วันก่อน ดิฉันได้ดูโฆษณา Crafted by Life ของกระเป๋าหนัง VIERA แบรนด์กระเป๋าหนังคุณภาพดีของไทย

สำหรับดิฉัน ประโยคหนึ่งที่สวยงามมากๆ คือ ‘เครื่องหนังก็เหมือนชีวิต ยิ่งใช้ ยิ่งสวย’

ในยุคที่สินค้าผลิตจากโรงงานได้ในพริบตา และผู้บริโภคบางคนก็พร้อมที่จะโยนของเก่าทิ้งเพื่อซื้อของใหม่ราคาย่อมเยานั้น แบรนด์ VIERA กลับรณรงค์ให้คนใช้กระเป๋าใบเดิมเป็นระยะเวลานานๆ

เหตุการณ์นี้ทำให้ดิฉันคิดถึงแบรนด์กระเป๋าผ้าแบรนด์หนึ่งของญี่ปุ่นที่คิดคล้ายๆ กัน แต่อินดี้กว่า

Shinzaburo Hanpu Kaban แบรนด์กระเป๋าชื่อดังจากเกียวโต ซึ่งมีอายุนานกว่า 113 ปี

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

ความอินดี้ของแบรนด์นี้ เช่น

ไม่มีแบบกระเป๋าตายตัวให้ช่างเย็บกระเป๋า เพราะช่างจะได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และสนุกกับการทำกระเป๋ามากกว่า

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

ไม่ยอมเปิดร้านแฟรนไชส์ หรือขยายไปเมืองอื่น ไม่ยอมขายทางออนไลน์ เพราะอยากเห็นหน้าลูกค้า อยากให้ลูกค้ามาหาที่ร้าน (จนวันนี้ ก็ยังมีอยู่แค่สาขาเดียว)

ไม่มีการเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ตามฤดูกาล หรือกำหนดวันเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ที่แน่นอน เพราะไม่อยากดื้อดึงผลักดันยอดขายให้สูงขึ้น

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

ไม่จ้างฝ่ายขาย เพราะลูกค้ามาหาที่ร้านอยู่แล้ว ส่วนพนักงานขาย ก็ให้ช่างเย็บกระเป๋าผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเจอลูกค้า

ที่สำคัญ Shinzaburo Hanpu เป็นแบรนด์ที่ไม่ค่อยทำการตลาด ไม่ค่อยกระตุ้นยอดขาย สิ่งเดียวที่ทำคือ ก้มหน้าก้มตาทำกระเป๋าที่ดีที่สุดเพื่อลูกค้า คอยเฝ้ามอง สังเกต รับฟังเสียงลูกค้า และปรับปรุงสินค้าไปเรื่อยๆ

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

สินค้ามีราคาตั้งแต่ 1,000 – 5,000 บาท
ภาพ : www.ichizawa.co.jp

 

กระเป๋าที่มี ‘รสชาติ’

คุณอิชิซาว่า ชินซะบุโร่ ทายาทรุ่นที่ 4 ของร้าน กล่าวว่า “ปัจจุบัน กระเป๋าส่วนใหญ่ใช้เส้นใยสังเคราะห์ หรือใช้วัสดุที่ดูสวยงาม แต่นั่นทำให้กระเป๋าแบรนด์นั้นๆ ดูสวยที่สุดตอนเพิ่งซื้อใหม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งใช้ ก็ยิ่งดูเก่า โทรม”

แต่กระเป๋า Shinzaburo Hanpu ไม่เป็นเช่นนั้น

ยิ่งใช้…ยิ่งมีรสชาติ

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

สีกระเป๋าจะยิ่งดูคลาสสิก หูจับก็จะเข้ากับมือของคนใช้มากขึ้น ยิ่งใช้ ก็ยิ่งชิน และยิ่งชอบ

แม้รูปลักษณ์กระเป๋าดูเรียบๆ แต่รายละเอียดทุกจุดผ่านการคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน และสร้างขึ้นจากความตั้งใจของช่างฝีมือของร้านจริงๆ

หากไม่ลองถือ ไม่ลองใช้ จะไม่รู้เลยว่า กระเป๋าใช้ง่ายและดีแค่ไหน

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

เริ่มตั้งแต่เส้นด้าย ผ่านการย้อมแบบพิเศษ เพื่อให้สีเข้าไปซึมซับถึงด้านในสุดของเส้นใย แม้กาลเวลาผ่านไป แต่สีก็ไม่ซีดง่ายๆ

เมื่อนำด้ายมาทอเป็นผ้า ก็มีการเคลือบสารกันน้ำ เพื่อไม่ให้กระเป๋าเลอะง่าย ขณะเดียวกัน ช่างทอก็ต้องระวังไม่ให้ผ้านิ่มเกินไป ซึ่งจะทำให้กระเป๋าขาดง่าย แต่ก็ต้องไม่แข็งเกินไป เพื่อให้สามารถพับเข้ามุมหรือเย็บขึ้นรูปได้

ด้ายที่ใช้เย็บผ้าเข้าด้วยกัน ก็มีการเก็บปลายด้ายเข้าไปด้านใน ไม่ให้โผล่ออกมา ทำให้กระเป๋าทนทานยิ่งขึ้น

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

เคยมีโรงพยาบาลแห่งหนึ่งสั่งทำกระเป๋าจาก Shinzaburo Hanpu เป็นพิเศษ โดยนำไปใส่ของเด็กทารก และมอบให้คุณแม่เป็นของขวัญ โดยสื่อเป็นนัยว่า ตอนนี้เป็นกระเป๋าคุณแม่ แต่เมื่อเด็กๆ โตขึ้นมาก็ยังใช้กระเป๋าใบนี้ต่อได้ เป็นกระเป๋าที่ส่งต่อกันรุ่นต่อรุ่น และไม่มีคำว่า ล้าสมัย

 

บริการซ่อมกระเป๋า

เมื่อกระเป๋าทนทาน ใช้ง่าย กระเป๋าก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคน กลายเป็นกระเป๋าใบเก่ง เพราะเจ้าของหยิบใช้ด้วยความรู้สึกคุ้นชิน

กระเป๋าใบเล็กๆ อาจติดตามเจ้านายไปออกเดต ไปเข้าค่าย ไปเดินป่า หรือไปทำงานที่ต่างประเทศ

Shinzaburo Hanpu จึงมีบริการรับซ่อมกระเป๋า สำหรับลูกค้าที่ต้องการให้กระเป๋าอยู่กับพวกเขาไปอีกนานๆ

ช่างเย็บกระเป๋าจะมีเทคนิคการทำกระเป๋าเพื่อให้สามารถเลาะกระเป๋าได้เป็นส่วนๆ เมื่อต้องการซ่อม โดยจะเปลี่ยนชิ้นส่วนบางอย่างให้ลูกค้าได้

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

กระเป๋าใบนี้ใช้งานมานานกว่า 20 ปี
ภาพ : www.ichizawa.co.jp

ก่อนที่ช่างจะซ่อมกระเป๋า พวกเขาจะแอบดูชื่อ-ที่อยู่ลูกค้า เพื่อจินตนาการว่า ลูกค้าคนนั้นเป็นคนอย่างไร ไลฟ์สไตล์เป็นเช่นไร ขณะเดียวกัน ก็ภูมิใจที่กระเป๋าร้านของตนกลายเป็นกระเป๋าใบโปรดของลูกค้า และอยู่กับลูกค้ามาเป็นสิบๆ ปี

ตัวช่างเองก็สนุกสนานกับการชุบชีวิตใหม่ให้กับกระเป๋าแต่ละใบ ลูกค้าเองก็รู้สึกตื่นเต้นเมื่อหยิบกระเป๋าออกจากถุง แล้วเห็นว่า กระเป๋าใบโปรดของตน ได้รับการซ่อมแซมอย่างประณีตเรียบร้อยแล้ว นั่นยิ่งทำให้ลูกค้าติดใจ และกลับมาเยือนร้าน Shinzaburo Hanpu เสมอๆ

ภาพลูกค้ากับพนักงานขาย (ซึ่งเป็นช่างฝีมือ) ยืนคุยกันในร้าน จึงเป็นภาพปกติที่แสนอบอุ่นที่เกิดขึ้นในร้านกระเป๋าเล็กๆ แห่งนี้

Shinzaburo Hanpu Kaban แบรนด์กระเป๋าหนังญี่ปุ่นอายุ 113 ปี ที่ไม่ทำออนไลน์และไม่ขยายสาขา

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

 

กระเป๋า ‘รักษ์โลก’

ปัจจุบัน พวกเรากำลังรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติก หลอดพลาสติก ร้านค้าหลายร้านแจกถุงช้อปปิ้ง หรือให้คะแนนสะสมเพิ่มหากลูกค้านำถุงมาเอง

แต่จากเรื่องราวของ Shinzaburo Hanpu ดิฉันคิดว่า นอกจากแบรนด์นี้จะเป็นแบรนด์เก่าแก่ที่สร้างสินค้าคุณภาพดี ทนทานแล้ว Shinzaburo Hanpu ยังเป็นแบรนด์ที่รักษ์โลก ดีต่อสิ่งแวดล้อมมากๆ อีกด้วย

สิ่งที่แบรนด์ทำ มิใช่แค่งดแจกถุงพลาสติก หรือทำกิจกรรมง่ายๆ ให้รางวัลลูกค้า

Shinzaburo Hanpu ผลิตเท่าที่จำเป็น ไม่ผลิตมากจนเกินไป จนต้องทำโปรโมชันกระตุ้นให้คนมาซื้อ ขณะเดียวกัน ก็ทำสินค้าให้ดี ทน และเป็นที่รักของลูกค้า จนลูกค้าไม่อยากซื้อของใหม่ แต่นำของเก่ามาให้ซ่อมแซม เพื่อยืดชีวิตกระเป๋าไปอีก 40 – 50 ปี

ไม่ต้องไปรักษ์โลกกันที่ปลายทาง แต่เริ่มรักตั้งแต่กระบวนการผลิตเลย

Shinzaburo Hanpu Kaban แบรนด์กระเป๋าหนังญี่ปุ่นอายุ 113 ปี ที่ไม่ทำออนไลน์และไม่ขยายสาขา

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

ท่านไหนมีโอกาสไปเมืองเกียวโต ลองแวะไปสัมผัสความคลาสสิก เรียบง่าย ไม่ติดกับกาลเวลาของ Shinzaburo Hanpu กันนะคะ

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

ร้านขนม Shimizu ก่อตั้งปี 1947 ในเมืองอินะ จังหวัดนากาโนะ คุณปู่ของชินอิจิเริ่มต้นจากการจำหน่ายขนมโมจิไส้ถั่วแดงแล้วตระเวนเดินขายไปทั่วเมือง พอถึงรุ่นพ่อก็เริ่มประยุกต์ทำขนมฝรั่ง เช่น เค้ก คุกกี้ มาขายบ้าง 

ชินอิจิ ชิมิสึ เกิดปี 1975 สมัยเด็ก คุณยายสอนเขาเสมอว่า การที่หลานมีความสุขอยู่ทุกวันนี้ เป็นเพราะบรรพบุรุษและตายายทำดีกับผู้อื่น สิ่งดี ๆ จึงเกิดขึ้นกับหลาน อย่าหยิ่งยโส และจงรู้สึกขอบคุณอยู่เสมอ

ชินอิจิได้เรียนรู้จากคุณยายทางอ้อมเสมอ อย่างตอนช่วยงานที่ร้าน มีลูกค้าท่านหนึ่งมาซื้อโมจิแค่ 2 ชิ้น แต่คุณยายก็หยิบเพิ่มให้อีก 4 ชิ้น และบอกลูกค้าท่านนั้นว่าแถมให้ พอลูกค้าท่านนั้นจากไป คุณยายก็หยิบเงินสดจำนวนเท่ากับโมจิ 4 ชิ้นนั้นจากกระเป๋าตนเองใส่ที่เก็บเงินของร้าน คุณยายทำเช่นนั้นเพราะรู้ว่า ลูกค้าท่านนั้นมีครอบครัว 6 คน ทุกคนจะได้ทานโมจิอร่อย ๆ พร้อมหน้าพร้อมตากัน

เมื่อชินอิจิเข้ามาสืบทอดกิจการต่อจากคุณพ่อ กลายมาเป็นเจ้าของร้านขนม Shimizu รุ่น 3 เขาก็ยังคงยึดหลักการสร้างความสุขให้กับผู้อื่นเสมอ ๆ 

“ผมเชื่อว่าความสุขที่แท้จริง คือ ความสุขจากการทำให้ผู้อื่นมีความสุขอยู่เสมอ ๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวตนเอง พนักงาน พาร์ตเนอร์บริษัท หรือลูกค้าที่อยู่ในเมือง การทำงานที่แท้จริงคือการทำให้ผู้อื่นยิ้มได้หรือมีความสุขครับ”​

ร้านขนมที่สร้างความสุขให้ทุกคน

ชินอิจิปรับร้านให้ดูสดใส น่านั่ง เอาดอกไม้มาลง ให้แขกนั่งชมสวนสวย ๆ สบาย ๆ 

Shimizu ร้านขนมอายุ 75 ปี กับ 'เค้กแห่งความฝัน' ที่ชวนเด็กมาเล่าความฝันผ่านหน้าเค้ก
Shimizu ร้านขนมอายุ 75 ปี กับ 'เค้กแห่งความฝัน' ที่ชวนเด็กมาเล่าความฝันผ่านหน้าเค้ก
ภาพ : web-komachi.com

นอกจากนี้ ชินอิจิยังตั้งใจใช้ว้ตถุดิบจากในเมืองอินะเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ ไข่ไก่ นม เพื่อเป็นการสนับสนุนเกษตกรท้องถิ่นอีกด้วย

ตอนคุณพ่อคุณแม่ของเขาบริหารกิจการร้านนั้น ทั้งคู่วุ่นวายกับการผลิตและจำหน่ายขนม เป็นวงจรแบบนี้ทุก ๆ วัน 

เมื่อชินอิจิเข้ามาบริหาร เขาต้องการทำให้ลูกค้ารู้สึกสนุกและตื่นเต้นขึ้นอีก เขาเริ่มจากการทำเค้กพิเศษเฉพาะเดือนนั้น ใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลบ้าง สร้างสีสันให้กับร้าน 

เกือบทุกเดือน เขาจะจัดอาหารและขนมแบบ Full Course ตามธีม เช่น ธีม ‘กลิ่น’​ เชฟจะคอยอธิบายกลิ่นของอาหารและขนมแต่ละชนิด ทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นยิ่งขึ้น ปัจจุบัน ลูกค้ากว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ของบริการ Full Course นี้เป็นลูกค้าประจำ และบัตรมักจะขายหมดทันทีที่ประกาศขายเลยทีเดียว 

ขนมเค้กแห่งความฝัน

วันหนึ่ง มีข่าวเด็ก ม.ต้น แทงพ่อตนเองในย่านแถว ๆ เมืองที่ชินอิจิอยู่ เขาเห็นข่าวและรู้สึกสลดมาก ชินอิจิถามตนเองว่า เราสามารถทำอะไรได้บ้างไหมในฐานะที่เป็นร้านขนม เขารู้สึกว่าถ้าเด็กคนนั้นมีโอกาสคุยกับพ่อตนเองได้มากขึ้น ข่าวความรุนแรงเช่นนี้คงไม่เกิดขึ้น 

และแล้วเขาก็ปิ๊งไอเดีย ‘เค้กแห่งความฝัน’ เขาชวนเด็ก ๆ มาแต่งหน้าขนมเค้กกับคุณพ่อคุณแม่ โดยเด็ก ๆ เป็นคนปั้นตุ๊กตาหรือประดับเค้กตามความฝันของพวกเขา เด็กบางคนอยากเป็นนักบิน ก็ปั้นแป้งเป็นรูปเครื่องบินและมีตนเองนั่งอยู่บนนั้น เด็กบางคนอยากเป็นเชฟทำขนม บนหน้าขนมเค้ก มีเตาอบ และมีเค้กเล็ก ๆ วางอยู่ 

Shimizu ร้านขนมอายุ 75 ปี กับ 'เค้กแห่งความฝัน' ที่ชวนเด็กมาเล่าความฝันผ่านหน้าเค้ก
เชฟกำลังสาธิตวิธีปั้นตุ๊กตา
ภาพ : www.inadanikankou.jp

ในปีแรก เขาจัดอีเวนต์ทำเค้กแห่งความฝันนี้ โดยมีผู้เข้าร่วมเพียง 9 คน ปีถัดไปเพิ่มเป็น 50 คน ปีถัด ๆ ไปเพิ่มเป็น 500 คน ปัจจุบันเขาจัดงานทุกวันที่ 8 เดือน 8 โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 คน กลายเป็นอีเวนต์ดังประจำเมือง

กระบวนการทำเค้กแห่งความฝันเริ่มจากการที่เชฟจะสาธิตวิธีการปั้นแป้งให้เป็นรูปตุ๊กตาต่าง ๆ ก่อน จากนั้นเด็ก ๆ จะได้รับกระดาษเขียนความฝัน มีคำถามที่ช่วยให้เด็ก ๆ เข้าใจตนเองมากขึ้น เช่น อยากทำให้ใครมีความสุขอย่างไรบ้าง ฝันอยากทำอะไร โตขึ้นอยากเป็นคนแบบไหน ทำไมถึงคิดเช่นนั้น 

Shimizu ร้านขนมอายุ 75 ปี กับ 'เค้กแห่งความฝัน' ที่ชวนเด็กมาเล่าความฝันผ่านหน้าเค้ก
กระดาษทดความฝัน
ภาพ : www.inadanikankou.jp

เมื่อทดความฝันเสร็จก็เข้าสู่กระบวนการลงมือทำ เด็ก ๆ ก็คอยปั้นแป้งโดยมีคุณพ่อคุณแม่ดูอยู่ห่าง ๆ อาจเข้ามาช่วยเหลือบ้าง ระหว่างทำเค้ก เด็ก ๆ ได้เล่าความฝันของตนเองให้พ่อแม่ฟัง คุณพ่อคุณแม่บางท่านบอกว่า ไม่เคยทราบเลยว่าลูกตนเองคิดแบบนี้หรือฝันแบบนี้ 

Shimizu ร้านขนมอายุ 75 ปี กับ 'เค้กแห่งความฝัน' ที่ชวนเด็กมาเล่าความฝันผ่านหน้าเค้ก
Shimizu ร้านขนมอายุ 75 ปี กับ 'เค้กแห่งความฝัน' ที่ชวนเด็กมาเล่าความฝันผ่านหน้าเค้ก
ภาพ : www.inadanikankou.jp

ตอนท้ายงาน ชินอิจิจะให้เด็ก ๆ กล่าวคำขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ ขอบคุณอะไรก็ได้ เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ได้ เช่น ขอบคุณที่ซักผ้าให้ ขอบคุณที่ทำอาหารให้ หลังจากนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็ขอบคุณลูกเช่นกัน เช่น ขอบคุณที่ทำให้ชีวิตพ่อมีสีสันมากขึ้น 

ขั้นตอนสุดท้ายจริง ๆ คือ เด็ก ๆ จะเอาเค้กกลับไปทานกับสมาชิกครอบครัวที่บ้าน ต้องเล่าความฝันตนเองให้สมาชิกที่บ้านที่อาจไม่ได้มาในงานได้ฟังด้วย 

ชินอิจิได้ทำให้เด็ก ๆ ได้คุยกับคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น และทำให้การเล่าความฝันไม่ใช่เรื่องน่าอาย หรือเรื่องที่ควรเก็บไว้แค่กับตนเองอีกต่อไป 

Shimizu ร้านขนมอายุ 75 ปี กับ 'เค้กแห่งความฝัน' ที่ชวนเด็กมาเล่าความฝันผ่านหน้าเค้ก
ภาพ : www.inadanikankou.jp

กิจกรรมนี้ค่อย ๆ กลายเป็นกิจกรรมดังในเมือง และสร้างชื่อเสียงให้กับร้านขนม Shimizu เป็นอย่างยิ่ง โดยหลัง ๆ มีบริษัท หน่วยงานรัฐบาล ตลอดจนโรงเรียนต่าง ๆ ติดต่อให้ชินอิจิและทีมมาช่วยทำกิจกรรมเค้กแห่งความฝันนี้ เค้กแห่งความฝันเป็นทั้งแหล่งรายได้ใหม่และอยู่ในความสนใจของสื่อเสมอ ๆ 

เมื่อมีผู้สนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ชินอิจิตัดสินใจตั้งหน่วยงานไม่แสงหากำไร (NPO) ชื่อ Dream Cake Project โดยชวนร้านขนมร้านอื่น ๆ มาทำโปรเจกต์นี้ร่วมกัน ทำให้โครงการขนมเค้กแห่งความฝันนี้ จัดขึ้นทั่วประเทศได้ โดยจัดปีละประมาณ 50 ครั้ง (เฉลี่ยสัปดาห์ละครั้ง) 

สำหรับผู้เข้าร่วมนั้น เค้กแห่งความฝันทำให้หัวหน้าแผนกกับลูกน้องได้คุยกันถึงเรื่องส่วนตัวมากขึ้น เด็ก ๆ ในโรงเรียนได้ฟังความฝันของกันและกันยิ่งขึ้น เค้กและตุ๊กตาแต่งหน้าไม่ได้เป็นเพียงแค่ขนมอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทำให้ผู้คนได้เปิดใจกัน ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น

บทเรียนจากร้านขนม Shimizu

1. คำนึงเสมอว่าจะทำให้ใครมีความสุขได้บ้าง ทั้งเกษตรกรท้องถิ่น ลูกค้า และคนในเมือง 

2. ไอเดียดี ๆ (ในที่นี้คือขนมเค้กแห่งความฝัน) อาจมาจากความตั้งใจช่วยเหลือผู้อื่น ลองคิดว่าธุรกิจเรา พอจะช่วยเหลือสังคมหรือแก้ปัญหาปัจจุบันอย่างไรได้บ้าง  

3. เค้กแห่งความฝัน ทำให้ชินอิจิไม่ได้มองขนมเค้กเป็นแค่ขนมเค้กอีกต่อไป การที่เขาเห็นว่าขนมเค้กช่วยให้คนในครอบครัวพูดคุยกัน สื่อสารกันมากขึ้น ทำให้เขามีไอเดียจัดอีเวนต์ที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นได้

4. ไม่เก็บไอเดียดี ๆ ไว้แค่กับตนเอง เขาตั้ง NPO เพื่อหาคนที่คิดร่วมกัน มาช่วยกันเผยแพร่แนวคิดนี้ยิ่งขึ้น หากเขาไม่ทำแล้วหรือจากโลกนี้ไป ก็ยังมีคนสืบทอดกิจกรรมเหล่านี้อยู่

5. ไอเดียดี ๆ ที่ตั้งใจทำเพื่อผู้อื่น อาจนำไปสู่แหล่งรายได้ใหม่ของบริษัทก็เป็นได้

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load