13 พฤศจิกายน 2560
10.61 K

ท่านเคยเห็นคนที่กวนๆ วันๆ เหมือนไม่ค่อยทำอะไร เอาแต่ขี่มอเตอร์ไซค์ซิ่ง หรือบางครั้งก็ลักเล็กขโมยน้อยบ้าง ซึ่งโดยมากเป็นคนที่สังคมตีตราว่า ‘ไม่ค่อยได้เรื่อง’ ไหมคะ

มีบริษัทหนึ่งที่ตั้งอกตั้งใจรับคน ‘ไม่ได้เรื่อง’ แบบนี้โดยเฉพาะ ชื่อบริษัท ‘ทามาโกะยะ’ ค่ะ

ทามาโกะยะ เป็นบริษัทรับทำและส่งเบนโตะในโตเกียว อาคารสีเหลืองสดใส ลายลูกเจี๊ยบเป็นจุดเด่นของบริษัทนี้ โดดเด่นแบบน่ารักเสียจนไม่น่าเชื่อว่าพนักงานส่วนใหญ่ที่นี่จะเป็นอดีตเด็กเกเรที่เคยยกพวกตีต่อยคนอื่นกันมาทั้งนั้น

บริษัททามาโกะยะ

ภาพ www.tamagoya.co.jp

โหงวเฮ้งท่านประธานขัดกับลวดลายน่ารักบนออฟฟิศมากๆ

อิซาสุกุ ซุกาฮาร่า

ภาพ www.tamagoya.co.jp

ภาพด้านบนเป็นภาพของผู้ก่อตั้งบริษัททามาโกะยะ… คุณอิซาสุกุ ซุกาฮาร่า

ในอดีต ซุกาฮาร่าเคยทำงานเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง เขาเห็นว่า พนักงานออฟฟิศแถวนั้นมักจะหาข้าวเที่ยงกินลำบากมาก ไม่ค่อยมีร้านจำหน่าย ถ้าเป็นร้านอาหารก็มีราคาแพงเกิน ซุกาฮาร่าจึงลาออกจากบริษัทมาทำธุรกิจขายข้าวกล่องราคาประหยัดขึ้นใน ค.ศ. 1975

ธุรกิจของเขาไปได้ดีมาก มีบริษัทใหญ่ๆ หลายแห่งที่ทำสัญญากับทามาโกะยะ โดยให้ทางบริษัทจัดส่งข้าวกล่องเป็นร้อยกล่องทุกวัน ซุกาฮาร่าก็ขยายกำลังการผลิต พยายามลดต้นทุน และหาทางทำกำไรทุกวิถีทาง จนวันหนึ่งเขาทำพลาด

พนักงานหลายสิบชีวิตของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งได้กินเบนโตะของทามาโกะยะเข้าไปแล้วเกิดอาการอาหารเป็นพิษ เรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ในญี่ปุ่นมาก เนื่องจากกระทบความปลอดภัยของประชาชน ซุกาฮาร่าถึงกับต้องปิดบริษัทเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อค้นหาสาเหตุของปัญหา และรีบหาทางแก้ไข

ในช่วง 1 สัปดาห์นั้นเป็นช่วงที่ซุกาฮาร่าปวดร้าวใจที่สุด ไหนจะเครียดเรื่องลูกค้าอาหารเป็นพิษ ไหนจะห่วงชื่อเสียงในอนาคต แต่ก็ยังมีปัญหาใหม่ๆ ประดังกันเข้ามาหาเขา

พนักงานส่วนใหญ่ตัดสินใจลาออกจากบริษัท เนื่องจากพวกเขาคิดว่าทามาโกะยะต้องอวสานแน่แล้ว รอบตัวซุกาฮาร่าแทบไม่มีใคร เหลือแต่พนักงานหยิบมือหนึ่ง พนักงานที่มีรอยแผลเป็นบนหน้าบ้าง โกนหัวเรียบบ้าง พนักงานเหล่านี้ล้วนเป็นจิ๊กโก๋มาก่อน

ในขณะที่ซุกาฮาร่ากำลังจะถอดใจนั้น หนึ่งในพนักงานจิ๊กโก๋เดินเข้ามาหาซุกาฮาร่าแล้วบอกว่า ลูกพี่อย่าเพิ่งยอมแพ้ เดี๋ยวผมจะเป็นคนไปก้มหัวขอโทษบริษัทต่างๆ เอง แววตาที่มุ่งมั่น เอาจริงเอาจัง ของเด็กผู้ชายคนนั้น ทำให้ซุกาฮาร่ามีพลังอีกครั้ง พวกเขาสองคนตระเวนไปขอโทษลูกค้า ส่วนคนอื่นๆ ก็เตรียมวัตถุดิบทำอาหารต่อไป

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ซุกาฮาร่ามองกลุ่มอดีตจิ๊กโก๋เหล่านี้ใหม่ จากกลุ่มที่เอาแต่เล่น ไม่ค่อยเป็นการเป็นงาน แต่เมื่อเกิดเหตุคับขัน พวกเขาเป็นกลุ่มเดียวที่ไม่หนีเอาตัวรอด แถมยังวิ่งตะลุยแก้ปัญหา และยิ่งมุ่งมั่นมากกว่าเดิมเสียด้วย

ซุกาฮาร่าค้นพบความสามารถพิเศษบางอย่างของเด็กๆ เหล่านี้ ที่แตกต่างจากเด็กเรียนเก่งทั้งหลาย พวกเขา ‘รักความท้าทาย’ ซุกาฮาร่าถูกชะตากับเด็กเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อบริษัทค่อยๆ ฟื้นฟูสถานะได้ ซุกาฮาร่าก็เริ่มรับเด็กที่เคยเป็นอันธพาลหรือเด็กที่เอาแต่ซิ่งมอเตอร์ไซค์เข้ามาอยู่ในบริษัทมากขึ้นเรื่อยๆ

พวกเขาเป็นคนที่มีพลังเยอะมาก หากชี้แนะอย่างถูกวิธี ซุกาฮาร่ากล่าว

ซุกาฮาร่าเปรียบนักเลงกับนักเรียนดีว่า เหมือนปลาที่ว่ายตามธรรมชาติ กับปลาในบ่อเลี้ยง ปลาเลี้ยงนั้น เคยชินกับการที่มีคนป้อนอาหาร หากเปรียบกับคน ก็เหมือนคนที่เดินตามกฎเกณฑ์ที่พ่อแม่หรือโรงเรียนวางไว้ การเคลื่อนไหวหรือพลังงานที่มีจึงไม่สูงนัก ในทางกลับกัน ปลาในธรรมชาตินั้นต้องว่ายไปหาอาหารเอง เปรียบเสมือนคนที่คิดและตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง คล้ายกับเหล่าจิ๊กโก๋ของซุกาฮาร่า

จิ๊กโก๋เหล่านี้ล้วนไม่เป็นที่ต้องการของบริษัทอื่น เนื่องด้วยกิริยามารยาท ระดับการศึกษา หรือท่าทางการแสดงออก แต่เมื่ออยู่ในมือซุกาฮาร่า พวกเขาเปรียบเสมือนขุมทรัพย์

งานของบริษัททามาโกะยะเป็นงานที่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าสูง ขณะเดียวกัน ต้องใช้แรงมาก พนักงานต้องขนอาหารกล่องมากกว่าบริษัทอื่นโดยเฉลี่ย 2 เท่า นอกจากนี้ พนักงานส่งเบนโตะเจ้าอื่นมีหน้าที่แค่ส่งกล่องข้าวให้ปลายทาง แต่พนักงานทามาโกะยะต้องเข้าไปพูดคุยกับลูกค้าเพื่อเก็บข้อมูลว่าลูกค้าชอบอะไร และต้องไปเก็บกล่องข้าวพลาสติกกลับมาให้ครัวล้าง เรียกได้ว่าพวกเขาต้องทำหน้าที่ทั้งเป็นพนักงานขนส่ง พนักงานขาย และนักการตลาด เลยทีเดียว

แต่น่าแปลก ยิ่งงานหนักและท้าทายเท่าไร เหล่าจิ๊กโก๋ก็ยิ่งชอบ

พนักงานบริษัท

ภาพ www.tamagoya.co.jp

ตอนผมเริ่มทำงานที่นี่ เมื่อเข้าวันที่ 3 ผมก็ไม่อยากไปที่ไหนแล้วครับ งานมันมันมาก พนักงานหนุ่มคนหนึ่งตอบ

ระบบของซุกาฮาร่าคือ การตั้งเป้าหมายและให้อำนาจตัดสินใจเต็มที่ เขาแบ่งลูกน้องเป็นทีม ทีมละ 7 – 8 คน มีหัวหน้าทีมคอยควบคุม แต่ละทีมจะได้รับผลตอบแทนตามยอดที่ทำได้ หน้าที่ของทุกคนคือ ไปส่งข้าวกล่องให้ได้ครบตามจำนวนเป้า ไม่ให้มีกล่องข้าวขาดหรือเกิน ขณะเดียวกัน ต้องส่งตรงเวลา

พนักงานส่งข้าวกล่อง

ภาพ   www.tamagoya.co.jp

พนักงานทามาโกะยะรู้สึกว่าพวกเขากำลังเล่นเกม หาใช่ทำงานไม่ ทุกวัน พวกเขานึกสนุกกับการหาเส้นทางขับรถใหม่ๆ ให้เร็วกว่าเดิม หรือลุ้นว่าจะสามารถทำครบตามเป้าได้หรือไม่ ใครทำงานได้ดีอาจได้ปรับตำแหน่งขึ้นมาเป็นหัวหน้าทีม แม้อายุจะน้อยกว่าก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เกิดความอิจฉาริษยา เพราะทุกคนชินกับเรื่องแบบนี้ตั้งแต่เคยเป็นแก๊งซิ่งหรือแก๊งนักเลงกันมาแล้ว

ข้อดีของการรับจิ๊กโก๋มาทำงาน มีสามข้อ ซุกาฮาร่ากล่าว

ประการแรก พวกเขารู้จักล้มแล้วลุก เมื่อเจอปัญหาหรืออุปสรรคก็ไม่ย่อท้อ แม้คนอายุน้อยกว่าขึ้นมาเป็นหัวหน้า ก็ไม่ถอดใจ เพราะเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับพวกเขาแล้ว มีแต่จะทำให้พวกเขาฮึดและพยายามมากขึ้นเพื่อจะได้ก้าวมาเป็นหัวหน้า

ประการที่สอง พวกเขาหัวดี ในการส่งเบนโตะ มีเส้นทางขับรถซอกแซก เปลี่ยนแปลงบ่อย แต่เหล่าจิ๊กโก๋ก็ทำได้ดี ในทางกลับกัน หากเป็นประเภทเด็กเรียนมาทำงาน พวกเขาจะเคยชินกับการได้รับคำสั่ง หรือตั้งใจทำตามที่เจ้านายสั่งมากเกินไป เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน จะแก้ปัญหาไม่ค่อยได้

ประการที่สาม พวกเขาคิดถึงลูกค้า เด็กจิ๊กโก๋เหล่านี้ไม่ค่อยได้รับคำชมเท่าไร เมื่อลูกค้าชม หรือแค่กล่าวคำว่า “ขอบคุณมากนะ” พวกเขาจะรู้สึกดีใจมาก บางคนถึงขั้นทะเลาะกับเจ้านายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ลูกค้าเลยทีเดียว

ตอนแรกผมก็ทำงานที่นี่ไปเรื่อยๆ แต่วันหนึ่งตอนผมไปยกกล่องข้าวกลับ คุณป้าที่บริษัทหนึ่งเดินออกมาส่งผม ยิ้มให้ผม เธอบอกว่า วันนี้กับข้าวอร่อยมาก พร้อมโค้งและกล่าวคำขอบคุณ ผมนี่แทบจะตัวลอยกลับบ้านเลย พนักงานคนหนึ่งกล่าว

ซุกาฮาร่าชี้ให้เด็กๆ เห็นความสำคัญของงาน และให้เด็กๆ ตระหนักถึงพลังของคำขอบคุณของลูกค้าอยู่เสมอ มีการเวียนจดหมายขอบคุณจากลูกค้าให้พนักงานได้อ่านกันโดยทั่วถึง

สิ่งเหล่านี้แทบจะไม่เกิดขึ้นเลยกับเด็กที่เอาแต่เรียน พวกเขาจะคอยระวังว่า เจ้านายจะพอใจหรือไม่พอใจผลงานของตนหรือเปล่า

นอกจากนี้ ในการคัดเลือกพนักงาน ซุกาฮาร่าก็มีเกณฑ์ในการรับพนักงานใหม่ที่แปลกจากบริษัททั่วไปเช่นกัน เขาให้ความสำคัญกับการสัมภาษณ์มาก หากมีผู้สมัครคนใดพูดทำนองลบๆ ว่า ตอนทำงานที่บริษัทก่อน ผมก็พยายามในแบบของผมแล้ว แต่ไม่มีใครเห็นคุณค่าเลย ซุกาฮาร่าจะไม่รับเด็ดขาด

หรือคำถามธรรมดาๆ อย่าง ทำไมคุณถึงมาสมัครงานที่บริษัทนี้

ซุกาฮาร่าจะโปรดปรานผู้สมัครที่ตอบว่า อยากฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแกร่งขึ้น หรือได้กินข้าวเที่ยงฟรีเพราะมักจะเป็นเด็กใสๆ ไม่คิดอะไรซับซ้อน สอนงานง่าย

คนคนหนึ่ง หากอยู่ในองค์กรหนึ่งอาจเป็นแค่คนที่ก่อปัญหา หรือไม่เอาถ่าน แต่พอไปอยู่อีกองค์กร และมีการปลูกฝังให้เห็นคุณค่าการทำงาน หรือชี้แนะให้ดี ก็อาจกลายเป็นอัญมณีในองค์กรนั้นก็เป็นได้

ในการทำการตลาดนั้น หลายบริษัทมุ่งเน้นแต่ทำการตลาดกับลูกค้า พยายามเอาอกเอาใจลูกค้าต่างๆ นานา แต่จริงๆ แล้ว คนกลุ่มแรกที่องค์กรควรทำการตลาดด้วยคือ พนักงาน ภาษาการตลาดเรียกการทำการตลาดกับพนักงานนี้ว่า การตลาดภายใน

คุณซุกาฮาร่าอ่านเกมขาดมาก เขาหาวิธีวางโครงสร้างองค์กรเพื่อจูงใจพนักงาน เขาพยายามทำให้พนักงานรู้สึกมีความสุขและซาบซึ้งกับคำขอบคุณของลูกค้า เขาออกแบบงานที่ท้าทายเพื่อให้พนักงานรู้สึกสนุกกับมัน ผลก็คือ พนักงานทุกคนกระตือรือร้นและตั้งใจทำงานเพื่อองค์กร นั่นส่งผลไปยังสินค้าและบริการที่ดีของร้านทามาโกยะนั่นเอง

ด้วยพลังของการตลาดภายใน (ที่ขับเคลื่อนโดยเหล่าจิ๊กโก๋เหล่านี้) ทามาโกยะสามารถจำหน่ายเบนโตะได้วันละหกหมื่นกว่ากล่อง และทำรายได้กว่า 9 พันล้านเยนต่อปี ครองอันดับหนึ่งในตลาดจัดส่งอาหารกล่อง

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Photographer

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

6 มิถุนายน 2565
3.33 K

ใคร ๆ ก็มักเรียกบริษัทแห่งนี้ว่า เป็นบริษัทที่จำหน่ายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ แต่พวกเขาไม่ค่อยพึงพอใจกับคำนี้สักเท่าไร พวกเขาไม่ชอบคำว่า ‘การขายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์’ หรือ ‘ธุรกิจขายแคตตาล็อก’ พวกเขานิยามตนเองว่าเป็นบริษัทที่ทำการตลาดทางตรง โดยมีความเชื่อว่า พวกเขาจะสร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน 

จุดเริ่มต้น 

บริษัท Felissimo ก่อตั้งเมื่อปี 1965 เป็นบริษัทที่นำสินค้าแปลกใหม่ หรือสินค้าครีเอทีฟมาขายในญี่ปุ่น 

เมื่อลูกชายคนโตเข้ามาบริหาร เขาเห็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าผ่านแคตตาล็อก ทางบริษัทเริ่มแจกแคตตาล็อกสินค้าฟรี ลูกค้าคนไหนสนใจก็โทรสั่งสินค้าได้ เมื่อบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จัก ทางบริษัทจึงเริ่มเปลี่ยนมาจำหน่ายแคตตาล็อกสินค้านั้นตามร้านหนังสือแทน 

คำว่า ‘Felissimo’ มาจากคำว่า ‘Felicity’ ที่แปลว่า มีความสุขมาก แต่ดัดแปลงคำแบบภาษาอิตาลี เพิ่ม Simo เข้าไป โดยแฝงความหมายว่า ‘ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยิ่งยวด’ 

ปรัชญาของบริษัท คือ สร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน

จุดเด่นประการหนึ่งของ Felissimo คือ การทำ Subscription Model กล่าวคือ หากผู้อ่านสนใจสินค้าซีรีส์ไหน ก็สมัครคอร์สต่อเนื่อง เช่น ซีรีส์ตะกร้าจัดบ้าน ซีรีส์กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง อย่างซีรีส์ถ้วยน้ำชาลายดอกไม้ อาจมีระยะเวลา 5 ครั้ง เดือนแรกอาจเป็นถ้วยลายดอกไม้สีแดงมาส่ง เดือนถัดไปเป็นลายสีเหลือง สีเขียว สีฟ้า ไล่ไปจนครบ 5 ครั้ง นั่นทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นว่า เดือนนี้ตนเองจะได้รับสินค้าลายอะไร สีไหน ดีไซน์แบบไหน ยิ่งสะสมครบ ก็ยิ่งจัดเป็นเซ็ตสวยงาม 

เมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเป็นที่นิยม Felissimo ก็หันมาจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน 

เมื่อต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่

ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าเก๋ ๆ ผ่านทางแคตตาล็อก ตลอดจนการให้ลูกค้าสมัครโปรแกรมซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมา 40 ปี มีคู่แข่งรายใหม่ ๆ เข้ามา ทั้งจากบริษัทญี่ปุ่นเองและบริษัทต่างประเทศ ยิ่งเมื่อผู้บริโภคค้นหาและซื้อสินค้าทางอีคอมเมิร์ซได้อย่างคล่องแคล่ว สินค้า Felissimo อาจไม่ได้ดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป

สิ่งนี้สะท้อนในยอดขายของ Felissimo ที่ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ยอดขายช่วงปี 2010 เหลือเพียงแค่ 2 ใน 3 ของยอดขายเมื่อ 5 ปีก่อนเท่านั้น

ทาง Felissimo ก็พยายามปรับบริการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มสินค้าหมวด ‘Just One’ หรือซื้อเพียงแค่ครั้งเดียว แต่บริษัทก็พบว่า การทำเช่นนี้อาจไม่ได้ใช้จุดแข็งของบริษัทสักเท่าใด 

ทางออก คือ การตั้ง ‘ชมรม’

ในปี 2010 พนักงานกลุ่มหนึ่งคุยกันว่า อยากแก้ปัญหาแมวจรจัดที่โดนกำจัดทิ้ง เมื่อพูดคุยกัน ทุกคนก็รู้ว่า พวกเขารักแมวกันมาก ๆ พนักงานกลุ่มนี้จึงตั้ง ‘ชมรมแมว’ โดยร่วมกันคิดไอเดีย พัฒนาสินค้าสำหรับคนรักแมว เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคมูลนิธิ จะได้ช่วยเหลือเหล่าแมวเหมียวได้ 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.projectdesign.jp

เมื่อคนรักแมว คิดสินค้าเพื่อคนรักแมวด้วยกัน สินค้าจึงออกมาชวนอมยิ้มมาก ไม่ว่าจะเป็นหมอนกอดแมว หมอนข้างที่วางบนตักแล้วทรงคล้ายแมวหนุนตัก หรือที่นอนแมวที่ทำเป็นรูปทาร์ตผลไม้ หากแมว (สีครีม) ไปนอน ก็จะดูเหมือนทาร์ตน่าทานไปโดยปริยาย (น่าร๊ากกก! เอาเงินดิฉันไป!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

สินค้าจากชมรมแมวขายดิบขายดีเป็นอย่างมาก ทุกเดือนแฟนคลับแมวแมวก็จะตั้งตารอว่า มีสินค้าเกี่ยวกับแมวอะไรออกมาอีกบ้าง 

บริษัทจึงเริ่มเห็นทางสว่างว่า แทนที่จะจำหน่ายสินค้าตามหมวดสินค้า เช่น หมวดแฟชั่น หมวดของแต่งบ้าน ลองทำสินค้าตาม ‘ความสนใจ’ ของคน

ทุกวันพุธช่วงเช้า พนักงาน Felissimo จะรวมตัวกัน และช่วยกันคิดว่า ‘พวกเขาเอง’ อยากทำสินค้าธีมไหน สนใจอะไร 

ในปีถัดมา ก็เกิด ‘ชมรมสาวรัก DIY’ สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทำงานฝีมือหรือตกแต่งห้องเอง ปัจจุบัน Felissimo มีชมรมเกือบ 30 ชมรมในบริษัท เช่น ชมรมนกน้อย ชมรมเต่าและทะเล ชมรมเวทมนตร์ (มีจำหน่ายชุดแม่มดน่ารัก ๆ สร้อยคอนำโชค กระเป๋าเครื่องสำอางที่หน้าตาเหมือนหนังสือเวทมนตร์)

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

พนักงานจัดอีเวนต์ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสิ่งต่าง ๆ ในชมรมนั้น โดยที่ตัวพนักงานเองก็สนุก มีความสุข เพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ และรู้เรื่องนั้น ๆ ดีอยู่แล้ว แถมได้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีเรื่องคุยกันถูกคอด้วย

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เวลาตั้งชมรม พนักงานจะต้องตั้งเสาธง (Flag) หลักก่อน กล่าวคือ พวกเขาต้องการสร้างสังคมแบบไหน เช่น ชมรมแมว ต้องการสร้างสังคมที่มนุษย์กับแมวจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยมุ่งมั่นที่จะช่วยแมวที่อาจโดนกำจัดได้

นอกจากนี้ Felissimo กำหนดเงื่อนไข 3 ประการ คือ หนึ่ง สิ่งนั้นมีโอกาสพัฒนาเป็นธุรกิจได้ สอง มีความเป็นเอกลักษณ์ สาม เป็นประโยชน์แก่สังคม ถึงจะสร้างเป็นชมรมได้ (แค่ความชอบอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ) 

เมื่อพนักงานได้ทำในสิ่งที่พวกเขารัก

มีพนักงานกลุ่มหนึ่ง ชอบไปดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ซึ่งหลายครั้ง ก็ต้องไปต่างจังหวัดไกล ๆ พวกเธอเคยใช้กระเป๋าลาก แต่ลากขึ้นลงรถไฟ ก็ไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไร พวกเธอจึงออกแบบกระเป๋าขนาดมหึมา ที่สะพายหลังได้ ใส่รองเท้าอีก 1 คู่ ชุด เสื้อผ้า เครื่องแต่งหน้า แท่งไฟนีออนได้

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : style.nikkei.com

ส่วนชมรมมิวเซียม เป็นการรวมตัวของพนักงานที่ชอบไปชมงานนิทรรศการ ก็ออกแบบสินค้าสำหรับคนที่รักการไปมิวเซียม เช่น รองเท้าที่เหมาะกับการไปดูงานแกลเลอรี่ศิลปะ เดินนาน ๆ ก็ไม่เมื่อย ส้นรองเท้าเป็นยาง เดินแล้วเสียงไม่ดังรบกวนผู้อื่น ตัวสายรูปตัว T ที่ยึด ทำให้รองเท้าเกาะกับเท้าได้ง่าย ส้นสูงเพียง 3.5 เซนติเมตร ก็กำลังพอเหมาะกับการทำให้ขาดูยาว แต่ไม่เมื่อยเมื่อเดินนาน ๆ (อยากได้!!!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : note.com

ส่วนสินค้าที่มีประโยชน์เชิงอารมณ์ เช่น กระเป๋าเครื่องสำอางที่รูปทรงคล้ายพัดของเจ้าหญิงยุคเฮอัน

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
เจ้าหญิงยุคไหน ๆ ก็ต้องสวยงาม
ภาพ : note.com

สำหรับคนทั่วไป เมื่อเห็นสินค้าเหล่านี้แล้วอาจรู้สึกเฉย ๆ แต่สำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมนั้น ๆ หรือมีไลฟ์สไตล์ตรงกับสมาชิกชมรม ก็จะรู้สึกถูกใจ และค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในวงของ Felissimo ในที่สุด

สินค้าที่คนอยากซื้ออย่างต่อเนื่อง

นอกจากสินค้าจากชมรมต่าง ๆ แล้ว Felissimo ยังคงรักษาเป้าหมายในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อบริษัทมีจุดเริ่มต้นจาก Subscription Model ทำอย่างไรให้ลูกค้ารักและอยากซื้อสินค้าจาก Felissimo อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บริษัทคิดเสมอในการพัฒนาสินค้า ตลอดจนแบรนด์ใหม่ ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์​ You + More ซึ่งหากออกเสียงไว ๆ ก็จะกลายเป็นคำว่า ‘Humour’ นั่นเอง 

คอนเซ็ปต์แบรนด์ คือ สร้างรอยยิ้มและความสนุกสนานให้กับชีวิตประจำวันที่ผู้คนคุ้นชิน

ยกตัวอย่างเช่น หมอนข้างหัวไชเท้าน้อย เวลาโอบกอด จะเหมือนอุ้มเด็ก แต่หน้าตาเป็นหัวไชเท้า น่ารักน่าเอ็นดู

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หรือร่มเทมปุระ ที่ปลอกเป็นเปลือกกุ้งทอด ส่วนตัวร่ม เป็นลายกุ้ง ด้ามจับ ก็ทำเป็นหางกุ้ง (ฮ่า ๆ ๆ) 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ภาพ : www.felissimo.co.jp

เป็นแบรนด์ที่ชวนอมยิ้มสมชื่อ 🙂 

ส่วนอีกแบรนด์ ชื่อ 1/d (อ่านว่า Once a day) คอนเซปต์ คือ ‘The housekeeping brand that makes daily living easy.’ ทำให้การทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องง่าย ทำพื้นที่ให้สะอาด แทนที่จะเก็บกวาดเมื่อสกปรก 

แบรนด์นี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น สเปรย์ทำความสะอาดห้องน้ำ สบู่ขัดอ่างล้างจาน แปรงล้างขวด ผ้าขนหนูแห้งไว เป็นตัวช่วยที่จะทำให้บ้านสะอาดอย่างง่ายดาย และที่สำคัญ บรรจุภัณฑ์ดูเรียบง่าย ไม่กินที่ ยิ่งใช้เป็นเซ็ต ก็จะยิ่งดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้บ้านดูเป็นระเบียบ เพียงแค่จากการวางขวดเท่านั้น 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สเปรย์ทำความสะอาด
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สบู่ขัดอ่างล้างจาน 
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
แปรงอเนกประสงค์
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ผ้าขนหนูแห้งไว
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ถุงมือแอลกอฮอล์
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หากมองชีวิตประจำวันของเรา 

ในการดำเนินธุรกิจ อาจมีช่วงเวลาที่ธุรกิจไปได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป โมเดลความสำเร็จนั้น อาจไม่เหมาะกับบริบทในยุคใหม่ 

Felissimo ได้ลองผิดลองถูก จนพบว่า สิ่งที่พวกเขาปรับเปลี่ยนได้ คือ การออกสินค้าแนวใหม่ ที่ตอบโจทย์ชีวิตและไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน พวกเขายังคงมุ่งมั่นในการสร้างแฟนคลับ ทำให้ลูกค้าชื่นชอบและผูกพันกับ Felissimo ซึ่งแนวคิดนี้ สะท้อนในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชมรม ตลอดจนการคิดสินค้าที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซื้อบ่อย ๆ อย่างน้ำยาทำความสะอาดนั่นเอง

ค้นหาให้เจอว่า อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจควรรักษา อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลง 

“ผมคิดว่า หลักคิดแบบ Economy of Scale หมดยุคสมัยไปแล้ว สิ่งที่สำคัญในอนาคต คือ เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ เราจะสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างไร นั่นต่างหาก เป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ”คาซึฮิโกะ ยาซากิ ประธานรุ่นที่ 3 

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load