31 ปีก่อนเขาคือนายกองค์การนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผู้ขับเคลื่อนกิจกรรมทางการเมือง

30 ปีก่อนเขาคือผู้สื่อข่าวสายการเมืองประจำหนังสือพิมพ์หัวที่ตีพิมพ์ภาพข่าวการปราบปรามประชาชนในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 ขณะที่สื่อโทรทัศน์ในประเทศถูกควบคุมการเสนอข่าว และไม่รายงานการสูญเสียชีวิตของประชาชน

20 ปีก่อนเขาคือคนที่เล็งเห็นพลังการเปลี่ยนแปลงของสื่อโลกใหม่ในยุคแรกเริ่มของอินเทอร์เน็ต และเตือนหนังสือพิมพ์ไทยให้เตรียมรับมือกับ New Media ทว่าไม่มีใครเชื่อ

‘เขา’ ที่ว่าจึงเป็นคนแรกที่เรานึกถึงในโมงยามที่ประเทศกำลังตั้งคำถามเรื่องจรรยาบรรณสื่อ การเสพสื่อ การอยู่ในยุคที่สื่อเก่าถูก Disrupt อย่างสิ้นเชิง ใครมีสมาร์ทโฟนก็สร้างข่าวได้ หรือพื้นที่สื่อที่ไม่ต้องลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาล จดทะเบียนเป็นลายลักษณ์อักษร เพียงสมัครแอคเคานต์เว็บไซต์ไม่ก็แอปพลิเคชัน และมี IO, Fake News, Propaganda เป็นโรคแทรกซ้อน

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

‘เขา’ ที่ว่า คือ อาจารย์มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ อีกหนึ่งนักวิชาการที่ถ้าใครจะพูดเรื่องสื่อต้องนึกถึง

“ได้ครับ” เป็นข้อความที่ได้รับแทบจะทันทีหลังตัวหนังสือ read ปรากฏ เมื่อเราส่งข้อความหาเพื่อชวนมานั่งคุยกัน

สองวันหลังจากนั้นซึ่งคือวันที่ 21 ตุลาคม เราจึงนั่งอยู่ในห้องทำงานเหนือตึกสูงใจกลางมหาวิทยาลัย ตรงหน้ารองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่กำลังไถ Smart Phone และมี Smart Watch คาดข้อมือ

คิดยังไงกับปรากฏการณ์ทัวร์ลงดาราเรื่องการ Call Out ที่สร้าง Cancel Culture ปลดบิลบอร์ด

ต้องเข้าใจวัฒนธรรมของบ้านเราว่า การเรียนการสอนของเราไม่ได้สอนมาให้มีพื้นฐานประชาธิปไตย เราถูกสอนให้ฟังว่าครูบอกอะไร เรื่องอำนาจนิยมหรือประชาธิปไตยที่ต้องฟังความคิดเห็นหลากหลายไม่ได้ถูกบ่มเพาะมาตั้งแต่เด็ก เพราะงั้นไม่แปลก เด็กที่เรียกร้องวันนี้เขาก็เติบโตมาจากตรงนั้น 

ถ้าเราเรียกร้องให้คนที่ไม่แสดงจุดยืนมาแสดงจุดยืน เราต้องพร้อมด้วยว่าเขาอาจจะแสดงจุดยืนอีกฝั่งหนึ่งก็ได้ และต้องยอมรับ คุณจะเห็นด้วยกับศิลปินหรืออินฟลูเอนเซอร์หรือไม่ก็ตาม แต่ต้องไม่บอกว่าเขาต้องทำแบบที่ตัวเองต้องการ เพราะนั่นหมายถึงคุณกำลังใช้อำนาจนิยมผ่านสื่อออนไลน์เหมือนที่คุณก็ไม่ชอบหรือเปล่า 

ในขณะที่คุณบอกว่าคุณไม่ชอบที่ผู้มีอำนาจใช้พลังมาบีบให้คิดและเชื่อคล้อยตามกันหมด แต่คุณกำลังใช้อำนาจอีกทางหนึ่งทางเทคโนโลยี บีบให้ใครคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งคิดและเชื่อแบบเดียวกับคุณหรือเปล่า การใช้อำนาจสื่อในมือมาเรียกร้องบีบเมนให้พูดก็เหมือนกับที่รัฐใช้อำนาจปิดสื่อ มันอาจจะเกินไปหรือเปล่า ต้องย้อนกลับไปดูว่าพื้นฐานความคิดเรื่องประชาธิปไตยของคุณคืออะไร อะไรคือประชาธิปไตยที่เราต้องการ ความต้องการประชาธิปไตยเราเท่ากันมั้ย

ถ้าเขาไม่ได้อยากออกเสียง หรือที่คนเรียกว่าเป็น Ignorance

ก็ต้องเป็นสิทธิ์ของเขา การที่จะยอมพูดหรือไม่พูดมันเป็นสิทธิ์เหมือนกัน เหมือนการเลือกตั้งอะ คุณมีสิทธิ์ที่จะโหวตหรือโนโหวต มันเป็นเรื่องของคุณ มันไม่ควรจะเกิดจากการบังคับว่าคุณต้องโหวต แต่คุณก็จะเจอกฎทางสังคม

กลับกัน ถ้าพวกเขาออกมาพูด 

ไม่ใช่ลูกชุบใช่มั้ย (หัวเราะ)

ไม่ใช่ค่ะ (หัวเราะ) มันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงรึเปล่า

ต้องยอมรับว่ามันจะมีพลังในการสื่อสาร แต่จะทำให้คนเชื่อหรือไม่เชื่อ ไม่ถึงขั้นร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก ไม่ใช่ว่าดาราคนนี้พูดอย่างนี้ออกมาแล้วทุกคนจะพร้อมเชื่อ เสียงมันดังขึ้น กว้างขึ้น คนอาจจะได้ยินแล้ว เอ๊ะ มันเกิดอะไรขึ้น 

เราจะอยู่ยังไงให้เท่าทันยุคที่สเตตัสเดียวกลายเป็นวาระแห่งชาติ

มันเป็นกระแสที่ขึ้นลงเร็ว และชีวิตจริงคนไม่ได้อยู่แค่ในออนไลน์ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือเด็กรุ่นนี้เขาจำลองและเชื่อมโลกออนไลน์มาอยู่ออฟไลน์ให้เห็นมากขึ้น แม้กระทั่งการบริหารการจัดการม็อบคราวนี้ก็ต่างจากการบริหารจัดการม็อบในครั้งก่อนๆ มากกกกก (เน้นเสียง) 

เอาแค่การย้ายจุดชุมนุม เมื่อก่อนจะชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ คุณต้องบอกล่วงหน้า แล้วสื่อที่บอกตอนนั้นคือที่ไหน วิทยุ ทีวี ไม่ได้ เพราะเป็นของทหาร คุณต้องหยิบประเด็นเพื่อการแถลงข่าวให้สื่อมวลชนกระแสหลัก ซึ่งคือหนังสือพิมพ์ 

แต่วันนี้ไม่ใช่ โอ้โห เกิดอะไรขึ้นคุณพร้อมที่จะย้ายภายในครึ่งชั่วโมง (หัวเราะ) คุณแกงเขาได้หมดเลย อยู่ๆ ไม่เอาแล้ว เลิก อ้าว ฉิบหาย ไวมาก คุณมี Agility คุณเปลี่ยนอะไรต่างๆ จริงๆ 

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร
มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

True Information เป็นของ Luxury ในศตวรรษที่ 21 จริงรึเปล่า

ปัจจุบันข้อเท็จจริง ความจริงแท้ หายากขึ้น ในโลกของดิจิทัลมันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะหยิบมุมไหนมาเล่า การเลือกเล่า เลือกตัดทอน ก็ทำให้ความจริงนั้นเหลื่อมไปด้วยเหมือนกัน ความจริงนั้นอาจจะสัมพันธ์กับคนเล่า คนรับสารด้วย เช่นผมเล่าจากมุมหนึ่งที่เกิดขึ้น ถามว่าเป็นความจริงมั้ย มันคือความจริงในมุมนั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเล่าด้วยอะไร มุมมองไหน 

แสดงว่าข้อเท็จจริงไม่ใช่สิ่ง Luxury ที่สุด

ข้อมูลที่หลากหลายต่างหาก และต้องมาคิดวิเคราะห์เอง เหมือนประวัติศาสตร์ในอดีต เรื่องเล่าสมัยกรุงศรีฯ แตก มีหลายเรื่อง สมมติว่าเป็นเรื่องจริง วันที่กรุงศรีฯ แตก คนที่อยู่ตรงนั้นก็มีเรื่องเล่าชุดหนึ่ง มุมมองของพม่าที่ตีเมืองก็เรื่องเล่าอีกชุดหนึ่ง หรือคนที่หนีรอดมาได้ก็มีเรื่องเล่าอีกชุดหนึ่ง แล้วอะไรคือความจริงแท้ 

ถ้าคุณอยากรู้เหตุการณ์นั้น คุณต้องดูหลายๆ อย่างแล้วประมวลเองว่าอะไรที่ไม่ใช่ สังเคราะห์ว่ามันน่าจะเป็นแบบนี้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับจุดยืนคุณอีก ถ้าจุดยืนคือคนพม่าโดยมีเรื่องชาตินิยมมาเกี่ยวข้อง หรือมุมมองตอนนี้ที่มองไปยังเหตุการณ์นั้น คุณก็จะเลือกเล่าอีกแบบหนึ่ง

ในฐานะของสื่อมวลชน จะทำยังไงให้สิ่งนี้คลาดเคลื่อนน้อยที่สุด 

คุณก็ต้องรายงานข้อเท็จจริงให้หลากหลายมุมมองมากที่สุดและไม่ใส่ความคิดเห็น ถ้าฟังสื่อที่ถามแค่ฝ่ายเดียวแล้วบอกว่าเขาโกหก รู้ได้ยังไงว่าโกหก 

วันหนึ่งข้างหน้าคนเสพสื่อจะได้ความเห็นที่หลากหลาย ประชาชนจะเป็นคนตัดสินเองว่าจะเชื่ออะไร 

แอคหลุม อวตาร เทียบเท่ากับอะไรในยุคก่อนหน้าโซเชียลมีเดีย

ข่าวลือ สมัยก่อนก็แค่ปากต่อปาก แต่ตอนนี้มันถูกส่งต่อในแชท วงในแจ้งว่า เพื่อนของเพื่อน เป็นญาติที่ทำงาน

แล้ว IO คืออะไร

คือการปฏิบัติการข่าวสารทางการทหาร ซึ่งมีทั้งรุกและรับ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยข่าวลวง ไปบอกให้ชาวบ้านกลัวว่าทหารจะมา การหลอกศัตรูว่าแม่ทัพตายแล้ว ปล่อยข่าวเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามสับสน ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่มันเพิ่งย้ายมาอยู่บนออนไลน์ ถ้ามองในแง่ของการเมือง ทุกประเทศก็ใช้เครื่องมือนี้มาตลอด สำคัญคือเราจะรู้เท่าทันมากน้อยแค่ไหน ในฐานะที่เป็นผู้บริโภค

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร
มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

มันรับบทเป็นผู้ร้ายจริงรึเปล่า

ขึ้นอยู่กับว่า IO เป็นตัวร้ายของใคร เพราะ IO ถูกใช้ได้จากทุกฝ่าย

ยุคหนึ่งบ้านเรามีปัญหาโรคเอดส์ การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น จนต้อง ‘พยายาม’ ยัดสิ่งนี้ในวิชาสุขศึกษา ถ้ายุคนี้ที่ Fake News เป็นปัญหา เราควรมีวิธีรับมือในหลักสูตรการศึกษามั้ย

ใช่ ในต่างประเทศมีวิชาการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) อย่างในเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งสอนกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลและสอนกันมาหลายสิบปีแล้ว ครูที่นั่นจะเปิดวิดีโอโฆษณาขนมให้เด็กดู จากนั้นถามเด็กๆ ว่า คิดอย่างไร

ฟังดีๆ นะ เขาถามเด็กว่า ‘คิดอย่างไร’ ไม่ได้บอกว่าโฆษณากำลังโฆษณาอะไร ระบบการศึกษาทำให้เด็กคิดเองตั้งแต่อนุบาล มีเด็กคนหนึ่งตอบว่าอยากกิน และมีเด็กอีกคนยกมือขึ้นมาบอกว่าอย่ากิน กินแล้วฟันหลอ ครูถามต่อว่า ทำไมถึงคิดว่าฟันหลอ เพื่อนอีกคนแย้งว่า ในโฆษณาไม่เห็นมีใครฟันหลอ 

สิ่งนี้สะท้อนว่าเด็กออสเตรเลียเรียนรู้ตั้งแต่อนุบาลว่าโฆษณาไม่ได้บอกความจริงทุกอย่าง ครูเองก็ไม่ได้มีหน้าที่บอกเด็กว่าอย่ากินลูกกวาดลูกอมนะ ฟันจะผุ แต่ครูกระตุ้นให้เด็กคิดและคุยกันเองตั้งแต่อนุบาล

หลังจากคลาสนั้น ผมไปดูงานอีกคลาสซึ่งเป็นระดับไฮสคูล ครูตัดภาพข่าวมาคุยพร้อมถามความคิดเห็นว่าทำไมแต่ละสื่อพาดหัวข่าวแบบนี้ นักข่าวต้องการบอกอะไร ให้นักเรียนลองแยกข้อเท็จจริงกับความคิดเห็นในเนื้อข่าวออกมา อะไรที่สื่ออยากเล่า อะไรที่สื่อไม่อยากเล่า

เด็กจึงเกิดกระบวนการถกเถียง (Discuss) Critical Thinking จึงถูกสอนแต่เด็ก ผมจึงไม่แปลกใจว่าสมัยที่ผมเรียน ป.โท ที่นั่น ทำไมทุกคนยกมือแย่งกันแสดงความคิดเห็น เขาไม่สนใจว่าเพื่อนจะมีความคิดเห็นยังไง แต่เขาอยากจะบอกว่าเขามีความคิดเห็นแบบนี้ ต่างคนต่างฟังและถกเถียงโต้แย้ง

ทวีตหนึ่งของคุณบอกไว้ เชื่อว่าจะมีหัวข้อวิจัยเกี่ยวกับการสื่อสารของม็อบราษฎร 

มีแน่นอน เพราะม็อบมีทั้งการสื่อสารภายในกับการสื่อสารต่อสาธารณชน การปะทะกับ IO ในขณะที่กระบวนการ IO ก็ยังพยายามที่จะใช้วาทกรรมรูปแบบเดิมๆ 

ในออนไลน์คุณจะเห็นลักษณะของการกวน มี Meme ต่างๆ และพยายามสร้าง Engagement กับผู้เข้าร่วม ก่อนหน้านั้นสองวันบอกว่าให้โหวตกันว่าจะพักหรือไปต่อ โคตร Engage เลย แล้วแป๊บเดียว ไม่กี่นาที ก็โหวตกัน เห้ย มันขนาดนี้แล้วหรอ หรือเมื่อวานซืนที่บอกว่าห้าโมงสี่สิบห้าให้ไปรวมกันตามที่ต่างๆ แล้วเพจก็บอกว่าให้คนชูสามนิ้วถ่ายรูปโพสต์ มันคือการดึงเอาคนที่ร่วมชุมนุมมาเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี บางส่วน 

ผมมองว่ามันเป็นการสื่อสารสองทาง (Two-way Communication) กันมากกว่ายุคเก่า ยุคก่อนๆ ม็อบ Top-down มาก จัดชุดแกนนำกี่คนๆ บอกว่าซ้ายทุกคนต้องซ้าย ขวาทุกคนต้องขวา หยุดเจ็ดวัน ทุกคนเลิกเจ็ดวัน วันนี้ไม่ใช่ แต่ม็อบยุคนี้ ต่อให้ Node ใหญ่หยุด ฉันไม่หยุด เพราะคุณบอกเขาว่า ทุกคนคือแกนนำ เข้าใจปะ (หัวเราะ)

เมื่อเราถึงยุคที่ใครก็เป็นสื่อได้ รายงาน Fact ได้และได้ดี อะไรทำให้สื่อต่างจากเขา

ผมว่าไม่แปลกที่ตอนนี้ทุกคนจะรายงานข้อเท็จจริง (Fact) ได้และทำได้ดี ซึ่งสร้างความหลากหลายทางการรับข้อมูลข่าวสาร แต่หน้าที่ของนักสื่อสารมวลชนคือการรายงานข่าวรอบด้านที่สุด ไม่ใช่การรายงานข่าวมุมเดียว นี่คือข้อแตกต่าง 

สมมติว่าคุณอยู่ในที่ชุมนุม คนทั่วไปทำได้แค่รายงานสถานการณ์ แต่นักสื่อสารมวลชนสามารถเข้าถึงแหล่งข่าวที่เป็นข้อมูลสำคัญทั้งหมด อย่างการสัมภาษณ์ตำรวจ รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี สื่อต้องไม่เลือกที่จะถามแค่ฝ่ายรัฐหรือแค่ฝ่ายผู้ชุมนุม สื่อต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือสื่อสารทางการเมืองไม่ว่าของฝ่ายไหน นี่คือสิ่งที่บ่งชี้ความเป็นมืออาชีพของนักสื่อสารมวลชน ซึ่งเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลายกว่าคนธรรมดาที่มีแค่สื่อในมือ

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

ในยุคที่เทคโนโลยีทำให้ข่าวสารเดินทางเร็ว มันสั่นสะเทือนจริยธรรมสื่อมั้ย

สั่นคลอน ทุกวันเราตั้งคำถามกับเนื้อหาบน New Media ว่าอะไรที่เรียกว่า ‘ข่าว’ คุณค่าข่าวต่างออกไปจากเดิมตามนิยามของคุณค่าข่าว ความสนใจในข่าวของประชาชนก็ต่างไปจากเดิม ผมชอบยกตัวอย่างเรื่อง ‘แมวอโศก’ แมวจรจัดธรรมดาที่สถานีรถไฟฟ้าอโศก ถ้าเป็นสื่อแบบเดิมเรื่องนี้ไม่มีทางเป็นข่าว แมวจรจัดตัวหนึ่งจะเป็นข่าวได้ยังไง แต่คนที่เป็นทาสแมว ซึ่งใช้บริการรถไฟฟ้าเห็นทุกวันมองว่าน่ารัก ถ่ายรูปอัปลง Pantip.com ก็กลายเป็นข่าวของคนที่สนใจเรื่องนี้ ข่าวกลายเป็นเรื่องที่สร้างขึ้นตามความสนใจ (Interest) ของยุคนี้และเป็นตลาดเฉพาะ (Niche Market) มากขึ้น 

ไม่ต่างจากข่าวลุงพล

ข่าวลุงพลชัดในความหมายของกลุ่มมวลชน (Mass) แบบนั้น เหมือนเพื่อนบ้านที่อยากรู้ว่าบ้านข้างๆ เป็นยังไง ไม่ใช่ข่าวที่ส่งผลกระทบต่อผู้รับสาร แต่ฐานในเรื่องเรตติ้งขึ้นมาก ทาร์เก็ตเขาชัด เขาได้เต็ม ขณะที่ชนชั้นกลางคนเมืองเอียนและเบื่อ ยิ่งเขามาจับเรื่องม็อบ เขายิงยาวเลย เพราะเขาไวและเก่งเรื่องการนำเสนอแบบนี้ เรตติ้งเป็นตัวบอก

ถูกแล้วหรอ ที่สื่อทำข่าวจากเรตติ้ง

อยู่ที่มุมมอง เขามองในแง่ธุรกิจก็เรื่องหนึ่ง แต่เมื่อมองผลกระทบต่อสังคม ข่าวแบบนี้ต้องกลับไปถามตัวเองว่าเหมาะสมหรือไม่

และกระทบจรรยาบรรณสื่อ

กระทบสิ ข่าวมีอยู่สองประเภท ข่าวที่ประชาชนควรรู้กับข่าวที่ประชาชนสนใจ ต้องวางสมดุลระหว่างสองอย่างนี้ บางเรื่องประชาชนไม่สนใจ แต่เป็นสิ่งที่ประชาชนควรรู้ ก็ควรนำเสนอไม่ใช่หรือ

เรื่องที่ประชาชนควรรู้อาจเป็นเรื่องยากที่จะนำเสนอ แต่ทักษะด้านการเล่าเรื่อง (Storytelling) จะเป็นโจทย์ใหม่ของนักสื่อสารมวลชน ซึ่งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทำให้เราโยนรูปแบบการเขียนข่าวยุคเดิมทิ้งไปได้เลย 

แล้วสื่อต้องปรับตัวให้ทันมั้ย 

สื่อกลุ่มไหน สื่อในความหมายของแต่ละคนต่างกัน คุณพูดว่าสื่อกับนักสื่อสารมวลชนยุคเก่า เขาจะมีความหมายแบบหนึ่ง อย่างเรื่องการเข้ามา Take Action ของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเพื่อช่วยเหลือนักข่าวประชาไทที่ถูกคุมตัวระหว่างไลฟ์ในม็อบราษฎรเมื่อวันก่อน เกิดจากการปรับตัวที่ต้องการให้สื่อปราศจากการแทรกแซงของทางราชการและการเมือง จึงต้องมีองค์กรอิสระควบคุมกันเอง โดยตอนนี้สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติจึงพยายามขยายเป็นสภาการสื่อสารมวลชนแห่งชาติด้วย จากเดิมมีสมาชิกแค่หนังสือพิมพ์ เพื่อครอบคลุมสื่อทั้งวิทยุ ทีวี ออนไลน์ และตามภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไป ขณะที่เมื่อห้าปีก่อนกรอบความหมายสื่อสารมวลชนยังมีความหมายเดิมว่า Traditional Media อยู่

อย่างไรก็ตาม กรณีของประชาไท เมื่อได้รับป้ายนักข่าวจากสมาคมนักข่าว ยังไงองค์กรก็ต้องรับผิดชอบช่วยเหลือและควบคุม

แล้ว The Cloud มองตัวเองเป็นอะไร

เป็นนิตยสาร

คุณมองตัวเองเป็นสื่อมวลชนไหม นี่ไง ความหลากหลายเริ่มมีแล้ว พอพูดคำว่าสื่อ มันไม่สามารถพูดกว้างๆ แบบเดิมแล้ว วันนี้คำว่าสื่อของแต่ละคนมีลักษณะย่อยลงไป ถ้าคุณพูดคำนี้กับคนที่ทำ Traditional Media เขาจะไม่จัดพวกคุณเป็นสื่อมวลชนตามความหมายของเขา เขาอาจจะบอกว่าคุณเป็นสื่อออนไลน์ เป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม แต่ในความหมายของเราที่เราทำสื่อ ฉันก็เป็นสื่อมวลชน 

ยุคหนึ่งสื่อทางเลือกคือสื่อที่ไม่สามารถนำเสนอในสื่อกระแสหลัก อยู่ใต้ดิน อย่างสมัยก่อนที่เรียกว่าประชาไทเป็นสื่อทางเลือก เพราะไม่มีทางนำเสนอข่าวเหล่านั้นผ่านสื่อกระแสหลักได้ แต่วันนี้คำว่าสื่อทางเลือกมีความหมายอีกแบบ เป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม เปิดกว้างมากขึ้น 

บทบาทของสื่อมวลชนแบบเดิมมีอิทธิพลน้อยลง พลังน้อยลง ทั้งด้วยตัวมันเองและด้วยจำนวนคนเสพสื่อที่ลดลง เมื่อมีสื่อทางเลือกเฉพาะกลุ่มเยอะขึ้นๆ ผมก็ไม่จำเป็นต้องอ่านสื่อหลัก เพราะมันไม่ตอบโจทย์ผม ผมชอบแทงบอล ผมก็อ่านเว็บบอล นี่คือข่าวของผม ผมสนใจอันนี้ ถามว่าคนทำเว็บไก่ชนหรือคนทำเว็บพนันออนไลน์คือสื่อไหม

เขาผลิตคอนเทนต์ แต่เป็นคอนเทนต์เฉพาะกลุ่มเขา มันขึ้นอยู่กับว่าเราจัดความหมายยังไง ถ้าผมจัดตามความหมายแบบเดิม กลุ่มนี้ไม่ใช่ แต่ถ้าเกิดผมจัดตามความหมายแบบใหม่ เขาก็คือผู้ผลิตเนื้อหา เป็น Content Creator

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

นิยามนี้ทำให้ไม่ต้องรับภาระเรื่องจริยธรรมเหรอ

ถูก แต่ Content Creator จำเป็นต้องมีจริยธรรมไหม (ยิ้ม) จริยธรรมหรือจรรยาบรรณของแต่ละกลุ่มต้องคุยกันเอง แล้วผมเชื่อว่าการคุมกันเองดีกว่าถูกคุมด้วยกฎหมายโดยรัฐ ดูก่อนว่าผลประโยชน์ของประชาชนหรือผู้เสพสื่อเป็นหลัก หรือรายได้เป็นหลัก สมดุลมันอยู่ตรงไหน ก็คุยกัน อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้

วันหนึ่งผู้บริโภคบอก ไม่เอา มึงรีวิวอันนี้เยอะเหลือเกิน เบื่อแล้ว เราก็ต้องปรับตัว ต้องเพิ่มเรื่องจริยธรรมตรงนี้ เราไม่สามารถบอกให้ทุกคนปรับ แล้วปรับเหมือนกันหมด เพราะความหลากหลายเป็นปัญหาความท้าทายเชิงจริยธรรมที่ซับซ้อนกว่าเดิมเยอะ 

จริยธรรมสื่อคือความรับผิดชอบต่อข่าวสารที่เรานำเสนอต่อผู้รับสาร สื่อเปลี่ยนความคิดหรือความเชื่อของคนได้ มันแตกต่างจากสินค้าประเภทสบู่ ยาสีฟัน เพราะฉะนั้น คุณต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ 

สมัยก่อน รูปหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เป็นรูปศพเกลื่อน เห็นชัดเจน บางเล่มก็เป็นภาพโป๊ พอวางที่แผงด้วยกันมันย้อนแย้งมากจนสงสัยว่าดูแล้วมึงเกิดอารมณ์ได้ยังไงวะ (หัวเราะ) แต่สมัยนั้นคนชอบมาก ขายดีมาก ต่อมาเริ่มมีคนตั้งคำถามว่า มันอุจาดไปไหม มันดูไม่เหมาะไหม ตัวสื่อเองก็ต้องปรับ เริ่มทำภาพเบลอ แต่ถึงเบลอแล้วคนก็ยังด่าอยู่ ก็เลยเอารูปออก เขาก็ต้องเรียนรู้เอง

มันไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยสื่อทางเดียว

ถูกต้อง พลังของผู้บริโภคและสังคมเป็นคนเรียกร้องด้วยว่ามันควรเป็นยังไง หลายๆ สื่อออนไลน์ทำคอนเทนต์ทางการตลาด คุณทำได้ ถ้าประชาชนยอมรับได้และแยกแยะได้ แต่เมื่อประชาชนรู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้ว อันไหนคือรีวิวแท้ อันไหนคือคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง คนทำต้องมานั่งคุยกันว่าจะทำยังไง 

อย่างเรื่องเด็ก เมื่อก่อนลงรูปหน้าเด็กได้ เดี๋ยวนี้ไม่ได้เลย ผลที่เกิดขึ้นนอกจากจรรยาบรรณสื่อก็รวมไปถึงกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก

ในมุมมองของคุณ สื่อควรวางตัวแบบไหนในสถานการณ์ความขัดแย้ง

ความหลากหลายอย่างที่บอก และความแฟร์ ควรเป็นจุดยืนของสื่อในสภาวะความขัดแย้ง

ตอนนี้ถือว่าทั้งข่าวสารและการรับรู้ข่าวสารถึงขั้นอยู่ในภาวะวิกฤตรึยัง

มันวิกฤตมานานแล้ว เพียงแต่จะอยู่ยังไงต่อไปมากกว่า ปัญหาสำคัญคือ ในมุมมองของคนทำคอนเทนต์ คนทำสื่อ จะสามารถนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้นมั้ย ขณะเดียวกัน ทำยังไงที่จะทำให้คนเสพสื่อเติบโตโดยเรียนรู้เรื่องของการคัดกรองข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น สร้างเรื่องการคิดวิเคราะห์ให้คนในสังคมมากขึ้น ยอมรับฟังความเห็นที่หลากหลาย เสพสื่อจากมุมมองที่หลากหลายได้มากขึ้น

สัญญาณไหนที่บอกว่าวิกฤตแล้ว

ปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นเยอะแยะ เป็นผลพวงจากสื่อเองที่เป็นผู้ปลุกเร้า ก่อนจะมีสื่อโซเชียลก็มีวิกฤต แค่พลังน้อยกว่า เอาง่ายๆ เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ หนังสือพิมพ์ดาวสยามก็ทำให้คนจำนวนไม่น้อยคิดเชื่ออะไรแบบเดียวกัน แต่ในตอนนั้นต้องเป็นคนที่อ่านออก เขียนได้ หรือได้ฟังมาจากที่คนอื่นเล่า แต่มาวันนี้ คุณเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลาย

การใช้วิธีแอนะล็อกจัดการสื่อดิจิทัลแก้ปัญหาได้จริงมั้ย

มันแก้ไม่ได้ตั้งแต่ฐานคิดแล้ว สมัยก่อน สิ่งที่รัฐต้องการคือความมั่นคงของรัฐ ความมั่นคงหมายถึงเสรีภาพของรัฐในการบริหารประเทศ เพราะฉะนั้น ทุกคนต้องเงียบ การเมืองนิ่ง ทุกคนต้องเชื่อฉัน ฟังฉัน ไปในทิศทางเดียวกัน เป็นอย่างนี้ทุกรัฐบาลไม่ว่าใครจะเข้ามาก็ตาม

ประเทศมหาอำนาจส่วนใหญ่ของโลกก็คิดแบบนี้ คิดว่าสื่อมีหน้าที่เป็นเหมือนแค่กระบอกเสียงประชาสัมพันธ์ของรัฐ สื่อไม่ควรจะตั้งคำถาม แย้ง หรือทำให้เสถียรภาพของความเป็นรัฐสั่นคลอน จึงไม่แปลกที่ในอดีต เวลามีปัญหาขึ้นมาไม่ว่าจะยุคไหนๆ สื่อไหนที่ทำให้อำนาจของรัฐไม่โอเคหรือตั้งคำถามกับรัฐ ก็จะต้องโดนปิด วิทยุ ทีวี เขาคุมได้อยู่แล้ว ถ้ารายการไม่โอเคก็ถอดรายการนั้นออก หนังสือพิมพ์ไม่โอเคก็ปิดหนังสือพิมพ์

วันนี้พอใช้วิธีเดียวกันกับสื่อดิจิทัล คุณปิดไป พอเปิดทวิตเตอร์ก็เจออีกแล้ว อย่าลืมว่าสมัยก่อนการเปิดสื่อต้องลงทุนเป็นร้อยล้านพันล้าน แต่วันนี้ผมมีมือถือเครื่องเดียว ผมเปิดเพจได้ภายในไม่กี่นาที จะทำช่องทีวีก็สมัคร YouTube Channel แป๊บเดียวเอง แล้วคุณใช้กรอบแบบเดิมปิด ฐานคิดที่คิดว่าสื่อมันมีอยู่จำกัดแล้วไม่สามารถขยาย อย่างที่ไปไล่ปิดฟ้าเดียวกัน แล้วดูสิ ตอนนี้ขายดีไปเลย

ใช้ระบบคิดแบบ 0.4 มาบริหารจัดการสื่อยุค 4.0 อืม… มันคงทำได้หรอกนะ (ถอนหายใจ)

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

Writer

Avatar

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เข้าวงการช้า ไม่ใช่ชื่อที่เป็นแม่เหล็กขายได้ ข่าวในหน้าข่าวบันเทิงแสนน้อยนิด ชีวิตของเขาแทบไม่มีใครสน แต่ครั้งหนึ่ง เป็นเอก รัตนเรือง เคยบอกว่า ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม คือนักแสดงที่เขาคารวะมากที่สุด

คารวะในความหมายของการยอมรับทั้งฝีไม้ลายมือ ความเอาจริงเอาจัง และความเคารพต่องานที่ทำ-ต่อคนดู

หากใครติดตามผลงานของนักแสดงชายผู้นี้มาอย่างต่อเนื่องย่อมเข้าใจถ้อยคำสรรเสริญนั้นได้ไม่ยาก ผลงานของเขาแม้ไม่มาก แต่ล้วนยืนยันว่าเขาคือนักแสดงคุณภาพ หาใช่เข้ามาอาศัยในวงการอย่างฉาบฉวย

“ผมรู้สึกมาตลอดตั้งแต่เด็กๆ แล้วว่าการทำหนังมันยาก เพราะฉะนั้น พอคนมารวมใจกันทำ แล้วมีนาทีหนึ่งที่เราไม่ตั้งใจ เราจะเสียดายไปตลอด” ปีเตอร์ว่าอย่างนั้น

หากย้อนมองผลงานที่ผ่านมา-ซึ่งอาจจะไม่ได้มากมายอะไรเมื่อเทียบกับนักแสดงหลายๆ คน จะพบว่าเขารับงานค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงในภาพยนตร์อย่าง ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ภาค 2-6, นางไม้, ฝนตกขึ้นฟ้า ไปจนกระทั่ง Club Friday The Series

ล่าสุดเมื่อเห็นเขามีผลงานอีกครั้งกับบท ‘ผู้คุม’ ในภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของค่าย GDH อย่าง HOMESTAY ผมจึงนัดพบเขาเพื่อพูดคุยถึงชีวิตที่คล้ายอุทิศให้การแสดงของเขา

และบทสนทนาในบ่ายวันเสาร์ก็ยิ่งตอกย้ำถ้อยคำในย่อหน้าแรก

ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAY

คุณรับแสดงทั้งเรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทั้ง นางไม้ ทั้ง HOMESTAY ทั้งซีรีส์ ปกติคุณเป็นคนเลือกงานไหม

เลือกครับ เลือกมาตั้งแต่แรก ตั้งแต่เล่นหนังเรื่องแรกๆ มันไม่เกี่ยวว่าเราอายุมากขึ้นหรืออะไร เพราะว่าผมเริ่มงานแสดงตอนอายุเยอะแล้ว เริ่มแสดงละครตอนอายุ 25 ซึ่งไม่ใช่วัยของคนที่จะเริ่มต้นแสดง สมัยก่อนเด็กๆ ก็แสดงตั้งแต่อายุ 17 – 18

แล้วคุณเลือกงานอย่างไร

พองานติดต่อมาเราไม่ได้ใช้อะไรเลย ใช้ความรู้สึกอย่างเดียว เหมือนใช้สัญชาตญาณ อ่านบทดู ไม่เกี่ยวว่าบทน้อยหรือมาก ไม่เกี่ยวว่าเป็นบทที่สำคัญหรือไม่สำคัญ แต่พออ่านแล้วเราเห็นและเข้าใจมันหรือเปล่า สนุกหรือเปล่า ผมต้องอ่านก่อน จะน้อยจะมากก็ต้องเอามาอ่านก่อน ถ้าไม่อ่านก็ไม่คิด ไม่คิดคือไม่ตัดสินใจ

แต่การปฏิเสธงานก็เหมือนปฏิเสธเงินหรือเปล่า

เราจะรู้ได้ยังไง เพราะมันเหมือนสัญญาอนาคตว่าทำสิ่งนี้ให้เขาหน่อย แล้วถ้าผมไม่ได้อ่าน ผมจะรู้ได้ยังไงว่าผมจะทำได้ เหมือนเราไปสัญญากับเขาว่าเราทำได้ อ้าว ถ้าเกิดมาแล้วทำไม่ได้ล่ะ หรือรับมาแล้วแต่เราไม่เห็นจะเข้าใจตัวละครนี้เลย หรือไม่เห็นจะเข้าใจเรื่องราวนี้เลย ซึ่งผมก็เคยทำนะ พอไปทำมันก็จะแปลกๆ มันจะไม่สบายใจ แล้วสุดท้ายถ้าเราไม่เข้าใจ คนดูเราก็ไม่เข้าใจหรอก

ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAY

เห็นว่าตอนแสดงเรื่อง นางไม้ คุณถึงกับต้องไปอยู่บ้านของตัวละครล่วงหน้าหลายวันเพื่อเตรียมตัว ทำไมต้องทำขนาดนั้น

มันเริ่มต้นจากการที่เราศึกษา สนใจ เรื่องการแสดง เราก็ดูนักแสดงท่านอื่นๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศว่าเขามีวิธีเตรียมตัวยังไง แล้วมาคิดว่าอันไหนมันน่าจะใช้ได้บ้าง ก็ทดลองไปเรื่อยๆ

ที่ผมต้องไปอยู่บ้านนั้น เพราะว่าเราอาจจะยังหาคำตอบของตัวละครนั้นไม่ครบมั้งครับ อย่างเช่นตอน นางไม้ ถ้าเกิดผมเข้าไปแสดงวันนั้นวันแรก แล้วในบทคือนี่เป็นบ้านที่ผมอยู่กับนางเอกมาสักพักแล้ว แต่ผมไม่รู้เลยว่าห้องน้ำอยู่ไหน ซิงก์อยู่ตรงไหน ผมไม่ชินกับมัน ผมก็จะเดินในฉากแบบไม่ชินกับมัน ที่ไปอยู่ก็เหมือนเป็นการสร้างความสบายใจให้กับตัวเองเวลาไปแสดงด้วย เราจะได้รู้จักมันจริงๆ

เวลาเราทำการบ้านตัวละคร ถ้าเราไม่รู้จักมันจริงๆ เราจะตื่นเต้น แล้วเราจะกลัว เหมือนเวลาเราไปทำข้อสอบ ถ้าเราอ่านหนังสือไปไม่พอ เราจะรู้สึกไม่มั่นใจ ผมว่ามันคล้ายๆ กัน เพราะวันแสดงก็เหมือนวันทำข้อสอบ คือมีโอกาสครั้งเดียว 10 นาทีนั้นก็ 10 นาทีเดียว 5 นาทีนั้นก็ 5 นาทีเดียว มันเหมือนเราสร้างความสบายใจให้ตัวเองมากกว่า เราต้องตอบคำถามให้ได้ว่าเรารู้จักตัวละครพอหรือยัง อย่างไปอยู่ในบ้านถ้าเราไม่รู้จักบ้านเราก็ไม่มั่นใจ หรือถ้านางเอกถามเราอย่างนี้ แล้วเราก็แค่อ่านตามไดอะล็อก ตอบไปง่ายๆ แต่เราไม่รู้ว่าตอบไปทำไม หรือว่าเราไม่รู้ว่าตัวละครตัวนี้ตอบไปเพื่ออะไร เพราะอะไร มันก็จะแค่ตอบไปอย่างนั้น

แต่คนดูก็ไม่รู้หรือเปล่าว่าคุณรู้จักตัวละครละเอียดแค่ไหน

แต่เวลาเราแสดงเราไม่ได้คิดถึงคนดู เราคิดแค่ว่าเราซื่อสัตย์กับตัวเองหรือเปล่า เราคิดถึงตัวเองว่าเราตอบมันได้จริงหรือเปล่า เวลาผมเริ่มรับงานผมจะเปิดบท แล้วก็เริ่มถามตัวเองว่าเรารู้มันจริงเหรอ เพราะไม่อย่างนั้นพอเราไปแสดงคนอื่นอาจจะไม่รู้ก็ได้ แต่เรารู้ เรารู้ว่าเราไม่ได้จริงกับมัน เราไม่เข้าใจมัน

ผมว่าสิ่งนี้มันทำร้ายตัวเองมากที่สุด มากกว่าคนดูอีก ถ้าถึงเวลาที่ผมไม่รู้จริงๆ แล้วผมไปทำอะไรบางอย่าง ไปซ่อนหรือหลอกเขา หมายความว่าเราก็รู้แก่ใจ เพราะฉะนั้น การทำการบ้านทุกอย่างมันเพื่อเรา แล้วก็เพื่อหนัง คือผมรู้สึกมาตลอดตั้งแต่เด็กๆ แล้วว่าการทำหนังมันยาก เพราะฉะนั้น พอคนมารวมใจกันทำ แล้วมีนาทีหนึ่งที่เราไม่ตั้งใจ เราจะเสียดายไปตลอด

คือคุณจะรู้สึกผิด

อาจจะไม่ถึงกับรู้สึกผิด แต่รู้สึกว่าเราไม่จริงจัง ไม่จริงใจ กับสิ่งที่เราทำ

แล้วที่ผ่านมาคุณทำความเข้าใจตัวละครด้วยวิธีไหนบ้าง

มันมีหลายรูปแบบตามแต่ตัวละครต่างๆ กัน อย่างเช่นการไปอยู่ในบ้านตัวละครก็ใช่อย่างหนึ่ง หรืออีกตัวอย่างตอนถ่าย นางไม้ ผมรู้สึกไม่ค่อยเชื่อมโยงกับตัวนางเอก เลยใช้วิธีไปถ่ายรูปเขาวันที่ฟิตติ้ง เพราะผมรู้สึกว่า ผมแสดงเป็นแฟนเขา แล้วตัวละครนั้นเป็นช่างภาพ ผมก็ต้องเคยถ่ายรูปเขามาเป็นพันพันรูป แต่ผมไม่เคยถ่ายเขาเลย เห็นเขาฟิตติ้งกันผมก็เลยหยิบกล้องมาถ่ายเขา ให้รู้สึกว่าผมเคยมองเขาผ่านกล้องหลายๆ ครั้ง เพื่อพยายามเชื่อมโยงความรู้สึกกับเขา แต่วิธีมันก็ไม่ตายตัวในแต่ละเรื่อง

ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAY ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAY

รู้สึกไหมว่าทำงานเกินค่าตัว

จริงๆ ต้องคิดตรงข้ามนะ การทำงานแบบนี้มันเป็นการเห็นแก่ตัว เพราะว่าเรากำลังทำให้ตัวเราเองสบายใจ มากกว่าที่จะทำให้คนอื่นสบายใจ โอเค ความเป็นห่วงของผมอย่างหนึ่งคือผมจะทำให้ผู้กำกับพอใจได้หรือเปล่าในสิ่งที่เขาต้องการ นั่นคือส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งคือ จริงๆ เราเห็นแก่ตัวแหละ เพราะว่าผลลัพธ์คือเราเองจะไม่สบายใจถ้าเราเตรียมมันไม่ดี มันคือการเห็นแก่ตัวแหละ

ที่ว่าจะรับงานไหนอ่านบทแล้วต้องเห็นภาพหรือเข้าใจมัน แล้วอย่างบทผู้คุมในเรื่อง HOMESTAY คุณอ่านแล้วเห็นอะไร

เรื่องนี้จะต่างจากเรื่องอื่นนิดหนึ่งตรงที่อ่านแล้วก็ยังไม่เห็น เพราะว่าตัวละครผู้คุมเป็นตัวละครใหม่สำหรับผม เป็นคาแรกเตอร์ที่เราไม่คุ้นเคย แต่ด้วยความที่ผู้กำกับ (คุณโอ๋-ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ) ให้บทมาอ่าน พออ่านแล้วบทมันดี ดีในที่นี้คือบทมันเหมือนบทหนังที่เราชอบ ผมรู้สึกว่ามันกระทบใจเรา อ่านจบแล้วผมรู้สึกอะไรกับมัน เราก็เลยคิดว่าแค่อ่านบทยังรู้สึกขนาดนี้ ถ้ามันเป็นหนังแล้วมันน่าจะส่งผลดีสำหรับคนที่เข้าไปดูหนัง เขาคงจะได้รู้สึกอะไรกลับบ้านไป ผมก็เลยรับ

ที่ว่ากระทบใจ มันกระทบใจในแง่มุมไหน

ผมว่ามันทำให้ผมรู้สึกว่าผมใช้ชีวิตแบบไม่ค่อยมีค่า เหมือนเวลาที่เราใช้ไปหลายอย่างมันมีค่าน้อยจังเลยในเวลาที่เหลืออยู่ของเรา

ชีวิตที่ผ่านมาคุณเองก็มีผลงานการแสดงที่เป็นที่ยอมรับ ทำไมถึงรู้สึกว่าตัวเองใช้ชีวิตไม่มีค่า

ชีวิตของผมมันไม่ค่อยมีสาระน่ะ ออกจะเรื่อยเปื่อยเลยแหละ มีสิ่งที่อยากทำ แต่ด้วยความเรื่อยเปื่อยของตัวเองก็เลยใช้เวลาได้ไม่ค่อยมีค่า เรารู้สึกอย่างนั้น อีกอย่างก็คือ เหมือนเราไปเสียเวลาจมอยู่กับความคิดบางอย่างที่ไม่มีประโยชน์อะไรมากเกินไป บางอย่างมันเป็นเรื่องนิดเดียวสำหรับคนอื่น แต่เราไม่เคยให้อภัยตัวเองเลย ซึ่งมันก็ไม่ได้ส่งผลดีอะไรกับเราในการเก็บสิ่งนี้ไว้ในใจ เรารู้สึกว่าหลังจากนี้เราอาจจะเริ่มให้อภัยตัวเองบางอย่างได้ง่ายขึ้น ไม่ได้เก็บอะไรมาไว้ในตัวเหมือนแต่ก่อนมั้ง

ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAY ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAY

ฟังดูเหมือนมีเรื่องอยากแก้ไข แล้วปกติคุณพึงพอใจในชีวิตตัวเองไหม

ไม่นะ บอกแล้ว ผมมีความเรื่อยเปื่อยสูง มันก็เลยกลายเป็นความขัดแย้งในตัวเองว่า ไม่พอใจแต่ก็ไม่ได้พยายามทำอะไรมาก คือผมไม่ได้พอใจหรอก แต่ถ้าจะให้เป็นมนุษย์มุ่งมั่นเลยก็ไม่เป็นอีก

 

ก่อนหน้านี้ปกติได้คิดถึงชีวิตในแง่มุมต่างๆ บ้างไหม

พอเริ่มอายุเยอะก็จะคิดมากขึ้น ก็คิดถึงความตาย คิดถึงความหมายในชีวิต หลังๆ ก็เกือบจะตลอดเวลา มันเหมือนกับที่ใครๆ เขาคิดๆ กันแหละครับว่า ถ้าหลับไปแล้วไม่ตื่นเลย หรือว่าเดินไปแล้วหัวใจวายล้มลงไป ชีวิตเราจะหมดความหมายแค่นี้เลยเหรอวะ ก็หวนไปคิดอีกว่า โห ที่ผ่านมามันเสียเวลามากเลยว่ะ เพราะจริงๆ มันก็แทบจะทำอะไรไม่ทันอยู่แล้ว ช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่ค่อนข้างจะคิดวนไปวนมาว่า ไอ้ที่เหลือมันจะมีความหมายยังไงต่อไป แต่ว่านั่นแหละ มันก็เข้าวงจรว่า ไม่รู้จะทำยังไงว่ะ จริงๆ ผมไม่ได้ทะเยอทะยานขนาดนั้นนะ มันก็เลยล้อๆ กันไปมา มันจะมีความเจ็บปวดซ่อนอยู่ในนั้น

แต่ก่อนตอนเด็กๆ จะคิดว่าทำไมต้องตื่นขึ้นมา สบตากับคนในกระจกแล้วก็คิดว่ามันต้องมีความหมายอะไรซ่อนอยู่สิวะในการที่เรามีชีวิตอยู่ ตั้งแต่เด็กเลยนะ พอเริ่มสัก 11 – 12 ผมก็เริ่มคิดว่ามันต้องมีอะไรสิวะ แต่เราแค่ไม่รู้มันคืออะไร แต่เราก็รู้นะว่าพอมันคิดแบบนี้มากๆ มันจะเพี้ยน (หัวเราะ) เพราะผมก็เคยอ่านเจอหรือมีเพื่อนบอกว่า มันเป็นสิ่งที่มันไม่ต้องรู้หรอก เราเกิดขึ้นมาทำไมไม่ต้องรู้หรอก

ตอนเด็กๆ ผมเหมือนเป็นคนคุยกับตัวเองเยอะ เวลามองแล้วก็แบบ เหมือนเราอยู่ในร่างนี้ แล้วเราก็ไปโรงเรียน ไปโน่นไปนี่ มันต้องมีอะไรสิวะ เหมือนว่ามันต้องมีอะไรซ่อนอยู่ มันเป็นอยู่ในวังวนนี้ไปเพื่ออะไร ทำไมมันต้องเป็นเรา อาจเป็นเพราะช่วงเด็กอ่านหนังสือเยอะด้วยมั้ง อ่านไปก็ตั้งคำถามไป ทุกวันนี้ก็ยังเป็น ขับรถอยู่ก็คิดขึ้นมาว่า เออ ทำไมต้องเป็นเราที่มาอยู่ในร่างนี้ มันน่าจะมีความหมายอะไรสักอย่าง แต่มันไม่มีคำตอบไง

พออายุมากขึ้น คุณผ่อนคลายกับคำถามที่หาคำตอบไม่ได้มากขึ้นไหม

มันเหมือนพอเอาเข้าจริงๆ พอจะจบจริงๆ ผมคิดว่าตัวเราน่ะไม่ได้มีความหมายอะไรหรอก ไม่ได้มีค่าอะไรหรอก เมื่อเทียบกับจักรวาลแล้วเราเล็กมาก สิ่งที่อยู่ในสมองเรามากกว่าที่ไปบอกให้เราคิดว่าเราดีพอหรือยัง ทำนู่นทำนี่หรือยัง แต่จริงๆ เราเป็นจุดที่เล็กมากนะ อันนี้อาจจะเป็นคำปลอบใจหนึ่งที่ช่วยให้เราใช้ชีวิตอยู่ได้ คือไม่ต้องไปคิดอะไรมากมายขนาดนั้น เราไม่ได้มีความหมายขนาดนั้น เราเป็นแค่ส่วนหนึ่งของธรรมชาติเท่านั้นแหละ คิดแบบนี้อาจจะช่วยให้เราสบายใจขึ้นนะ คือมึงไม่ใช่ใคร มึงธรรมดา

ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAY

เวลาครุ่นคิดถึงความตาย กลัวความตายไหม

กลัวสิ (หัวเราะ) กลัวถึงคิด ก็พยายามคิดว่าทำยังไงให้ไม่กลัว ไอ้เรื่องที่มองว่าชีวิตธรรมดาก็ส่วนหนึ่ง พอเรากลัวมากๆ เราก็จะประสาทเหมือนกันนะ อันนี้ก็ยังไม่ได้ทำ อันนั้นก็ยังไม่ได้ทำ แล้วถ้าเกิดเป็นมะเร็งไปจะทำยังไงวะ แล้วพอเริ่มเป็นจะไปเดือดร้อนใครเปล่าวะ นี่แหละครับ ผมกลัวจะไปเดือดร้อนคนอื่น เพราะเราก็ไม่ได้รวยขนาดนั้น ฟุ้งซ่านพอสมควรเลยแหละ

 

อยากรู้ว่าเวลาคิดถึงความหมายของชีวิต คุณคิดถึงงานแสดงที่เคยทำบ้างไหม

ผมว่างานแสดงที่ทำไปแล้วมันให้ความสุขกับเราตอนที่ทำมากกว่า ตอนที่มันผ่านไปแล้วมันก็ผ่านไป เราก็ไม่ได้ไปภูมิใจอะไรขนาดนั้น เพราะว่ามันทำหน้าที่ของมันตอนนั้นแล้ว คือมันให้ความสุขใจกับเราตอนที่เราทำ มันทำหน้าที่ของมันสมบูรณ์ไปแล้ว หลังจากนั้นเราก็มองมันเป็นอดีตส่วนหนึ่งของเรา บางอย่างก็ลืม บางอย่างก็จำ บางอย่างก็จำแล้วพยายามลืม หมายความว่าในแต่ละงานมันก็ฝากอะไรไว้ในตัวเรา ตรงนั้นดี ไม่ดี เรายังจำได้อยู่แหละ แต่ว่ามันก็ผ่านไปแล้ว มันได้ให้ความสุขกับเราแล้วไง เราก็ได้มาแล้วนี่

แล้วการแสดงเป็นผู้คุมใน HOMESTAY มันทิ้งอะไรไว้ในตัวคุณบ้าง

ผมว่าทิ้งสิ่งที่เราคุยไปแล้วแหละ คือเราใช้เวลาคุ้มค่าแล้วหรือยัง แล้วเราก็ควรจะให้อภัยตัวเองบ้าง ไม่ต้องไปคิดว่าวันนี้ลืมบทตรงนี้ว่ะ แล้วก็จำไปอีก 10 ปี เพราะว่าในท้ายที่สุดแล้วมันอยู่ในตัวเรามันก็ไม่ได้ทำให้เราสบายใจ

 

คุณเคยร่วมงานทั้งภาพยนตร์ที่แมสมากๆ และภาพยนตร์ที่มีความป็นศิลปะมากๆ เอาเข้าจริงคุณให้ค่ากับทุกงานเท่ากันมั้ย

ผมเห็นคุณค่าในทุกงาน เพราะว่าคนเรากว่าจะทำหนังได้สักเรื่อง ถ้าไม่ช่วยกันพยายาม ไม่มีทางสำเร็จเลย แค่จะเขียนบทขึ้นมาสักหน้ากระดาษหนึ่งมันยังยากเลย

สำหรับผมการจะทำหนังออกมาได้มันยากมากเลยนะ มันเหนื่อย มันต้องคุยกับคนเยอะ มีปัจจัยเยอะ เพราะฉะนั้น ถ้าทำออกมาได้แล้วมันมีคุณค่าทั้งนั้นแหละ แต่ว่าในแง่ไหนเท่านั้นเอง มันอาจจะไม่ประสบความสำเร็จ ไม่มีใครชอบ แต่มันคงมีคุณค่ากับคนที่ทำแล้วแหละ

ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAYแล้วในมุมมองของคุณ ภาพยนตร์ที่ดีเป็นอย่างไร

หนังที่ดีมันค่อนข้างง่ายนะ ถ้ามันส่งผลกับจิตใจเรา ไม่ว่าในด้านใดก็ตาม ทำให้เรานึกถึงวันนั้นของอดีต หรือว่านึกถึงสิ่งที่เราจะทำต่อไปในอนาคต หรือว่ากระเทือนต่อใจเราในปัจจุบัน ผมว่าแค่นี้แหละพอแล้ว

ลองดูในชีวิตประจำวันเรา กว่าเราจะรู้สึกซาบซึ้งไปกับอะไรในปัจจุบันที่เราชินชามาตลอดมันไม่ง่ายนะ แต่หนังทำให้เรารู้สึกสิ่งนั้นได้ ซึ่งผมว่ามันกระทบต่อการดำเนินชีวิตของเราต่อไปแน่นอน อย่างเช่นทำให้เรานึกถึงแม่ สำหรับผมแค่นั้นพอแล้ว หรือหัวเราะได้นิดหนึ่ง ร้องไห้นิดหนึ่ง เมื่อนึกถึงคนคนนั้น นึกถึงเพื่อนในอดีต หรือนึกถึงวัยเด็กของเรา เพียงพอแล้ว

ในฐานะนักแสดงคนหนึ่ง คุณดูมีข่าวในสื่อบันเทิงน้อยมาก มันเกิดจากความตั้งใจหรือบังเอิญ

เหมือนนักข่าวไม่ค่อยได้สนใจผม เพราะว่าไม่ได้อยู่ในส่วนที่ทำอะไรต่อไปได้

มันเกิดจากผมขายของไม่เก่ง หมายความว่า สมมติเวลาไปโปรโมตอะไรมันเป็นความยากสำหรับผม ผมเป็นคนไม่สนุกน่ะ ชีวิตผมไม่สนุก ผมเป็นคนที่ไม่สามารถเล่าเรื่องตลกอะไรให้ใครฟัง หรือเล่าเรื่องอะไรให้ดูน่าสนุก เพราะฉะนั้น เวลาไปโปรโมตผมก็จะค่อนข้างอึดอัด เพราะมันเหมือนต้องแสดงนิดหนึ่ง

ผมเลยค่อนข้างอายๆ เวลาไปโปรโมต รู้สึกไม่ดีที่ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเขา หรือว่าเป็นตัวละครที่ทำให้หนังมีคนสนใจ เพราะว่าผมไม่ได้อยู่ในหมวดที่เรียกข่าวได้ สมมติผมไปอยู่ในงานโปรโมตหนังสักงานหนึ่ง ผมก็ไม่ได้จะดึงให้ใครมามีเรื่องราวโน่นนั่นนี่ได้ ผมไม่ได้เป็นประโยชน์สำหรับเขาน่ะ แล้วผมก็ไม่คอยเก่งเรื่องการทำให้มันดูมีเรื่องมีราว ตื่นเต้นหรือสนุก ก็เลยส่งผลรวมๆ มั้ง

ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAY

สิ่งนี้ทำให้คุณเสียโอกาสมั้ย บางคนถึงกับบอกว่ามีข่าวเสียยังดีกว่าไม่มีข่าว อย่างน้อยคนจะได้ไม่ลืม

ไม่นะ ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย ตั้งแต่แรกเลย ผมอยู่ในโหมดที่ไม่ใช่คนดังน่ะ ไม่ใช่คนที่ถ้าเอาไปเป็นพระเอกแล้วจะต้องขายได้แน่เลย ผมอยู่ในหมวดนี้ตั้งแต่แรกๆ ก็เลยไม่ค่อยคิดถึงว่ามันจะเสียโอกาสหรืออะไร ไม่คิดถึงเลย

คุณทุ่มเทชีวิตให้การแสดง แล้วรู้สึกไหมว่าชื่อเสียงที่ได้รับกลับมามันไม่ตอบแทนเรามากเท่าที่ควรกับสิ่งที่เราลงแรงไป

ไม่เคยคิดเปรียบเทียบอย่างนั้นเลย เพราะว่าแค่โอกาสที่จะได้ทำงานมันก็ยากแล้ว หมายความว่าผมพอใจแล้วแหละที่ได้ทำงาน จริงๆ เป้าหมายส่วนตัวผมมันก็เหมือนทำงานออฟฟิศแหละ ในใจลึกๆ จริงๆ คือมันอยากทำงานทุกวัน คนอื่นผมไม่รู้ แต่ผมเหมือนพนักงานออฟฟิศเลย ผมอยากออกไปแสดงทุกวัน ใจมันอยากออกกอง อยากไปเล่นหนังทุกวัน แต่ด้วยเวลาผ่านไปมันจะยอมรับเองว่า เออ มันเป็นอย่างนั้นไม่ได้หรอก พอถึงช่วงเวลาที่เราแสดงเราจะมีความสุขมาก เพราะว่ามันคือสิ่งที่เรารอมาตลอด

ที่ผ่านมาเห็นคุณเคยได้รับรางวัลจากการแสดง รางวัลเหล่านั้นมีความหมายกับคุณบ้างไหม

มันมีความหมายต่อจิตใจนะ การให้รางวัลก็คือเขาเห็นสิ่งที่เราทำ แล้วเขารู้สึกชอบในสิ่งที่เราทำ มันมีความหมายต่อเรา แต่ว่าไม่มีความหมายต่องานชิ้นใหม่ที่จะทำต่อไป เราดีใจ เราภูมิใจ กับสิ่งที่เขามองเห็น แต่ว่ามันไม่มีความหมายกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป เพราะรางวัลไม่ใช่อุปกรณ์พิเศษที่ติดตัวเราไป แล้วพอเรื่องใหม่เราจะมีความพิเศษเว้ย

รางวัลมันถูกทิ้งไปตอนนั้นเลย ไม่ใช่ถูกทิ้งแบบไม่มีค่านะ มีค่าต่อจิตใจ แต่ว่ามันไม่ได้ช่วยให้เราเก่งขึ้น เพราะฉะนั้น หมายความว่าเรื่องใหม่ก็เริ่มต้นใหม่ หมายความว่าเรื่องใหม่ก็ลุ้นใหม่ว่าเราจะเข้าใจมันไหม เราจะทำมันได้ดีมั้ย

ถ้าอย่างนั้นรางวัลที่แท้จริงที่ในชีวิตนักแสดงคืออะไร

(นิ่งคิด) ผมว่าเล่นหนังเล่นละครมันก็เหมือนทำงานออฟฟิศแหละครับ หมายความว่าในแต่ละวันในแต่ละครั้งที่เราออกไปทำมันให้ความเข้าใจในชีวิตมากขึ้น ผมว่าอันนี้คือคำตอบ เมื่อก่อนผมก็เคยทำงานออฟฟิศ พอเราทำตรงนี้ผิดก็โดนนายด่า ทำอะไรเสียหายก็โดนเขาว่า แล้วเราก็เติบโตขึ้นจากสิ่งเหล่านั้น หมายความว่าเราเข้าใจอะไรมากขึ้น ทำใจได้มากขึ้น

ผมว่าพอเราไปแสดงหนังแต่ละวันก็เจอเหมือนกัน มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น เจอความหมายที่ซ่อนอยู่ในหนัง เจอคนที่เราได้ร่วมงาน เจอผู้กำกับที่คุยกับเรา สอนเรา เจอนักแสดงร่วม เจอน้องที่ส่งพลังให้เรา ทุกอย่างมันทำให้เรามีพรุ่งนี้ที่อาจจะคิดอะไรได้มากขึ้น ซึ่งนั่นคือรางวัล

ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAY

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load