เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ

ดิฉันรู้สึกถึงประโยคนี้ตอนพี่ก้อง ทรงกลด บ.ก. The Cloud ทวงต้นฉบับสัปดาห์นี้ ดิฉันรู้สึกเหมือนเพิ่งส่งงานชิ้นก่อนไปเมื่อวานเอง ถึงเวลาส่งต้นฉบับอีกแล้ว

คุณผู้อ่านรู้สึกว่า เราทำงานหนักขึ้นทุกวันๆ และมีเวลาให้ตัวเองน้อยลงเรื่อยๆ บ้างไหมคะ

มีบริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่งที่พยายามสร้างระบบเวลาของตนเอง โดยให้พนักงานมาทำงานแค่สัปดาห์ละ 4 วันเท่านั้น

จุดเริ่มต้นของบริษัททำของเล่น

บริษัท Aki Kosaku เป็นบริษัททำของเล่นและงานคราฟต์จากลังกระดาษ ผู้ก่อตั้งคือ ยูกิ มัตสึโอกะ อดีตสถาปนิกชาวญี่ปุ่น

ภรรยาของมัตสึโอกะเป็นนักถักนิตติ้งชื่อดัง วันหนึ่งเธออยากได้หุ่นลองเสื้อที่รูปทรงแตกต่างและน่าสนใจกับงานของเธอ มัตสึโอกะจึงลองออกแบบให้ และสร้างหุ่นจากลังกระดาษเพื่อประหยัดต้นทุน

Aki Kosaku
oita-katete.pref.oita.jp

เจ้าหุ่นลองเสื้อรูปทรงแปลกตานี้เป็นที่พูดถึงมากในงานแสดงผลงานนั้น มีนักออกแบบเสื้อผ้าหลายคนต้องการหุ่นลองเสื้อเช่นนี้บ้าง มัตสึโอกะจึงเริ่มทำหุ่นขาย และประสบความสำเร็จมากขึ้นเรื่อย ๆ

Aki Kosaku
oita-katete.pref.oita.jp

เขาเริ่มขยายสินค้าจากหุ่นลองเสื้อมาเป็นตุ๊กตาตัวเล็กๆ ตั้งโชว์และให้คนประกอบเอง

นอกจากนี้ บริษัทยังทำแพ็คเกจจิ้งด้วย เช่น กล่องใส่แฮมเป็นรูปหมู

Aki Kosaku
www.wtv.co.jp

หรือ ‘แชมเปญกิ้น’ ที่ใส่ขวดแชมเปญซึ่งเป็นรูปนกเพนกวิน

Aki Kosaku
www.wtv.co.jp

ในปี ค.ศ. 2009 มัตสึโอกะตัดสินใจย้ายออฟฟิศจากโตเกียวกลับมาที่บ้านเกิดของตนเองที่จังหวัดโออิตะ เขาดัดแปลงโรงเรียนเก่าๆ แห่งหนึ่งมาเป็นออฟฟิศและโรงงาน ด้านหน้าออฟฟิศเป็นสนามเด็กเล่น มีภูเขาโอบล้อมสีเขียว

Aki Kosaku
oita-katete.pref.oita.jp

แต่สิ่งหนึ่งที่มัตสึโอกะพบคือ บริษัทเขางานยุ่งขึ้นทุกวันๆ เขาแทบไม่มีเวลาทำงานอดิเรกหรือพักผ่อนอะไรเลย

นอกจากนี้ มัตสึโอกะยังทำงานกับบริษัทต่างชาติ ทั้งบริษัทในนิวยอร์ก ปารีส เกาหลี ตอนกลางคืนของญี่ปุ่นจะกลายเป็นตอนกลางวันของนิวยอร์ก อาจมีโทรศัพท์หรืออีเมลหลายฉบับจากฝั่งอเมริกาและยุโรปได้ มัตสึโอกะและพนักงานรู้สึกเหมือนต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งที่บริษัทเราตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ แต่เรากลับไม่มีเวลาชื่นชม และไม่มีเวลาเป็นของเราเลย” นั่นคือสิ่งที่มัตสึโอกะคิด

ทำงานเพียงสัปดาห์ละ 4 วัน

ในปี ค.ศ. 2011 เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ภูมิภาคโทโฮคุในญี่ปุ่น มัตสึโอกะเห็นภาพทรัพย์สิน ตึก อาคารทั้งหมดสูญหายไปภายในชั่วพริบตา ขณะเดียวกันเขาเห็นชาวโทโฮคุร่วมมือร่วมใจลุกขึ้นมาปรับปรุง ซ่อมแซม รื้อสร้างสิ่งต่างๆ ใหม่

ในตอนนั้น มัตสึโอกะสัมผัสถึงพลังสามัคคีของคนในชุมชน พลังของการช่วยเหลือกันและกันเป็นอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันช่วงปี ค.ศ. 2012 นั้น ยอดขายบริษัทกลับลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน โจทย์สำคัญที่บริษัท Aki Kosaku ต้องเผชิญคือ จะสร้างยอดขายต่อไปได้อย่างไร

“ถ้าคิดแบบปกติ ผมควรต้องเพิ่มชั่วโมงการทำงาน ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อผลิตให้ได้มากขึ้นใช่ไหมครับ แต่ผมกลับรู้สึกไม่ค่อยดีกับแนวคิดแบบนี้ หากเราอยู่ต่างจังหวัด แต่ยังทำงานแบบโตเกียว เราก็จะเหนื่อยเปล่าๆ ขณะเดียวกันหากเราไล่ล่าแต่ยอดขาย คิดถึงแต่งาน เราจะไม่มีเวลามาคิดสิ่งใหม่ๆ ในที่สุดเราก็จะไม่สนุกกับงาน”

นั่นเป็นจุดที่มัตสึโอกะตัดสินใจนำระบบหยุดงาน 3 วันเข้ามาใช้ เขาถามความเห็นของพนักงาน และทุกคนก็เห็นว่าน่าลองดี

ในปีแรกนั้น มัตสึโอกะให้พนักงานทำงานทุกวันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี วันละ 10 ชั่วโมง เพื่อให้ได้เวลาทำงาน 40 ชั่วโมง เทียบเท่ากับทำงาน 5 วัน วันละ 8 ชั่วโมง

ช่วงแรกยังมีปัญหา พนักงานบางคนยังไม่ถนัดทำงานระบบเช่นนี้ ทำให้ผลการทำงานของพนักงานแต่ละคนแตกต่างกันค่อนข้างมาก แต่เมื่อผ่านไปได้ 4 ปี ทุกอย่างเริ่มเข้าที่มากขึ้น มัตสึโอกะก็ตัดสินใจให้พนักงานทำงานแค่ 32 ชั่วโมง กล่าวคือ ทำ 4 วัน วันละ 8 ชั่วโมง

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทั้งที่เวลาทำงานน้อยลง แต่พนักงานกลับทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น สมาธิดีขึ้น ในปีถัดไปยอดขายบริษัทเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 หลังจากเริ่มระบบทำงาน 4 วันนี้

เวลาที่เป็นเส้นตรง กับเวลาที่เป็นวงกลม

เวลา 1 วันที่พนักงานได้หยุดเพิ่มนั้น มิได้แค่ให้พนักงานได้พักผ่อนธรรมดาๆ

มัตสึโอกะกระตุ้นให้พนักงานนำเวลาที่มีไปใช้เพื่อท้องถิ่น เช่น ช่วยชาวนาบริเวณนั้นเกี่ยวข้าว ช่วยจัดงานเทศกาลประจำหมู่บ้าน หรือช่วยงานโรงเรียน

นอกจากนี้ เขายังสนับสนุนให้พนักงานนำเวลาที่มีไปเรียนหรือเพิ่มพูนความรู้ตนเองได้ พนักงานบางคนก็ไปเข้าสัมมนาต่างๆ บางคนใช้เวลาเหล่านี้ไปสัมภาษณ์หรือพูดคุยกับดีไซเนอร์ชื่อดังในญี่ปุ่น

ทุกเช้าวันจันทร์ พนักงานบริษัท Aki Kosaku จึงมาทำงานด้วยสีหน้าสดใส เนื่องจากได้ใช้เวลากับครอบครัว ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ตลอดจนได้ช่วยเหลือคนในชุมชนอย่างเต็มที่

“เวลาในโลกทุนนิยมนั้นเป็นเส้นตรง คนเราเกิด ทำงาน แก่ ตายจากไป ระยะห่างระหว่างคนในชุมชนก็กว้างเหลือเกิน อย่างโตเกียว…ทั้งที่คนเดินเบียดกันแน่น แต่เรากลับไม่รู้จักกัน ระแวงกัน

เวลาที่ผมอยากจะสร้างให้เกิดขึ้นนั้น เป็นเวลาที่หมุนเป็นวงกลมครับ เราแบ่งเวลาของเราไปช่วยคนอื่น คนอื่นให้เวลาของพวกเขาแก่พวกเรากลับคืนมา ความสัมพันธ์เราแน่นแฟ้นขึ้น ระยะห่างระหว่างคนลดลง ผมอยากให้เวลาเป็นวงกลม หมุนและแบ่งปันให้แก่กันและกันเช่นนี้ มันงดงามกว่ามากครับ”

สุขจากภายใน (บริษัท)

ในวิชาการตลาด เรามักจะพูดว่า ลูกค้าสำคัญที่สุด หรือ Customer-centered แต่จากกรณีของบริษัท Aki Kosaku คนที่สำคัญที่สุดของบริษัทคือ พนักงาน

หากพนักงานมีความสุข ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม พนักงานก็จะมีแรงจูงใจสูงขึ้น และตั้งใจทำงานมากขึ้น

ในมุมมองของนักบัญชีหรือนักการเงินนั้น การที่พนักงานทำงานในระยะเวลาน้อยลง อาจเสี่ยงต่อจำนวนผลผลิตที่ลดลง แต่มัตสึโอกะได้พิสูจน์แล้วว่า การที่เขายอมสละ ‘เวลา’ ของตัวเขาเองและพนักงานนั้น เขากลับได้กำไรยิ่งกว่า แน่นอน ยอดขายสูงขึ้น แต่สิ่งที่มีค่ากว่านั้น คือ ความสุขของพนักงาน และความสุขของคนในชุมชน

ยอดขายและกำไรที่สูงขึ้นไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากความสุขของพนักงานนั่นเอง

สุดท้ายนี้ อย่าลืมส่งบทความนี้ให้เจ้านายของท่านนะคะ

 

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Photographer

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

6 มิถุนายน 2565
3.33 K

ใคร ๆ ก็มักเรียกบริษัทแห่งนี้ว่า เป็นบริษัทที่จำหน่ายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ แต่พวกเขาไม่ค่อยพึงพอใจกับคำนี้สักเท่าไร พวกเขาไม่ชอบคำว่า ‘การขายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์’ หรือ ‘ธุรกิจขายแคตตาล็อก’ พวกเขานิยามตนเองว่าเป็นบริษัทที่ทำการตลาดทางตรง โดยมีความเชื่อว่า พวกเขาจะสร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน 

จุดเริ่มต้น 

บริษัท Felissimo ก่อตั้งเมื่อปี 1965 เป็นบริษัทที่นำสินค้าแปลกใหม่ หรือสินค้าครีเอทีฟมาขายในญี่ปุ่น 

เมื่อลูกชายคนโตเข้ามาบริหาร เขาเห็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าผ่านแคตตาล็อก ทางบริษัทเริ่มแจกแคตตาล็อกสินค้าฟรี ลูกค้าคนไหนสนใจก็โทรสั่งสินค้าได้ เมื่อบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จัก ทางบริษัทจึงเริ่มเปลี่ยนมาจำหน่ายแคตตาล็อกสินค้านั้นตามร้านหนังสือแทน 

คำว่า ‘Felissimo’ มาจากคำว่า ‘Felicity’ ที่แปลว่า มีความสุขมาก แต่ดัดแปลงคำแบบภาษาอิตาลี เพิ่ม Simo เข้าไป โดยแฝงความหมายว่า ‘ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยิ่งยวด’ 

ปรัชญาของบริษัท คือ สร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน

จุดเด่นประการหนึ่งของ Felissimo คือ การทำ Subscription Model กล่าวคือ หากผู้อ่านสนใจสินค้าซีรีส์ไหน ก็สมัครคอร์สต่อเนื่อง เช่น ซีรีส์ตะกร้าจัดบ้าน ซีรีส์กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง อย่างซีรีส์ถ้วยน้ำชาลายดอกไม้ อาจมีระยะเวลา 5 ครั้ง เดือนแรกอาจเป็นถ้วยลายดอกไม้สีแดงมาส่ง เดือนถัดไปเป็นลายสีเหลือง สีเขียว สีฟ้า ไล่ไปจนครบ 5 ครั้ง นั่นทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นว่า เดือนนี้ตนเองจะได้รับสินค้าลายอะไร สีไหน ดีไซน์แบบไหน ยิ่งสะสมครบ ก็ยิ่งจัดเป็นเซ็ตสวยงาม 

เมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเป็นที่นิยม Felissimo ก็หันมาจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน 

เมื่อต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่

ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าเก๋ ๆ ผ่านทางแคตตาล็อก ตลอดจนการให้ลูกค้าสมัครโปรแกรมซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมา 40 ปี มีคู่แข่งรายใหม่ ๆ เข้ามา ทั้งจากบริษัทญี่ปุ่นเองและบริษัทต่างประเทศ ยิ่งเมื่อผู้บริโภคค้นหาและซื้อสินค้าทางอีคอมเมิร์ซได้อย่างคล่องแคล่ว สินค้า Felissimo อาจไม่ได้ดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป

สิ่งนี้สะท้อนในยอดขายของ Felissimo ที่ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ยอดขายช่วงปี 2010 เหลือเพียงแค่ 2 ใน 3 ของยอดขายเมื่อ 5 ปีก่อนเท่านั้น

ทาง Felissimo ก็พยายามปรับบริการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มสินค้าหมวด ‘Just One’ หรือซื้อเพียงแค่ครั้งเดียว แต่บริษัทก็พบว่า การทำเช่นนี้อาจไม่ได้ใช้จุดแข็งของบริษัทสักเท่าใด 

ทางออก คือ การตั้ง ‘ชมรม’

ในปี 2010 พนักงานกลุ่มหนึ่งคุยกันว่า อยากแก้ปัญหาแมวจรจัดที่โดนกำจัดทิ้ง เมื่อพูดคุยกัน ทุกคนก็รู้ว่า พวกเขารักแมวกันมาก ๆ พนักงานกลุ่มนี้จึงตั้ง ‘ชมรมแมว’ โดยร่วมกันคิดไอเดีย พัฒนาสินค้าสำหรับคนรักแมว เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคมูลนิธิ จะได้ช่วยเหลือเหล่าแมวเหมียวได้ 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.projectdesign.jp

เมื่อคนรักแมว คิดสินค้าเพื่อคนรักแมวด้วยกัน สินค้าจึงออกมาชวนอมยิ้มมาก ไม่ว่าจะเป็นหมอนกอดแมว หมอนข้างที่วางบนตักแล้วทรงคล้ายแมวหนุนตัก หรือที่นอนแมวที่ทำเป็นรูปทาร์ตผลไม้ หากแมว (สีครีม) ไปนอน ก็จะดูเหมือนทาร์ตน่าทานไปโดยปริยาย (น่าร๊ากกก! เอาเงินดิฉันไป!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

สินค้าจากชมรมแมวขายดิบขายดีเป็นอย่างมาก ทุกเดือนแฟนคลับแมวแมวก็จะตั้งตารอว่า มีสินค้าเกี่ยวกับแมวอะไรออกมาอีกบ้าง 

บริษัทจึงเริ่มเห็นทางสว่างว่า แทนที่จะจำหน่ายสินค้าตามหมวดสินค้า เช่น หมวดแฟชั่น หมวดของแต่งบ้าน ลองทำสินค้าตาม ‘ความสนใจ’ ของคน

ทุกวันพุธช่วงเช้า พนักงาน Felissimo จะรวมตัวกัน และช่วยกันคิดว่า ‘พวกเขาเอง’ อยากทำสินค้าธีมไหน สนใจอะไร 

ในปีถัดมา ก็เกิด ‘ชมรมสาวรัก DIY’ สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทำงานฝีมือหรือตกแต่งห้องเอง ปัจจุบัน Felissimo มีชมรมเกือบ 30 ชมรมในบริษัท เช่น ชมรมนกน้อย ชมรมเต่าและทะเล ชมรมเวทมนตร์ (มีจำหน่ายชุดแม่มดน่ารัก ๆ สร้อยคอนำโชค กระเป๋าเครื่องสำอางที่หน้าตาเหมือนหนังสือเวทมนตร์)

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

พนักงานจัดอีเวนต์ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสิ่งต่าง ๆ ในชมรมนั้น โดยที่ตัวพนักงานเองก็สนุก มีความสุข เพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ และรู้เรื่องนั้น ๆ ดีอยู่แล้ว แถมได้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีเรื่องคุยกันถูกคอด้วย

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เวลาตั้งชมรม พนักงานจะต้องตั้งเสาธง (Flag) หลักก่อน กล่าวคือ พวกเขาต้องการสร้างสังคมแบบไหน เช่น ชมรมแมว ต้องการสร้างสังคมที่มนุษย์กับแมวจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยมุ่งมั่นที่จะช่วยแมวที่อาจโดนกำจัดได้

นอกจากนี้ Felissimo กำหนดเงื่อนไข 3 ประการ คือ หนึ่ง สิ่งนั้นมีโอกาสพัฒนาเป็นธุรกิจได้ สอง มีความเป็นเอกลักษณ์ สาม เป็นประโยชน์แก่สังคม ถึงจะสร้างเป็นชมรมได้ (แค่ความชอบอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ) 

เมื่อพนักงานได้ทำในสิ่งที่พวกเขารัก

มีพนักงานกลุ่มหนึ่ง ชอบไปดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ซึ่งหลายครั้ง ก็ต้องไปต่างจังหวัดไกล ๆ พวกเธอเคยใช้กระเป๋าลาก แต่ลากขึ้นลงรถไฟ ก็ไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไร พวกเธอจึงออกแบบกระเป๋าขนาดมหึมา ที่สะพายหลังได้ ใส่รองเท้าอีก 1 คู่ ชุด เสื้อผ้า เครื่องแต่งหน้า แท่งไฟนีออนได้

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : style.nikkei.com

ส่วนชมรมมิวเซียม เป็นการรวมตัวของพนักงานที่ชอบไปชมงานนิทรรศการ ก็ออกแบบสินค้าสำหรับคนที่รักการไปมิวเซียม เช่น รองเท้าที่เหมาะกับการไปดูงานแกลเลอรี่ศิลปะ เดินนาน ๆ ก็ไม่เมื่อย ส้นรองเท้าเป็นยาง เดินแล้วเสียงไม่ดังรบกวนผู้อื่น ตัวสายรูปตัว T ที่ยึด ทำให้รองเท้าเกาะกับเท้าได้ง่าย ส้นสูงเพียง 3.5 เซนติเมตร ก็กำลังพอเหมาะกับการทำให้ขาดูยาว แต่ไม่เมื่อยเมื่อเดินนาน ๆ (อยากได้!!!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : note.com

ส่วนสินค้าที่มีประโยชน์เชิงอารมณ์ เช่น กระเป๋าเครื่องสำอางที่รูปทรงคล้ายพัดของเจ้าหญิงยุคเฮอัน

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
เจ้าหญิงยุคไหน ๆ ก็ต้องสวยงาม
ภาพ : note.com

สำหรับคนทั่วไป เมื่อเห็นสินค้าเหล่านี้แล้วอาจรู้สึกเฉย ๆ แต่สำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมนั้น ๆ หรือมีไลฟ์สไตล์ตรงกับสมาชิกชมรม ก็จะรู้สึกถูกใจ และค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในวงของ Felissimo ในที่สุด

สินค้าที่คนอยากซื้ออย่างต่อเนื่อง

นอกจากสินค้าจากชมรมต่าง ๆ แล้ว Felissimo ยังคงรักษาเป้าหมายในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อบริษัทมีจุดเริ่มต้นจาก Subscription Model ทำอย่างไรให้ลูกค้ารักและอยากซื้อสินค้าจาก Felissimo อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บริษัทคิดเสมอในการพัฒนาสินค้า ตลอดจนแบรนด์ใหม่ ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์​ You + More ซึ่งหากออกเสียงไว ๆ ก็จะกลายเป็นคำว่า ‘Humour’ นั่นเอง 

คอนเซ็ปต์แบรนด์ คือ สร้างรอยยิ้มและความสนุกสนานให้กับชีวิตประจำวันที่ผู้คนคุ้นชิน

ยกตัวอย่างเช่น หมอนข้างหัวไชเท้าน้อย เวลาโอบกอด จะเหมือนอุ้มเด็ก แต่หน้าตาเป็นหัวไชเท้า น่ารักน่าเอ็นดู

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หรือร่มเทมปุระ ที่ปลอกเป็นเปลือกกุ้งทอด ส่วนตัวร่ม เป็นลายกุ้ง ด้ามจับ ก็ทำเป็นหางกุ้ง (ฮ่า ๆ ๆ) 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ภาพ : www.felissimo.co.jp

เป็นแบรนด์ที่ชวนอมยิ้มสมชื่อ 🙂 

ส่วนอีกแบรนด์ ชื่อ 1/d (อ่านว่า Once a day) คอนเซปต์ คือ ‘The housekeeping brand that makes daily living easy.’ ทำให้การทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องง่าย ทำพื้นที่ให้สะอาด แทนที่จะเก็บกวาดเมื่อสกปรก 

แบรนด์นี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น สเปรย์ทำความสะอาดห้องน้ำ สบู่ขัดอ่างล้างจาน แปรงล้างขวด ผ้าขนหนูแห้งไว เป็นตัวช่วยที่จะทำให้บ้านสะอาดอย่างง่ายดาย และที่สำคัญ บรรจุภัณฑ์ดูเรียบง่าย ไม่กินที่ ยิ่งใช้เป็นเซ็ต ก็จะยิ่งดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้บ้านดูเป็นระเบียบ เพียงแค่จากการวางขวดเท่านั้น 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สเปรย์ทำความสะอาด
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สบู่ขัดอ่างล้างจาน 
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
แปรงอเนกประสงค์
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ผ้าขนหนูแห้งไว
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ถุงมือแอลกอฮอล์
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หากมองชีวิตประจำวันของเรา 

ในการดำเนินธุรกิจ อาจมีช่วงเวลาที่ธุรกิจไปได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป โมเดลความสำเร็จนั้น อาจไม่เหมาะกับบริบทในยุคใหม่ 

Felissimo ได้ลองผิดลองถูก จนพบว่า สิ่งที่พวกเขาปรับเปลี่ยนได้ คือ การออกสินค้าแนวใหม่ ที่ตอบโจทย์ชีวิตและไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน พวกเขายังคงมุ่งมั่นในการสร้างแฟนคลับ ทำให้ลูกค้าชื่นชอบและผูกพันกับ Felissimo ซึ่งแนวคิดนี้ สะท้อนในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชมรม ตลอดจนการคิดสินค้าที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซื้อบ่อย ๆ อย่างน้ำยาทำความสะอาดนั่นเอง

ค้นหาให้เจอว่า อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจควรรักษา อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลง 

“ผมคิดว่า หลักคิดแบบ Economy of Scale หมดยุคสมัยไปแล้ว สิ่งที่สำคัญในอนาคต คือ เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ เราจะสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างไร นั่นต่างหาก เป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ”คาซึฮิโกะ ยาซากิ ประธานรุ่นที่ 3 

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load