำตาลแดง จำนวนมาก ก้าวเข้างานปุ๊บก็ถูกต้อนรับโดยคุณป้าชาวอินเดียที่เอาผงสีแดงมาป้ายหน้าผากกับสองแก้มปั๊บ วิธีป้ายสีนี้เป็นวิธีที่หลายครอบครัวทำกัน เขาไม่สาดกูลัลใส่กันแบบจังๆ เปรียบได้กับงานสงกรานต์ที่มีการประพรมน้ำพองาม ก่อนจะพัฒนามาเป็นมหกรรมปีนฉีดน้ำและเทโครมๆ เฉกเช่นเดียวกันกับการสาดซัดกูลัลใส่กันอย่างหนักหน่วงในชั่วโมงต่อมา

สัมผัสของกูลัลเหมือนแป้งทำขนมและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เหมือนแป้งฝุ่น กูลัลของแท้และดั้งเดิมนั้นทำจากวัตถุดิบธรรมชาติที่ได้มาจากการบดดอกไม้ใบไม้แห้งซึ่งมีประโยชน์ทางอายุรเวช โดยเชื่อว่าจะป้องกันอาการหวัดหรือไวรัสช่วงเปลี่ยนฤดู แต่ภายหลังเริ่มมีการใช้สีสังเคราะห์มากขึ้นซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย พอทุกวันนี้กระแสออร์แกนิกกลับมาอีกครั้ง กูลัลธรรมชาติจึงถูกนำมาขายมากขึ้น

กูลัล

กูลัลในพระราชวัง

กูลัล

กูลัลตามท้องถนน

โฮลี

กูลัลบนใบหน้าสวย ๆ

ไฮไลต์ที่ขาดไม่ได้เลยอีก 2 อย่างของความบันเทิงแบบโฮลีคือ กลุ่มวงดนตรีตีกลองที่โผล่มาช่วยสร้างสีสันและบรรยากาศสนุกสนาน ใครชอบใจใครก็ให้เงินรางวัลกันไป และเครื่องดื่มผสม ‘บัง’ (Bhang) ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สกัดมาจากใบกัญชา เป็นการผสมน้ำนมอัลมอนด์กับบัง ดื่มเพื่อสร้างความตื่นตัว สนุกสนาน คึกคัก ถ้าเห็นใครเต้นแรง หัวเราะหนัก ในเทศกาลโฮลี สันนิษฐานได้เลยว่าดื่มบังเข้าไปแล้ว งานนี้มีผู้หวังดีสอนว่าบังจะถูกดูดซึมทางกระเพาะอาหาร อาการ ‘เมาบัง’ จึงจะเกิดขึ้น 30 นาทีให้หลัง ดังนั้น อย่าชะล่าใจไปว่าฉันโอเคแล้วดื่มเอาๆ เพราะคุณอาจจะกลายเป็นคนบ้าได้

หลังจากเล่นสาดสีกันสนุกสนานแล้ว ชาวอินเดียก็จะแยกย้ายกันไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วไปพบเจอญาติมิตร เพื่อนฝูง เพื่อทานข้าว ทานขนม ซึ่งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวนี้เป็นสิ่งที่สังคมอินเดียให้ความสำคัญสูงสุดจริงๆ เห็นได้จากทุกเทศกาล และอย่างที่บอก วันที่ 2 ของเทศกาลเป็นวันหยุดราชการ ร้านรวงทุกอย่างปิดทำการทั้งหมด เพื่อให้คนเล่นสนุกได้อย่างเต็มที่ ถ้าจะมาเที่ยวอินเดียช่วงนี้ต้องวางแผนเที่ยวดีๆ นะคะ

วงดนตรี

นักดนตรีสไตล์ราชสถานสร้างบรรยากาศ

Google Doodle

Google Doodle สำหรับเทศกาลโฮลี 2018

นับวันโฮลีจะเป็นที่รู้จักของคนในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ปีนี้ Google ก็จัดทำ Google Doodles เป็นรูปนักดนตรีตีกลองและคนเต้นระบำฉลองเทศกาลโฮลี สำหรับใช้ในอินเดีย สหรัฐฯ แคนาดา อังกฤษ และเอสโทเนียด้วย โดย Doodles นี้เลือกใช้สีที่สะท้อนความหมายต่างๆ ได้แก่ สีแดง สื่อถึงความรักและความอุดมสมบูรณ์, สีเหลือง คือสีขมิ้นที่เป็นสมุนไพรรักษาโรคภัยต่างๆ, สีน้ำเงิน เป็นตัวแทนของพระกฤษณะ และ สีเขียว เป็นสัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ผลิและการเริ่มต้นใหม่

ระยะหลังที่กรุงเทพฯ ก็มีการจัดเทศกาลโฮลีเหมือนกัน นำโดยสมาคมวิศวะฮินดูปาริชาติ (Vishva Hindu Parishad: VHP) นับเป็นการส่งเสริมความใกล้ชิดระหว่างประชาชนไทย-อินเดียที่ประสบความสำเร็จมากทีเดียว

ภาพ : ปโยธร ศิริโยธา

ที่มาของเทศกาลโฮลี

ที่มาของเทศกาลโฮลีมีหลายตำนาน หลายเรื่องเล่า แต่ที่คนส่วนใหญ่เล่าให้ฟังคือ ตำนานปีศาจ ‘หิรัญยกศิปุ’ (Hiranyakashipu) เรื่องมีอยู่ว่า หิรัญยกศิปุได้ขอพรจากพระพรหมให้ตนเป็นอมตะ แต่พระพรหมบอกว่าให้ไม่ได้ เจ้าปีศาจฉลาดแกมโกงผู้นี้จึงรังสรรค์คำขอใหม่ว่า งั้นขอให้ข้าถูกฆ่าไม่ตายไม่ว่าจะเป็นตอนกลางวันหรือกลางคืน นอกบ้านหรือในบ้าน บนพื้นดินหรือในอากาศ โดยมนุษย์หรือสัตว์ โดยอาวุธหรือมือ ซึ่งพระพรหมก็ยอมประทานพรให้

ต่อมาปีศาจตนนี้เหิมเกริมสั่งห้ามมิให้ชาวบ้านบูชาพระเจ้าองค์อื่นนอกจากตน แต่คนที่ขัดคืนคำสั่งกลับเป็นลูกชายตนเองชื่อว่า ประหลาด (Prahlada) เพราะประหลาดนับถือพระวิษณุอย่างยิ่ง ภายหลังหิรัญยกศิปุจึงมอบหมายให้นางโฮลีกะ (Holika) ซึ่งเป็นน้องสาวที่ได้รับพรฆ่าไม่ตายเหมือนกัน จับประหลาดนั่งตักเข้ากองไฟไปหมายจะให้ตายเสีย แต่ประหลาดสวดมนต์ขอพรพระวิษณุ จึงไม่ตาย ส่วนนางโฮลีกะถูกเผาไหม้ตายไปในกองเพลิงแทน จึงเป็นที่มาของพิธีกรรม โฮลีกะดาเฮิน ที่เล่าข้างต้น ส่วนพระวิษณุก็ได้อวตารมาเป็นนรสิงห์ ครึ่งคนครึ่งสิงโต จับหิรัญยกศิปุมานั่งบนตักตน ในเวลาโพล้เพล้ กลางประตู และใช้กรงเล็บจัดการสังหาร จึงเป็นบทสรุปของธรรมะย่อมชนะอธรรมตามศาสนาฮินดูนั่นเอง

Writer

ปัทมน ปัญจวีณิน

เจ้าของพ็อคเก็ตบุ๊คและเพจ ‘ไปญี่ปุ่นกับทุนมง’ ปัจจุบันย้ายบ้านมาทำงานอยู่ที่อินเดีย สนุกกับการขีดเขียน การเดินทางท่องเที่ยว และสูดกลิ่นกาแฟหอม ๆ

Masala Moment

ปรากฏการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่น่าสนใจในอินเดีย

เร็วๆ นี้สื่อหลายสำนักทั่วโลกรายงานข่าวว่า ศาลฎีกาอินเดียมีคำตัดสินให้การรักร่วมเพศมิใช่การกระทำที่ผิดกฎหมายอินเดียอีกต่อไป สร้างความยินดีให้กับคนข้ามเพศทั่วประเทศ Google และ Facebook อินเดียต่างขึ้นโลโก้สีรุ้งฉลองโอกาสดังกล่าว นับเป็นอีกก้าวสำคัญด้านความเท่าเทียมทางเพศในประวัติศาสตร์อินเดียและโลก

การรักร่วมเพศเป็นเรื่องผิดกฎหมายของหลายสังคม หลายวัฒนธรรม บ้างเคยผิด บ้างไม่ผิดแล้ว บ้างยังผิดอยู่ สำหรับอินเดีย มาตราที่ 337 ของประมวลกฎหมายอาญาอินเดีย มรดกที่อังกฤษ เจ้าอาณานิคม ทิ้งไว้เมื่อ 157 ปีก่อน กำหนดให้การรักร่วมเพศเป็นอาชญากรรม โดยระบุว่า “การร่วมประเวณีกับผู้ชาย ผู้หญิงและสัตว์อย่างผิดธรรมชาติ” เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยมีโทษจำคุก 10 ปี นอกจากนี้ อินเดียซึ่งเป็นต้นกำเนิดอารยธรรมโลกอันเก่าแก่ยังมีกฎสังคม วัฒนธรรม ประเพณี ที่ไม่ยอมรับคนข้ามเพศสืบต่อมานับพันปีแล้วด้วย

อินเดียยกเลิกกฎหมายห้ามรักร่วมเพศ

ความยินดีที่เกิดขึ้นหลังศาลฎีกาอินเดียเผยการตัดสินเมื่อวันที่ 6 กันยายน ที่ผ่านมา

อินเดียยกเลิกกฎหมายห้ามรักร่วมเพศ

Google ขึ้นรูปธงสีรุ้งใต้แถบค้นหา

อินเดียยกเลิกกฎหมายห้ามรักร่วมเพศ

Facebook เปลี่ยนไอคอนเป็นสีรุ้ง

‘ฮิจร่า’ (Hijrah) ถูกกล่าวถึงในตำราโบราณของอินเดียมาตั้งแต่ 4,000 ปีก่อน เป็นกลุ่มคนที่เกิดมาเป็นชายแต่รักความเป็นหญิง ซึ่งน่าจะเทียบได้กับกะเทยในสังคมไทย ภาพเด่นของฮิจร่าคือชายที่แต่งกายเป็นหญิง แต่งหน้าทาปาก และมีจริตจะก้านแบบผู้หญิง ด้วยความเคร่งครัดของสังคมทำให้คนเหล่านี้หนีหรือถูกขับไล่ออกจากสังคมมาอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม การถูกกีดกันให้เป็นคนชายขอบส่งผลให้ฮิจร่าจำนวนไม่น้อยประกอบอาชีพโสเภณี หรือเดินขอเงินจากผู้คนตามสี่แยกไฟแดงและบนรถไฟ มีผู้นำที่เรียกว่า ‘กูรู’ ซึ่งคนที่เคยไปอินเดียก็อาจเคยพบเห็น

ฮิจร่านับเป็นประเภทหนึ่งของคนข้ามเพศ หรือ LGBTQ ในสังคมอินเดียที่ยังเป็นสังคมชายเป็นใหญ่และไม่เปิดรับการเป็นคนข้ามเพศมากนัก สำมะโนประชากรอินเดียปี 2011 ประเมินว่ามีคนข้ามเพศในอินเดียประมาณ 2.5 ล้านคน ซึ่งเป็นสถิติจากคนที่มาลงทะเบียนกับภาครัฐ ดังนั้น จำนวนจริงจึงน่าจะมากกว่านี้มาก โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่าอินเดียมีประชากรถึง 1,200 ล้านคน

ชาวอินเดียข้ามเพศส่วนใหญ่ด้อยโอกาสทางการศึกษาและการประกอบอาชีพ รวมถึงถูกรังแกทั้งทางร่างกายและจิตใจ แม้แต่นักสิทธิมนุษยชนที่เรียกร้องสิทธิให้กลุ่มคนข้ามเพศก็พลอยติดร่างแหไปด้วย แต่ระยะหลังเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในทางบวกมากขึ้น โดยเฉพาะในสังคมเมืองและกลุ่มคนที่มีการศึกษาและฐานะทางการเงิน

อินเดียยกเลิกกฎหมายห้ามรักร่วมเพศ

ฮิจร่ายิ้มรับคำตัดสินของศาลฎีกาอินเดีย

ตัวอย่างเช่นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและนโยบาย กรณีการยกเลิกกฎหมายที่เพิ่งเกิดขึ้นก็มีเส้นทางที่ไม่ง่าย เพราะพยายามแก้ไขกันมาตั้งแต่ปี 2001 จนในที่สุดเมื่อปี 2009 ศาลสูงของกรุงนิวเดลีมีคำตัดสินว่า มาตรา 337 ละเมิดสิทธิต่อชีวิตและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน รวมถึงละเมิดหลักการความเท่าเทียมซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ไม่วาย ในปี 2013 ศาลฎีกาอินเดีย ซึ่งมีอำนาจเหนือศาลระดับรัฐ ประกาศไม่รับคำตัดสิน โดยได้แรงสนับสนุนจากกลุ่มคนที่ต่อต้านคนข้ามเพศ ทั้งนักการเมือง นักศาสนา และผู้คนในสังคม ซึ่งนับเป็นการก้าวถอยหลังเรื่องความเท่าเทียมทางเพศในสังคมอินเดีย

แต่ต่อมาในปี 2014 ศาลฎีกาอินเดียมีคำตัดสินยอมรับคนข้ามเพศเป็นเพศที่สามด้วยเหตุผลทางด้านสิทธิมนุษยชน และเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรโควตาด้านการงานและการศึกษาให้กับคนที่แปลงเพศอย่างฮิจร่า ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับท้องถิ่น เช่น รัฐเกรละและรัฐทมิฬนาฑู รัฐตอนใต้ของประเทศ ที่ผลักดันนโยบายสวัสดิการสำหรับคนข้ามเพศ ในรัฐทมิฬนาฑู คนข้ามเพศสามารถเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิงในโรงพยาบาลของรัฐได้ฟรี และรัฐเกรละประกาศการดูแลคนข้ามเพศเป็นพิเศษ โดยเฉพาะด้านการศึกษา

อินเดียยกเลิกกฎหมายห้ามรักร่วมเพศ

ชาวอินเดียถือป้ายฉลองคำตัดสินของศาลฎีกาบริเวณด้านหน้าที่ทำการศาล

ด้านเศรษฐกิจและสังคมก็มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ ใครจะคาดคิดว่าในอินเดียจะมีโชว์ Drag Queen กับเขาด้วย ซึ่ง Drag Queen หมายถึงกลุ่มคนที่กายเป็นชาย แต่มีความสามารถแต่งตัวเป็นผู้หญิงได้อย่างสวยงาม มีที่มาจาก Dressed Resembling A Girl และมีจุดประสงค์เพื่อการแสดงหรือความบันเทิงโดยเฉพาะ โดย Kitty Su ไนต์คลับและผับหรูชื่อดังซึ่งมีสาขาใน 3 เมืองเศรษฐกิจของอินเดียอย่างมุมไบ เดลี และจันดิการ์ เป็นผู้สร้างปรากฏการณ์จัดโชว์ Drag Queen จนได้กระแสตอบรับล้นหลาม ครั้งหนึ่ง Kitty Su เชิญคนดังระดับโลกอย่าง Violet Chachki มาแสดง ก็มีผู้ชมถึง 1,900 คน  

Keshav Suri ทายาทเครือโรงแรมหรู The Lalit ผู้ก่อตั้ง Kitty Su กล่าวว่า วันนี้เราละเลยอำนาจเงินสีชมพูไม่ได้อีกต่อไป เงินสีชมพู คืออำนาจซื้อของกลุ่มคนข้ามเพศ แม้แต่ชาวอินเดียที่อยู่ในสังคมอนุรักษนิยมก็เริ่มสนใจธุรกิจสีชมพูมากขึ้น ทั้งอุตสาหกรรมบันเทิง ภาพยนตร์ การท่องเที่ยว ร้านอาหาร ร้านค้า นิตยสาร Forbes India และบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก Out Now Consulting ประเมินไว้ในปี 2009 ว่า มีคนข้ามเพศถึง 4 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนประชากรอินเดียทั้งหมด หรือ 30 ล้านคน รวมคนที่เปิดเผยและปกปิดตัวตน ซึ่งคนเหล่านี้มีศักยภาพในการจับจ่ายสูง เพราะมีรายได้และไม่มีลูก

อินเดียยกเลิกกฎหมายห้ามรักร่วมเพศ

Keshav Suri (ซ้าย) ผู้ก่อตั้ง Kitty Su และแกนนำนักเคลื่อนไหวการคัดค้านมาตรา 377 และการเรียกร้องความเท่าเทียมให้กับกลุ่มคนข้ามเพศ

ในสังคมอนุรักษนิยมเช่นอินเดียที่คนส่วนใหญ่ยังต่อต้านคนข้ามเพศ ยังคงต้องใช้เวลาอีกมากเพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนในชุมชนให้เปิดรับ แต่การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายซึ่งนับเป็นมุมมองระดับรัฐ รวมถึงก้าวเล็กๆ ทางธุรกิจซึ่งเป็นมุมมองจากภาคเอกชน สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงค่านิยมและทัศนคติต่อคนข้ามเพศในสังคมอินเดียทีละน้อย การคืนสิทธิที่จะเลือกเป็นและจะเลือกรักให้ชุมชนคนข้ามเพศซึ่งเคยเป็นคนชายขอบ ก็อาจจะนำไปสู่การคืนสิทธิมนุษยชนด้านอื่นๆ ให้คนชายขอบในมิติอื่นของสังคมอินเดียในอนาคตต่อไป

Writer

ปัทมน ปัญจวีณิน

เจ้าของพ็อคเก็ตบุ๊คและเพจ ‘ไปญี่ปุ่นกับทุนมง’ ปัจจุบันย้ายบ้านมาทำงานอยู่ที่อินเดีย สนุกกับการขีดเขียน การเดินทางท่องเที่ยว และสูดกลิ่นกาแฟหอม ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load