31 ปีก่อนเขาคือนายกองค์การนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผู้ขับเคลื่อนกิจกรรมทางการเมือง

30 ปีก่อนเขาคือผู้สื่อข่าวสายการเมืองประจำหนังสือพิมพ์หัวที่ตีพิมพ์ภาพข่าวการปราบปรามประชาชนในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 ขณะที่สื่อโทรทัศน์ในประเทศถูกควบคุมการเสนอข่าว และไม่รายงานการสูญเสียชีวิตของประชาชน

20 ปีก่อนเขาคือคนที่เล็งเห็นพลังการเปลี่ยนแปลงของสื่อโลกใหม่ในยุคแรกเริ่มของอินเทอร์เน็ต และเตือนหนังสือพิมพ์ไทยให้เตรียมรับมือกับ New Media ทว่าไม่มีใครเชื่อ

‘เขา’ ที่ว่าจึงเป็นคนแรกที่เรานึกถึงในโมงยามที่ประเทศกำลังตั้งคำถามเรื่องจรรยาบรรณสื่อ การเสพสื่อ การอยู่ในยุคที่สื่อเก่าถูก Disrupt อย่างสิ้นเชิง ใครมีสมาร์ทโฟนก็สร้างข่าวได้ หรือพื้นที่สื่อที่ไม่ต้องลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาล จดทะเบียนเป็นลายลักษณ์อักษร เพียงสมัครแอคเคานต์เว็บไซต์ไม่ก็แอปพลิเคชัน และมี IO, Fake News, Propaganda เป็นโรคแทรกซ้อน

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

‘เขา’ ที่ว่า คือ อาจารย์มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ อีกหนึ่งนักวิชาการที่ถ้าใครจะพูดเรื่องสื่อต้องนึกถึง

“ได้ครับ” เป็นข้อความที่ได้รับแทบจะทันทีหลังตัวหนังสือ read ปรากฏ เมื่อเราส่งข้อความหาเพื่อชวนมานั่งคุยกัน

สองวันหลังจากนั้นซึ่งคือวันที่ 21 ตุลาคม เราจึงนั่งอยู่ในห้องทำงานเหนือตึกสูงใจกลางมหาวิทยาลัย ตรงหน้ารองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่กำลังไถ Smart Phone และมี Smart Watch คาดข้อมือ

คิดยังไงกับปรากฏการณ์ทัวร์ลงดาราเรื่องการ Call Out ที่สร้าง Cancel Culture ปลดบิลบอร์ด

ต้องเข้าใจวัฒนธรรมของบ้านเราว่า การเรียนการสอนของเราไม่ได้สอนมาให้มีพื้นฐานประชาธิปไตย เราถูกสอนให้ฟังว่าครูบอกอะไร เรื่องอำนาจนิยมหรือประชาธิปไตยที่ต้องฟังความคิดเห็นหลากหลายไม่ได้ถูกบ่มเพาะมาตั้งแต่เด็ก เพราะงั้นไม่แปลก เด็กที่เรียกร้องวันนี้เขาก็เติบโตมาจากตรงนั้น 

ถ้าเราเรียกร้องให้คนที่ไม่แสดงจุดยืนมาแสดงจุดยืน เราต้องพร้อมด้วยว่าเขาอาจจะแสดงจุดยืนอีกฝั่งหนึ่งก็ได้ และต้องยอมรับ คุณจะเห็นด้วยกับศิลปินหรืออินฟลูเอนเซอร์หรือไม่ก็ตาม แต่ต้องไม่บอกว่าเขาต้องทำแบบที่ตัวเองต้องการ เพราะนั่นหมายถึงคุณกำลังใช้อำนาจนิยมผ่านสื่อออนไลน์เหมือนที่คุณก็ไม่ชอบหรือเปล่า 

ในขณะที่คุณบอกว่าคุณไม่ชอบที่ผู้มีอำนาจใช้พลังมาบีบให้คิดและเชื่อคล้อยตามกันหมด แต่คุณกำลังใช้อำนาจอีกทางหนึ่งทางเทคโนโลยี บีบให้ใครคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งคิดและเชื่อแบบเดียวกับคุณหรือเปล่า การใช้อำนาจสื่อในมือมาเรียกร้องบีบเมนให้พูดก็เหมือนกับที่รัฐใช้อำนาจปิดสื่อ มันอาจจะเกินไปหรือเปล่า ต้องย้อนกลับไปดูว่าพื้นฐานความคิดเรื่องประชาธิปไตยของคุณคืออะไร อะไรคือประชาธิปไตยที่เราต้องการ ความต้องการประชาธิปไตยเราเท่ากันมั้ย

ถ้าเขาไม่ได้อยากออกเสียง หรือที่คนเรียกว่าเป็น Ignorance

ก็ต้องเป็นสิทธิ์ของเขา การที่จะยอมพูดหรือไม่พูดมันเป็นสิทธิ์เหมือนกัน เหมือนการเลือกตั้งอะ คุณมีสิทธิ์ที่จะโหวตหรือโนโหวต มันเป็นเรื่องของคุณ มันไม่ควรจะเกิดจากการบังคับว่าคุณต้องโหวต แต่คุณก็จะเจอกฎทางสังคม

กลับกัน ถ้าพวกเขาออกมาพูด 

ไม่ใช่ลูกชุบใช่มั้ย (หัวเราะ)

ไม่ใช่ค่ะ (หัวเราะ) มันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงรึเปล่า

ต้องยอมรับว่ามันจะมีพลังในการสื่อสาร แต่จะทำให้คนเชื่อหรือไม่เชื่อ ไม่ถึงขั้นร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก ไม่ใช่ว่าดาราคนนี้พูดอย่างนี้ออกมาแล้วทุกคนจะพร้อมเชื่อ เสียงมันดังขึ้น กว้างขึ้น คนอาจจะได้ยินแล้ว เอ๊ะ มันเกิดอะไรขึ้น 

เราจะอยู่ยังไงให้เท่าทันยุคที่สเตตัสเดียวกลายเป็นวาระแห่งชาติ

มันเป็นกระแสที่ขึ้นลงเร็ว และชีวิตจริงคนไม่ได้อยู่แค่ในออนไลน์ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือเด็กรุ่นนี้เขาจำลองและเชื่อมโลกออนไลน์มาอยู่ออฟไลน์ให้เห็นมากขึ้น แม้กระทั่งการบริหารการจัดการม็อบคราวนี้ก็ต่างจากการบริหารจัดการม็อบในครั้งก่อนๆ มากกกกก (เน้นเสียง) 

เอาแค่การย้ายจุดชุมนุม เมื่อก่อนจะชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ คุณต้องบอกล่วงหน้า แล้วสื่อที่บอกตอนนั้นคือที่ไหน วิทยุ ทีวี ไม่ได้ เพราะเป็นของทหาร คุณต้องหยิบประเด็นเพื่อการแถลงข่าวให้สื่อมวลชนกระแสหลัก ซึ่งคือหนังสือพิมพ์ 

แต่วันนี้ไม่ใช่ โอ้โห เกิดอะไรขึ้นคุณพร้อมที่จะย้ายภายในครึ่งชั่วโมง (หัวเราะ) คุณแกงเขาได้หมดเลย อยู่ๆ ไม่เอาแล้ว เลิก อ้าว ฉิบหาย ไวมาก คุณมี Agility คุณเปลี่ยนอะไรต่างๆ จริงๆ 

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร
มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

True Information เป็นของ Luxury ในศตวรรษที่ 21 จริงรึเปล่า

ปัจจุบันข้อเท็จจริง ความจริงแท้ หายากขึ้น ในโลกของดิจิทัลมันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะหยิบมุมไหนมาเล่า การเลือกเล่า เลือกตัดทอน ก็ทำให้ความจริงนั้นเหลื่อมไปด้วยเหมือนกัน ความจริงนั้นอาจจะสัมพันธ์กับคนเล่า คนรับสารด้วย เช่นผมเล่าจากมุมหนึ่งที่เกิดขึ้น ถามว่าเป็นความจริงมั้ย มันคือความจริงในมุมนั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเล่าด้วยอะไร มุมมองไหน 

แสดงว่าข้อเท็จจริงไม่ใช่สิ่ง Luxury ที่สุด

ข้อมูลที่หลากหลายต่างหาก และต้องมาคิดวิเคราะห์เอง เหมือนประวัติศาสตร์ในอดีต เรื่องเล่าสมัยกรุงศรีฯ แตก มีหลายเรื่อง สมมติว่าเป็นเรื่องจริง วันที่กรุงศรีฯ แตก คนที่อยู่ตรงนั้นก็มีเรื่องเล่าชุดหนึ่ง มุมมองของพม่าที่ตีเมืองก็เรื่องเล่าอีกชุดหนึ่ง หรือคนที่หนีรอดมาได้ก็มีเรื่องเล่าอีกชุดหนึ่ง แล้วอะไรคือความจริงแท้ 

ถ้าคุณอยากรู้เหตุการณ์นั้น คุณต้องดูหลายๆ อย่างแล้วประมวลเองว่าอะไรที่ไม่ใช่ สังเคราะห์ว่ามันน่าจะเป็นแบบนี้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับจุดยืนคุณอีก ถ้าจุดยืนคือคนพม่าโดยมีเรื่องชาตินิยมมาเกี่ยวข้อง หรือมุมมองตอนนี้ที่มองไปยังเหตุการณ์นั้น คุณก็จะเลือกเล่าอีกแบบหนึ่ง

ในฐานะของสื่อมวลชน จะทำยังไงให้สิ่งนี้คลาดเคลื่อนน้อยที่สุด 

คุณก็ต้องรายงานข้อเท็จจริงให้หลากหลายมุมมองมากที่สุดและไม่ใส่ความคิดเห็น ถ้าฟังสื่อที่ถามแค่ฝ่ายเดียวแล้วบอกว่าเขาโกหก รู้ได้ยังไงว่าโกหก 

วันหนึ่งข้างหน้าคนเสพสื่อจะได้ความเห็นที่หลากหลาย ประชาชนจะเป็นคนตัดสินเองว่าจะเชื่ออะไร 

แอคหลุม อวตาร เทียบเท่ากับอะไรในยุคก่อนหน้าโซเชียลมีเดีย

ข่าวลือ สมัยก่อนก็แค่ปากต่อปาก แต่ตอนนี้มันถูกส่งต่อในแชท วงในแจ้งว่า เพื่อนของเพื่อน เป็นญาติที่ทำงาน

แล้ว IO คืออะไร

คือการปฏิบัติการข่าวสารทางการทหาร ซึ่งมีทั้งรุกและรับ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยข่าวลวง ไปบอกให้ชาวบ้านกลัวว่าทหารจะมา การหลอกศัตรูว่าแม่ทัพตายแล้ว ปล่อยข่าวเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามสับสน ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่มันเพิ่งย้ายมาอยู่บนออนไลน์ ถ้ามองในแง่ของการเมือง ทุกประเทศก็ใช้เครื่องมือนี้มาตลอด สำคัญคือเราจะรู้เท่าทันมากน้อยแค่ไหน ในฐานะที่เป็นผู้บริโภค

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร
มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

มันรับบทเป็นผู้ร้ายจริงรึเปล่า

ขึ้นอยู่กับว่า IO เป็นตัวร้ายของใคร เพราะ IO ถูกใช้ได้จากทุกฝ่าย

ยุคหนึ่งบ้านเรามีปัญหาโรคเอดส์ การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น จนต้อง ‘พยายาม’ ยัดสิ่งนี้ในวิชาสุขศึกษา ถ้ายุคนี้ที่ Fake News เป็นปัญหา เราควรมีวิธีรับมือในหลักสูตรการศึกษามั้ย

ใช่ ในต่างประเทศมีวิชาการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) อย่างในเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งสอนกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลและสอนกันมาหลายสิบปีแล้ว ครูที่นั่นจะเปิดวิดีโอโฆษณาขนมให้เด็กดู จากนั้นถามเด็กๆ ว่า คิดอย่างไร

ฟังดีๆ นะ เขาถามเด็กว่า ‘คิดอย่างไร’ ไม่ได้บอกว่าโฆษณากำลังโฆษณาอะไร ระบบการศึกษาทำให้เด็กคิดเองตั้งแต่อนุบาล มีเด็กคนหนึ่งตอบว่าอยากกิน และมีเด็กอีกคนยกมือขึ้นมาบอกว่าอย่ากิน กินแล้วฟันหลอ ครูถามต่อว่า ทำไมถึงคิดว่าฟันหลอ เพื่อนอีกคนแย้งว่า ในโฆษณาไม่เห็นมีใครฟันหลอ 

สิ่งนี้สะท้อนว่าเด็กออสเตรเลียเรียนรู้ตั้งแต่อนุบาลว่าโฆษณาไม่ได้บอกความจริงทุกอย่าง ครูเองก็ไม่ได้มีหน้าที่บอกเด็กว่าอย่ากินลูกกวาดลูกอมนะ ฟันจะผุ แต่ครูกระตุ้นให้เด็กคิดและคุยกันเองตั้งแต่อนุบาล

หลังจากคลาสนั้น ผมไปดูงานอีกคลาสซึ่งเป็นระดับไฮสคูล ครูตัดภาพข่าวมาคุยพร้อมถามความคิดเห็นว่าทำไมแต่ละสื่อพาดหัวข่าวแบบนี้ นักข่าวต้องการบอกอะไร ให้นักเรียนลองแยกข้อเท็จจริงกับความคิดเห็นในเนื้อข่าวออกมา อะไรที่สื่ออยากเล่า อะไรที่สื่อไม่อยากเล่า

เด็กจึงเกิดกระบวนการถกเถียง (Discuss) Critical Thinking จึงถูกสอนแต่เด็ก ผมจึงไม่แปลกใจว่าสมัยที่ผมเรียน ป.โท ที่นั่น ทำไมทุกคนยกมือแย่งกันแสดงความคิดเห็น เขาไม่สนใจว่าเพื่อนจะมีความคิดเห็นยังไง แต่เขาอยากจะบอกว่าเขามีความคิดเห็นแบบนี้ ต่างคนต่างฟังและถกเถียงโต้แย้ง

ทวีตหนึ่งของคุณบอกไว้ เชื่อว่าจะมีหัวข้อวิจัยเกี่ยวกับการสื่อสารของม็อบราษฎร 

มีแน่นอน เพราะม็อบมีทั้งการสื่อสารภายในกับการสื่อสารต่อสาธารณชน การปะทะกับ IO ในขณะที่กระบวนการ IO ก็ยังพยายามที่จะใช้วาทกรรมรูปแบบเดิมๆ 

ในออนไลน์คุณจะเห็นลักษณะของการกวน มี Meme ต่างๆ และพยายามสร้าง Engagement กับผู้เข้าร่วม ก่อนหน้านั้นสองวันบอกว่าให้โหวตกันว่าจะพักหรือไปต่อ โคตร Engage เลย แล้วแป๊บเดียว ไม่กี่นาที ก็โหวตกัน เห้ย มันขนาดนี้แล้วหรอ หรือเมื่อวานซืนที่บอกว่าห้าโมงสี่สิบห้าให้ไปรวมกันตามที่ต่างๆ แล้วเพจก็บอกว่าให้คนชูสามนิ้วถ่ายรูปโพสต์ มันคือการดึงเอาคนที่ร่วมชุมนุมมาเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี บางส่วน 

ผมมองว่ามันเป็นการสื่อสารสองทาง (Two-way Communication) กันมากกว่ายุคเก่า ยุคก่อนๆ ม็อบ Top-down มาก จัดชุดแกนนำกี่คนๆ บอกว่าซ้ายทุกคนต้องซ้าย ขวาทุกคนต้องขวา หยุดเจ็ดวัน ทุกคนเลิกเจ็ดวัน วันนี้ไม่ใช่ แต่ม็อบยุคนี้ ต่อให้ Node ใหญ่หยุด ฉันไม่หยุด เพราะคุณบอกเขาว่า ทุกคนคือแกนนำ เข้าใจปะ (หัวเราะ)

เมื่อเราถึงยุคที่ใครก็เป็นสื่อได้ รายงาน Fact ได้และได้ดี อะไรทำให้สื่อต่างจากเขา

ผมว่าไม่แปลกที่ตอนนี้ทุกคนจะรายงานข้อเท็จจริง (Fact) ได้และทำได้ดี ซึ่งสร้างความหลากหลายทางการรับข้อมูลข่าวสาร แต่หน้าที่ของนักสื่อสารมวลชนคือการรายงานข่าวรอบด้านที่สุด ไม่ใช่การรายงานข่าวมุมเดียว นี่คือข้อแตกต่าง 

สมมติว่าคุณอยู่ในที่ชุมนุม คนทั่วไปทำได้แค่รายงานสถานการณ์ แต่นักสื่อสารมวลชนสามารถเข้าถึงแหล่งข่าวที่เป็นข้อมูลสำคัญทั้งหมด อย่างการสัมภาษณ์ตำรวจ รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี สื่อต้องไม่เลือกที่จะถามแค่ฝ่ายรัฐหรือแค่ฝ่ายผู้ชุมนุม สื่อต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือสื่อสารทางการเมืองไม่ว่าของฝ่ายไหน นี่คือสิ่งที่บ่งชี้ความเป็นมืออาชีพของนักสื่อสารมวลชน ซึ่งเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลายกว่าคนธรรมดาที่มีแค่สื่อในมือ

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

ในยุคที่เทคโนโลยีทำให้ข่าวสารเดินทางเร็ว มันสั่นสะเทือนจริยธรรมสื่อมั้ย

สั่นคลอน ทุกวันเราตั้งคำถามกับเนื้อหาบน New Media ว่าอะไรที่เรียกว่า ‘ข่าว’ คุณค่าข่าวต่างออกไปจากเดิมตามนิยามของคุณค่าข่าว ความสนใจในข่าวของประชาชนก็ต่างไปจากเดิม ผมชอบยกตัวอย่างเรื่อง ‘แมวอโศก’ แมวจรจัดธรรมดาที่สถานีรถไฟฟ้าอโศก ถ้าเป็นสื่อแบบเดิมเรื่องนี้ไม่มีทางเป็นข่าว แมวจรจัดตัวหนึ่งจะเป็นข่าวได้ยังไง แต่คนที่เป็นทาสแมว ซึ่งใช้บริการรถไฟฟ้าเห็นทุกวันมองว่าน่ารัก ถ่ายรูปอัปลง Pantip.com ก็กลายเป็นข่าวของคนที่สนใจเรื่องนี้ ข่าวกลายเป็นเรื่องที่สร้างขึ้นตามความสนใจ (Interest) ของยุคนี้และเป็นตลาดเฉพาะ (Niche Market) มากขึ้น 

ไม่ต่างจากข่าวลุงพล

ข่าวลุงพลชัดในความหมายของกลุ่มมวลชน (Mass) แบบนั้น เหมือนเพื่อนบ้านที่อยากรู้ว่าบ้านข้างๆ เป็นยังไง ไม่ใช่ข่าวที่ส่งผลกระทบต่อผู้รับสาร แต่ฐานในเรื่องเรตติ้งขึ้นมาก ทาร์เก็ตเขาชัด เขาได้เต็ม ขณะที่ชนชั้นกลางคนเมืองเอียนและเบื่อ ยิ่งเขามาจับเรื่องม็อบ เขายิงยาวเลย เพราะเขาไวและเก่งเรื่องการนำเสนอแบบนี้ เรตติ้งเป็นตัวบอก

ถูกแล้วหรอ ที่สื่อทำข่าวจากเรตติ้ง

อยู่ที่มุมมอง เขามองในแง่ธุรกิจก็เรื่องหนึ่ง แต่เมื่อมองผลกระทบต่อสังคม ข่าวแบบนี้ต้องกลับไปถามตัวเองว่าเหมาะสมหรือไม่

และกระทบจรรยาบรรณสื่อ

กระทบสิ ข่าวมีอยู่สองประเภท ข่าวที่ประชาชนควรรู้กับข่าวที่ประชาชนสนใจ ต้องวางสมดุลระหว่างสองอย่างนี้ บางเรื่องประชาชนไม่สนใจ แต่เป็นสิ่งที่ประชาชนควรรู้ ก็ควรนำเสนอไม่ใช่หรือ

เรื่องที่ประชาชนควรรู้อาจเป็นเรื่องยากที่จะนำเสนอ แต่ทักษะด้านการเล่าเรื่อง (Storytelling) จะเป็นโจทย์ใหม่ของนักสื่อสารมวลชน ซึ่งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทำให้เราโยนรูปแบบการเขียนข่าวยุคเดิมทิ้งไปได้เลย 

แล้วสื่อต้องปรับตัวให้ทันมั้ย 

สื่อกลุ่มไหน สื่อในความหมายของแต่ละคนต่างกัน คุณพูดว่าสื่อกับนักสื่อสารมวลชนยุคเก่า เขาจะมีความหมายแบบหนึ่ง อย่างเรื่องการเข้ามา Take Action ของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเพื่อช่วยเหลือนักข่าวประชาไทที่ถูกคุมตัวระหว่างไลฟ์ในม็อบราษฎรเมื่อวันก่อน เกิดจากการปรับตัวที่ต้องการให้สื่อปราศจากการแทรกแซงของทางราชการและการเมือง จึงต้องมีองค์กรอิสระควบคุมกันเอง โดยตอนนี้สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติจึงพยายามขยายเป็นสภาการสื่อสารมวลชนแห่งชาติด้วย จากเดิมมีสมาชิกแค่หนังสือพิมพ์ เพื่อครอบคลุมสื่อทั้งวิทยุ ทีวี ออนไลน์ และตามภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไป ขณะที่เมื่อห้าปีก่อนกรอบความหมายสื่อสารมวลชนยังมีความหมายเดิมว่า Traditional Media อยู่

อย่างไรก็ตาม กรณีของประชาไท เมื่อได้รับป้ายนักข่าวจากสมาคมนักข่าว ยังไงองค์กรก็ต้องรับผิดชอบช่วยเหลือและควบคุม

แล้ว The Cloud มองตัวเองเป็นอะไร

เป็นนิตยสาร

คุณมองตัวเองเป็นสื่อมวลชนไหม นี่ไง ความหลากหลายเริ่มมีแล้ว พอพูดคำว่าสื่อ มันไม่สามารถพูดกว้างๆ แบบเดิมแล้ว วันนี้คำว่าสื่อของแต่ละคนมีลักษณะย่อยลงไป ถ้าคุณพูดคำนี้กับคนที่ทำ Traditional Media เขาจะไม่จัดพวกคุณเป็นสื่อมวลชนตามความหมายของเขา เขาอาจจะบอกว่าคุณเป็นสื่อออนไลน์ เป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม แต่ในความหมายของเราที่เราทำสื่อ ฉันก็เป็นสื่อมวลชน 

ยุคหนึ่งสื่อทางเลือกคือสื่อที่ไม่สามารถนำเสนอในสื่อกระแสหลัก อยู่ใต้ดิน อย่างสมัยก่อนที่เรียกว่าประชาไทเป็นสื่อทางเลือก เพราะไม่มีทางนำเสนอข่าวเหล่านั้นผ่านสื่อกระแสหลักได้ แต่วันนี้คำว่าสื่อทางเลือกมีความหมายอีกแบบ เป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม เปิดกว้างมากขึ้น 

บทบาทของสื่อมวลชนแบบเดิมมีอิทธิพลน้อยลง พลังน้อยลง ทั้งด้วยตัวมันเองและด้วยจำนวนคนเสพสื่อที่ลดลง เมื่อมีสื่อทางเลือกเฉพาะกลุ่มเยอะขึ้นๆ ผมก็ไม่จำเป็นต้องอ่านสื่อหลัก เพราะมันไม่ตอบโจทย์ผม ผมชอบแทงบอล ผมก็อ่านเว็บบอล นี่คือข่าวของผม ผมสนใจอันนี้ ถามว่าคนทำเว็บไก่ชนหรือคนทำเว็บพนันออนไลน์คือสื่อไหม

เขาผลิตคอนเทนต์ แต่เป็นคอนเทนต์เฉพาะกลุ่มเขา มันขึ้นอยู่กับว่าเราจัดความหมายยังไง ถ้าผมจัดตามความหมายแบบเดิม กลุ่มนี้ไม่ใช่ แต่ถ้าเกิดผมจัดตามความหมายแบบใหม่ เขาก็คือผู้ผลิตเนื้อหา เป็น Content Creator

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

นิยามนี้ทำให้ไม่ต้องรับภาระเรื่องจริยธรรมเหรอ

ถูก แต่ Content Creator จำเป็นต้องมีจริยธรรมไหม (ยิ้ม) จริยธรรมหรือจรรยาบรรณของแต่ละกลุ่มต้องคุยกันเอง แล้วผมเชื่อว่าการคุมกันเองดีกว่าถูกคุมด้วยกฎหมายโดยรัฐ ดูก่อนว่าผลประโยชน์ของประชาชนหรือผู้เสพสื่อเป็นหลัก หรือรายได้เป็นหลัก สมดุลมันอยู่ตรงไหน ก็คุยกัน อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้

วันหนึ่งผู้บริโภคบอก ไม่เอา มึงรีวิวอันนี้เยอะเหลือเกิน เบื่อแล้ว เราก็ต้องปรับตัว ต้องเพิ่มเรื่องจริยธรรมตรงนี้ เราไม่สามารถบอกให้ทุกคนปรับ แล้วปรับเหมือนกันหมด เพราะความหลากหลายเป็นปัญหาความท้าทายเชิงจริยธรรมที่ซับซ้อนกว่าเดิมเยอะ 

จริยธรรมสื่อคือความรับผิดชอบต่อข่าวสารที่เรานำเสนอต่อผู้รับสาร สื่อเปลี่ยนความคิดหรือความเชื่อของคนได้ มันแตกต่างจากสินค้าประเภทสบู่ ยาสีฟัน เพราะฉะนั้น คุณต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ 

สมัยก่อน รูปหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เป็นรูปศพเกลื่อน เห็นชัดเจน บางเล่มก็เป็นภาพโป๊ พอวางที่แผงด้วยกันมันย้อนแย้งมากจนสงสัยว่าดูแล้วมึงเกิดอารมณ์ได้ยังไงวะ (หัวเราะ) แต่สมัยนั้นคนชอบมาก ขายดีมาก ต่อมาเริ่มมีคนตั้งคำถามว่า มันอุจาดไปไหม มันดูไม่เหมาะไหม ตัวสื่อเองก็ต้องปรับ เริ่มทำภาพเบลอ แต่ถึงเบลอแล้วคนก็ยังด่าอยู่ ก็เลยเอารูปออก เขาก็ต้องเรียนรู้เอง

มันไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยสื่อทางเดียว

ถูกต้อง พลังของผู้บริโภคและสังคมเป็นคนเรียกร้องด้วยว่ามันควรเป็นยังไง หลายๆ สื่อออนไลน์ทำคอนเทนต์ทางการตลาด คุณทำได้ ถ้าประชาชนยอมรับได้และแยกแยะได้ แต่เมื่อประชาชนรู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้ว อันไหนคือรีวิวแท้ อันไหนคือคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง คนทำต้องมานั่งคุยกันว่าจะทำยังไง 

อย่างเรื่องเด็ก เมื่อก่อนลงรูปหน้าเด็กได้ เดี๋ยวนี้ไม่ได้เลย ผลที่เกิดขึ้นนอกจากจรรยาบรรณสื่อก็รวมไปถึงกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก

ในมุมมองของคุณ สื่อควรวางตัวแบบไหนในสถานการณ์ความขัดแย้ง

ความหลากหลายอย่างที่บอก และความแฟร์ ควรเป็นจุดยืนของสื่อในสภาวะความขัดแย้ง

ตอนนี้ถือว่าทั้งข่าวสารและการรับรู้ข่าวสารถึงขั้นอยู่ในภาวะวิกฤตรึยัง

มันวิกฤตมานานแล้ว เพียงแต่จะอยู่ยังไงต่อไปมากกว่า ปัญหาสำคัญคือ ในมุมมองของคนทำคอนเทนต์ คนทำสื่อ จะสามารถนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้นมั้ย ขณะเดียวกัน ทำยังไงที่จะทำให้คนเสพสื่อเติบโตโดยเรียนรู้เรื่องของการคัดกรองข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น สร้างเรื่องการคิดวิเคราะห์ให้คนในสังคมมากขึ้น ยอมรับฟังความเห็นที่หลากหลาย เสพสื่อจากมุมมองที่หลากหลายได้มากขึ้น

สัญญาณไหนที่บอกว่าวิกฤตแล้ว

ปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นเยอะแยะ เป็นผลพวงจากสื่อเองที่เป็นผู้ปลุกเร้า ก่อนจะมีสื่อโซเชียลก็มีวิกฤต แค่พลังน้อยกว่า เอาง่ายๆ เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ หนังสือพิมพ์ดาวสยามก็ทำให้คนจำนวนไม่น้อยคิดเชื่ออะไรแบบเดียวกัน แต่ในตอนนั้นต้องเป็นคนที่อ่านออก เขียนได้ หรือได้ฟังมาจากที่คนอื่นเล่า แต่มาวันนี้ คุณเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลาย

การใช้วิธีแอนะล็อกจัดการสื่อดิจิทัลแก้ปัญหาได้จริงมั้ย

มันแก้ไม่ได้ตั้งแต่ฐานคิดแล้ว สมัยก่อน สิ่งที่รัฐต้องการคือความมั่นคงของรัฐ ความมั่นคงหมายถึงเสรีภาพของรัฐในการบริหารประเทศ เพราะฉะนั้น ทุกคนต้องเงียบ การเมืองนิ่ง ทุกคนต้องเชื่อฉัน ฟังฉัน ไปในทิศทางเดียวกัน เป็นอย่างนี้ทุกรัฐบาลไม่ว่าใครจะเข้ามาก็ตาม

ประเทศมหาอำนาจส่วนใหญ่ของโลกก็คิดแบบนี้ คิดว่าสื่อมีหน้าที่เป็นเหมือนแค่กระบอกเสียงประชาสัมพันธ์ของรัฐ สื่อไม่ควรจะตั้งคำถาม แย้ง หรือทำให้เสถียรภาพของความเป็นรัฐสั่นคลอน จึงไม่แปลกที่ในอดีต เวลามีปัญหาขึ้นมาไม่ว่าจะยุคไหนๆ สื่อไหนที่ทำให้อำนาจของรัฐไม่โอเคหรือตั้งคำถามกับรัฐ ก็จะต้องโดนปิด วิทยุ ทีวี เขาคุมได้อยู่แล้ว ถ้ารายการไม่โอเคก็ถอดรายการนั้นออก หนังสือพิมพ์ไม่โอเคก็ปิดหนังสือพิมพ์

วันนี้พอใช้วิธีเดียวกันกับสื่อดิจิทัล คุณปิดไป พอเปิดทวิตเตอร์ก็เจออีกแล้ว อย่าลืมว่าสมัยก่อนการเปิดสื่อต้องลงทุนเป็นร้อยล้านพันล้าน แต่วันนี้ผมมีมือถือเครื่องเดียว ผมเปิดเพจได้ภายในไม่กี่นาที จะทำช่องทีวีก็สมัคร YouTube Channel แป๊บเดียวเอง แล้วคุณใช้กรอบแบบเดิมปิด ฐานคิดที่คิดว่าสื่อมันมีอยู่จำกัดแล้วไม่สามารถขยาย อย่างที่ไปไล่ปิดฟ้าเดียวกัน แล้วดูสิ ตอนนี้ขายดีไปเลย

ใช้ระบบคิดแบบ 0.4 มาบริหารจัดการสื่อยุค 4.0 อืม… มันคงทำได้หรอกนะ (ถอนหายใจ)

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

Writer

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เพียงไม่กี่วันก่อนคุณจะได้อ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ ชื่อของ อิน-สาริน รณเกียรติ คงปรากฏขึ้นบนหน้าจอให้คุณเห็นบ่อยครั้ง ในฐานะนักแสดงนำซีรีส์วายเรื่องแรกของช่องน้อยสี ที่อาจทำให้คุ้นหน้าคุ้นตาเขามากขึ้น

บางคนอาจร้องอ๋อ ว่าเคยเห็นผู้ชายคนนี้แล้วตั้งแต่เขายังใส่กางเกงนักเรียนสีดำ บางคนก็อาจจำได้ ว่าอินคือบัณฑิตสถาปัตย์ฯ จุฬาฯ คนนั้น ที่โด่งดังแม้จะยังไม่ทันเข้าวงการดี 

แต่ใครจะรู้ ว่านาฬิกาชีวิตหนึ่งวันของอินไม่ได้จบลงแค่ผู้กำกับสั่งคัต

ในวงการบันเทิง เขาเป็นนักแสดงหนุ่มมากความสามารถ

ในบ้าน เขาเป็นทายาทสืบทอดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ในทุกขณะที่เข็มนาฬิกากระดิกไหวไปมา อินกำลังเป็นสถาปนิกที่ออกแบบและดูแลโครงการของตัวเอง

เขาในลุคเสื้อยืดกางเกงยีนธรรมดา เอกเขนกบนโซฟาห้องแต่งตัวรอการสนทนายามบ่าย จนเราอดคิดไม่ได้ว่า ผู้ชายที่ดูสบาย ๆ คนนี้เหรอ จะซ่อนความเครียดมากมายไว้ภายใต้รอยยิ้มหวาน 

สิ่งที่น่าสนใจกว่าการหาคำตอบว่าเขาทำทุกบทบาทในหนึ่งวันได้ยังไง จึงกลายเป็นการตั้งคำถามว่า อิน สาริน เปลี่ยนไปอย่างไร หลังอุทิศชีวิตให้กับงาน

เรียนแบบเซเว่น ทำงาน 24 ชม. ชีวิต Work-ไร้ Balance ของ 'อิน สาริน' สถาปนิกนักธุรกิจ

In-sight
ปูนเปลือย

ครอบครัวของณัฐในละคร คุณหมีปาฏิหาริย์ ค่อนข้าง Toxic ถ้าเทียบระหว่างครอบครัวของณัฐในละครกับครอบครัวของอิน มีความเหมือนหรือแตกต่างกันยังไง

มันคือคู่ตรงข้าม ครอบครัวอินไม่มีปัญหาเลย ไม่เคยทะเลาะกันเลย ไม่มีความ Toxic เลย ครอบครัวพี่ณัฐเนี่ยเป็นครอบครัวที่ขาดการพูดคุย แต่ครอบครัวของอินพูดคุยกันเยอะมาก เรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ แนวทาง ปัญหาชีวิต เราคุยเรื่องพวกนี้กันบนโต๊ะกินข้าว

ครอบครัวมีส่วนปลุกปั้นให้อินเป็นอินทุกวันนี้

ใช่ 

ถ้าอย่างนั้น ตัวตนของคุณได้รับอิทธิพลมาจากใครในบ้านบ้าง

ไม่ได้จากใครเลย (หัวเราะ) เรื่องจริง อินไม่เหมือนป๊า ไม่เหมือนแม่เลย แม่เป็นสายชิลล์ แสวงหาความสุขในชีวิต ส่วนป๊ามี Work-Life Balance ดี มีความสุขในชีวิต ส่วนเราเป็นสายทำงานเหมือนกับพี่สาว แต่ไม่รู้ได้มาจากใคร ป๊าก็ยังถามว่าเอามาจากใคร

เห็นว่าคุณพ่อเป็นสถาปนิก

ป๊าเป็นช่างใหญ่มาก่อน เขาทำอสังหาฯ ทำบริษัทของตัวเอง เป็นสถาปนิกเองด้วย

การมีพ่อเป็นสถาปนิก มีครอบครัวทำอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลกับความคิดเรายังไงบ้าง

ส่งผลมาก ยอมรับว่าเราเลือกเรียนสถาปัตย์เพราะคิดว่าจะกลับมาต่อยอดธุรกิจครอบครัวด้วย ที่บ้านไม่ได้บังคับหรอก แต่เขาจะใช้วิธีหล่อหลอม เช่น ตอนเด็ก ๆ เขาจะพาเราไปประกวดระบายสีน้ำ ประกวดวาดรูป ซึ่งจริง ๆ ป๊าแอบช่วยเรามาตลอด (หัวเราะ) เราก็เลยซึมซับสิ่งนี้ เริ่มชอบ พอโตมาก็เลยเลือกทางนี้ด้วยตัวเอง

บุคลิกคุณดูเนี้ยบ เรียบร้อย ภาพลักษณ์ภายนอกก็ดูสะอาด คุณเป็นมาตั้งแต่เมื่อไร

อินเนี่ยนะเรียบร้อย โอมายก็อด ถ้าอินเป็นอย่างนั้นได้จริง ๆ ก็ดีนะ

แล้วคุณเป็นคนยังไง

อินมองตัวเองว่าไม่เรียบร้อยเลย แล้วก็อยากเรียบร้อยมากกว่านี้ด้วยซ้ำ ซึ่งเราคาแรกเตอร์ชัดมาตั้งแต่เด็กแล้ว เป็นคนคิดเร็ว ทำเร็ว พูดเร็ว 

ตอนเรียนสถาปัตย์แรก ๆ ได้เกรด 2 คุณมีวิธีแก้ไขยังไงถึงจบมาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 2

ความขยันครับ เกรด 2.7 – 2.8 ตอนนั้นถือว่าน้อยมากนะสำหรับเด็กจุฬาฯ เพราะว่าทุกคนเก่งกันมาก เรามาจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยที่มีกิจกรรมเยอะมาก พอมาอยู่จุฬาฯ เหมือนโดนย้ายโลก เขารวมแต่คนหัวกะทิ เด็กอินเตอร์ พูดภาษาอังกฤษล้วน ปีหนึ่งปรับตัวไม่ได้เลย ฟังก็ไม่ออก แต่เพื่อนไปถึงไหนแล้ว เราค่อย ๆ ถีบตัวเองขึ้นมา 

สมัยมัธยมเราเป็นเด็กนั่งหลังห้อง ขึ้นมหาวิทยาลัยเราต้องไปนั่งหน้าสุด ไม่งั้นเรียนไม่ทันเขา เพื่อนที่คบก็ต้องขอไปคบกับแก๊งที่จะชวนเราไปอ่านหนังสือ คบเพื่อนดีพาให้ได้ดี อันนี้คือเรื่องจริง ปีสี่อินได้เกรด 3.8 ถ้าตัดเกรดแค่ปีนี้เราคงได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งไปแล้ว ขอบคุณเพื่อนทุกคนเลยที่ช่วยเรา

เพราะอะไรถึงต้องพยายามเพื่อให้จบมาด้วยเกรดดี ๆ

เราไม่ได้ต้องการเกรดดี แต่เวลาทำอะไรสักอย่างก็อยากทำให้มันได้ดี แค่นั้นเอง

เรียนแบบเซเว่น ทำงาน 24 ชม. ชีวิต Work-ไร้ Balance ของ 'อิน สาริน' สถาปนิกนักธุรกิจ

In-design
ก่อร่างสร้างตึก

คุณชอบเรียนสถาปัตย์ด้วย ตั้งใจเรียนด้วย มีความฝันว่าอยากกลับมาต่อยอดธุรกิจสถาปัตย์ที่บ้านด้วย คุณหลงใหลอะไรในสถาปัตยกรรม

อินชอบออกแบบมาก (ลากเสียง) มันเหมือนการออกแบบชีวิต คนเรามีจุดมุ่งหมายว่าโตขึ้นฉันจะเป็นคนแบบนี้ การออกแบบบ้านหรือสิ่งปลูกสร้างก็เหมือนกัน แล้วเราเป็นคนชอบความสวยงาม บ้านมุมนี้จะเป็นยังไง เป็นธีมไหน อย่างโครงการ Community Mall เล็ก ๆ ที่กำลังสร้างก็เป็นการใส่ตัวตนของเราลงไป

ตัวตนแบบไหน

เวลาออกแบบหรือทำอะไรก็ตาม ไม่มีงานไหนที่ไม่ขึ้นกับกลุ่มลูกค้า อินทำขนม ก็ดู Marketing ดูความต้องการของคน ทำร้านอาหาร ทำโครงการ เรามีกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการจะสื่อ อินจะใช้ Customer Centric คือการใช้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เซ็ต Target Group ขึ้นมาก่อน เราจะทำอะไร เพื่อขายใคร นี่คือคำถามที่หนึ่ง แล้วพอเรารู้เป้าหมาย เราก็จะรู้ว่าเขาเป็นแบบไหน อย่างโครงการนี้จะขายกลุ่ม First Jobber เป็นวัยรุ่นที่ค้นหาตัวเองเจอแล้ว ไม่ได้เปลี่ยนไปตามเทรนด์ โครงการเราก็มีตัวตนชัดเจน คือยังมีความเป็นวัยรุ่นอยู่ แต่ไม่ได้เป็นวัยรุ่นสยามที่เด็กขนาดนั้น

แต่สุดท้ายยังไงเราก็จะทิ้งจริตหรือทิ้งกลิ่นของเราเอาไว้อยู่ดี เราชอบแบบ Rustic Style คือแอบซ่อนความดิบเอาไว้

เล่าถึงโครงการ Community Mall นี้ให้ฟังหน่อย

ชื่อโครงการ OURS เป็น Eatery & Hangout ร้านอาหารเน้นพวกสตาร์ทอัพที่ไม่ได้อยู่ในห้าง แล้วก็พวก Boutique Shop ส่วน Hangout ก็เป็นหมูกระทะ ชาบู ร้าน All-Day Dining แล้วก็จะมีสวนส่วนกลางนั่งทานได้ คล้าย ๆ กับโครงการ theCOMMONS แต่อยู่ที่ถนนเจริญนครซอย 10 ตอนนี้ก่อสร้างได้ 60 เปอร์เซ็นต์แล้วครับ

ในโครงการนี้คุณมีส่วนร่วมในการทำมากน้อยแค่ไหน 

อินทำตั้งแต่ดีลเทศบาล ขุดท่อระบายน้ำท่วม ถมที่ ดีลจัดซื้อ จัดทำทีม Marketing จ้างสถาปนิก จ้างแม่บ้าน จ้างยาม เซ็ตระบบ หาลูกบ้าน ทำ Presentation เราทำทุกอย่าง เพราะโครงการนี้มันคืออินเลย

เดี๋ยวเสร็จจากสัมภาษณ์นี้ก็ต้องไปไซต์งานครับ ช่วงนี้ไปทุกวัน เพราะเรายังไม่ใช่บริษัทใหญ่ เวลาต้องตัดสินใจว่าจะเอา A หรือ B เราต้องเป็นคนเข้าไปดูเอง 

เป็นครั้งแรกที่คุณทำธุรกิจเต็มตัว

ใช่ครับ ครั้งแรก เราตกใจมากที่ทำได้ แล้วก็เหนื่อยมาก เพิ่งรู้ว่าการทำอะไรอย่างหนึ่งมันเหนื่อยมากขนาดนี้ เราทำธุรกิจมาตลอด เพียงแต่ที่ผ่านมาอินมีพาร์ตเนอร์ ร้าน Holiday Pastry ร้าน HYE แต่โครงการนี้อินดูคนเดียว ต้องทำเองหมด

ใช้สายตาแบบไหนในการทำงาน

เราต้องมีสายตาของนักวางแผน ต้องบอกว่าอินได้สิ่งนี้มาจากการเรียนสถาปัตย์ เพราะตอนเรียนมันหนักมาก เรียนเป็นเซเว่น 7 วัน 24 ชั่วโมง ทุกอย่างต้องผ่านการออกแบบ ต้องวางแผนใช้ชีวิตเลยว่าเราจะทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร ยังไง ให้งานเสร็จทัน สิ่งเหล่านี้อินติดมาใช้ในชีวิตจริง เราเลยเป็นคนวางแผนตลอดเวลา เพื่อให้มันไปข้างหน้าได้เร็วและรอบคอบมากที่สุด

In-detail
เนี้ยบแต่ดิบ

แฟนคลับมักจะบอกว่าเวลาที่พูดถึงสถาปัตย์ คุณจะเต็มไปด้วยแพสชัน สะท้อนออกมาจากดวงตาเลย

เรามีแพสชันมากครับ สถาปัตย์สำหรับเราคือศิลปะ มันสนุก เหมือนเล่นเดอะซิมส์ เราไม่จำเป็นต้องสร้างบ้านในชีวิตจริงก็ได้ แต่ถ้าเราลองหลับตาว่าเราอยากมีบ้าน เดินไปเลี้ยวซ้ายเจอสิ่งนี้ มีห้องน้ำตรงนี้ ขึ้นไปชั้นสองเป็นยังไง มีความสุขจะตาย อินนั่งคิดได้เป็นชั่วโมง ๆ เรามีความสุขที่ได้ออกแบบ การเรียนสถาปัตย์ดีตรงที่ 

หนึ่ง เราฝึกความอดทนมาตั้งแต่สมัยเรียน สอง คือเราได้วิชาการออกแบบที่ไม่ใช่แค่ออกแบบบ้าน ชีวิตจริงก็เริ่มจากสถาปัตย์ ออกแบบการตลาด ออกแบบลูกค้า มันคือทุกอย่าง 

คุณกำลังหมายถึงการเรียนแบบเซเว่นน่ะเหรอ

มันเวิร์กครับ (ตอบอย่างมั่นใจ) เวิร์กกับเรา แต่ก็เหนื่อยมากนะ คือสถาปัตย์เป็นงานภาคปฏิบัติไม่ใช่งานอ่านหนังสือ แต่เวลาเราแนะนำคน เราก็บอกเสมอว่าต้องมี Work-Life Balance ที่ดี แต่อินเข้าใจว่าเราอายุ 27 เป็นวัยสร้างตัว ไม่ผิดเลยที่เราจะเหนื่อย ไม่ใช่แค่อิน เพื่อนรอบตัวก็เป็นวัยเหนื่อยหอบแฮ่ก อินทำงานมานาน เราเลยมาถึงอีกสเต็ปที่ต้องเป็น SME ที่ใหญ่มากขึ้นแล้ว 

นอกจากเรื่องธุรกิจ คุณนำการมองเห็นดีเทลของสิ่งต่าง ๆ มาใช้ในชีวิตประจำวันด้วยไหม

ใช้ด้วยครับ การมองภาพกว้างเป็นสิ่งสำคัญ แต่การมองเห็นจุดเล็ก ๆ ก็สำคัญ เพราะถ้าเราเก็บรายละเอียดจุดเล็ก ๆ ได้ เราจะไม่พลาด

คล้าย ๆ จะเป็น Perfectionnist นะ

อินเป็น แต่ไม่ดีนะ เพราะบางอย่างเราเป๊ะเกินไป 

เช่น

เราเป็นคนไม่ปล่อยอะไรเลย สมมติ เดินเข้าไปในครัวกลางของ Holiday Pastry ถ้ากวาดสายตามองไปจากตรงนี้ อินจับจุดได้เลยว่ามีอะไรผิดอยู่บ้างโดยทันที ไม่ต้องมีใครบอก อินก็จะรู้สึกว่า เฮ้อ (ถอนหายใจ) ทำไมหัวหน้าครัวหรือผู้จัดการถึงไม่เห็น แต่ตอนนี้เราพยายามจะมองในมุมคนอื่นว่า ใช่ว่าทุกคนจะคิดเหมือนเรา เราต้องมีความอะลุ่มอล่วย พยายามผ่อนปรนมากขึ้น

ส่งผลอะไรกับคุณและคนรอบข้างบ้าง

เราเครียด แล้วเราก็กลายเป็นคน Toxic เพราะที่บ้านทุกคนแฮปปี้ เพื่อน ๆ พาร์ตเนอร์ทุกคนแฮปปี้ เขาก็เครียดเหมือนเราแหละ แต่เขาจัดการความเครียดได้ เขาไม่เอาความเครียดไปลงกับคนรอบข้าง แต่บางครั้งอินทำไม่ได้ ซึ่งเรารู้ตัว แล้วก็พยายามจัดการอยู่

ไม่ได้เป็นคนอย่างนี้ตั้งแต่แรก

ใช่ ไม่ได้เป็น เพิ่งมาเป็นช่วงที่งานเยอะ ๆ 

เรียนแบบเซเว่น ทำงาน 24 ชม. ชีวิต Work-ไร้ Balance ของ 'อิน สาริน' สถาปนิกนักธุรกิจ
เรียนแบบเซเว่น ทำงาน 24 ชม. ชีวิต Work-ไร้ Balance ของ 'อิน สาริน' สถาปนิกนักธุรกิจ

ทำไมคุณถึงชอบทำงานขนาดนี้

(คิดนาน) อินว่าหลายปัจจัยที่หลอมตัวตนเรา อินพยายามถามตัวเองเหมือนกัน เพราะเราไม่เหมือนคนที่บ้าน แรก ๆ อาจจะเห็นความสบายมาจนเบื่อ พ่อแม่เราก็ไม่ได้ทำงานออฟฟิศ ตอนเด็กเราจะรู้สึกว่าทำไมพ่อแม่ของเพื่อน ๆ มีงานทำ (หัวเราะ) พ่อแม่เราก็ทำนะแต่เป็นพวกธุรกิจส่วนตัว อีกอย่างคือก่อนเป็นดารา เราก็พอมีชื่อเสียง คนจะมองเราจากภายนอกก่อน ถ้าเกิดเราเก่งพอให้เขามองเราจากความสามารถก่อนก็คงจะดีนะ

เราไม่ได้มองว่าต้องหาเงินเพื่อใช้เอง เรามองว่าเราจะเติบโตไปเป็นคนที่เลี้ยงคนอื่นได้ยังไง เราเลยต้องรีบ อันนี้ก็คงเป็นอีกสิ่งที่สำคัญ คือ โตยังไงให้เลี้ยงพ่อแม่ได้ สำหรับบ้านอินยากนะ เพราะพ่อแม่เรามีชีวิตที่ดีของเขาอยู่แล้ว เราต้องทำยังไงให้โตกว่าเขา ถ้าโตเท่าเขาเนี่ยไม่ยาก แต่ถ้าโตกว่าเนี่ยยากมาก ๆ มันเป็นเหมือน Legacy เราก็อยากทำของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น

จำเป็นต้องมีอะไรบ้างถึงจะโตกว่าพ่อแม่ได้

ก็คงเป็นเรื่องของการต่อยอดแหละ ถ้าเป็นอสังหาฯ ป๊าอินก็ทำโกดัง ลานจอดรถ ห้องเย็น ของเราก็เริ่มทำ Community Mall ทำคอนโด ต่อยอดขึ้นไป Food and Beverage ก็เป็นอีกธุรกิจที่เราตั้งใจกับมันมาก เรามีร้าน Holiday Pastry กับร้านหมูกระทะที่กำลังจะเปิด Flagship Store ปีหน้าก็จะขยายสาขาเข้าห้าง 

อย่างที่บอกว่าเราเป็นคนตั้งใจทำงานมาก ๆ เรื่องของกินก็ต้องให้ดีให้อร่อยที่สุด เราอยากทำของดีให้คนกิน เพราะเราเป็นนักชิม แต่ไม่ใช่นักทำ เราจึงค้นหาเชฟเก่ง ๆ จากโรงแรม จากร้านอาหารมาอยู่กับเรา การทำขนมก็เป็นเรื่องที่มาจาก Pain Point ของอินว่าเคยไปเดินเจอเค้กแมคคาเดเมีย แล้วเขาให้ถั่วน้อยมาก จนรู้สึกว่าเราต้องทำเองแล้วแหละ กลายเป็นคอนเซ็ปต์ของร้านอินว่า ขนมทุกอย่างจะต้องจัดหนักจัดเต็ม เป็นขนมที่ทุกคนกินแล้วแฮปปี้

คุณเริ่มทำงานหาเงินมาตั้งแต่เมื่อไร

ถ้าทำพาร์ตไทม์ หาอะไรทำ ก็ทำมาตั้งแต่ปีหนึ่ง เราขายของ ไปเดินสำเพ็งเพื่อหาหินมาร้อยขาย สนุกดี เวลาอยากทำอะไรเราไม่ได้เริ่มต้นว่าเราต้องได้เงิน เราเริ่มเพราะมันน่าทำ แต่พอทำแล้วก็จริงจัง เลยมีเรื่องของ Marketing เข้ามาเกี่ยว เพื่อให้ธุรกิจนั้นโตและอยู่รอด

ถ้าให้รีแคปชีวิตตั้งแต่จบมหาวิทยาลัยมาคือวุ่นวายมาก (หัวเราะ) ไม่เคยสุขสบายกับใครเขาเลย เพราะเราทำงานเยอะ เผอิญว่างานในวงการบันเทิงกับงานส่วนตัวต่างกันมาก ไม่ใช่งานใกล้ ๆ กันที่ไม่ต้องสลับความคิดเยอะ แต่เราต้องสลับจากเบื้องหน้าไปเบื้องหลัง มันเลยเหนื่อยมาก เพราะเราต้องทำให้ได้ดีทั้งคู่ 

แต่คุณก็ไม่ได้เรียนเรื่อง Marketing มาก่อน

ไม่ได้เรียน แต่เรามีเพื่อนจบ Marketing ทั้งนั้นเลย พาร์ตเนอร์เราทุกคนดีมาก เขาเรียนจบจากที่ดี ๆ เราก็ใช้วิธีขอเขา คุยกับเขา ถามเลยว่าวิธีการทำเป็นยังไง 

แล้วเขาจะได้อะไรจากคุณกลับไป

ได้มุมมองใหม่ ๆ อินว่าอินเป็นคนอ่านเกมขาดมาก อินรู้ว่าอินทำอะไรไปเพื่อใคร และทำยังไงให้ถูกจริตคนเหล่านั้น 

ทำไมคุณถึงอ่านเกมขาด

อินเป็นคนช่างสังเกต อินจะรู้ว่าถ้าเราขาย Niche ไม่ได้ขาย Mass จริตแบบไหนที่พอดีกับเขา อย่างขนมเราก็จะรู้ว่าโปรดักต์นี้ออกมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่ม Niche ทุกโปรดักต์จะมีเรื่องเล่าเยอะมาก

คุณบอกว่าเป็น Perfectionist แต่การทำธุรกิจมักเต็มไปด้วยความเสี่ยง ความผิดพลาด คุณรับมือกับสิ่งเหล่านั้นได้ไหม

ตอนนี้เรายังไม่พลาด แต่เราก็เตรียมไว้เพราะต้องมีพลาดอยู่แล้ว เราทำใจแล้วแหละ อินมองว่าเรากำลังปูพรม สมมติทำ 10 แล้วเสีย 3 อินว่าเราไม่เจ๊งนะ ถ้าจากวันนี้นับไปอีก 3 เดือนแล้วธุรกิจเป็นเลขแดง เราก็ไม่ได้มองแค่ 3 เดือนนี้ เรามองไปอีกหนึ่งปีข้างหน้าว่าเราจะโตได้อีกขนาดไหน มันคือการถัวเฉลี่ย แต่เราต้องดูเกมไว้ล่วงหน้าครับ

คุณจัดสรรเวลาชีวิตยังไง

ก็ 24 ชั่วโมง ทั้งวันครับ

แต่นั่นไม่ได้เรียกว่าจัดสรร

มันจัดสรรแล้วครับ ถ้าไม่ได้จัด เราก็ไม่มีทางทำทุกอย่างได้หรอก อีกวิธีหนึ่งคือการหาทีมดี ๆ หาพาร์ตเนอร์ดี ๆ เคล็ดลับของอินคือเราทำหลายอย่างคนเดียวไม่ไหว คนหนึ่งคนมีข้อจำกัด แต่ถ้าเราหาแขน หาขา หาสมองให้เราได้ เราก็จะสบายขึ้นครับ

ยากไหมกว่าที่คุณจะกล้าไว้ใจให้ใครสักคนเป็นพาร์ตเนอร์

เรื่องไว้ใจไม่ยากครับ เพราะเราทำงานกับคนเดือนสองเดือน ก็จะรู้สึกได้ว่าคุณได้ไปต่อรึเปล่า สิ่งที่ยากคือการจัดการเวลาให้ได้

คุณดูเหมือนคนที่มีครบ มีพร้อมทุกอย่าง ฐานะ หน้าตา ความสามารถ ยังมีอะไรที่คุณขาดไปหรือตามหาอยู่

นิสัย (ตอบทันที) เพื่อนสนิทชอบด่าเรา ว่ามึงมีครบทุกอย่างยกเว้นนิสัยดี ๆ (หัวเราะ) คือเราเป็นคนเครียดมาก ทำแต่งาน ถ้าไม่หยุดพูดเรื่องงาน งานมันก็จะไม่จบ จนเมื่อวานเราได้ยินพาร์ตเนอร์คุยเล่นกันตอนประชุม เราก็กลับไปนอนคิดที่บ้านว่า ‘ลืมไปเลยว่ามนุษย์คุยเล่นกันแบบนี้ได้ด้วย’ 

ฟังดูเหมือนตลกนะ แต่เรื่องจริงไม่ตลกเลย เราลืมไปว่าคุยจิปาถะกับพนักงานได้ ซึ่งอินไม่มี แม้แต่กับเพื่อน อาจจะเป็นเพราะเพื่อนสนิททุกคนโดนจับมาทำงานด้วยรึเปล่าก็ไม่รู้

มีวิธีบริหารความสัมพันธ์กับเพื่อนไหม

เราเป็นคนมีอะไรแล้วพูดเลย เคลียร์ใจตั้งแต่วันแรก ชอบบอกชอบ ไม่ชอบบอกไม่ชอบ แต่ต้องฟัง เพราะทุกคนหวังดี

อีกด้านของนักแสดงหนุ่ม ‘อิน สาริน’ กับการเป็นสถาปนิกควบนักธุรกิจ เจ้าของ Community Mall สร้างใหม่ ผู้หยุดคิดเรื่องงานไม่ได้
อีกด้านของนักแสดงหนุ่ม ‘อิน สาริน’ กับการเป็นสถาปนิกควบนักธุรกิจ เจ้าของ Community Mall สร้างใหม่ ผู้หยุดคิดเรื่องงานไม่ได้

เคยอยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไรนานสุดกี่วัน

เราอยู่ไม่ได้เลยครับ เราว่าน่าจะต้องไปหาหมอเลยแหละ อินน่าจะเป็นโรคเครียด เราเป็นคนนอนบิดแขน บิดขา มือเกร็ง ดูซีรีส์ก็ไม่ได้ เพื่อนดูอาทิตย์เดียวจบ แต่เราใช้เวลา 3 – 6 เดือน ดูได้ไม่ถึง 5 นาทีก็ต้องทำงาน เพราะเรารู้สึกว่าการดูซีรีส์มันเสียเวลา เราต้องหยุดแล้วพิมพ์งานสิ

แล้วคุณมองคนที่ไม่มีความฝัน นอนอยู่บ้านเฉย ๆ ยังไง

ไม่เป็นไร คุณมีความสุขไหมล่ะ ถ้ามีความสุขก็พอแล้วครับ อินก็ไม่มีใครกดดันให้ทำงาน อินแค่ชอบทำ 

In-terior
ตกแต่งภายใน

ถ้างานมีผลกระทบกับชีวิตขนาดนี้ คุณมีคิดบ้างไหมว่าจะลดธุรกิจลงสักอย่าง หรือเบาลง

เราตั้งใจจะเลิกอยู่แหละ แต่ตอนนี้บอกตามตรงว่ายังเลิกไม่ได้ เพราะเป็นช่วงขาขึ้นของอิน โครงการ ร้านอาหาร ทุกอย่างจำเป็นต้องทำ ก็แล้วแต่เป้าหมายของแต่ละคนนะ บางคนเปิดคาเฟ่เล็ก ๆ มีพนักงาน 4 – 5 คนก็พอใจแล้ว แต่สำหรับอิน เราอยากเป็น F&B เจ้าใหญ่ ๆ หวังว่าปีหน้าจะเป็นปีที่เราเติบโตแบบพุ่งจรวด เพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมทีม เตรียมใจให้ดี ส่วนมากเราจะหาทีมมาช่วยมากกว่าลด แต่ธุรกิจต้องเพิ่มขึ้น เราหยุดทำงานไม่ได้หรอกครับ ถ้าปีหน้าสบาย ๆ ขึ้นได้ เราก็จะปรับ

แล้วมันจะหยุดอยู่ตรงไหน

เราไม่รู้หรอกครับ แต่เราก็ต้องรอดูกันไป อีก 3 ปีมาเจอกันใหม่ อาจจะเป็นอีกแบบหนึ่ง

แบบไหนที่คุณอยากเป็น

มี 3 อย่างที่เราแพลนไว้คือ Food & Beverage อสังหาฯ การแสดง เราต้องเต็มที่ ให้ไปให้ดีทุกอย่าง ในมุม Food & Beverage คือเราต้องเป็นหนึ่งในนั้นให้ได้ภายใน 3 ปี เราต้องทันสมัย ต้องแตกต่าง ส่วนอสังหาฯ ที่บ้าน อินก็ยังใหม่มาก เพราะไม่ใช่แค่เรื่องสถาปนิก แต่มีเรื่องการดีลกับราชการ เดินระบบไฟฟ้า น้ำประปา วิ่งนู่นนี่สารพัด เรามีตัวคนเดียวกับทีมอีกไม่กี่คน อินคิดว่าอยากทำให้ดีแล้วจะยกให้ที่บ้าน เป็น Passive Income ที่เขาจะเก็บเงินได้ต่อไป 

ส่วนการแสดง ยังไงก็เป็นสิ่งที่เราชอบ เป็นแขนงเดียวในนี้ที่ไม่เครียด สบาย คนอื่นอาจจะเครียด แต่อินรู้สึกว่าเราไม่ต้องคิด ไม่ต้องบรีฟ คนอื่นเขาคิดให้เราเสร็จสรรพหมดแล้ว บทก็เขียนมาแล้ว ผู้กำกับก็มี เราก็แค่ทำตัวโล่ง ๆ และเชื่อฟังเขา 

เกี่ยวไหมที่คุณไม่ต้องสวมบทเป็นตัวเอง การแสดงจึงเป็นงานที่ไม่เครียด

เกี่ยวครับ อย่างเต้าหู้จะเป็นคนร่าเริง คิดบวก ในชั่วโมงที่เป็นเต้าหู้เราก็มีความสุขมาก เพราะต้องเชื่อในตัวละคร ซึ่งมันน่าเศร้าตรงที่เพื่อนบอกว่าเราไม่ได้อะไรจากเต้าหู้มาเลย เมื่อวานแม่ก็เพิ่งบอกแบบนี้ตอนกินข้าว เราตอบแม่ไปว่าเต้าหู้ไม่มีอยู่จริง ไม่รู้เหรอ (หัวเราะ) 

เราพยายามจะเอาความคิดบวกของเต้าหู้มา ซึ่งคิดบวกไม่ได้แปลว่าโลกสวยนะ การมองโลกในแง่ดีเป็นเรื่องที่ดีมาก ใช้ได้กับทุกอย่าง เราจะมองทุกปัญหาเป็นเรื่องเล็กและแก้ไขได้ เต้าหู้เองก็มีหน้าที่แก้ไขปัญหาให้คนอื่นเหมือนกัน

อีกด้านของนักแสดงหนุ่ม ‘อิน สาริน’ กับการเป็นสถาปนิกควบนักธุรกิจ เจ้าของ Community Mall สร้างใหม่ ผู้หยุดคิดเรื่องงานไม่ได้

คุณเคยบอกไว้ว่าต้องรีแคปชีวิตตัวเองทุกปี เพราะอาชีพดาราเป็นเหมือนสินค้า ช่วยอธิบายเพิ่มเติมหน่อย

อินทำขนม ขนมคือสินค้า อินทำอสังหาฯ โครงการของอินคือสินค้า อินเป็นดารา ตัวอินคือสินค้า อินกำลังขายตัวเองอยู่ เพราะฉะนั้น อินมองว่าลูกค้าเขาก็มาช้อปปิ้งซูเปอร์มาร์เก็ต มีเชลฟ์ให้เลือกเยอะแยะ มีดาราให้เลือกทุกรูปแบบ แล้วทำยังไงให้เราเป็นสินค้าที่ฮิต เป็นสินค้ากลาง ๆ ที่ใคร ๆ ก็หยิบเราไปได้ มันต้องผ่านการประเมิน เราทำ SWOT Analysis ความเป็นอินเลยนะ เราดีตรงไหน ขาดอะไรบ้าง แต่ไม่เหมือนสินค้าตรงที่คนเรามีคาแรกเตอร์ ต้องทำยังไงให้พอดีกับตัวเรา ทำแล้วสบายใจ แต่ก็ตอบโจทย์คนดูด้วย ไม่ใช่ว่าทำเพื่อคนดูอย่างเดียว แต่เราไม่เป็นตัวเองเลย

คุณนำฟีดแบ็กคนอื่นมาใช้ในการสร้าง Branding ให้ตัวเองมากน้อยแค่ไหน

ส่วนมากฟีดแบ็กของเราจะเป็นเชิงบวก เราต้องพยายามมองจุดดี-จุดด้อยตัวเอง การมีแต่ฟีดแบ็กดี ๆ ไม่ได้ทำให้เราเหลิง เพราะวันนี้บวก เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ลบ โซเชียลก็คือโซเชียล เราก็ Appreciated และขอบคุณทุกคำติชม 

หลายคนมองภาพนักแสดงในจอกับชีวิตจริงเป็นคนคนเดียวกัน อินในฐานะนักแสดง กับอิน สาริน เหมือนกันไหม

ไม่เหมือนครับ ไม่เหมือนเลย เพราะแสดงไงครับ (หัวเราะ) ใคร ๆ ก็บอกว่าไม่เหมือนในทีวีเลย ทุกบทบาทไม่ใช่ตัวอินเลย เวลาเราวางตัวก็ไม่ใช่ ไม่ได้แปลว่าเรากำลังปลอมนะ แต่เราว่ามันเป็นหน้าที่ อย่างตอนนี้ที่เราสัมภาษณ์อยู่ เราก็ต้องทำให้ดี พอกลับถึงบ้าน เราก็ทิ้งตัว สบาย ๆ หรือพอเราเป็นคนเบื้องหลัง ก็มีนิสัยอีกแบบหนึ่ง 

ต้องพยายามทำตัวเองให้เข้าถึงง่ายขึ้น

เพราะเคยมีคนมากรอกหูว่าอินเป็นคนเข้าถึงยาก แต่อินเข้าถึงง่ายใช่ไหม (เราตอบอินกลับว่าใช่ ง่ายมาก) ถ้างั้นก็จบแล้วครับ

อีกด้านของนักแสดงหนุ่ม ‘อิน สาริน’ กับการเป็นสถาปนิกควบนักธุรกิจ เจ้าของ Community Mall สร้างใหม่ ผู้หยุดคิดเรื่องงานไม่ได้

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load