31 ปีก่อนเขาคือนายกองค์การนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผู้ขับเคลื่อนกิจกรรมทางการเมือง

30 ปีก่อนเขาคือผู้สื่อข่าวสายการเมืองประจำหนังสือพิมพ์หัวที่ตีพิมพ์ภาพข่าวการปราบปรามประชาชนในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 ขณะที่สื่อโทรทัศน์ในประเทศถูกควบคุมการเสนอข่าว และไม่รายงานการสูญเสียชีวิตของประชาชน

20 ปีก่อนเขาคือคนที่เล็งเห็นพลังการเปลี่ยนแปลงของสื่อโลกใหม่ในยุคแรกเริ่มของอินเทอร์เน็ต และเตือนหนังสือพิมพ์ไทยให้เตรียมรับมือกับ New Media ทว่าไม่มีใครเชื่อ

‘เขา’ ที่ว่าจึงเป็นคนแรกที่เรานึกถึงในโมงยามที่ประเทศกำลังตั้งคำถามเรื่องจรรยาบรรณสื่อ การเสพสื่อ การอยู่ในยุคที่สื่อเก่าถูก Disrupt อย่างสิ้นเชิง ใครมีสมาร์ทโฟนก็สร้างข่าวได้ หรือพื้นที่สื่อที่ไม่ต้องลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาล จดทะเบียนเป็นลายลักษณ์อักษร เพียงสมัครแอคเคานต์เว็บไซต์ไม่ก็แอปพลิเคชัน และมี IO, Fake News, Propaganda เป็นโรคแทรกซ้อน

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

‘เขา’ ที่ว่า คือ อาจารย์มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ อีกหนึ่งนักวิชาการที่ถ้าใครจะพูดเรื่องสื่อต้องนึกถึง

“ได้ครับ” เป็นข้อความที่ได้รับแทบจะทันทีหลังตัวหนังสือ read ปรากฏ เมื่อเราส่งข้อความหาเพื่อชวนมานั่งคุยกัน

สองวันหลังจากนั้นซึ่งคือวันที่ 21 ตุลาคม เราจึงนั่งอยู่ในห้องทำงานเหนือตึกสูงใจกลางมหาวิทยาลัย ตรงหน้ารองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่กำลังไถ Smart Phone และมี Smart Watch คาดข้อมือ

คิดยังไงกับปรากฏการณ์ทัวร์ลงดาราเรื่องการ Call Out ที่สร้าง Cancel Culture ปลดบิลบอร์ด

ต้องเข้าใจวัฒนธรรมของบ้านเราว่า การเรียนการสอนของเราไม่ได้สอนมาให้มีพื้นฐานประชาธิปไตย เราถูกสอนให้ฟังว่าครูบอกอะไร เรื่องอำนาจนิยมหรือประชาธิปไตยที่ต้องฟังความคิดเห็นหลากหลายไม่ได้ถูกบ่มเพาะมาตั้งแต่เด็ก เพราะงั้นไม่แปลก เด็กที่เรียกร้องวันนี้เขาก็เติบโตมาจากตรงนั้น 

ถ้าเราเรียกร้องให้คนที่ไม่แสดงจุดยืนมาแสดงจุดยืน เราต้องพร้อมด้วยว่าเขาอาจจะแสดงจุดยืนอีกฝั่งหนึ่งก็ได้ และต้องยอมรับ คุณจะเห็นด้วยกับศิลปินหรืออินฟลูเอนเซอร์หรือไม่ก็ตาม แต่ต้องไม่บอกว่าเขาต้องทำแบบที่ตัวเองต้องการ เพราะนั่นหมายถึงคุณกำลังใช้อำนาจนิยมผ่านสื่อออนไลน์เหมือนที่คุณก็ไม่ชอบหรือเปล่า 

ในขณะที่คุณบอกว่าคุณไม่ชอบที่ผู้มีอำนาจใช้พลังมาบีบให้คิดและเชื่อคล้อยตามกันหมด แต่คุณกำลังใช้อำนาจอีกทางหนึ่งทางเทคโนโลยี บีบให้ใครคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งคิดและเชื่อแบบเดียวกับคุณหรือเปล่า การใช้อำนาจสื่อในมือมาเรียกร้องบีบเมนให้พูดก็เหมือนกับที่รัฐใช้อำนาจปิดสื่อ มันอาจจะเกินไปหรือเปล่า ต้องย้อนกลับไปดูว่าพื้นฐานความคิดเรื่องประชาธิปไตยของคุณคืออะไร อะไรคือประชาธิปไตยที่เราต้องการ ความต้องการประชาธิปไตยเราเท่ากันมั้ย

ถ้าเขาไม่ได้อยากออกเสียง หรือที่คนเรียกว่าเป็น Ignorance

ก็ต้องเป็นสิทธิ์ของเขา การที่จะยอมพูดหรือไม่พูดมันเป็นสิทธิ์เหมือนกัน เหมือนการเลือกตั้งอะ คุณมีสิทธิ์ที่จะโหวตหรือโนโหวต มันเป็นเรื่องของคุณ มันไม่ควรจะเกิดจากการบังคับว่าคุณต้องโหวต แต่คุณก็จะเจอกฎทางสังคม

กลับกัน ถ้าพวกเขาออกมาพูด 

ไม่ใช่ลูกชุบใช่มั้ย (หัวเราะ)

ไม่ใช่ค่ะ (หัวเราะ) มันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงรึเปล่า

ต้องยอมรับว่ามันจะมีพลังในการสื่อสาร แต่จะทำให้คนเชื่อหรือไม่เชื่อ ไม่ถึงขั้นร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก ไม่ใช่ว่าดาราคนนี้พูดอย่างนี้ออกมาแล้วทุกคนจะพร้อมเชื่อ เสียงมันดังขึ้น กว้างขึ้น คนอาจจะได้ยินแล้ว เอ๊ะ มันเกิดอะไรขึ้น 

เราจะอยู่ยังไงให้เท่าทันยุคที่สเตตัสเดียวกลายเป็นวาระแห่งชาติ

มันเป็นกระแสที่ขึ้นลงเร็ว และชีวิตจริงคนไม่ได้อยู่แค่ในออนไลน์ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือเด็กรุ่นนี้เขาจำลองและเชื่อมโลกออนไลน์มาอยู่ออฟไลน์ให้เห็นมากขึ้น แม้กระทั่งการบริหารการจัดการม็อบคราวนี้ก็ต่างจากการบริหารจัดการม็อบในครั้งก่อนๆ มากกกกก (เน้นเสียง) 

เอาแค่การย้ายจุดชุมนุม เมื่อก่อนจะชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ คุณต้องบอกล่วงหน้า แล้วสื่อที่บอกตอนนั้นคือที่ไหน วิทยุ ทีวี ไม่ได้ เพราะเป็นของทหาร คุณต้องหยิบประเด็นเพื่อการแถลงข่าวให้สื่อมวลชนกระแสหลัก ซึ่งคือหนังสือพิมพ์ 

แต่วันนี้ไม่ใช่ โอ้โห เกิดอะไรขึ้นคุณพร้อมที่จะย้ายภายในครึ่งชั่วโมง (หัวเราะ) คุณแกงเขาได้หมดเลย อยู่ๆ ไม่เอาแล้ว เลิก อ้าว ฉิบหาย ไวมาก คุณมี Agility คุณเปลี่ยนอะไรต่างๆ จริงๆ 

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร
มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

True Information เป็นของ Luxury ในศตวรรษที่ 21 จริงรึเปล่า

ปัจจุบันข้อเท็จจริง ความจริงแท้ หายากขึ้น ในโลกของดิจิทัลมันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะหยิบมุมไหนมาเล่า การเลือกเล่า เลือกตัดทอน ก็ทำให้ความจริงนั้นเหลื่อมไปด้วยเหมือนกัน ความจริงนั้นอาจจะสัมพันธ์กับคนเล่า คนรับสารด้วย เช่นผมเล่าจากมุมหนึ่งที่เกิดขึ้น ถามว่าเป็นความจริงมั้ย มันคือความจริงในมุมนั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเล่าด้วยอะไร มุมมองไหน 

แสดงว่าข้อเท็จจริงไม่ใช่สิ่ง Luxury ที่สุด

ข้อมูลที่หลากหลายต่างหาก และต้องมาคิดวิเคราะห์เอง เหมือนประวัติศาสตร์ในอดีต เรื่องเล่าสมัยกรุงศรีฯ แตก มีหลายเรื่อง สมมติว่าเป็นเรื่องจริง วันที่กรุงศรีฯ แตก คนที่อยู่ตรงนั้นก็มีเรื่องเล่าชุดหนึ่ง มุมมองของพม่าที่ตีเมืองก็เรื่องเล่าอีกชุดหนึ่ง หรือคนที่หนีรอดมาได้ก็มีเรื่องเล่าอีกชุดหนึ่ง แล้วอะไรคือความจริงแท้ 

ถ้าคุณอยากรู้เหตุการณ์นั้น คุณต้องดูหลายๆ อย่างแล้วประมวลเองว่าอะไรที่ไม่ใช่ สังเคราะห์ว่ามันน่าจะเป็นแบบนี้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับจุดยืนคุณอีก ถ้าจุดยืนคือคนพม่าโดยมีเรื่องชาตินิยมมาเกี่ยวข้อง หรือมุมมองตอนนี้ที่มองไปยังเหตุการณ์นั้น คุณก็จะเลือกเล่าอีกแบบหนึ่ง

ในฐานะของสื่อมวลชน จะทำยังไงให้สิ่งนี้คลาดเคลื่อนน้อยที่สุด 

คุณก็ต้องรายงานข้อเท็จจริงให้หลากหลายมุมมองมากที่สุดและไม่ใส่ความคิดเห็น ถ้าฟังสื่อที่ถามแค่ฝ่ายเดียวแล้วบอกว่าเขาโกหก รู้ได้ยังไงว่าโกหก 

วันหนึ่งข้างหน้าคนเสพสื่อจะได้ความเห็นที่หลากหลาย ประชาชนจะเป็นคนตัดสินเองว่าจะเชื่ออะไร 

แอคหลุม อวตาร เทียบเท่ากับอะไรในยุคก่อนหน้าโซเชียลมีเดีย

ข่าวลือ สมัยก่อนก็แค่ปากต่อปาก แต่ตอนนี้มันถูกส่งต่อในแชท วงในแจ้งว่า เพื่อนของเพื่อน เป็นญาติที่ทำงาน

แล้ว IO คืออะไร

คือการปฏิบัติการข่าวสารทางการทหาร ซึ่งมีทั้งรุกและรับ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยข่าวลวง ไปบอกให้ชาวบ้านกลัวว่าทหารจะมา การหลอกศัตรูว่าแม่ทัพตายแล้ว ปล่อยข่าวเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามสับสน ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่มันเพิ่งย้ายมาอยู่บนออนไลน์ ถ้ามองในแง่ของการเมือง ทุกประเทศก็ใช้เครื่องมือนี้มาตลอด สำคัญคือเราจะรู้เท่าทันมากน้อยแค่ไหน ในฐานะที่เป็นผู้บริโภค

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร
มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

มันรับบทเป็นผู้ร้ายจริงรึเปล่า

ขึ้นอยู่กับว่า IO เป็นตัวร้ายของใคร เพราะ IO ถูกใช้ได้จากทุกฝ่าย

ยุคหนึ่งบ้านเรามีปัญหาโรคเอดส์ การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น จนต้อง ‘พยายาม’ ยัดสิ่งนี้ในวิชาสุขศึกษา ถ้ายุคนี้ที่ Fake News เป็นปัญหา เราควรมีวิธีรับมือในหลักสูตรการศึกษามั้ย

ใช่ ในต่างประเทศมีวิชาการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) อย่างในเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งสอนกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลและสอนกันมาหลายสิบปีแล้ว ครูที่นั่นจะเปิดวิดีโอโฆษณาขนมให้เด็กดู จากนั้นถามเด็กๆ ว่า คิดอย่างไร

ฟังดีๆ นะ เขาถามเด็กว่า ‘คิดอย่างไร’ ไม่ได้บอกว่าโฆษณากำลังโฆษณาอะไร ระบบการศึกษาทำให้เด็กคิดเองตั้งแต่อนุบาล มีเด็กคนหนึ่งตอบว่าอยากกิน และมีเด็กอีกคนยกมือขึ้นมาบอกว่าอย่ากิน กินแล้วฟันหลอ ครูถามต่อว่า ทำไมถึงคิดว่าฟันหลอ เพื่อนอีกคนแย้งว่า ในโฆษณาไม่เห็นมีใครฟันหลอ 

สิ่งนี้สะท้อนว่าเด็กออสเตรเลียเรียนรู้ตั้งแต่อนุบาลว่าโฆษณาไม่ได้บอกความจริงทุกอย่าง ครูเองก็ไม่ได้มีหน้าที่บอกเด็กว่าอย่ากินลูกกวาดลูกอมนะ ฟันจะผุ แต่ครูกระตุ้นให้เด็กคิดและคุยกันเองตั้งแต่อนุบาล

หลังจากคลาสนั้น ผมไปดูงานอีกคลาสซึ่งเป็นระดับไฮสคูล ครูตัดภาพข่าวมาคุยพร้อมถามความคิดเห็นว่าทำไมแต่ละสื่อพาดหัวข่าวแบบนี้ นักข่าวต้องการบอกอะไร ให้นักเรียนลองแยกข้อเท็จจริงกับความคิดเห็นในเนื้อข่าวออกมา อะไรที่สื่ออยากเล่า อะไรที่สื่อไม่อยากเล่า

เด็กจึงเกิดกระบวนการถกเถียง (Discuss) Critical Thinking จึงถูกสอนแต่เด็ก ผมจึงไม่แปลกใจว่าสมัยที่ผมเรียน ป.โท ที่นั่น ทำไมทุกคนยกมือแย่งกันแสดงความคิดเห็น เขาไม่สนใจว่าเพื่อนจะมีความคิดเห็นยังไง แต่เขาอยากจะบอกว่าเขามีความคิดเห็นแบบนี้ ต่างคนต่างฟังและถกเถียงโต้แย้ง

ทวีตหนึ่งของคุณบอกไว้ เชื่อว่าจะมีหัวข้อวิจัยเกี่ยวกับการสื่อสารของม็อบราษฎร 

มีแน่นอน เพราะม็อบมีทั้งการสื่อสารภายในกับการสื่อสารต่อสาธารณชน การปะทะกับ IO ในขณะที่กระบวนการ IO ก็ยังพยายามที่จะใช้วาทกรรมรูปแบบเดิมๆ 

ในออนไลน์คุณจะเห็นลักษณะของการกวน มี Meme ต่างๆ และพยายามสร้าง Engagement กับผู้เข้าร่วม ก่อนหน้านั้นสองวันบอกว่าให้โหวตกันว่าจะพักหรือไปต่อ โคตร Engage เลย แล้วแป๊บเดียว ไม่กี่นาที ก็โหวตกัน เห้ย มันขนาดนี้แล้วหรอ หรือเมื่อวานซืนที่บอกว่าห้าโมงสี่สิบห้าให้ไปรวมกันตามที่ต่างๆ แล้วเพจก็บอกว่าให้คนชูสามนิ้วถ่ายรูปโพสต์ มันคือการดึงเอาคนที่ร่วมชุมนุมมาเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี บางส่วน 

ผมมองว่ามันเป็นการสื่อสารสองทาง (Two-way Communication) กันมากกว่ายุคเก่า ยุคก่อนๆ ม็อบ Top-down มาก จัดชุดแกนนำกี่คนๆ บอกว่าซ้ายทุกคนต้องซ้าย ขวาทุกคนต้องขวา หยุดเจ็ดวัน ทุกคนเลิกเจ็ดวัน วันนี้ไม่ใช่ แต่ม็อบยุคนี้ ต่อให้ Node ใหญ่หยุด ฉันไม่หยุด เพราะคุณบอกเขาว่า ทุกคนคือแกนนำ เข้าใจปะ (หัวเราะ)

เมื่อเราถึงยุคที่ใครก็เป็นสื่อได้ รายงาน Fact ได้และได้ดี อะไรทำให้สื่อต่างจากเขา

ผมว่าไม่แปลกที่ตอนนี้ทุกคนจะรายงานข้อเท็จจริง (Fact) ได้และทำได้ดี ซึ่งสร้างความหลากหลายทางการรับข้อมูลข่าวสาร แต่หน้าที่ของนักสื่อสารมวลชนคือการรายงานข่าวรอบด้านที่สุด ไม่ใช่การรายงานข่าวมุมเดียว นี่คือข้อแตกต่าง 

สมมติว่าคุณอยู่ในที่ชุมนุม คนทั่วไปทำได้แค่รายงานสถานการณ์ แต่นักสื่อสารมวลชนสามารถเข้าถึงแหล่งข่าวที่เป็นข้อมูลสำคัญทั้งหมด อย่างการสัมภาษณ์ตำรวจ รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี สื่อต้องไม่เลือกที่จะถามแค่ฝ่ายรัฐหรือแค่ฝ่ายผู้ชุมนุม สื่อต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือสื่อสารทางการเมืองไม่ว่าของฝ่ายไหน นี่คือสิ่งที่บ่งชี้ความเป็นมืออาชีพของนักสื่อสารมวลชน ซึ่งเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลายกว่าคนธรรมดาที่มีแค่สื่อในมือ

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

ในยุคที่เทคโนโลยีทำให้ข่าวสารเดินทางเร็ว มันสั่นสะเทือนจริยธรรมสื่อมั้ย

สั่นคลอน ทุกวันเราตั้งคำถามกับเนื้อหาบน New Media ว่าอะไรที่เรียกว่า ‘ข่าว’ คุณค่าข่าวต่างออกไปจากเดิมตามนิยามของคุณค่าข่าว ความสนใจในข่าวของประชาชนก็ต่างไปจากเดิม ผมชอบยกตัวอย่างเรื่อง ‘แมวอโศก’ แมวจรจัดธรรมดาที่สถานีรถไฟฟ้าอโศก ถ้าเป็นสื่อแบบเดิมเรื่องนี้ไม่มีทางเป็นข่าว แมวจรจัดตัวหนึ่งจะเป็นข่าวได้ยังไง แต่คนที่เป็นทาสแมว ซึ่งใช้บริการรถไฟฟ้าเห็นทุกวันมองว่าน่ารัก ถ่ายรูปอัปลง Pantip.com ก็กลายเป็นข่าวของคนที่สนใจเรื่องนี้ ข่าวกลายเป็นเรื่องที่สร้างขึ้นตามความสนใจ (Interest) ของยุคนี้และเป็นตลาดเฉพาะ (Niche Market) มากขึ้น 

ไม่ต่างจากข่าวลุงพล

ข่าวลุงพลชัดในความหมายของกลุ่มมวลชน (Mass) แบบนั้น เหมือนเพื่อนบ้านที่อยากรู้ว่าบ้านข้างๆ เป็นยังไง ไม่ใช่ข่าวที่ส่งผลกระทบต่อผู้รับสาร แต่ฐานในเรื่องเรตติ้งขึ้นมาก ทาร์เก็ตเขาชัด เขาได้เต็ม ขณะที่ชนชั้นกลางคนเมืองเอียนและเบื่อ ยิ่งเขามาจับเรื่องม็อบ เขายิงยาวเลย เพราะเขาไวและเก่งเรื่องการนำเสนอแบบนี้ เรตติ้งเป็นตัวบอก

ถูกแล้วหรอ ที่สื่อทำข่าวจากเรตติ้ง

อยู่ที่มุมมอง เขามองในแง่ธุรกิจก็เรื่องหนึ่ง แต่เมื่อมองผลกระทบต่อสังคม ข่าวแบบนี้ต้องกลับไปถามตัวเองว่าเหมาะสมหรือไม่

และกระทบจรรยาบรรณสื่อ

กระทบสิ ข่าวมีอยู่สองประเภท ข่าวที่ประชาชนควรรู้กับข่าวที่ประชาชนสนใจ ต้องวางสมดุลระหว่างสองอย่างนี้ บางเรื่องประชาชนไม่สนใจ แต่เป็นสิ่งที่ประชาชนควรรู้ ก็ควรนำเสนอไม่ใช่หรือ

เรื่องที่ประชาชนควรรู้อาจเป็นเรื่องยากที่จะนำเสนอ แต่ทักษะด้านการเล่าเรื่อง (Storytelling) จะเป็นโจทย์ใหม่ของนักสื่อสารมวลชน ซึ่งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทำให้เราโยนรูปแบบการเขียนข่าวยุคเดิมทิ้งไปได้เลย 

แล้วสื่อต้องปรับตัวให้ทันมั้ย 

สื่อกลุ่มไหน สื่อในความหมายของแต่ละคนต่างกัน คุณพูดว่าสื่อกับนักสื่อสารมวลชนยุคเก่า เขาจะมีความหมายแบบหนึ่ง อย่างเรื่องการเข้ามา Take Action ของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเพื่อช่วยเหลือนักข่าวประชาไทที่ถูกคุมตัวระหว่างไลฟ์ในม็อบราษฎรเมื่อวันก่อน เกิดจากการปรับตัวที่ต้องการให้สื่อปราศจากการแทรกแซงของทางราชการและการเมือง จึงต้องมีองค์กรอิสระควบคุมกันเอง โดยตอนนี้สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติจึงพยายามขยายเป็นสภาการสื่อสารมวลชนแห่งชาติด้วย จากเดิมมีสมาชิกแค่หนังสือพิมพ์ เพื่อครอบคลุมสื่อทั้งวิทยุ ทีวี ออนไลน์ และตามภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไป ขณะที่เมื่อห้าปีก่อนกรอบความหมายสื่อสารมวลชนยังมีความหมายเดิมว่า Traditional Media อยู่

อย่างไรก็ตาม กรณีของประชาไท เมื่อได้รับป้ายนักข่าวจากสมาคมนักข่าว ยังไงองค์กรก็ต้องรับผิดชอบช่วยเหลือและควบคุม

แล้ว The Cloud มองตัวเองเป็นอะไร

เป็นนิตยสาร

คุณมองตัวเองเป็นสื่อมวลชนไหม นี่ไง ความหลากหลายเริ่มมีแล้ว พอพูดคำว่าสื่อ มันไม่สามารถพูดกว้างๆ แบบเดิมแล้ว วันนี้คำว่าสื่อของแต่ละคนมีลักษณะย่อยลงไป ถ้าคุณพูดคำนี้กับคนที่ทำ Traditional Media เขาจะไม่จัดพวกคุณเป็นสื่อมวลชนตามความหมายของเขา เขาอาจจะบอกว่าคุณเป็นสื่อออนไลน์ เป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม แต่ในความหมายของเราที่เราทำสื่อ ฉันก็เป็นสื่อมวลชน 

ยุคหนึ่งสื่อทางเลือกคือสื่อที่ไม่สามารถนำเสนอในสื่อกระแสหลัก อยู่ใต้ดิน อย่างสมัยก่อนที่เรียกว่าประชาไทเป็นสื่อทางเลือก เพราะไม่มีทางนำเสนอข่าวเหล่านั้นผ่านสื่อกระแสหลักได้ แต่วันนี้คำว่าสื่อทางเลือกมีความหมายอีกแบบ เป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม เปิดกว้างมากขึ้น 

บทบาทของสื่อมวลชนแบบเดิมมีอิทธิพลน้อยลง พลังน้อยลง ทั้งด้วยตัวมันเองและด้วยจำนวนคนเสพสื่อที่ลดลง เมื่อมีสื่อทางเลือกเฉพาะกลุ่มเยอะขึ้นๆ ผมก็ไม่จำเป็นต้องอ่านสื่อหลัก เพราะมันไม่ตอบโจทย์ผม ผมชอบแทงบอล ผมก็อ่านเว็บบอล นี่คือข่าวของผม ผมสนใจอันนี้ ถามว่าคนทำเว็บไก่ชนหรือคนทำเว็บพนันออนไลน์คือสื่อไหม

เขาผลิตคอนเทนต์ แต่เป็นคอนเทนต์เฉพาะกลุ่มเขา มันขึ้นอยู่กับว่าเราจัดความหมายยังไง ถ้าผมจัดตามความหมายแบบเดิม กลุ่มนี้ไม่ใช่ แต่ถ้าเกิดผมจัดตามความหมายแบบใหม่ เขาก็คือผู้ผลิตเนื้อหา เป็น Content Creator

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

นิยามนี้ทำให้ไม่ต้องรับภาระเรื่องจริยธรรมเหรอ

ถูก แต่ Content Creator จำเป็นต้องมีจริยธรรมไหม (ยิ้ม) จริยธรรมหรือจรรยาบรรณของแต่ละกลุ่มต้องคุยกันเอง แล้วผมเชื่อว่าการคุมกันเองดีกว่าถูกคุมด้วยกฎหมายโดยรัฐ ดูก่อนว่าผลประโยชน์ของประชาชนหรือผู้เสพสื่อเป็นหลัก หรือรายได้เป็นหลัก สมดุลมันอยู่ตรงไหน ก็คุยกัน อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้

วันหนึ่งผู้บริโภคบอก ไม่เอา มึงรีวิวอันนี้เยอะเหลือเกิน เบื่อแล้ว เราก็ต้องปรับตัว ต้องเพิ่มเรื่องจริยธรรมตรงนี้ เราไม่สามารถบอกให้ทุกคนปรับ แล้วปรับเหมือนกันหมด เพราะความหลากหลายเป็นปัญหาความท้าทายเชิงจริยธรรมที่ซับซ้อนกว่าเดิมเยอะ 

จริยธรรมสื่อคือความรับผิดชอบต่อข่าวสารที่เรานำเสนอต่อผู้รับสาร สื่อเปลี่ยนความคิดหรือความเชื่อของคนได้ มันแตกต่างจากสินค้าประเภทสบู่ ยาสีฟัน เพราะฉะนั้น คุณต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ 

สมัยก่อน รูปหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เป็นรูปศพเกลื่อน เห็นชัดเจน บางเล่มก็เป็นภาพโป๊ พอวางที่แผงด้วยกันมันย้อนแย้งมากจนสงสัยว่าดูแล้วมึงเกิดอารมณ์ได้ยังไงวะ (หัวเราะ) แต่สมัยนั้นคนชอบมาก ขายดีมาก ต่อมาเริ่มมีคนตั้งคำถามว่า มันอุจาดไปไหม มันดูไม่เหมาะไหม ตัวสื่อเองก็ต้องปรับ เริ่มทำภาพเบลอ แต่ถึงเบลอแล้วคนก็ยังด่าอยู่ ก็เลยเอารูปออก เขาก็ต้องเรียนรู้เอง

มันไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยสื่อทางเดียว

ถูกต้อง พลังของผู้บริโภคและสังคมเป็นคนเรียกร้องด้วยว่ามันควรเป็นยังไง หลายๆ สื่อออนไลน์ทำคอนเทนต์ทางการตลาด คุณทำได้ ถ้าประชาชนยอมรับได้และแยกแยะได้ แต่เมื่อประชาชนรู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้ว อันไหนคือรีวิวแท้ อันไหนคือคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง คนทำต้องมานั่งคุยกันว่าจะทำยังไง 

อย่างเรื่องเด็ก เมื่อก่อนลงรูปหน้าเด็กได้ เดี๋ยวนี้ไม่ได้เลย ผลที่เกิดขึ้นนอกจากจรรยาบรรณสื่อก็รวมไปถึงกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก

ในมุมมองของคุณ สื่อควรวางตัวแบบไหนในสถานการณ์ความขัดแย้ง

ความหลากหลายอย่างที่บอก และความแฟร์ ควรเป็นจุดยืนของสื่อในสภาวะความขัดแย้ง

ตอนนี้ถือว่าทั้งข่าวสารและการรับรู้ข่าวสารถึงขั้นอยู่ในภาวะวิกฤตรึยัง

มันวิกฤตมานานแล้ว เพียงแต่จะอยู่ยังไงต่อไปมากกว่า ปัญหาสำคัญคือ ในมุมมองของคนทำคอนเทนต์ คนทำสื่อ จะสามารถนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้นมั้ย ขณะเดียวกัน ทำยังไงที่จะทำให้คนเสพสื่อเติบโตโดยเรียนรู้เรื่องของการคัดกรองข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น สร้างเรื่องการคิดวิเคราะห์ให้คนในสังคมมากขึ้น ยอมรับฟังความเห็นที่หลากหลาย เสพสื่อจากมุมมองที่หลากหลายได้มากขึ้น

สัญญาณไหนที่บอกว่าวิกฤตแล้ว

ปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นเยอะแยะ เป็นผลพวงจากสื่อเองที่เป็นผู้ปลุกเร้า ก่อนจะมีสื่อโซเชียลก็มีวิกฤต แค่พลังน้อยกว่า เอาง่ายๆ เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ หนังสือพิมพ์ดาวสยามก็ทำให้คนจำนวนไม่น้อยคิดเชื่ออะไรแบบเดียวกัน แต่ในตอนนั้นต้องเป็นคนที่อ่านออก เขียนได้ หรือได้ฟังมาจากที่คนอื่นเล่า แต่มาวันนี้ คุณเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลาย

การใช้วิธีแอนะล็อกจัดการสื่อดิจิทัลแก้ปัญหาได้จริงมั้ย

มันแก้ไม่ได้ตั้งแต่ฐานคิดแล้ว สมัยก่อน สิ่งที่รัฐต้องการคือความมั่นคงของรัฐ ความมั่นคงหมายถึงเสรีภาพของรัฐในการบริหารประเทศ เพราะฉะนั้น ทุกคนต้องเงียบ การเมืองนิ่ง ทุกคนต้องเชื่อฉัน ฟังฉัน ไปในทิศทางเดียวกัน เป็นอย่างนี้ทุกรัฐบาลไม่ว่าใครจะเข้ามาก็ตาม

ประเทศมหาอำนาจส่วนใหญ่ของโลกก็คิดแบบนี้ คิดว่าสื่อมีหน้าที่เป็นเหมือนแค่กระบอกเสียงประชาสัมพันธ์ของรัฐ สื่อไม่ควรจะตั้งคำถาม แย้ง หรือทำให้เสถียรภาพของความเป็นรัฐสั่นคลอน จึงไม่แปลกที่ในอดีต เวลามีปัญหาขึ้นมาไม่ว่าจะยุคไหนๆ สื่อไหนที่ทำให้อำนาจของรัฐไม่โอเคหรือตั้งคำถามกับรัฐ ก็จะต้องโดนปิด วิทยุ ทีวี เขาคุมได้อยู่แล้ว ถ้ารายการไม่โอเคก็ถอดรายการนั้นออก หนังสือพิมพ์ไม่โอเคก็ปิดหนังสือพิมพ์

วันนี้พอใช้วิธีเดียวกันกับสื่อดิจิทัล คุณปิดไป พอเปิดทวิตเตอร์ก็เจออีกแล้ว อย่าลืมว่าสมัยก่อนการเปิดสื่อต้องลงทุนเป็นร้อยล้านพันล้าน แต่วันนี้ผมมีมือถือเครื่องเดียว ผมเปิดเพจได้ภายในไม่กี่นาที จะทำช่องทีวีก็สมัคร YouTube Channel แป๊บเดียวเอง แล้วคุณใช้กรอบแบบเดิมปิด ฐานคิดที่คิดว่าสื่อมันมีอยู่จำกัดแล้วไม่สามารถขยาย อย่างที่ไปไล่ปิดฟ้าเดียวกัน แล้วดูสิ ตอนนี้ขายดีไปเลย

ใช้ระบบคิดแบบ 0.4 มาบริหารจัดการสื่อยุค 4.0 อืม… มันคงทำได้หรอกนะ (ถอนหายใจ)

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

Writer

Avatar

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ย้อนกลับไปเมื่อปีก่อน วิว-ชนัญญา เตชจักรเสมา ยังทำงานประจำในตำแหน่ง Social Media Editor ที่ The Cloud

หลังจากร่วมงานกันได้สักระยะ เธอตัดสินใจลาออกเพื่อไปทำสิ่งที่เธอสนใจเต็มตัว

นอกจากบทบาทนักเขียนเจ้าของผลงาน วรรณคดีไทยไดเจสต์ ที่เอาเรื่องวรรณคดีมาเขียนเล่าอย่างสนุกสนานลืมเบื่อ มาวันนี้ เราสามารถพูดได้เต็มปากว่าเธอคือหนึ่งใน YouTuber คนสำคัญของประเทศไทย

ยุคนี้ในโลกออนไลน์เขาวัดกันที่ตัวเลขใช่ไหม ช่อง Point of View ซึ่งเริ่มต้นราว 7 ปีก่อนมียอดคน Subscribe ทะลุครึ่งล้านมาแล้วเรียบร้อย ยอดวิวแต่ละคลิปของเธอก็มิใช่น้อยๆ หลายคลิปแตะหลักแสน บางคลิปแตะหลักล้าน

หรือใครบางคนอาจเถียงว่า ดูตัวเลขอย่างเดียวไม่ได้หรอก ของแบบนี้ต้องวัดกันที่คุณภาพ หากใครติดตามวิดีโอแต่ละคลิปที่เธอผลิตด้วยตัวคนเดียว ย่อมสัมผัสได้ถึงความหนักแน่นของข้อมูลที่ค้นคว้ามาเป็นอย่างดี ก่อนจะเอามาย่อยแล้วเล่าจนเรื่องราวที่หลายคนเข็ดขยาดกลับกลายเป็นน่าสนุกชวนติดตาม

ช่องเล็กๆ ที่ตั้งใจจะสร้างขึ้นมาเล่าเกี่ยวกับวรรณกรรม วรรณคดี นิทานพื้นบ้าน ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมนานาชาติ แต่อาจจะลำเอียงไปเน้นไทยเป็นหลัก-เธอเขียนกำกับสิ่งที่ทำเอาไว้ว่าอย่างนั้น

ล่าสุดเธอเพิ่งคว้ารางวัล Popular Vote ใน งาน Thailand Best Blog Awards 2018 ซึ่งสำหรับผม สิ่งที่น่าสนใจคืออะไรทำให้ช่องที่เน้นให้สาระความรู้ หาใช่คลิปตลกโปกฮาหรือข่าวบันเทิง มีผู้สนใจติดตามมากมายขนาดนี้

เรานัดพบกันก่อนวันที่เธอจะขึ้นรับรางวัล 1 วันเพื่อพูดคุยถึงวิธีคิดและชีวิตของ YouTuber ซึ่งยังถือเป็นอาชีพที่ข้อมูลค่อนข้างน้อย คนนอกหลายคนยังไม่เข้าใจ นึกภาพไม่ออก

“คำถามมันเยอะเวลาเราไปไหนก็ตาม” หญิงสาวว่าอย่างนั้นเมื่อผมชวนคุยถึงสิ่งที่เธอทำ

ส่วนคำตอบของคำถามเป็นอย่างไร เชิญอ่านบรรทัดถัดไปโดยไม่ต้องรอกดข้ามโฆษณาหลัง 5 วินาทีแต่อย่างใด

Point of View

ทุกวันนี้เวลากรอกข้อมูลในเอกสาร คุณกรอกช่องอาชีพว่าอะไร

Writer เพราะเรามีพาร์ตที่เป็นนักเขียนด้วย

ความจริงเรานิยามตัวเองว่าเป็น Content Creator ไม่ใช่แค่ YouTuber เพราะว่าเราไม่ได้สื่อสารอยู่ในช่องทางเดียว เราก็มีเพจ มีทวิตเตอร์ มีหนังสือ แต่ที่เรากรอกว่า Writer เพราะเราเลือกอาชีพที่คนเข้าใจที่สุดก่อน

แสดงว่าคุณก็รู้ว่าคนยังไม่ค่อยเข้าใจอาชีพที่คุณทำ

คนอาจจะเข้าใจ แต่คำถามมันเยอะ เวลาเราไปไหนก็ตาม สมมติเราพูดว่าเราเป็น YouTuber ไม่ว่าจะเป็นในไทยและต่างประเทศ ทุกคนจะถามคำแรกว่า มันได้เงินเหรอ ได้เงินจากอะไร ได้ข่าวว่ารวย รวยจริงมั้ย

ล่าสุดเราเพิ่งไปเรียนที่อังกฤษมาเกือบเดือน ไปถึงวันแรกเขาให้แนะนำตัวว่าคุณเป็นใครมาจากไหน ทำอาชีพอะไร พอเราหลุดคำว่า YouTuber ออกไป ครูบอกว่าหยุดก่อน ขอถามอีนี่ก่อน แล้วเขาก็ถามว่า คุณทำยังไง ได้เงินจริงเหรอ ได้เงินจากอะไร ซึ่งทุกคนถามแบบนี้ คนที่เป็น YouTuber ทุกคนจะชินกับคำถามนี้ แต่ถ้าเป็นอาชีพอื่น ลองนึกภาพว่าเดินไปแล้วคุณโดนถามว่าทำอาชีพอะไร ได้เงินจากอะไร รายได้คุณเท่าไหร่ มันไม่สุภาพหรือเปล่า แต่พอเป็น YouTuber ทุกคนถามเป็นเรื่องปกติ ไปบรรยายตามโรงเรียน คนยกมือถาม พี่ได้เงินเดือนเท่าไหร่

เพราะมันเป็นงานที่ใหม่ คนไม่ค่อยรู้ข้อมูลหรือเปล่า

เราว่ามันมี 2 อย่าง อย่างแรกคือ คนมองว่างานนี้ไม่น่าจะได้เงิน คนมองว่าเล่นอินเทอร์เน็ตอยู่บ้าน ไม่น่าจะมีรายได้ กับอีกแบบคือ ภาพที่สื่อออกไปบางคนเขาเห็น YouTuber ที่ใช้เงินเยอะๆ แล้วเขาคิดว่ามันต้องรวยแน่ๆ เลย อาชีพนี้ฉันอยากทำบ้าง คงนั่งอยู่บ้านคลิกๆ แล้วก็ได้เงิน เหมือนการขุดทอง ซึ่งคนไม่เข้าใจว่าเบื้องหลังก่อนที่จะได้เงินมันไม่ใช่แค่คุณเซลฟี่ไปลงแล้วคุณก็ได้เงิน

แล้วอันที่จริง YouTuber แค่นั่งอยู่บ้านคลิกๆ แล้วก็ได้เงินจริงไหม

ย้อนกลับไปที่อังกฤษ เพื่อนร่วมคลาสเราเป็นเด็กหมดเลย อายุประมาณ 17 – 18 กำลังเป็นช่วงที่อยากเป็นอะไรบางอย่าง ทุกคนตอนเห็นเราเป็น YouTuber ทุกคนบอกว่า ยูคูล ยูเจ๋งมาก ยูได้มาเที่ยวอังกฤษฟรีเดือนหนึ่ง คือทริปนั้นมีสปอนเซอร์จ้างเราไป ทุกคนก็จะบอกว่า นี่ฉันต้องจ่ายเงินมาตั้งแพง แต่เธอได้มานั่งอยู่ที่เดียวกับฉันฟรีๆ อยากเป็น YouTuber บ้าง แต่หลังจบ 1 เดือนนั้นที่อยู่ด้วยกัน ทุกคนบอกว่าไม่มีใครอยากเป็นแล้ว

พอจบ 1 เดือนไม่มีใครอยากเป็นแบบเราเลย เพราะสิ่งที่ทุกคนเห็นคือ ในขณะที่กลางวันทุกคนไปเรียน เลิกเรียนทุกคนไปเที่ยว แล้วก็กลับบ้าน ทำการบ้าน นอน ตื่นเช้ามาเรียนอย่างสดชื่น ส่วนเราเลิกเรียนก็ได้ไปเที่ยว แต่ระหว่างไปเที่ยวเราต้องถ่ายตลอดเวลา ต้องพูดกับกล้อง ต้องคิด ต้องหาข้อมูล แล้วก็เอามาพูด เวลาที่ทุกคนกลับบ้าน พักจากการไปเที่ยว เราต้องมานั่งตัดวิดีโอ

แสดงว่าความจริง YouTuber เป็นงานที่หนัก

เราไม่เคยเจอ YouTuber ที่เป็น Full-time คนไหนที่บอกว่า ชีวิตฉันว่าง สบาย เราไม่เคยเจอ

เราเคยไปงานซัมมิตของ YouTube ต่อให้เป็น YouTuber เมืองนอก ทุกคนที่นั่งร่วมโต๊ะกันก็ล้วนแล้วแต่ขอบตาคล้ำ แล้วตอนก่อนเที่ยงทุกคนจะเอ๋อๆ เพราะกลางวันทุกคนต้องทำกิจกรรมร่วมกัน พอกลางคืนทุกคนก็ต้องกลับไปตัดคลิปของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นคลิปเก่าหรือคลิปใหม่ แล้วเช้าก็จะตื่นมาในสภาพที่ไม่ไหวแล้ว

ที่เป็นแบบนี้เพราะว่าสิ่งหนึ่งที่ YouTuber มีต่างจากการทำงานบริษัทคือบริษัทมันมีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ แต่โลกอินเทอร์เน็ตไม่มีวันหยุด โลกอินเทอร์เน็ตเคลื่อนไปทุกวัน 1 นาทีนี้เกิดอะไรขึ้นบ้างในโลกออนไลน์ มีคนมาคอมเมนต์เราทุกวินาที ตลอด 24 ชั่วโมง เราหยุดไม่ได้

เราก็ไม่ต้องตามติดสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลาไม่ได้เหรอ

แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าคอมเมนต์ไหนมันจะกระทบกับชีวิตเรา มันอาจจะเกิดดราม่าขึ้นมาตอนกลางคืนแต่เราเพิ่งมาเห็นตอน 10 โมงเช้า ซึ่งตอนนั้นมันก็แก้ไขอะไรไม่ทัน แล้วคุณจะทำยังไง หรือว่ามีประเด็นที่เกี่ยวกับเราเกิดขึ้น เราก็ต้องคิดว่าเราจะทำคอนเทนต์มั้ย

ถ้าเป็นบริษัทเราอาจจะลาพักร้อน 1 เดือนได้ แต่โลกอินเทอร์เน็ตถ้าคุณลาพักร้อน 1 เดือนคุณจะโดนทุกอย่างกดให้คุณหายไปจากโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นการที่คนดูลืม หรือแม้กระทั่งพวกอัลกอริทึม การที่คุณไม่ลงคลิปวิดีโอหรือไม่ลงโพสต์ในเฟซบุ๊ก อัลกอริทึมก็จะรู้สึกว่าเพจของคุณไม่แอ็กทีฟแล้ว เขาก็ไม่ดึงคอนเทนต์ของคุณขึ้นมาให้คนดู

Point of View Point of View

การถูกลืมเป็นเรื่องที่น่ากลัวไหมสำหรับคนที่อยู่ในโลกออนไลน์

น่ากลัวถ้ายังอยากทำอาชีพนี้อยู่ แต่ถ้าคุณคิดว่า โอเค พอ เลิก การถูกลืมอาจจะเป็นความดีใจด้วยซ้ำว่า ลืมๆ ไปเถอะว่าฉันทำอะไรเอาไว้ แต่ถ้าสมมติยังอยากทำอาชีพนี้อยู่ ยังต้องหากินกับสิ่งนี้ การถูกลืมแปลว่าอะไร

การถูกลืมแปลว่าคนไม่ดู คนไม่ดูคืออะไร รายได้ไม่เข้า แล้วคุณจะทำอาชีพนี้ยังไง สุดท้ายมันอยู่ที่เรามองว่าสิ่งที่เราทำเป็นอาชีพหรือเราแค่กำลังทำเพื่อความสนุก

แล้วคุณมองมันยังไง

ถ้านับจริงๆ ทุกวันนี้มันคืออาชีพ ซึ่งพอเป็นอาชีพมันก็มีอะไรที่แลกมา

คุณแลกมาด้วยอะไร

หลักๆ ก็คือรู้สึกว่าเสียเวลาไปเยอะ เสียโอกาสที่จะทำอะไรหลายๆ อย่างไปเยอะ แต่สิ่งที่ได้กลับมามันก็เยอะกว่าเยอะ

มันก็มีคนที่ไม่ได้ชอบจริงๆ ที่รู้สึกว่าฉันเสียนั่นเสียนี่ เสียโอกาสนั้นโอกาสนี้ไป แต่ด้วยตัวเราเป็นคนขี้เบื่อ เราไม่ชอบทำอะไรอย่างเดียวนานๆ ซึ่งอาชีพนี้มันก็เป็นอาชีพที่ทำให้เราได้ลองอะไรหลายๆ อย่าง มันจะมีอาชีพไหนที่อยู่ดีๆ คุณก็โดนส่งไปอยู่ต่างประเทศเดือนหนึ่ง หรืออยู่ดีๆ ก็โดนส่งไปประเทศแปลกๆ ที่ชีวิตนี้ไม่เคยคิดจะเหยียบไป

แล้วพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่เข้าใจงานที่คุณทำไหม งานที่ไม่ต้องไปออฟฟิศ นั่งเล่นอินเทอร์เน็ตทั้งวัน

พ่อแม่เราเข้าใจ เพราะจริงๆ เราทำงานเป็นฟรีแลนซ์มาตั้งแต่เรียนปี 1 เริ่มจากทำงานเป็นพิสูจน์อักษร รับเขียน รับนั่นรับนี่ เขาก็เห็นอยู่แล้วว่าการที่เรานั่งเคาะๆ อะไรบางอย่างหน้าคอมพิวเตอร์อยู่บ้านเราได้เงินนะ เขาก็แค่เป็นห่วงว่าเราจะหาอะไรที่มั่นคงทำมั้ย บางทีมีบริษัทเปิดรับเขาก็จะมาถามว่าสนใจไหม แต่ความโชคดีคือที่บ้านเราไม่ได้เดือดร้อนเรื่องการเงิน เขาก็เลยบอกว่า ถ้าชอบก็ลุยไปให้สุด ลองไปให้พอ ส่วนผู้ใหญ่รอบๆ ตัวก็จะมีคนตั้งคำถามก่อนที่เราจะมาถึงจุดนี้ว่า ลูกทำอะไร แต่พอเรามีหนังสือออกมาเป็นเล่มเขาก็ไม่ค่อยถามอะไรเยอะ

ทั้งที่ชีวิตก็มีงานอื่นที่มั่นคงเป็นตัวเลือก ทำไมคุณกลับเลือกทำงานที่คนรอบตัวก็ยังไม่เข้าใจ

จริงๆ เราไม่เคยคิดว่าจะมาเป็น YouTuber หรือว่ามาเป็น Content Creator เราคิดแค่ว่าเราจะเป็นนักเขียน

อย่างที่บอก เราเป็นคนขี้เบื่อ ก่อนหน้านี้เราเคยทำงานประจำประมาณ 3 งาน เป็นงานที่ดีทั้งหมด เป็น Dream Job ว่าอย่างนั้น เพื่อนอิจฉาบอกว่าฉันอยากเข้าไปอยู่จุดนั้นบ้าง งานมันเจ๋งมาก สนุกมาก แต่ทุกครั้งที่เราเข้าไปนั่งทำเราจะรู้สึกว่าฉันมานั่งทำอะไรที่นี่ คือมันก็มีความสนุกของมัน แต่พอทำซ้ำๆ กันเราจะรู้สึกว่าไม่เอาแล้ว ไม่ชอบ เบื่อ ไม่ชอบนั่งออฟฟิศ ไม่ชอบนั่งโต๊ะ ไม่เข้าได้มั้ย

แล้วก็มีสิ่งหนึ่งที่เราเป็นประจำเลยก็คือ เราเป็นคนทำงานไม่เป็นเวลา บางทีไอเดียเรามาตอนตี 3 เราก็ลุกขึ้นมาทำมันตอนตี 3 แล้วเราก็จะรู้สึกว่าฉันทำงานตอนนี้ไปแล้วตั้ง 3 – 4 ชั่วโมง แล้วทำไมฉันต้องตื่นเช้ามาโชว์ตัวที่บริษัทตอน 10 โมงอีก ในเมื่อทำไปแล้ว แล้วตลอดวันก็ไม่มีอะไรให้ทำ เพราะงานเสร็จแล้ว เรารู้สึกว่าการที่เอาตัวเองมานั่งในโต๊ะตรงนี้มันเสียเวลา รู้สึกว่าตัวเองมี Potential ที่จะใช้เวลาตอนนี้ทำอย่างอื่น หรือเอาไปนอนก็ยังดี

Point of View

ปัญหานี้เป็นปัญหาร่วมของคนรุ่นคุณหรือเปล่า

เรารู้สึกว่าเพื่อนเราหลายคนรู้สึกเหมือนกัน แต่เรารู้สึกเยอะเป็นพิเศษ เพราะเราเป็นคนทำงานเร็วมาก เป็นคนคิดออกแล้วทำเลย คิดออกตอนตี 3 แล้วจะไปรอ 10 โมงเช้าทำไม ก็ลุกขึ้นมาเขียนเลย ซึ่งการที่เอาเราไปนั่งไว้เฉยๆ ในออฟฟิศหลายๆ ชั่วโมง เรารู้สึกว่าฉันเอาเวลานั้นไปทำอะไรอย่างอื่นได้ตั้ง 4 – 5 อย่าง

ด้วยความคิดแบบนี้ทำให้คุณต้องปะทะกับคนรุ่นก่อนมั้ย

ไม่เคยปะทะโดยตรง แค่จะรู้สึกหงุดหงิดใจตัวเองว่าฉันมานั่งทำอะไรอยู่ที่นี่ แต่สุดท้ายก็ต้องหาอะไรนั่งทำไปให้มันครบเวลา

รู้สึกยังไงที่คนมักบอกว่าเด็กรุ่นคุณเปลี่ยนงานบ่อย ไม่อดทน

เรารู้สึกว่าโลกสมัยนี้มันไว มันเร็วกว่าโลกสมัยก่อนเยอะ สมัยก่อนถ้าเข้าไปลองแล้วไม่ใช่ ทนอยู่สักปีหนึ่ง โลกวันที่คุณก้าวเข้าไปกับวันที่ก้าวออกมามันก็ยังเป็นโลกเดิม ก็ไปลองใหม่ได้ แต่ว่าโลกสมัยนี้ที่เราอยู่ โดยเฉพาะโลกดิจิทัล โลกอินเทอร์เน็ต มันเร็วถึงขนาดที่ว่าถ้าเราไม่เริ่มทำ YouTube ณ วันที่เราเริ่ม แล้วมาเริ่มทำวันนี้ เราว่าเราได้ผลลัพธ์คนละแบบเลย

คนที่เริ่มทำ YouTube ในปี 2016 ปี 2017 ปี 2018 ก็เป็นคนละเจนกันเลย แล้วความคิด แนวคิด ในการทำมันต่างกันคนละโลกเลย ซึ่งไม่ได้หมายถึงว่าอันไหนดีกว่ากันนะ แค่จะบอกว่าแต่ละเจนคนมันจะมีจุดมุ่งหมายที่ต่างกันชัดเลย เช่น ตอนที่เราเริ่มทำเราไม่รู้เลยว่ามันจะมีรายได้จากสิ่งนี้ เราเริ่มทำด้วยความรู้สึกว่าฉันชอบทำ ถ้ามีรายได้ก็ดี ไม่มีก็ไม่เป็นไร ผ่านไปอีกประมาณ 2 ปี คนจะรู้สึกว่าก็ฉันชอบแล้วมันมีรายได้ด้วย ก็ทำ รายได้อาจจะไม่ได้ดีมาก อาจจะน้อยกว่าบริษัทนิดหนึ่ง แต่ก็ไม่ต้องทนทำงานในบริษัทนะ ผ่านไปอีกปีหนึ่ง YouTuber กลายเป็นอาชีพที่รายได้สูงที่สุดในประเทศไทย แล้วทำไมฉันจะไม่ทำล่ะ นี่มันขุมเงินขุมทอง พอแนวคิดมันเปลี่ยน คนที่ทำมันก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้น ถ้าคุณอยากเป็น YouTuber แต่จะต้องทนอยู่กับบริษัทอีก 2 ปี แล้วค่อยมาทำ อีก 2 ปีข้างหน้า YouTube อาจจะไม่มีแล้วก็ได้

แล้วบางอย่างมันไม่ใช่หลักปี แต่แค่เดือนเดียวก็เปลี่ยนไปแล้ว หรือหลักวันก็มี เช่น สมมติเราเห็นวันนี้ว่ามีโอกาสเข้ามา แต่ไม่รับเพราะว่าติดงานประจำ เท่ากับเราเสียโอกาสนั้นไปแล้วตลอดกาล

แล้วในมุมมองของคุณ เด็กยุคนี้รักสบายหรือทำงานหนักน้อยกว่าคนยุคก่อนจริงไหม

เรามองว่ามันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มนุษย์เราทุกคนรักสบาย แค่เทคโนโลยีมันทำให้คุณสบายได้หรือเปล่า ความอดทนเป็นสิ่งที่ดี แต่ความอดทนในทางที่ผิดมันไม่ดี คนที่กำลังบ่นว่าเด็กไม่อดทน ถ้าลองเทียบกับสมัยพ่อแม่ของคุณ คุณก็อดทนน้อยกว่าเขาเหมือนกัน สุดท้ายคุณแค่ยังไม่มีเทคโนโลยีที่จะทำให้คุณสบายในยุคของคุณแค่นั้นแหละ อย่างทุกวันนี้คนก็คอลไลน์เอา ไม่โทรศัพท์แล้ว ไม่ต้องเขียนจดหมายแล้ว ซึ่งทุกคนก็ใช้เหมือนกัน แค่คุณเข้าถึงมันแค่ไหน

เรามองว่าสุดท้ายมันอยู่ที่ผลลัพธ์มากกว่าหรือเปล่า ซึ่งก็ต้องมาพิสูจน์ว่า แล้วสิ่งที่เด็กสมัยนี้ทำมันได้ผลลัพธ์เท่ากับสมัยก่อนมั้ย เผลอๆ ถ้าไปคิดดูดีๆ เขาอาจจะทำงานน้อยกว่าแต่ได้ผลเยอะกว่าด้วยซ้ำ ลองมาวัดกันที่ผลลัพธ์ไหม เมื่อพลิกเป็นตัวเงิน หรือพลิกเป็นความสุข หรือพลิกเป็นอะไรสักอย่าง มันเท่ากันหรือเปล่า

คุณค่าชีวิตของคนรุ่นก่อนหลายๆ คนคือการทำงาน แล้วคุณค่าชีวิตของคนรุ่นคุณยังเป็นเรื่องงานอยู่หรือเปล่า

กรณีของเราเองยังเป็นงานอยู่ แต่ไม่ใช่ว่าการที่ฉันได้ทำงานแปลว่าฉันมีคุณค่า แต่มันคือการที่งานของฉันพูดอะไรบางอย่างออกไป การที่งานของฉันส่งผลอะไรบางอย่างกับโลก อันนั้นแหละคือคุณค่าที่เรารู้สึก

ที่ผ่านมาเราเป็นคนชอบเรื่องอะไรที่คนเข้าใจค่อนข้างยาก อย่างเช่นเราอ่านวรรณคดีตั้งแต่ 5 ขวบ หรืออ่านประวัติศาสตร์ไทยเป็นหนังสืออ่านเล่น ซึ่งถามว่าสมัยเด็กๆ มีคนชมมั้ย มี แต่คนจะมองว่ามันแปลก เป็นเด็กอ่านอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ จะสนุกได้ยังไง ซึ่งพอมา ณ วันนี้ การที่โยนความคิดอันนี้ลงไปในสังคม แล้วมีเด็กหรือผู้ใหญ่เดินเข้ามาบอกว่า เฮ้ย เพิ่งเห็นว่ามันสนุกจริงๆ มันเกิดคนที่คิดเหมือนกันขึ้นมา เราก็รู้สึกว่านี่แหละ คุณค่าของสิ่งที่เราทำทั้งหมด

Point of View Point of View

ย้อนกลับไปคุณคิดว่าอะไรทำให้คุณไม่เข็ดขยาดวรรณคดีเหมือนคนอื่นๆ จนสามารถเอามาเอามาเล่าอย่างสนุกสนานได้

เราอาจจะโชคดีที่เราโดนหลอกตั้งแต่เด็กๆ เราไม่รู้ว่าคนเขาไม่อ่านกัน (หัวเราะ) เพราะว่าสมัยเด็กๆ คุณแม่ก็ซื้อนิทานเรื่องอื่นมาให้อ่านด้วย ซึ่งมันปนกันหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นหนูน้อยหมวกแดง แก้วหน้าม้า หรือวรรณคดีเรื่องอื่นๆ เราไม่เคยแยกประเภทว่านี่คือวรรณคดีไทย เป็นสิ่งมีคุณค่าที่ฉันจะนั่งอ่าน เรามองว่ามันเท่ากัน เราก็รู้แค่ว่า อ๋อ เรื่องนี้เป็นเรื่องของหนูน้อยหมวกแดง เรื่องนี้เป็นเรื่องของสินสมทุร เรื่องนี้เป็นเรื่องของสุดสาคร อ้าว ก็เป็นเรื่องเด็กผจญภัยเหมือนกัน ไม่เห็นต่างกันเลย เราก็อ่านมาโดยไม่เคยรับรู้ว่ามันมีความเข็ดขยาด มารู้ตอนโตว่าชาวบ้านเขากลัวกันเหรอ

คิดว่าปัญหาคืออะไร ทำไมคนจึงกลัว

เราไปกลัวมันก่อนที่เราจะเจอมันจริงๆ สมมติว่าเด็กคนหนึ่งยังไม่ทันที่เขาจะรู้จักวรรณคดี อยู่ดีๆ ก็มีคนบอกว่าวรรณคดีภาษาสวย ภาษาสูงส่ง ภาษายาก เขายังไม่ทันรู้จักวรรณคดีเขาก็กลัวแล้ว แล้วคนสอนก็มีส่วน บางทีคนสอนก็ดันไปบิลด์เองว่าวรรณคดีอยู่บนหิ้ง

เราอาจจะมองวรรณคดีไม่เหมือนชาวบ้าน อย่างที่บอก เรามองว่ามันเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง เรามองว่ามันเป็นเหมือนนิยาย เหมือนละครหลังข่าว คือมันเป็นสตอรี่ซึ่งโดนหุ้มด้วยภาษาแค่นั้นเอง ไม่ว่าภาษาจะยากจะง่ายมันก็คือตัวสตอรี่เหมือนกัน

การมองว่ามันเหมือนละคร มองว่ามันธรรมดามากๆ เป็นการลดทอนคุณค่าของวรรณคดีไหม

คุณค่าของวรรณคดีคืออะไรล่ะ เรามองว่าพวกเราไปให้คุณค่าของมันเวอร์เกินไป บางคนบอกว่ามันเป็นสมบัติของชาติ มองว่าวรรณคดีเป็น Genre หนึ่งที่ต่างจากหนังสือเล่มอื่น แต่ว่าจริงๆ แล้วตอนที่คนเขียนวรรณคดีขึ้นมา เขาก็เหมือนนักเขียนทุกวันนี้ เขาก็แค่เขียนมันขึ้นมา ซึ่งโอเค แต่ละเล่มมันก็มีจุดมุ่งหมายต่างกัน แต่คุณดันเอามามัดรวมกัน

เราเหมารวมแล้วก็บอกว่าทุกเล่มอยู่บนหิ้ง ดูซิพระลอทำอะไร ไปเป็นชู้กับผู้หญิงแล้วโดนยิงตาย คือเขาไม่ได้เขียนให้คุณไหว้พระลอ เขาเขียนไว้อ่านเล่น หรือว่าขุนช้าง ขุนแผน ที่เจ้าชู้มีเมียห้าหกคน เขาไม่ได้เขียนให้อ่านจบแล้วคุณต้องเป็นแบบขุนแผน เขาเขียนให้อ่านเล่น

การศึกษามีส่วนไหมที่ทำให้วรรณคดีไทยยิ่งห่างเหินจากยุคสมัย

มี ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติเราเอาหนังสือ Harry Potter มาให้เด็กที่ไม่รู้จัก Harry Potter อ่าน 1 เล่ม แล้วถามเขาว่า สนุกมั้ย สนุก เขาชอบมาก ทุกคนชอบ แต่ถ้าสมมติเราเปิดเล่ม 4 บทที่ 2 แล้วบอกเขาว่า บทนี้ดีมาก สนุกที่สุดใน 7 เล่มเลย ให้อ่านแค่บทนี้บทเดียว ทุกคนก็จะคิดว่าไอ้เด็กแว่นนี่เป็นใคร ทำไมฉันต้องอยากรู้เรื่องมันด้วย ซึ่งนี่คือสิ่งที่เรากำลังทำกับวรรณคดี

อยู่ดีๆ เราก็ยกเอา รามเกียรติ์ มา 1 บท แล้วบอกว่ามาดูสุครีพหักฉัตรกันเถอะ อ้าว ทำไมฉันต้องอยากรู้เรื่องลิงตัวนี้ที่ไปหักฉัตร ซึ่งโอเค กรณี รามเกียรติ์ เราอาจจะพอรู้เรื่องมาตั้งแต่ต้น แต่ว่าเราทำแบบนี้กับวรรณคดีทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องที่เราไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน เราก็ไปหยิบบทตรงกลางมาแล้วบอกว่าอันนี้ดีมากเลย แล้วไง แล้วทำไมฉันต้องอยากรู้เรื่องตัวละครตัวนี้ด้วย

กลับกัน เวลาเราเรียนในคณะอักษรศาสตร์ เราพบว่าเขาสอนให้วรรณคดีมันสนุกได้ สิ่งที่เขาทำคือ เขาแจกวรรณคดีให้อ่านเลย 1 เล่ม ไม่มีการมาอ่านพร้อมกันในห้อง คุณไปอ่านมา อ่านเสร็จมีประเด็นอะไรมาถกกันในห้อง มันสนุกกว่าเยอะเลย ซึ่งคนอาจจะเถียงว่าสมัยเด็กมันทำไม่ได้ เด็กอ่านไม่เข้าใจ แต่จริงๆ แล้ววรรณคดีมันไม่ได้มีแต่เรื่องอ่านยากนี่ มันก็มีภาษาที่ไต่ระดับ ทำไมเราไม่เอาเล่มง่ายๆ ให้เด็กอ่านก่อน

Point of View Point of View

คุณรู้สึกยังไงกับการที่เราต้องพยายามทำทุกเรื่องให้สนุก คนจึงจะสนใจ

เรามองว่าคนเราถ้าไม่เข้าใจเราจะปิดใจ เขาจะไม่เข้าไปถึงมันตั้งแต่แรก แต่ถ้ามีใครสักคนทำให้เขาเปิดใจก่อน เดี๋ยวมันจะมีการคัดกรองเองว่ามีคนสนใจจริงจังหรือแค่ผิวเผินกี่คน

สมมติเด็กมี 100 คน ถ้าอยู่เฉยๆ ไม่มีคนพูดอะไรเลย อาจจะมีคนสนใจวรรณคดีสัก 1 คน ซึ่ง 1 คนนั้น ต่อให้มันยาก ต่อให้มันน่าเบื่อ ยังไงเขาก็สนใจ แต่ถ้ามีใครสักคนมาทำให้ง่าย แล้วมีเด็กสนใจเพิ่มขึ้นมา 50 คน อย่างน้อยก็มีคนสนใจเพิ่มมา 50 คน ส่วนอีก 49 คนยังไงก็ไม่สนใจ ก็ปล่อยไป แล้วใน 50 คนที่หันมาสนใจ เดี๋ยวมันมีเอง คนที่จะเปลี่ยนไปเป็นแบบ 1 คนแรก แต่ถ้าคุณไม่เอามาทำให้ง่ายตั้งแต่แรกแล้วบอกว่า ทุกคนต้องก้าวข้ามกำแพงภาษาให้ได้ ทุกคนต้องหันมาสนใจด้วยตัวเองตั้งแต่แรก สุดท้ายใน 100 คนมันก็มีคนสนใจแค่คนเดียว

คุณเคยคิดไหมว่าอะไรคือสิ่งสำคัญของคนที่เป็น YouTuber

จรรยาบรรณ เรารู้สึกว่าคุณต้องรู้สึกว่าคุณเป็นสื่อ

คุณมองว่าตัวเองเป็นสื่อ

เรามองตัวเองเป็นสื่อ แต่หลายคนอาจจะมองว่านี่พื้นที่ส่วนตัว ฉันจะทำอะไรก็ได้ ซึ่งมันไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัวแล้วตั้งแต่คุณเอาลงอินเทอร์เน็ต เพราะมันก็มีคนตาม แค่ 1 คนมันก็คือคุณกำลังสื่อสารอะไรบางอย่างแล้ว แล้วบางคนคุณมีคนตามเป็นแสนเป็นล้าน คุณจะบอกว่าคุณไม่ใช่สื่อไม่ได้ คุณใหญ่กว่าสื่อบางช่องอีก สื่อบางช่องโพสต์อะไรบางอย่างออกไปคนเห็นพันคน คุณโพสต์คนเห็นล้านหนึ่ง คุณควรจะมีจรรยาบรรณมากกว่าเขาอีก

จรรยาบรรณในความหมายของคุณประกอบด้วยอะไร

เราว่ามันเป็นคอมมอนเซนส์ ก็แค่อย่าทำร้ายคนดู อย่าทำร้ายตัวเอง อย่าทำร้ายคนที่ทำงานด้วยกัน ซึ่งการไม่ทำร้ายกันมันก็ครอบคลุมทุกอย่างหมดแล้ว สมมติมีโฆษณาชิ้นหนึ่งเข้ามา คุณต้องคิดว่าถ้าพูดออกไปแล้วมันทำร้ายคนดูมั้ย ถ้ามันทำร้ายก็อย่ารับ เราว่ามันเป็นคอมมอนเซนส์มากๆ แต่บางครั้งคอมมอนเซนส์ก็โดนกลบด้วยอะไรหลายๆ อย่างในบางกรณี เช่น โดนกลบด้วยรายได้ที่มันมาก

สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกว่าสำคัญก็คือคุณต้องรู้ว่าทำอะไรเพราะอะไร คุณทำทั้งหมดนี้เพราะคุณชอบหรือคุณทำเพราะเงิน ถ้าทำเพราะอยากได้เงิน คุณก็ต้องอย่าลืมว่าคุณได้เงินเพราะว่าคนดูเขาดูคุณนะ คุณจะไปทำร้ายคนที่ทำให้คุณได้เงินเหรอ

มีฟีดแบ็กไหนจากคนดูบ้างไหมที่ทำให้คุณรู้สึกว่าสิ่งที่คุณทำส่งผลต่อคนดูจริงๆ ไม่ได้คิดไปเอง

เราชอบมากเวลาเด็กเดินเข้ามาคุยด้วย หรือว่าผู้ใหญ่ก็ตาม มันอาจจะไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง แต่มันจะมีหลายคนที่เดินเข้ามาบอกว่า หนูเคยเกลียดวิชานี้มากเลย ตอนนี้หนูได้เกรด 4 แล้วนะ หนูชอบมาก หนูมีความสุข หรือเป็นผู้ใหญ่เดินเข้ามาบอกว่า ตอนเรียนเขาเกลียดวิชานี้มากเลย ตอนนี้หันมาสนใจแล้ว ตอนนี้หันไปหามาอ่านเพิ่มแล้วนะ สำหรับเรามันมีคุณค่ามาก

ที่ผ่านมาคนอาจจะมองว่าเราทำเกี่ยวกับวรรณคดีอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วเราทำทั้งเรื่องประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ภาษา เทคโนโลยี และอีกหลายๆ เรื่อง แก่นทั้งหมดของสิ่งที่เราทำคือ เราชอบเล่าเรื่อง และเราเชื่อว่ามันมีความสนุกอยู่ในสาระ หลายคนมองว่าสาระมันน่าเบื่อ แต่เรามองว่ามันมีความสนุกซ่อนอยู่ข้างใน คุณแค่ต้องหามันให้เจอ ซึ่งถ้าคุณยังหามันไม่เจอ เดี๋ยววิวดึงออกมาให้เอง แล้วมันอาจจะทำให้คุณหันไปเปิดใจให้อย่างอื่นที่เหลือบ้าง

มีคนเยอะนะที่เคยเกลียดแล้วหันมาชอบแบบเรา จากที่เคยชอบอยู่คนเดียว วันนี้ดีใจจังเลย มีคนสนใจด้วยแล้ว

Point of View

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load