คุณรู้จักแบรนด์สินค้าแต่งบ้านชื่อ Good Earth (กู้ดเอิร์ธ) ไหมคะ

ถ้าคุณรู้จัก ฉันคิดว่าคุณคงมีหรือเคยมีความเกี่ยวข้องบางอย่างกับอินเดียเป็นแน่แท้ เพราะ Good Earth เป็นแบรนด์ยอดนิยมในกลุ่มชาวอินเดียผู้มีรายได้ และเป็นที่รู้จักอย่างดีของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในอินเดีย

Design House สัญชาติอินเดียเจ้านี้ ออกแบบ ผลิต และจำหน่าย ของตกแต่งบ้านและไลฟ์สไตล์ภายใต้แบรนด์ชื่อเดียวกัน สินค้าประกอบไปด้วยเครื่องนอน ปลอกหมอน ผ้าคลุมเตียง ชุดชากาแฟ จานชาม และยังขยายสายงานไปยังเสื้อผ้า เครื่องประดับ ซึ่ง Good Earth วางตัวในฐานะแบรนด์หรู ข้าวของแต่ละชิ้นราคาไม่ใช่น้อย

Good Earth

Good Earth

Good Earth

Good Earth

Good Earth

ของมีระดับก็ต้องมาพร้อมความโดดเด่น นอกจากจะใช้วัสดุมูลค่าสูง เช่น การใช้ทองคำ 24K และการผสมสีที่มาจากวัตถุดิบธรรมชาติตกแต่งจานชามแล้ว Good Earth ยังสร้างความแตกต่างโดยการผนวกศาสตร์และศิลป์จากงานฝีมือดั้งเดิมของอินเดียกับข้าวของเครื่องใช้สมัยใหม่ ผ่านการปรับการจัดวางลวดลายต่างๆ ให้ดูทันสมัย น่ารัก สดใส และที่สำคัญคุณภาพได้มาตรฐานนานาชาติ บางคอลเลกชันมีกลิ่นอายของ Nordic Design ด้วยโทนสีธรรมชาติและการหยิบความสวยงามรอบตัว เช่น ใบไม้ ดอกไม้ นกน้อย และวัฒนธรรมอินเดียที่ตกทอดมาหลายร้อยปีมารังสรรค์เป็นชิ้นงาน บางคอลเลกชันก็สีสันแสบทรวง การตัดกันของคู่สีสะท้อนถึงความแตกต่างอย่างสุดขั้วที่ดำรงอยู่ในดินแดนภารตะแห่งนี้

ผู้จัดการร้านเล่าให้ฟังด้วยความภูมิใจว่า ทุกวันนี้มีของเลียนแบบกู้ดเอิร์ธออกมาเต็มไปหมด แต่สีที่เกิดจากวิธีผสมเฉพาะตัวนั้นเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีทางเลียนแบบได้

Good Earth

ภาพร้าน Good Earth สาขามุมไบ

Anita Lal ผู้ก่อตั้ง Good Earth ที่ปัจจุบันผันตัวมาเป็นหัวหน้าทีมงานครีเอทีฟ เป็นแม่บ้านคนหนึ่งที่จบการศึกษาด้านจิตวิทยา แต่มีใจรักสีสันและศิลปะ ด้วยความอัดอั้นตันใจที่อินเดียเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ไม่มีถ้วยชามสวยๆ ดีๆ ให้เลือกซื้อ ทำให้ Anita ร้องขอสามีให้ช่วยเปิดร้านให้เธอหน่อย จากวันนั้น วันที่ Good Earth สาขาแรกเปิดตัวขึ้นที่มุมไบ สตรีผู้ซึ่งไม่มีหัวทางธุรกิจเลยอย่าง Anita ก็ได้ใช้ใจรักฝ่าฟันมรสุมทางธุรกิจ จนวันนี้มีร้าน Good Earth ทั่วอินเดียแล้ว 12 สาขา มีสาขานอกประเทศที่ตุรกี (อิสตันบูล) และสิงคโปร์ ปัจจุบัน Good Earth ได้พัฒนาร้านค้าออนไลน์ขึ้นซึ่งเข้าถึงลูกค้าได้ทั่วโลก

เรื่องราวของ Good Earth นั้นน่าศึกษา Anita เลือกหยิบจับศิลปะวัฒนธรรมอินเดียแบบโบราณมาถ่ายทอดในผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันต่างๆ แต่ยังคงเทคนิคการผลิตแบบดั้งเดิมที่ทำด้วยมือตั้งแต่ต้นจนจบสายงานการผลิต และที่สำคัญใช้แต่วัตถุดิบจากธรรมชาติเท่านั้น อาทิ งานด้านผ้า ไม่ว่าจะเป็นผ้าปูที่นอน ผ้าม่าน ปลอกหมอน Good Earth ร่วมมือกับช่างผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค Block Print ของรัฐราชาสถานที่อยู่ในวงการกว่า 40 ปี ถักทอขึ้น งาน Block Print ที่ว่านี้ คือ งานที่ต้องอาศัยช่างฝีมือแกะสลักแม่พิมพ์ไม้ให้เป็นลาย ก่อนจะใช้สีย้อมธรรมชาติจากพืชทาพิมพ์แล้วกดไล่เป็นแนวไปบนผ้าฝ้ายออร์แกนิกให้เกิดเป็นลวดลายทั้งผืน สิ่งเหล่านี้สร้างความเป็นเอกลักษณ์และเสน่ห์ให้กับผ้าแต่ละชิ้น เพราะจะมีสีสัน รอยต่อของลาย แตกต่างกันไป

Good Earth Good Earth Good Earth

อีกงานที่เป็นที่ภูมิใจของ Anita คือ การชุบชีวิตภาชนะที่ทำจาก Kansa (โลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุก หรือ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Bell Metal) ซึ่งศาสตร์ด้านอายุรเวชของอินเดียสอนว่า คนเราควรกินและดื่มอาหารจากภาชนะที่มีคุณสมบัติสร้างความเป็นด่างให้กับอาหาร อย่างเช่น Kansa เพราะทำให้มีสุขภาพแข็งแรง โดย Kansa มีคุณสมบัติฆ่าแบคทีเรีย ช่วยกระตุ้นให้โลหิตไหลเวียน สร้างความแข็งแรงของกระดูก ปัจจุบัน ชุดเหยือกน้ำ Kansa ของ Good Earth ได้รับความนิยมมาก

Good Earth

Simran Lal และ Anita Lal สองสาวผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Good Earth

ไม่เพียงแต่ Good Earth จะมีส่วนช่วยรักษาภูมิปัญญาบรรพบุรุษให้คงอยู่ต่อไปแล้ว ยังช่วยสร้างงานให้ชุมชนในชนบทของอินเดีย แรงงานฝีมือที่ครั้งหนึ่งค่อยๆ หายไปจากสังคมเพราะการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ได้กลับมามีที่ยืน แถมยังมีงานล้นมืออีกด้วย เข้ากันพอดีกับแคมเปญ Make in India ของท่านนายกรัฐมนตรีโมดี โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2559 รัฐบาลอินเดียจัดงาน Make in India Week ขึ้นที่มุมไบ โดยในงาน Simran Lal (ลูกสาวของ Anita) ซึ่งเป็น CEO คนปัจจุบันของ Good Earth ได้ขึ้นเสวนาบนเวที India Design Forum (IDF) 2016 เพื่อแบ่งปันเรื่องราวพร้อมกระตุ้นและส่งเสริมให้ธุรกิจทั้งหลายหันมา Make in India โดยมี Good Earth เป็นตัวอย่างของความสำเร็จ และที่กิ๊บเก๋ไปกว่านั้น Good Earth ยังได้รับเกียรติให้จัดห้องพักรับรองให้กับนายกโมดีด้วย ฉันขอยกให้เป็นห้องรับรองที่น่าใช้ที่สุดในอินเดียเลยค่ะ

Good Earth

ห้องรับรองแบบ Good Earth

นอกจากนี้ Good Earth ยังได้สร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยให้กับวัฒนธรรมอินเดีย โดยย้อนไปอีกนิดเมื่อเดือนตุลาคม 2558 Good Earth ได้จับมือกับวิกตอเรียและอัลเบิร์ตมิวเซียม ซึ่งเป็นมิวเซียมด้านศิลปะและดีไซน์ชื่อก้องโลก จัดนิทรรศการฉลองครบรอบ 20 ปี Good Earth ไกลถึงสหราชอาณาจักร และสนับสนุนการจัดนิทรรศการ The Fabric of India อวดโฉมอยู่ในพิพิธภัณฑ์ระดับโลก พร้อมกับวางขายสินค้าของตัวเองใน V&A Shop ว่ากันว่านี่เป็นการปูทางไปสู่ก้าวใหม่ของ Good Earth สาขาลอนดอน และ Good Earth Pop Up Store ในห้าง Selfridges อีกด้วย

จากธุรกิจครอบครัว ที่อยู่มาได้ด้วยเงินหนุนจากสามีนักธุรกิจของ Amita วันนี้ Good Earth สร้างกำไร และขยายอาณาจักรไปทั่วโลกผ่านระบบ e-commerce หลังจากนำระบบออนไลน์มาใช้เป็นเวลา 18 เดือน พบว่ารายได้จากต่างประเทศเข้ามามากถึงร้อยละ 65 ของรายได้ทางออนไลน์ทั้งหมด โดยมีผู้ชมเว็บไซต์จาก 40 – 50 ประเทศ ต่อวัน

Good Earth Good Earth Good Earth

ความสำเร็จของ Good Earth นับได้ว่าเป็นความสำเร็จร่วมกันของทุกภาคส่วนในอินเดียจริงๆ บริษัทมีรายได้ เจ้าของได้ทำในสิ่งที่รัก ชุมชนมีงาน วัฒนธรรมได้รับการสืบสาน ตรงกับแคมเปญรัฐบาล และยังชูเชิดความเป็นอินเดียสู่สังคมโลกอย่างภาคภูมิ Simran Lal ได้ให้สัมภาษณ์ในงาน Make in India Week ว่า สิ่งสำคัญของก้าวต่อไปของ Good Earth คือการนำการออกแบบจากชนบทและชุมชนชนบทนั้นร่วมเดินทางไปด้วย คือต้องมุ่งพัฒนาศักยภาพช่างฝีมือ เพราะเมื่อใดก็ตามที่เราลดคุณค่างานฝีมือ เราก็จะยากจนเมื่อนั้น ต้องมองว่างานฝีมือคือความคิดสร้างสรรค์ที่จะนำไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้นของคนอีกนับล้าน

ทุกวันนี้ฉันได้เห็นงานสร้างสรรค์บนภูมิปัญญาชาวบ้านของไทยมากมาย รู้สึกภูมิใจเช่นเดียวกันขอให้กำลังใจดีไซน์และช่างฝีมือชาวไทยทุกท่าน Good Earth เขายังฝ่าฟันมาถึง 20 ปี ของเราดี ก็ต้องไปให้ไกลได้เช่นกัน

Good Earth

ภาพ: instagram.com/goodearthindia และ www.goodearth.in

Save

Writer

ปัทมน ปัญจวีณิน

เจ้าของพ็อคเก็ตบุ๊คและเพจ ‘ไปญี่ปุ่นกับทุนมง’ ปัจจุบันย้ายบ้านมาทำงานอยู่ที่อินเดีย สนุกกับการขีดเขียน การเดินทางท่องเที่ยว และสูดกลิ่นกาแฟหอม ๆ

Masala Moment

ปรากฏการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่น่าสนใจในอินเดีย

เร็วๆ นี้สื่อหลายสำนักทั่วโลกรายงานข่าวว่า ศาลฎีกาอินเดียมีคำตัดสินให้การรักร่วมเพศมิใช่การกระทำที่ผิดกฎหมายอินเดียอีกต่อไป สร้างความยินดีให้กับคนข้ามเพศทั่วประเทศ Google และ Facebook อินเดียต่างขึ้นโลโก้สีรุ้งฉลองโอกาสดังกล่าว นับเป็นอีกก้าวสำคัญด้านความเท่าเทียมทางเพศในประวัติศาสตร์อินเดียและโลก

การรักร่วมเพศเป็นเรื่องผิดกฎหมายของหลายสังคม หลายวัฒนธรรม บ้างเคยผิด บ้างไม่ผิดแล้ว บ้างยังผิดอยู่ สำหรับอินเดีย มาตราที่ 337 ของประมวลกฎหมายอาญาอินเดีย มรดกที่อังกฤษ เจ้าอาณานิคม ทิ้งไว้เมื่อ 157 ปีก่อน กำหนดให้การรักร่วมเพศเป็นอาชญากรรม โดยระบุว่า “การร่วมประเวณีกับผู้ชาย ผู้หญิงและสัตว์อย่างผิดธรรมชาติ” เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยมีโทษจำคุก 10 ปี นอกจากนี้ อินเดียซึ่งเป็นต้นกำเนิดอารยธรรมโลกอันเก่าแก่ยังมีกฎสังคม วัฒนธรรม ประเพณี ที่ไม่ยอมรับคนข้ามเพศสืบต่อมานับพันปีแล้วด้วย

อินเดียยกเลิกกฎหมายห้ามรักร่วมเพศ

ความยินดีที่เกิดขึ้นหลังศาลฎีกาอินเดียเผยการตัดสินเมื่อวันที่ 6 กันยายน ที่ผ่านมา

อินเดียยกเลิกกฎหมายห้ามรักร่วมเพศ

Google ขึ้นรูปธงสีรุ้งใต้แถบค้นหา

อินเดียยกเลิกกฎหมายห้ามรักร่วมเพศ

Facebook เปลี่ยนไอคอนเป็นสีรุ้ง

‘ฮิจร่า’ (Hijrah) ถูกกล่าวถึงในตำราโบราณของอินเดียมาตั้งแต่ 4,000 ปีก่อน เป็นกลุ่มคนที่เกิดมาเป็นชายแต่รักความเป็นหญิง ซึ่งน่าจะเทียบได้กับกะเทยในสังคมไทย ภาพเด่นของฮิจร่าคือชายที่แต่งกายเป็นหญิง แต่งหน้าทาปาก และมีจริตจะก้านแบบผู้หญิง ด้วยความเคร่งครัดของสังคมทำให้คนเหล่านี้หนีหรือถูกขับไล่ออกจากสังคมมาอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม การถูกกีดกันให้เป็นคนชายขอบส่งผลให้ฮิจร่าจำนวนไม่น้อยประกอบอาชีพโสเภณี หรือเดินขอเงินจากผู้คนตามสี่แยกไฟแดงและบนรถไฟ มีผู้นำที่เรียกว่า ‘กูรู’ ซึ่งคนที่เคยไปอินเดียก็อาจเคยพบเห็น

ฮิจร่านับเป็นประเภทหนึ่งของคนข้ามเพศ หรือ LGBTQ ในสังคมอินเดียที่ยังเป็นสังคมชายเป็นใหญ่และไม่เปิดรับการเป็นคนข้ามเพศมากนัก สำมะโนประชากรอินเดียปี 2011 ประเมินว่ามีคนข้ามเพศในอินเดียประมาณ 2.5 ล้านคน ซึ่งเป็นสถิติจากคนที่มาลงทะเบียนกับภาครัฐ ดังนั้น จำนวนจริงจึงน่าจะมากกว่านี้มาก โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่าอินเดียมีประชากรถึง 1,200 ล้านคน

ชาวอินเดียข้ามเพศส่วนใหญ่ด้อยโอกาสทางการศึกษาและการประกอบอาชีพ รวมถึงถูกรังแกทั้งทางร่างกายและจิตใจ แม้แต่นักสิทธิมนุษยชนที่เรียกร้องสิทธิให้กลุ่มคนข้ามเพศก็พลอยติดร่างแหไปด้วย แต่ระยะหลังเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในทางบวกมากขึ้น โดยเฉพาะในสังคมเมืองและกลุ่มคนที่มีการศึกษาและฐานะทางการเงิน

อินเดียยกเลิกกฎหมายห้ามรักร่วมเพศ

ฮิจร่ายิ้มรับคำตัดสินของศาลฎีกาอินเดีย

ตัวอย่างเช่นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและนโยบาย กรณีการยกเลิกกฎหมายที่เพิ่งเกิดขึ้นก็มีเส้นทางที่ไม่ง่าย เพราะพยายามแก้ไขกันมาตั้งแต่ปี 2001 จนในที่สุดเมื่อปี 2009 ศาลสูงของกรุงนิวเดลีมีคำตัดสินว่า มาตรา 337 ละเมิดสิทธิต่อชีวิตและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน รวมถึงละเมิดหลักการความเท่าเทียมซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ไม่วาย ในปี 2013 ศาลฎีกาอินเดีย ซึ่งมีอำนาจเหนือศาลระดับรัฐ ประกาศไม่รับคำตัดสิน โดยได้แรงสนับสนุนจากกลุ่มคนที่ต่อต้านคนข้ามเพศ ทั้งนักการเมือง นักศาสนา และผู้คนในสังคม ซึ่งนับเป็นการก้าวถอยหลังเรื่องความเท่าเทียมทางเพศในสังคมอินเดีย

แต่ต่อมาในปี 2014 ศาลฎีกาอินเดียมีคำตัดสินยอมรับคนข้ามเพศเป็นเพศที่สามด้วยเหตุผลทางด้านสิทธิมนุษยชน และเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรโควตาด้านการงานและการศึกษาให้กับคนที่แปลงเพศอย่างฮิจร่า ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับท้องถิ่น เช่น รัฐเกรละและรัฐทมิฬนาฑู รัฐตอนใต้ของประเทศ ที่ผลักดันนโยบายสวัสดิการสำหรับคนข้ามเพศ ในรัฐทมิฬนาฑู คนข้ามเพศสามารถเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิงในโรงพยาบาลของรัฐได้ฟรี และรัฐเกรละประกาศการดูแลคนข้ามเพศเป็นพิเศษ โดยเฉพาะด้านการศึกษา

อินเดียยกเลิกกฎหมายห้ามรักร่วมเพศ

ชาวอินเดียถือป้ายฉลองคำตัดสินของศาลฎีกาบริเวณด้านหน้าที่ทำการศาล

ด้านเศรษฐกิจและสังคมก็มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ ใครจะคาดคิดว่าในอินเดียจะมีโชว์ Drag Queen กับเขาด้วย ซึ่ง Drag Queen หมายถึงกลุ่มคนที่กายเป็นชาย แต่มีความสามารถแต่งตัวเป็นผู้หญิงได้อย่างสวยงาม มีที่มาจาก Dressed Resembling A Girl และมีจุดประสงค์เพื่อการแสดงหรือความบันเทิงโดยเฉพาะ โดย Kitty Su ไนต์คลับและผับหรูชื่อดังซึ่งมีสาขาใน 3 เมืองเศรษฐกิจของอินเดียอย่างมุมไบ เดลี และจันดิการ์ เป็นผู้สร้างปรากฏการณ์จัดโชว์ Drag Queen จนได้กระแสตอบรับล้นหลาม ครั้งหนึ่ง Kitty Su เชิญคนดังระดับโลกอย่าง Violet Chachki มาแสดง ก็มีผู้ชมถึง 1,900 คน  

Keshav Suri ทายาทเครือโรงแรมหรู The Lalit ผู้ก่อตั้ง Kitty Su กล่าวว่า วันนี้เราละเลยอำนาจเงินสีชมพูไม่ได้อีกต่อไป เงินสีชมพู คืออำนาจซื้อของกลุ่มคนข้ามเพศ แม้แต่ชาวอินเดียที่อยู่ในสังคมอนุรักษนิยมก็เริ่มสนใจธุรกิจสีชมพูมากขึ้น ทั้งอุตสาหกรรมบันเทิง ภาพยนตร์ การท่องเที่ยว ร้านอาหาร ร้านค้า นิตยสาร Forbes India และบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก Out Now Consulting ประเมินไว้ในปี 2009 ว่า มีคนข้ามเพศถึง 4 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนประชากรอินเดียทั้งหมด หรือ 30 ล้านคน รวมคนที่เปิดเผยและปกปิดตัวตน ซึ่งคนเหล่านี้มีศักยภาพในการจับจ่ายสูง เพราะมีรายได้และไม่มีลูก

อินเดียยกเลิกกฎหมายห้ามรักร่วมเพศ

Keshav Suri (ซ้าย) ผู้ก่อตั้ง Kitty Su และแกนนำนักเคลื่อนไหวการคัดค้านมาตรา 377 และการเรียกร้องความเท่าเทียมให้กับกลุ่มคนข้ามเพศ

ในสังคมอนุรักษนิยมเช่นอินเดียที่คนส่วนใหญ่ยังต่อต้านคนข้ามเพศ ยังคงต้องใช้เวลาอีกมากเพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนในชุมชนให้เปิดรับ แต่การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายซึ่งนับเป็นมุมมองระดับรัฐ รวมถึงก้าวเล็กๆ ทางธุรกิจซึ่งเป็นมุมมองจากภาคเอกชน สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงค่านิยมและทัศนคติต่อคนข้ามเพศในสังคมอินเดียทีละน้อย การคืนสิทธิที่จะเลือกเป็นและจะเลือกรักให้ชุมชนคนข้ามเพศซึ่งเคยเป็นคนชายขอบ ก็อาจจะนำไปสู่การคืนสิทธิมนุษยชนด้านอื่นๆ ให้คนชายขอบในมิติอื่นของสังคมอินเดียในอนาคตต่อไป

Writer

ปัทมน ปัญจวีณิน

เจ้าของพ็อคเก็ตบุ๊คและเพจ ‘ไปญี่ปุ่นกับทุนมง’ ปัจจุบันย้ายบ้านมาทำงานอยู่ที่อินเดีย สนุกกับการขีดเขียน การเดินทางท่องเที่ยว และสูดกลิ่นกาแฟหอม ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load