เมื่อหาข้อมูลเวลาเปิด-ปิดสถานที่ท่องเที่ยวในอินเดีย บางครั้งฉันก็จะเกิดความสับสนงุนงง เพราะคำตอบที่ได้คือ เปิดเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น และปิดเมื่อพระอาทิตย์ตก

การกำหนดเวลาลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดทางด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างหนึ่งของอินเดียอย่างชัดเจน นั่นคือ ‘ไฟฟ้า’ โดยในจำนวนประชากร 1.2 พันล้านคนของอินเดีย มีคนถึง 400 ล้านคนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ รัฐบาลอินเดียยังไม่สามารถสร้างและขยาย Power Grid หรือโครงข่ายระบบไฟฟ้าหลักให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศ ด้วยต้องอาศัยงบประมาณและพลังงานสูงลิบ

อย่าว่ากระนั้นเลย เพราะแม้แต่บ้านคนในใจกลางกรุงนิวเดลียังต้องติดเครื่องปั่นไฟน้ำมันดีเซลทุกบ้าน เพราะมีโอกาสที่จะไฟตกไฟดับได้ทุกวัน

วันนี้ฉันเลยอยากมาเล่าถึงธุรกิจสัญชาติอินเดียที่น่าสนใจอันหนึ่งซึ่งเข้ามาเติมเต็มความขาดแคลนไฟฟ้าในชนบทห่างไกล นั่นคือ ธุรกิจผลิตและจ่ายไฟฟ้าขนาดเล็ก (Micropower) โดยเข้าไปสร้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็กให้เป็นศูนย์กลางผลิตและจ่ายไฟให้กับชุมชนในพื้นที่ ไฟฟ้าที่ได้จากระบบนี้มีราคาถูกกว่าไฟฟ้าจากเครื่องปั่นไฟน้ำมันดีเซล 2 – 3 เท่า และให้พลังงานที่สะอาดกว่าด้วย เพราะใช้ทรัพยากรรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะทรัพยากรหมุนเวียนและอินทรียสารเป็นแหล่งพลังงาน เช่น แสงอาทิตย์ ลม มูลสัตว์ มาผลิตกระแสไฟฟ้า

Micropower

บริษัทเจ้าของธุรกิจข้างต้นนี้ชื่อว่า OMC (Omnigrid Micropower Company) ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. 2011 มีธุรกิจ คือ ขายไฟฟ้าราคาถูก (กว่า) ให้กับบริษัทสื่อสารโทรคมนาคม (Telecom) ที่ต้องไปตั้งเสาส่งสัญญาณให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วอินเดียเป็นหลัก เห็นว่าอินเดียขาดแคลนไฟฟ้าอย่างนี้ แต่ชาวอินเดียกว่า 550 ล้านคนมีโทรศัพท์มือถือนะจ๊ะ

ดังนั้น ทั้งเสาส่งสัญญาณและไฟฟ้าไว้ชาร์จแบตมือถือถือว่าเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก ปัจจุบันมีการตั้งเสาส่งสัญญาณในชนบทมากถึงสองแสนกว่าต้น แต่จุดที่น่าสนใจของ OMC ก็คือ บริษัทนี้ใช้โอกาสนี้ขายไฟฟ้าให้กับคนในชุมชนไปพร้อมๆ กันด้วย นับเป็นการเพิ่มรายได้ให้บริษัทแล้ว ยังเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงไฟฟ้าให้กับชาวอินเดียอีกจำนวนมหาศาล

รูปแบบการขายไฟฟ้าให้ชุมชนของ OMC มีแบบขายกระแสไฟเลยและขายผลิตภัณฑ์แปรรูป ในส่วนกระแสไฟ ลูกค้าหลัก คือ องค์กร เช่น โรงงาน โรงเรียน ก็ต่อสายไฟจากโรงไฟฟ้าตรงได้เลย ส่วนผลิตภัณฑ์แปรรูปนั้นมุ่งเน้นลูกค้าชาวบ้าน ผลิตภัณฑ์น่าสนใจมาก มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

โมฮัมมัด ฟาฮิม

เริ่มจากอย่างแรกคือ ตะเกียงไฟฟ้า ซึ่งเป็นตะเกียงหลอด LED ที่ให้ไฟสีขาว สว่างต่อเนื่อง 6 ชั่วโมง ในราคาค่าเช่าเพียง 4 รูปี หรือ 2 บาท ต่อวันเท่านั้น โดย OMC จะส่งตะเกียงให้ลูกค้าตอนเย็นและมารับกลับไปตอนเช้าเพื่อชาร์จแบตเตอร์รี่ก่อนจะนำตะเกียงมาส่งให้ใหม่อีกครั้งตอนเย็น

คุณโมฮัมมัด ฟาฮิม ชาวนาคนหนึ่งในรัฐอุตตรประเทศให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์ว่า เขาเคยใช้ตะเกียงน้ำมันเตาและเคยติดตั้งไฟฟ้าและมีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำต่อเดือน 250 รูปี โดยไฟมาเพียง 5 – 6 ชั่วโมงต่อวัน ตอนนี้หันมาใช้ตะเกียงไฟฟ้าแทนแล้ว ได้ไฟนานเท่ากัน สว่างกว่า แล้วก็ประหยัดกว่าด้วย

ผลิตภัณฑ์อีกอย่าง คือ OMC Business-in-a-box ซึ่งมาเป็นแพ็กเกจอุปกรณ์ไฟฟ้าที่จำเป็นในการเริ่มต้นธุรกิจ สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย มีทั้งตะเกียงพลังแสงอาทิตย์ พาวเวอร์บ็อกซ์ (ที่ชาร์จไฟฟ้าแบบพกพา) ปลั๊กต่อ หลอดไฟ ไฟฉาย และพัดลม เป็นต้น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำธุรกิจทุกอย่าง และเช่นเดียวกัน บริษัทจะมารับอุปกรณ์เหล่านี้กลับไปชาร์จไฟให้รายวัน

OMC Business-in-a-box

อนิล ราช และ โรหิต จันดรา ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร OMC เป็นอดีตคนในวงการโทรคมนาคมที่เห็นโอกาสและความต้องการไฟฟ้าของชาวอินเดียในชนบท ให้สัมภาษณ์ว่า ชาวอินเดียชนบทให้ความสำคัญกับราคามาก ถ้าแพงก็จะไม่ซื้อ ดังนั้นจึงไม่นิยมต่อไฟฟ้าเข้าบ้าน หรือติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์เพราะมีต้นทุนสูงกว่า 10,000 รูปี หรือประมาณ 5,000 บาท นี่จึงเป็นช่องว่างธุรกิจและโอกาสของ OMC

จันดราบอกว่า ธุรกิจนี้เป็นการลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐานที่มีอายุใช้งาน 20 – 25 ปี มีแผนคืนทุนในเวลา 6 – 7 ปี ในปี 2013 บริษัทได้สร้างโรงไฟฟ้าแล้ว 10 แห่ง โรงไฟฟ้าแต่ละแห่งส่งไฟฟ้าให้เสาส่งสัญญาณอย่างน้อย 2 เสา และชาวบ้าน 3,000 ครัวเรือนโดยรอบ รวมทั้งมีลูกค้าตะเกียงแสงอาทิตย์ประมาณ 150,000 คน OMC วางแผนขยายธุรกิจผ่านรูปแบบ franchise และพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น เช่น จักรยานพลังงานไฟฟ้า ตู้เย็นให้เช่า ปั๊มน้ำคุณภาพสูงให้เช่าสำหรับชลประทาน และการถ่ายทอดรายการโทรทัศน์สดผ่านสัญญาณไวไฟ

ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของ OMC ไม่เพียงแต่เตะตาชาวบ้านตาดำๆ อย่างฉัน แต่เป็นที่สนใจขององค์กรและธุรกิจหลายแห่ง โดยในปี 2015 OMC ได้ลงนามกรอบความตกลงร่วมกับ SunEdison ของสหรัฐอเมริกาวางแผนจะพัฒนาโรงงานไฟฟ้าไมโครพาวเวอร์ 5,000 แห่งในชนบทอินเดีย รวมมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 15,000 ล้านบาท) ภายในเวลา 3 – 5 ปี

ต่อมาในปี 2016 มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) ได้เข้ามาทำความตกลงกับ OMC โดยสนับสนุนเงินทุน 4.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 135 ล้านบาท) ในโครงการสร้างโรงไฟฟ้าและปรับปรุงโรงไฟฟ้าของ OMC ที่มีอยู่แล้ว 100 แห่งในรัฐอุตตรประเทศ ภายใต้โครงการ Smart Power for Rural Development (SPRD) Initiative ของมูลนิธิ โดยร็อกกี้เฟลเลอร์มีงบประมาณ 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนให้หมู่บ้าน 1,000 แห่งเข้าถึงไฟฟ้าและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในชนบท

ล่าสุดในเดือนสิงหาคม 2017 บริษัทมิตซุย (Mitsui) ซึ่งเป็นเครือบริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่นก็ได้เซ็นสัญญาร่วมทุน (Joint Venture: JV) กับ OMC ด้วยเงินทุนประมาณ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 300 ล้านบาท) เพื่อขยายธุรกิจไมโครพาวเวอร์ในอินเดีย และมีแผนข้ามไปถึงการลงทุนในประเทศแอฟริกาตะวันออกด้วย ซึ่งโมเดลเช่นนี้น่าจะเป็นที่ต้องการของประเทศกำลังพัฒนาอย่างแอฟริกาเช่นกัน

เราได้เห็นแล้วว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไม่จำเป็นต้องเป็นผลงานของภาครัฐเสมอไป โดยรัฐเปิดโอกาสและสนับสนุนให้เอกชนผู้ที่มีความเชี่ยวชาญกว่าเข้ามาพัฒนาได้ ซึ่งแน่นอนว่าต้องอาศัยความก้าวหน้าของธุรกิจและผลตอบแทนเป็นตัวขับเคลื่อน แต่ที่สำคัญกว่าคือ ประชาชนได้ประโยชน์และประเทศชาติพัฒนาก้าวไปข้างหน้า

ด้วยความยิ่งใหญ่ของพื้นที่และจำนวนประชากร การพัฒนาอินเดียจึงทำได้ไม่ง่ายนัก แต่จากธุรกิจ OMC เราได้เห็นแล้วว่า หากทุกหน่วยงานร่วมก้าวไปในทิศทางเดียวกัน แม้จะเป็นก้าวเล็กๆ ก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศร่วมกันได้ อยากจะบอกว่า อินเดียยังมีพื้นที่และภาคส่วนที่รอคอยการพัฒนาอีกมาก ธุรกิจนวัตกรรมดีๆ ของไทยน่าลองไปหาโอกาสที่อินเดียดูเหมือนกันนะคะ

ไฟฟ้า

Writer & Photographer

ปัทมน ปัญจวีณิน

เจ้าของพ็อคเก็ตบุ๊คและเพจ ‘ไปญี่ปุ่นกับทุนมง’ ปัจจุบันย้ายบ้านมาทำงานอยู่ที่อินเดีย สนุกกับการขีดเขียน การเดินทางท่องเที่ยว และสูดกลิ่นกาแฟหอม ๆ

Masala Moment

ปรากฏการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่น่าสนใจในอินเดีย

เร็วๆ นี้สื่อหลายสำนักทั่วโลกรายงานข่าวว่า ศาลฎีกาอินเดียมีคำตัดสินให้การรักร่วมเพศมิใช่การกระทำที่ผิดกฎหมายอินเดียอีกต่อไป สร้างความยินดีให้กับคนข้ามเพศทั่วประเทศ Google และ Facebook อินเดียต่างขึ้นโลโก้สีรุ้งฉลองโอกาสดังกล่าว นับเป็นอีกก้าวสำคัญด้านความเท่าเทียมทางเพศในประวัติศาสตร์อินเดียและโลก

การรักร่วมเพศเป็นเรื่องผิดกฎหมายของหลายสังคม หลายวัฒนธรรม บ้างเคยผิด บ้างไม่ผิดแล้ว บ้างยังผิดอยู่ สำหรับอินเดีย มาตราที่ 337 ของประมวลกฎหมายอาญาอินเดีย มรดกที่อังกฤษ เจ้าอาณานิคม ทิ้งไว้เมื่อ 157 ปีก่อน กำหนดให้การรักร่วมเพศเป็นอาชญากรรม โดยระบุว่า “การร่วมประเวณีกับผู้ชาย ผู้หญิงและสัตว์อย่างผิดธรรมชาติ” เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยมีโทษจำคุก 10 ปี นอกจากนี้ อินเดียซึ่งเป็นต้นกำเนิดอารยธรรมโลกอันเก่าแก่ยังมีกฎสังคม วัฒนธรรม ประเพณี ที่ไม่ยอมรับคนข้ามเพศสืบต่อมานับพันปีแล้วด้วย

อินเดียยกเลิกกฎหมายห้ามรักร่วมเพศ

ความยินดีที่เกิดขึ้นหลังศาลฎีกาอินเดียเผยการตัดสินเมื่อวันที่ 6 กันยายน ที่ผ่านมา

อินเดียยกเลิกกฎหมายห้ามรักร่วมเพศ

Google ขึ้นรูปธงสีรุ้งใต้แถบค้นหา

อินเดียยกเลิกกฎหมายห้ามรักร่วมเพศ

Facebook เปลี่ยนไอคอนเป็นสีรุ้ง

‘ฮิจร่า’ (Hijrah) ถูกกล่าวถึงในตำราโบราณของอินเดียมาตั้งแต่ 4,000 ปีก่อน เป็นกลุ่มคนที่เกิดมาเป็นชายแต่รักความเป็นหญิง ซึ่งน่าจะเทียบได้กับกะเทยในสังคมไทย ภาพเด่นของฮิจร่าคือชายที่แต่งกายเป็นหญิง แต่งหน้าทาปาก และมีจริตจะก้านแบบผู้หญิง ด้วยความเคร่งครัดของสังคมทำให้คนเหล่านี้หนีหรือถูกขับไล่ออกจากสังคมมาอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม การถูกกีดกันให้เป็นคนชายขอบส่งผลให้ฮิจร่าจำนวนไม่น้อยประกอบอาชีพโสเภณี หรือเดินขอเงินจากผู้คนตามสี่แยกไฟแดงและบนรถไฟ มีผู้นำที่เรียกว่า ‘กูรู’ ซึ่งคนที่เคยไปอินเดียก็อาจเคยพบเห็น

ฮิจร่านับเป็นประเภทหนึ่งของคนข้ามเพศ หรือ LGBTQ ในสังคมอินเดียที่ยังเป็นสังคมชายเป็นใหญ่และไม่เปิดรับการเป็นคนข้ามเพศมากนัก สำมะโนประชากรอินเดียปี 2011 ประเมินว่ามีคนข้ามเพศในอินเดียประมาณ 2.5 ล้านคน ซึ่งเป็นสถิติจากคนที่มาลงทะเบียนกับภาครัฐ ดังนั้น จำนวนจริงจึงน่าจะมากกว่านี้มาก โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่าอินเดียมีประชากรถึง 1,200 ล้านคน

ชาวอินเดียข้ามเพศส่วนใหญ่ด้อยโอกาสทางการศึกษาและการประกอบอาชีพ รวมถึงถูกรังแกทั้งทางร่างกายและจิตใจ แม้แต่นักสิทธิมนุษยชนที่เรียกร้องสิทธิให้กลุ่มคนข้ามเพศก็พลอยติดร่างแหไปด้วย แต่ระยะหลังเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในทางบวกมากขึ้น โดยเฉพาะในสังคมเมืองและกลุ่มคนที่มีการศึกษาและฐานะทางการเงิน

อินเดียยกเลิกกฎหมายห้ามรักร่วมเพศ

ฮิจร่ายิ้มรับคำตัดสินของศาลฎีกาอินเดีย

ตัวอย่างเช่นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและนโยบาย กรณีการยกเลิกกฎหมายที่เพิ่งเกิดขึ้นก็มีเส้นทางที่ไม่ง่าย เพราะพยายามแก้ไขกันมาตั้งแต่ปี 2001 จนในที่สุดเมื่อปี 2009 ศาลสูงของกรุงนิวเดลีมีคำตัดสินว่า มาตรา 337 ละเมิดสิทธิต่อชีวิตและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน รวมถึงละเมิดหลักการความเท่าเทียมซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ไม่วาย ในปี 2013 ศาลฎีกาอินเดีย ซึ่งมีอำนาจเหนือศาลระดับรัฐ ประกาศไม่รับคำตัดสิน โดยได้แรงสนับสนุนจากกลุ่มคนที่ต่อต้านคนข้ามเพศ ทั้งนักการเมือง นักศาสนา และผู้คนในสังคม ซึ่งนับเป็นการก้าวถอยหลังเรื่องความเท่าเทียมทางเพศในสังคมอินเดีย

แต่ต่อมาในปี 2014 ศาลฎีกาอินเดียมีคำตัดสินยอมรับคนข้ามเพศเป็นเพศที่สามด้วยเหตุผลทางด้านสิทธิมนุษยชน และเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรโควตาด้านการงานและการศึกษาให้กับคนที่แปลงเพศอย่างฮิจร่า ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับท้องถิ่น เช่น รัฐเกรละและรัฐทมิฬนาฑู รัฐตอนใต้ของประเทศ ที่ผลักดันนโยบายสวัสดิการสำหรับคนข้ามเพศ ในรัฐทมิฬนาฑู คนข้ามเพศสามารถเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิงในโรงพยาบาลของรัฐได้ฟรี และรัฐเกรละประกาศการดูแลคนข้ามเพศเป็นพิเศษ โดยเฉพาะด้านการศึกษา

อินเดียยกเลิกกฎหมายห้ามรักร่วมเพศ

ชาวอินเดียถือป้ายฉลองคำตัดสินของศาลฎีกาบริเวณด้านหน้าที่ทำการศาล

ด้านเศรษฐกิจและสังคมก็มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ ใครจะคาดคิดว่าในอินเดียจะมีโชว์ Drag Queen กับเขาด้วย ซึ่ง Drag Queen หมายถึงกลุ่มคนที่กายเป็นชาย แต่มีความสามารถแต่งตัวเป็นผู้หญิงได้อย่างสวยงาม มีที่มาจาก Dressed Resembling A Girl และมีจุดประสงค์เพื่อการแสดงหรือความบันเทิงโดยเฉพาะ โดย Kitty Su ไนต์คลับและผับหรูชื่อดังซึ่งมีสาขาใน 3 เมืองเศรษฐกิจของอินเดียอย่างมุมไบ เดลี และจันดิการ์ เป็นผู้สร้างปรากฏการณ์จัดโชว์ Drag Queen จนได้กระแสตอบรับล้นหลาม ครั้งหนึ่ง Kitty Su เชิญคนดังระดับโลกอย่าง Violet Chachki มาแสดง ก็มีผู้ชมถึง 1,900 คน  

Keshav Suri ทายาทเครือโรงแรมหรู The Lalit ผู้ก่อตั้ง Kitty Su กล่าวว่า วันนี้เราละเลยอำนาจเงินสีชมพูไม่ได้อีกต่อไป เงินสีชมพู คืออำนาจซื้อของกลุ่มคนข้ามเพศ แม้แต่ชาวอินเดียที่อยู่ในสังคมอนุรักษนิยมก็เริ่มสนใจธุรกิจสีชมพูมากขึ้น ทั้งอุตสาหกรรมบันเทิง ภาพยนตร์ การท่องเที่ยว ร้านอาหาร ร้านค้า นิตยสาร Forbes India และบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก Out Now Consulting ประเมินไว้ในปี 2009 ว่า มีคนข้ามเพศถึง 4 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนประชากรอินเดียทั้งหมด หรือ 30 ล้านคน รวมคนที่เปิดเผยและปกปิดตัวตน ซึ่งคนเหล่านี้มีศักยภาพในการจับจ่ายสูง เพราะมีรายได้และไม่มีลูก

อินเดียยกเลิกกฎหมายห้ามรักร่วมเพศ

Keshav Suri (ซ้าย) ผู้ก่อตั้ง Kitty Su และแกนนำนักเคลื่อนไหวการคัดค้านมาตรา 377 และการเรียกร้องความเท่าเทียมให้กับกลุ่มคนข้ามเพศ

ในสังคมอนุรักษนิยมเช่นอินเดียที่คนส่วนใหญ่ยังต่อต้านคนข้ามเพศ ยังคงต้องใช้เวลาอีกมากเพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนในชุมชนให้เปิดรับ แต่การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายซึ่งนับเป็นมุมมองระดับรัฐ รวมถึงก้าวเล็กๆ ทางธุรกิจซึ่งเป็นมุมมองจากภาคเอกชน สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงค่านิยมและทัศนคติต่อคนข้ามเพศในสังคมอินเดียทีละน้อย การคืนสิทธิที่จะเลือกเป็นและจะเลือกรักให้ชุมชนคนข้ามเพศซึ่งเคยเป็นคนชายขอบ ก็อาจจะนำไปสู่การคืนสิทธิมนุษยชนด้านอื่นๆ ให้คนชายขอบในมิติอื่นของสังคมอินเดียในอนาคตต่อไป

Writer

ปัทมน ปัญจวีณิน

เจ้าของพ็อคเก็ตบุ๊คและเพจ ‘ไปญี่ปุ่นกับทุนมง’ ปัจจุบันย้ายบ้านมาทำงานอยู่ที่อินเดีย สนุกกับการขีดเขียน การเดินทางท่องเที่ยว และสูดกลิ่นกาแฟหอม ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load