19 กุมภาพันธ์ 2561
11.32 K

ช่วงนี้เป็นช่วงที่นิสิตปริญญาโทของดิฉันใกล้ส่งวิทยานิพนธ์แล้ว หลายคนเลือกทำแผนธุรกิจ พวกเขาต้องวิเคราะห์คู่แข่ง ดูสิ่งแวดล้อมในธุรกิจ นำเสนอสินค้าใหม่ และวางแผนการตลาดให้กับสินค้านั้น ๆ

สินค้าของพวกเขาก็น่าสนใจดี ทุกคนจะนำเสนอว่า

“สินค้าของตัวเอง (กระเป๋า สบู่อาบน้ำ ขนม ฯลฯ) ดีงามและแตกต่างจากคู่แข่งอย่างไร สุดท้าย จะทำยอดขายได้เท่าไรต่อปี”

นี่เป็นกรอบความคิดที่มหาวิทยาลัยให้แนวทางนักศึกษามาตลอด

แต่มีบางอย่างที่ดิฉันรู้สึกว่าขาดหายไปในแผนของพวกเขา … ความหมายของการทำธุรกิจ

กำเนิดร้านร้อยเยน

หากท่านต้องทำร้านทุกอย่าง 20 บาท ท่านจะมีหลักคิดในการทำธุรกิจอย่างไร?

แนวคิดการตั้งราคาสินค้าทุกอย่างเท่ากัน และตั้งให้ถูกนั้น มิได้เกิดจากการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางธุรกิจอันซับซ้อน แต่เกิดขึ้นมาได้ด้วยความบังเอิญ

ฮิโรตาเกะ ยาโนะ ผู้ก่อตั้งไดโซ ร้านร้อยเยนอันดับหนึ่งในญี่ปุ่นนั้น เดิมทีเปิดร้านขายของประเภทของใช้ในครัวเรือน ยาโนะจะเช่าพื้นที่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าต่างๆ และย้ายสถานที่จำหน่ายไปเรื่อยๆ ตามอีเวนต์

ธุรกิจก็ดำเนินไปได้ด้วยดี จนวันหนึ่งเขาตื่นขึ้นมาและพบว่าคลังสินค้าโดนไฟไหม้

ที่สำคัญ ไฟนั้นไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นการวางเพลิง …

ยาโนะนำสินค้าที่เหลือรอดจากไฟไหม้จำนวนน้อยนิดออกมาวางขาย

ระหว่างที่เขากำลังวุ่นวายแปะราคาสินค้าแต่ละอย่างอยู่นั้น ลูกค้าจำนวนมากก็เข้ามาที่ร้าน และถามเขาว่าอันนั้นเท่าไร สินค้าชิ้นนั้นคิดราคาอย่างไร

เพื่อตัดความวุ่นวาย ยาโนะจึงตะโกนไปว่า…

“ทุกอย่างร้อยเยน!”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลูกค้าก็ยิ่งแห่เข้ามาซื้อมากขึ้นเรื่อยๆ 100 เยนนั้นมีค่าประมาณ 35 บาทของไทย แต่หากดูที่ความรู้สึกแล้ว 100 เยนของคนญี่ปุ่น คงเหมือนกับ 20 บาทที่คนไทยรู้สึก นั่นคือ ของราคาถูกแสนถูกนั่นเอง

เมื่อเห็นความสำเร็จนั้น ยาโนะจึงลองวางโมเดลธุรกิจใหม่ ตั้งราคาสินค้าทุกอย่างเท่ากันหมด ร้านร้อยเยนเริ่มประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ห้างสรรพสินค้าต่างๆ กลับเป็นฝ่ายเข้ามาติดต่อยาโนะ ขอให้เขาช่วยไปออกร้านหน้าห้างเพื่อเรียกแขก ยาโนะสะสมเงินทุน และออกมาสร้างร้านไดโซของตนเองได้ในที่สุด

แค่ 20 บาท?

หากท่านต้องค้นพบโมเดลธุรกิจร้านทุกอย่าง 20 บาท ท่านจะมีหลักคิดในการดำเนินธุรกิจต่อไปอย่างไร?

ยาโนะทยอยเปิดร้านไปตามเมืองต่างๆ ในญี่ปุ่น และประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง

แต่ก็มีลูกค้าบางคนที่บอกเพื่อนตนเองซึ่งกำลังเลือกซื้อของอย่างสนุกสนานว่า “ซื้อของถูกแบบนี้ เปลืองเงินเปล่าๆ” ความหมายคือ ของถูกแบบนี้คุณภาพแย่ ซื้อไปไม่นานก็คงเสีย สิ้นเปลืองเงินเปล่าๆ

ยาโนะได้ยินเช่นนั้นก็เจ็บใจมาก

เขาจึงตั้งปณิธานใหม่ว่า แม้จะเป็นของที่ราคา 20 บาท แต่ก็จะทำให้ลูกค้ามีความสุขให้ได้

สินค้าไดโซจึงมิใช่ของถูกคุณภาพต่ำอีกต่อไป แต่เป็นสินค้าคุณภาพดีที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค เช่น ที่ทำน้ำแข็งรูปสัตว์น่ารัก จานหรือชามพลาสติกลวดลายสดใส

แม้แต่คุณแม่ของดิฉันก็ยังสัมผัสความใส่ใจของยาโนะได้

เวลาดิฉันไปญี่ปุ่น แม่มักจะฝากซื้อกิ๊ิบหนีบผมเสมอ… แม่บอกว่าไม่ค่อยหักง่ายเหมือนของไทย ใช้ได้ทนดี  

เพื่อให้ได้ของที่ดีที่สุดในราคาที่พยุงธุรกิจให้อยู่ต่อไปได้ ยาโนะและฝ่ายจัดซื้อต้องต่อรองกับผู้ผลิตในหน่วย ‘สตางค์’

ทุกเดือนไดโซจะออกสินค้าใหม่ประมาณ 300 – 500 ชนิด หลายชิ้นต้นทุน 98 เยน ขาย 100 เยน ได้กำไรเพียงแค่ 2 เยนเท่านั้น แต่ยาโนะก็ตัดสินใจขาย

หากมองในเชิงธุรกิจ โมเดลของไดโซคือ กำไรน้อย ขายให้ได้มาก

มีคู่แข่งหลายรายพยายามเลียนแบบไดโซ แต่หลายเจ้าก็สู้ค่าใช้จ่ายไม่ได้ เจ้าที่อยู่รอด ก็ไม่สามารถสู้เรื่องจำนวนสาขาที่ไดโซมีมากกว่า ทำให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ดีกว่า

แต่สิ่งที่ยาโนะคิดนั้น มีเพียงแค่ความรู้สึกว่า ทำอย่างไรให้ลูกค้ามีความสุข ผลิตสินค้าดีๆ ให้ลูกค้ามีความสุข ขยายสาขาให้ลูกค้ามาซื้อของง่ายๆ

ไดโซไม่มีแผนกลยุทธ์ระยะยาว เพราะยาโนะบอกว่ายุคสมัยนี้คาดการณ์อะไรไม่ได้

“ถ้ามัวแต่ดูตัวเลข เราอาจสะดุดขาตัวเองสักวันก็ได้”

ดิฉันคิดว่าท่านประธานยาโนะคงหมายถึงหากดูแต่ตัวเลขต้นทุน ยอดขาย กำไร เพียงอย่างเดียว ใจเราคงไปอยู่แต่กับตัวเลขนั้น จนทำให้ลืมคิดถึงลูกค้า และมองข้ามความต้องการของลูกค้าก็เป็นได้

หลักการบริหารของไดโซนั้นง่ายมาก… พนักงานต้องคิดเสมอว่าทำอย่างไรให้ลูกค้ารู้สึกว่า นี่ราคาร้อยเยนจริงๆ หรือ?

เพื่อตอบโจทย์นี้ ไดโซจึงพยายามพัฒนาสินค้าใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง ตลอดจนพยายามลดต้นทุนการจัดการอย่างสม่ำเสมอ

ทั้งสองกลยุทธ์ข้างต้นนั้นมิใช่เพื่อสร้างตัวเลขให้ดี แต่เป็นแนวคิดที่เกิดจากการคิดถึงลูกค้าเป็นหลักนั่นเอง

เป้าหมายของไดโซ

ในช่วงเริ่มต้นทำธุรกิจนั้น ยาโนะตั้งเป้าไว้ว่า อยากสร้างธุรกิจให้ได้ร้อยล้านเยน

แต่หากถามความฝันของเขาตอนนี้ เป้าหมายของยาโนะไม่ใช่การขยายธุรกิจให้ได้พันล้าน หมื่นล้าน เขาไม่ได้ตอบเป็นตัวเลข แต่ตอบสั้น ๆ ประโยคเดียวว่า “ทำอย่างไรให้ธุรกิจนี้อยู่รอดต่อไป”

ในช่วงหลัง สิ่งหนึ่งที่ยาโนะทำมาตลอดยี่สิบกว่าปีนี้ คือการจ้างงานผู้ทุพพลภาพ

ปัจจุบัน ไดโซจ้างพนักงานทุพพลภาพกว่า 250 คนแล้ว ขณะเดียวกัน ทางไดโซกำลังปรับปรุงอาคารเก่าแห่งหนึ่งให้กลายเป็นสถานที่สำหรับสังคม

ชั้นหนึ่งจะเป็นร้านขนมปังขนาดใหญ่ มีพื้นที่ให้คนมานั่งทานได้ ชั้นสองเป็นร้านร้อยเยนที่ผู้ทุพพลภาพทำงานเป็นหลัก ส่วนชั้นสามจะเป็นศูนย์ฝึกอบรมผู้ดูแลผู้ทุพพลภาพและผู้สูงอายุ

“ความฝันของผมคือการสร้างประโยชน์ให้กับสังคม” ยาโนะกล่าวทิ้งท้ายไว้

หากไดโซอยู่รอด ลูกค้าก็จะมีสินค้าดีราคาถูกใช้ ผู้ทุพพลภาพมีงานทำ คนในชุมชนมีงานทำ

การอยู่รอดของไดโซนั้นอาจไม่ใช่เพื่อตัวของยาโนะเอง แต่เพื่อพนักงาน ลูกค้า และคนในสังคม ก็เป็นได้

ธุรกิจมิได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างกำไร แต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อรับใช้สังคม

หมายเหตุ: 100 เยน มีมูลค่าประมาณ 35 บาท แต่บทความนี้เลือกใช้คำว่า 20 บาท เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจความรู้สึกของผู้บริโภคญี่ปุ่นได้ใกล้เคียงที่สุด

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Photographer

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

6 มิถุนายน 2565
3.33 K

ใคร ๆ ก็มักเรียกบริษัทแห่งนี้ว่า เป็นบริษัทที่จำหน่ายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ แต่พวกเขาไม่ค่อยพึงพอใจกับคำนี้สักเท่าไร พวกเขาไม่ชอบคำว่า ‘การขายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์’ หรือ ‘ธุรกิจขายแคตตาล็อก’ พวกเขานิยามตนเองว่าเป็นบริษัทที่ทำการตลาดทางตรง โดยมีความเชื่อว่า พวกเขาจะสร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน 

จุดเริ่มต้น 

บริษัท Felissimo ก่อตั้งเมื่อปี 1965 เป็นบริษัทที่นำสินค้าแปลกใหม่ หรือสินค้าครีเอทีฟมาขายในญี่ปุ่น 

เมื่อลูกชายคนโตเข้ามาบริหาร เขาเห็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าผ่านแคตตาล็อก ทางบริษัทเริ่มแจกแคตตาล็อกสินค้าฟรี ลูกค้าคนไหนสนใจก็โทรสั่งสินค้าได้ เมื่อบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จัก ทางบริษัทจึงเริ่มเปลี่ยนมาจำหน่ายแคตตาล็อกสินค้านั้นตามร้านหนังสือแทน 

คำว่า ‘Felissimo’ มาจากคำว่า ‘Felicity’ ที่แปลว่า มีความสุขมาก แต่ดัดแปลงคำแบบภาษาอิตาลี เพิ่ม Simo เข้าไป โดยแฝงความหมายว่า ‘ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยิ่งยวด’ 

ปรัชญาของบริษัท คือ สร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน

จุดเด่นประการหนึ่งของ Felissimo คือ การทำ Subscription Model กล่าวคือ หากผู้อ่านสนใจสินค้าซีรีส์ไหน ก็สมัครคอร์สต่อเนื่อง เช่น ซีรีส์ตะกร้าจัดบ้าน ซีรีส์กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง อย่างซีรีส์ถ้วยน้ำชาลายดอกไม้ อาจมีระยะเวลา 5 ครั้ง เดือนแรกอาจเป็นถ้วยลายดอกไม้สีแดงมาส่ง เดือนถัดไปเป็นลายสีเหลือง สีเขียว สีฟ้า ไล่ไปจนครบ 5 ครั้ง นั่นทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นว่า เดือนนี้ตนเองจะได้รับสินค้าลายอะไร สีไหน ดีไซน์แบบไหน ยิ่งสะสมครบ ก็ยิ่งจัดเป็นเซ็ตสวยงาม 

เมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเป็นที่นิยม Felissimo ก็หันมาจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน 

เมื่อต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่

ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าเก๋ ๆ ผ่านทางแคตตาล็อก ตลอดจนการให้ลูกค้าสมัครโปรแกรมซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมา 40 ปี มีคู่แข่งรายใหม่ ๆ เข้ามา ทั้งจากบริษัทญี่ปุ่นเองและบริษัทต่างประเทศ ยิ่งเมื่อผู้บริโภคค้นหาและซื้อสินค้าทางอีคอมเมิร์ซได้อย่างคล่องแคล่ว สินค้า Felissimo อาจไม่ได้ดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป

สิ่งนี้สะท้อนในยอดขายของ Felissimo ที่ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ยอดขายช่วงปี 2010 เหลือเพียงแค่ 2 ใน 3 ของยอดขายเมื่อ 5 ปีก่อนเท่านั้น

ทาง Felissimo ก็พยายามปรับบริการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มสินค้าหมวด ‘Just One’ หรือซื้อเพียงแค่ครั้งเดียว แต่บริษัทก็พบว่า การทำเช่นนี้อาจไม่ได้ใช้จุดแข็งของบริษัทสักเท่าใด 

ทางออก คือ การตั้ง ‘ชมรม’

ในปี 2010 พนักงานกลุ่มหนึ่งคุยกันว่า อยากแก้ปัญหาแมวจรจัดที่โดนกำจัดทิ้ง เมื่อพูดคุยกัน ทุกคนก็รู้ว่า พวกเขารักแมวกันมาก ๆ พนักงานกลุ่มนี้จึงตั้ง ‘ชมรมแมว’ โดยร่วมกันคิดไอเดีย พัฒนาสินค้าสำหรับคนรักแมว เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคมูลนิธิ จะได้ช่วยเหลือเหล่าแมวเหมียวได้ 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.projectdesign.jp

เมื่อคนรักแมว คิดสินค้าเพื่อคนรักแมวด้วยกัน สินค้าจึงออกมาชวนอมยิ้มมาก ไม่ว่าจะเป็นหมอนกอดแมว หมอนข้างที่วางบนตักแล้วทรงคล้ายแมวหนุนตัก หรือที่นอนแมวที่ทำเป็นรูปทาร์ตผลไม้ หากแมว (สีครีม) ไปนอน ก็จะดูเหมือนทาร์ตน่าทานไปโดยปริยาย (น่าร๊ากกก! เอาเงินดิฉันไป!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

สินค้าจากชมรมแมวขายดิบขายดีเป็นอย่างมาก ทุกเดือนแฟนคลับแมวแมวก็จะตั้งตารอว่า มีสินค้าเกี่ยวกับแมวอะไรออกมาอีกบ้าง 

บริษัทจึงเริ่มเห็นทางสว่างว่า แทนที่จะจำหน่ายสินค้าตามหมวดสินค้า เช่น หมวดแฟชั่น หมวดของแต่งบ้าน ลองทำสินค้าตาม ‘ความสนใจ’ ของคน

ทุกวันพุธช่วงเช้า พนักงาน Felissimo จะรวมตัวกัน และช่วยกันคิดว่า ‘พวกเขาเอง’ อยากทำสินค้าธีมไหน สนใจอะไร 

ในปีถัดมา ก็เกิด ‘ชมรมสาวรัก DIY’ สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทำงานฝีมือหรือตกแต่งห้องเอง ปัจจุบัน Felissimo มีชมรมเกือบ 30 ชมรมในบริษัท เช่น ชมรมนกน้อย ชมรมเต่าและทะเล ชมรมเวทมนตร์ (มีจำหน่ายชุดแม่มดน่ารัก ๆ สร้อยคอนำโชค กระเป๋าเครื่องสำอางที่หน้าตาเหมือนหนังสือเวทมนตร์)

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

พนักงานจัดอีเวนต์ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสิ่งต่าง ๆ ในชมรมนั้น โดยที่ตัวพนักงานเองก็สนุก มีความสุข เพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ และรู้เรื่องนั้น ๆ ดีอยู่แล้ว แถมได้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีเรื่องคุยกันถูกคอด้วย

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เวลาตั้งชมรม พนักงานจะต้องตั้งเสาธง (Flag) หลักก่อน กล่าวคือ พวกเขาต้องการสร้างสังคมแบบไหน เช่น ชมรมแมว ต้องการสร้างสังคมที่มนุษย์กับแมวจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยมุ่งมั่นที่จะช่วยแมวที่อาจโดนกำจัดได้

นอกจากนี้ Felissimo กำหนดเงื่อนไข 3 ประการ คือ หนึ่ง สิ่งนั้นมีโอกาสพัฒนาเป็นธุรกิจได้ สอง มีความเป็นเอกลักษณ์ สาม เป็นประโยชน์แก่สังคม ถึงจะสร้างเป็นชมรมได้ (แค่ความชอบอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ) 

เมื่อพนักงานได้ทำในสิ่งที่พวกเขารัก

มีพนักงานกลุ่มหนึ่ง ชอบไปดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ซึ่งหลายครั้ง ก็ต้องไปต่างจังหวัดไกล ๆ พวกเธอเคยใช้กระเป๋าลาก แต่ลากขึ้นลงรถไฟ ก็ไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไร พวกเธอจึงออกแบบกระเป๋าขนาดมหึมา ที่สะพายหลังได้ ใส่รองเท้าอีก 1 คู่ ชุด เสื้อผ้า เครื่องแต่งหน้า แท่งไฟนีออนได้

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : style.nikkei.com

ส่วนชมรมมิวเซียม เป็นการรวมตัวของพนักงานที่ชอบไปชมงานนิทรรศการ ก็ออกแบบสินค้าสำหรับคนที่รักการไปมิวเซียม เช่น รองเท้าที่เหมาะกับการไปดูงานแกลเลอรี่ศิลปะ เดินนาน ๆ ก็ไม่เมื่อย ส้นรองเท้าเป็นยาง เดินแล้วเสียงไม่ดังรบกวนผู้อื่น ตัวสายรูปตัว T ที่ยึด ทำให้รองเท้าเกาะกับเท้าได้ง่าย ส้นสูงเพียง 3.5 เซนติเมตร ก็กำลังพอเหมาะกับการทำให้ขาดูยาว แต่ไม่เมื่อยเมื่อเดินนาน ๆ (อยากได้!!!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : note.com

ส่วนสินค้าที่มีประโยชน์เชิงอารมณ์ เช่น กระเป๋าเครื่องสำอางที่รูปทรงคล้ายพัดของเจ้าหญิงยุคเฮอัน

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
เจ้าหญิงยุคไหน ๆ ก็ต้องสวยงาม
ภาพ : note.com

สำหรับคนทั่วไป เมื่อเห็นสินค้าเหล่านี้แล้วอาจรู้สึกเฉย ๆ แต่สำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมนั้น ๆ หรือมีไลฟ์สไตล์ตรงกับสมาชิกชมรม ก็จะรู้สึกถูกใจ และค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในวงของ Felissimo ในที่สุด

สินค้าที่คนอยากซื้ออย่างต่อเนื่อง

นอกจากสินค้าจากชมรมต่าง ๆ แล้ว Felissimo ยังคงรักษาเป้าหมายในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อบริษัทมีจุดเริ่มต้นจาก Subscription Model ทำอย่างไรให้ลูกค้ารักและอยากซื้อสินค้าจาก Felissimo อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บริษัทคิดเสมอในการพัฒนาสินค้า ตลอดจนแบรนด์ใหม่ ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์​ You + More ซึ่งหากออกเสียงไว ๆ ก็จะกลายเป็นคำว่า ‘Humour’ นั่นเอง 

คอนเซ็ปต์แบรนด์ คือ สร้างรอยยิ้มและความสนุกสนานให้กับชีวิตประจำวันที่ผู้คนคุ้นชิน

ยกตัวอย่างเช่น หมอนข้างหัวไชเท้าน้อย เวลาโอบกอด จะเหมือนอุ้มเด็ก แต่หน้าตาเป็นหัวไชเท้า น่ารักน่าเอ็นดู

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หรือร่มเทมปุระ ที่ปลอกเป็นเปลือกกุ้งทอด ส่วนตัวร่ม เป็นลายกุ้ง ด้ามจับ ก็ทำเป็นหางกุ้ง (ฮ่า ๆ ๆ) 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ภาพ : www.felissimo.co.jp

เป็นแบรนด์ที่ชวนอมยิ้มสมชื่อ 🙂 

ส่วนอีกแบรนด์ ชื่อ 1/d (อ่านว่า Once a day) คอนเซปต์ คือ ‘The housekeeping brand that makes daily living easy.’ ทำให้การทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องง่าย ทำพื้นที่ให้สะอาด แทนที่จะเก็บกวาดเมื่อสกปรก 

แบรนด์นี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น สเปรย์ทำความสะอาดห้องน้ำ สบู่ขัดอ่างล้างจาน แปรงล้างขวด ผ้าขนหนูแห้งไว เป็นตัวช่วยที่จะทำให้บ้านสะอาดอย่างง่ายดาย และที่สำคัญ บรรจุภัณฑ์ดูเรียบง่าย ไม่กินที่ ยิ่งใช้เป็นเซ็ต ก็จะยิ่งดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้บ้านดูเป็นระเบียบ เพียงแค่จากการวางขวดเท่านั้น 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สเปรย์ทำความสะอาด
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สบู่ขัดอ่างล้างจาน 
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
แปรงอเนกประสงค์
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ผ้าขนหนูแห้งไว
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ถุงมือแอลกอฮอล์
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หากมองชีวิตประจำวันของเรา 

ในการดำเนินธุรกิจ อาจมีช่วงเวลาที่ธุรกิจไปได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป โมเดลความสำเร็จนั้น อาจไม่เหมาะกับบริบทในยุคใหม่ 

Felissimo ได้ลองผิดลองถูก จนพบว่า สิ่งที่พวกเขาปรับเปลี่ยนได้ คือ การออกสินค้าแนวใหม่ ที่ตอบโจทย์ชีวิตและไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน พวกเขายังคงมุ่งมั่นในการสร้างแฟนคลับ ทำให้ลูกค้าชื่นชอบและผูกพันกับ Felissimo ซึ่งแนวคิดนี้ สะท้อนในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชมรม ตลอดจนการคิดสินค้าที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซื้อบ่อย ๆ อย่างน้ำยาทำความสะอาดนั่นเอง

ค้นหาให้เจอว่า อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจควรรักษา อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลง 

“ผมคิดว่า หลักคิดแบบ Economy of Scale หมดยุคสมัยไปแล้ว สิ่งที่สำคัญในอนาคต คือ เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ เราจะสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างไร นั่นต่างหาก เป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ”คาซึฮิโกะ ยาซากิ ประธานรุ่นที่ 3 

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load