31 ปีก่อนเขาคือนายกองค์การนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผู้ขับเคลื่อนกิจกรรมทางการเมือง

30 ปีก่อนเขาคือผู้สื่อข่าวสายการเมืองประจำหนังสือพิมพ์หัวที่ตีพิมพ์ภาพข่าวการปราบปรามประชาชนในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 ขณะที่สื่อโทรทัศน์ในประเทศถูกควบคุมการเสนอข่าว และไม่รายงานการสูญเสียชีวิตของประชาชน

20 ปีก่อนเขาคือคนที่เล็งเห็นพลังการเปลี่ยนแปลงของสื่อโลกใหม่ในยุคแรกเริ่มของอินเทอร์เน็ต และเตือนหนังสือพิมพ์ไทยให้เตรียมรับมือกับ New Media ทว่าไม่มีใครเชื่อ

‘เขา’ ที่ว่าจึงเป็นคนแรกที่เรานึกถึงในโมงยามที่ประเทศกำลังตั้งคำถามเรื่องจรรยาบรรณสื่อ การเสพสื่อ การอยู่ในยุคที่สื่อเก่าถูก Disrupt อย่างสิ้นเชิง ใครมีสมาร์ทโฟนก็สร้างข่าวได้ หรือพื้นที่สื่อที่ไม่ต้องลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาล จดทะเบียนเป็นลายลักษณ์อักษร เพียงสมัครแอคเคานต์เว็บไซต์ไม่ก็แอปพลิเคชัน และมี IO, Fake News, Propaganda เป็นโรคแทรกซ้อน

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

‘เขา’ ที่ว่า คือ อาจารย์มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ อีกหนึ่งนักวิชาการที่ถ้าใครจะพูดเรื่องสื่อต้องนึกถึง

“ได้ครับ” เป็นข้อความที่ได้รับแทบจะทันทีหลังตัวหนังสือ read ปรากฏ เมื่อเราส่งข้อความหาเพื่อชวนมานั่งคุยกัน

สองวันหลังจากนั้นซึ่งคือวันที่ 21 ตุลาคม เราจึงนั่งอยู่ในห้องทำงานเหนือตึกสูงใจกลางมหาวิทยาลัย ตรงหน้ารองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่กำลังไถ Smart Phone และมี Smart Watch คาดข้อมือ

คิดยังไงกับปรากฏการณ์ทัวร์ลงดาราเรื่องการ Call Out ที่สร้าง Cancel Culture ปลดบิลบอร์ด

ต้องเข้าใจวัฒนธรรมของบ้านเราว่า การเรียนการสอนของเราไม่ได้สอนมาให้มีพื้นฐานประชาธิปไตย เราถูกสอนให้ฟังว่าครูบอกอะไร เรื่องอำนาจนิยมหรือประชาธิปไตยที่ต้องฟังความคิดเห็นหลากหลายไม่ได้ถูกบ่มเพาะมาตั้งแต่เด็ก เพราะงั้นไม่แปลก เด็กที่เรียกร้องวันนี้เขาก็เติบโตมาจากตรงนั้น 

ถ้าเราเรียกร้องให้คนที่ไม่แสดงจุดยืนมาแสดงจุดยืน เราต้องพร้อมด้วยว่าเขาอาจจะแสดงจุดยืนอีกฝั่งหนึ่งก็ได้ และต้องยอมรับ คุณจะเห็นด้วยกับศิลปินหรืออินฟลูเอนเซอร์หรือไม่ก็ตาม แต่ต้องไม่บอกว่าเขาต้องทำแบบที่ตัวเองต้องการ เพราะนั่นหมายถึงคุณกำลังใช้อำนาจนิยมผ่านสื่อออนไลน์เหมือนที่คุณก็ไม่ชอบหรือเปล่า 

ในขณะที่คุณบอกว่าคุณไม่ชอบที่ผู้มีอำนาจใช้พลังมาบีบให้คิดและเชื่อคล้อยตามกันหมด แต่คุณกำลังใช้อำนาจอีกทางหนึ่งทางเทคโนโลยี บีบให้ใครคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งคิดและเชื่อแบบเดียวกับคุณหรือเปล่า การใช้อำนาจสื่อในมือมาเรียกร้องบีบเมนให้พูดก็เหมือนกับที่รัฐใช้อำนาจปิดสื่อ มันอาจจะเกินไปหรือเปล่า ต้องย้อนกลับไปดูว่าพื้นฐานความคิดเรื่องประชาธิปไตยของคุณคืออะไร อะไรคือประชาธิปไตยที่เราต้องการ ความต้องการประชาธิปไตยเราเท่ากันมั้ย

ถ้าเขาไม่ได้อยากออกเสียง หรือที่คนเรียกว่าเป็น Ignorance

ก็ต้องเป็นสิทธิ์ของเขา การที่จะยอมพูดหรือไม่พูดมันเป็นสิทธิ์เหมือนกัน เหมือนการเลือกตั้งอะ คุณมีสิทธิ์ที่จะโหวตหรือโนโหวต มันเป็นเรื่องของคุณ มันไม่ควรจะเกิดจากการบังคับว่าคุณต้องโหวต แต่คุณก็จะเจอกฎทางสังคม

กลับกัน ถ้าพวกเขาออกมาพูด 

ไม่ใช่ลูกชุบใช่มั้ย (หัวเราะ)

ไม่ใช่ค่ะ (หัวเราะ) มันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงรึเปล่า

ต้องยอมรับว่ามันจะมีพลังในการสื่อสาร แต่จะทำให้คนเชื่อหรือไม่เชื่อ ไม่ถึงขั้นร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก ไม่ใช่ว่าดาราคนนี้พูดอย่างนี้ออกมาแล้วทุกคนจะพร้อมเชื่อ เสียงมันดังขึ้น กว้างขึ้น คนอาจจะได้ยินแล้ว เอ๊ะ มันเกิดอะไรขึ้น 

เราจะอยู่ยังไงให้เท่าทันยุคที่สเตตัสเดียวกลายเป็นวาระแห่งชาติ

มันเป็นกระแสที่ขึ้นลงเร็ว และชีวิตจริงคนไม่ได้อยู่แค่ในออนไลน์ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือเด็กรุ่นนี้เขาจำลองและเชื่อมโลกออนไลน์มาอยู่ออฟไลน์ให้เห็นมากขึ้น แม้กระทั่งการบริหารการจัดการม็อบคราวนี้ก็ต่างจากการบริหารจัดการม็อบในครั้งก่อนๆ มากกกกก (เน้นเสียง) 

เอาแค่การย้ายจุดชุมนุม เมื่อก่อนจะชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ คุณต้องบอกล่วงหน้า แล้วสื่อที่บอกตอนนั้นคือที่ไหน วิทยุ ทีวี ไม่ได้ เพราะเป็นของทหาร คุณต้องหยิบประเด็นเพื่อการแถลงข่าวให้สื่อมวลชนกระแสหลัก ซึ่งคือหนังสือพิมพ์ 

แต่วันนี้ไม่ใช่ โอ้โห เกิดอะไรขึ้นคุณพร้อมที่จะย้ายภายในครึ่งชั่วโมง (หัวเราะ) คุณแกงเขาได้หมดเลย อยู่ๆ ไม่เอาแล้ว เลิก อ้าว ฉิบหาย ไวมาก คุณมี Agility คุณเปลี่ยนอะไรต่างๆ จริงๆ 

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร
มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

True Information เป็นของ Luxury ในศตวรรษที่ 21 จริงรึเปล่า

ปัจจุบันข้อเท็จจริง ความจริงแท้ หายากขึ้น ในโลกของดิจิทัลมันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะหยิบมุมไหนมาเล่า การเลือกเล่า เลือกตัดทอน ก็ทำให้ความจริงนั้นเหลื่อมไปด้วยเหมือนกัน ความจริงนั้นอาจจะสัมพันธ์กับคนเล่า คนรับสารด้วย เช่นผมเล่าจากมุมหนึ่งที่เกิดขึ้น ถามว่าเป็นความจริงมั้ย มันคือความจริงในมุมนั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเล่าด้วยอะไร มุมมองไหน 

แสดงว่าข้อเท็จจริงไม่ใช่สิ่ง Luxury ที่สุด

ข้อมูลที่หลากหลายต่างหาก และต้องมาคิดวิเคราะห์เอง เหมือนประวัติศาสตร์ในอดีต เรื่องเล่าสมัยกรุงศรีฯ แตก มีหลายเรื่อง สมมติว่าเป็นเรื่องจริง วันที่กรุงศรีฯ แตก คนที่อยู่ตรงนั้นก็มีเรื่องเล่าชุดหนึ่ง มุมมองของพม่าที่ตีเมืองก็เรื่องเล่าอีกชุดหนึ่ง หรือคนที่หนีรอดมาได้ก็มีเรื่องเล่าอีกชุดหนึ่ง แล้วอะไรคือความจริงแท้ 

ถ้าคุณอยากรู้เหตุการณ์นั้น คุณต้องดูหลายๆ อย่างแล้วประมวลเองว่าอะไรที่ไม่ใช่ สังเคราะห์ว่ามันน่าจะเป็นแบบนี้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับจุดยืนคุณอีก ถ้าจุดยืนคือคนพม่าโดยมีเรื่องชาตินิยมมาเกี่ยวข้อง หรือมุมมองตอนนี้ที่มองไปยังเหตุการณ์นั้น คุณก็จะเลือกเล่าอีกแบบหนึ่ง

ในฐานะของสื่อมวลชน จะทำยังไงให้สิ่งนี้คลาดเคลื่อนน้อยที่สุด 

คุณก็ต้องรายงานข้อเท็จจริงให้หลากหลายมุมมองมากที่สุดและไม่ใส่ความคิดเห็น ถ้าฟังสื่อที่ถามแค่ฝ่ายเดียวแล้วบอกว่าเขาโกหก รู้ได้ยังไงว่าโกหก 

วันหนึ่งข้างหน้าคนเสพสื่อจะได้ความเห็นที่หลากหลาย ประชาชนจะเป็นคนตัดสินเองว่าจะเชื่ออะไร 

แอคหลุม อวตาร เทียบเท่ากับอะไรในยุคก่อนหน้าโซเชียลมีเดีย

ข่าวลือ สมัยก่อนก็แค่ปากต่อปาก แต่ตอนนี้มันถูกส่งต่อในแชท วงในแจ้งว่า เพื่อนของเพื่อน เป็นญาติที่ทำงาน

แล้ว IO คืออะไร

คือการปฏิบัติการข่าวสารทางการทหาร ซึ่งมีทั้งรุกและรับ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยข่าวลวง ไปบอกให้ชาวบ้านกลัวว่าทหารจะมา การหลอกศัตรูว่าแม่ทัพตายแล้ว ปล่อยข่าวเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามสับสน ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่มันเพิ่งย้ายมาอยู่บนออนไลน์ ถ้ามองในแง่ของการเมือง ทุกประเทศก็ใช้เครื่องมือนี้มาตลอด สำคัญคือเราจะรู้เท่าทันมากน้อยแค่ไหน ในฐานะที่เป็นผู้บริโภค

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร
มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

มันรับบทเป็นผู้ร้ายจริงรึเปล่า

ขึ้นอยู่กับว่า IO เป็นตัวร้ายของใคร เพราะ IO ถูกใช้ได้จากทุกฝ่าย

ยุคหนึ่งบ้านเรามีปัญหาโรคเอดส์ การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น จนต้อง ‘พยายาม’ ยัดสิ่งนี้ในวิชาสุขศึกษา ถ้ายุคนี้ที่ Fake News เป็นปัญหา เราควรมีวิธีรับมือในหลักสูตรการศึกษามั้ย

ใช่ ในต่างประเทศมีวิชาการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) อย่างในเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งสอนกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลและสอนกันมาหลายสิบปีแล้ว ครูที่นั่นจะเปิดวิดีโอโฆษณาขนมให้เด็กดู จากนั้นถามเด็กๆ ว่า คิดอย่างไร

ฟังดีๆ นะ เขาถามเด็กว่า ‘คิดอย่างไร’ ไม่ได้บอกว่าโฆษณากำลังโฆษณาอะไร ระบบการศึกษาทำให้เด็กคิดเองตั้งแต่อนุบาล มีเด็กคนหนึ่งตอบว่าอยากกิน และมีเด็กอีกคนยกมือขึ้นมาบอกว่าอย่ากิน กินแล้วฟันหลอ ครูถามต่อว่า ทำไมถึงคิดว่าฟันหลอ เพื่อนอีกคนแย้งว่า ในโฆษณาไม่เห็นมีใครฟันหลอ 

สิ่งนี้สะท้อนว่าเด็กออสเตรเลียเรียนรู้ตั้งแต่อนุบาลว่าโฆษณาไม่ได้บอกความจริงทุกอย่าง ครูเองก็ไม่ได้มีหน้าที่บอกเด็กว่าอย่ากินลูกกวาดลูกอมนะ ฟันจะผุ แต่ครูกระตุ้นให้เด็กคิดและคุยกันเองตั้งแต่อนุบาล

หลังจากคลาสนั้น ผมไปดูงานอีกคลาสซึ่งเป็นระดับไฮสคูล ครูตัดภาพข่าวมาคุยพร้อมถามความคิดเห็นว่าทำไมแต่ละสื่อพาดหัวข่าวแบบนี้ นักข่าวต้องการบอกอะไร ให้นักเรียนลองแยกข้อเท็จจริงกับความคิดเห็นในเนื้อข่าวออกมา อะไรที่สื่ออยากเล่า อะไรที่สื่อไม่อยากเล่า

เด็กจึงเกิดกระบวนการถกเถียง (Discuss) Critical Thinking จึงถูกสอนแต่เด็ก ผมจึงไม่แปลกใจว่าสมัยที่ผมเรียน ป.โท ที่นั่น ทำไมทุกคนยกมือแย่งกันแสดงความคิดเห็น เขาไม่สนใจว่าเพื่อนจะมีความคิดเห็นยังไง แต่เขาอยากจะบอกว่าเขามีความคิดเห็นแบบนี้ ต่างคนต่างฟังและถกเถียงโต้แย้ง

ทวีตหนึ่งของคุณบอกไว้ เชื่อว่าจะมีหัวข้อวิจัยเกี่ยวกับการสื่อสารของม็อบราษฎร 

มีแน่นอน เพราะม็อบมีทั้งการสื่อสารภายในกับการสื่อสารต่อสาธารณชน การปะทะกับ IO ในขณะที่กระบวนการ IO ก็ยังพยายามที่จะใช้วาทกรรมรูปแบบเดิมๆ 

ในออนไลน์คุณจะเห็นลักษณะของการกวน มี Meme ต่างๆ และพยายามสร้าง Engagement กับผู้เข้าร่วม ก่อนหน้านั้นสองวันบอกว่าให้โหวตกันว่าจะพักหรือไปต่อ โคตร Engage เลย แล้วแป๊บเดียว ไม่กี่นาที ก็โหวตกัน เห้ย มันขนาดนี้แล้วหรอ หรือเมื่อวานซืนที่บอกว่าห้าโมงสี่สิบห้าให้ไปรวมกันตามที่ต่างๆ แล้วเพจก็บอกว่าให้คนชูสามนิ้วถ่ายรูปโพสต์ มันคือการดึงเอาคนที่ร่วมชุมนุมมาเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี บางส่วน 

ผมมองว่ามันเป็นการสื่อสารสองทาง (Two-way Communication) กันมากกว่ายุคเก่า ยุคก่อนๆ ม็อบ Top-down มาก จัดชุดแกนนำกี่คนๆ บอกว่าซ้ายทุกคนต้องซ้าย ขวาทุกคนต้องขวา หยุดเจ็ดวัน ทุกคนเลิกเจ็ดวัน วันนี้ไม่ใช่ แต่ม็อบยุคนี้ ต่อให้ Node ใหญ่หยุด ฉันไม่หยุด เพราะคุณบอกเขาว่า ทุกคนคือแกนนำ เข้าใจปะ (หัวเราะ)

เมื่อเราถึงยุคที่ใครก็เป็นสื่อได้ รายงาน Fact ได้และได้ดี อะไรทำให้สื่อต่างจากเขา

ผมว่าไม่แปลกที่ตอนนี้ทุกคนจะรายงานข้อเท็จจริง (Fact) ได้และทำได้ดี ซึ่งสร้างความหลากหลายทางการรับข้อมูลข่าวสาร แต่หน้าที่ของนักสื่อสารมวลชนคือการรายงานข่าวรอบด้านที่สุด ไม่ใช่การรายงานข่าวมุมเดียว นี่คือข้อแตกต่าง 

สมมติว่าคุณอยู่ในที่ชุมนุม คนทั่วไปทำได้แค่รายงานสถานการณ์ แต่นักสื่อสารมวลชนสามารถเข้าถึงแหล่งข่าวที่เป็นข้อมูลสำคัญทั้งหมด อย่างการสัมภาษณ์ตำรวจ รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี สื่อต้องไม่เลือกที่จะถามแค่ฝ่ายรัฐหรือแค่ฝ่ายผู้ชุมนุม สื่อต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือสื่อสารทางการเมืองไม่ว่าของฝ่ายไหน นี่คือสิ่งที่บ่งชี้ความเป็นมืออาชีพของนักสื่อสารมวลชน ซึ่งเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลายกว่าคนธรรมดาที่มีแค่สื่อในมือ

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

ในยุคที่เทคโนโลยีทำให้ข่าวสารเดินทางเร็ว มันสั่นสะเทือนจริยธรรมสื่อมั้ย

สั่นคลอน ทุกวันเราตั้งคำถามกับเนื้อหาบน New Media ว่าอะไรที่เรียกว่า ‘ข่าว’ คุณค่าข่าวต่างออกไปจากเดิมตามนิยามของคุณค่าข่าว ความสนใจในข่าวของประชาชนก็ต่างไปจากเดิม ผมชอบยกตัวอย่างเรื่อง ‘แมวอโศก’ แมวจรจัดธรรมดาที่สถานีรถไฟฟ้าอโศก ถ้าเป็นสื่อแบบเดิมเรื่องนี้ไม่มีทางเป็นข่าว แมวจรจัดตัวหนึ่งจะเป็นข่าวได้ยังไง แต่คนที่เป็นทาสแมว ซึ่งใช้บริการรถไฟฟ้าเห็นทุกวันมองว่าน่ารัก ถ่ายรูปอัปลง Pantip.com ก็กลายเป็นข่าวของคนที่สนใจเรื่องนี้ ข่าวกลายเป็นเรื่องที่สร้างขึ้นตามความสนใจ (Interest) ของยุคนี้และเป็นตลาดเฉพาะ (Niche Market) มากขึ้น 

ไม่ต่างจากข่าวลุงพล

ข่าวลุงพลชัดในความหมายของกลุ่มมวลชน (Mass) แบบนั้น เหมือนเพื่อนบ้านที่อยากรู้ว่าบ้านข้างๆ เป็นยังไง ไม่ใช่ข่าวที่ส่งผลกระทบต่อผู้รับสาร แต่ฐานในเรื่องเรตติ้งขึ้นมาก ทาร์เก็ตเขาชัด เขาได้เต็ม ขณะที่ชนชั้นกลางคนเมืองเอียนและเบื่อ ยิ่งเขามาจับเรื่องม็อบ เขายิงยาวเลย เพราะเขาไวและเก่งเรื่องการนำเสนอแบบนี้ เรตติ้งเป็นตัวบอก

ถูกแล้วหรอ ที่สื่อทำข่าวจากเรตติ้ง

อยู่ที่มุมมอง เขามองในแง่ธุรกิจก็เรื่องหนึ่ง แต่เมื่อมองผลกระทบต่อสังคม ข่าวแบบนี้ต้องกลับไปถามตัวเองว่าเหมาะสมหรือไม่

และกระทบจรรยาบรรณสื่อ

กระทบสิ ข่าวมีอยู่สองประเภท ข่าวที่ประชาชนควรรู้กับข่าวที่ประชาชนสนใจ ต้องวางสมดุลระหว่างสองอย่างนี้ บางเรื่องประชาชนไม่สนใจ แต่เป็นสิ่งที่ประชาชนควรรู้ ก็ควรนำเสนอไม่ใช่หรือ

เรื่องที่ประชาชนควรรู้อาจเป็นเรื่องยากที่จะนำเสนอ แต่ทักษะด้านการเล่าเรื่อง (Storytelling) จะเป็นโจทย์ใหม่ของนักสื่อสารมวลชน ซึ่งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทำให้เราโยนรูปแบบการเขียนข่าวยุคเดิมทิ้งไปได้เลย 

แล้วสื่อต้องปรับตัวให้ทันมั้ย 

สื่อกลุ่มไหน สื่อในความหมายของแต่ละคนต่างกัน คุณพูดว่าสื่อกับนักสื่อสารมวลชนยุคเก่า เขาจะมีความหมายแบบหนึ่ง อย่างเรื่องการเข้ามา Take Action ของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเพื่อช่วยเหลือนักข่าวประชาไทที่ถูกคุมตัวระหว่างไลฟ์ในม็อบราษฎรเมื่อวันก่อน เกิดจากการปรับตัวที่ต้องการให้สื่อปราศจากการแทรกแซงของทางราชการและการเมือง จึงต้องมีองค์กรอิสระควบคุมกันเอง โดยตอนนี้สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติจึงพยายามขยายเป็นสภาการสื่อสารมวลชนแห่งชาติด้วย จากเดิมมีสมาชิกแค่หนังสือพิมพ์ เพื่อครอบคลุมสื่อทั้งวิทยุ ทีวี ออนไลน์ และตามภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไป ขณะที่เมื่อห้าปีก่อนกรอบความหมายสื่อสารมวลชนยังมีความหมายเดิมว่า Traditional Media อยู่

อย่างไรก็ตาม กรณีของประชาไท เมื่อได้รับป้ายนักข่าวจากสมาคมนักข่าว ยังไงองค์กรก็ต้องรับผิดชอบช่วยเหลือและควบคุม

แล้ว The Cloud มองตัวเองเป็นอะไร

เป็นนิตยสาร

คุณมองตัวเองเป็นสื่อมวลชนไหม นี่ไง ความหลากหลายเริ่มมีแล้ว พอพูดคำว่าสื่อ มันไม่สามารถพูดกว้างๆ แบบเดิมแล้ว วันนี้คำว่าสื่อของแต่ละคนมีลักษณะย่อยลงไป ถ้าคุณพูดคำนี้กับคนที่ทำ Traditional Media เขาจะไม่จัดพวกคุณเป็นสื่อมวลชนตามความหมายของเขา เขาอาจจะบอกว่าคุณเป็นสื่อออนไลน์ เป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม แต่ในความหมายของเราที่เราทำสื่อ ฉันก็เป็นสื่อมวลชน 

ยุคหนึ่งสื่อทางเลือกคือสื่อที่ไม่สามารถนำเสนอในสื่อกระแสหลัก อยู่ใต้ดิน อย่างสมัยก่อนที่เรียกว่าประชาไทเป็นสื่อทางเลือก เพราะไม่มีทางนำเสนอข่าวเหล่านั้นผ่านสื่อกระแสหลักได้ แต่วันนี้คำว่าสื่อทางเลือกมีความหมายอีกแบบ เป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม เปิดกว้างมากขึ้น 

บทบาทของสื่อมวลชนแบบเดิมมีอิทธิพลน้อยลง พลังน้อยลง ทั้งด้วยตัวมันเองและด้วยจำนวนคนเสพสื่อที่ลดลง เมื่อมีสื่อทางเลือกเฉพาะกลุ่มเยอะขึ้นๆ ผมก็ไม่จำเป็นต้องอ่านสื่อหลัก เพราะมันไม่ตอบโจทย์ผม ผมชอบแทงบอล ผมก็อ่านเว็บบอล นี่คือข่าวของผม ผมสนใจอันนี้ ถามว่าคนทำเว็บไก่ชนหรือคนทำเว็บพนันออนไลน์คือสื่อไหม

เขาผลิตคอนเทนต์ แต่เป็นคอนเทนต์เฉพาะกลุ่มเขา มันขึ้นอยู่กับว่าเราจัดความหมายยังไง ถ้าผมจัดตามความหมายแบบเดิม กลุ่มนี้ไม่ใช่ แต่ถ้าเกิดผมจัดตามความหมายแบบใหม่ เขาก็คือผู้ผลิตเนื้อหา เป็น Content Creator

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

นิยามนี้ทำให้ไม่ต้องรับภาระเรื่องจริยธรรมเหรอ

ถูก แต่ Content Creator จำเป็นต้องมีจริยธรรมไหม (ยิ้ม) จริยธรรมหรือจรรยาบรรณของแต่ละกลุ่มต้องคุยกันเอง แล้วผมเชื่อว่าการคุมกันเองดีกว่าถูกคุมด้วยกฎหมายโดยรัฐ ดูก่อนว่าผลประโยชน์ของประชาชนหรือผู้เสพสื่อเป็นหลัก หรือรายได้เป็นหลัก สมดุลมันอยู่ตรงไหน ก็คุยกัน อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้

วันหนึ่งผู้บริโภคบอก ไม่เอา มึงรีวิวอันนี้เยอะเหลือเกิน เบื่อแล้ว เราก็ต้องปรับตัว ต้องเพิ่มเรื่องจริยธรรมตรงนี้ เราไม่สามารถบอกให้ทุกคนปรับ แล้วปรับเหมือนกันหมด เพราะความหลากหลายเป็นปัญหาความท้าทายเชิงจริยธรรมที่ซับซ้อนกว่าเดิมเยอะ 

จริยธรรมสื่อคือความรับผิดชอบต่อข่าวสารที่เรานำเสนอต่อผู้รับสาร สื่อเปลี่ยนความคิดหรือความเชื่อของคนได้ มันแตกต่างจากสินค้าประเภทสบู่ ยาสีฟัน เพราะฉะนั้น คุณต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ 

สมัยก่อน รูปหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เป็นรูปศพเกลื่อน เห็นชัดเจน บางเล่มก็เป็นภาพโป๊ พอวางที่แผงด้วยกันมันย้อนแย้งมากจนสงสัยว่าดูแล้วมึงเกิดอารมณ์ได้ยังไงวะ (หัวเราะ) แต่สมัยนั้นคนชอบมาก ขายดีมาก ต่อมาเริ่มมีคนตั้งคำถามว่า มันอุจาดไปไหม มันดูไม่เหมาะไหม ตัวสื่อเองก็ต้องปรับ เริ่มทำภาพเบลอ แต่ถึงเบลอแล้วคนก็ยังด่าอยู่ ก็เลยเอารูปออก เขาก็ต้องเรียนรู้เอง

มันไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยสื่อทางเดียว

ถูกต้อง พลังของผู้บริโภคและสังคมเป็นคนเรียกร้องด้วยว่ามันควรเป็นยังไง หลายๆ สื่อออนไลน์ทำคอนเทนต์ทางการตลาด คุณทำได้ ถ้าประชาชนยอมรับได้และแยกแยะได้ แต่เมื่อประชาชนรู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้ว อันไหนคือรีวิวแท้ อันไหนคือคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง คนทำต้องมานั่งคุยกันว่าจะทำยังไง 

อย่างเรื่องเด็ก เมื่อก่อนลงรูปหน้าเด็กได้ เดี๋ยวนี้ไม่ได้เลย ผลที่เกิดขึ้นนอกจากจรรยาบรรณสื่อก็รวมไปถึงกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก

ในมุมมองของคุณ สื่อควรวางตัวแบบไหนในสถานการณ์ความขัดแย้ง

ความหลากหลายอย่างที่บอก และความแฟร์ ควรเป็นจุดยืนของสื่อในสภาวะความขัดแย้ง

ตอนนี้ถือว่าทั้งข่าวสารและการรับรู้ข่าวสารถึงขั้นอยู่ในภาวะวิกฤตรึยัง

มันวิกฤตมานานแล้ว เพียงแต่จะอยู่ยังไงต่อไปมากกว่า ปัญหาสำคัญคือ ในมุมมองของคนทำคอนเทนต์ คนทำสื่อ จะสามารถนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้นมั้ย ขณะเดียวกัน ทำยังไงที่จะทำให้คนเสพสื่อเติบโตโดยเรียนรู้เรื่องของการคัดกรองข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น สร้างเรื่องการคิดวิเคราะห์ให้คนในสังคมมากขึ้น ยอมรับฟังความเห็นที่หลากหลาย เสพสื่อจากมุมมองที่หลากหลายได้มากขึ้น

สัญญาณไหนที่บอกว่าวิกฤตแล้ว

ปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นเยอะแยะ เป็นผลพวงจากสื่อเองที่เป็นผู้ปลุกเร้า ก่อนจะมีสื่อโซเชียลก็มีวิกฤต แค่พลังน้อยกว่า เอาง่ายๆ เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ หนังสือพิมพ์ดาวสยามก็ทำให้คนจำนวนไม่น้อยคิดเชื่ออะไรแบบเดียวกัน แต่ในตอนนั้นต้องเป็นคนที่อ่านออก เขียนได้ หรือได้ฟังมาจากที่คนอื่นเล่า แต่มาวันนี้ คุณเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลาย

การใช้วิธีแอนะล็อกจัดการสื่อดิจิทัลแก้ปัญหาได้จริงมั้ย

มันแก้ไม่ได้ตั้งแต่ฐานคิดแล้ว สมัยก่อน สิ่งที่รัฐต้องการคือความมั่นคงของรัฐ ความมั่นคงหมายถึงเสรีภาพของรัฐในการบริหารประเทศ เพราะฉะนั้น ทุกคนต้องเงียบ การเมืองนิ่ง ทุกคนต้องเชื่อฉัน ฟังฉัน ไปในทิศทางเดียวกัน เป็นอย่างนี้ทุกรัฐบาลไม่ว่าใครจะเข้ามาก็ตาม

ประเทศมหาอำนาจส่วนใหญ่ของโลกก็คิดแบบนี้ คิดว่าสื่อมีหน้าที่เป็นเหมือนแค่กระบอกเสียงประชาสัมพันธ์ของรัฐ สื่อไม่ควรจะตั้งคำถาม แย้ง หรือทำให้เสถียรภาพของความเป็นรัฐสั่นคลอน จึงไม่แปลกที่ในอดีต เวลามีปัญหาขึ้นมาไม่ว่าจะยุคไหนๆ สื่อไหนที่ทำให้อำนาจของรัฐไม่โอเคหรือตั้งคำถามกับรัฐ ก็จะต้องโดนปิด วิทยุ ทีวี เขาคุมได้อยู่แล้ว ถ้ารายการไม่โอเคก็ถอดรายการนั้นออก หนังสือพิมพ์ไม่โอเคก็ปิดหนังสือพิมพ์

วันนี้พอใช้วิธีเดียวกันกับสื่อดิจิทัล คุณปิดไป พอเปิดทวิตเตอร์ก็เจออีกแล้ว อย่าลืมว่าสมัยก่อนการเปิดสื่อต้องลงทุนเป็นร้อยล้านพันล้าน แต่วันนี้ผมมีมือถือเครื่องเดียว ผมเปิดเพจได้ภายในไม่กี่นาที จะทำช่องทีวีก็สมัคร YouTube Channel แป๊บเดียวเอง แล้วคุณใช้กรอบแบบเดิมปิด ฐานคิดที่คิดว่าสื่อมันมีอยู่จำกัดแล้วไม่สามารถขยาย อย่างที่ไปไล่ปิดฟ้าเดียวกัน แล้วดูสิ ตอนนี้ขายดีไปเลย

ใช้ระบบคิดแบบ 0.4 มาบริหารจัดการสื่อยุค 4.0 อืม… มันคงทำได้หรอกนะ (ถอนหายใจ)

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

Writer

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

วาระที่ โดม-ปกรณ์ ลัม ปล่อยซิงเกิลใหม่ เกิด แก่ เจ็บ Try’ สู่สังคม ตอกย้ำว่าเขายังทำเพลงอยู่ อาจจะเว้นช่วงห่างหายไปนาน แต่ไม่ได้ปล่อยปละละเลยให้เป็นความฝันอันถูกทิ้งร้าง

The Cloud จึงชวนเขาสนทนาว่าด้วยเรื่องของคนวัย 40 กว่า ๆ ที่ยังแอคทีฟ ยังทำงาน ยังเรียนรู้ และยังเฝ้ามองหาหนทางเรียนรู้เพิ่มเติม เช่นเดียวกับความฝันที่ ปกรณ์ ลัม ย้ำว่ายังมีอยู่ แต่ไม่สะเปะสะปะเหมือนก่อน

รวมทั้งการจัดวางตัวตน การงาน มิตรภาพ ให้อยู่ภายใน 4 ทุ่ม แล้วเข้านอนตามเวลาเพื่อตื่นขึ้นมาอย่างสดใส แล้วเริ่มกระบวนการทั้งหมดใหม่อีกครั้ง

เพราะรู้ดีว่าชีวิตก็คือรูปแบบนี้ รูปแบบเดิมที่ไม่เคยเปลี่ยนไป แค่ต้องใช้เวลา 40 กว่าปีทำความเข้าใจมันแค่นั้นเอง

โดม-ปกรณ์ ลัม 28 ปีในวงการเพลง ทำค่ายเพลงขาดทุนหลายสิบล้าน สู่การออกซิงเกิลอีกครั้ง
โดม-ปกรณ์ ลัม 28 ปีในวงการเพลง ทำค่ายเพลงขาดทุนหลายสิบล้าน สู่การออกซิงเกิลอีกครั้ง

ขออนุญาตถามตรง ๆ คิดยังไงถึงปล่อยซิงเกิลใหม่ ‘เกิด แก่ เจ็บ Try’ ในตอนนี้

ซิงเกิลนี้ห่างจากซิงเกิลที่แล้วประมาณปีนิด ๆ ครับ มันไม่เป็นไปตามแผนเลย เราอยากออกให้ต่อเนื่องเลย แต่พอมีสถานการณ์โควิด-19 ระลอกสองระลอกสาม ผมก็ปรึกษากับทางทีม ทุกคนบอกว่าไม่น่าจะใช่เวลาที่ดี ปล่อยออกไปคนเขาก็ไม่มีเวลามาโฟกัสเพลงหรอกสถานการณ์แบบนี้ เราจึงตัดสินใจว่ารอก่อน ในระหว่างนี้ก็ทำเพลงไปเรื่อย ๆ เพราะว่าเป็นโปรเจกต์ที่จะทำทั้งอัลบั้มเลยครับ แต่ซิงเกิลนี้เป็นซิงเกิลที่ 4 ห่างจากซิงเกิลที่แล้วปีหนึ่งครับ

เดี๋ยวนี้การทำเพลงออกสู่ตลาดต้องทยอยปล่อยมาทีละเพลง ไม่เหมือนสมัยก่อนที่คุณยังเป็นศิลปินวัยรุ่น ออกมาทีละอัลบั้ม 10 เพลง 11 เพลง กระบวนการอันยาวนานกว่าอัลบั้มจะแล้วเสร็จในตอนนี้ มันเปลี่ยนวิธีการทำงานเพลงของคุณไปยังไงบ้าง

เปลี่ยนเยอะมากเลยครับ เพราะว่าเราก็ผ่านมาหลายยุคเหมือนกัน ตั้งแต่ยุคเทป ยุคที่เพลงขายไม่ได้ มีเทปผีซีดีเถื่อน เราผ่านมาหมด สมัยก่อนเวลาศิลปินสักคนจะทำงานเพลงก็จะเก็บตัวหายไปเลยปีหนึ่ง อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมี 10 เดือนที่ต้องทำส่วนของโปรดักชัน พอเสร็จแล้วก็ปล่อยเพลง แล้วก็ออกทัวร์ 

แต่เดี๋ยวนี้ผมมองว่าเวลามันเร็วขึ้นครับ น้อง ๆ ศิลปินรุ่นใหม่ ๆ ออกเพลงกันเดือนละเพลง บางคนเร็วกว่านั้น ผมคิดว่าเราเองต้องปรับตัวมาก เพราะว่าผมเป็นคนที่อยู่ในยุคกลางเก่ากลางใหม่ ด้วยความที่เริ่มทำงานตั้งแต่เด็ก เราก็เลยได้เห็นยุคที่วงการเพลงเฟื่องฟู ต้องใช้ทีมงานทำอัลบั้มหนึ่งเกือบ 30 – 50 คน มาระดมความคิดกันเพื่อให้ผลงานออกมาถูกใจตลาด 

แต่ยุคนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ศิลปินไม่จำเป็นต้องทำงานเพื่อให้ถูกใจตลาดกลุ่มใหญ่ ผมว่างานเพลงในยุคนี้ค่อนข้างมีความเฉพาะตัวมาก ๆ เพลงก็ไม่จำเป็นต้องเอาใจทุกตลาด ศิลปินทุกคนมีจุดแข็งของตัวเองเท่านั้นพอ เดี๋ยวผู้ฟังหาเจอเอง สำหรับผม ก็ต้องปรับตัวมากครับ ยิ่งเราเป็นคนทำงานช้า กว่าจะทำงานออกมาได้แต่ละที แล้วยังค่อนข้างจะเอาแต่ใจตัวเองอีก มันทำให้ผลงานกว่าจะเสร็จใช้เวลานาน

ไม่ปรับตัวหน่อยเหรอ

ก็ต้องปรับครับ เพราะถ้าไม่ปรับเราก็จะไม่ทันกับยุคหรือเทรนด์ทางการตลาด ต้องไม่ลืมว่าการปล่อยเพลงมีเรื่องการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งตัวของผมไม่ค่อยมีความรู้เรื่องนี้สักเท่าไหร่ ก็ต้องไปขอให้พี่ ๆ มาช่วย ศิลปินทุกคนต้องรอเวลาที่เหมาะสม เราเจอแบบนี้ก็บีบหัวใจเหมือนกัน นี่เรายังทึ่งกับน้อง ๆ ศิลปินรุ่นใหม่นะว่า โอ้โห พวกเขาขยันมาก ฟิตมาก แม้หลายคนจะบอกว่าเทคโนโลยี โปรดักชันต่าง ๆ ง่ายขึ้น ทำให้จบด้วยตัวคนเดียวได้ แต่มันก็ต้องมีความขยัน และต้องโฟกัสกับงานเพลงด้วย ผมถือว่ามันหนักนะครับ ไม่ง่ายนะสมัยนี้

โดม-ปกรณ์ ลัม 28 ปีในวงการเพลง ทำค่ายเพลงขาดทุนหลายสิบล้าน สู่การออกซิงเกิลอีกครั้ง

การได้ทำเพลงในยุคสมัยที่แตกต่างกันข้อดีข้อเสียแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

ข้อดีของยุคก่อน เพลงในตลาดมันน้อย ศิลปินในตลาดก็ไม่เยอะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราตั้งใจทำผลงานให้ดีมันก็จะประสบความสำเร็จ ซึ่งต้องยอมรับว่าตอนเราเป็นศิลปินช่วงแรก ๆ เราไม่ใช่คนที่ทำเพลงเอง เรามาจากเด็กนักเรียนอายุ 15 ปีคนหนึ่ง ยังเด๋อ ๆ ด๋า ๆ อยู่เลยครับ แล้ววันหนึ่งก็ได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลง ไม่ถึงปีก็มีอัลบั้มออกมา เรียกว่าผมโตและทำงานไปตามสถานการณ์ตรงหน้า ค่อย ๆ เรียนรู้ ค่อย ๆ เก็บเกี่ยววิชาครูพักลักจำเอาจากพี่ ๆ โปรดิวเซอร์ ถามว่าดีไหม ก็ต้องดีสิ เพราะได้เรียนรู้เร็ว แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผมก็ขาดเพื่อนในวัยเรียนไปเลย เลิกเรียนเราจะไปเตะบอลก็ไม่ได้ ก็ต้องมาซ้อมเต้น ซ้อมร้องเพลง มีเพื่อนเป็นพี่ ๆ โปรดิวเซอร์

แล้วข้อเสียของยุคนั้นล่ะ

เยอะมากครับ อย่างช่องทางในการเข้าถึงศิลปิน สมัยก่อนคนที่ชื่นชอบศิลปินสักคนหนึ่ง กว่าจะได้เจอตัวเป็น ๆ สักครั้งหนึ่งมันยากมาก เพราะมันไม่มีโซเชียลมีเดีย ไม่มีการแชร์โลเคชันว่าวันนี้จะไปเล่นที่ไหน หรือไม่มีการแชร์อาร์ตเวิร์กปกหรือตัวอย่างเพลงต่าง ๆ ในออนไลน์ ไม่มีเลย คุณต้องตามข่าวจากทางค่ายเพลง หรือไม่ก็ต้องรอดูรายการเพลงตอนดึก ๆ ถึงจะรู้ว่าเราจะไปเจอศิลปินที่เราชื่นชอบยังไง

สมัยนี้เข้าใกล้ได้มากขึ้น

ใช่ครับ แล้วยิ่งกว่านั้นอีก คือทั้งศิลปินทั้งคนฟังแสดงความคิดเห็นได้ คนทำเพลงรู้ทันทีเลยว่าคนฟังเขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร สมัยก่อนต้องรอนานกว่าจะรู้ฟีดแบ็ก

แล้วข้อดี-ข้อเสียของการทำเพลงในยุคนี้ล่ะ

ข้อดีนี่ผมว่ามีเยอะมากครับ ศิลปินทำเพลงได้ตามต้องการ ไม่ต้องทำเพลงแมสเพื่อหวังยอดขายแล้ว สมัยก่อนการทำงานเพลงมันมีการลงทุนเยอะ พอค่ายลงไปเยอะก็ต้องหวังผลกำไรกลับมา มันก็เลยทำให้เพลงในตลาดยังไงก็ต้องมีความป๊อป แมสเข้าไว้ จะร็อกจะแร็ปยังไงก็ต้องมีเพลงที่ขายได้ ต้องมีเพลงช้าอะไรแบบนี้ ทำให้ไม่มีความหลากหลาย ศิลปินเองก็ไปได้ไม่สุดทาง 

พอมายุคนี้ ผมมองว่าศิลปินไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนในตลาดพอใจแล้ว แค่ต้องโฟกัสความเป็นเรา คุณจะฮิปฮอป คุณจะร็อก คุณจะพังก์ คุณจะเป็น EDM ยังไงก็มีแฟนเบสรองรับหมด คุณแค่ไปในทางของคุณให้จริงจังก็พอ รู้สึกว่านี่คือข้อดีของวงการเพลงยุคนี้ครับ

แต่ในขณะเดียวกัน โซเชียลเน็ตเวิร์กต่าง ๆ หรือความรวดเร็วกลับเป็นเหมือนดาบสองคม มันทำให้บางครั้งศิลปินก็ทำอะไรแบบลวก ๆ เพราะอยากทำให้เสร็จไปลงโซเชียล ผมไม่ได้เจาะจงใครนะครับ แต่จากที่ฟัง พบว่าศิลปินรุ่นใหม่บางท่านก็รีบเกินไป บางทีอัดสายเพี้ยนแล้วปล่อยมาได้ยังไง ผมเจอเยอะมากเลยนะ คือดนตรีมีความถูกต้องของมันอยู่ มีทฤษฎีบางอย่างอยู่ ถึงแม้ว่าเราอาจจะหลุดกรอบได้ แต่ถ้าใส่ Auto-tune มา แต่ดัน Tune ผิดคีย์ Tune ผิดโน้ต Tune แบบ Out of Scale ไปเลยแบบนี้ก็เกินไป แบบนี้สมัยก่อนจะไม่มีทางเกิดขึ้นเลย เพราะจะโดนโปรดิวเซอร์ดุเอา 

จำได้ว่าสมัยก่อนตอนผมอัดเพลง ‘ยิ่งรักเธอ’ ซึ่งเป็นเพลงแรกของผม จริง ๆ ก็เป็นเพลงง่าย ๆ (หัวเราะ) แต่เฉพาะร้องอย่างเดียวผมอัดไป 2 วัน ถ้าไม่ดีหรือร้องผิดก็ร้องใหม่ตั้งแต่แรก เพราะมันแก้เฉพาะจุดไม่ได้ เพราะใช้เทป Reel อัดครับ แก้อะไรไม่ได้เลย ร้องผิดร้องใหม่ตั้งแต่ต้นจนกว่าจะไม่ผิดเลย

คุณกล้าวิพากษ์วิจารณ์หรือกล้าติเด็ก ๆ บ้างไหม สมัยนี้อาจต้องระมัดระวังนิดหนึ่ง

ใช่ครับ ต้องระมัดระวังมากครับ แต่จะยุคสมัยไหนผมก็ระวังเรื่องแบบนี้มาตลอดนะครับ เพราะผมเคารพตัวงานของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหน วงใหม่ ๆ หลาย ๆ วงดีมาก ดีจนคนรุ่นผมทึ่ง ยอมรับว่าเก่งมาก แต่ว่าในขณะเดียวกันก็ยังมีแบบนี้หลุดออกมาอยู่ ผมคงไม่ไปพูดอะไรซึ่งหน้า เพราะมันคงไม่ได้ทำให้หลายอย่างดีขึ้น แต่ว่าถ้ามองในภาพรวมของอุตสาหกรรม ในเมื่อเราลงเรือลำเดียวกันแล้ว เราต้องช่วยกันผลักดันให้ภาพรวมมันดียิ่งขึ้นไปอีก ในเมื่อเรารักตรงนี้ก็ต้องช่วยกัน เห็นอะไรไม่ดีก็บอกกล่าวกัน เห็นอะไรดีต้องสนับสนุนครับ

โดม-ปกรณ์ ลัม 28 ปีในวงการเพลง ทำค่ายเพลงขาดทุนหลายสิบล้าน สู่การออกซิงเกิลอีกครั้ง

คุณมีวงดนตรีไทยยุคใหม่ที่ชอบ ที่คิดว่าน่าจับตามองบ้างไหม

ตอนนี้ผมชอบวง The Darkest Romance มากครับ เป็นวงน้องใหม่ แต่จริง ๆ สมาชิกในวงก็อยู่ในวงการเพลงมายาวนาน แต่มาจากวงใต้ดิน เป็นเมทัลหนัก ๆ มาก่อน แต่พอมาทำวงนี้ก็ยังหนักหน่วงแต่ว่ากลมกล่อม แล้วเขากล้ามากที่อัลบั้มแรกมีอยู่ประมาณ 4 – 5 เพลง แต่ละเพลงยาว 10 นาทีหมดเลย โอ้โห! มันอาจหาญมากเลย เจ๋งมาก ๆ ครับ ชื่นชม จริง ๆ ยังมีอีกหลายวง ไททศมิตร นี่ก็ดีมาก กลมกล่อมลงตัว

กลับมาที่เพลงของคุณบ้าง ตามความรู้สึกของเรา มองว่าต่อให้กลิ่นมันเปลี่ยนไปยังไง แต่มันก็ยังเทคโนเบสมาก รู้สึกได้ว่าคุณรักซาวนด์แบบเทคโนเหมือนเมื่อตอนที่คุณทำเพลงยุคแรก ๆ ทำไมมันถึงยังไม่เปลี่ยนไปเลย

มันน่าจะเป็นความชอบจริง ๆ ของเรา ทุกครั้งพอเราได้ยินซาวนด์แบบนี้ มันกระตุ้นอะไรบางอย่างครับ แล้วก็พอมาในชุดนี้ โจทย์ข้อหนึ่งของผมก็คือ ถ้าไม่อยากทำอะไรผมก็จะไม่ทำ ผมจะไม่ทำเพลงที่ผมไม่อยากได้ยินมัน

เอาเข้าจริง ๆ มีความไม่ร่วมสมัยเลยนะ

ขอบคุณครับ ผมถือเป็นคำชม เพราะผมไม่เชื่อเรื่องตามกระแสนิยมเลยครับ ผมรู้สึกว่ากระแสมันไม่หยุดนิ่งไหลไปเรื่อย ๆ ถ้าเราวิ่งตามกระแสไปเรื่อย ๆ เห็นเขาทำอย่างนั้นก็ทำมันเหนื่อยเกินไป อยู่ในที่ที่เป็นของเรามันมีความสุขมากกว่า วันนี้ก็ยังรู้สึกเลยว่าเพลงใหม่เรา (เกิด แก่ เจ็บ Try) มันเหมือนเพลงเราสมัยก่อนเลย พอปล่อยออกไปคนก็มาคอมเมนต์กันเยอะว่า ฟังอินโทรก็รู้เลยว่าน่าจะเป็นเพลงของโดม (หัวเราะ) คือต้องบอกว่าผมหายไปนานครับ พอกลับมาทำทั้งทีก็ทำอย่างที่อยากทำดีกว่า

หายไปนานแค่ไหน

ผมหยุดทำเพลงไปประมาณ 5 ปี คือช่วงที่เฟลจากการทำค่ายเพลง Iconic Records แล้วไม่เป็นอย่างที่เราคิด ตอนนั้นฟังเพลงไม่เพราะไปเลย ห้องอัดก็ไม่อยากเดินเข้าไปด้วย เพราะไม่รู้จะเดินเข้าไปทำไม

มันเฟลขนาดนั้นเลยเหรอ

ใช่ครับ คือเซ็งไปเลย แล้วก็รู้สึกว่าหยุดไปก่อนดีกว่า แต่ว่าเป็นคนอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้เลยต้องหาธุรกิจหาอย่างอื่นทำ เป็นช่วง 4 – 5 ปีที่โฟกัสเรื่องธุรกิจไปเลยครับ ถามว่าเสียดายไหม ถ้าย้อนได้อยากกลับไปทำอย่างต่อเนื่องกว่านี้ เพราะว่าผมก็เริ่มมาจากเพลง เสียดาย 20 กว่าปีที่ทำมันมา แต่ว่าไม่เป็นไร มันไม่สายที่จะมาเริ่มใหม่

มันเจ็บปวดแค่ไหน และเกิดจากอะไร

คือ Iconic Records เนี่ยตั้งเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วครับ อยู่ในยุคที่โมเดลการทำค่ายเพลงเริ่มเจอภาวะขาดทุนกันทั้งโลก เพราะว่าอยู่กึ่งกลางระหว่างการถ่ายเปลี่ยนไปหายุคดิจิทัล ตอนนั้นยูทูบไทยแลนด์ยังไม่มีเลยครับ มีแต่ Youtube.com ยอดวิวต่าง ๆ ที่เราลงยูทูบไป เราก็เลยไม่ได้เงิน แต่ตอนนั้นด้วยความไฟแรง แล้วเป็นคนที่มองด้านเดียวคือด้านของเพลง เราอ่อนต่อโลกในเชิงธุรกิจว่าต้องขับเคลื่อนไปได้ด้วยกลไกทางการตลาด เพลงดีแค่ไหนก็ไม่ถึงหูคนฟัง 

ตอนนั้นโซเชียลเน็ตเวิร์กต่าง ๆ ก็ยังไม่มี ถ้าจำไม่ผิดมี My Space กำลังเริ่มมีการแชร์เพลง Facebook ก็ยังไม่บูมเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นมีเดียในการเข้าถึงคนค่อนข้างยากลำบาก แล้วพฤติกรรมคนก็เริ่มเปลี่ยน กำลังจะเฟดออกจากฟรีทีวี แต่การทำตลาดออนไลน์เรายังไม่เก่ง เลยขาดทุน แล้วก็เป็นอย่างนั้นมา แบกมา 2 ปีครับ จนรู้สึกว่าไม่น่าจะดีแล้ว เพราะว่ามันไม่เฮลท์ตี้เลยกับความรู้สึกเราครับ 

คือไอ้เรื่องสตางค์ว่าไปอย่าง แต่เรื่องใจไม่ดีเลย เครียดมากครับ มันสับสนว่าเราเลือกทำสิ่งนี้เพราะมีความสุข แต่ทำไมตอนนั้นไม่มีความสุขเลยวะ (หัวเราะ) มันเครียดไปหมด มาค่ายเห็นหน้าทีมงาน เห็นหน้าโปรดิวเซอร์ ก็หนักกันหมดครับ ก็เลยทำให้เรารู้สึกว่าเราตื้อกับตรงนี้จังเลย มันพาลไปถึงเรื่องเพลงด้วย ทั้งที่จริง ๆ ตัวเพลงไม่ได้ผิดอะไรเลย เพลงยังไงก็สวยงามอยู่แล้ว ดีอยู่แล้ว แต่เราฟังอะไรไม่เพราะไปหมดเลย

โดม-ปกรณ์ ลัม 28 ปีในวงการเพลง ทำค่ายเพลงขาดทุนหลายสิบล้าน สู่การออกซิงเกิลอีกครั้ง

คนรักดนตรีที่ฟังอะไรไม่เพราะ น่าจะเจ็บปวดมาก

ใช่ ผมขับรถไปเงียบ ๆ ไม่เปิดเพลงเลยตอนนั้น ความรู้สึกเหมือนเราทำมาทั้งชีวิต เราทุ่มเท ใช้พลังร่างกายเยอะมากเหมือนกันครับ แต่ว่าท้ายที่สุดไม่เป็นอย่างที่เราคิด มันก็เหนื่อยครับ (หัวเราะ)

ขาดทุนเยอะไหม

โอ้โห หลายสิบล้านเลยครับ จริง ๆ เพราะว่าผมดื้อด้วยแหละครับ ทุกคนก็เตือนแล้วว่ากราฟมันดิ่งแบบติดลบกันระเนระนาดไปหมด แต่เราก็ดื้อ เรากำลังเข้าสู่วัยทำงานน่ะครับ ช่วงอายุ 30 กว่า ๆ ก็อยากสร้างอะไรเป็นของตัวเองแล้วก็มีฝันเต็มไปหมดเลย เดี๋ยวต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้ ซึ่งไอ้ความฝันเนี่ย ผมว่ามันปน ๆ กับการเข้าข้างตัวเองหน่อย ๆ ด้วย (หัวเราะ) มองอะไรเป็นบวกไปหมด

แล้วเข็ดขนาดนั้น ขาดทุนเป็นสิบล้านขนาดนั้น เฮิร์ทขนาดนั้น เลิกทำไปเลยก็ได้นะ

อืม ก็ลองไปทำงานอื่น แต่แรงที่จะดันเราให้ตื่น ลุกออกจากเตียงไปทำงานในทุกวันมันไม่เหมือนตอนทำเพลงเลย ทำเพลงเนี่ย ไหนจะต้องเดินทางไปเล่นคอนเสิร์ต นอนดึก ตื่นก็เช้า ต้องไปให้ทันไฟลต์ เหนื่อยแต่สนุกทุกครั้งที่ได้ขึ้นเวที ได้ร้องเพลง ได้เล่นดนตรี ไปเล่นละครมา 4 – 5 เรื่อง ก็สนุกครับ แต่ว่าผมรู้สึกว่ายังไม่ใช่ตัวผมร้อยเปอร์เซนต์ หรือการไปทำธุรกิจมันก็ดีครับ เป็นการหารายได้ที่ถ้าทำเต็มที่ น่าจะมั่นคงได้ แต่ว่าไม่ขับเคลื่อนเราเลย เราไม่อยากตื่นไปทำมันเลย ไม่เหมือนที่เราอยากตื่นไปทำงานเพลง

ปกรณ์ ลัม ในวัย 43 ปีแตกต่างจากวัย 20 ยังไงบ้าง

นิ่งขึ้นเยอะเลยครับ ตอนวัยรุ่นนี่แรงเหลือเกิน แต่มันก็ชีวิตผู้ชายคนหนึ่งน่ะครับ ก็ต้องเจออย่างนี้ ผมเชื่อว่าประสบการณ์ ความล้มเหลว การเอาชนะปัญหามาได้ เอาชนะใจตัวเอง ผมว่าพวกนี้หล่อหลอมให้มาเป็นผมวันนี้หมดเลย คือในวัย 43 ผมค่อนข้างจะเจอคนเยอะ ผมทำงานตั้งแต่เด็กมาก ๆ เพราะฉะนั้นโอกาสในการที่เราจะได้เรียนรู้ ได้ทำผิด ได้แก้ไข ได้เห็นมุมมองอื่น ๆ ที่สะท้อนมาหาตัวเรา อาจจะเห็นค่อนข้างเห็นมาเยอะกว่าคนวัย 40 เท่า ๆ กัน คือเราไม่ได้บอกว่าเราโตกว่าเขา แต่เหมือนกับเราเข้าใจ และเรารู้ว่ามันก็แค่นี้น่ะครับ

ดูปลง

ใช่ มันมาถึงจุดที่เราอาจจะเกินความอยากมี อยากเป็น อยากได้ ไขว่คว้าอะไรไปแล้ว ผมว่าผมเลยมาแล้ว ทุกวันนี้สิ่งที่ที่สุดก็คือความสุขเวลาอยู่กับครอบครัว ได้มีเวลาอยู่กับคุณแม่บ้าง อันนี้ต่างหากคือคุณภาพในชีวิตที่แท้จริง ไม่ใช่เรื่องเงินทอง ชื่อเสียง หรือว่าต้องไปใส่นาฬิกาแพง ๆ รถหรู ๆ ผมว่าพอหลุดจากตรงนั้นแล้วมันเบาลงมาก ทำให้เราไม่ต้องแบกอีโก้ หรือความเป็นอะไรบางอย่างของเราไว้ ตอนเด็ก ๆ นี่มีไอ้พวกนี้เยอะมาก

ชีวิตของ โดม-ปกรณ์ ลัม ในวัย 43 ปี “นอนเร็ว-ตื่นเช้า-นั่งยาวปวดหลัง” การปรับตัวในวงการเพลง และจุดที่ทำให้รักการแสดง
ชีวิตของ โดม-ปกรณ์ ลัม ในวัย 43 ปี “นอนเร็ว-ตื่นเช้า-นั่งยาวปวดหลัง” การปรับตัวในวงการเพลง และจุดที่ทำให้รักการแสดง

ตอนวัยรุ่นคุณก็ไม่เบาเหมือนกันนี่

เยอะครับ ผมว่าคนอื่นเขาก็คงจะหมั่นไส้ผมทั้งนั้นแหละ (หัวเราะ) เป็นคนพูดจาโผงผางแล้วก็กวน ๆ มีความคิดเห็นของตัวเองขีดเส้นเป็นหลัก ซ่ามาก แต่ถ้ามองกลับไปก็โอเคนะ ถ้าเราไม่ผ่านตรงนั้นมา หรือไม่เจ็บปวดตอน 30 กว่า ๆ ก็คงไม่เป็นอย่างนี้ได้ตอนอายุ 40 ปี ผมเห็นรุ่นพี่บางคน 50 แล้วก็ยังไม่หลุดพ้นจากอะไรแบบนี้นะครับ

43 ปีกล่อมเกลาให้คุณเป็นคนที่ดีขึ้นหรือแย่ลงยังไงบ้าง

ในมุมหนึ่งมันทำให้ผมมีวินัยทั้งทางความคิดและทางการใช้ชีวิตมากขึ้นนะครับ รวมถึงการทำงานด้วย แต่ในส่วนข้อเสีย ผมว่ามันก็มี ทำให้เรารู้สึกว่าเราหมดความทะเยอทะยานไปพอสมควร ซึ่งผมว่ามันจำเป็นต้องมี ศิลปินสักคนที่จะสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ ต้องมีความทะเยอทะยานอยู่ในนั้น

พอเราอายุเท่านี้ ความทะเยอทะยานอาจไม่เยอะมาก แล้วจะทำยังไง

ผมไม่อยากหลอกตัวเองว่ายังทะเยอทะยาน ยังมีพลังแบบนั้น ผมเชื่อว่าถ้าตัวเพลงมันเป็นแบบ พ.ศ. นี้ ที่เราอายุแบบนี้เนี่ย ก็เล่าเรื่องให้มันเป็นอย่างนั้นน่ะ อาจจะไม่ต้องปรี๊ดปร๊าดอะไรขนาดนั้น ให้มันสะท้อนแง่คิดของเรา ในมุมมองที่เป็นเราในตอนนี้จริง ๆ ผมว่าไปแบบนี้ดีกว่าครับ

ปัญหาสุขภาพในวัยนี้ นั่งนาน นอนน้อย มีผลกระทบในการทำงานเพลงไหม

มีครับ (หัวเราะดัง) เดี๋ยวนี้ง่วงเร็ว แต่ก่อนทำเพลงตี 3 – 4 นะครับ แต่เดี๋ยวนี้ไม่เลย จะกลายเป็นรูทีนอีกแบบหนึ่ง คือหลัง 4 ทุ่มกูไม่เอาแล้ว ขอไปอาบน้ำ เข้านอน แล้วก็ตื่นเร็วครับ เลยได้ออกกำลังกายมากขึ้นด้วย ช่วยทำให้เรายังพอจะยืนระยะอยู่บนเวทีได้ ที่สำคัญการออกกำลังกายมากขึ้นส่งผลต่อเรื่องวิธีคิดด้วย ไม่ใช่สุขภาพดีอย่างเดียว มันสอนให้เรารู้เวลา 4 ทุ่มแล้วมึงจะมานั่งทำอะไร ไปอาบน้ำเตรียมนอน หาอะไรอ่านก่อนนอนหน่อย ง่วงก็หลับ แล้วประมาณ 6 โมงครึ่งตื่นแล้วก็ออกกำลังกาย ทำงาน ซึ่งแต่ก่อนไม่มีทาง

แล้วตื่นเองด้วยหรือเปล่า

ตื่นเอง ไม่เคยตั้งนาฬิกาปลุกเลยครับ (หัวเราะ) ขนาดงานเช้าแบบ 7 โมง 8 โมง ผมก็ไม่ตั้งปลุก วันไหนไม่มีงานเช้าบางทีไม่อยากตื่นนะ แต่มันตื่นเองครับ ผมรู้สึกว่า เออ แก่แล้วก็เป็นแบบนี้แหละ เราก็ต้องปรับตัวให้เป็นไปตามวัย

ยังคิดจะทำเพลงไปถึงเมื่อไหร่

ผมอยากทำไปเรื่อย ๆ เลยครับ ตอนนี้มีอะไรในหัวอีกเต็มเลย รวมถึงอยากจะกลับมาทำค่ายอีกรอบครับ อยากกลับมาเปิดใหม่

ยังไม่ยอมแพ้ใช่ไหม

ใช่ครับ ตอนนี้พอโมเดลต่าง ๆ เริ่มชัดเจนขึ้น ถ้าเราดูในตลาดโลก ปีที่แล้วรู้สึกขึ้นตั้ง 20 กว่าเปอร์เซ็นต์นะครับ จากเดิมช่วงปี 2000 กว่า ๆ มานี่ติดลบ 400 เปอร์เซ็นต์ แต่นี่ดีขึ้นมา แนวโน้มขึ้นตลอดเลย แสดงให้เห็นว่าเพลงที่ทุกคนคิดว่าจะตายกัน จริง ๆ มันกลับมาในรูปแบบใหม่เป็นดิจิทัลชัดเจน องค์กรเองก็ปรับตัว ต้อง Lean คล่องตัว

ขอถามเรื่องในฐานะนักแสดงบ้าง ปกรณ์ ลัม ใน พ.ศ. นี้ อยู่ตรงไหนของวงการบันเทิง

ผมเริ่มสนุกกับมันขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ เมื่อก่อนไม่สนุก รู้สึกว่าเราเป็นคนทำเพลง บอกตรง ๆ ว่าเล่นละครเรื่องแรกเรื่อง ‘รักไม่มีวันตาย’ เล่นกับ พลอย (เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์) ดังด้วยนะ แต่ว่าผมทรมานมาก (หัวเราะ) มองนาฬิกาตลอด เมื่อไหร่เลิกกองวะ

ชีวิตของ โดม-ปกรณ์ ลัม ในวัย 43 ปี “นอนเร็ว-ตื่นเช้า-นั่งยาวปวดหลัง” การปรับตัวในวงการเพลง และจุดที่ทำให้รักการแสดง

ถึงขั้นมองนาฬิกาเลยเหรอ

มองนาฬิกาเลยครับ เมื่อไหร่จะเลิกกอง โอ้โห ตอนเช้านี่แทบไม่อยากปลุกตัวเองตื่นออกไปถ่าย คือมันไม่มีแรงขับอะไรเลย รู้สึกว่าตรงนี้ไม่ใช่ที่ของเรา พอเราไปอีกโลกหนึ่งก็ต้องปรับตัวเหมือนกัน มันจะมีโลกของการต้องใช้พื้นที่สื่อให้เป็น ซึ่งผมว่านั่นไม่ใช่ตัวผม 

พอกล้องมาถ่าย มีทีมงานเข้ากอง ก็ต้องเปลี่ยนคาแรกเตอร์ให้ดูสดใสขึ้น เล่นกับกล้องอย่างนี้ บางทีผมก็รู้สึกว่า “ง่วงจะตายแล้วเนี่ย ไม่อยากจะยิ้มให้เลย” (หัวเราะ) แต่ก็ทำไม่ได้ ต้องสดใสร่าเริง เป็นคนขี้เล่นขึ้นมาโดยฉับพลัน ซึ่งผมก็เข้าใจครับ มันอาจจะถูกที่ถูกเวลาด้วย แต่พอไปทำอย่างนั้นแล้ว รู้สึกว่าเราต่างหากที่อยู่ผิดที่ ผมเลยไม่ค่อยแฮปปี้กับการเล่นละคร จนมาเล่นละครเวทีครับ ต้องบอกเลยว่าละครเวทีของ พี่บอย (ถกลเกียรติ วีรวรรณ) ของ Scenario ท้าทายมาก ผมต้องให้เครดิต หม่อมน้อย (หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล) ด้วยครับ เพราะพี่บอยส่งผมไปเรียนกับหม่อม จึงเหมือนเปิดโลกเราเข้าไปสู่คำว่า ‘การแสดง’ อย่างแท้จริง

ตอนนั้นเล่นเรื่องอะไร

ละครเพลงเรื่อง ‘ทวิภพ’ เล่นกับพี่ นัท มีเรีย เล่นเป็นคุณหลวงนี่แหละครับ ซึ่งทุกคนสบประมาทเรามาก ๆ ว่าโดมเนี่ยนะจะเป็นคุณหลวงได้ ท่าเดินก็ไม่ใช่แล้ว ยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่า “เอาสิ มา เดี๋ยวจะทำให้ดู” ตอนนั้นผมเหมือนกับเฆี่ยนตัวเองเพื่อให้ไปโรงเรียนประจำทุกวันนะครับ เพราะว่ามันซ้อมอาทิตย์หนึ่ง 7 วัน เดือนหนึ่งอาจจะมีหยุดครั้งหนึ่ง แล้วก็วันหนึ่งประมาณ 15 ชั่วโมง หนักมากครับ ซ้อมอย่างนั้นอยู่ 4 เดือน คือจริง ๆ การแสดงมันยากมากครับ จะบอกว่าผมแตกฉานก็คงไม่ใช่ แต่มันแหมือนเปิดประตูให้เราเข้าใจว่า อืม มันก็ดีเนอะ

ทั้งร้อง ทั้งเล่น ทั้งแสดง

ทั้งร้อง ทั้งเล่น ทั้งแสดง แล้วคาแรกเตอร์ก็ไกลตัวเรามาก เป็นคุณหลวงอยู่ในยุครัชกาลที่ 5 ช่วงฝรั่งเศสจะมายึดอะไรอย่างนี้ บอกได้เลยว่ามีคนพร้อมทุบผมอยู่เยอะมาก โดยเฉพาะนักวิจารณ์ บรรดาพี่ ๆ เขาก็ต้องมากันหมด ท้าทายมาก ผมบอกได้คำเดียวเลยว่าต้องออกมา ‘ดี’ เท่านั้น ไม่มีอย่างอื่น ห้ามเป็นอย่างอื่น พี่บอยก็เป็นพี่ที่น่ารัก แล้วก็แกมีจิตวิทยาในการบริหารคนมาก แกรู้ว่าแกจะพูดกับคนแบบผมยังไง คือก่อนแสดงเดือนหนึ่ง โค้งสุดท้ายของการซ้อม แกก็พูดกับผมตรง ๆ เลยว่า “โดม มันคือศักดิ์ศรีของเธอ”

พูดคำนี้เลยนะ

ใช่ เหมือนแกเอาคอเราพาดเขียงเลย แล้ววัดกันไปเลย ซึ่งคนดื้อ ๆ อย่างผมชอบแบบนี้ คือถ้ามาแบบ “เต็มที่นะโดม พี่ให้กำลังใจ” ผมว่าผมไม่สนน่ะ แต่พอมีคนมาท้าเรา ผมก็จะทำให้ได้ พอเสร็จออกมาก็ถือว่าเกินคาดตามที่พี่ ๆ เขาพูดแล้วก็เขียนวิจารณ์นะครับ ได้รับคำชมที่ทุกคนเซอร์ไพรส์ แต่ก็แค่ก้าวแรก ผมยังต้องพัฒนาอะไรอีกเยอะ แต่ว่ามันเปิดประตูให้เรารู้สึกว่าการแสดงสนุก ซึ่งผมก็ยังไม่ชอบการเป็นดารานะ ไอ้ที่เข้ากองมาแล้วสดใสแบบอัตโนมัติ ยกนิ้วสู้ ๆ ผมว่านั่นคือพิธีกรรมของดารา แต่ผมตอนนี้ชื่นชอบศาสตร์ของการแสดงแล้ว ผมรู้สึกว่ามันสนุก

หม่อมน้อยทำยังไงให้คุณเข้าใจศาสตร์ของการแสดง

ตอนแรกมาถึงก็เปิดฉากด้วยการเดินจงกรมประมาณชั่วโมงหนึ่ง

ชีวิตของ โดม-ปกรณ์ ลัม ในวัย 43 ปี “นอนเร็ว-ตื่นเช้า-นั่งยาวปวดหลัง” การปรับตัวในวงการเพลง และจุดที่ทำให้รักการแสดง
ชีวิตของ โดม-ปกรณ์ ลัม ในวัย 43 ปี “นอนเร็ว-ตื่นเช้า-นั่งยาวปวดหลัง” การปรับตัวในวงการเพลง และจุดที่ทำให้รักการแสดง

ชั่วโมงหนึ่ง?!

ครับ แล้วก็วันหนึ่งเรียน 4 ชั่วโมง สุดท้ายสุดจะนั่งสมาธิอีกประมาณ 45 นาที จงกรมแล้วยังมีปิดท้ายเป็นนั่งสมาธิอีก ทำอย่างนี้อยู่พักหนึ่งเลยครับ แล้วก็มีอีกแบบฝึกหัดหนึ่ง จริง ๆ ก็คล้ายกับการทำสมาธิเปิดตา เหมือนกับให้เราแบ่งการหันขวาเป็น 5 สเต็ป หันซ้ายเป็น 5 สเต็ป การหันแต่ละครั้งคือให้หันครบ สเต็ปที่ 5 คือหันข้างพอดี สิ่งที่ต้องทำก็คือบอกกับตัวเองว่าเห็นอะไรในแต่ละสเต็ป หันมาอย่างนี้เห็นอะไร เห็นก็คือเห็นจริง ๆ มันคือเรื่องของการอยู่กับปัจจุบัน

หม่อมบอกว่าเวลาเขาสั่ง Action!! มันคือ To Do มันไม่ใช่ To Act มันคือปฏิกิริยาที่ตาเห็น หูฟัง ได้ยิน ส่งไปสู่จิตใจ รู้สึกและ React กลับไป เพราะเราจะไม่มี Action ถ้ามันไม่มี Reaction กิริยากับปฏิกิริยาทำงานคู่กัน ตอบสนองกันทั้งหมด เพราะฉะนั้นโดมไม่ได้แสดง โดมทำมัน To Do ไม่ใช่ To Act

พอผมรู้อย่างนี้ โอ้โห เหมือนหม่อมยกเส้นผมบาง ๆ บังภูเขาที่เราไม่เข้าใจเลยออกไป ผมถามว่า “พูดง่าย ๆ ว่าอย่างนี้ก็ไม่มีการแสดงน่ะสิ” หม่อมตอบว่า “ก็ใช่ ไม่มีไง” คือคุณต้องเห็น คุณต้องรู้สึกจริง ๆ ไม่ใช่แบบซีนนี้เสียใจ ทำยังไงดี บางคนไปคิดถึงหมาตายอย่างนี้ มันไม่ใช่ ไปคิดถึงเพื่อนที่เสียไปในอดีตถึงจะร้องไห้ได้ มันไม่ใช่ มันต้องเห็นน่ะครับ มันถึงจะมี Reaction กลับไปได้ ตรงนี้มันก็พอเราย้ำคิดย้ำทำ แล้วก็ถูกการเทรนแบบนี้ไปเรื่อย เลยทำให้ร่างกายกับจิตใจเราเริ่มเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แล้วเชื่อไหมครับว่าพอจบกลับมา แล้วมาทำกับงานเพลง เฮ้ย มันได้ผลลัพธ์ที่ดีมากกับเพลงด้วยครับ

ยังไง

คือเด็ก ๆ ผมจัดการการร้องเพลงด้วยการได้ยินเมโลดี้มาโดยตลอด เอาเนื้อเพลงมาอยู่ในเมโลดี้ให้ตรง แต่จริง ๆ แล้วนักร้องที่ดีต้องนำสาร นำความหมายออกไปให้ถึงผู้ฟังด้วย ถ้าเรารู้สึกแล้วร้องคำนั้นออกไป โดยประสานกันเป็นหนึ่งเดียวและถูกเวลา มันจะทรงพลังกว่าที่เราเปล่งเสียงตามทำนองออกไปมาก ๆ เลยครับ ซึ่งแต่ก่อนยังสื่อสารแบบนั้นไม่ได้ แต่พอเดี๋ยวนี้ ก่อนเพลงจะเริ่ม อินโทรจะเริ่ม เราจะนิ่ง แล้วก็จะคิดว่าเพลงนี้กำลังสื่อสารอะไรอยู่ พอเป็นอย่างนั้น มันได้ทั้งฟีลลิ่งกับตัวเองด้วย โอ้โห เพลงเดิมที่เคยร้องเปลี่ยนไปเลย

พูดได้ไหมว่าก่อนหน้านั้น งานแสดงสำหรับโดมคุณคือเราเป็นดารา เป็นนักแสดงขวัญใจวัยรุ่น แต่เราไม่ได้เข้าใจแก่นแท้ของมัน

ใช่เลยครับ

พอรู้แล้วมันเปลี่ยนวิธีที่คุณมองงานศิลปะไปมากน้อยแค่ไหน

เปลี่ยนไปมาก แล้วก็รู้สึกเคารพศาสตร์การแสดงมาก มันไม่ง่ายเลย แต่เรารู้สึกดีกับการแสดงมากขึ้น เรื่องหลัง ๆ ที่รับมานี่เอนจอยกับการไปกองถ่ายแล้ว เริ่มสนุกว่าวันนี้เราจะได้เล่นอันนี้ วันนี้เราจะได้เป็นโจร วันนี้เราจะได้เป็นตำรวจ แล้วมันสนุกจริง ๆ เหมือนเราหลุดไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริง ๆ เพราะว่าพลังของความเชื่อเริ่มเยอะขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็นำพาเราไปได้ไกล

มาถึงตอนนี้อยู่ในวงการบันเทิงมากี่ปีแล้ว

เกือบทั้งชีวิตเลยครับ ผมเล่นโฆษณาตั้งแต่ยังไม่ขวบเลยครับ แต่ถ้านับในวงการเพลงก็ 28 ปีครับ

นิยามตัวเองในวงการศิลปะหรือวงการบันเทิงว่ายังไง

ผมเป็นหนี้บุญคุณของวงการศิลปะ เป็นหนี้บุญคุณวงการบันเทิง ที่ผ่านมาผมอาจเหลวไหลหรือดื้อไปบ้าง แต่ตอนนี้ผมก็อยากช่วยต่อเติมหรือให้อะไรคืนกลับวงการนี้บ้าง จริง ๆ นะครับ อย่างน้อยที่สุด ช่วง 5 ปีมานี้ผมไม่เคยทำงานชุ่ย โดยเฉพาะเพลงไม่เคยชุ่ย หรือไม่เคารพ หรือไม่ให้เกียรติกับวิชาชีพ เพราะผมรู้สึกว่ามันสูงส่ง แล้วก็ทำให้เรามีวันนี้ มันเกินกว่าที่จะเป็นแค่งาน หรือว่าเข้ามาฉาบฉวย 

ทุกคนก็รู้ ผมอยู่มา 28 ปีในวงการเพลง วงการบันเทิงทั้งชีวิต น่าจะพอพิสูจน์อะไรได้บ้างว่าผมไม่ได้ฉาบฉวย แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็ไม่ได้อยากกอบโกยกับตรงนี้อีกต่อไปแล้ว ผมอยากจะให้คืนน่ะครับ ผมอยากเป็นแรงงานที่ช่วยผลักดันตรงนี้ต่อไป

ชีวิตของ โดม-ปกรณ์ ลัม ในวัย 43 ปี “นอนเร็ว-ตื่นเช้า-นั่งยาวปวดหลัง” การปรับตัวในวงการเพลง และจุดที่ทำให้รักการแสดง

Writer

จักรพันธุ์ ขวัญมงคล

บรรณาธิการ นักเขียน นักแปล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load