31 ปีก่อนเขาคือนายกองค์การนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผู้ขับเคลื่อนกิจกรรมทางการเมือง

30 ปีก่อนเขาคือผู้สื่อข่าวสายการเมืองประจำหนังสือพิมพ์หัวที่ตีพิมพ์ภาพข่าวการปราบปรามประชาชนในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 ขณะที่สื่อโทรทัศน์ในประเทศถูกควบคุมการเสนอข่าว และไม่รายงานการสูญเสียชีวิตของประชาชน

20 ปีก่อนเขาคือคนที่เล็งเห็นพลังการเปลี่ยนแปลงของสื่อโลกใหม่ในยุคแรกเริ่มของอินเทอร์เน็ต และเตือนหนังสือพิมพ์ไทยให้เตรียมรับมือกับ New Media ทว่าไม่มีใครเชื่อ

‘เขา’ ที่ว่าจึงเป็นคนแรกที่เรานึกถึงในโมงยามที่ประเทศกำลังตั้งคำถามเรื่องจรรยาบรรณสื่อ การเสพสื่อ การอยู่ในยุคที่สื่อเก่าถูก Disrupt อย่างสิ้นเชิง ใครมีสมาร์ทโฟนก็สร้างข่าวได้ หรือพื้นที่สื่อที่ไม่ต้องลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาล จดทะเบียนเป็นลายลักษณ์อักษร เพียงสมัครแอคเคานต์เว็บไซต์ไม่ก็แอปพลิเคชัน และมี IO, Fake News, Propaganda เป็นโรคแทรกซ้อน

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

‘เขา’ ที่ว่า คือ อาจารย์มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ อีกหนึ่งนักวิชาการที่ถ้าใครจะพูดเรื่องสื่อต้องนึกถึง

“ได้ครับ” เป็นข้อความที่ได้รับแทบจะทันทีหลังตัวหนังสือ read ปรากฏ เมื่อเราส่งข้อความหาเพื่อชวนมานั่งคุยกัน

สองวันหลังจากนั้นซึ่งคือวันที่ 21 ตุลาคม เราจึงนั่งอยู่ในห้องทำงานเหนือตึกสูงใจกลางมหาวิทยาลัย ตรงหน้ารองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่กำลังไถ Smart Phone และมี Smart Watch คาดข้อมือ

คิดยังไงกับปรากฏการณ์ทัวร์ลงดาราเรื่องการ Call Out ที่สร้าง Cancel Culture ปลดบิลบอร์ด

ต้องเข้าใจวัฒนธรรมของบ้านเราว่า การเรียนการสอนของเราไม่ได้สอนมาให้มีพื้นฐานประชาธิปไตย เราถูกสอนให้ฟังว่าครูบอกอะไร เรื่องอำนาจนิยมหรือประชาธิปไตยที่ต้องฟังความคิดเห็นหลากหลายไม่ได้ถูกบ่มเพาะมาตั้งแต่เด็ก เพราะงั้นไม่แปลก เด็กที่เรียกร้องวันนี้เขาก็เติบโตมาจากตรงนั้น 

ถ้าเราเรียกร้องให้คนที่ไม่แสดงจุดยืนมาแสดงจุดยืน เราต้องพร้อมด้วยว่าเขาอาจจะแสดงจุดยืนอีกฝั่งหนึ่งก็ได้ และต้องยอมรับ คุณจะเห็นด้วยกับศิลปินหรืออินฟลูเอนเซอร์หรือไม่ก็ตาม แต่ต้องไม่บอกว่าเขาต้องทำแบบที่ตัวเองต้องการ เพราะนั่นหมายถึงคุณกำลังใช้อำนาจนิยมผ่านสื่อออนไลน์เหมือนที่คุณก็ไม่ชอบหรือเปล่า 

ในขณะที่คุณบอกว่าคุณไม่ชอบที่ผู้มีอำนาจใช้พลังมาบีบให้คิดและเชื่อคล้อยตามกันหมด แต่คุณกำลังใช้อำนาจอีกทางหนึ่งทางเทคโนโลยี บีบให้ใครคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งคิดและเชื่อแบบเดียวกับคุณหรือเปล่า การใช้อำนาจสื่อในมือมาเรียกร้องบีบเมนให้พูดก็เหมือนกับที่รัฐใช้อำนาจปิดสื่อ มันอาจจะเกินไปหรือเปล่า ต้องย้อนกลับไปดูว่าพื้นฐานความคิดเรื่องประชาธิปไตยของคุณคืออะไร อะไรคือประชาธิปไตยที่เราต้องการ ความต้องการประชาธิปไตยเราเท่ากันมั้ย

ถ้าเขาไม่ได้อยากออกเสียง หรือที่คนเรียกว่าเป็น Ignorance

ก็ต้องเป็นสิทธิ์ของเขา การที่จะยอมพูดหรือไม่พูดมันเป็นสิทธิ์เหมือนกัน เหมือนการเลือกตั้งอะ คุณมีสิทธิ์ที่จะโหวตหรือโนโหวต มันเป็นเรื่องของคุณ มันไม่ควรจะเกิดจากการบังคับว่าคุณต้องโหวต แต่คุณก็จะเจอกฎทางสังคม

กลับกัน ถ้าพวกเขาออกมาพูด 

ไม่ใช่ลูกชุบใช่มั้ย (หัวเราะ)

ไม่ใช่ค่ะ (หัวเราะ) มันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงรึเปล่า

ต้องยอมรับว่ามันจะมีพลังในการสื่อสาร แต่จะทำให้คนเชื่อหรือไม่เชื่อ ไม่ถึงขั้นร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก ไม่ใช่ว่าดาราคนนี้พูดอย่างนี้ออกมาแล้วทุกคนจะพร้อมเชื่อ เสียงมันดังขึ้น กว้างขึ้น คนอาจจะได้ยินแล้ว เอ๊ะ มันเกิดอะไรขึ้น 

เราจะอยู่ยังไงให้เท่าทันยุคที่สเตตัสเดียวกลายเป็นวาระแห่งชาติ

มันเป็นกระแสที่ขึ้นลงเร็ว และชีวิตจริงคนไม่ได้อยู่แค่ในออนไลน์ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือเด็กรุ่นนี้เขาจำลองและเชื่อมโลกออนไลน์มาอยู่ออฟไลน์ให้เห็นมากขึ้น แม้กระทั่งการบริหารการจัดการม็อบคราวนี้ก็ต่างจากการบริหารจัดการม็อบในครั้งก่อนๆ มากกกกก (เน้นเสียง) 

เอาแค่การย้ายจุดชุมนุม เมื่อก่อนจะชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ คุณต้องบอกล่วงหน้า แล้วสื่อที่บอกตอนนั้นคือที่ไหน วิทยุ ทีวี ไม่ได้ เพราะเป็นของทหาร คุณต้องหยิบประเด็นเพื่อการแถลงข่าวให้สื่อมวลชนกระแสหลัก ซึ่งคือหนังสือพิมพ์ 

แต่วันนี้ไม่ใช่ โอ้โห เกิดอะไรขึ้นคุณพร้อมที่จะย้ายภายในครึ่งชั่วโมง (หัวเราะ) คุณแกงเขาได้หมดเลย อยู่ๆ ไม่เอาแล้ว เลิก อ้าว ฉิบหาย ไวมาก คุณมี Agility คุณเปลี่ยนอะไรต่างๆ จริงๆ 

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร
มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

True Information เป็นของ Luxury ในศตวรรษที่ 21 จริงรึเปล่า

ปัจจุบันข้อเท็จจริง ความจริงแท้ หายากขึ้น ในโลกของดิจิทัลมันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะหยิบมุมไหนมาเล่า การเลือกเล่า เลือกตัดทอน ก็ทำให้ความจริงนั้นเหลื่อมไปด้วยเหมือนกัน ความจริงนั้นอาจจะสัมพันธ์กับคนเล่า คนรับสารด้วย เช่นผมเล่าจากมุมหนึ่งที่เกิดขึ้น ถามว่าเป็นความจริงมั้ย มันคือความจริงในมุมนั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเล่าด้วยอะไร มุมมองไหน 

แสดงว่าข้อเท็จจริงไม่ใช่สิ่ง Luxury ที่สุด

ข้อมูลที่หลากหลายต่างหาก และต้องมาคิดวิเคราะห์เอง เหมือนประวัติศาสตร์ในอดีต เรื่องเล่าสมัยกรุงศรีฯ แตก มีหลายเรื่อง สมมติว่าเป็นเรื่องจริง วันที่กรุงศรีฯ แตก คนที่อยู่ตรงนั้นก็มีเรื่องเล่าชุดหนึ่ง มุมมองของพม่าที่ตีเมืองก็เรื่องเล่าอีกชุดหนึ่ง หรือคนที่หนีรอดมาได้ก็มีเรื่องเล่าอีกชุดหนึ่ง แล้วอะไรคือความจริงแท้ 

ถ้าคุณอยากรู้เหตุการณ์นั้น คุณต้องดูหลายๆ อย่างแล้วประมวลเองว่าอะไรที่ไม่ใช่ สังเคราะห์ว่ามันน่าจะเป็นแบบนี้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับจุดยืนคุณอีก ถ้าจุดยืนคือคนพม่าโดยมีเรื่องชาตินิยมมาเกี่ยวข้อง หรือมุมมองตอนนี้ที่มองไปยังเหตุการณ์นั้น คุณก็จะเลือกเล่าอีกแบบหนึ่ง

ในฐานะของสื่อมวลชน จะทำยังไงให้สิ่งนี้คลาดเคลื่อนน้อยที่สุด 

คุณก็ต้องรายงานข้อเท็จจริงให้หลากหลายมุมมองมากที่สุดและไม่ใส่ความคิดเห็น ถ้าฟังสื่อที่ถามแค่ฝ่ายเดียวแล้วบอกว่าเขาโกหก รู้ได้ยังไงว่าโกหก 

วันหนึ่งข้างหน้าคนเสพสื่อจะได้ความเห็นที่หลากหลาย ประชาชนจะเป็นคนตัดสินเองว่าจะเชื่ออะไร 

แอคหลุม อวตาร เทียบเท่ากับอะไรในยุคก่อนหน้าโซเชียลมีเดีย

ข่าวลือ สมัยก่อนก็แค่ปากต่อปาก แต่ตอนนี้มันถูกส่งต่อในแชท วงในแจ้งว่า เพื่อนของเพื่อน เป็นญาติที่ทำงาน

แล้ว IO คืออะไร

คือการปฏิบัติการข่าวสารทางการทหาร ซึ่งมีทั้งรุกและรับ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยข่าวลวง ไปบอกให้ชาวบ้านกลัวว่าทหารจะมา การหลอกศัตรูว่าแม่ทัพตายแล้ว ปล่อยข่าวเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามสับสน ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่มันเพิ่งย้ายมาอยู่บนออนไลน์ ถ้ามองในแง่ของการเมือง ทุกประเทศก็ใช้เครื่องมือนี้มาตลอด สำคัญคือเราจะรู้เท่าทันมากน้อยแค่ไหน ในฐานะที่เป็นผู้บริโภค

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร
มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

มันรับบทเป็นผู้ร้ายจริงรึเปล่า

ขึ้นอยู่กับว่า IO เป็นตัวร้ายของใคร เพราะ IO ถูกใช้ได้จากทุกฝ่าย

ยุคหนึ่งบ้านเรามีปัญหาโรคเอดส์ การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น จนต้อง ‘พยายาม’ ยัดสิ่งนี้ในวิชาสุขศึกษา ถ้ายุคนี้ที่ Fake News เป็นปัญหา เราควรมีวิธีรับมือในหลักสูตรการศึกษามั้ย

ใช่ ในต่างประเทศมีวิชาการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) อย่างในเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งสอนกันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลและสอนกันมาหลายสิบปีแล้ว ครูที่นั่นจะเปิดวิดีโอโฆษณาขนมให้เด็กดู จากนั้นถามเด็กๆ ว่า คิดอย่างไร

ฟังดีๆ นะ เขาถามเด็กว่า ‘คิดอย่างไร’ ไม่ได้บอกว่าโฆษณากำลังโฆษณาอะไร ระบบการศึกษาทำให้เด็กคิดเองตั้งแต่อนุบาล มีเด็กคนหนึ่งตอบว่าอยากกิน และมีเด็กอีกคนยกมือขึ้นมาบอกว่าอย่ากิน กินแล้วฟันหลอ ครูถามต่อว่า ทำไมถึงคิดว่าฟันหลอ เพื่อนอีกคนแย้งว่า ในโฆษณาไม่เห็นมีใครฟันหลอ 

สิ่งนี้สะท้อนว่าเด็กออสเตรเลียเรียนรู้ตั้งแต่อนุบาลว่าโฆษณาไม่ได้บอกความจริงทุกอย่าง ครูเองก็ไม่ได้มีหน้าที่บอกเด็กว่าอย่ากินลูกกวาดลูกอมนะ ฟันจะผุ แต่ครูกระตุ้นให้เด็กคิดและคุยกันเองตั้งแต่อนุบาล

หลังจากคลาสนั้น ผมไปดูงานอีกคลาสซึ่งเป็นระดับไฮสคูล ครูตัดภาพข่าวมาคุยพร้อมถามความคิดเห็นว่าทำไมแต่ละสื่อพาดหัวข่าวแบบนี้ นักข่าวต้องการบอกอะไร ให้นักเรียนลองแยกข้อเท็จจริงกับความคิดเห็นในเนื้อข่าวออกมา อะไรที่สื่ออยากเล่า อะไรที่สื่อไม่อยากเล่า

เด็กจึงเกิดกระบวนการถกเถียง (Discuss) Critical Thinking จึงถูกสอนแต่เด็ก ผมจึงไม่แปลกใจว่าสมัยที่ผมเรียน ป.โท ที่นั่น ทำไมทุกคนยกมือแย่งกันแสดงความคิดเห็น เขาไม่สนใจว่าเพื่อนจะมีความคิดเห็นยังไง แต่เขาอยากจะบอกว่าเขามีความคิดเห็นแบบนี้ ต่างคนต่างฟังและถกเถียงโต้แย้ง

ทวีตหนึ่งของคุณบอกไว้ เชื่อว่าจะมีหัวข้อวิจัยเกี่ยวกับการสื่อสารของม็อบราษฎร 

มีแน่นอน เพราะม็อบมีทั้งการสื่อสารภายในกับการสื่อสารต่อสาธารณชน การปะทะกับ IO ในขณะที่กระบวนการ IO ก็ยังพยายามที่จะใช้วาทกรรมรูปแบบเดิมๆ 

ในออนไลน์คุณจะเห็นลักษณะของการกวน มี Meme ต่างๆ และพยายามสร้าง Engagement กับผู้เข้าร่วม ก่อนหน้านั้นสองวันบอกว่าให้โหวตกันว่าจะพักหรือไปต่อ โคตร Engage เลย แล้วแป๊บเดียว ไม่กี่นาที ก็โหวตกัน เห้ย มันขนาดนี้แล้วหรอ หรือเมื่อวานซืนที่บอกว่าห้าโมงสี่สิบห้าให้ไปรวมกันตามที่ต่างๆ แล้วเพจก็บอกว่าให้คนชูสามนิ้วถ่ายรูปโพสต์ มันคือการดึงเอาคนที่ร่วมชุมนุมมาเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี บางส่วน 

ผมมองว่ามันเป็นการสื่อสารสองทาง (Two-way Communication) กันมากกว่ายุคเก่า ยุคก่อนๆ ม็อบ Top-down มาก จัดชุดแกนนำกี่คนๆ บอกว่าซ้ายทุกคนต้องซ้าย ขวาทุกคนต้องขวา หยุดเจ็ดวัน ทุกคนเลิกเจ็ดวัน วันนี้ไม่ใช่ แต่ม็อบยุคนี้ ต่อให้ Node ใหญ่หยุด ฉันไม่หยุด เพราะคุณบอกเขาว่า ทุกคนคือแกนนำ เข้าใจปะ (หัวเราะ)

เมื่อเราถึงยุคที่ใครก็เป็นสื่อได้ รายงาน Fact ได้และได้ดี อะไรทำให้สื่อต่างจากเขา

ผมว่าไม่แปลกที่ตอนนี้ทุกคนจะรายงานข้อเท็จจริง (Fact) ได้และทำได้ดี ซึ่งสร้างความหลากหลายทางการรับข้อมูลข่าวสาร แต่หน้าที่ของนักสื่อสารมวลชนคือการรายงานข่าวรอบด้านที่สุด ไม่ใช่การรายงานข่าวมุมเดียว นี่คือข้อแตกต่าง 

สมมติว่าคุณอยู่ในที่ชุมนุม คนทั่วไปทำได้แค่รายงานสถานการณ์ แต่นักสื่อสารมวลชนสามารถเข้าถึงแหล่งข่าวที่เป็นข้อมูลสำคัญทั้งหมด อย่างการสัมภาษณ์ตำรวจ รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี สื่อต้องไม่เลือกที่จะถามแค่ฝ่ายรัฐหรือแค่ฝ่ายผู้ชุมนุม สื่อต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือสื่อสารทางการเมืองไม่ว่าของฝ่ายไหน นี่คือสิ่งที่บ่งชี้ความเป็นมืออาชีพของนักสื่อสารมวลชน ซึ่งเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลายกว่าคนธรรมดาที่มีแค่สื่อในมือ

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

ในยุคที่เทคโนโลยีทำให้ข่าวสารเดินทางเร็ว มันสั่นสะเทือนจริยธรรมสื่อมั้ย

สั่นคลอน ทุกวันเราตั้งคำถามกับเนื้อหาบน New Media ว่าอะไรที่เรียกว่า ‘ข่าว’ คุณค่าข่าวต่างออกไปจากเดิมตามนิยามของคุณค่าข่าว ความสนใจในข่าวของประชาชนก็ต่างไปจากเดิม ผมชอบยกตัวอย่างเรื่อง ‘แมวอโศก’ แมวจรจัดธรรมดาที่สถานีรถไฟฟ้าอโศก ถ้าเป็นสื่อแบบเดิมเรื่องนี้ไม่มีทางเป็นข่าว แมวจรจัดตัวหนึ่งจะเป็นข่าวได้ยังไง แต่คนที่เป็นทาสแมว ซึ่งใช้บริการรถไฟฟ้าเห็นทุกวันมองว่าน่ารัก ถ่ายรูปอัปลง Pantip.com ก็กลายเป็นข่าวของคนที่สนใจเรื่องนี้ ข่าวกลายเป็นเรื่องที่สร้างขึ้นตามความสนใจ (Interest) ของยุคนี้และเป็นตลาดเฉพาะ (Niche Market) มากขึ้น 

ไม่ต่างจากข่าวลุงพล

ข่าวลุงพลชัดในความหมายของกลุ่มมวลชน (Mass) แบบนั้น เหมือนเพื่อนบ้านที่อยากรู้ว่าบ้านข้างๆ เป็นยังไง ไม่ใช่ข่าวที่ส่งผลกระทบต่อผู้รับสาร แต่ฐานในเรื่องเรตติ้งขึ้นมาก ทาร์เก็ตเขาชัด เขาได้เต็ม ขณะที่ชนชั้นกลางคนเมืองเอียนและเบื่อ ยิ่งเขามาจับเรื่องม็อบ เขายิงยาวเลย เพราะเขาไวและเก่งเรื่องการนำเสนอแบบนี้ เรตติ้งเป็นตัวบอก

ถูกแล้วหรอ ที่สื่อทำข่าวจากเรตติ้ง

อยู่ที่มุมมอง เขามองในแง่ธุรกิจก็เรื่องหนึ่ง แต่เมื่อมองผลกระทบต่อสังคม ข่าวแบบนี้ต้องกลับไปถามตัวเองว่าเหมาะสมหรือไม่

และกระทบจรรยาบรรณสื่อ

กระทบสิ ข่าวมีอยู่สองประเภท ข่าวที่ประชาชนควรรู้กับข่าวที่ประชาชนสนใจ ต้องวางสมดุลระหว่างสองอย่างนี้ บางเรื่องประชาชนไม่สนใจ แต่เป็นสิ่งที่ประชาชนควรรู้ ก็ควรนำเสนอไม่ใช่หรือ

เรื่องที่ประชาชนควรรู้อาจเป็นเรื่องยากที่จะนำเสนอ แต่ทักษะด้านการเล่าเรื่อง (Storytelling) จะเป็นโจทย์ใหม่ของนักสื่อสารมวลชน ซึ่งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทำให้เราโยนรูปแบบการเขียนข่าวยุคเดิมทิ้งไปได้เลย 

แล้วสื่อต้องปรับตัวให้ทันมั้ย 

สื่อกลุ่มไหน สื่อในความหมายของแต่ละคนต่างกัน คุณพูดว่าสื่อกับนักสื่อสารมวลชนยุคเก่า เขาจะมีความหมายแบบหนึ่ง อย่างเรื่องการเข้ามา Take Action ของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเพื่อช่วยเหลือนักข่าวประชาไทที่ถูกคุมตัวระหว่างไลฟ์ในม็อบราษฎรเมื่อวันก่อน เกิดจากการปรับตัวที่ต้องการให้สื่อปราศจากการแทรกแซงของทางราชการและการเมือง จึงต้องมีองค์กรอิสระควบคุมกันเอง โดยตอนนี้สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติจึงพยายามขยายเป็นสภาการสื่อสารมวลชนแห่งชาติด้วย จากเดิมมีสมาชิกแค่หนังสือพิมพ์ เพื่อครอบคลุมสื่อทั้งวิทยุ ทีวี ออนไลน์ และตามภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไป ขณะที่เมื่อห้าปีก่อนกรอบความหมายสื่อสารมวลชนยังมีความหมายเดิมว่า Traditional Media อยู่

อย่างไรก็ตาม กรณีของประชาไท เมื่อได้รับป้ายนักข่าวจากสมาคมนักข่าว ยังไงองค์กรก็ต้องรับผิดชอบช่วยเหลือและควบคุม

แล้ว The Cloud มองตัวเองเป็นอะไร

เป็นนิตยสาร

คุณมองตัวเองเป็นสื่อมวลชนไหม นี่ไง ความหลากหลายเริ่มมีแล้ว พอพูดคำว่าสื่อ มันไม่สามารถพูดกว้างๆ แบบเดิมแล้ว วันนี้คำว่าสื่อของแต่ละคนมีลักษณะย่อยลงไป ถ้าคุณพูดคำนี้กับคนที่ทำ Traditional Media เขาจะไม่จัดพวกคุณเป็นสื่อมวลชนตามความหมายของเขา เขาอาจจะบอกว่าคุณเป็นสื่อออนไลน์ เป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม แต่ในความหมายของเราที่เราทำสื่อ ฉันก็เป็นสื่อมวลชน 

ยุคหนึ่งสื่อทางเลือกคือสื่อที่ไม่สามารถนำเสนอในสื่อกระแสหลัก อยู่ใต้ดิน อย่างสมัยก่อนที่เรียกว่าประชาไทเป็นสื่อทางเลือก เพราะไม่มีทางนำเสนอข่าวเหล่านั้นผ่านสื่อกระแสหลักได้ แต่วันนี้คำว่าสื่อทางเลือกมีความหมายอีกแบบ เป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม เปิดกว้างมากขึ้น 

บทบาทของสื่อมวลชนแบบเดิมมีอิทธิพลน้อยลง พลังน้อยลง ทั้งด้วยตัวมันเองและด้วยจำนวนคนเสพสื่อที่ลดลง เมื่อมีสื่อทางเลือกเฉพาะกลุ่มเยอะขึ้นๆ ผมก็ไม่จำเป็นต้องอ่านสื่อหลัก เพราะมันไม่ตอบโจทย์ผม ผมชอบแทงบอล ผมก็อ่านเว็บบอล นี่คือข่าวของผม ผมสนใจอันนี้ ถามว่าคนทำเว็บไก่ชนหรือคนทำเว็บพนันออนไลน์คือสื่อไหม

เขาผลิตคอนเทนต์ แต่เป็นคอนเทนต์เฉพาะกลุ่มเขา มันขึ้นอยู่กับว่าเราจัดความหมายยังไง ถ้าผมจัดตามความหมายแบบเดิม กลุ่มนี้ไม่ใช่ แต่ถ้าเกิดผมจัดตามความหมายแบบใหม่ เขาก็คือผู้ผลิตเนื้อหา เป็น Content Creator

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

นิยามนี้ทำให้ไม่ต้องรับภาระเรื่องจริยธรรมเหรอ

ถูก แต่ Content Creator จำเป็นต้องมีจริยธรรมไหม (ยิ้ม) จริยธรรมหรือจรรยาบรรณของแต่ละกลุ่มต้องคุยกันเอง แล้วผมเชื่อว่าการคุมกันเองดีกว่าถูกคุมด้วยกฎหมายโดยรัฐ ดูก่อนว่าผลประโยชน์ของประชาชนหรือผู้เสพสื่อเป็นหลัก หรือรายได้เป็นหลัก สมดุลมันอยู่ตรงไหน ก็คุยกัน อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้

วันหนึ่งผู้บริโภคบอก ไม่เอา มึงรีวิวอันนี้เยอะเหลือเกิน เบื่อแล้ว เราก็ต้องปรับตัว ต้องเพิ่มเรื่องจริยธรรมตรงนี้ เราไม่สามารถบอกให้ทุกคนปรับ แล้วปรับเหมือนกันหมด เพราะความหลากหลายเป็นปัญหาความท้าทายเชิงจริยธรรมที่ซับซ้อนกว่าเดิมเยอะ 

จริยธรรมสื่อคือความรับผิดชอบต่อข่าวสารที่เรานำเสนอต่อผู้รับสาร สื่อเปลี่ยนความคิดหรือความเชื่อของคนได้ มันแตกต่างจากสินค้าประเภทสบู่ ยาสีฟัน เพราะฉะนั้น คุณต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ 

สมัยก่อน รูปหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เป็นรูปศพเกลื่อน เห็นชัดเจน บางเล่มก็เป็นภาพโป๊ พอวางที่แผงด้วยกันมันย้อนแย้งมากจนสงสัยว่าดูแล้วมึงเกิดอารมณ์ได้ยังไงวะ (หัวเราะ) แต่สมัยนั้นคนชอบมาก ขายดีมาก ต่อมาเริ่มมีคนตั้งคำถามว่า มันอุจาดไปไหม มันดูไม่เหมาะไหม ตัวสื่อเองก็ต้องปรับ เริ่มทำภาพเบลอ แต่ถึงเบลอแล้วคนก็ยังด่าอยู่ ก็เลยเอารูปออก เขาก็ต้องเรียนรู้เอง

มันไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยสื่อทางเดียว

ถูกต้อง พลังของผู้บริโภคและสังคมเป็นคนเรียกร้องด้วยว่ามันควรเป็นยังไง หลายๆ สื่อออนไลน์ทำคอนเทนต์ทางการตลาด คุณทำได้ ถ้าประชาชนยอมรับได้และแยกแยะได้ แต่เมื่อประชาชนรู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้ว อันไหนคือรีวิวแท้ อันไหนคือคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง คนทำต้องมานั่งคุยกันว่าจะทำยังไง 

อย่างเรื่องเด็ก เมื่อก่อนลงรูปหน้าเด็กได้ เดี๋ยวนี้ไม่ได้เลย ผลที่เกิดขึ้นนอกจากจรรยาบรรณสื่อก็รวมไปถึงกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก

ในมุมมองของคุณ สื่อควรวางตัวแบบไหนในสถานการณ์ความขัดแย้ง

ความหลากหลายอย่างที่บอก และความแฟร์ ควรเป็นจุดยืนของสื่อในสภาวะความขัดแย้ง

ตอนนี้ถือว่าทั้งข่าวสารและการรับรู้ข่าวสารถึงขั้นอยู่ในภาวะวิกฤตรึยัง

มันวิกฤตมานานแล้ว เพียงแต่จะอยู่ยังไงต่อไปมากกว่า ปัญหาสำคัญคือ ในมุมมองของคนทำคอนเทนต์ คนทำสื่อ จะสามารถนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้นมั้ย ขณะเดียวกัน ทำยังไงที่จะทำให้คนเสพสื่อเติบโตโดยเรียนรู้เรื่องของการคัดกรองข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น สร้างเรื่องการคิดวิเคราะห์ให้คนในสังคมมากขึ้น ยอมรับฟังความเห็นที่หลากหลาย เสพสื่อจากมุมมองที่หลากหลายได้มากขึ้น

สัญญาณไหนที่บอกว่าวิกฤตแล้ว

ปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นเยอะแยะ เป็นผลพวงจากสื่อเองที่เป็นผู้ปลุกเร้า ก่อนจะมีสื่อโซเชียลก็มีวิกฤต แค่พลังน้อยกว่า เอาง่ายๆ เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ หนังสือพิมพ์ดาวสยามก็ทำให้คนจำนวนไม่น้อยคิดเชื่ออะไรแบบเดียวกัน แต่ในตอนนั้นต้องเป็นคนที่อ่านออก เขียนได้ หรือได้ฟังมาจากที่คนอื่นเล่า แต่มาวันนี้ คุณเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลาย

การใช้วิธีแอนะล็อกจัดการสื่อดิจิทัลแก้ปัญหาได้จริงมั้ย

มันแก้ไม่ได้ตั้งแต่ฐานคิดแล้ว สมัยก่อน สิ่งที่รัฐต้องการคือความมั่นคงของรัฐ ความมั่นคงหมายถึงเสรีภาพของรัฐในการบริหารประเทศ เพราะฉะนั้น ทุกคนต้องเงียบ การเมืองนิ่ง ทุกคนต้องเชื่อฉัน ฟังฉัน ไปในทิศทางเดียวกัน เป็นอย่างนี้ทุกรัฐบาลไม่ว่าใครจะเข้ามาก็ตาม

ประเทศมหาอำนาจส่วนใหญ่ของโลกก็คิดแบบนี้ คิดว่าสื่อมีหน้าที่เป็นเหมือนแค่กระบอกเสียงประชาสัมพันธ์ของรัฐ สื่อไม่ควรจะตั้งคำถาม แย้ง หรือทำให้เสถียรภาพของความเป็นรัฐสั่นคลอน จึงไม่แปลกที่ในอดีต เวลามีปัญหาขึ้นมาไม่ว่าจะยุคไหนๆ สื่อไหนที่ทำให้อำนาจของรัฐไม่โอเคหรือตั้งคำถามกับรัฐ ก็จะต้องโดนปิด วิทยุ ทีวี เขาคุมได้อยู่แล้ว ถ้ารายการไม่โอเคก็ถอดรายการนั้นออก หนังสือพิมพ์ไม่โอเคก็ปิดหนังสือพิมพ์

วันนี้พอใช้วิธีเดียวกันกับสื่อดิจิทัล คุณปิดไป พอเปิดทวิตเตอร์ก็เจออีกแล้ว อย่าลืมว่าสมัยก่อนการเปิดสื่อต้องลงทุนเป็นร้อยล้านพันล้าน แต่วันนี้ผมมีมือถือเครื่องเดียว ผมเปิดเพจได้ภายในไม่กี่นาที จะทำช่องทีวีก็สมัคร YouTube Channel แป๊บเดียวเอง แล้วคุณใช้กรอบแบบเดิมปิด ฐานคิดที่คิดว่าสื่อมันมีอยู่จำกัดแล้วไม่สามารถขยาย อย่างที่ไปไล่ปิดฟ้าเดียวกัน แล้วดูสิ ตอนนี้ขายดีไปเลย

ใช้ระบบคิดแบบ 0.4 มาบริหารจัดการสื่อยุค 4.0 อืม… มันคงทำได้หรอกนะ (ถอนหายใจ)

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญสื่อและชาวทวิตภพที่เชื่อว่าจะมีวิจัยวิธีสื่อสารม็อบราษฎร

Writer

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ภาพของหมาก-ปริญ สุภารัตน์ กับป่า ในแวบแรก อาจจะทำให้คุณเข้าใจว่า นี่คือฉากตอนในละครเรื่องใหม่ ที่พระเอกหนุ่มคนนี้มักได้รับเลือกให้แสดงอยู่เสมอ

ความจริงก็คือ นี่ไม่ใช่ภาพจากละครเรื่องไหนเลย

แต่เป็นภาพจากความชื่นชอบส่วนตัวที่เขาหลงรักหลังจากบังเอิญร่วมเดินทางเข้าป่ากับกลุ่มเพื่อนสนิทเมื่อนานมาแล้ว

แม้การเข้าป่าของเขาอาจจะไม่ได้ลึกซึ้งหรือเต็มไปด้วยอุดมการณ์อย่างใคร แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้เขาเข้าใจว่าธรรมชาติกำลังบอกอะไรบางอย่าง และพยายามถ่ายทอดสิ่งที่เขารู้สึกผ่านภาพถ่ายและข้อเขียนในอินสตาแกรม ก่อนจะมีโอกาสไปเที่ยวป่าที่ประเทศลาว ซึ่งสร้างประสบการณ์และความประทับใจ จนเกิดเป็นหนังสือชื่อ LandMARK ที่พระเอกหนุ่มลงมือทำเองในทุกขั้นตอน

เสียดายนิดเดียวที่การนัดหมายของเราและ หมาก ปริญในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่ป่าอย่างที่แอบคิดไว้ในตอนแรก แต่กับสภาพอากาศกรุงเทพช่วงนี้ แอร์คอนดิชันในห้างสรรพสินค้าก็ถือเป็นตัวเลือกไม่เลวเท่าไหร่

เหตุผลที่ The Cloud สนใจคุยกับเขาไม่ใช่เพราะหนังสือเล่มนี้กำลังติดอันดับขายดีในประเทศ

กลับกัน เขาเลือกที่จะพิมพ์ในจำนวนจำกัด เพราะตั้งใจอยากให้แฟนคลับที่ติดตามเขาอยู่หันมาสนใจอ่านหนังสือ หรือแม้กระทั่งจุดประกายให้ใครสักคนออกเดินทางเข้าป่าสักครั้งหนึ่ง

อย่างน้อย ก็มีบรรณาธิการบริหารของเรา ที่อยากไปเที่ยวป่าแบบเขาทันทีที่เห็นภาพและเรื่องเล่าในนั้น

เชื่อเถอะว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่การฉายภาพว่า ฉันเป็นพระเอกที่มีคาแรกเตอร์แบบไหน แต่เป็นชายหนุ่มวัย 28 คนหนึ่งที่รู้สึกดีกับการเข้าไปในป่า

ถ้าคุณไม่เชื่อ ลองมาคุยกับเขาพร้อมกัน แต่ที่แน่ๆ เราเริ่มไม่แน่ใจว่าตอนนี้กำลังตกหลุมรักธรรมชาติของป่า หรือธรรมชาติของหมากกันแน่

หมาก ปริญ

ได้ยินมาว่าคุณเป็นนักอ่านตัวยงของหนังสือ เพชรพระอุมา

ผมเริ่มอ่าน เพชรพระอุมา ตอนอายุ 19 เพราะพี่นก (ฉัตรชัย เปล่งพานิช) มอบโจทย์ให้ผมไปศึกษาตัวละคร เพื่อปรับใช้กับคาแรกเตอร์ตัวละครในเรื่อง ตะวันเดือด แต่พออ่านไปสักพักก็เริ่มติด ผมชอบรพินทร์ ชอบเรื่องราว ชอบความโรแมนติก ชอบภาษาสวยๆ ในนั้น ช่วงนี้ก็กำลังกลับมาอ่านอีกครั้ง

ช่วงสัปดาห์หนังสือ ได้ยินว่าคุณอ่านและรีวิวหนังสือเรื่อง เงียบ Silence: In The Age of Noise ของ Erling Kagge จนแฟนๆ ตามหาอ่านกันใหญ่

จริงหรอครับ ดีๆ ดีจัง สำหรับเราหนังสือเล่มนี้ตอบเรื่องที่เราเคยสงสัย เราอ่านแล้วชอบก็เลยอยากบอกต่อให้ทุกคนได้อ่าน

ที่มาที่ไปของหนังสือเล่มแรกของตัวเองเป็นยังไง

หนังสือเล่มแรกที่ทำเป็นโฟโต้บุ๊กชื่อ MK in Phuket เริ่มต้นจากผมเป็นคนชอบถ่ายรูปมากๆ จะเก็บไว้ดูคนเดียวคงไม่ได้ประโยชน์อะไร เลยคุยกับน้องคิม (คิมเบอร์ลี แอน เทียมศิริ) ว่าเราน่าจะทำเป็นหนังสือขึ้นมา แล้วนำรายได้ไปทำกิจกรรมการกุศล

พอมาเป็นหนังสือเล่มที่สอง LandMARK เริ่มมีส่วนที่เขียนบรรยายด้วย รู้สึกยังไงบ้าง

เริ่มจากเราไปเที่ยวป่า ซึ่งไม่ได้ตั้งใจว่าจะเขียนเป็นเรื่องเป็นราว แต่บรรยากาศที่เกิดขึ้นเวลานั้น เรามองออกไปเห็นแต่ความนิ่ง ทำให้ทุกอย่างที่อยู่ในหัวแล่นออกมา เราก็จดบันทึกใส่สมุดไว้ พอกลับมาเราก็รู้สึกว่าน่าจะรวบรวมเป็นเล่มได้ จึงตัดสินใจทำหนังสือออกมาโดยที่อยากให้เป็นหนังสือที่ง่ายๆ อ่านสั้นๆ เห็นภาพแล้วอยากไปเที่ยว ออกไปใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ สำหรับเรา จริงๆ การเดินทาง ใครๆ ก็ไปได้นะ แต่เราอยากให้เขาลองออกไปใช้ชีวิต ลองไปเจออะไรที่ไม่คาดฝัน อาจจะลำบาก แต่มันก็เป็นประสบการณ์ที่ดี

หมาก ปริญ
หมาก ปริญ

ได้ยินว่าหนังสือเล่มล่าสุดที่กำลังทำเป็นเรื่องตอนที่คุณไปบวช ทำไมต้องเป็นเรื่องนี้

เราได้อะไรเยอะมากในช่วงที่ไปบวช ซึ่งไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย หรือคนที่ไม่เคยบวชมาก่อน ก็อาจจะยังไม่รู้ว่าการบวชต้องทำอะไร เจออะไร รู้สึกยังไง เราก็เลยอยากจะเล่าว่าแต่ละวันทำอะไร

ซึ่งก็จะเป็นวิธีการเดิมคือพิมพ์เอง ขายเอง แล้วคุณไม่อยากส่งสำนักพิมพ์จริงจัง เพื่อวางขายทั่วประเทศบ้างหรือคะ

กลัวขายไม่ได้ครับ (หัวเราะ) ไม่รู้สิ เราไม่มั่นใจเท่าไหร่ ความตั้งใจของเราคือทำเพื่อสนองความต้องการของตัวเองมากกว่าจะวางขายจริงจังแบบนั้น

แต่จะเห็นว่าหนังสือคุณมักจะสวย ปกแข็ง จัดรูปเล่มเป็นอย่างดี ทำไมถึงต้องเป็นอย่างนั้น

อย่างที่บอกว่าผมชอบถ่ายรูป ดังนั้นผมจึงให้ความสำคัญกับการเลือกกระดาษ สี และการพิมพ์

ล่าสุดเพิ่งกลับมาจากลาว รอบนี้ไปทำอะไรมาบ้างคะ

รอบนี้ตั้งใจไปเข้าป่าเหมือนเดิม เพราะติดใจธรรมชาติและบรรยากาศดิบๆ ของที่นั่น โดยที่คราวนี้ไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะเจออะไร ไปถึงเราก็ให้พี่อินที ผู้นำทางของเราเป็นคนเลือก เขาก็พาเราไปที่ถ้ำเซบั้งไฟ แขวงคำม่วน ซึ่งจะออกไปทางท่าแขก ใช้เวลาขับรถ 4 ชั่วโมง คราวนี้ไม่ลำบากเรื่องเดินแล้ว แต่ลำบากเรื่องนั่งรถนานๆ ทริปนี้ใช้เวลา 3 วัน มีทั้งเดิน ขับรถ แคมปิ้ง พายเรือในถ้ำ

หมาก ปริญ
หมาก ปริญ
บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด

ฟังดูลำบากไม่น้อย ซึ่งพระเอกอย่างคุณโอเคกับความลำบากนี้?

เรารู้ว่ามันสนุกนะ ผมชอบความลำบากเพราะทำให้รู้สึกว่าได้ใช้ชีวิต ได้ลองคิดตรองดูว่าเวลาเราไม่มีหรือขาดบางสิ่งไปเราจะทำยังไง เวลาที่เหนื่อยแล้ว ไม่ไหวแล้ว เราจะทำยังไงต่อ ทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์

คิดว่าความลำบากจากการเดินทางให้อะไรกับคุณบ้าง

ไม่รู้เหมือนกันว่าให้อะไร จริงๆ มันเหมือนเสพติดความลำบากไปแล้ว เป็นประสบการณ์ที่สร้างความรู้สึกดีกับตัวเอง

เขามีแต่ติดสบายนะ แต่คุณติดลำบาก มันเป็นเพราะอะไร

เราพบว่าเราชอบใช้เวลาอยู่กับปัจจุบันมากๆ เหมือนตอนบวช เราชอบเวลาที่เราไม่ต้องคิดอะไร และโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแทน เป็นความนิ่งที่เรารู้สึกดี มีความสุขมากๆ

บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด

ได้ยินคุณพูดคำว่า ‘ใช้ชีวิต’ อยู่ตลอดเวลา สำหรับคุณแล้ว คำนี้แปลว่าอะไร

แปลว่า การทำสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับตัวเอง อะไรก็ได้ที่นอกเหนือไปจากสิ่งที่ทำประจำวัน ผมคิดว่าเราควรหาเรื่องตอบแทนตัวเองบ้าง ไม่รู้สิ ผมอาจจะไม่รู้วิธีการใช้ชีวิตของทุกคน แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะลองออกไปอยู่กับตัวเอง ลองทำอะไรก็ได้โดยที่ไม่ต้องคิดเรื่องงาน

เวลาคุณเข้าป่า คุณเข้าไปดูอะไรบ้าง

ดูทุกอย่างเลย ตั้งแต่ร่างกายของตัวเอง ชอบเปียก ชอบเหงื่อ ชอบความเลอะเทอะ ชอบบาดแผลที่ได้มา ชอบความเขียว ชอบน้ำตก แค่นั้นเลย แต่เพื่อไม่ให้การท่องเที่ยวของเราทำลายความสวยงามของธรรมชาติ แม้ว่าการมาของนักท่องเที่ยวจะทำให้เศรษฐกิจโดยรอบนั้นดี การจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว รวมถึงการคิดถึงและใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดก็เป็นเรื่องที่สำคัญ

ถ้าได้เป็นผู้ว่า ททท. จะทำอะไรเป็นอย่างแรก

ผมจะทำให้คนไปเที่ยวในประเทศได้ทุกฤดู ไม่ใช่แค่ฤดูหนาวหรือฤดูฝน แต่ฤดูร้อนก็ต้องเที่ยวได้ แล้วก็จะให้ความรู้ความเข้าใจ และขอความร่วมมือให้ช่วยกันดูแลพื้นที่อนุรักษ์ไม่ให้เสื่อมโทรมเพราะการท่องเที่ยว

แล้วคุณมีวิธีโน้มน้าวชวนเพื่อนที่ไม่เคยเข้าป่ามาก่อนให้ไปเที่ยวป่ายังไง อย่างคิมเบอร์ลีนี่ชวนยังไงเธอจึงยอมไปด้วย

ตอนนั้นบอกเขาว่าอยากพาเขาไป ก่อนไปเขาก็กังวล แต่เราก็อยากให้เขาได้เห็น ได้รู้สึกแบบที่เราสัมผัส เลยลากไปด้วยกันก่อน รู้สึกยังไง กลับมาค่อยคุยกัน ซึ่งกลับมาเขาก็บอกว่าแฮปปี้มากเพราะมีหลายอย่างที่เขาไม่เคยเจอ อย่างตัวทาก หรือต้นไม้ที่มีลักษณะแปลกๆ มีกลิ่นเฉพาะในตัวเอง รอยหมีควายข่วนต้นไม้ หรือสัตว์ป่าที่ไม่เคยคิดว่าจะมีในประเทศไทย

บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด

เรื่องถ่ายรูป คุณเริ่มถ่ายรูปจริงจังได้ยังไง

เริ่มจากมีกล้องอยู่ที่บ้านซึ่งซื้อมานานแล้วแต่ไม่ค่อยหยิบมาใช้ วันหนึ่งก็พกไปเที่ยวด้วย เราก็เริ่มชิน รู้จักการปรับ เริ่มใช้เป็นก็เริ่มสนุกขึ้น ซึ่งพอได้จดจ่ออยู่กับกล้อง เราก็ยิ่งชอบความรู้สึกที่เราสงบนิ่งกับบางสิ่งบางอย่าง เหมือนตอนอ่าน เพชรพระอุมา จบเล่มหนึ่งแล้วอยากจะหยิบเล่มต่อไปมาอ่านเรื่อยๆ

เวลาเข้าป่า รูปแบบไหนที่คุณมักจะกดชัตเตอร์ถ่ายบ่อยที่สุด

ผมชอบความรู้สึกตอนขับรถเข้าป่า ไม่ต้องคิดเรื่องอื่น แค่อยู่กับเพลง อยู่กับเพื่อน อยู่กับทางข้างหน้า ก็เลยมักจะเก็บภาพวิวตรงหน้าผ่านสายตาที่ขับรถอยู่นั้นไว้แบบไวๆ

จึงเป็นเหตุผลที่รูปในอินสตาแกรมของคุณมักจะเป็นภาพเบลอๆ?

ตัวผมเองมองว่าการถ่ายรูปมี 2 แบบ รูปที่ดูแล้วรู้ว่าสวย กับรูปที่สวยในความรู้สึก ภาพเบลอๆ เหล่านั้นทำให้เราจำได้ว่าเหตุการณ์ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นและเรากำลังรู้สึกอะไร เหมือนกับว่า แม้ทุกคนจะเห็นภาพภาพนั้นเป็นภาพนิ่ง แต่สำหรับผม ผมเห็นเป็นภาพเคลื่อนไหวที่มีเรื่องราวก่อนและหลังอยู่ในนั้น

บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด

เกี่ยวกับการบวชครั้งที่ผ่านมา ประทับใจอะไรจนตั้งใจอยากทำเป็นหนังสือ

ผมเลือกบวชวัดใกล้บ้านเพราะอยากให้พ่อแม่เดินทางสะดวก ก่อนจะย้ายไปปฏิบัติธรรมที่เชียงรายตามคำแนะนำของคนรู้จัก เป็นความเงียบสงบแบบที่เราตั้งใจ ที่เราประทับใจมากคือ การบวชครั้งนี้ทำให้คนในหมู่บ้านจากที่ไม่เคยใส่บาตรก็ออกมาใส่บาตร

ซึ่งถ้าถามว่าได้อะไรจากการบวชครั้งนี้ สำหรับเรา เพราะชีวิตประจำวันมักจะคิดนู่น คิดนี่ คิดไปทำไมไม่รู้อยู่ตลอด แต่ช่วงที่บวช เราได้อยู่กับสิ่งตรงหน้า จดจ่อกับลมหายใจเข้าออกที่ปลายจมูก ไม่ถึงกับชีวิตเปลี่ยนไปขนาดนั้น แต่อย่างน้อยเราได้จัดระเบียบความคิด รับรู้ความสุขและความรู้สึกที่ได้จากการมีสติ

ถ้าให้คุณลองเรียบเรียงจุดเปลี่ยนในชีวิต คิดว่าเหตุการณ์อะไรที่เป็นจุดเปลี่ยน

จุดเปลี่ยนในชีวิต (นิ่งคิดนาน) น่าจะเป็นเรื่องไปเดินป่าครับ ก่อนที่ผมจะบวช ผมเคยไปเที่ยวที่ดอย ผมเรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองมากขึ้นมากๆ เลย ในระหว่างที่เดินก็รู้สึกว่าตัวเองมีความสุขมากๆ และเมื่อรวมกับเรื่องตอนที่ไปบวช ก็ได้ซึมซับและเรียนรู้มากขึ้น อยู่กับปัจจุบันมากขึ้น

คุณในวันนี้แตกต่างกับในวันที่เพิ่งเข้าวงการมาใหม่ๆ ยังไงบ้าง

มีความตั้งใจมากขึ้น เมื่อก่อนอาจจะทำไปเพราะแค่อยากลอง แต่เดี๋ยวนี้กลับสนุกและรู้สึกว่าในเมื่อได้รับเลือกให้มาทำตรงนี้ เราขอทำให้เต็มที่ อยากจะให้ผลงานที่ออกมาจากเราเป็น master piece เป็นผลงานที่ดีที่สุดเสมอ ทำการบ้านเยอะขึ้น จากที่ไม่เคยทำมาก่อน ทุกวันนี้เราใช้วิธีเขียนคาแรกเตอร์ตัวละครที่ศึกษาออกมาเป็นหน้าๆ ว่าเขาผ่านอะไรมาบ้างในชีวิต

บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด

ช่วงไหนคือช่วงที่มีความสุขที่สุดในการทำงานในวงการบันเทิง

ช่วงนี้แหละ ช่วงที่ทุกคนเห็นเรา เห็นการพัฒนา เห็นความตั้งใจของเรา และเราเองก็เป็นตัวเองอย่างเต็มที่ มีความสุขมาก

มีบทบาทไหนที่อยากเล่นแต่ยังไม่ได้เล่น

อยากเล่นบทแบบ I Am Sam อยากเล่นบทที่ไม่ใช่คนปกติ มีความซับซ้อนหน่อยๆ

สุดท้ายแล้ว อยากให้คุณสรุปความเป็น หมาก ปริญ แบบที่คุณมองตัวเอง ที่มากกว่าแค่คนธรรมดา

ยากจัง (หัวเราะ) ไม่รู้เหมือนกันครับ ผมว่าให้คนอื่นบอกดีกว่า

บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
ขอขอบคุณ: LandMARK

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load