31 ปีก่อนเขาคือนายกองค์การนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผู้ขับเคลื่อนกิจกรรมทางการเมือง

30 ปีก่อนเขาคือผู้สื่อข่าวสายการเมืองประจำหนังสือพิมพ์หัวที่ตีพิมพ์ภาพข่าวการปราบปรามประชาชนในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 ขณะที่สื่อโทรทัศน์ในประเทศถูกควบคุมการเสนอข่าว และไม่รายงานการสูญเสียชีวิตของประชาชน

20 ปีก่อนเขาคือคนที่เล็งเห็นพลังการเปลี่ยนแปลงของสื่อโลกใหม่ในยุคแรกเริ่มของอินเทอร์เน็ต และเตือนหนังสือพิมพ์ไทยให้เตรียมรับมือกับ New Media ทว่าไม่มีใครเชื่อ

‘เขา’ ที่ว่าจึงเป็นคนแรกที่เรานึกถึงในโมงยามที่ประเทศกำลังตั้งคำถามเรื่องจรรยาบรรณสื่อ การเสพสื่อ การอยู่ในยุคที่สื่อเก่าถูก Disrupt อย่างสิ้นเชิง ใครมีสมาร์ทโฟนก็สร้างข่าวได้ หรือพื้นที่สื่อที่ไม่ต้องลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาล จดทะเบียนเป็นลายลักษณ์อักษร เพียงสมัครแอคเคานต์เว็บไซต์ไม่ก็แอปพลิเคชัน และมี IO, Fake News, Propaganda เป็นโรคแทรกซ้อน

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

‘เขา’ ที่ว่า คือ อาจารย์มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ อีกหนึ่งนักวิชาการที่ถ้าใครจะพูดเรื่องสื่อต้องนึกถึง

“ได้ครับ” เป็นข้อความที่ได้รับแทบจะทันทีหลังตัวหนังสือ read ปรากฏ เมื่อเราส่งข้อความหาเพื่อชวนมานั่งคุยกัน

สองวันหลังจากนั้นซึ่งคือวันที่ 21 ตุลาคม เราจึงนั่งอยู่ในห้องทำงานเหนือตึกสูงใจกลางมหาวิทยาลัย ตรงหน้ารองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่กำลังไถ Smart Phone และมี Smart Watch คาดข้อมือ

คิดยังไงกับปรากฏการณ์ทัวร์ลงดาราเรื่องการ Call Out ที่สร้าง Cancel Culture ปลดบิลบอร์ด

ต้องเข้าใจวัฒนธรรมของบ้านเราว่า การเรียนการสอนของเราไม่ได้สอนมาให้มีพื้นฐานประชาธิปไตย เราถูกสอนให้ฟังว่าครูบอกอะไร เรื่องอำนาจนิยมหรือประชาธิปไตยที่ต้องฟังความคิดเห็นหลากหลายไม่ได้ถูกบ่มเพาะมาตั้งแต่เด็ก เพราะงั้นไม่แปลก เด็กที่เรียกร้องวันนี้เขาก็เติบโตมาจากตรงนั้น 

ถ้าเราเรียกร้องให้คนที่ไม่แสดงจุดยืนมาแสดงจุดยืน เราต้องพร้อมด้วยว่าเขาอาจจะแสดงจุดยืนอีกฝั่งหนึ่งก็ได้ และต้องยอมรับ คุณจะเห็นด้วยกับศิลปินหรืออินฟลูเอนเซอร์หรือไม่ก็ตาม แต่ต้องไม่บอกว่าเขาต้องทำแบบที่ตัวเองต้องการ เพราะนั่นหมายถึงคุณกำลังใช้อำนาจนิยมผ่านสื่อออนไลน์เหมือนที่คุณก็ไม่ชอบหรือเปล่า 

ในขณะที่คุณบอกว่าคุณไม่ชอบที่ผู้มีอำนาจใช้พลังมาบีบให้คิดและเชื่อคล้อยตามกันหมด แต่คุณกำลังใช้อำนาจอีกทางหนึ่งทางเทคโนโลยี บีบให้ใครคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งคิดและเชื่อแบบเดียวกับคุณหรือเปล่า การใช้อำนาจสื่อในมือมาเรียกร้องบีบเมนให้พูดก็เหมือนกับที่รัฐใช้อำนาจปิดสื่อ มันอาจจะเกินไปหรือเปล่า ต้องย้อนกลับไปดูว่าพื้นฐานความคิดเรื่องประชาธิปไตยของคุณคืออะไร อะไรคือประชาธิปไตยที่เราต้องการ ความต้องการประชาธิปไตยเราเท่ากันมั้ย

ถ้าเขาไม่ได้อยากออกเสียง หรือที่คนเรียกว่าเป็น Ignorance

ก็ต้องเป็นสิทธิ์ของเขา การที่จะยอมพูดหรือไม่พูดมันเป็นสิทธิ์เหมือนกัน เหมือนการเลือกตั้งอะ คุณมีสิทธิ์ที่จะโหวตหรือโนโหวต มันเป็นเรื่องของคุณ มันไม่ควรจะเกิดจากการบังคับว่าคุณต้องโหวต แต่คุณก็จะเจอกฎทางสังคม

กลับกัน ถ้าพวกเขาออกมาพูด 

ไม่ใช่ลูกชุบใช่มั้ย (หัวเราะ)

ไม่ใช่ค่ะ (หัวเราะ) มันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงรึเปล่า

ต้องยอมรับว่ามันจะมีพลังในการสื่อสาร แต่จะทำให้คนเชื่อหรือไม่เชื่อ ไม่ถึงขั้นร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก ไม่ใช่ว่าดาราคนนี้พูดอย่างนี้ออกมาแล้วทุกคนจะพร้อมเชื่อ เสียงมันดังขึ้น กว้างขึ้น คนอาจจะได้ยินแล้ว เอ๊ะ มันเกิดอะไรขึ้น 

เราจะอยู่ยังไงให้เท่าทันยุคที่สเตตัสเดียวกลายเป็นวาระแห่งชาติ

มันเป็นกระแสที่ขึ้นลงเร็ว และชีวิตจริงคนไม่ได้อยู่แค่ในออนไลน์ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือเด็กรุ่นนี้เขาจำลองและเชื่อมโลกออนไลน์มาอยู่ออฟไลน์ให้เห็นมากขึ้น แม้กระทั่งการบริหารการจัดการม็อบคราวนี้ก็ต่างจากการบริหารจัดการม็อบในครั้งก่อนๆ มากกกกก (เน้นเสียง) 

เอาแค่การย้ายจุดชุมนุม เมื่อก่อนจะชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ คุณต้องบอกล่วงหน้า แล้วสื่อที่บอกตอนนั้นคือที่ไหน วิทยุ ทีวี ไม่ได้ เพราะเป็นของทหาร คุณต้องหยิบประเด็นเพื่อการแถลงข่าวให้สื่อมวลชนกระแสหลัก ซึ่งคือหนังสือพิมพ์ 

แต่วันนี้ไม่ใช่ โอ้โห เกิดอะไรขึ้นคุณพร้อมที่จะย้ายภายในครึ่งชั่วโมง (หัวเราะ) คุณแกงเขาได้หมดเลย อยู่ๆ ไม่เอาแล้ว เลิก อ้าว ฉิบหาย ไวมาก คุณมี Agility คุณเปลี่ยนอะไรต่างๆ จริงๆ 

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร
มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

True Information เป็นของ Luxury ในศตวรรษที่ 21 จริงรึเปล่า

ปัจจุบันข้อเท็จจริง ความจริงแท้ หายากขึ้น ในโลกของดิจิทัลมันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะหยิบมุมไหนมาเล่า การเลือกเล่า เลือกตัดทอน ก็ทำให้ความจริงนั้นเหลื่อมไปด้วยเหมือนกัน ความจริงนั้นอาจจะสัมพันธ์กับคนเล่า คนรับสารด้วย เช่นผมเล่าจากมุมหนึ่งที่เกิดขึ้น ถามว่าเป็นความจริงมั้ย มันคือความจริงในมุมนั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเล่าด้วยอะไร มุมมองไหน 

แสดงว่าข้อเท็จจริงไม่ใช่สิ่ง Luxury ที่สุด

ข้อมูลที่หลากหลายต่างหาก และต้องมาคิดวิเคราะห์เอง เหมือนประวัติศาสตร์ในอดีต เรื่องเล่าสมัยกรุงศรีฯ แตก มีหลายเรื่อง สมมติว่าเป็นเรื่องจริง วันที่กรุงศรีฯ แตก คนที่อยู่ตรงนั้นก็มีเรื่องเล่าชุดหนึ่ง มุมมองของพม่าที่ตีเมืองก็เรื่องเล่าอีกชุดหนึ่ง หรือคนที่หนีรอดมาได้ก็มีเรื่องเล่าอีกชุดหนึ่ง แล้วอะไรคือความจริงแท้ 

ถ้าคุณอยากรู้เหตุการณ์นั้น คุณต้องดูหลายๆ อย่างแล้วประมวลเองว่าอะไรที่ไม่ใช่ สังเคราะห์ว่ามันน่าจะเป็นแบบนี้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับจุดยืนคุณอีก ถ้าจุดยืนคือคนพม่าโดยมีเรื่องชาตินิยมมาเกี่ยวข้อง หรือมุมมองตอนนี้ที่มองไปยังเหตุการณ์นั้น คุณก็จะเลือกเล่าอีกแบบหนึ่ง

ในฐานะของสื่อมวลชน จะทำยังไงให้สิ่งนี้คลาดเคลื่อนน้อยที่สุด 

คุณก็ต้องรายงานข้อเท็จจริงให้หลากหลายมุมมองมากที่สุดและไม่ใส่ความคิดเห็น ถ้าฟังสื่อที่ถามแค่ฝ่ายเดียวแล้วบอกว่าเขาโกหก รู้ได้ยังไงว่าโกหก 

วันหนึ่งข้างหน้าคนเสพสื่อจะได้ความเห็นที่หลากหลาย ประชาชนจะเป็นคนตัดสินเองว่าจะเชื่ออะไร 

แอคหลุม อวตาร เทียบเท่ากับอะไรในยุคก่อนหน้าโซเชียลมีเดีย

ข่าวลือ สมัยก่อนก็แค่ปากต่อปาก แต่ตอนนี้มันถูกส่งต่อในแชท วงในแจ้งว่า เพื่อนของเพื่อน เป็นญาติที่ทำงาน

แล้ว IO คืออะไร

คือการปฏิบัติการข่าวสารทางการทหาร ซึ่งมีทั้งรุกและรับ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยข่าวลวง ไปบอกให้ชาวบ้านกลัวว่าทหารจะมา การหลอกศัตรูว่าแม่ทัพตายแล้ว ปล่อยข่าวเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามสับสน ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่มันเพิ่งย้ายมาอยู่บนออนไลน์ ถ้ามองในแง่ของการเมือง ทุกประเทศก็ใช้เครื่องมือนี้มาตลอด สำคัญคือเราจะรู้เท่าทันมากน้อยแค่ไหน ในฐานะที่เป็นผู้บริโภค

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร
มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

มันรับบทเป็นผู้ร้ายจริงรึเปล่า

ขึ้นอยู่กับว่า IO เป็นตัวร้ายของใคร เพราะ IO ถูกใช้ได้จากทุกฝ่าย

ยุคหนึ่งบ้านเรามีปัญหาโรคเอดส์ การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น จนต้อง ‘พยายาม’ ยัดสิ่งนี้ในวิชาสุขศึกษา ถ้ายุคนี้ที่ Fake News เป็นปัญหา เราควรมีวิธีรับมือในหลักสูตรการศึกษามั้ย

ใช่ ในต่างประเทศมีวิชาการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) อย่างในเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งสอนกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลและสอนกันมาหลายสิบปีแล้ว ครูที่นั่นจะเปิดวิดีโอโฆษณาขนมให้เด็กดู จากนั้นถามเด็กๆ ว่า คิดอย่างไร

ฟังดีๆ นะ เขาถามเด็กว่า ‘คิดอย่างไร’ ไม่ได้บอกว่าโฆษณากำลังโฆษณาอะไร ระบบการศึกษาทำให้เด็กคิดเองตั้งแต่อนุบาล มีเด็กคนหนึ่งตอบว่าอยากกิน และมีเด็กอีกคนยกมือขึ้นมาบอกว่าอย่ากิน กินแล้วฟันหลอ ครูถามต่อว่า ทำไมถึงคิดว่าฟันหลอ เพื่อนอีกคนแย้งว่า ในโฆษณาไม่เห็นมีใครฟันหลอ 

สิ่งนี้สะท้อนว่าเด็กออสเตรเลียเรียนรู้ตั้งแต่อนุบาลว่าโฆษณาไม่ได้บอกความจริงทุกอย่าง ครูเองก็ไม่ได้มีหน้าที่บอกเด็กว่าอย่ากินลูกกวาดลูกอมนะ ฟันจะผุ แต่ครูกระตุ้นให้เด็กคิดและคุยกันเองตั้งแต่อนุบาล

หลังจากคลาสนั้น ผมไปดูงานอีกคลาสซึ่งเป็นระดับไฮสคูล ครูตัดภาพข่าวมาคุยพร้อมถามความคิดเห็นว่าทำไมแต่ละสื่อพาดหัวข่าวแบบนี้ นักข่าวต้องการบอกอะไร ให้นักเรียนลองแยกข้อเท็จจริงกับความคิดเห็นในเนื้อข่าวออกมา อะไรที่สื่ออยากเล่า อะไรที่สื่อไม่อยากเล่า

เด็กจึงเกิดกระบวนการถกเถียง (Discuss) Critical Thinking จึงถูกสอนแต่เด็ก ผมจึงไม่แปลกใจว่าสมัยที่ผมเรียน ป.โท ที่นั่น ทำไมทุกคนยกมือแย่งกันแสดงความคิดเห็น เขาไม่สนใจว่าเพื่อนจะมีความคิดเห็นยังไง แต่เขาอยากจะบอกว่าเขามีความคิดเห็นแบบนี้ ต่างคนต่างฟังและถกเถียงโต้แย้ง

ทวีตหนึ่งของคุณบอกไว้ เชื่อว่าจะมีหัวข้อวิจัยเกี่ยวกับการสื่อสารของม็อบราษฎร 

มีแน่นอน เพราะม็อบมีทั้งการสื่อสารภายในกับการสื่อสารต่อสาธารณชน การปะทะกับ IO ในขณะที่กระบวนการ IO ก็ยังพยายามที่จะใช้วาทกรรมรูปแบบเดิมๆ 

ในออนไลน์คุณจะเห็นลักษณะของการกวน มี Meme ต่างๆ และพยายามสร้าง Engagement กับผู้เข้าร่วม ก่อนหน้านั้นสองวันบอกว่าให้โหวตกันว่าจะพักหรือไปต่อ โคตร Engage เลย แล้วแป๊บเดียว ไม่กี่นาที ก็โหวตกัน เห้ย มันขนาดนี้แล้วหรอ หรือเมื่อวานซืนที่บอกว่าห้าโมงสี่สิบห้าให้ไปรวมกันตามที่ต่างๆ แล้วเพจก็บอกว่าให้คนชูสามนิ้วถ่ายรูปโพสต์ มันคือการดึงเอาคนที่ร่วมชุมนุมมาเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี บางส่วน 

ผมมองว่ามันเป็นการสื่อสารสองทาง (Two-way Communication) กันมากกว่ายุคเก่า ยุคก่อนๆ ม็อบ Top-down มาก จัดชุดแกนนำกี่คนๆ บอกว่าซ้ายทุกคนต้องซ้าย ขวาทุกคนต้องขวา หยุดเจ็ดวัน ทุกคนเลิกเจ็ดวัน วันนี้ไม่ใช่ แต่ม็อบยุคนี้ ต่อให้ Node ใหญ่หยุด ฉันไม่หยุด เพราะคุณบอกเขาว่า ทุกคนคือแกนนำ เข้าใจปะ (หัวเราะ)

เมื่อเราถึงยุคที่ใครก็เป็นสื่อได้ รายงาน Fact ได้และได้ดี อะไรทำให้สื่อต่างจากเขา

ผมว่าไม่แปลกที่ตอนนี้ทุกคนจะรายงานข้อเท็จจริง (Fact) ได้และทำได้ดี ซึ่งสร้างความหลากหลายทางการรับข้อมูลข่าวสาร แต่หน้าที่ของนักสื่อสารมวลชนคือการรายงานข่าวรอบด้านที่สุด ไม่ใช่การรายงานข่าวมุมเดียว นี่คือข้อแตกต่าง 

สมมติว่าคุณอยู่ในที่ชุมนุม คนทั่วไปทำได้แค่รายงานสถานการณ์ แต่นักสื่อสารมวลชนสามารถเข้าถึงแหล่งข่าวที่เป็นข้อมูลสำคัญทั้งหมด อย่างการสัมภาษณ์ตำรวจ รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี สื่อต้องไม่เลือกที่จะถามแค่ฝ่ายรัฐหรือแค่ฝ่ายผู้ชุมนุม สื่อต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือสื่อสารทางการเมืองไม่ว่าของฝ่ายไหน นี่คือสิ่งที่บ่งชี้ความเป็นมืออาชีพของนักสื่อสารมวลชน ซึ่งเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลายกว่าคนธรรมดาที่มีแค่สื่อในมือ

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

ในยุคที่เทคโนโลยีทำให้ข่าวสารเดินทางเร็ว มันสั่นสะเทือนจริยธรรมสื่อมั้ย

สั่นคลอน ทุกวันเราตั้งคำถามกับเนื้อหาบน New Media ว่าอะไรที่เรียกว่า ‘ข่าว’ คุณค่าข่าวต่างออกไปจากเดิมตามนิยามของคุณค่าข่าว ความสนใจในข่าวของประชาชนก็ต่างไปจากเดิม ผมชอบยกตัวอย่างเรื่อง ‘แมวอโศก’ แมวจรจัดธรรมดาที่สถานีรถไฟฟ้าอโศก ถ้าเป็นสื่อแบบเดิมเรื่องนี้ไม่มีทางเป็นข่าว แมวจรจัดตัวหนึ่งจะเป็นข่าวได้ยังไง แต่คนที่เป็นทาสแมว ซึ่งใช้บริการรถไฟฟ้าเห็นทุกวันมองว่าน่ารัก ถ่ายรูปอัปลง Pantip.com ก็กลายเป็นข่าวของคนที่สนใจเรื่องนี้ ข่าวกลายเป็นเรื่องที่สร้างขึ้นตามความสนใจ (Interest) ของยุคนี้และเป็นตลาดเฉพาะ (Niche Market) มากขึ้น 

ไม่ต่างจากข่าวลุงพล

ข่าวลุงพลชัดในความหมายของกลุ่มมวลชน (Mass) แบบนั้น เหมือนเพื่อนบ้านที่อยากรู้ว่าบ้านข้างๆ เป็นยังไง ไม่ใช่ข่าวที่ส่งผลกระทบต่อผู้รับสาร แต่ฐานในเรื่องเรตติ้งขึ้นมาก ทาร์เก็ตเขาชัด เขาได้เต็ม ขณะที่ชนชั้นกลางคนเมืองเอียนและเบื่อ ยิ่งเขามาจับเรื่องม็อบ เขายิงยาวเลย เพราะเขาไวและเก่งเรื่องการนำเสนอแบบนี้ เรตติ้งเป็นตัวบอก

ถูกแล้วหรอ ที่สื่อทำข่าวจากเรตติ้ง

อยู่ที่มุมมอง เขามองในแง่ธุรกิจก็เรื่องหนึ่ง แต่เมื่อมองผลกระทบต่อสังคม ข่าวแบบนี้ต้องกลับไปถามตัวเองว่าเหมาะสมหรือไม่

และกระทบจรรยาบรรณสื่อ

กระทบสิ ข่าวมีอยู่สองประเภท ข่าวที่ประชาชนควรรู้กับข่าวที่ประชาชนสนใจ ต้องวางสมดุลระหว่างสองอย่างนี้ บางเรื่องประชาชนไม่สนใจ แต่เป็นสิ่งที่ประชาชนควรรู้ ก็ควรนำเสนอไม่ใช่หรือ

เรื่องที่ประชาชนควรรู้อาจเป็นเรื่องยากที่จะนำเสนอ แต่ทักษะด้านการเล่าเรื่อง (Storytelling) จะเป็นโจทย์ใหม่ของนักสื่อสารมวลชน ซึ่งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทำให้เราโยนรูปแบบการเขียนข่าวยุคเดิมทิ้งไปได้เลย 

แล้วสื่อต้องปรับตัวให้ทันมั้ย 

สื่อกลุ่มไหน สื่อในความหมายของแต่ละคนต่างกัน คุณพูดว่าสื่อกับนักสื่อสารมวลชนยุคเก่า เขาจะมีความหมายแบบหนึ่ง อย่างเรื่องการเข้ามา Take Action ของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเพื่อช่วยเหลือนักข่าวประชาไทที่ถูกคุมตัวระหว่างไลฟ์ในม็อบราษฎรเมื่อวันก่อน เกิดจากการปรับตัวที่ต้องการให้สื่อปราศจากการแทรกแซงของทางราชการและการเมือง จึงต้องมีองค์กรอิสระควบคุมกันเอง โดยตอนนี้สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติจึงพยายามขยายเป็นสภาการสื่อสารมวลชนแห่งชาติด้วย จากเดิมมีสมาชิกแค่หนังสือพิมพ์ เพื่อครอบคลุมสื่อทั้งวิทยุ ทีวี ออนไลน์ และตามภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไป ขณะที่เมื่อห้าปีก่อนกรอบความหมายสื่อสารมวลชนยังมีความหมายเดิมว่า Traditional Media อยู่

อย่างไรก็ตาม กรณีของประชาไท เมื่อได้รับป้ายนักข่าวจากสมาคมนักข่าว ยังไงองค์กรก็ต้องรับผิดชอบช่วยเหลือและควบคุม

แล้ว The Cloud มองตัวเองเป็นอะไร

เป็นนิตยสาร

คุณมองตัวเองเป็นสื่อมวลชนไหม นี่ไง ความหลากหลายเริ่มมีแล้ว พอพูดคำว่าสื่อ มันไม่สามารถพูดกว้างๆ แบบเดิมแล้ว วันนี้คำว่าสื่อของแต่ละคนมีลักษณะย่อยลงไป ถ้าคุณพูดคำนี้กับคนที่ทำ Traditional Media เขาจะไม่จัดพวกคุณเป็นสื่อมวลชนตามความหมายของเขา เขาอาจจะบอกว่าคุณเป็นสื่อออนไลน์ เป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม แต่ในความหมายของเราที่เราทำสื่อ ฉันก็เป็นสื่อมวลชน 

ยุคหนึ่งสื่อทางเลือกคือสื่อที่ไม่สามารถนำเสนอในสื่อกระแสหลัก อยู่ใต้ดิน อย่างสมัยก่อนที่เรียกว่าประชาไทเป็นสื่อทางเลือก เพราะไม่มีทางนำเสนอข่าวเหล่านั้นผ่านสื่อกระแสหลักได้ แต่วันนี้คำว่าสื่อทางเลือกมีความหมายอีกแบบ เป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม เปิดกว้างมากขึ้น 

บทบาทของสื่อมวลชนแบบเดิมมีอิทธิพลน้อยลง พลังน้อยลง ทั้งด้วยตัวมันเองและด้วยจำนวนคนเสพสื่อที่ลดลง เมื่อมีสื่อทางเลือกเฉพาะกลุ่มเยอะขึ้นๆ ผมก็ไม่จำเป็นต้องอ่านสื่อหลัก เพราะมันไม่ตอบโจทย์ผม ผมชอบแทงบอล ผมก็อ่านเว็บบอล นี่คือข่าวของผม ผมสนใจอันนี้ ถามว่าคนทำเว็บไก่ชนหรือคนทำเว็บพนันออนไลน์คือสื่อไหม

เขาผลิตคอนเทนต์ แต่เป็นคอนเทนต์เฉพาะกลุ่มเขา มันขึ้นอยู่กับว่าเราจัดความหมายยังไง ถ้าผมจัดตามความหมายแบบเดิม กลุ่มนี้ไม่ใช่ แต่ถ้าเกิดผมจัดตามความหมายแบบใหม่ เขาก็คือผู้ผลิตเนื้อหา เป็น Content Creator

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

นิยามนี้ทำให้ไม่ต้องรับภาระเรื่องจริยธรรมเหรอ

ถูก แต่ Content Creator จำเป็นต้องมีจริยธรรมไหม (ยิ้ม) จริยธรรมหรือจรรยาบรรณของแต่ละกลุ่มต้องคุยกันเอง แล้วผมเชื่อว่าการคุมกันเองดีกว่าถูกคุมด้วยกฎหมายโดยรัฐ ดูก่อนว่าผลประโยชน์ของประชาชนหรือผู้เสพสื่อเป็นหลัก หรือรายได้เป็นหลัก สมดุลมันอยู่ตรงไหน ก็คุยกัน อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้

วันหนึ่งผู้บริโภคบอก ไม่เอา มึงรีวิวอันนี้เยอะเหลือเกิน เบื่อแล้ว เราก็ต้องปรับตัว ต้องเพิ่มเรื่องจริยธรรมตรงนี้ เราไม่สามารถบอกให้ทุกคนปรับ แล้วปรับเหมือนกันหมด เพราะความหลากหลายเป็นปัญหาความท้าทายเชิงจริยธรรมที่ซับซ้อนกว่าเดิมเยอะ 

จริยธรรมสื่อคือความรับผิดชอบต่อข่าวสารที่เรานำเสนอต่อผู้รับสาร สื่อเปลี่ยนความคิดหรือความเชื่อของคนได้ มันแตกต่างจากสินค้าประเภทสบู่ ยาสีฟัน เพราะฉะนั้น คุณต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ 

สมัยก่อน รูปหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เป็นรูปศพเกลื่อน เห็นชัดเจน บางเล่มก็เป็นภาพโป๊ พอวางที่แผงด้วยกันมันย้อนแย้งมากจนสงสัยว่าดูแล้วมึงเกิดอารมณ์ได้ยังไงวะ (หัวเราะ) แต่สมัยนั้นคนชอบมาก ขายดีมาก ต่อมาเริ่มมีคนตั้งคำถามว่า มันอุจาดไปไหม มันดูไม่เหมาะไหม ตัวสื่อเองก็ต้องปรับ เริ่มทำภาพเบลอ แต่ถึงเบลอแล้วคนก็ยังด่าอยู่ ก็เลยเอารูปออก เขาก็ต้องเรียนรู้เอง

มันไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยสื่อทางเดียว

ถูกต้อง พลังของผู้บริโภคและสังคมเป็นคนเรียกร้องด้วยว่ามันควรเป็นยังไง หลายๆ สื่อออนไลน์ทำคอนเทนต์ทางการตลาด คุณทำได้ ถ้าประชาชนยอมรับได้และแยกแยะได้ แต่เมื่อประชาชนรู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้ว อันไหนคือรีวิวแท้ อันไหนคือคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง คนทำต้องมานั่งคุยกันว่าจะทำยังไง 

อย่างเรื่องเด็ก เมื่อก่อนลงรูปหน้าเด็กได้ เดี๋ยวนี้ไม่ได้เลย ผลที่เกิดขึ้นนอกจากจรรยาบรรณสื่อก็รวมไปถึงกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก

ในมุมมองของคุณ สื่อควรวางตัวแบบไหนในสถานการณ์ความขัดแย้ง

ความหลากหลายอย่างที่บอก และความแฟร์ ควรเป็นจุดยืนของสื่อในสภาวะความขัดแย้ง

ตอนนี้ถือว่าทั้งข่าวสารและการรับรู้ข่าวสารถึงขั้นอยู่ในภาวะวิกฤตรึยัง

มันวิกฤตมานานแล้ว เพียงแต่จะอยู่ยังไงต่อไปมากกว่า ปัญหาสำคัญคือ ในมุมมองของคนทำคอนเทนต์ คนทำสื่อ จะสามารถนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้นมั้ย ขณะเดียวกัน ทำยังไงที่จะทำให้คนเสพสื่อเติบโตโดยเรียนรู้เรื่องของการคัดกรองข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น สร้างเรื่องการคิดวิเคราะห์ให้คนในสังคมมากขึ้น ยอมรับฟังความเห็นที่หลากหลาย เสพสื่อจากมุมมองที่หลากหลายได้มากขึ้น

สัญญาณไหนที่บอกว่าวิกฤตแล้ว

ปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นเยอะแยะ เป็นผลพวงจากสื่อเองที่เป็นผู้ปลุกเร้า ก่อนจะมีสื่อโซเชียลก็มีวิกฤต แค่พลังน้อยกว่า เอาง่ายๆ เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ หนังสือพิมพ์ดาวสยามก็ทำให้คนจำนวนไม่น้อยคิดเชื่ออะไรแบบเดียวกัน แต่ในตอนนั้นต้องเป็นคนที่อ่านออก เขียนได้ หรือได้ฟังมาจากที่คนอื่นเล่า แต่มาวันนี้ คุณเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลาย

การใช้วิธีแอนะล็อกจัดการสื่อดิจิทัลแก้ปัญหาได้จริงมั้ย

มันแก้ไม่ได้ตั้งแต่ฐานคิดแล้ว สมัยก่อน สิ่งที่รัฐต้องการคือความมั่นคงของรัฐ ความมั่นคงหมายถึงเสรีภาพของรัฐในการบริหารประเทศ เพราะฉะนั้น ทุกคนต้องเงียบ การเมืองนิ่ง ทุกคนต้องเชื่อฉัน ฟังฉัน ไปในทิศทางเดียวกัน เป็นอย่างนี้ทุกรัฐบาลไม่ว่าใครจะเข้ามาก็ตาม

ประเทศมหาอำนาจส่วนใหญ่ของโลกก็คิดแบบนี้ คิดว่าสื่อมีหน้าที่เป็นเหมือนแค่กระบอกเสียงประชาสัมพันธ์ของรัฐ สื่อไม่ควรจะตั้งคำถาม แย้ง หรือทำให้เสถียรภาพของความเป็นรัฐสั่นคลอน จึงไม่แปลกที่ในอดีต เวลามีปัญหาขึ้นมาไม่ว่าจะยุคไหนๆ สื่อไหนที่ทำให้อำนาจของรัฐไม่โอเคหรือตั้งคำถามกับรัฐ ก็จะต้องโดนปิด วิทยุ ทีวี เขาคุมได้อยู่แล้ว ถ้ารายการไม่โอเคก็ถอดรายการนั้นออก หนังสือพิมพ์ไม่โอเคก็ปิดหนังสือพิมพ์

วันนี้พอใช้วิธีเดียวกันกับสื่อดิจิทัล คุณปิดไป พอเปิดทวิตเตอร์ก็เจออีกแล้ว อย่าลืมว่าสมัยก่อนการเปิดสื่อต้องลงทุนเป็นร้อยล้านพันล้าน แต่วันนี้ผมมีมือถือเครื่องเดียว ผมเปิดเพจได้ภายในไม่กี่นาที จะทำช่องทีวีก็สมัคร YouTube Channel แป๊บเดียวเอง แล้วคุณใช้กรอบแบบเดิมปิด ฐานคิดที่คิดว่าสื่อมันมีอยู่จำกัดแล้วไม่สามารถขยาย อย่างที่ไปไล่ปิดฟ้าเดียวกัน แล้วดูสิ ตอนนี้ขายดีไปเลย

ใช้ระบบคิดแบบ 0.4 มาบริหารจัดการสื่อยุค 4.0 อืม… มันคงทำได้หรอกนะ (ถอนหายใจ)

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

Writer

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช เป็นศิลปินร่วมสมัยชาวไทยที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งในระดับโลก

งานของเขาเน้นการสร้างประสบการณ์ร่วมระหว่างผู้ชมกับสถานที่ท่ามกลางบรรยากาศที่เขาสร้างขึ้น

งานชิ้นที่สร้างชื่อให้เขาอย่างมาก และทำซ้ำหลายรอบเหลือเกินในช่วงเวลา 20 ปี คือ ‘Pad Thai’ ที่เขาทำผัดไทยให้ชมและชิมในแกลเลอรี่ที่นิวยอร์ก – นั่นแหละงานศิลปะของเขา

ในงานเวนิสเบียนนาเล่ เขาก็ทำก๋วยเตี๋ยวเรือในเรือสเตนเลส ล้อกับประวัติศาสตร์เส้นก๋วยเตี๋ยวของที่มาร์โคโปโลรับจากจีนมาพัฒนาเป็นมักกะโรนีและสปาเก็ตตี้

แล้วเขาก็ยังแจกอาหารหลายเมนู เช่น แกงกะหรี่ แกงมัสมั่น และต้มข่าไก่ ในหลายงาน หลายประเทศ เพื่อเล่าหลายเรื่องราว

44 มุมมองในการทำงานศิลปะและใช้ชีวิตของ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช ศิลปินไทยที่ดังระดับโลก

ศิลปินวัย 61 ปีคนนี้ เกิดที่กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา เพราะคุณพ่อของเขาเป็นนักการทูตที่ไปประจำที่ประเทศอาร์เจนตินา พออายุ 3 ขวบกลับมาอยู่เมืองไทย ตอนอายุ 7 ขวบย้ายตามคุณพ่อไปเอธิโอเปีย กลับมาอยู่ไทย ย้ายไปเรียนและจบปริญญาตรีด้านศิลปะที่แคนาดา ต่อโทด้านศิลปะที่นิวยอร์ก แสดงงานเดี่ยวครั้งแรกตอนอายุ 26 ปีที่แคนาดา 2 ปีต่อมาก็ได้เข้าสู่การแสดงงานในยุโรปและอเมริกา จากนั้นก็ตระเวนแสดงงานทั่วโลก ปัจจุบันเขาเป็นอาจารย์สอนศิลปะในหลายมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา แล้วก็ทำงานให้แกลเลอรี่หลายแห่ง

ล่าสุด เขาเดินทางกลับมาประเทศไทยเพื่อร่วมงานแถลงข่าวเทศกาลศิลปะ Thailand Biennale ซึ่งจะจัดที่จังหวัดเชียงรายปลาย พ.ศ. 2566 โดยเขารับหน้าที่เป็นหนึ่งในภัณฑารักษ์ รอบนี้คุณฤกษ์ฤทธิ์อยู่ที่ประเทศไทยแค่ช่วงสั้น ๆ แต่ก็ยินดีแทรกการนัดหมายกับ The Cloud เข้าไปในตารางงานที่แน่นเอี้ยดทุกวัน

44 มุมมองในการทำงานศิลปะและใช้ชีวิตของ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช ศิลปินไทยที่ดังระดับโลก

เรานัดคุยกันใน Ver Gallery ของเขาที่ซอยนราธิวาสราชครินทร์ 22 เป็นการคุยกันในแกลเลอรี่ที่ชวนให้คิดว่า ถ้าการทำผัดไทยในแกลเลอรี่เป็นงานศิลปะ แล้วการนั่งคุยกันเรื่องศิลปะในแกลเลอรี่ล่ะ จะนับว่าเป็นงานศิลปะไหม

* ศิลปินคือบุคคลที่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ ให้เวลากับสิ่งที่ทำเองทำอยู่อย่างเต็มที่ ทำอะไรก็ได้

* ศิลปินควรเป็นคนที่มีเวลาเยอะ ๆ

* ตอนนี้ผมยังไม่รู้ตัวเลยว่า ตัวเองเป็นศิลปิน

* ศิลปะคือโอกาสที่จะเปิดทุกอย่าง เปิดชีวิต เปิดหัวใจ เปิดสมอง เปิดโลก

* ศิลปะไม่มีการสร้างเส้นแบ่ง ทุกอย่างเป็นศิลปะได้

* แกลเลอรี่คือพื้นที่ที่ศิลปินนำความคิดจากในหัวมาวางไว้ เพื่อให้ตัวเองได้พิจารณา และเปิดให้มีความคิดเห็นของคนอื่นเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนด้วย

* ถ้าแกลเลอรี่อยู่ในบริบทของความคิดทางศิลปะ ก็เป็นแบบหนึ่ง ถ้าเปลี่ยนบริบท ที่ไหนก็เป็นแกลเลอรี่ได้ จะมีมิวเซียมในกระเป๋า มิวเซียมในตู้เย็นก็ได้

44 มุมมองในการทำงานศิลปะและใช้ชีวิตของ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช ศิลปินไทยที่ดังระดับโลก

* คิวเรเตอร์ที่ดีต้องนำมุมมองที่แตกต่างกันมารวมกัน แล้วนำเสนออะไรบางอย่างที่ทำให้คนดูเกิดความคิดเพิ่ม

* วิธีการทำงานของเราคือ ใช้เวลากับพื้นที่หรือบริบทตรงนั้น หรือกับคนที่อยู่รอบ ๆ ที่นั่น แล้วเราก็สร้างอะไรบางอย่างขึ้นมาโดยประสบการณ์

* เวลาผมเป็นคิวเรเตอร์ ผมต้องการสร้างภาพให้เห็นว่า ประสบการณ์ทางศิลปะไม่ได้อยู่แค่ในห้องสีขาว อยู่ข้างนอกได้ อยู่บนป้ายรถเมล์ก็ได้ เป็นป้าย เป็นธง เป็นน้ำก็ได้

* คนส่วนมากที่ไม่มีประสบการณ์กับงานศิลปะ เมื่อมาเจองานศิลปะจะกลัว ไม่อยากตีความ เพราะกลัวผิด ศิลปินส่วนมากตั้งความคิดไว้กว้าง ๆ ให้คนตีความได้หลายแบบ ไม่ต้องกลัว จะตีความยังไงก็ได้ ด้วยการใช้ประสบการณ์ของตัวเอง

* การแสดงงานคือกระบวนการของการออกความคิดเห็น การแสดงงานมีหลายวิธี เป็นอะไรก็ได้ ไม่ต้องติดผนังหรือวางในห้องก็ได้ เราจะแสดงงานให้เห็นหรือไม่เห็นก็ได้ ถ้าเราเดินผ่านคนบนถนนแล้วยิ้มหรือไม่ยิ้มให้เขา เขาก็จะมีปฏิกริยาบางอย่าง นี่ก็เป็นการแสดงงาน

* เรายอมรับว่ามีการค้าขายงานศิลปะ แต่เราเป็นศิลปินที่ต่อต้านความคิดนี้ เวลาทำงานเราไม่ได้คิดว่าต้องอยู่ในรูปแบบบางอย่างเพื่อให้ค้าขายได้ เหมือนเราทำกับข้าวให้เพื่อนกินหรือทำเพื่อขาย ถ้าจะทำขายมันต้องมีคุณภาพบางอย่าง อุปกรณ์บางอย่าง วิธีการนำเสนอบางอย่าง แต่เราคิดว่าเราทำกับข้าวให้เพื่อนกิน

* คนที่เก็บงานเรา เราหวังว่าเขาจะซื้อความคิดของเรา งานแบบผัดไทย มันไม่ใช่การเก็บแบบปกติ ถ้าพิพิธภัณฑ์ซื้อไป เขาต้องเอาทุกอย่างมาใช้ต่อ เหมือนเราขายครัวคุณก็ต้องใช้ครัว ไม่ใช่วางเฉย ๆ

* ความคิดทางตะวันตกจะทำทุกอย่างให้เป็นมูลค่า เขาเก็บสะสมเพราะมันมีมูลค่าทางข้อมูลหรือทางทรัพย์สิน เก็บเป็นมรดกของเขา เราอธิบายให้เขาฟังว่า คุณเก็บพระพุทธรูปเราไป คุณไม่เข้าใจว่าเราใช้พระพุทธรูปยังไง พระพุทธรูปมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตเรายังไง เราต้องการให้คุณเข้าใจว่า คุณต้องใช้พระพุทธรูปนะ ไม่ใช่เอามาวางในตู้เฉย ๆ แล้วมองเป็นประติมากรรม เรามองเห็นพระพุทธรูปเป็นความคิดทางพุทธที่ช่วยเตือนสติ เราต้องการให้ทางตะวันตกเข้าใจว่า คุณไม่เข้าใจนะว่า กำลังเก็บความคิด หรือเก็บมูลค่าบางอย่าง

* เราทำงานเพื่อให้รู้จักตัวเองมากขึ้น เพราะเราจะมีเวลาคิดมากขึ้น เปิดพื้นที่ได้คิดพิจารณา ตั้งคำถาม หรือพยายามตอบโจทย์พื้นที่ เราต้องคุยกับตัวเองก่อน ทำความเข้าใจตัวเองก่อน

* ทุกอย่างที่เป็นเราคืองาน ทุกอย่างที่เป็นงานก็คือสิ่งที่เราเป็น มันคือสิ่งเดียวกัน

ความคิดที่มีต่อวงการศิลปะและชีวิตมนุษย์ของ ‘ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช’ ศิลปินร่วมสมัยระดับโลกที่สร้างงานแบบเน้นประสบการณ์

* คนเก็บงานศิลปะที่เราหวัง คือคนที่เข้าใจความคิดของศิลปินโดยการเอางานไปดูแล ไปใช้ แล้วก็อาจจะสืบทอดต่อไป อย่างเช่น เปิดให้คนอื่นมาดู หรือยกให้สถานที่สาธารณะเช่นพิพิธภัณฑ์ เป็นคนที่สะสมความคิดความเข้าใจบางอย่าง

* คนเก็บงานศิลปะบางคนก็สะสมสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ แต่สะสมเพราะอยากเข้าใจมัน อยากใช้เวลากับมัน

* เวลาคนบอกว่าดูงานไม่รู้เรื่อง อาจจะเป็นเรื่องที่เขาไม่ต้องการรู้ หรือไม่มีเวลาที่จะให้ความรู้กับมัน

* แต่ที่เขาพูดออกมาได้ว่า ดูไม่รู้เรื่อง คือเขารู้ว่า ไม่รู้เรื่อง แต่มันอาจจะไม่ใช่เรื่องของเขา เขาก็ไม่ตั้งใจจะรู้ ไม่ได้ผิดอะไรเลย

* ถ้าอยากดูงานศิลปะรู้เรื่องเร็วขึ้น ก็ใส่ใจกับข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ตั้งคำถามเยอะๆ

* เราอยากให้คนดูพยายามเข้าใจด้วยตัวเองก่อนจะไปแสวงหาคำตอบจากคนอื่น

* เทศกาลศิลปะคือผลประโยชน์ แล้วแต่ว่าผลประโยชน์นั้นคืออะไร ผลประโยชน์ของศิลปินคือมีโอกาสได้ทำงานกับกลุ่มชนที่กว้างกว่าปกติ ผลประโยชน์กับผู้ชมคือได้ดู ได้คิด ได้สนทนา

* ผมชอบดูประกวดสุนัข ดูว่าทำไมถึงถึงรางวัลตัวนี้แทนที่จะเป็นตัวนั้น มันก็เหมือนการตัดสินงานศิลปะ ถ้าคุณแยกแยะความแตกต่างระหว่างสุนัขตัวนี้กับตัวนั้นได้ก็อาจจะให้รางวัลได้ เราบอกว่าภาพหรือวัตถุบางอย่างมีความเท่าเทียมกัน แต่มันไม่เคยเท่าเทียมกันเลย สุนัข 2 ตัวไม่เหมือนกัน ประสบการณ์ของมันก็ไม่เหมือนกัน

* การสร้างรางวัล การประกวด ส่วนหนึ่งเป็นการสร้างความเข้าใจในระดับหนึ่ง แล้วก็เป็นการสร้างมูลค่าในระดับหนึ่ง

* ผมไม่มีรางวัลที่อยากได้ เพราะไม่ได้มีเป้าหมายว่าอยากได้รางวัล

* ถ้าผมต้องให้รางวัล ผมจะให้กับคนที่ใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด แต่มีความคิดมากที่สุด

* ประสบการณ์คือทุกอย่างที่เราเผชิญทุกเวลา ทั้งตอนมีสตินึกขึ้นได้ หรือตอนนึกขึ้นได้ว่าไม่มีสติ

* ถ้าเราใช้ประสบการณ์ที่เรามีเพื่อเข้าใจตัวเอง เราก็จะเข้าใจว่าคนอื่นมีประสบการณ์ต่างจากเรา ความต่างนี้เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องยอมรับ ต้องอยู่กับมัน ต้องเข้าใจว่ามีความต่าง และต้องให้พื้นที่กับความต่าง

* ในงานของเรา เราไม่ได้มองอาหาร แต่เรามองการอยู่กับอาหาร การใช้เวลากับอาหาร หรือการใช้เวลาด้วยกันกับอาหาร

* มนุษย์กับการใช้เวลากับอาหารเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจ

* โลกคือชีวิตหนึ่ง เราคือปรสิตของโลก เราต้องเข้าใจว่าเราจะใช้โลกยังไงให้เราอยู่รอด โดยที่เราไม่ทำลายมากเกินไป

ความคิดที่มีต่อวงการศิลปะและชีวิตมนุษย์ของ ‘ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช’ ศิลปินร่วมสมัยระดับโลกที่สร้างงานแบบเน้นประสบการณ์

* เราเป็นเพื่อนกับทุกคนได้หมด ถ้าคุยด้วยก็เป็นเพื่อนเราแล้ว

* เพื่อนทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น เพราะเราเข้าใจว่า เขาไม่เหมือนเรา แล้วเราก็จะยอมรับความต่างของมนุษย์

* ความรักคือการให้เวลา เพราะเรากำลังอยู่ในโลกที่ไม่มีเวลา

* ความรักของหนุ่มสาวเป็นเรื่องซับซ้อนที่เปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องเคมี ไม่ใช่แค่ความคิดอย่างเดียว

* รักแท้มีจริง เราต้องเชื่อความรู้สึก เชื่อว่าเราจะยอมให้เวลากับความรู้สึกนั้น

* ความตายคืออีกขั้นของสิ่งที่เราไม่รู้ เป็นประสบการณ์ที่เรายังไม่มี

* เราเกิดมาเพื่อทำให้คนอื่นมีโอกาสได้เห็นความต่างของตัวเอง

* เวลาคือช่วงระหว่างการเกิดกับการตาย เราต้องใช้มันให้มากที่สุด ให้ช้าที่สุด และให้เร็วที่สุด

* ผมใช้เวลากับความคิดตัวเองมากที่สุด เพื่อให้เข้าใจความต่างจากสิ่งรอบตัว เข้าใจเพียงพอที่จะยอมรับว่าทุกคนคือเพื่อน ยอมรับว่าเรารักทุกคนได้

* คนที่ยังรักคนอื่นไม่ได้ ติดตรงความกลัว กลัวความผิด กลัวความถูก กลัวในสิ่งที่ไม่รู้ เพราะเราไม่สามารถรู้ทุกอย่างได้

* ผมไม่กลัวอะไร แต่ตอนนี้กลัวว่าจะตอบผิด (หัวเราะ)

ความคิดที่มีต่อวงการศิลปะและชีวิตมนุษย์ของ ‘ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช’ ศิลปินร่วมสมัยระดับโลกที่สร้างงานแบบเน้นประสบการณ์

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load