วันก่อน ดิฉันได้รับโอกาสไปบรรยายให้กับธุรกิจเพื่อสังคมแห่งหนึ่ง ซึ่งผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพดี ปลอดภัยแก่ผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ก็ช่วยให้เกษตรกรและชาวบ้านมีรายได้

แค่เดินเข้ามาในร้าน เห็นสินค้าที่วางขายอยู่ ก็สัมผัสได้ถึงความใส่ใจของร้านนี้

“ลังสีนี้เราเอาไว้ใส่ผักปลอดสารเคมี ส่วนลังอีกสีเราเอาไว้ใส่ผักออร์แกนิก ไม่ให้ปนกันค่ะ”

พี่พนักงานที่เกษียณแล้ว แต่ก็อยากกลับมาช่วยบริษัทนี้ เล่าให้ดิฉันฟังด้วยความภาคภูมิใจ

ลูกค้าส่วนใหญ่คงไม่ทราบว่าทางร้านใส่ใจขนาดนี้ แต่ทุกคนก็สัมผัสถึงความปรารถนาดีของที่ร้านได้

ดิฉันไปถึงที่ร้านแห่งนี้ช่วงเกือบบ่าย 2 โมงแล้ว แต่ลูกค้าก็ยังขวักไขว่ เดินเลือกซื้อของกันเต็มร้าน พนักงานดูยิ้มแย้มกระฉับกระเฉงคอยต้อนรับลูกค้า

ยิ่งเห็นภาพเช่นนี้ ดิฉันยิ่งดีใจ และยิ่งอยากให้บริษัทนี้เติบโตและอยู่คู่สังคมไทยไปนาน ๆ

ในวันนั้น แม้ดิฉันจะได้รับเชิญไปบรรยายในหัวข้อ ‘การสร้างความสุขในการทำงาน’ แต่เมื่อบรรยายไปได้แค่ครึ่งเดียวของที่เตรียมมา ดิฉันก็ตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องที่บรรยาย

ดิฉันหยิบเรื่อง ‘การทำธุรกิจอย่างยั่งยืน บทเรียนจากบริษัทญี่ปุ่นที่มีอายุเกินร้อยปี’ มาเล่าให้ผู้บริหารและพนักงานที่นี่ฟังแทน

เล่า… เพราะอยากจะให้บริษัทดีๆ เช่นนี้อยู่เป็นร้อยๆ ปี

นี่คือส่วนหนึ่งของบทเรียนค่ะ

มิเนะอาคิ ไซโต เป็นคนต่างชาติคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งรองประธาน บริษัท แอร์เมส แบรนด์เครื่องหนังฝรั่งเศสสุดหรูระดับโลก

วันหนึ่ง มีนักข่าวสัมภาษณ์เขาว่า “คู่แข่งของแอร์เมสคือใคร”

ไซโตตอบสั้นๆ ว่า “โทระยะ”

คู่แข่งของแอร์เมส

โทระยะมิใช่แบรนด์ที่ทำเครื่องหนังหรือเกี่ยวข้องกับสินค้าแฟชั่นแต่อย่างใด

Toraya
www.tokyo-midtown.com

โทระยะ คือแบรนด์ที่ผลิตวุ้นถั่วแดง โดยทำธุรกิจมาแค่ 480 กว่าปีเท่านั้นเอง ก่อตั้งในช่วงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชพอดี

หากเปรียบเทียบความยาวนานของโทระยะนี้ ต้องบอกว่าคนตั้งแต่ยุคหมื่นสุนทรเทวากับแม่การะเกด จนถึงยุคเกศสุรางค์กับเรืองฤทธิ์ ก็ยังได้ชิมวุ้นโทระยะกันโดยทั่วถึงทุกรุ่น

วุ้นอะไรจะมีลูกค้ารักข้ามกาลเวลาได้ขนาดนี้?

Toraya
tw.bid.yahoo.com

โทระยะใช้ถั่วแดงจากเมืองโทคาจิ จังหวัดฮอกไกโด ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ส่วนน้ำตาล ใช้น้ำตาลอ้อยจากไร่โอกาดะ ในจังหวัดโทคุชิมะ ซึ่งเป็นบริษัทน้ำตาลที่มีอายุยาวนานกว่า 200 ปี

แม้จะเป็นแบรนด์เก่าแก่ แต่โทระยะก็ยังปรับปรุงรสชาติขนมอยู่ทุกปี แม้จะเปลี่ยนทีละเล็กทีละน้อยจนลูกค้าอาจไม่สามารถรับรู้ได้ก็ตาม

เพื่อให้พนักงานสัมผัสรสชาติอันละเอียดอ่อนและ ‘เข้าถึง’ ขนมจริงๆ โทระยะส่งพนักงานบางคนไปเดินชิมขนมทั่วประเทศ ตั้งแต่ฮอกไกโดจนถึงโอกินาว่า ทางแบรนด์มิได้ฝึกพนักงานนั้นๆ พิจารณาเพียงแค่รสชาติของขนม แต่ ‘เกลา’ สัมผัสพวกเขา ด้วยการให้พนักงานไปในพิพิธภัณฑ์ ตลอดจนเดินเข้าไปสังเกตชีวิตผู้คน เข้าไปเห็นประวัติศาสตร์และที่มาของขนมท้องถิ่นแต่ละชนิด

เพราะฉะนั้น พนักงานโทระยะจึงมิได้มีความรู้แค่ขนมที่ตนเองทำ แต่เข้าใจถึงวิถีชีวิตผู้คน ประวัติศาสตร์ และรากฐานทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น เมื่อเข้าใจฐานแน่นก็ต่อยอดได้ง่ายขึ้น

Toraya
mag.japaaan.com
บริษัทวุ้นถั่วแดงที่ไม่ได้ผลิตแค่วุ้นถั่วแดง แต่มีอะไรใหม่ๆ มาทำให้ลูกค้าตื่นเต้นอยู่เสมอ

ไซโตชื่นชมในความเป็น ‘ช่างฝีมือ’ เช่นนี้ของโทระยะ

โทระยะมิเคยหยุดหย่อนพัฒนาสินค้า ใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ กรรมวิธีการผลิต บรรจุภัณฑ์​ จนถึงการบริการลูกค้า

เมื่อเทียบกับโทระยะซึ่งมีประวัติศาสตร์เกือบ 500 ปีนั้น แบรนด์ ‘น้องใหม่’ ที่มีอายุแค่ 181 ปีอย่างแอร์เมสเองก็มีหลายสิ่งที่ต้องเรียนรู้จากโทระยะ  

คำว่า ‘คู่แข่งของแอร์เมส’ ที่ไซโตกล่าวนั้นจริงๆ อาจจะหมายถึงเป้าหมายที่แอร์เมสต้องไปให้ถึงก็เป็นได้

เป้าหมายของบริษัทที่ยั่งยืน

แม้ทั้งสองแบรนด์จะทำสินค้าที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่สิ่งที่ทั้งแอร์เมสและโทระยะมีเหมือนกันคือ ประวัติศาสตร์อันยาวนานของแบรนด์

บริษัทโดยทั่วไปนั้นมักจะอ่อนไหวต่อคำวิจารณ์ของนักลงทุน หากเข้าตลาดหุ้น ก็คอยจับตาดูราคาหุ้นของบริษัทตนเอง นั่นทำให้หลายๆ บริษัทมุ่งแต่จะทำกำไร จนลืมว่าบริษัทตน ‘เคย’ สร้างประโยชน์อะไรให้กับลูกค้า และจะช่วยเหลือลูกค้าอย่างไรในอนาคต

แต่บริษัทที่อยู่มาเกินร้อยปีอย่างโทระยะและแอร์เมสนั้นทำธุรกิจบนแนวคิด ‘มุ่งสร้างประโยชน์’ ก่อนสร้างกำไร และให้ความสำคัญลูกค้ากับพนักงานก่อนผู้ถือหุ้น

ไซโตเคยกล่าวถึงเบอร์กิ้น กระเป๋ายอดฮิตราคาหลักล้านว่า  

“หากเราผลิตกระเป๋าเบอร์กิ้นมากกว่านี้ เราก็ต้องจ้างช่างฝีมือเพิ่มขึ้นด้วย และพวกเขาก็ต้องก้มหน้าก้มตาทำแต่กระเป๋าเบอร์กิ้น ไม่ได้ทำอย่างอื่น

“ทีนี้ หากวันหนึ่งยอดขายเบอร์กิ้นตกลง เราจะทำอย่างไร? เราก็คงต้องปลดพนักงานออกเป็นแน่

“การกระทำเช่นนี้ไม่ใช่การดูแลรักษาช่างฝีมือเลย แอร์เมสเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับงานฝีมือ และคนที่ช่วยบริษัทเราได้ก็คือ ช่างฝีมือ หากเราดูแลช่างฝีมือเป็นอย่างดี บริษัทก็จะเติบโตและอยู่รอดได้”

Hermès
www.tomorrowstarted.com

แอร์เมสจึงผลิตเบอร์กิ้นจำนวนไม่มากนัก แต่ประณีต พิถีพิถันทุกขั้นตอน กระเป๋าจึงคงทน สวยงาม อยู่ได้เป็นสิบๆ ปี

และนั่นก็ยิ่งโดนใจลูกค้า   

สมัยทำงานอยู่ที่ฝรั่งเศส CEO ของแอร์เมสเคยกล่าวกับไซโตว่า แอร์เมสมิใช่เป็นบริษัทที่จำหน่ายเครื่องหนังระดับหรู แต่แอร์เมสกำลังถ่ายทอดวัฒนธรรม ตลอดจนวิธีคิด ให้กับลูกค้า โดยแอร์เมสจะส่งมอบของที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า และทำให้ชีวิตลูกค้าดียิ่งขึ้น

ในช่วงปลายปี 1980 แบรนด์ดังๆ หลายแบรนด์เริ่มปล่อยลิขสิทธิ์ให้ผู้ผลิตเจ้าอื่นนำแบรนด์ของตนไปประทับบนสินค้าได้ ทำให้สร้างรายได้มหาศาลให้แก่แบรนด์ แต่แอร์เมสก็ตัดสินใจไม่เลือกเดินทางนั้น เพราะนั่นมิได้เป็นสิ่งที่ช่วยให้ช่างฝีมือมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขณะเดียวกัน ไม่ใช่สิ่งที่แอร์เมสต้องการจะส่งมอบหรือถ่ายทอดให้แก่ลูกค้านั่นเอง

สิ่งที่เหมือนกันระหว่างวุ้นถั่วแดงกับกระเป๋าหนัง

ไซโตมีโอกาสชื่นชมโทระยะโดยตรง เมื่อนิตยสารฉบับหนึ่งจัดให้ไซโตได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกับมิทสึฮิโระ คุโรกาวะ ประธานบริษัทโทระยะและผู้สืบทอดร้านรุ่นที่ 17

น่าแปลกที่ผู้บริหารที่มาจากสองแบรนด์ซึ่งแตกต่าง

หนึ่งทำวุ้นถั่วแดง อีกหนึ่งทำเครื่องหนัง

หนึ่งมาจากญี่ปุ่น อีกหนึ่งกำเนิดในฝรั่งเศส

แต่ทั้งสองแบรนด์กลับมีจุดร่วมกันจุดหนึ่ง คือการไม่นึกถึงยอดขายเป็นอันดับแรก

คุโรกาวะเองกล่าวว่า

“จากที่ผมได้ฟังเรื่องของคุณไซโต ผมคิดว่าสิ่งที่เหมือนกันระหว่างโทระยะกับแอร์เมส คือเราไม่ได้คำนึงถึงยอดขายเป็นอันดับแรก แต่เรามุ่งมั่นค้นหาวิธีที่จะสร้างสินค้าที่ดีเยี่ยมอยู่เสมอ เมื่อนำเสนอสินค้าที่ดี ยอดขายก็จะตามมา กลายเป็นผลลัพธ์นั่นเอง

“ในการบริหารนั้น การเพิ่มกำไรเป็นสิ่งสำคัญ แต่นั่นไม่ใช่ทุกสิ่ง เราต้องคิดเสมอว่าสิ่งที่เราทำเป็นประโยชน์กับลูกค้าและสังคมหรือเปล่า ลูกค้ามีความสุขจริงหรือเปล่า พนักงานล่ะ ยังรู้สึกดีที่ได้ทำงานนี้อยู่ไหม นั่นต่างหากเป็นสิ่งที่เราต้องคำนึงถึงเป็นหลักเวลาที่เราบริหาร”

โทระยะมีระบบบริหารบุคคลเฉพาะตัว โดยสนับสนุนให้พนักงานทำตามความฝันของตน เช่น พนักงานคนใดอยากเป็นเชฟก็ให้ทุนเรียน หรือให้พนักงานสามารถลางานไปเรียนทำขนมที่ต่างประเทศได้

สิ่งที่น่าสนใจคือ บริษัทเก่าแก่อย่างโทระยะนี้เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่นำเสนอความเห็นได้อย่างอิสระ และ ‘รับฟังอย่างจริงจัง’

ไอเดียร้าน Toraya Café ร้านคาเฟ่ที่ผสมผสานขนมตะวันตกเข้ากับกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นนี้ พนักงานสาววัย 25 ปีเป็นคนยกมือนำเสนอ และทางโทระยะก็นำไปปรับใช้อย่างจริงจัง พร้อมตั้งให้พนักงานสาวคนนั้นเป็นผู้ดูแลหลัก

TORAYA CAFÉ AN STAND
Toraya
toraya
จากภาพ คงไม่มีใครเชื่อว่าบริษัทที่บริหารร้านนี้มีอายุเกือบ 500 ปีแล้ว
www.toraya-group.co.jp

ขนมปังปิ้งพร้อมถั่วแดงกวน 2 แบบ แบบถั่วเมล็ดละเอียด และเมล็ดหยาบ ผสมผสานตะวันตกและตะวันออกได้อย่างลงตัว

Toraya
www.fashion-press.net

สาวๆ วัยรุ่นญี่ปุ่นอาจไม่ค่อยทานวุ้นถั่วแดงเท่าคนสมัยก่อน แต่หากขนมปังปิ้งหอมๆ ทาด้วยถั่วแดงกวนและเนยคุณภาพดีนั้น สาวญี่ปุ่นทั้งหลายก็พร้อมอ้าแขนรับทันที

ปัจจุบัน Toraya Café มี 3 สาขาและมีจำหน่ายทางออนไลน์ด้วย

นี่เป็นวิธีการไม่ยึดติดกับกรอบเดิมๆ ว่าโทระยะเป็นแบรนด์วุ้นถั่วแดงขึ้นชื่อ ก็ต้องผลิตแต่วุ้นถั่วแดง เมื่อไม่ได้คิดถึงยอดขายเป็นหลัก แต่คิดถึงลูกค้า โทระยะก็กล้าลองอะไรใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง

ทำไมบริษัทต้องยั่งยืน

ท่ามกลางกระแสสตาร์ทอัพและการผลักดันให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ เป็นจำนวนมาก ทำไมดิฉันยังคงสอนเรื่องการรักษาบริษัทให้คงอยู่ได้นาน?

เพราะการสร้างธุรกิจนั้นเป็นเรื่องยาก แต่การรักษาธุรกิจให้อยู่ได้นานนั้นเป็นเรื่องที่ยากกว่า

เมื่อบริษัทประสบความสำเร็จ และขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ…

สิ่งที่ผู้บริหารมักจะลืม คือคุณค่าของตัวบริษัทเอง

เรากำลังทำธุรกิจอะไร? ช่วยเหลือใคร?

บริษัทที่จะอยู่ได้อย่างยั่งยืนนั้น คือบริษัทที่ทุ่มเทสร้างประโยชน์ให้กับพนักงาน ลูกค้าและสังคม ดังเช่นโทระยะและแอร์เมสดำเนินมา เมื่อบริษัทอยู่ได้ พนักงานมีรายได้หล่อเลี้ยงชีพ ลูกค้ามีสินค้าดีๆ ใช้ สังคมก็ขับเคลื่อนไปด้วยดี

Writer

Avatar

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Photographer

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

สมัยก่อน ดิฉันเคยเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาชมรม Case Club ของหลักสูตร BBA จุฬาฯ เด็ก ๆ ในชมรมจะช่วยกันแก้โจทย์ธุรกิจต่าง ๆ เช่น ทำอย่างไรให้บริษัท A ยอดขายสูงขึ้นอีกร้อยละ 20 

เด็ก ๆ ในชมรมได้รับการเชื้อเชิญจากมหาวิทยาลัยทั่วโลกให้ไปแข่ง Business Plan Competition 

จำได้ว่ามีปีหนึ่ง เราได้รับเชิญไปแข่งที่เนเธอร์แลนด์ ไม่มีใครรู้ว่าผู้จัดจะออกโจทย์เกี่ยวกับอะไร ปรากฏว่าโจทย์ที่ออกคือ การหาวิธีลดและจัดการปริมาณขยะให้กับเมือง เด็ก ๆ ทุกคนเหวอ เพราะที่ผ่านมาเราฝึกเรื่องการเพิ่มยอดขาย ทำกำไรกันมาตลอด 

ดิฉันบอกทุกคนว่า แม้ครั้งนี้โจทย์เป็นการแก้ปัญหาสังคม แต่วิธีคิดเหมือนกัน ปัญหาคืออะไร ทางแก้คืออะไร ทำอย่างไรให้คนสนใจสิ่งที่เราทำ 

เรื่องราวของเมืองต่อไปนี้ก็เช่นกัน… เมืองเล็ก ๆ ในหุบเขา แต่โด่งดังไปทั่วโลกด้วยการตั้งเป้า Zero Waste และมุ่งมั่นลดขยะในเมืองมากว่า 30 ปี 

เมื่อเมืองจำเป็นต้องจัดการเรื่องขยะ

ก่อนหน้านี้สัก 20 ปี คงไม่ค่อยมีคนญี่ปุ่นคนไหนรู้จักเมืองคามิคัตสึ จังหวัดโทคุชิมะ สักเท่าไร เมืองเล็ก ๆ กลางหุบเขาเขียวขจี มีประชากรแค่ 1,500 คนเท่านั้น 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
หมู่บ้านเล็ก ๆ ท่ามกลางหุบเขา
ภาพ : www.env.go.jp

ในอดีต ชาวเมืองคามิคัตสึจัดการขยะโดยการเผากลางแจ้ง แต่เมื่อปริมาณขยะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ทางเมืองจึงเริ่มวางแผนรีไซเคิลขยะในปี 1994 และจัดการติดตั้งเตาเผาขยะในปี 1998 

ทว่าหลังจากติดตั้งเตาเผาขยะได้ไม่นาน ทางเมืองก็พบว่าเตาแบบที่ใช้อยู่ก่อให้เกิดมลพิษจากสารไดออกซิน ทำให้ต้องหยุดการใช้เตาเผา และทางเมืองก็ไม่มีงบพอจะซื้อเตาเผาแบบใหม่แล้ว ทั้งเทศบาลเมืองและชาวเมืองจึง ‘จำเป็น’ ต้องช่วยกันแยกขยะเพื่อนำขยะไปรีไซเคิลให้ได้มากที่สุด และกำจัดโดยการเผาให้ได้น้อยที่สุด 

พวกเขาค่อย ๆ เริ่มแยกประเภทขยะ จาก 9 ประเภทในปี 1997 เป็น 22 ประเภท แล้วค่อย ๆ เพิ่มเป็น 35 ประเภท และ 45 ประเภทในปัจจุบันในที่สุด

ชาวเมืองต้องช่วยกันแยกขยะทุกชิ้น เช่น ฝาขวดที่เป็นโลหะ ขวดแก้ว ต้องแยกออกจากกันหมด พลาสติกที่ห่ออาหาร ก็ต้องล้างและตากก่อนนำไปที่ที่ทิ้งขยะ หากบ้านไหนจะทิ้งของชิ้นใหญ่ เช่น โซฟาหรือยางรถยนต์ ก็ต้องมีคนในหมู่บ้านมาช่วยกันแยกชิ้นส่วน เช่น ผ้าคลุมโซฟา สปริงในโซฟา ฟองน้ำ ขาไม้ ทุกอย่างต้องถูกแยกส่วนทั้งหมด 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ภาพ : www.env.go.jp

ชาวเมืองยอมรับการเปลี่ยนแปลงขนาดนี้ได้อย่างไร และทางเมืองทำอย่างไรให้ชาวเมืองยอมจัดการเรื่องขยะกันนะ 

การประกาศเป้าหมายและสร้างหน่วยงานผู้รับผิดชอบ

เมืองคามิคัตสึค่อย ๆ เริ่มแยกและรีไซเคิลขยะมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 1990 ในปี 2003 ทางเมืองประกาศ Zero Waste ไว้ว่า พวกเขาจะ 

1. พยายามสร้างคนที่ไม่ทำให้โลกนี้สกปรก

2. ดำเนินการรีไซเคิลขยะหรือนำไปใช้ต่อ และพยายามลดการเผาหรือฝังขยะให้ได้มากที่สุดภายในปี 2020 

3. สร้างเพื่อนใหม่ทั่วโลกที่มีแนวคิดเดียวกัน 

ในปี 2005 ทางเมืองสร้างองค์กรไม่แสวงหากำไร (NPO) ชื่อ Zero Waste Academy เพื่อเป็นตัวกลางระหว่างเมืองกับชาวเมือง โดยองค์กรนี้จะช่วยจัดการขยะ ดำเนินการอบรมและสื่อสารเรื่องการจัดการขยะกับชาวเมืองอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากนี้ ทางเมืองยังสร้างระบบสะสมแต้ม นำแต้มที่ได้จากการแยกขยะอย่างถูกต้องนี้ไปแลกเป็นกระดาษทิชชู หมวก เสื้อผ้า กระติกน้ำ ฯลฯ 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ภาพ : www.recruit.co.jp

นอกจากนี้ ทางเมืองและ NPO ยังช่วยกันคิดสร้างระบบที่ทำให้ชาวเมือง ‘สนุก’ กับแยกขยะและจัดการขยะได้มากที่สุด
แนวคิดหลักในการสร้างระบบ คือ ทำอย่างไรให้ชาวเมืองลำบากน้อยที่สุด โดยพยายามอำนวยความสะดวกให้ชาวเมืองที่สุดดังนี้ 

กลไกที่ทำให้การแยกขยะสำเร็จ 1 – สร้างสถานที่ทิ้งขยะที่ผู้คนอยากมา

หากกล่าวถึงสถานที่ทิ้งขยะ หลายท่านอาจนึกภาพสถานที่มืด ๆ ส่งกลิ่นเหม็น มีแมลงบินบ้าง เดินบ้าง แน่นอนว่าคงไม่มีชาวเมืองคนไหนอยากมาทิ้งขยะในที่แบบนี้บ่อย ๆ แน่ 

ทางเมืองจึงสร้างศูนย์แยกขยะที่ผู้คนอยากมา โดยที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่ทิ้งขยะเท่านั้น แต่เป็นสถานที่ให้ผู้คนมาพบปะ พูดคุยกัน มีโต๊ะและเก้าอี้เล็ก ๆ วางอยู่ 

ตัวสถานที่ทิ้งเป็นอาคารโปร่ง มีถังหรือตะกร้าขนาดใหญ่ของขยะแต่ละประเภทเขียนไว้ชัดเจน พื้นมีผู้ดูแลให้สะอาดเรียบร้อย ขยะทุกชิ้นที่ชาวเมืองนำมาที่นี่เป็นขยะแห้ง จึงไม่มีปัญหาส่งกลิ่นรบกวนผู้อื่น ส่วนขยะเปียก ทางเมืองติดตั้งเครื่องจัดการขยะเปียก และรณรงค์ให้ชาวเมืองนำเศษอาหารต่าง ๆ ไปทำเป็นปุ๋ยแทน 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ภาพ : https://zwtk.jp/

นอกจากนี้ยังมีร้าน คุรุคุรุ ซึ่งชาวเมืองคนใดก็ได้สามารถนำข้าวของที่ไม่ใช้แล้วมาวางที่นี่ ใครต้องการมาหยิบ ก็หยิบกลับไปได้ ในร้านมีทั้งเสื้อผ้า จาน ชาม อุปกรณ์ ข้าวของกระจุกกระจิกต่าง ๆ ชาวเมืองที่เดินมาทิ้งขยะ ก็อาจแวะร้านคุรุคุรุสักนิดก่อนกลับบ้านก็ได้ ใครมาดูงานเรื่องการแยกขยะที่เมืองนี้ ก็หยิบข้าวของในนี้ติดไม้ติดมือไปเป็นที่ระลึกได้เช่นกัน

ร้านคุรุคุรุนี้สร้างการ Reuse สิ่งของได้ปีละประมาณ 15 ตันเลยทีเดียว 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
คุรุคุรุ แปลว่า หมุนวนไป เดิมเป็นร้านเล็ก ๆ แต่มีการรีโนเวต ทำให้ร้านดูโปร่งและสวยขึ้น เหมือนเป็นร้านค้าขายของจริง ๆ
ภาพ : sotokoto-online.jp

กลไกที่ทำให้การแยกขยะสำเร็จ 2 – ตั้งเจ้าหน้าที่ดูแลโดยเฉพาะ

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนในเมืองแยกขยะได้อย่างละเอียดจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน คือการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ที่มาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ 

โดยปกติแล้ว คนญี่ปุ่นจะแยกขยะเป็นประเภทต่าง ๆ คร่าว ๆ แล้วใส่รวมในถุงขยะขนาดใหญ่ แต่ชาวเมืองคามิคัตสึจะหยิบขยะจากตะกร้าทีละชิ้น ๆ ใส่ลงไปในตะกร้าหรือถังขนาดใหญ่ตามประเภทของขยะนั้น ๆ 

ทีนี้ บางครั้งชาวเมืองอาจไม่แน่ใจว่าขยะแบบไหนต้องแยกอย่างไร เช่น สติกเกอร์ที่ติดบนเครื่องใช้ไฟฟ้า ต้องลอกออกไหมหรือไปทิ้งแบบไหน เจ้าหน้าที่ก็จะเป็นคนช่วยแนะนำ เพื่อให้ชาวเมืองเข้าใจ รู้สึกอุ่นใจ และได้เรียนรู้การแยกขยะที่ถูกต้องยิ่งขึ้น

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ทิ้งขยะแบบไหนไม่ถูก ก็ปรึกษาเจ้าหน้าที่ได้เสมอ 
ภาพ : www.ana.co.jp

หากไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ ชาวเมืองอาจรู้สึกว่าการแยกขยะยุ่งยาก ไม่รู้จะแยกแต่ละประเภทอย่างไร สุดท้ายก็อาจใส่ขยะผิดประเภทจนนำไปรีไซเคิลต่อไม่ได้ 

การมีเจ้าหน้าที่สักคนคอยประจำและดูแลอยู่ จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่ทำให้เมืองคามิคัตสึประสบความสำเร็จในการแยกขยะได้ขนาดนี้ 

กลไกที่ทำให้การแยกขยะสำเร็จ 3 – การสื่อสาร

ทางเมืองเข้าใจดีว่าการแยกขยะนั้นยุ่งยากและต้องอาศัยความร่วมมือจากชาวเมืองมากขนาดไหน เพียงแค่กล่องนมธรรมดา ๆ ก็ไม่สามารถโยนลงถังขยะได้ แต่ต้องตัดออกมาเป็นแผ่น ล้างน้ำให้สะอาด ตากให้แห้ง แล้วถึงค่อยนำไปทิ้งที่ศูนย์แยกขยะ 

เพราะฉะนั้น โจทย์สำคัญคือ ทำอย่างไรให้การแยกขยะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชาวเมือง ทางเมืองคามิคัตสึจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการสื่อสารและให้ความรู้เรื่องการแยกขยะ 

ช่องทางสื่อสารมีตั้งแต่การตั้งเจ้าหน้าที่ดูแลศูนย์แยกขยะ การจัดทำเว็บไซต์ที่สอนและค้นหาประเภทขยะได้ การร่วมกับโรงเรียนประถม จัดทริปพาเด็ก ๆ มาดูงานที่ศูนย์แยกขยะด้วย

วิธีการสื่อสารก็ใส่ใจในรายละเอียดถึงที่สุด มีการใช้ภาพประกอบให้คนเข้าใจง่าย ส่วนที่ศูนย์แยกขยะนั้นใช้ภาพขนาดใหญ่ ติดไว้ที่แต่ละตะกร้าอย่างชัดเจน เพื่อให้ชาวเมืองหรือแม้แต่เด็กเล็กไม่ต้องเสียเวลาอ่านตัวอักษร แค่เห็นภาพก็เข้าใจและแยกขยะได้เลย 

นอกจากนี้ ป้ายอีกชนิดที่ติดตรงหน้าตะกร้าแต่ละใบ คือ ป้ายบอกว่าขยะแต่ละชนิดจะถูกนำไปรีไซเคิลที่ไหน กลายเป็นอะไร และมีค่าใช้จ่ายในการรีไซเคิลเท่าไร 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ตัวอย่างป้ายราคา
ภาพ : www.sustainablebrands.jp

ยกตัวอย่าง 2 ป้ายนี้ แม้จะเป็นขยะพลาสติกเหมือนกัน แต่ค่าใช้จ่ายในการกำจัดพลาสติกประเภทซ้ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 53.8 เยน ส่วนพลาสติกแบบขวามีค่าใช้จ่ายเพียงกิโลกรัมละ 0.51 เยน

สิ่งเหล่านี้ทำให้ชาวเมืองค่อย ๆ เรียนรู้และเห็นคุณค่าของขยะแต่ละชิ้นมากขึ้น ส่งผลให้ชาวเมืองยิ่งร่วมมือร่วมใจกัน และปัจจุบัน ขยะกว่าร้อยละ 80 ของเมืองคามิคัตสึนำไปรีไซเคิลได้ 

เมื่อชาวเมืองหรือภายในแข็งแกร่ง ทางเมืองก็เริ่มสื่อสารกับคนภายนอก 

ในปี 2020 เมืองคามิคัตสึเปิดโรงแรมชื่อโรงแรม WHY เป็นโรงแรมที่ชวนคนมาตั้งคำถามว่า ทำไมเราถึงซื้อสิ่งนี้ ทำไมเราถึงทิ้งสิ่งนั้น 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
โรงแรมอยู่ติดกับสถานที่แยกขยะ มองจากด้านบนจะเป็นรูปเครื่องหมาย Question Mark พอดี
ภาพ : www.awanavi.jp
Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ

เศษไม้ เครื่องประดับต่าง ๆ ในโรงแรม ได้รับการบริจาคมาจากชาวเมืองทั้งนั้น บางบ้านให้บานประตู บางบ้านให้แท่งไม้ที่นำมาทำใหม่เป็นกรอบหน้าต่าง 

Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ห้องพักมุม Mountain View 
ภาพ : www.awanavi.jp
Kamikatsu ต้นแบบเมืองไร้ขยะกับกลไกที่ทำให้ชาวเมืองสะดวก สบาย และไว้วางใจในการแยกขยะ
ของประดับหลายชิ้นมาจากบ้านเรือนของชาวบ้านในเมือง
ภาพ : sotokoto-online.jp

แขกที่มาพักสามารถสัมผัสประสบการณ์การแยกขยะ และเห็นความตั้งใจลดขยะของชาวเมืองยิ่งขึ้น เริ่มตั้งแต่ตอนเช็กอิน
ที่นี่ แขกต้องนำแปรงสีฟัน ยาสีฟัน และเครื่องอาบน้ำมาเอง หากไม่มีก็ซื้อที่ล็อบบี้ได้ ส่วนสบู่ หากไม่ได้เอามา ทางพนักงานจะให้แขก ‘หั่นสบู่’ โดยกะปริมาณที่ตนเองใช้แต่พอดี 

ถอดความสำเร็จของ Kamikatsu เมืองเล็กกลางหุบเขาที่ขยะกว่า 80% รีไซเคิลได้ และชาวเมืองมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Waste ร่วมกัน
มีที่หั่นสบู่พร้อม ทำให้เราฉุกคิดเหมือนกันว่า วันหนึ่งเราใช้สบู่ปริมาณเท่าไรกันนะ
ภาพ : www.awanavi.jp

 ส่วนอาหารเช้า จะมีพนักงานนำมาเสิร์ฟเป็นขนมปังเบเกิลใส่มาในกล่องเบนโตะ เพื่อลดปริมาณการใช้ขยะอีกเช่นกัน 

ถอดความสำเร็จของ Kamikatsu เมืองเล็กกลางหุบเขาที่ขยะกว่า 80% รีไซเคิลได้ และชาวเมืองมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Waste ร่วมกัน
หน้าตาอาหารเช้า
ภาพ : kamipara.jp
ถอดความสำเร็จของ Kamikatsu เมืองเล็กกลางหุบเขาที่ขยะกว่า 80% รีไซเคิลได้ และชาวเมืองมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Waste ร่วมกัน
มีคำอธิบายองค์ประกอบต่าง ๆ ในเบเกิลนี้ 
ภาพ : kamipara.jp

แขกที่มาพักคงกลับไปพร้อมความเข้าใจวงจรขยะมากขึ้น เข้าใจวิธีการแยกขยะได้ดีขึ้น และเห็นความสำคัญของการรีไซเคิล โรงแรมนี้ทำให้ปณิธาน 2 ใน 3 ข้อของเมือง กล่าวคือ พยายามสร้างคนที่ไม่ทำให้โลกนี้สกปรก และ สร้างเพื่อนใหม่ทั่วโลกที่มีแนวคิดเดียวกัน เป็นจริงยิ่งขึ้นนั่นเอง

ถอดบทเรียนความสำเร็จ

โจทย์ของเมืองคามิคัตสึ คือการเปลี่ยนพฤติกรรมชาวเมืองให้ยอมรับการแยกขยะที่ยุ่งยาก ซับซ้อน ดิฉันคิดว่า ในโลกแห่งความเป็นจริง เราปรับแนวคิดนี้กับโจทย์ธุรกิจได้หลายอย่าง เช่น ทำอย่างไรให้พนักงานหันมาทำ CSR ทำอย่างไรให้ลูกค้าร้านกาแฟยอมซื้อหลอดพลาสติก ทำอย่างไรให้ลูกค้าที่ซื้อครีมทาหน้าของเราไปตั้งใจนวดหน้าอย่างถูกวิธี 

หากให้สรุปสิ่งที่ทำให้เมืองคามิคัตสึประสบความสำเร็จนั้น ดิฉันคิดว่ามีดังต่อไปนี้

1. ตั้งเป้าหมายที่ดีและไม่ใช่แค่เพื่อตนเอง 

เป้าหมายของเมืองนั้นมีทั้งตัวเลขและคุณค่าทางจิตใจ เป้าหมายทางตัวเลข เช่น ปริมาณขยะที่รีไซเคิลได้ เป็นตัวเลขที่เห็นชัด เข้าใจง่าย แต่ลูกค้า (ชาวเมือง) อาจยิ่งกระตือรือร้นอีกหากมีเป้าหมายที่ให้คุณค่าทางจิตใจ เช่น พยายามสร้างคนที่ไม่ทำให้โลกนี้สกปรก 

2. การแต่งตั้งตำแหน่งและผู้รับผิดชอบ กับงานที่คนอาจเกี่ยงกันไม่อยากทำ

หากเกณฑ์แรงของชาวเมืองมาช่วยกัน ชาวเมืองคงต้องวุ่นวายจัดตั้งเวรกันดูแล ส่งคนไปอบรมเรื่องการแยกขยะ คุณภาพการดูแลอาจไม่สม่ำเสมอ และเริ่มเกิดปัญหาบางคนไม่อยากทำ ส่วนทางเทศบาลเมือง หากต้องเจรจากับชาวเมืองเอง อาจใช้เวลานาน หรือบอกอะไรก็ลำบากใจกัน เพราะรู้จักกันดีอยู่ ทางเมืองจึงต้องสร้าง NPO และจัดตั้งตำแหน่งผู้รับผิดชอบที่จะประจำที่ศูนย์แยกขยะไว้ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้คน 

ในบางกรณี คนกลางนี้จะเป็นคนช่วยประสานและผลักดันให้งานต่าง ๆ ดำเนินไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 

3. ทำให้สิ่งที่ยากเป็นเรื่องง่าย 

การเปลี่ยนแปลงในชีวิตล้วนเป็นสิ่งที่ท้าทายและยากที่จะทำ ทางเมืองจึงมุ่งทำให้การแยกขยะเป็นเรื่องง่าย เป็นเรื่องสนุกที่สุด เพื่อจะได้เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนได้ กลไกที่ทางเมืองใช้มีตั้งแต่การสะสมแต้ม ป้ายที่เข้าใจง่าย การเล่าว่าขยะแต่ละชิ้นจะกลายเป็นอะไร มีต้นทุนเท่าไร การใช้ภาพประกอบ 

ทางเมืองไม่ผลักภาระการเรียนรู้หรือการแยกขยะไปที่ชาวเมือง ไม่มีการเพ่งเล็งหรือทำโทษว่าใครทำผิด แต่มองตนเองเป็น Facilitator เพื่อช่วยให้ชาวเมืองทุกคนไปถึงเป้าหมาย Zero Waste ด้วยกันมากกว่า

Writer

Avatar

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load