วันก่อน ดิฉันได้ดูโฆษณา Crafted by Life ของกระเป๋าหนัง VIERA แบรนด์กระเป๋าหนังคุณภาพดีของไทย

สำหรับดิฉัน ประโยคหนึ่งที่สวยงามมากๆ คือ ‘เครื่องหนังก็เหมือนชีวิต ยิ่งใช้ ยิ่งสวย’

ในยุคที่สินค้าผลิตจากโรงงานได้ในพริบตา และผู้บริโภคบางคนก็พร้อมที่จะโยนของเก่าทิ้งเพื่อซื้อของใหม่ราคาย่อมเยานั้น แบรนด์ VIERA กลับรณรงค์ให้คนใช้กระเป๋าใบเดิมเป็นระยะเวลานานๆ

เหตุการณ์นี้ทำให้ดิฉันคิดถึงแบรนด์กระเป๋าผ้าแบรนด์หนึ่งของญี่ปุ่นที่คิดคล้ายๆ กัน แต่อินดี้กว่า

Shinzaburo Hanpu Kaban แบรนด์กระเป๋าชื่อดังจากเกียวโต ซึ่งมีอายุนานกว่า 113 ปี

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

ความอินดี้ของแบรนด์นี้ เช่น

ไม่มีแบบกระเป๋าตายตัวให้ช่างเย็บกระเป๋า เพราะช่างจะได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และสนุกกับการทำกระเป๋ามากกว่า

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

ไม่ยอมเปิดร้านแฟรนไชส์ หรือขยายไปเมืองอื่น ไม่ยอมขายทางออนไลน์ เพราะอยากเห็นหน้าลูกค้า อยากให้ลูกค้ามาหาที่ร้าน (จนวันนี้ ก็ยังมีอยู่แค่สาขาเดียว)

ไม่มีการเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ตามฤดูกาล หรือกำหนดวันเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ที่แน่นอน เพราะไม่อยากดื้อดึงผลักดันยอดขายให้สูงขึ้น

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

ไม่จ้างฝ่ายขาย เพราะลูกค้ามาหาที่ร้านอยู่แล้ว ส่วนพนักงานขาย ก็ให้ช่างเย็บกระเป๋าผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเจอลูกค้า

ที่สำคัญ Shinzaburo Hanpu เป็นแบรนด์ที่ไม่ค่อยทำการตลาด ไม่ค่อยกระตุ้นยอดขาย สิ่งเดียวที่ทำคือ ก้มหน้าก้มตาทำกระเป๋าที่ดีที่สุดเพื่อลูกค้า คอยเฝ้ามอง สังเกต รับฟังเสียงลูกค้า และปรับปรุงสินค้าไปเรื่อยๆ

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

สินค้ามีราคาตั้งแต่ 1,000 – 5,000 บาท
ภาพ : www.ichizawa.co.jp

 

กระเป๋าที่มี ‘รสชาติ’

คุณอิชิซาว่า ชินซะบุโร่ ทายาทรุ่นที่ 4 ของร้าน กล่าวว่า “ปัจจุบัน กระเป๋าส่วนใหญ่ใช้เส้นใยสังเคราะห์ หรือใช้วัสดุที่ดูสวยงาม แต่นั่นทำให้กระเป๋าแบรนด์นั้นๆ ดูสวยที่สุดตอนเพิ่งซื้อใหม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งใช้ ก็ยิ่งดูเก่า โทรม”

แต่กระเป๋า Shinzaburo Hanpu ไม่เป็นเช่นนั้น

ยิ่งใช้…ยิ่งมีรสชาติ

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

สีกระเป๋าจะยิ่งดูคลาสสิก หูจับก็จะเข้ากับมือของคนใช้มากขึ้น ยิ่งใช้ ก็ยิ่งชิน และยิ่งชอบ

แม้รูปลักษณ์กระเป๋าดูเรียบๆ แต่รายละเอียดทุกจุดผ่านการคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน และสร้างขึ้นจากความตั้งใจของช่างฝีมือของร้านจริงๆ

หากไม่ลองถือ ไม่ลองใช้ จะไม่รู้เลยว่า กระเป๋าใช้ง่ายและดีแค่ไหน

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

เริ่มตั้งแต่เส้นด้าย ผ่านการย้อมแบบพิเศษ เพื่อให้สีเข้าไปซึมซับถึงด้านในสุดของเส้นใย แม้กาลเวลาผ่านไป แต่สีก็ไม่ซีดง่ายๆ

เมื่อนำด้ายมาทอเป็นผ้า ก็มีการเคลือบสารกันน้ำ เพื่อไม่ให้กระเป๋าเลอะง่าย ขณะเดียวกัน ช่างทอก็ต้องระวังไม่ให้ผ้านิ่มเกินไป ซึ่งจะทำให้กระเป๋าขาดง่าย แต่ก็ต้องไม่แข็งเกินไป เพื่อให้สามารถพับเข้ามุมหรือเย็บขึ้นรูปได้

ด้ายที่ใช้เย็บผ้าเข้าด้วยกัน ก็มีการเก็บปลายด้ายเข้าไปด้านใน ไม่ให้โผล่ออกมา ทำให้กระเป๋าทนทานยิ่งขึ้น

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

เคยมีโรงพยาบาลแห่งหนึ่งสั่งทำกระเป๋าจาก Shinzaburo Hanpu เป็นพิเศษ โดยนำไปใส่ของเด็กทารก และมอบให้คุณแม่เป็นของขวัญ โดยสื่อเป็นนัยว่า ตอนนี้เป็นกระเป๋าคุณแม่ แต่เมื่อเด็กๆ โตขึ้นมาก็ยังใช้กระเป๋าใบนี้ต่อได้ เป็นกระเป๋าที่ส่งต่อกันรุ่นต่อรุ่น และไม่มีคำว่า ล้าสมัย

 

บริการซ่อมกระเป๋า

เมื่อกระเป๋าทนทาน ใช้ง่าย กระเป๋าก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคน กลายเป็นกระเป๋าใบเก่ง เพราะเจ้าของหยิบใช้ด้วยความรู้สึกคุ้นชิน

กระเป๋าใบเล็กๆ อาจติดตามเจ้านายไปออกเดต ไปเข้าค่าย ไปเดินป่า หรือไปทำงานที่ต่างประเทศ

Shinzaburo Hanpu จึงมีบริการรับซ่อมกระเป๋า สำหรับลูกค้าที่ต้องการให้กระเป๋าอยู่กับพวกเขาไปอีกนานๆ

ช่างเย็บกระเป๋าจะมีเทคนิคการทำกระเป๋าเพื่อให้สามารถเลาะกระเป๋าได้เป็นส่วนๆ เมื่อต้องการซ่อม โดยจะเปลี่ยนชิ้นส่วนบางอย่างให้ลูกค้าได้

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

กระเป๋าใบนี้ใช้งานมานานกว่า 20 ปี
ภาพ : www.ichizawa.co.jp

ก่อนที่ช่างจะซ่อมกระเป๋า พวกเขาจะแอบดูชื่อ-ที่อยู่ลูกค้า เพื่อจินตนาการว่า ลูกค้าคนนั้นเป็นคนอย่างไร ไลฟ์สไตล์เป็นเช่นไร ขณะเดียวกัน ก็ภูมิใจที่กระเป๋าร้านของตนกลายเป็นกระเป๋าใบโปรดของลูกค้า และอยู่กับลูกค้ามาเป็นสิบๆ ปี

ตัวช่างเองก็สนุกสนานกับการชุบชีวิตใหม่ให้กับกระเป๋าแต่ละใบ ลูกค้าเองก็รู้สึกตื่นเต้นเมื่อหยิบกระเป๋าออกจากถุง แล้วเห็นว่า กระเป๋าใบโปรดของตน ได้รับการซ่อมแซมอย่างประณีตเรียบร้อยแล้ว นั่นยิ่งทำให้ลูกค้าติดใจ และกลับมาเยือนร้าน Shinzaburo Hanpu เสมอๆ

ภาพลูกค้ากับพนักงานขาย (ซึ่งเป็นช่างฝีมือ) ยืนคุยกันในร้าน จึงเป็นภาพปกติที่แสนอบอุ่นที่เกิดขึ้นในร้านกระเป๋าเล็กๆ แห่งนี้

Shinzaburo Hanpu Kaban แบรนด์กระเป๋าหนังญี่ปุ่นอายุ 113 ปี ที่ไม่ทำออนไลน์และไม่ขยายสาขา

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

 

กระเป๋า ‘รักษ์โลก’

ปัจจุบัน พวกเรากำลังรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติก หลอดพลาสติก ร้านค้าหลายร้านแจกถุงช้อปปิ้ง หรือให้คะแนนสะสมเพิ่มหากลูกค้านำถุงมาเอง

แต่จากเรื่องราวของ Shinzaburo Hanpu ดิฉันคิดว่า นอกจากแบรนด์นี้จะเป็นแบรนด์เก่าแก่ที่สร้างสินค้าคุณภาพดี ทนทานแล้ว Shinzaburo Hanpu ยังเป็นแบรนด์ที่รักษ์โลก ดีต่อสิ่งแวดล้อมมากๆ อีกด้วย

สิ่งที่แบรนด์ทำ มิใช่แค่งดแจกถุงพลาสติก หรือทำกิจกรรมง่ายๆ ให้รางวัลลูกค้า

Shinzaburo Hanpu ผลิตเท่าที่จำเป็น ไม่ผลิตมากจนเกินไป จนต้องทำโปรโมชันกระตุ้นให้คนมาซื้อ ขณะเดียวกัน ก็ทำสินค้าให้ดี ทน และเป็นที่รักของลูกค้า จนลูกค้าไม่อยากซื้อของใหม่ แต่นำของเก่ามาให้ซ่อมแซม เพื่อยืดชีวิตกระเป๋าไปอีก 40 – 50 ปี

ไม่ต้องไปรักษ์โลกกันที่ปลายทาง แต่เริ่มรักตั้งแต่กระบวนการผลิตเลย

Shinzaburo Hanpu Kaban แบรนด์กระเป๋าหนังญี่ปุ่นอายุ 113 ปี ที่ไม่ทำออนไลน์และไม่ขยายสาขา

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

ท่านไหนมีโอกาสไปเมืองเกียวโต ลองแวะไปสัมผัสความคลาสสิก เรียบง่าย ไม่ติดกับกาลเวลาของ Shinzaburo Hanpu กันนะคะ

Shinzaburo Hanpu Kaban, กระเป๋าหนัง, เกียวโต, ญี่ปุ่น

ภาพ : www.ichizawa.co.jp

Writer

Avatar

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

6 กุมภาพันธ์ 2566
3 K

ช่วงนี้ ดิฉันเริ่มมีแบรนด์ทักเข้ามาปรึกษา เริ่มมีงานบรรยายมากขึ้น โจทย์ในใจของหลาย ๆ ท่าน คือ บริษัทเล็ก ๆ อย่างเราจะอยู่รอดได้อย่างไร จะปรับตัวอย่างไร และทำอย่างไรไม่ให้เจ้าใหญ่เลียนแบบ 

ครั้งนี้ ดิฉันขอนำเสนอบริษัทสบู่อายุ 100 ปีที่โดนวิกฤตสินค้าอื่นมาทดแทน เจอพาร์ตเนอร์ล้มละลาย แต่ก็ค่อย ๆ กลับมาทำยอดขายให้สูงขึ้นได้

บริษัททำสบู่เล็ก ๆ ที่เริ่มจาก OEM 

บริษัท โทโฮ ก่อตั้งในปี 1920 โดยเริ่มจากการรับจ้างผลิตสบู่ให้กับห้างร้านต่าง ๆ มาโดยตลอด ในยุคนั้นคนญี่ปุ่นยังนั่งเก้าอี้เตี้ย ๆ ใช้แผ่นไม้ซักผ้าตะแคงในกะละมัง แล้วใช้สบู่ก้อนซักผ้าอยู่

Utamaro จาก OEM รับจ้างผลิตสบู่ซักผ้า สู่กิจการร้อยปีที่อยู่รอดแม้ทุกบ้านจะใช้เครื่องซักผ้า
ภาพ : item.rakuten.co.jp

วันหนึ่ง มี Distributor รายหนึ่งกำลังหาบริษัทรับทำสบู่คุณภาพดี จึงติดต่อขอสินค้าตัวอย่างของบริษัทผลิตสบู่หลายเจ้ามาเปรียบเทียบดู ปรากฏว่าสบู่ของบริษัท โทโฮ ซักคราบสิ่งสกปรกออกได้ดีที่สุด ทาง Distributor จึงเลือกให้โทโฮเป็นผู้ผลิตสบู่หลักของตน 

สิ่งที่ทำให้บริษัท โทโฮ ชนะสบู่เจ้าอื่น มาจากความพยายามหาสูตรสัดส่วนที่ลงตัวที่สุดระหว่างน้ำมันซักล้าง โซดาไฟ และส่วนประกอบอื่น ๆ ท่านประธานเล่าว่า มีความเป็นไปได้นับร้อยล้านพันล้านแบบในการปรับส่วนผสม ทางบริษัทลองแล้วลองอีก จนพบส่วนผสมที่ลงตัวที่สุด สบู่จึงกำจัดคราบได้ดี ไม่กัดผิว

จุดพลิกผัน

บริษัท โทโฮ ผลิตสบู่ให้ Distributor รายนั้นตลอดมา จน Distributor เจ้านั้นล้มละลาย ทางโทโฮจึงตัดสินใจผลิตสบู่ในแบรนด์ของตนเอง ในชื่อ ‘Utamaro’ (อุทามาโระ) 

เมื่อเวลาผ่านมา 40 ปีจากจุดเริ่มต้น ยุคสมัยเริ่มเปลี่ยนแปลง คนญี่ปุ่นเริ่มใช้เครื่องซักผ้ามากขึ้น คนจึงซื้อผงซักฟอกมากขึ้นเรื่อย ๆ และยอดขายสบู่ก้อนก็ลดลง ช่วงที่ยอดขายดีมากนั้น โทโฮขายสบู่ได้ปีละ 3 ล้านก้อน แต่ยอดขายก็ตกลงไปเรื่อย ๆ จนในช่วงปี 1998 ยอดขายลดลงเหลือเพียงแค่ประมาณ 1 ล้านก้อนเท่านั้น 

สบู่ก้อนซักผ้านั้น คนซักต้องนั่งยอง ๆ ก้มซักลำบาก คนรุ่นใหม่จึงเลือกใช้ผงซักฟอก เนื่องจากสะดวกสบายกว่า แค่เทใส่เครื่องซักผ้าเท่านั้น

ในช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังถอดใจ วันหนึ่งมีโทรศัพท์จากผู้หญิงคนหนึ่ง โทรมาบอกว่า “อย่าเลิกผลิตสบู่นะคะ สบู่ของคุณซักคราบที่ติดผ้าขาวออกดีจริง ๆ ขอให้ทำต่อไปนะคะ” เธอนำไปป้ายคอเสื้อเชิ้ตของสามี นำไปซักชุดพละของลูกชาย คราบที่ติดแน่น ๆ ก็หลุดออกได้ง่ายมาก 

ทางบริษัทจึงเริ่มสังเกตว่า ยังมีลูกค้าบางกลุ่มที่เลือกใช้สบู่ซักผ้าอยู่ แต่รูปแบบมักเป็นการ ‘ซักเฉพาะจุด’ เช่น คอเสื้อ แขนเสื้อ หรือจุดที่เสื้อเลอะเป็นดวง ๆ เท่านั้น ประกอบกับเริ่มมีการบอกต่อปากต่อปากในกลุ่มแม่บ้านจนถึงโซเชียลมีเดียว่า สบู่ Utamaro ดีมาก 

ทางบริษัทจึงเริ่มทำเว็บไซต์ที่สื่อสารคุณสมบัติของสบู่ Utamaro เช่น ใช้ซักชุดพละ ถุงเท้าขาวที่เลอะ คอเสื้อที่มีคราบติดแน่น หรือเสื้อที่มีรอยลิปสติก ทุกอย่างจะสะอาดขาวได้ แถมขาวขึ้นกว่าเดิมอีก เพราะมีสารสะท้อนแสงที่ช่วยทำให้ผ้าขาวขึ้น

Utamaro จาก OEM รับจ้างผลิตสบู่ซักผ้า สู่กิจการร้อยปีที่อยู่รอดแม้ทุกบ้านจะใช้เครื่องซักผ้า
Utamaro จาก OEM รับจ้างผลิตสบู่ซักผ้า สู่กิจการร้อยปีที่อยู่รอดแม้ทุกบ้านจะใช้เครื่องซักผ้า
ภาพ : e-utamaro.com

พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง

เมื่อลูกค้าเริ่มบอกปากต่อปาก และกระแสการ ‘ซักเฉพาะจุด’ แพร่หลายมากขึ้น ทางทีมสบู่ Utamaro ก็ค่อย ๆ ออกสินค้าใหม่เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าให้ดีขึ้น ได้แก่ Utamaro Liquid สำหรับซักผ้า Utamaro Cleaner สำหรับเช็ดล้างคราบน้ำมันที่ติดแน่น เช่น คราบน้ำมันที่เตา คราบที่ติดก๊อกน้ำ Utamaro Kitchen สำหรับล้างจานหรือกล่องพลาสติก

Utamaro จาก OEM รับจ้างผลิตสบู่ซักผ้า สู่กิจการร้อยปีที่อยู่รอดแม้ทุกบ้านจะใช้เครื่องซักผ้า
Utamaro จาก OEM รับจ้างผลิตสบู่ซักผ้า สู่กิจการร้อยปีที่อยู่รอดแม้ทุกบ้านจะใช้เครื่องซักผ้า
ภาพ : tokubai.co.jp

นอกจากนี้ ทางทีมงานยังคอยเสิร์ชในโซเชียลมีเดีย ดูว่าลูกค้าพูดถึงแบรนด์อย่างไรบ้าง ทำให้ทีมงานได้เห็นวิธีการใช้ใหม่ ๆ ที่ตนเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าคนหนึ่งบอกว่า นำสบู่มาบดเป็นผง แล้วใช้แปรงสีฟันจิ้ม จากนั้นแตะแล้วถูที่แขนเสื้อขนเป็ด ก็ซักคราบที่ติดตรงแขนเสื้อออกได้หมดจด 

อีกสิ่งที่ทีมงานทำ คือการออกไปพบผู้บริโภคและฟังเรื่องราวว่า พวกเขาใช้สินค้าตนอย่างไร อย่างเช่น ผู้ทำงานศาลเจ้าผู้ชื่นชอบสบู่แบรนด์นี้มาก เนื่องจากซักชุดผ้าขาวได้สะอาดเหลือเกิน

Utamaro ตัวอย่างธุรกิจขนาดเล็กอายุร้อยปีที่เริ่มต้นจาก OEM สู่บริษัทสบู่ซักผ้าที่ยอดขายปีละ 12 ล้านก้อน เติบโต 12 เท่า
ภาพ : e-utamaro.com

หรือเรื่องราวของนักฝังเข็มที่อยากให้ชุดของเธอดูขาวสะอาด คนไข้จะได้รู้สึกดี แต่เธอก็ห่วงว่า หากซักผ้ามากเกินไป มือเธอจะเปื่อยง่าย อาจกระทบกับงานที่ทำอยู่ สบู่ Utamaro จึงตอบโจทย์มาก 

Utamaro ตัวอย่างธุรกิจขนาดเล็กอายุร้อยปีที่เริ่มต้นจาก OEM สู่บริษัทสบู่ซักผ้าที่ยอดขายปีละ 12 ล้านก้อน เติบโต 12 เท่า
ภาพ : e-utamaro.com

ทีมฝ่ายขายและการตลาดจะนำเรื่องราวของผู้บริโภคเหล่านี้มาแบ่งปันให้ทีม R&D (วิจัยและพัฒนา) โดยทีม R&D ก็จะปรับสูตรและพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นตอนนี้ ทีมงานพบว่า เสื้อที่ติดคราบรองพื้นนั้น บางยี่ห้อก็ใช้ Utamaro ซักได้ แต่บางยี่ห้อคราบติดแน่นเกิน ยังซักด้วยสบู่ไม่ออก ก็ต้องพัฒนาสูตรกันต่อไป

ในแต่ละวัน นักทำสบู่ Utamaro จะดูสภาพอากาศและความชื้นเพื่อปรับสูตรให้เหมาะสม ทางบริษัทเองก็นำเข้าเครื่องผลิตสบู่อย่างดีจากประเทศอิตาลี จากนั้นจึงปรับเครื่องจักรเพิ่ม เพื่อให้ทำสบู่ที่นิ่ม บิได้ ทำเป็นผงได้ แต่ไม่เละจนเกินไป 

เมื่อมีรายได้มากขึ้น บริษัท โทโฮ ก็เริ่มทำโฆษณาออกโทรทัศน์ โดยมีใจความหลัก คือ ให้ลอง ลองใช้แล้วจะประทับใจว่าสะอาดจริง ๆ 

นอกจากนี้ บริษัทยังไปตั้งบูทตามซูเปอร์มาร์เก็ตและสาธิตวิธีใช้ เพื่อให้แม่บ้านได้เห็นกับตาและเข้าใจศักยภาพของผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันยอดขายของสบู่ Utamaro สูงถึงปีละ 12 ล้านก้อน เติบโต 12 เท่าจากช่วงที่ยอดขายตกต่ำที่สุด

บทเรียนจากบริษัท โทโฮ และสบู่ Utamaro ทำให้เห็นว่า แม้จะเป็นบริษัทเล็ก ๆ แต่หากมีสินค้าที่ลอกเลียนแบบได้ยาก และหมั่นฟังเสียงลูกค้า หมั่นพัฒนาตนเอง พัฒนาจนลูกค้าประทับใจ ขอให้ทำธุรกิจต่อไป หรือตื่นเต้นจนบอกปากต่อปาก ก็ทำให้บริษัทฝ่าวิกฤตต่าง ๆ ได้อย่างงดงาม

Utamaro ตัวอย่างธุรกิจขนาดเล็กอายุร้อยปีที่เริ่มต้นจาก OEM สู่บริษัทสบู่ซักผ้าที่ยอดขายปีละ 12 ล้านก้อน เติบโต 12 เท่า
ภาพ : e-utamaro.com

Writer

Avatar

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load