“จงออกแบบเก้าอี้

โจทย์นี้ชวนให้พวกเราคิดเพลินๆ ว่า จะออกแบบเก้าอี้ทรงไหน ลายใด ใช้วัสดุสีอะไร จะบุกำมะหยี่ หรือทาสีดำไหม

แต่หากถามคุณนาโอโตะ ฟุกุซาว่า ดีไซเนอร์ชื่อดังระดับโลก และที่ปรึกษาด้านดีไซน์ของ MUJI แล้ว เขาไม่ได้เริ่มจากเก้าอี้เหมือนพวกเรา

คุณนาโอโตะจะเริ่มจากการเดินวนไปวนมาบริเวณ ‘บรรยากาศ’ รอบ ๆ ที่ที่ควรเป็นที่ตั้งของเก้าอี้นั้น

เขาจะคิดว่าคนนั่งจะเดินเข้ามานั่งจากฝั่งซ้าย หรือฝั่งขวาของเก้าอี้

เขาจะจินตนาการต่อว่าคนนั่งคนนั้นมีเสื้อแจ็กเก็ตมาด้วยหรือเปล่า แล้วคนคนนั้นจะถอดเสื้อไหม จะแขวนกับเก้าอี้หรือเปล่า และแขวนกับตรงไหน

เขาจะพยายามมองหา ‘บรรยากาศ’​ และออกแบบเก้าอี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศนั้น

ทำอย่างไรให้เก้าอี้นั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับบรรยากาศ โดยไม่แหวกหรือขัดแย้ง

คุณนาโอโตะพูด …เหมือนเขากำลัง ‘เห็น’ บรรยากาศ (Ambient) อยู่รอบๆ ผลิตภัณฑ์ที่เขาจะดีไซน์

 

ดิฉันได้มีโอกาสไปฟังคุณนาโอโตะเล่าเรื่องปรัชญาการออกแบบมูจิในงานเปิดตัว flagship store เมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา

What is MUJI?

คือชื่อของงานเสวนาครั้งนี้

ในสายตาของคนส่วนใหญ่แล้ว หัวใจของมูจิก็คือความเรียบง่าย

แต่จริงๆ แล้ว มูจิลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น ขณะเดียวกัน ก็ธรรมดากว่านั้น

ขอต้อนรับสู่โลกแห่งมูจิค่ะ

 

Harmony

คุณนาโอโตะแสดงภาพหนึ่งให้พวกเราดู

ภาพแรก เป็นภาพจิ๊กซอว์

ภาพที่สองคือ ภาพจิ๊กซอว์อื่นๆ แล้วมีช่องโหว่ตรงกลาง

เขาถามพวกเราว่า จะมองจิ๊กซอว์หรือจะมองช่องที่อยู่ตรงกลาง

ความแตกต่างคือ แบบแรกเป็นการพุ่งมองไปที่ผลิตภัณฑ์ หากเห็นแบบนี้ ดีไซเนอร์ก็จะคิดว่าออกแบบผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้นอย่างไรให้ดีที่สุด

แต่แบบที่สอง คือการมองว่าจิ๊กซอว์ตัวอื่นๆ สร้างรูโหว่ตรงกลาง จะออกแบบอะไรมาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้ให้ได้พอดี

กล่าวคือ จุดเริ่มต้นดีไซน์แบบมูจินั้นไม่ได้มาจากการมองหาสินค้าที่จะออกแบบ แต่จะเฟ้นหาช่องโหว่ต่างๆ เช่นนี้ในชีวิตประจำวันของคน และเข้าไปเติมเต็มช่องว่างนั้น เมื่อเราวางสินค้ามูจิ มันจะไม่ได้ลอยเด่นออกมา แต่จะกลมกลืนไปกับบรรยากาศรอบ ๆ

เมื่อใช้ชีวิตมาสักระยะ ผมก็เริ่มเห็นว่า ดีไซน์ ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้คนประทับใจ ผมว่าดีไซน์ที่เป็นตัวกระตุ้นกิเลสตัณหาคนนั้นพูดมากเกินไป ผมเลยเริ่มไม่พูดว่าใครเป็นคนออกแบบ การที่เราเห็นว่าความเป็นตัวตนของดีไซเนอร์จะออกมาในผลงานนั้น มันก็เหมือนอัตตา

นี่เป็นสาเหตุที่มูจิไม่เคยออกมาประกาศว่า นาโอโตะ ฟุกาซาว่า เป็นผู้ออกแบบเครื่องเล่นซีดีติดผนังสุดเก๋นั้น เช่นเดียวกับสินค้ามูจิตัวอื่นที่ดีไซเนอร์ชื่อดังระดับโลกออกแบบ หากพลิกฉลากสินค้ามูจิดู ก็จะไม่มีการเขียนว่าออกแบบโดยใครเช่นเดียวกัน

ลดอัตตา และกลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อม

คุณนาโอโตะเปรียบเทียบปรัชญาการดีไซน์ของเขากับกลอนไฮกุไว้อย่างน่าสนใจ

กวีไฮกุจะไม่พรรณนาสภาพจิตใจหรืออารมณ์ของเขา แต่จะพรรณนาถึงภาพทิวทัศน์หรือปรากฏการณ์ต่างๆ แทน ดังเช่นกลอนไฮกุชื่อดัง สระโบราณ กบกระโจนลงไป เสียงของน้ำ” ผู้อ่านก็จะจินตนาการและสัมผัสได้ถึงความสงบเงียบนั้น

มูจิ จึงออกแบบให้ ‘คน’ เป็นตัวเอกในการใช้ชีวิต ไม่ใช่สินค้า ผลิตภัณฑ์เป็นแค่ทิวทัศน์หรือพระรอง ที่คอยสนับสนุนชีวิตของพระเอกคนนั้นเท่านั้น ดีไซน์ของมูจิจึงเรียบง่าย ไม่โดดเด่นเกินไป แต่แฝงด้วยความใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ นั่นเอง

 

Micro Consideration: ใส่ใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ

เมื่อคุณนาโอโตะเห็นบรรยากาศรอบๆ ของสิ่งนั้น เข้าใจพฤติกรรมของคนใช้แล้ว เขาก็จะออกแบบสินค้าที่ไม่ขัดกับการเคลื่อนไหวของคน เช่น

เมื่อออกแบบหม้อหุงข้าว เขาเห็นปัญหาหนึ่ง คือคนไม่รู้จะวางทัพพีตักข้าวไว้ตรงไหน วางไว้ตรงถ้วยข้างๆ เอาไปเสียบกลับไว้ที่อื่น หม้อหุงข้าวบางรุ่นมีที่เสียบอยู่ด้านข้าง แต่คุณนาโอโตะมองว่าการเคลื่อนไหวของร่างกายคนนั้นยังไม่ลื่นไหลดีที่สุด

เขาจึงออกแบบหม้อหุงข้าวที่ตรงฝาด้านบนมีจะงอยยื่นออกมาเล็กน้อย ให้คนวางที่ตักข้าวได้ ตักข้าวเสร็จ มือซ้ายถือชามข้าว มือขวาปิดฝาหม้อ แล้วก็วางทัพพีได้เลย

www.muji.com/jp/

www.muji.us

Flow การตักข้าวของคน   Source: Naoto Fukasawa

ความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แม้เป็นจุดที่เล็กที่สุดนี้ มูจิเรียกว่า ‘Micro Consideration’ กล่าวคือ ใส่ใจในระดับไมโคร แม้ผู้บริโภคไม่รู้รายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ เหล่านี้ แต่พวกเขาก็จะรู้สึกได้ว่า สินค้ามูจิ ‘ใช้ง่าย’

 

ความสุขแบบธรรมดา

คุณนาโอโตะบอกว่า มันยากที่จะกล่าวว่า มูจิ ดียังไง

ผมได้รับคำถามบ่อยๆ ว่า อะไรคือคุณค่าของมูจิ มูจิดียังไง ผมเองก็ตอบยากนะ แต่ผมจะบอกว่า… แต่ถ้าไม่มีมูจิ คุณก็จะลำบากใช่ไหมล่ะ

นั่นคือ คุณค่าของมูจิ

ดิฉันประทับใจตอนที่คุณนาโอโตะเล่าเรื่องโปรเจ็ค MUJI To Go

MUJI To Go เป็นคอลเลกชันสินค้ามูจิที่เกี่ยวกับการเดินทาง เช่น กระเป๋าเดินทาง ขวดเครื่องสำอาง เสื้อแจ็กเก็ตผ้าร่ม

www.muji.com/th/mujitogo

สินค้าที่คุณนาโอโตะยกตัวอย่างขึ้นมาคือ ที่ตากผ้าเล็กๆ ขนาดพกพาอันนี้

www.muji.net

สารภาพตามตรงว่า ตอนแรกที่ดิฉันเห็นดิฉันก็งงว่าทำไมเราต้องเอาที่ตากผ้าไปด้วยเวลาเที่ยว แต่คุณนาโอโตะก็เฉลยว่า

สมมติว่าพวกเราไปเที่ยว…ที่ไหนดี…เอาภูเก็ตก็แล้วกัน เมื่อลากกระเป๋าเข้าห้อง ถอดถุงเท้าซัก

“เปิดกระเป๋าเดินทาง หยิบเอาที่ตากผ้านี้มาแขวนตรงระเบียงเพื่อตากถุงเท้า ระหว่างตาก มองออกไป เห็นหาดทรายกับทะเล มีความสุขออก

แนวคิดของ MUJI To Go คือ การนำชีวิตประจำวันธรรมดาๆ ติดตัวไปในสถานที่พิเศษที่เราเดินทางไปด้วย มูจิจึงออกแบบแผ่นรองซักผ้าเล็กๆ ที่ตากผ้าเล็กๆ เสื้อกัน UV เบาๆ ให้คนพกติดตัวไปออกกำลังกาย ไปซักผ้า ไปทำกิจกรรมต่างๆ ที่ตนเองทำเป็นปกติในชีวิตประจำวันได้

ความสุขของผู้ใช้มูจิ จึงไม่ใช่ความสุขจากการได้ทำอะไรหวือหวาหรือลองอะไรแปลกใหม่ แต่เป็นความสุขเรียบง่าย ธรรมดาๆ ที่สัมผัสได้จากการใช้ชีวิตประจำวันในแต่ละวันนั่นเอง

 

 

เราเรียนรู้อะไรจากมูจิและคุณนาโอโตะ?

คุณนาโอโตะ ฟุกาซาว่า ไม่ได้บอกให้พวกเราออกแบบสินค้าให้เรียบง่ายแล้วจะดี

เราเห็นบรรยากาศหรือสิ่งแวดล้อมรอบๆ ผลิตภัณฑ์นั้นไหม

เราได้คิดถึงผู้ใช้…ตลอดจนการเคลื่อนไหวของพวกเขามากแค่ไหน

ถ้าต้องออกแบบเก้าอี้ คุณนาโอโตะไม่ได้บอกให้พวกเรากระโจนไปวาดเก้าอี้ แต่ให้ลองเดินแบบผู้ใช้เดิน นั่งแบบผู้ใช้จะนั่ง สัมผัสการเคลื่อนไหว มองเห็นสิ่งรอบๆ ก่อนจะลงมือออกแบบ

นั่นจึงจะสร้างดีไซน์ที่ดี ดีไซน์ที่ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และสร้างความสุขแบบธรรมดาๆ ที่ผู้ใช้หยิบใช้เมื่อไรก็มีความสุข แบบสินค้ามูจินั่นเอง

ขอขอบพระคุณ MUJI Thailand ที่จัดงานดีๆ ให้ไอเดียและแรงบันดาลใจพวกเราเช่นนี้ และให้โอกาสดิฉันได้พบดีไซเนอร์ระดับโลกอย่างคุณนาโอโตะค่ะ

 

Source:

https://www.muji.com/jp/flagship/huaihai755/archive/fukazawa.html 

http://globe.asahi.com/feature/side/2017020200004.html 

NAOTO FUKASAWA (2014) (หนังสือ)

 

อ่านเพิ่มเติม:

ความมั่งคั่งรูปแบบใหม่” โดย Naoto Fukasawa

https://www.muji.com/th/compactlife/column002.html

Writer

Avatar

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

สมัยก่อน ดิฉันเคยเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาชมรม Case Club ของหลักสูตร BBA จุฬาฯ เด็ก ๆ ในชมรมจะช่วยกันแก้โจทย์ธุรกิจต่าง ๆ เช่น ทำอย่างไรให้บริษัท A ยอดขายสูงขึ้นอีกร้อยละ 20 

เด็ก ๆ ในชมรมได้รับการเชื้อเชิญจากมหาวิทยาลัยทั่วโลกให้ไปแข่ง Business Plan Competition 

จำได้ว่ามีปีหนึ่ง เราได้รับเชิญไปแข่งที่เนเธอร์แลนด์ ไม่มีใครรู้ว่าผู้จัดจะออกโจทย์เกี่ยวกับอะไร ปรากฏว่าโจทย์ที่ออกคือ การหาวิธีลดและจัดการปริมาณขยะให้กับเมือง เด็ก ๆ ทุกคนเหวอ เพราะที่ผ่านมาเราฝึกเรื่องการเพิ่มยอดขาย ทำกำไรกันมาตลอด 

ดิฉันบอกทุกคนว่า แม้ครั้งนี้โจทย์เป็นการแก้ปัญหาสังคม แต่วิธีคิดเหมือนกัน ปัญหาคืออะไร ทางแก้คืออะไร ทำอย่างไรให้คนสนใจสิ่งที่เราทำ 

เรื่องราวของเมืองต่อไปนี้ก็เช่นกัน… เมืองเล็ก ๆ ในหุบเขา แต่โด่งดังไปทั่วโลกด้วยการตั้งเป้า Zero Waste และมุ่งมั่นลดขยะในเมืองมากว่า 30 ปี 

เมื่อเมืองจำเป็นต้องจัดการเรื่องขยะ

ก่อนหน้านี้สัก 20 ปี คงไม่ค่อยมีคนญี่ปุ่นคนไหนรู้จักเมืองคามิคัตสึ จังหวัดโทคุชิมะ สักเท่าไร เมืองเล็ก ๆ กลางหุบเขาเขียวขจี มีประชากรแค่ 1,500 คนเท่านั้น 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
หมู่บ้านเล็ก ๆ ท่ามกลางหุบเขา
ภาพ : www.env.go.jp

ในอดีต ชาวเมืองคามิคัตสึจัดการขยะโดยการเผากลางแจ้ง แต่เมื่อปริมาณขยะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ทางเมืองจึงเริ่มวางแผนรีไซเคิลขยะในปี 1994 และจัดการติดตั้งเตาเผาขยะในปี 1998 

ทว่าหลังจากติดตั้งเตาเผาขยะได้ไม่นาน ทางเมืองก็พบว่าเตาแบบที่ใช้อยู่ก่อให้เกิดมลพิษจากสารไดออกซิน ทำให้ต้องหยุดการใช้เตาเผา และทางเมืองก็ไม่มีงบพอจะซื้อเตาเผาแบบใหม่แล้ว ทั้งเทศบาลเมืองและชาวเมืองจึง ‘จำเป็น’ ต้องช่วยกันแยกขยะเพื่อนำขยะไปรีไซเคิลให้ได้มากที่สุด และกำจัดโดยการเผาให้ได้น้อยที่สุด 

พวกเขาค่อย ๆ เริ่มแยกประเภทขยะ จาก 9 ประเภทในปี 1997 เป็น 22 ประเภท แล้วค่อย ๆ เพิ่มเป็น 35 ประเภท และ 45 ประเภทในปัจจุบันในที่สุด

ชาวเมืองต้องช่วยกันแยกขยะทุกชิ้น เช่น ฝาขวดที่เป็นโลหะ ขวดแก้ว ต้องแยกออกจากกันหมด พลาสติกที่ห่ออาหาร ก็ต้องล้างและตากก่อนนำไปที่ที่ทิ้งขยะ หากบ้านไหนจะทิ้งของชิ้นใหญ่ เช่น โซฟาหรือยางรถยนต์ ก็ต้องมีคนในหมู่บ้านมาช่วยกันแยกชิ้นส่วน เช่น ผ้าคลุมโซฟา สปริงในโซฟา ฟองน้ำ ขาไม้ ทุกอย่างต้องถูกแยกส่วนทั้งหมด 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ภาพ : www.env.go.jp

ชาวเมืองยอมรับการเปลี่ยนแปลงขนาดนี้ได้อย่างไร และทางเมืองทำอย่างไรให้ชาวเมืองยอมจัดการเรื่องขยะกันนะ 

การประกาศเป้าหมายและสร้างหน่วยงานผู้รับผิดชอบ

เมืองคามิคัตสึค่อย ๆ เริ่มแยกและรีไซเคิลขยะมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 1990 ในปี 2003 ทางเมืองประกาศ Zero Waste ไว้ว่า พวกเขาจะ 

1. พยายามสร้างคนที่ไม่ทำให้โลกนี้สกปรก

2. ดำเนินการรีไซเคิลขยะหรือนำไปใช้ต่อ และพยายามลดการเผาหรือฝังขยะให้ได้มากที่สุดภายในปี 2020 

3. สร้างเพื่อนใหม่ทั่วโลกที่มีแนวคิดเดียวกัน 

ในปี 2005 ทางเมืองสร้างองค์กรไม่แสวงหากำไร (NPO) ชื่อ Zero Waste Academy เพื่อเป็นตัวกลางระหว่างเมืองกับชาวเมือง โดยองค์กรนี้จะช่วยจัดการขยะ ดำเนินการอบรมและสื่อสารเรื่องการจัดการขยะกับชาวเมืองอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากนี้ ทางเมืองยังสร้างระบบสะสมแต้ม นำแต้มที่ได้จากการแยกขยะอย่างถูกต้องนี้ไปแลกเป็นกระดาษทิชชู หมวก เสื้อผ้า กระติกน้ำ ฯลฯ 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ภาพ : www.recruit.co.jp

นอกจากนี้ ทางเมืองและ NPO ยังช่วยกันคิดสร้างระบบที่ทำให้ชาวเมือง ‘สนุก’ กับแยกขยะและจัดการขยะได้มากที่สุด
แนวคิดหลักในการสร้างระบบ คือ ทำอย่างไรให้ชาวเมืองลำบากน้อยที่สุด โดยพยายามอำนวยความสะดวกให้ชาวเมืองที่สุดดังนี้ 

กลไกที่ทำให้การแยกขยะสำเร็จ 1 – สร้างสถานที่ทิ้งขยะที่ผู้คนอยากมา

หากกล่าวถึงสถานที่ทิ้งขยะ หลายท่านอาจนึกภาพสถานที่มืด ๆ ส่งกลิ่นเหม็น มีแมลงบินบ้าง เดินบ้าง แน่นอนว่าคงไม่มีชาวเมืองคนไหนอยากมาทิ้งขยะในที่แบบนี้บ่อย ๆ แน่ 

ทางเมืองจึงสร้างศูนย์แยกขยะที่ผู้คนอยากมา โดยที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่ทิ้งขยะเท่านั้น แต่เป็นสถานที่ให้ผู้คนมาพบปะ พูดคุยกัน มีโต๊ะและเก้าอี้เล็ก ๆ วางอยู่ 

ตัวสถานที่ทิ้งเป็นอาคารโปร่ง มีถังหรือตะกร้าขนาดใหญ่ของขยะแต่ละประเภทเขียนไว้ชัดเจน พื้นมีผู้ดูแลให้สะอาดเรียบร้อย ขยะทุกชิ้นที่ชาวเมืองนำมาที่นี่เป็นขยะแห้ง จึงไม่มีปัญหาส่งกลิ่นรบกวนผู้อื่น ส่วนขยะเปียก ทางเมืองติดตั้งเครื่องจัดการขยะเปียก และรณรงค์ให้ชาวเมืองนำเศษอาหารต่าง ๆ ไปทำเป็นปุ๋ยแทน 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ภาพ : https://zwtk.jp/

นอกจากนี้ยังมีร้าน คุรุคุรุ ซึ่งชาวเมืองคนใดก็ได้สามารถนำข้าวของที่ไม่ใช้แล้วมาวางที่นี่ ใครต้องการมาหยิบ ก็หยิบกลับไปได้ ในร้านมีทั้งเสื้อผ้า จาน ชาม อุปกรณ์ ข้าวของกระจุกกระจิกต่าง ๆ ชาวเมืองที่เดินมาทิ้งขยะ ก็อาจแวะร้านคุรุคุรุสักนิดก่อนกลับบ้านก็ได้ ใครมาดูงานเรื่องการแยกขยะที่เมืองนี้ ก็หยิบข้าวของในนี้ติดไม้ติดมือไปเป็นที่ระลึกได้เช่นกัน

ร้านคุรุคุรุนี้สร้างการ Reuse สิ่งของได้ปีละประมาณ 15 ตันเลยทีเดียว 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
คุรุคุรุ แปลว่า หมุนวนไป เดิมเป็นร้านเล็ก ๆ แต่มีการรีโนเวต ทำให้ร้านดูโปร่งและสวยขึ้น เหมือนเป็นร้านค้าขายของจริง ๆ
ภาพ : sotokoto-online.jp

กลไกที่ทำให้การแยกขยะสำเร็จ 2 – ตั้งเจ้าหน้าที่ดูแลโดยเฉพาะ

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนในเมืองแยกขยะได้อย่างละเอียดจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน คือการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ที่มาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ 

โดยปกติแล้ว คนญี่ปุ่นจะแยกขยะเป็นประเภทต่าง ๆ คร่าว ๆ แล้วใส่รวมในถุงขยะขนาดใหญ่ แต่ชาวเมืองคามิคัตสึจะหยิบขยะจากตะกร้าทีละชิ้น ๆ ใส่ลงไปในตะกร้าหรือถังขนาดใหญ่ตามประเภทของขยะนั้น ๆ 

ทีนี้ บางครั้งชาวเมืองอาจไม่แน่ใจว่าขยะแบบไหนต้องแยกอย่างไร เช่น สติกเกอร์ที่ติดบนเครื่องใช้ไฟฟ้า ต้องลอกออกไหมหรือไปทิ้งแบบไหน เจ้าหน้าที่ก็จะเป็นคนช่วยแนะนำ เพื่อให้ชาวเมืองเข้าใจ รู้สึกอุ่นใจ และได้เรียนรู้การแยกขยะที่ถูกต้องยิ่งขึ้น

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ทิ้งขยะแบบไหนไม่ถูก ก็ปรึกษาเจ้าหน้าที่ได้เสมอ 
ภาพ : www.ana.co.jp

หากไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ ชาวเมืองอาจรู้สึกว่าการแยกขยะยุ่งยาก ไม่รู้จะแยกแต่ละประเภทอย่างไร สุดท้ายก็อาจใส่ขยะผิดประเภทจนนำไปรีไซเคิลต่อไม่ได้ 

การมีเจ้าหน้าที่สักคนคอยประจำและดูแลอยู่ จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่ทำให้เมืองคามิคัตสึประสบความสำเร็จในการแยกขยะได้ขนาดนี้ 

กลไกที่ทำให้การแยกขยะสำเร็จ 3 – การสื่อสาร

ทางเมืองเข้าใจดีว่าการแยกขยะนั้นยุ่งยากและต้องอาศัยความร่วมมือจากชาวเมืองมากขนาดไหน เพียงแค่กล่องนมธรรมดา ๆ ก็ไม่สามารถโยนลงถังขยะได้ แต่ต้องตัดออกมาเป็นแผ่น ล้างน้ำให้สะอาด ตากให้แห้ง แล้วถึงค่อยนำไปทิ้งที่ศูนย์แยกขยะ 

เพราะฉะนั้น โจทย์สำคัญคือ ทำอย่างไรให้การแยกขยะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชาวเมือง ทางเมืองคามิคัตสึจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการสื่อสารและให้ความรู้เรื่องการแยกขยะ 

ช่องทางสื่อสารมีตั้งแต่การตั้งเจ้าหน้าที่ดูแลศูนย์แยกขยะ การจัดทำเว็บไซต์ที่สอนและค้นหาประเภทขยะได้ การร่วมกับโรงเรียนประถม จัดทริปพาเด็ก ๆ มาดูงานที่ศูนย์แยกขยะด้วย

วิธีการสื่อสารก็ใส่ใจในรายละเอียดถึงที่สุด มีการใช้ภาพประกอบให้คนเข้าใจง่าย ส่วนที่ศูนย์แยกขยะนั้นใช้ภาพขนาดใหญ่ ติดไว้ที่แต่ละตะกร้าอย่างชัดเจน เพื่อให้ชาวเมืองหรือแม้แต่เด็กเล็กไม่ต้องเสียเวลาอ่านตัวอักษร แค่เห็นภาพก็เข้าใจและแยกขยะได้เลย 

นอกจากนี้ ป้ายอีกชนิดที่ติดตรงหน้าตะกร้าแต่ละใบ คือ ป้ายบอกว่าขยะแต่ละชนิดจะถูกนำไปรีไซเคิลที่ไหน กลายเป็นอะไร และมีค่าใช้จ่ายในการรีไซเคิลเท่าไร 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ตัวอย่างป้ายราคา
ภาพ : www.sustainablebrands.jp

ยกตัวอย่าง 2 ป้ายนี้ แม้จะเป็นขยะพลาสติกเหมือนกัน แต่ค่าใช้จ่ายในการกำจัดพลาสติกประเภทซ้ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 53.8 เยน ส่วนพลาสติกแบบขวามีค่าใช้จ่ายเพียงกิโลกรัมละ 0.51 เยน

สิ่งเหล่านี้ทำให้ชาวเมืองค่อย ๆ เรียนรู้และเห็นคุณค่าของขยะแต่ละชิ้นมากขึ้น ส่งผลให้ชาวเมืองยิ่งร่วมมือร่วมใจกัน และปัจจุบัน ขยะกว่าร้อยละ 80 ของเมืองคามิคัตสึนำไปรีไซเคิลได้ 

เมื่อชาวเมืองหรือภายในแข็งแกร่ง ทางเมืองก็เริ่มสื่อสารกับคนภายนอก 

ในปี 2020 เมืองคามิคัตสึเปิดโรงแรมชื่อโรงแรม WHY เป็นโรงแรมที่ชวนคนมาตั้งคำถามว่า ทำไมเราถึงซื้อสิ่งนี้ ทำไมเราถึงทิ้งสิ่งนั้น 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
โรงแรมอยู่ติดกับสถานที่แยกขยะ มองจากด้านบนจะเป็นรูปเครื่องหมาย Question Mark พอดี
ภาพ : www.awanavi.jp
Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ

เศษไม้ เครื่องประดับต่าง ๆ ในโรงแรม ได้รับการบริจาคมาจากชาวเมืองทั้งนั้น บางบ้านให้บานประตู บางบ้านให้แท่งไม้ที่นำมาทำใหม่เป็นกรอบหน้าต่าง 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ห้องพักมุม Mountain View 
ภาพ : www.awanavi.jp
Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ของประดับหลายชิ้นมาจากบ้านเรือนของชาวบ้านในเมือง
ภาพ : sotokoto-online.jp

แขกที่มาพักสามารถสัมผัสประสบการณ์การแยกขยะ และเห็นความตั้งใจลดขยะของชาวเมืองยิ่งขึ้น เริ่มตั้งแต่ตอนเช็กอิน
ที่นี่ แขกต้องนำแปรงสีฟัน ยาสีฟัน และเครื่องอาบน้ำมาเอง หากไม่มีก็ซื้อที่ล็อบบี้ได้ ส่วนสบู่ หากไม่ได้เอามา ทางพนักงานจะให้แขก ‘หั่นสบู่’ โดยกะปริมาณที่ตนเองใช้แต่พอดี 

ถอดความสำเร็จของ Kamikatsu เมืองเล็กกลางหุบเขาที่ขยะกว่า 80% รีไซเคิลได้ และชาวเมืองมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Waste ร่วมกัน
มีที่หั่นสบู่พร้อม ทำให้เราฉุกคิดเหมือนกันว่า วันหนึ่งเราใช้สบู่ปริมาณเท่าไรกันนะ
ภาพ : www.awanavi.jp

 ส่วนอาหารเช้า จะมีพนักงานนำมาเสิร์ฟเป็นขนมปังเบเกิลใส่มาในกล่องเบนโตะ เพื่อลดปริมาณการใช้ขยะอีกเช่นกัน 

ถอดความสำเร็จของ Kamikatsu เมืองเล็กกลางหุบเขาที่ขยะกว่า 80% รีไซเคิลได้ และชาวเมืองมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Waste ร่วมกัน
หน้าตาอาหารเช้า
ภาพ : kamipara.jp
ถอดความสำเร็จของ Kamikatsu เมืองเล็กกลางหุบเขาที่ขยะกว่า 80% รีไซเคิลได้ และชาวเมืองมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Waste ร่วมกัน
มีคำอธิบายองค์ประกอบต่าง ๆ ในเบเกิลนี้ 
ภาพ : kamipara.jp

แขกที่มาพักคงกลับไปพร้อมความเข้าใจวงจรขยะมากขึ้น เข้าใจวิธีการแยกขยะได้ดีขึ้น และเห็นความสำคัญของการรีไซเคิล โรงแรมนี้ทำให้ปณิธาน 2 ใน 3 ข้อของเมือง กล่าวคือ พยายามสร้างคนที่ไม่ทำให้โลกนี้สกปรก และ สร้างเพื่อนใหม่ทั่วโลกที่มีแนวคิดเดียวกัน เป็นจริงยิ่งขึ้นนั่นเอง

ถอดบทเรียนความสำเร็จ

โจทย์ของเมืองคามิคัตสึ คือการเปลี่ยนพฤติกรรมชาวเมืองให้ยอมรับการแยกขยะที่ยุ่งยาก ซับซ้อน ดิฉันคิดว่า ในโลกแห่งความเป็นจริง เราปรับแนวคิดนี้กับโจทย์ธุรกิจได้หลายอย่าง เช่น ทำอย่างไรให้พนักงานหันมาทำ CSR ทำอย่างไรให้ลูกค้าร้านกาแฟยอมซื้อหลอดพลาสติก ทำอย่างไรให้ลูกค้าที่ซื้อครีมทาหน้าของเราไปตั้งใจนวดหน้าอย่างถูกวิธี 

หากให้สรุปสิ่งที่ทำให้เมืองคามิคัตสึประสบความสำเร็จนั้น ดิฉันคิดว่ามีดังต่อไปนี้

1. ตั้งเป้าหมายที่ดีและไม่ใช่แค่เพื่อตนเอง 

เป้าหมายของเมืองนั้นมีทั้งตัวเลขและคุณค่าทางจิตใจ เป้าหมายทางตัวเลข เช่น ปริมาณขยะที่รีไซเคิลได้ เป็นตัวเลขที่เห็นชัด เข้าใจง่าย แต่ลูกค้า (ชาวเมือง) อาจยิ่งกระตือรือร้นอีกหากมีเป้าหมายที่ให้คุณค่าทางจิตใจ เช่น พยายามสร้างคนที่ไม่ทำให้โลกนี้สกปรก 

2. การแต่งตั้งตำแหน่งและผู้รับผิดชอบ กับงานที่คนอาจเกี่ยงกันไม่อยากทำ

หากเกณฑ์แรงของชาวเมืองมาช่วยกัน ชาวเมืองคงต้องวุ่นวายจัดตั้งเวรกันดูแล ส่งคนไปอบรมเรื่องการแยกขยะ คุณภาพการดูแลอาจไม่สม่ำเสมอ และเริ่มเกิดปัญหาบางคนไม่อยากทำ ส่วนทางเทศบาลเมือง หากต้องเจรจากับชาวเมืองเอง อาจใช้เวลานาน หรือบอกอะไรก็ลำบากใจกัน เพราะรู้จักกันดีอยู่ ทางเมืองจึงต้องสร้าง NPO และจัดตั้งตำแหน่งผู้รับผิดชอบที่จะประจำที่ศูนย์แยกขยะไว้ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้คน 

ในบางกรณี คนกลางนี้จะเป็นคนช่วยประสานและผลักดันให้งานต่าง ๆ ดำเนินไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 

3. ทำให้สิ่งที่ยากเป็นเรื่องง่าย 

การเปลี่ยนแปลงในชีวิตล้วนเป็นสิ่งที่ท้าทายและยากที่จะทำ ทางเมืองจึงมุ่งทำให้การแยกขยะเป็นเรื่องง่าย เป็นเรื่องสนุกที่สุด เพื่อจะได้เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนได้ กลไกที่ทางเมืองใช้มีตั้งแต่การสะสมแต้ม ป้ายที่เข้าใจง่าย การเล่าว่าขยะแต่ละชิ้นจะกลายเป็นอะไร มีต้นทุนเท่าไร การใช้ภาพประกอบ 

ทางเมืองไม่ผลักภาระการเรียนรู้หรือการแยกขยะไปที่ชาวเมือง ไม่มีการเพ่งเล็งหรือทำโทษว่าใครทำผิด แต่มองตนเองเป็น Facilitator เพื่อช่วยให้ชาวเมืองทุกคนไปถึงเป้าหมาย Zero Waste ด้วยกันมากกว่า

Writer

Avatar

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load