12 กุมภาพันธ์ 2565
2.89 K

“ผ้าทุกผืนของ Mantra Crafts เป็นเทคนิคเฉพาะที่หาจากไหนไม่ได้บนโลกนี้”

ไม่เกินจริงกับคำบอกเล่าของ เนย-ไวริญญ์ ม้าทอง ลูกสาวของ แอม-มินตรา ม้าทอง เจ้าของแบรนด์ที่ลงทุนบินไปเรียนรู้การย้อมครามถึงประเทศอินเดีย เทคนิคชิโบริขั้นสูงจากประเทศญี่ปุ่น หวนกลับมาให้ความสำคัญกับครามไทยถึงจังหวัดสกลนคร เพื่อนำเทคนิคทั้งหมดมาพัฒนาผ้าไปพร้อมกับผู้คนในชุมชนและชูของดีจังหวัดอย่าง ‘ฝ้ายเข็นมือเมืองเลย’

จนมันตราคิดค้นการมัดย้อมยกดอกที่รวมการทอ สอย มัด และย้อม ในผืนเดียวกัน เป็นเทคนิคเดียวในไทยและในโลก ไม่เพียงแต่การมัดย้อมยกดอกที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ผ้าทุกผืนเกิดจากการย้อมด้วยสีธรรมชาติ สีของผ้าสดเด่นไม่เหมือนใคร และมอบกลิ่นหอมของสมุนไพรให้ทุกการสัมผัสน่าจดจำ ทั้งยังสนับสนุน Slow Fashion ในทุกกระบวนการผลิต

ผืนผ้าจากฝีมือและหัวใจของผู้หญิงจังหวัดเลย พร้อมถักทอเรื่องราวแห่ง Mantra Crafts ให้ทุกคนต้องมนตราพร้อมกัน

Mantra Crafts ผ้าสีธรรมชาติที่ใช้เทคนิคอินเดีย ญี่ปุ่น ไทย ฟื้นฝ้าย จ.เลย ให้คึกคัก

จุดเริ่มต้นไร้พรมแดน

“เราชอบสะสมผ้าเก่า ผ้าพื้นเมือง ผ้าซิ่น ผ้าไหมต่าง ๆ สะสมไว้ค่อนข้างเยอะ และมีโอกาสไปท่องเที่ยว จนได้เจอกับเพื่อนที่เป็นดีไซเนอร์อยู่ที่ต่างประเทศ เขาชวนไปเรียนเรื่องสีธรรมชาติ” คุณแม่เกริ่น ทำให้เราไม่แปลกใจเลยว่า ทำไม Mantra Crafts ถึงเต็มไปด้วยมนตรามากมาย เพราะฝ้ายทุกใย ผ้าทุกผืน เริ่มต้นมาจากความรักของเจ้าของแบรนด์

จากความชอบสะสมผ้า จึงอยากไปศึกษาถึงแหล่งกำเนิด แอมตัดสินใจไปเรียนรัฐคุชราต ประเทศอินเดีย แม้เธอต้องอยู่ท่ามกลางทะเลทรายก็ไม่ใช่อุปสรรค แลกกับการได้คลุกคลีอยู่ในหมู่บ้านที่สืบทอดการทำสีธรรมชาติมากว่า 500 ปี จนเห็นเทคนิคการใช้สีธรรมชาติที่แตกต่างจากบ้านเรา สีธรรมชาติของอินเดียสวยสด เน้นความชัดเจนของเม็ดสี และมีเทคนิคการมัดเฉพาะตัว เรียกว่า บันดานี (Bandhani) คือการมัดหรือผูกผ้าให้เป็นจุดเล็ก ๆ ต่อกันด้วยการใช้เล็บจิกผ้า แล้วมัดด้วยด้ายเพื่อสร้างลวดลายบนผืนผ้า 

แต่แปลก อินเดียขึ้นชื่อเรื่องสีธรรมชาติ แต่สิ่งที่ขาดหายไปกลับกลายเป็นครามธรรมชาติ เมื่อดูถึงถิ่นกลับพบเพียงไหเก่า โรงครามเก่า “เราหวนกลับมาคิดว่า บ้านเรามีขุมทรัพย์อย่างครามธรรมชาติเยอะมาก ทำไมไม่หันกลับมาสนใจเรื่องคราม หรือทำให้มีคุณค่ามากขึ้น” แอมตั้งปณิธานกับตัวเองไว้ว่า ถ้ากลับมาจะมาทำฟาร์มเลี้ยงครามให้ได้ วันนั้นเป็นแค่ความตั้งใจ แต่วันนี้กลายเป็นความจริง

การได้เห็นอีกหนึ่งมิติที่น่าอัศจรรย์ของผ้า เป็นเรื่องใหม่สำหรับแอม ณ ตอนนั้น ความชอบความหลงใหลจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ดินแดนภารตะ หลังจากเก็บไอเดียเรื่องสีธรรมชาติใส่กระเป๋าข้ามทวีปกลับมาจากอินเดีย แอมตัดสินใจบินลัดฟ้าไปศึกษาเรื่องผ้าจริงจังอีกครั้งที่ประเทศญี่ปุ่น จนเจอกับเทคนิคที่ตอบตัวเองว่าใช่! 

การไปญี่ปุ่นครั้งนี้ทำให้แอมรู้จักกับ ‘ชิโบริ’ เทคนิคการสร้างลวดลายลงบนผ้าโดยผสมผสานการมัด รัด พับ ผูก ไว้ในผืนเดียว และกั้นส่วนนั้น ๆ เพื่อไม่ให้ติดสี เทคนิคนี้จุดประกายไอเดียในการสร้างชิ้นงานแบบผสมผสานของผ้าฝ้ายเมืองเลย และไม่มีอะไรมาหยุดแพสชันของเธอได้ เมื่อกลับมาที่ไทย แอมเดินทางไปหาความรู้เรื่องครามต่อที่จังหวัดสกลนคร จังหวัดแพร่ เพื่อดูการทำผ้ามัดย้อมของแต่ละหมู่บ้าน ไปพูดคุยกับชาวบ้าน ร่ำเรียนกับเหล่าอาจารย์ฝีมือฉมัง และจดสูตรทั้งหมดที่ได้จากการตระเวนทั่วไทยมาพัฒนา และเริ่มต้นทำสูตรผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติแบบฉบับมันตรา

“เราจะทำสีธรรมชาติที่เรียนมาและใช้สีธรรมชาติของบ้านเรา เพราะเราอยากอนุรักษ์เรื่องคราม” แอมย้ำ

Mantra Crafts ผ้าสีธรรมชาติที่ใช้เทคนิคอินเดีย ญี่ปุ่น ไทย ฟื้นฝ้าย จ.เลย ให้คึกคัก
Mantra Crafts ผ้าสีธรรมชาติที่ใช้เทคนิคอินเดีย ญี่ปุ่น ไทย ฟื้นฝ้าย จ.เลย ให้คึกคัก

เลยหลงรักฝ้ายเมืองเลย

“พอศึกษาเรียนรู้จนทำได้ก็กลับมาเริ่มทำที่บ้าน ตอนเริ่มใหม่ ๆ ก็มองหาวัสดุว่าจะเอาอะไรมาทำดี จนมาเจอผ้าท้องถิ่นของจังหวัดเลย เป็นผ้าฝ้ายเข็นมือ เนื้อผ้าค่อนข้างหนา ปกติเขาไม่เอามัดย้อมกัน แต่เราลองเอาผ้าของจังหวัดเลยมามัดย้อมดู พอเอามาทำแล้วมันได้เท็กซ์เจอร์ที่สวยงาม เราเลยตัดสินใจว่าจะใช้ผ้าท้องถิ่นเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์” คุณแม่เล่าของดีเมืองเลย

ผ้าฝ้ายเมืองเลยเป็นฝ้ายเข็นมือ มีลักษณะเด่นคือหนานุ่มดุจห่มสำลี เนื้อผ้าขึ้นฟู อบอุ่นแต่สบายเมื่อสวมใส่ อีกทั้งความไม่เรียบเนียนของพื้นผิวบนผ้านั้น เป็นเสน่ห์ที่หาไม่ได้จากผ้าถิ่นอื่น ๆ ทำให้ผ้าผืนโปรดมอบมิติล้ำค่าในทุกเส้นใย

“ฝ้ายเมืองเลยใส่หน้าร้อนก็เย็นสบาย หน้าหนาวก็อุ่น ความแตกต่างคือตรงนี้ แล้วก็การเข็นมือทั้งพุ่งทั้งยืน ทำให้ผิวสัมผัสของผ้าสวยมาก ทั้งฟูและมีความหยาบในตัว ความตะปุ่มตะป่ำนั้นคือเสน่ห์ของผ้าทอมือ”

ข้อดีของผ้าฝ้ายเมืองเลยยังมีอีกมาก เราคงบอกเล่าได้ไม่ครบทุกอณู เท่ากับคุณได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง

Mantra Crafts ผ้าสีธรรมชาติที่ใช้เทคนิคอินเดีย ญี่ปุ่น ไทย ฟื้นฝ้าย จ.เลย ให้คึกคัก
Mantra Crafts ผ้าสีธรรมชาติที่ใช้เทคนิคอินเดีย ญี่ปุ่น ไทย ฟื้นฝ้าย จ.เลย ให้คึกคัก

ต้องมนตรา สู่ Mantra

แค่ฟังจุดเริ่มต้นก็รู้สึกถึงความตั้งใจและทุ่มเทของ Mantra Crafts จนอยากรู้ว่าผ้าหนึ่งผืนต้องผ่านอะไรมาบ้าง

“เราวาดลายก่อน วาดลายเสร็จก็มาสอย มัด แล้วค่อยย้อม ต้องต้มทำความสะอาดผ้าก่อนย้อม เพราะอาจจะมีสิ่งปนเปื้อนจากรอยดินสอ ปากกา” ที่น่าสนใจและพิเศษที่สุดคือทุ กลายผ้าของมันตราเป็นลายที่คิดและสร้างสรรค์ขึ้นมาเอง ผ่านการศึกษาและสะสมผ้าโบราณ บางผืนมีอายุกว่า 200 ปี เมื่อได้ลายผ้าและมัดอย่างบรรจงทั่วทั้งผืน ก็เข้าสู่กระบวนการเตรียมย้อม

“หม้อเล็ก ๆ หม้อแรกกว่าครามจะเซ็ต ก็นั่งเฝ้า นอนเฝ้า หลายอาทิตย์เหมือนกันค่ะ” กว่าจะได้มาซึ่งหม้อครามเล็ก ๆ แต่ละหม้อ แอมใช้เวลาบากบั่นลองผิดลองถูกอยู่ครึ่งปี เพราะการดูแลหม้อครามมีรายละเอียดที่ต้องให้ความสำคัญ ทั้งเรื่องค่า pH ที่เหมาะสม และการควบคุมอุณหภูมิ ภาชนะที่ใส่ก็มีผลต่ออายุของคราม ต้องเลือกใช้ภาชนะที่อุณหภูมิคงที่ ที่นี่เลือกเลี้ยงครามในโอ่ง เพราะมีอากาศถ่ายเท มีความเย็นและความอบอุ่นพอดี ไม่อับหรือชื้นจนเกินไป รวมถึงการให้อาหารครามก็เป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้เช่นกัน 

“เราเลี้ยงครามด้วยน้ำตาล เป็นตัวที่ทำให้จุลินทรีย์แอคทีฟในไหคราม พอให้อาหารเขาเต็มที่ เขาก็จะทำงานให้เราเต็มที่ แม่ครามก็จะได้สารอาหารที่ครบถ้วน อุดมสมบูรณ์ สิ่งนั้นจะทำให้ผ้าเราสีเข้มขึ้น” 

นี่สินะ วิธีดูแลราชินีแห่งสีธรรมชาติ

Mantra Crafts ผ้าสีธรรมชาติที่ใช้เทคนิคอินเดีย ญี่ปุ่น ไทย ฟื้นฝ้าย จ.เลย ให้คึกคัก

หม้อครามของมันตราเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนมีมากกว่า 50 ไห นับว่าเป็นหนึ่งในไหครามธรรมชาติที่เยอะและสวยที่สุดในไทย

เมื่อได้ครามที่อุดมสมบูรณ์มาแล้ว ก็ต้องนำครามนั้นมาทดลองจนกว่าจะได้สีที่เข้มดังใจ โดยส่วนผสมที่จะเพิ่มความเข้มให้ครามก็มาจากธรรมชาติอีกเช่นกัน นั่นคือ น้ำด่าง เป็นน้ำด่างสูตรเฉพาะ ที่ทำจากไม้ที่มีความเปรี้ยว เช่น ไม้มะขาม ไม้มะม่วง และใช้น้ำด่างนั้นผสมกับขี้เถ้าธรรมชาติแท้ ๆ ย้อมแล้วย้อมอีกจนออกมาเป็นผืนผ้าสีสันสวยสดงดงาม รับรองว่าครามที่นี่เข้มสะใจ

‘เข็นฝ้าย ทอฝ้าย วางลาย สอย มัด ย้อม’ นี่เป็นกระบวนการทั้งหมดกว่าจะได้ผ้าแต่ละผืนออกมา ทุกขั้นตอนต้องอาศัยความประณีตขั้นสูง ละเลยไม่ได้แม้กระทั่งตอนแกะผ้า หากแกะอย่างไม่ระมัดระวัง อาจเกิดความเสียหายกับลายผ้าที่ทำมาทั้งหมด

สิ่งสำคัญที่ทำให้แบรนด์ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาตินี้เป็นที่รู้จัก คือการเข้ามาดูแลและทำการตลาดของลูกสาว

หลังเนยเรียนจบจากเมืองหลวง และทำงานด้านการตลาดจนชำนาญเรื่องมาร์เก็ตติ้งและการประชาสัมพันธ์ เมื่อมีโอกาสกลับมาบ้านเกิดอีกครั้ง ได้เห็นกองผ้าสุดคณานับที่คุณแม่ลองทำและเก็บสะสมไว้ เธอจึงเสนอไอเดียให้นำมาขาย เพราะอยากต่อยอดสิ่งดีงามที่คุณแม่ทำ และอยากให้คุณค่าของผ้าฝ้ายเมืองเลยส่งต่อถึงผู้คนเป็นวงกว้างมากขึ้น

Mantra Crafts ผ้าสีธรรมชาติที่ใช้เทคนิคอินเดีย ญี่ปุ่น ไทย ฟื้นฝ้าย จ.เลย ให้คึกคัก
Mantra Crafts ผ้าสีธรรมชาติที่ใช้เทคนิคอินเดีย ญี่ปุ่น ไทย ฟื้นฝ้าย จ.เลย ให้คึกคัก

ผ้าผืนเดียวเที่ยวทั่วโลก

หากกำลังมองหาผ้าไทยแสนเก๋ เป็นผ้าผืนเดียวที่เที่ยวได้ทั่วโลก Mantra Crafts เนรมิตให้ได้ทุกอย่าง ทั้งผ้าผืนทอมือ ผ้ามัดย้อม ผ้าคลุมไหล่ ผ้าถุง เสื้อ กระโปรง กางเกง หมวก กระเป๋า ผ่านเทคนิคการมัดย้อมยกดอก รวมฝีมือการทอ เย็บ รูด สอย มัด ย้อม เอาไว้ในผืนเดียว ใส่ไปทิศไหนใคร ๆ ก็ต้องเหลียว เป็นเทคนิคที่ยาก ต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญของช่างฝีมือเป็นอย่างมาก

“แบรนด์เราเน้นสีธรรมชาติ แต่เป็นสีธรรมชาติที่คัลเลอร์ฟูล สีสดมาก เป็นสีธรรมชาติที่แบบ เอ๊ะ นี่สีธรรมชาติหรอ ทำไมถึงสดขนาดนี้” นี่คือสิ่งที่บ่งบอกตัวตนแบรนด์ได้ชัดเจนที่สุด กว่าสีธรรมชาติจะออกมาสดขนาดนี้ก็ต้องผ่านการคัดเลือกวัตถุดิบที่ให้สีอย่างพิถีพิถัน เช่น สีดำคลาสสิกจากมะเกลือ สีม่วงกลีบบัวจากครั่งที่ปรับสูตรเฉพาะจนพาสเทลหวานแหวว สีส้มสดจากรากแมดเดอร์ ใบเอ็นหม่อนมอบสีเขียวขี้ม้าให้ผืนผ้า ส่วนสีแดงอิฐยวนตาอาศัยส่วนผสมธรรมชาติอย่างดินแดง ทับทิม และขมิ้น

ไม่เพียงได้มองสีสันสดสวยผ่านสายตา จมูกยังได้สูดดมกลิ่มหอมอันล้ำค่าจากส่วนผสมธรรมชาติด้วย

“ผ้าเรามีครบสามมิติเลยค่ะ ทั้งรูป ทั้งสี ทั้งกลิ่น หอมมาก” ผืนผ้าของมันตราแต่ละสีจะมีกลิ่นธรรมชาติเฉพาะตัว เพราะผสมสมุนไพรให้สีลงไปด้วย เช่น กลิ่นขมิ้น กลิ่นครามผสมขมิ้น (ลูกสาวว่ากลิ่นคล้ายมะกรูด) แต่ละสีมอบกลิ่นที่น่าจดจำแตกต่างกัน

นี่จึงเป็นที่มาว่าทำไมราคาของผ้าแต่ละผืนจึงสูง เมื่อเทียบกับแนวคิด ความรู้ ฝีมือ ความประณีต และความใส่ใจ นับว่าเป็นราคาที่คุ้มค่ากับการลงทุน อีกทั้งเสื้อตัวหนึ่งอยู่ได้นานถึง 20 – 30 ปี เพราะว่าผ้าฝ้ายเข็นมือค่อนข้างทน แม้ซีดหมองก็ยังมีเสน่ห์ แถมด้วยการตัดเย็บคุณภาพ ทุกฝีเข็มเน้นความแข็งแรงทนทาน และเสน่ห์ของผ้าฝ้ายเข็นมือ คือ ยิ่งใช้ยิ่งนุ่ม ยิ่งใช้ยิ่งคลาสสิก

เรื่องราวของผ้าฝ้ายมัดย้อมยกดอกเมืองเลยแห่งแรกและแห่งเดียวในโลก งานคราฟต์ร่วมสมัยจากช่างไทยในชุมชน
เรื่องราวของผ้าฝ้ายมัดย้อมยกดอกเมืองเลยแห่งแรกและแห่งเดียวในโลก งานคราฟต์ร่วมสมัยจากช่างไทยในชุมชน

Women Make It Happen

เบื้องหลังการบรรจงสร้างทุกผืนผ้าของมันตรามาจากฝีไม้ลายมือของคุณแม่ คุณป้า คุณย่า คุณยาย กลุ่มผู้หญิงที่ฝีมือยังเก๋ามาก ร่วมแรงร่วมใจกัน Make it Happen สิ่งนี้ขึ้นมา จากพลังของผู้หญิงเพื่อผู้หญิง จริง ๆ เรียกว่าพวกเธอเป็นช่างฝีมือระดับตำนาน ที่เติบโตมาพร้อมกับกี่ทอผ้าและนานาใยฝ้าย บ้างอาจหลงลืมวิชา แต่ Mantra Crafts ทำให้ชีวิตชีวาและภูมิปัญญาของพวกเขากลับมาอีกครั้ง นอกจากสร้างอาชีพให้ย่า ๆ ยาย ๆ ทุกคนยังมีความสุขที่ได้รื้อฟื้นงานฝีมืออันเป็นที่รักที่เคยหลงลืมมานาน

ลายล้านช้างต้องตา ลายหงสางามสวัสดิ์ ลายจักรพรรดิชวนค้นหา และชีวิตชีวาจากลายขนมชั้น ทุกลายผ้าของมันตราเป็นลายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะเกิดจากการออกแบบของเจ้าของแบรนด์เองทั้งหมด โดยได้ไอเดียมาจากลายผ้าสะสมโบราณ อย่างลายล้านช้างมาจากผ้าถุงของเจ้าหญิงล้านช้าง ลายหงสามาจากสถูปของพม่า และลายจักรพรรดิ รวมไปถึงการสังเกตจากความเป็นไปของสิ่งรอบตัว อย่างลายดอกแก้ว มาจากดอกแก้วริมรั้ว และลายขนมชั้น มีที่มาจากการเรียงตัวเป็นชั้น ๆ ของลายบนผืนผ้าย้อมครามสีม่วงกลีบบัว ขนมชั้นชิ้นโปรดจึงกลายมาเป็นชื่อของผ้าผืนนี้

แอมเล่าว่าเลยเป็นเมืองฝ้าย ทุกฤดูหนาว ชาวบ้านต้องเร่งปลูกฝ้าย ทอฝ้ายกันมือระวิง ผู้คนต่างนิยมมาซื้อปลอกหมอน ผ้าห่มบุฝ้าย ซึ่งล้วนเป็นของดีเชียงคาน แต่เมื่อเวลาผ่านไป เทคโนโลยีพัฒนา ผลิตภัณฑ์จากใยสังเคราะห์ก็เข้ามาแทนที่ ส่วนผู้ผลิตเองก็เริ่มหันไปทำอุตสาหกรรม การทอผ้าในหลาย ๆ หมู่บ้านจึงเลือนลางตามไปด้วย 

การเกิดขึ้นของ Mantra Crafts เป็นลูกคลื่นลูกเล็ก ๆ ที่ทำให้คนเลยกลับมาให้ความสำคัญกลับ ‘ฝ้าย’ และเมื่อชาวบ้านรู้ว่าฝ้ายเมืองเลยสร้างอาชีพ-เสริมรายได้ ได้อีกครั้งจากการจ้างงานของมันตรา ก็กลับมาปลูกฝ้ายและทอผ้ากันมากขึ้น จนมีการสนับสนุนจากกลุ่มจังหวัด ทั้งจัดโครงการ Cotton Valley ส่งเสริมให้คนปลูกฝ้าย และจับมือกับจังหวัดอื่น ๆ ที่ต้องการฝ้ายเมืองเลย (แอมกระซิบว่าฝ้ายเมืองเลยเป็นที่ต้องการของตลาดสูงมาก) 

“หมู่บ้านนี้ทอ หมู่บ้านนั้นมัด หมู่บ้านโน้นทำตีนซิ่น อีกหนึ่งหมู่บ้านทำหัวซิ่น” แอมเล่าการทำงาน

ไม่เพียงแต่กระจายรายได้ให้กลุ่มช่างสูงอายุ แต่พวกเธอยังขยายอาชีพออกไปเป็นวงกว้าง ให้ช่างแต่ละหมู่บ้านมีส่วนร่วมสร้างสรรค์ผืนผ้างาม ๆ โดยแต่ละหมู่บ้านจะมีช่างที่ชำนาญการทอ การมัด การทำตีนซิ่น หรือหัวซิ่น แตกต่างกันออกไป

Mantra Crafts จึงแบรนด์ที่ส่งเสริมให้เกิดการร่วมแรงร่วมใจกันของคนในชุมชนอย่างแท้จริง

เรื่องราวของผ้าฝ้ายมัดย้อมยกดอกเมืองเลยแห่งแรกและแห่งเดียวในโลก งานคราฟต์ร่วมสมัยจากช่างไทยในชุมชน
เรื่องราวของผ้าฝ้ายมัดย้อมยกดอกเมืองเลยแห่งแรกและแห่งเดียวในโลก งานคราฟต์ร่วมสมัยจากช่างไทยในชุมชน

สารล้ำค่าจาก Mantra

“กว่าจะมัด กว่าจะย้อม ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เราอยากให้คนเห็นคุณค่าและเห็นความตั้งใจในสิ่งที่เราทำ”

ทุกขั้นตอนตั้งแต่การทอจนถึงมัดย้อมนั้น ไม่ง่ายตามที่เนยบอกจริง ๆ ผ้าผืนใหญ่กว่า 2 เมตร ผ่านการมัดย้อมทีละจุดเล็ก ๆ จนเต็มผืนผ้า ต้องใช้เวลานานพอสมควร ลูกค้าของมันตราจึงเข้าใจและใจเย็น แต่เชื่อเถอะว่าคุ้มค่าแก่การรอคอย รับรองเลยว่าผ้าของคุณจะมีผืนเดียวบนโลก เพราะผ้ามันตราทุกผืน ต้องสั่งทำแบบพรีออเดอร์เท่านั้น ไม่มีสต็อกสินค้า ด้วยเหตุผลที่ว่า

“พอเราไม่สต็อกสินค้า เราก็ช่วยลดการใช้ทรัพยากรไม่จำเป็น ส่วนการใช้สีธรรมชาติ ไม่มีสารเคมีที่เป็นส่วนทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งปลอดภัยทั้งกับสิ่งแวดล้อมและคนย้อมด้วย เราตั้งใจเก็บเศษผ้าจากการตัดเย็บมาออกแบบงาน Patchwork เพราะพยายามใช้ทุกส่วนให้คุ้มค่าจริง ๆ กับการทำผ้าแต่ละผืน และพยายามลดขยะที่เกิดจากอุตสาหกรรมแฟชั่นให้ได้มากที่สุด”

สิ่งที่สองแม่ลูกและช่างฝีมือ จ.เลย อยากส่งต่อ ไม่ใช่แค่ผ้าที่สวยงามเท่านั้น แต่รวมถึงการสนับสนุน Slow Fashion ด้วย

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้แบรนด์อยู่ได้อย่างยั่งยืน คือการคิดถึงคนทำงานและค่าแรงที่เป็นธรรม ผืนผ้าของมันตราเต็มไปด้วยคุณค่าและเรื่องราวของชีวิตผู้หญิงเมืองเลย 

 “แน่นอนว่าผลตอบแทนของการทำธุรกิจคือเงิน แต่จำนวนเงินนี้เรากระจายสู่ชุมชน สิ่งที่เราได้รับมันส่งไปถึงผู้อื่น มันทำให้เขามีรายได้ ฉะนั้น เราเลยไม่ใช่แค่ธุรกิจที่ทำเพื่อตัวเอง” เนยเล่าถึงความตั้งใจของแบรนด์ 

ความตั้งใจนี้ไม่ได้อยากหยุดอยู่แค่ใน Local แต่เนยตั้งใจพาแบรนด์ไปให้ถึงระดับ Global ให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก

“คราฟต์ไทยไม่มีวันตาย ถ้าผู้ประกอบการหรือช่างมีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาให้ทันตลาด” นี่คือสิ่งที่เธอเชื่อ

เราไม่แปลกใจเลยว่าทำไมแบรนด์ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาตินี้ถึงเป็นที่รักของลูกค้าและช่างมากฝีมือที่ช่วยกันถักทอผืนผ้าออกมา พอยิ่งได้แลกเปลี่ยนบทสนทนา ก็ยิ่งมั่นใจว่า Mantra Crafts เป็นแบรนด์ที่งดงามทั้งเรื่องราวแนวคิดจริง ๆ 

เรื่องราวของผ้าฝ้ายมัดย้อมยกดอกเมืองเลยแห่งแรกและแห่งเดียวในโลก งานคราฟต์ร่วมสมัยจากช่างไทยในชุมชน

Mantra Crafts

ที่ตั้ง : 25 17 ถนนมลิวรรณ กุดป่อง อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย 42000

เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 090 459 9095

เว็บไซต์ : mantracrafts.com

Facebook : Mantra Crafts – ผ้ามัดย้อม & ผ้าชิโบริ & สีธรรมชาติ

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

ทศพล คามะดา

เรียนจบมหาลัย ปี 2555 ทำอาชีพช่างภาพ มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เป็นคนอารมณ์ดี ชอบเลี้ยงแมวไว้ 2 ตัว

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

ผ้าเนื้อกระด้าง สีสันแสบทรวง เขียนลวดลายท้องทะเลด้วยเทียนไข 

ขอบอกว่าคุณสมบัติข้างต้นไม่ใช่ผ้าบาติกที่แขวนโชว์อยู่ในร้านของ อารีย์ และ ฉัตรชนก ขุนทน เป็นแน่

แม่ลูกคู่นี้เป็นเจ้าของแบรนด์ Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลหนึ่งเดียวที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาหมู่บ้านคีรีวง จ.นครศรีธรรมราช ด้วยการยืนยันที่จะไม่เล่าเรื่องทะเล ไม่มีแพตเทิร์นในการเขียนลาย ใช้สีธรรมชาติจากพืชผลทางการเกษตร และถ่ายทอดวิถีคีรีวงลงบนผืนผ้า จนเสื้อผ้าไม่มีซ้ำกันสักตัวจากการเขียนมือครั้งละหนึ่งชิ้น

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

ผ้ามัดย้อมของยาย

ย้อนเวลาไปหลายสิบปีก่อน ตอนที่แบรนด์ Kiree ยังไม่เกิดขึ้นแม้ในความฝัน ป้าอารีย์เริ่มสนใจเรื่องผ้าจากความอยาก

อยากที่จะสร้างอาชีพเสริมให้กับคนในหมู่บ้านคีรีวงรวมถึงตัวเธอเอง

พูดถึง ‘คีรีวง’ ก็เป็นอันรู้กันว่าหมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในอ้อมกอดของหุบเขา ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่นานา ขึ้นชื่อเรื่องอากาศบริสุทธิ์จนสูดดมได้เต็มปอด แต่ก่อนจะเป็นชุมชนแห่งการท่องเที่ยวอย่างทุกวันนี้ ป้าอารีย์เล่าว่าตลอด 30 ปี หมู่บ้านของเธอเผชิญกับภัยพิบัติมาบ่อยครั้ง ชุมชนที่มีอาชีพหลักคือการทำสวนบนภูเขา และตั้งรกรากอยู่บนที่ราบเพียงเท่านั้น ก็เกือบถึงคราวล่มสลายใน พ.ศ. 2531 

เหตุการณ์นี้ทำให้ป้าหวั่นใจว่า อาชีพหลักจะมีส่วนสร้างความไม่สมดุลทางธรรมชาติ จึงคิดหาอาชีพเสริมใหม่ ๆ ในยามที่วิกฤตถามหา ป้าอารีย์ตั้งกฎกับตัวเองเอาไว้ 3 ข้อว่า หนึ่ง อาชีพเสริมนี้จะต้องสอดคล้องกับวิถีเกษตรกรในชุมชน สอง อาชีพเสริมนี้จะต้องใช้องค์ความรู้และภูมิปัญญาของหมู่บ้านให้ได้ และสาม กระบวนการผลิตของอาชีพเสริมนี้จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอันขาด

บวกกับการเป็นหลานของช่างทอผ้าประจำหมู่บ้าน พืชที่ยายใช้ย้อมสีธรรมชาติตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ทำไมตัวเธอจะสานต่ออาชีพนี้ไม่ได้ คำตอบอาจเป็นเพราะทั้งป้าอารีย์และแม่ต่างไม่มีใครทอผ้าเป็น และอาชีพนี้ก็ห่างหายจากหมู่บ้านมานานปีเห็นจะได้ เธอจึงเบนเข็มมาสนใจเรื่องไม่ใกล้ไม่ไกลอย่างผ้ามัดย้อมเป็นการทดแทน

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

“ป้าลองเอาพืชที่คุณยายเคยใช้มาทำผ้ามัดย้อม แต่พอย้อมเสร็จก็ยังไม่พอใจเรื่องลวดลาย เพราะใคร ๆ ก็ทำได้ ป้าต้องการสร้างลวดลายที่แตกต่างจากที่อื่น ตอนนั้นภาคใต้ยังไม่มีใครทำเรื่องสีธรรมชาติเลย เราก็พยายามศึกษา เรียนรู้ ว่าวัสดุที่กำหนดลวดลายได้มีอะไรอีกนอกจากยางหรือเชือกฟาง 

“จนไปเจออาจารย์คนหนึ่ง เขาแนะนำว่าให้ใช้ไม้ไผ่ในการกำหนดลาย เพราะถ้าใช้ไม้ จะต่อลาย แตกลาย ได้อีกเป็นร้อยเป็นพัน”

กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติบ้านคีรีวงจึงเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2539 เพื่อสร้างอาชีพให้กับเหล่าแม่บ้านในชุมชน และก่อกำเนิดแบรนด์ Kiree ในอีก 3 ปีต่อมา จากความสงสัยว่าวิถีชีวิตของคนใต้นั้นเป็นอย่างไร

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

ผ้าบาติกของแม่

สุราษฎร์ธานีมีผ้าไหมพุมเรียง นครศรีฯ มีผ้ายก สงขลามีผ้าเกาะยอ ยะลาชอบผ้าปาเต๊ะ ฝั่งอันดามันก็ทำผ้าบาติก จำแนกได้เป็นผ้าทอ ผ้าปาเต๊ะ และผ้าบาติก 

ป้าอารีย์กลับมาถามใจตัวเองว่า ใน 3 เรื่องนี้มีอะไรที่เราพอจะไปได้ – ผ้าบาติกคือสิ่งนั้น 

ด้วยความคิดแน่วแน่ว่าจะยึดถือสีธรรมชาติจากรุ่นยายเป็นสำคัญ ในยุคสมัยที่ผ้าบาติกมีสีสันจัดจ้าน เต็มไปด้วยลวดลายกุ้งหอยปูปลาและดอกไม้ใต้ทะเล

“หลายคนบอกป้าว่าสีธรรมชาติเอามาทำผ้าบาติกไม่ได้ มันจะเพนต์ไม่ติด นี่คือโจทย์ที่เราต้องแก้ให้ได้ ศึกษาทดลองอยู่ 3 – 4 ปี ว่าเพนต์แล้วสีติดไหม ล้างน้ำแล้วหลุดลอกเท่าไหร่ จนทำได้จริง”

ความทนทานของสีคล้ายจะขึ้นอยู่กับความอดทนของผู้ผลิตด้วยเช่นกัน โดยพืชที่จะนำผลผลิตมาสกัดสีต้องมีอายุ 2 ทศวรรษขึ้นไป เนื่องจากความสมบูรณ์ของต้นจะส่งผลให้มีเม็ดสีที่เข้มข้น มียาง ติดแน่นไม่หลุดง่าย การเคี่ยวผ้าบาติกก็ต้องใช้เวลาหมักแช่ผ้าไว้นานมาก บางครั้งก็ยาวนานถึง 1 เดือน ที่สำคัญ ต้องเลือกผ้าจากเส้นใยธรรมชาติเพื่อให้สีมีความสม่ำเสมอ 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

กรรมวิธีที่พิถีพิถันเหล่านี้ ส่งผลให้ Kiree ย้อมผ้าได้ไม่เกิน 10 ผืนในหนึ่งวัน ใครได้ไปครองก็คงรับรู้ถึงความใส่ใจเป็นแน่ เราขออนุญาตชวนป้าอารีย์พูดคุยต่อถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ Kiree ที่พิเศษกว่าใครเกือบทุกกระบวนการ 

“ผ้าบาติกเราไม่มีแพตเทิร์น ที่บ้านไม่มีดินสอ ไม่มีแบบร่าง เขียนสดเลย คุณต้องมีสมาธิ ต้องวางแผนมา ไม่งั้นผ้าผืนนี้เละแน่

“ผ้าเรามีลายแตก สีไม่เรียบ เป็นผลจากยางไม้ที่แตกกระจายไปทั้งผืน คนอื่นทำลวดลายเกี่ยวกับทะเล แต่เราใช้ลายเส้นเพื่อสื่อสารเรื่องหมู่บ้านคีรีวง อย่างดอกไม้ก็ใช้ใบสิงโตพัดเหลือง ลายเฟิร์นยักษ์ ลายบัวแฉก เป็นลายเฉพาะที่มีแค่หมู่บ้านเราเท่านั้น” 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

“เราใช้สีจากพืชทางใต้ในหมู่บ้าน เช่น ใบมังคุด ฝักสะตอ เปลือกผลเงาะ เปลือกลูกเนียง สีของป้าเลยซีดที่สุด เป็นผ้าสีพาสเทล เพราะสีจากพืชดิบ ๆ จะเป็นแบบนี้ เช่น มังคุดปลูกที่ไหนก็ได้ แต่ทำไมสีมังคุดที่คีรีวงถึงเป็นสีชมพูหรือสีส้มหมากสุก เพราะธาตุในดินไม่เหมือนกัน น้ำ อากาศ ก็แตกต่างกัน ผ้าทุกผืนจึงมีสีไม่เหมือนกัน จะเหมือนแค่เพราะต้มจากหม้อเดียวกัน รอบแรกเหมือน รอบสองไม่เหมือนแล้ว

“ดังนั้น ใครซื้อไปก็จะได้ของแบบผืนเดียวในโลก มีตัวเดียว ลายเดียว สีเดียว ไซส์เดียว บางตัวก็มีไม่ครบทุกไซส์ เพราะเราเขียนเสื้อผ้าได้ทีละชิ้น เด็กบ้านเราก็ไม่ชอบเขียนลายซ้ำ เขาชอบสร้างลายใหม่ตลอดเวลา”

ร่วม 20 ปีที่ Kiree ยังคงยืนหยัดทำผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติจากผลิตผลของชาวสวนคีรีวง มีผู้ช่วยเป็นเยาวชนและคนมีฝีมือในหมู่บ้าน ช่วยกันแปรรูปเป็นสินค้าหลากหลายให้คนได้เข้ามาจับจ่ายในร้านค้าของพวกเขา แต่แน่นอนว่ากาลเวลาย่อมสร้างความเปลี่ยนแปลง และอาจถึงคราวต้องเปลี่ยนมือให้รุ่นลูก

เพราะความลับสุดยอดที่ป้าอารีย์แง้มบอกในประโยคต่อไป จะทำให้คุณประหลาดใจมาก

“ป้าเขียนผ้าไม่เป็น” 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

ผ้าบาติกของลูก

ป้าอารีย์ศึกษาแก้โจทย์ผ้าบาติก ตั้งแต่ฉัตรชนก ขุนทน หรือ พิงค์ อายุได้ 3 เดือน พิงค์จึงเป็นเด็กที่โตมากับกองผ้าและสีสันธรรมชาติของแม่ 

การลงมือเขียนผ้าครั้งแรกตอนอายุ 7 ขวบ ก็มีน้ำตาหยดลงบนผ้าบ้างเป็นธรรมดาของคนไม่เคยเขียน จนผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าที่สุดในชีวิตของเธอ แนะนำให้พิงค์เขียนเลข ๑ ไทยกลับหัวกลับหางไปมา เป็นเหมือนการต่อลาย เธอจึงเริ่มมีกำลังใจในการเขียนต่อ

ตลอด 20 ปี แม้แม่จะเขียนผ้าไม่เป็น แต่ก็พิสูจน์ได้ว่าป้าอารีย์เป็นครูผู้สอนได้ยอดเยี่ยมขนาดไหน ผ่านการจุดไฟให้เยาวชนได้ปลดปล่อยจินตนาการลงบนผืนผ้า และการที่ลูกสาวเติบโตมารับช่วงต่อกิจการ Kiree ได้อย่างสร้างสรรค์

“ครูเคยถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เราตอบว่าอยากเป็นนักประดิษฐ์น้อย คุณแม่หลอกล่อเรามาตั้งแต่เด็กโดยที่เราไม่รู้ตัว ซื้อหนังสืองานประดิษฐ์ เย็บผ้า ออกแบบผ้า เห็นป้า ๆ แม่ ๆ ทำอยู่ทุกวัน คิดว่ามันน่าลอง น่าสนุก มีแอบไปทำเองบ้าง แม่ก็อยู่ตัวคนเดียว รู้สึกว่าที่เขาทำมาทั้งหมด ไม่ช้าก็เร็วเราก็ต้องกลับมาสานต่อ”

หลังได้ทักษะศิลปะมาเต็มเปี่ยมจากการเรียน ปวช. ช่างศิลป์ พิงค์ก็เลือกเข้ามาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ ในสาขาวิชาศิลปประยุกต์และออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อนำความรู้มาพัฒนากิจการของครอบครัว แม้จะมีจักรส่วนตัวและเฟรมสำหรับเขียนผ้าให้แม่อยู่ในห้อง ถึงกระนั้น เธอก็แวะเวียนกลับไปหาความสงบที่บ้านเกิดเป็นประจำทุกเดือน

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

เมื่อถามเธอว่าปัจจุบันถือว่ารับช่วงต่อจากแม่เต็มตัวแล้วหรือยัง พิงค์ตอบว่ายังไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะแม่ยังคงรับบทเป็นพี่เลี้ยง คอยช่วยเรื่องการติดต่อสื่อสารแทนเธอที่พูดไม่ค่อยเก่งนัก แต่พิงค์เข้ามาดูแลควบคุมการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่ตระเตรียมสี เขียนลวดลาย ออกแบบเสื้อผ้า จนถึงการตรวจเช็กก่อนส่งให้ถึงมือลูกค้า เรียกได้ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังยุคใหม่ของ Kiree โดยแท้

หากนับจากรุ่นทวดของเธอ ก็อาจเรียกว่าเป็นทายาทรุ่น 4 เข้าไปแล้ว อะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของ Kiree เธอยังคงไว้เดิม แต่กรรมวิธีบางอย่างก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยและความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น 

“เรื่องดีไซน์ ลวดลาย ปกติเป็นลายใบไม้ ดอกไม้ก็จะวนอยู่แบบนั้นตลอดไป แต่เราตั้งโจทย์ ตั้งคอนเซ็ปต์ ดึงจุดเด่นของหมู่บ้านมาใช้ เช่น เรามีมังคุด ก็ออกแบบลายจากขั้วมังคุด สร้างเป็นแพตเทิร์นขึ้นมา

“เรื่องโทนสี เราเอาของเดิมที่มีอยู่มามิกซ์ให้เกิดเฉดสีใหม่ พัฒนาโปรดักต์ให้หลากหลาย นอกจากเสื้อผ้า ก็มีเรื่องเฟอร์นิเจอร์เข้ามาด้วย

“ส่วนเรื่องที่อยากทำคือการเพนต์ ไม่ได้จะเปลี่ยนแปลงขั้นตอนนะ แต่เราอยากลงสีไปเลยไม่ต้องเขียนเทียน จะได้ผ้าอีกเวอร์ชันที่ดูอาร์ต ๆ ขึ้นมาหน่อย”

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์
ภาพ : เพจ KKP Quartz

พิงค์กำลังพูดถึง KKP Quartz (เธอเล่าความหมายของชื่อให้เราฟังสั้น ๆ ว่าคือ ‘Kiree-คุณพิงค์-ที่ตกผลึกมาจากคุณแม่’) อีกหนึ่งแบรนด์ที่เธอสร้างขึ้นมาเพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น จากผ้าบาติกที่ต้องใช้เวลาเขียนกันเป็นเดือน ๆ พิงค์หันมาพึ่งพาเทคโนโลยีการพิมพ์ลายจากต้นแบบที่เขียนด้วยมือเช่นเคย เพื่อให้ผลิตสินค้าได้จำนวนมาก 

โดย ‘เถาพริก’ คือคอลเลกชันแรกที่ทำขาย ทั้งลวดลาย เส้นสาย และสีสัน เธอได้ไอเดียมาจากเครื่องแกงข้าวยำที่รสจัดจ้านมากของคนคีรีวง 

ถ้า Kiree ของคุณแม่เน้นขายลูกค้าที่รักในธรรมชาติ คนที่อุดหนุน KKP Quartz ของพิงค์ก็จะเป็นคนอีกกลุ่มที่กล้าแต่งตัวและมีความมั่นใจสูง

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์
ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

ส่วนเรื่องเฟอร์นิเจอร์กับงานเพนต์ก็ไม่ได้เป็นเพียงนิมิตในความคิด พิงค์เลือกคอลแลบกับแบรนด์ Napa Design Studio ของเพื่อนในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ร่วมกันรังสรรค์เก้าอี้สุดพิเศษในคอลเลกชัน SeedKiree ที่ลูกค้าออกแบบเฉดสีได้เองตั้งแต่พนักพิง โครงเก้าอี้ เบาะรองนั่ง ด้วยสีธรรมชาติจากคีรีวง เช่น สีน้ำตาลส้มจากใบมังคุดแห้ง สีเขียวอ่อนจากใบเพกา หรือสีเหลืองนวลจากแก่นไม้ขนุน

ความสามารถของลูกสาว นำพาให้ Kiree ยุคใหม่ ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ไทยระดับแถวหน้าอย่าง Theatre ในคอลเลกชันล่าสุดของปีนี้ที่ว่าด้วยความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านความคิดสร้างสรรค์และภูมิปัญญาท้องถิ่นอีกด้วย

ผ้าบาติกของคีรีวง

จากจุดเริ่มต้นที่แค่อยากสร้างอาชีพเสริมให้กับคนในหมู่บ้าน การมาถึงจุดนี้นับว่าไกลกว่าที่พวกเธอคาดหวังเอาไว้มากพอดู แต่เป้าหมายของป้าอารีย์กลับยังคงเหมือนวันแรกที่ได้ลงมือทำ

“เรายังมองว่าอาชีพนี้จะต้องเป็นมรดกให้กับลูกหลานในชุมชนของเรา เราทำเพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนและดูแลทรัพยากรอย่างมีคุณค่าสูงสุด หากสิ่งแวดล้อมยั่งยืน อาชีพของคนในหมู่บ้านก็จะยั่งยืน

“Kiree คือชีวิตของป้า ที่ต้องดูแล รักษา บำรุง สรรหาสิ่งดี ๆ เติมเต็มมันตลอด องค์ความรู้ที่ได้ ทั้งจากประสบการณ์ตรงและจากข้างนอก เราต้องแบ่งปันให้กับทุกคน เราสองคนก็รับเป็นวิทยากรให้กับกลุ่มผู้ที่สนใจอยากสร้างอาชีพ”

พิงค์เองก็บอกกับเราในฐานะคนทำงานว่า Kiree ทำให้เธอไม่รู้สึกถึงวันจันทร์ที่เคร่งเครียดหรือวันศุกร์ที่ต้องตั้งตารอเพื่อได้หยุด ต่อให้กินนอนอยู่กับงานทั้งเช้าเย็น สำหรับเธอ ที่คีรีวงไม่มีอะไรเหมือนเดิมสักวัน และพิงค์ไม่เคยเบื่อที่จะมองเห็นภูเขา

“ถ้าจะนอนกลางวัน นอนบ้านนี่ไม่หลับ ต้องนอนที่ออฟฟิศตามซอกโต๊ะ เพราะถ้าไม่ได้ยินเสียงดังของลูกค้า คนงานคุยกัน ทะเลาะกัน มันนอนไม่หลับ

“เราอยากให้ผู้คนรู้จักคีรีวงหลากหลายเวอร์ชัน เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เป็นชุมชนที่ผู้คนน่ารัก อัธยาศัยดี และมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวของเราอยู่ด้วย” ป้าอารีย์ปิดท้าย

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

Kiree

โทรศัพท์ : 09 8073 0566

Facebook : KiRee

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

พิชญ์ แสงพลสิทธิ์

ช่างภาพอิสระ บาริสต้าคุณพ่อลูกหนึ่ง ชื่นชอบการไปคาเฟ่และบทเพลงของ Zentrady

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load