วันก่อน ดิฉันได้รับโอกาสไปบรรยายให้กับธุรกิจเพื่อสังคมแห่งหนึ่ง ซึ่งผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพดี ปลอดภัยแก่ผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ก็ช่วยให้เกษตรกรและชาวบ้านมีรายได้

แค่เดินเข้ามาในร้าน เห็นสินค้าที่วางขายอยู่ ก็สัมผัสได้ถึงความใส่ใจของร้านนี้

“ลังสีนี้เราเอาไว้ใส่ผักปลอดสารเคมี ส่วนลังอีกสีเราเอาไว้ใส่ผักออร์แกนิก ไม่ให้ปนกันค่ะ”

พี่พนักงานที่เกษียณแล้ว แต่ก็อยากกลับมาช่วยบริษัทนี้ เล่าให้ดิฉันฟังด้วยความภาคภูมิใจ

ลูกค้าส่วนใหญ่คงไม่ทราบว่าทางร้านใส่ใจขนาดนี้ แต่ทุกคนก็สัมผัสถึงความปรารถนาดีของที่ร้านได้

ดิฉันไปถึงที่ร้านแห่งนี้ช่วงเกือบบ่าย 2 โมงแล้ว แต่ลูกค้าก็ยังขวักไขว่ เดินเลือกซื้อของกันเต็มร้าน พนักงานดูยิ้มแย้มกระฉับกระเฉงคอยต้อนรับลูกค้า

ยิ่งเห็นภาพเช่นนี้ ดิฉันยิ่งดีใจ และยิ่งอยากให้บริษัทนี้เติบโตและอยู่คู่สังคมไทยไปนาน ๆ

ในวันนั้น แม้ดิฉันจะได้รับเชิญไปบรรยายในหัวข้อ ‘การสร้างความสุขในการทำงาน’ แต่เมื่อบรรยายไปได้แค่ครึ่งเดียวของที่เตรียมมา ดิฉันก็ตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องที่บรรยาย

ดิฉันหยิบเรื่อง ‘การทำธุรกิจอย่างยั่งยืน บทเรียนจากบริษัทญี่ปุ่นที่มีอายุเกินร้อยปี’ มาเล่าให้ผู้บริหารและพนักงานที่นี่ฟังแทน

เล่า… เพราะอยากจะให้บริษัทดีๆ เช่นนี้อยู่เป็นร้อยๆ ปี

นี่คือส่วนหนึ่งของบทเรียนค่ะ

มิเนะอาคิ ไซโต เป็นคนต่างชาติคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งรองประธาน บริษัท แอร์เมส แบรนด์เครื่องหนังฝรั่งเศสสุดหรูระดับโลก

วันหนึ่ง มีนักข่าวสัมภาษณ์เขาว่า “คู่แข่งของแอร์เมสคือใคร”

ไซโตตอบสั้นๆ ว่า “โทระยะ”

 

คู่แข่งของแอร์เมส

โทระยะมิใช่แบรนด์ที่ทำเครื่องหนังหรือเกี่ยวข้องกับสินค้าแฟชั่นแต่อย่างใด

Toraya

www.tokyo-midtown.com

โทระยะ คือแบรนด์ที่ผลิตวุ้นถั่วแดง โดยทำธุรกิจมาแค่ 480 กว่าปีเท่านั้นเอง ก่อตั้งในช่วงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชพอดี

หากเปรียบเทียบความยาวนานของโทระยะนี้ ต้องบอกว่าคนตั้งแต่ยุคหมื่นสุนทรเทวากับแม่การะเกด จนถึงยุคเกศสุรางค์กับเรืองฤทธิ์ ก็ยังได้ชิมวุ้นโทระยะกันโดยทั่วถึงทุกรุ่น

วุ้นอะไรจะมีลูกค้ารักข้ามกาลเวลาได้ขนาดนี้?

Toraya

tw.bid.yahoo.com

โทระยะใช้ถั่วแดงจากเมืองโทคาจิ จังหวัดฮอกไกโด ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ส่วนน้ำตาล ใช้น้ำตาลอ้อยจากไร่โอกาดะ ในจังหวัดโทคุชิมะ ซึ่งเป็นบริษัทน้ำตาลที่มีอายุยาวนานกว่า 200 ปี

แม้จะเป็นแบรนด์เก่าแก่ แต่โทระยะก็ยังปรับปรุงรสชาติขนมอยู่ทุกปี แม้จะเปลี่ยนทีละเล็กทีละน้อยจนลูกค้าอาจไม่สามารถรับรู้ได้ก็ตาม

เพื่อให้พนักงานสัมผัสรสชาติอันละเอียดอ่อนและ ‘เข้าถึง’ ขนมจริงๆ โทระยะส่งพนักงานบางคนไปเดินชิมขนมทั่วประเทศ ตั้งแต่ฮอกไกโดจนถึงโอกินาว่า ทางแบรนด์มิได้ฝึกพนักงานนั้นๆ พิจารณาเพียงแค่รสชาติของขนม แต่ ‘เกลา’ สัมผัสพวกเขา ด้วยการให้พนักงานไปในพิพิธภัณฑ์ ตลอดจนเดินเข้าไปสังเกตชีวิตผู้คน เข้าไปเห็นประวัติศาสตร์และที่มาของขนมท้องถิ่นแต่ละชนิด

เพราะฉะนั้น พนักงานโทระยะจึงมิได้มีความรู้แค่ขนมที่ตนเองทำ แต่เข้าใจถึงวิถีชีวิตผู้คน ประวัติศาสตร์ และรากฐานทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น เมื่อเข้าใจฐานแน่นก็ต่อยอดได้ง่ายขึ้น

Toraya

mag.japaaan.com
บริษัทวุ้นถั่วแดงที่ไม่ได้ผลิตแค่วุ้นถั่วแดง แต่มีอะไรใหม่ๆ มาทำให้ลูกค้าตื่นเต้นอยู่เสมอ

ไซโตชื่นชมในความเป็น ‘ช่างฝีมือ’ เช่นนี้ของโทระยะ

โทระยะมิเคยหยุดหย่อนพัฒนาสินค้า ใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ กรรมวิธีการผลิต บรรจุภัณฑ์​ จนถึงการบริการลูกค้า

เมื่อเทียบกับโทระยะซึ่งมีประวัติศาสตร์เกือบ 500 ปีนั้น แบรนด์ ‘น้องใหม่’ ที่มีอายุแค่ 181 ปีอย่างแอร์เมสเองก็มีหลายสิ่งที่ต้องเรียนรู้จากโทระยะ  

คำว่า ‘คู่แข่งของแอร์เมส’ ที่ไซโตกล่าวนั้นจริงๆ อาจจะหมายถึงเป้าหมายที่แอร์เมสต้องไปให้ถึงก็เป็นได้

 

เป้าหมายของบริษัทที่ยั่งยืน

แม้ทั้งสองแบรนด์จะทำสินค้าที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่สิ่งที่ทั้งแอร์เมสและโทระยะมีเหมือนกันคือ ประวัติศาสตร์อันยาวนานของแบรนด์

บริษัทโดยทั่วไปนั้นมักจะอ่อนไหวต่อคำวิจารณ์ของนักลงทุน หากเข้าตลาดหุ้น ก็คอยจับตาดูราคาหุ้นของบริษัทตนเอง นั่นทำให้หลายๆ บริษัทมุ่งแต่จะทำกำไร จนลืมว่าบริษัทตน ‘เคย’ สร้างประโยชน์อะไรให้กับลูกค้า และจะช่วยเหลือลูกค้าอย่างไรในอนาคต

แต่บริษัทที่อยู่มาเกินร้อยปีอย่างโทระยะและแอร์เมสนั้นทำธุรกิจบนแนวคิด ‘มุ่งสร้างประโยชน์’ ก่อนสร้างกำไร และให้ความสำคัญลูกค้ากับพนักงานก่อนผู้ถือหุ้น

ไซโตเคยกล่าวถึงเบอร์กิ้น กระเป๋ายอดฮิตราคาหลักล้านว่า  

“หากเราผลิตกระเป๋าเบอร์กิ้นมากกว่านี้ เราก็ต้องจ้างช่างฝีมือเพิ่มขึ้นด้วย และพวกเขาก็ต้องก้มหน้าก้มตาทำแต่กระเป๋าเบอร์กิ้น ไม่ได้ทำอย่างอื่น

“ทีนี้ หากวันหนึ่งยอดขายเบอร์กิ้นตกลง เราจะทำอย่างไร? เราก็คงต้องปลดพนักงานออกเป็นแน่

“การกระทำเช่นนี้ไม่ใช่การดูแลรักษาช่างฝีมือเลย แอร์เมสเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับงานฝีมือ และคนที่ช่วยบริษัทเราได้ก็คือ ช่างฝีมือ หากเราดูแลช่างฝีมือเป็นอย่างดี บริษัทก็จะเติบโตและอยู่รอดได้”

Hermès

www.tomorrowstarted.com

แอร์เมสจึงผลิตเบอร์กิ้นจำนวนไม่มากนัก แต่ประณีต พิถีพิถันทุกขั้นตอน กระเป๋าจึงคงทน สวยงาม อยู่ได้เป็นสิบๆ ปี

และนั่นก็ยิ่งโดนใจลูกค้า   

สมัยทำงานอยู่ที่ฝรั่งเศส CEO ของแอร์เมสเคยกล่าวกับไซโตว่า แอร์เมสมิใช่เป็นบริษัทที่จำหน่ายเครื่องหนังระดับหรู แต่แอร์เมสกำลังถ่ายทอดวัฒนธรรม ตลอดจนวิธีคิด ให้กับลูกค้า โดยแอร์เมสจะส่งมอบของที่ดีที่สุดใหกับลูกค้า และทำให้ชีวิตลูกค้าดียิ่งขึ้น

ในช่วงปลายปี 1980 แบรนด์ดังๆ หลายแบรนด์เริ่มปล่อยลิขสิทธิ์ให้ผู้ผลิตเจ้าอื่นนำแบรนด์ของตนไปประทับบนสินค้าได้ ทำให้สร้างรายได้มหาศาลให้แก่แบรนด์ แต่แอร์เมสก็ตัดสินใจไม่เลือกเดินทางนั้น เพราะนั่นมิได้เป็นสิ่งที่ช่วยให้ช่างฝีมือมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขณะเดียวกัน ไม่ใช่สิ่งที่แอร์เมสต้องการจะส่งมอบหรือถ่ายทอดให้แก่ลูกค้านั่นเอง

 

สิ่งที่เหมือนกันระหว่างวุ้นถั่วแดงกับกระเป๋าหนัง

ไซโตมีโอกาสชื่นชมโทระยะโดยตรง เมื่อนิตยสารฉบับหนึ่งจัดให้ไซโตได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกับมิทสึฮิโระ คุโรกาวะ ประธานบริษัทโทระยะและผู้สืบทอดร้านรุ่นที่ 17

น่าแปลกที่ผู้บริหารที่มาจากสองแบรนด์ซึ่งแตกต่าง

หนึ่งทำวุ้นถั่วแดง อีกหนึ่งทำเครื่องหนัง

หนึ่งมาจากญี่ปุ่น อีกหนึ่งกำเนิดในฝรั่งเศส

แต่ทั้งสองแบรนด์กลับมีจุดร่วมกันจุดหนึ่ง คือการไม่นึกถึงยอดขายเป็นอันดับแรก

คุโรกาวะเองกล่าวว่า

“จากที่ผมได้ฟังเรื่องของคุณไซโต ผมคิดว่าสิ่งที่เหมือนกันระหว่างโทระยะกับแอร์เมส คือเราไม่ได้คำนึงถึงยอดขายเป็นอันดับแรก แต่เรามุ่งมั่นค้นหาวิธีที่จะสร้างสินค้าที่ดีเยี่ยมอยู่เสมอ เมื่อนำเสนอสินค้าที่ดี ยอดขายก็จะตามมา กลายเป็นผลลัพธ์นั่นเอง

“ในการบริหารนั้น การเพิ่มกำไรเป็นสิ่งสำคัญ แต่นั่นไม่ใช่ทุกสิ่ง เราต้องคิดเสมอว่าสิ่งที่เราทำเป็นประโยชน์กับลูกค้าและสังคมหรือเปล่า ลูกค้ามีความสุขจริงหรือเปล่า พนักงานล่ะ ยังรู้สึกดีที่ได้ทำงานนี้อยู่ไหม นั่นต่างหากเป็นสิ่งที่เราต้องคำนึงถึงเป็นหลักเวลาที่เราบริหาร”

โทระยะมีระบบบริหารบุคคลเฉพาะตัว โดยสนับสนุนให้พนักงานทำตามความฝันของตน เช่น พนักงานคนใดอยากเป็นเชฟก็ให้ทุนเรียน หรือให้พนักงานสามารถลางานไปเรียนทำขนมที่ต่างประเทศได้

สิ่งที่น่าสนใจคือ บริษัทเก่าแก่อย่างโทระยะนี้เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่นำเสนอความเห็นได้อย่างอิสระ และ ‘รับฟังอย่างจริงจัง’

ไอเดียร้าน Toraya Café ร้านคาเฟ่ที่ผสมผสานขนมตะวันตกเข้ากับกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นนี้ พนักงานสาววัย 25 ปีเป็นคนยกมือนำเสนอ และทางโทระยะก็นำไปปรับใช้อย่างจริงจัง พร้อมตั้งให้พนักงานสาวคนนั้นเป็นผู้ดูแลหลัก

TORAYA CAFÉ AN STAND

Toraya toraya

จากภาพ คงไม่มีใครเชื่อว่าบริษัทที่บริหารร้านนี้มีอายุเกือบ 500 ปีแล้ว
www.toraya-group.co.jp

ขนมปังปิ้งพร้อมถั่วแดงกวน 2 แบบ แบบถั่วเมล็ดละเอียด และเมล็ดหยาบ ผสมผสานตะวันตกและตะวันออกได้อย่างลงตัว

Toraya

www.fashion-press.net

สาวๆ วัยรุ่นญี่ปุ่นอาจไม่ค่อยทานวุ้นถั่วแดงเท่าคนสมัยก่อน แต่หากขนมปังปิ้งหอมๆ ทาด้วยถั่วแดงกวนและเนยคุณภาพดีนั้น สาวญี่ปุ่นทั้งหลายก็พร้อมอ้าแขนรับทันที

ปัจจุบัน Toraya Café มี 3 สาขาและมีจำหน่ายทางออนไลน์ด้วย

นี่เป็นวิธีการไม่ยึดติดกับกรอบเดิมๆ ว่าโทระยะเป็นแบรนด์วุ้นถั่วแดงขึ้นชื่อ ก็ต้องผลิตแต่วุ้นถั่วแดง เมื่อไม่ได้คิดถึงยอดขายเป็นหลัก แต่คิดถึงลูกค้า โทระยะก็กล้าลองอะไรใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง

 

ทำไมบริษัทต้องยั่งยืน

ท่ามกลางกระแสสตาร์ทอัพและการผลักดันให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ เป็นจำนวนมาก ทำไมดิฉันยังคงสอนเรื่องการรักษาบริษัทให้คงอยู่ได้นาน?

เพราะการสร้างธุรกิจนั้นเป็นเรื่องยาก แต่การรักษาธุรกิจให้อยู่ได้นานนั้นเป็นเรื่องที่ยากกว่า

เมื่อบริษัทประสบความสำเร็จ และขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ…

สิ่งที่ผู้บริหารมักจะลืม คือคุณค่าของตัวบริษัทเอง

เรากำลังทำธุรกิจอะไร? ช่วยเหลือใคร?

บริษัทที่จะอยู่ได้อย่างยั่งยืนนั้น คือบริษัทที่ทุ่มเทสร้างประโยชน์ให้กับพนักงาน ลูกค้าและสังคม ดังเช่นโทระยะและแอร์เมสดำเนินมา เมื่อบริษัทอยู่ได้ พนักงานมีรายได้หล่อเลี้ยงชีพ ลูกค้ามีสินค้าดีๆ ใช้ สังคมก็ขับเคลื่อนไปด้วยดี

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Photographer

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

6 มิถุนายน 2565
3.33 K

ใคร ๆ ก็มักเรียกบริษัทแห่งนี้ว่า เป็นบริษัทที่จำหน่ายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ แต่พวกเขาไม่ค่อยพึงพอใจกับคำนี้สักเท่าไร พวกเขาไม่ชอบคำว่า ‘การขายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์’ หรือ ‘ธุรกิจขายแคตตาล็อก’ พวกเขานิยามตนเองว่าเป็นบริษัทที่ทำการตลาดทางตรง โดยมีความเชื่อว่า พวกเขาจะสร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน 

จุดเริ่มต้น 

บริษัท Felissimo ก่อตั้งเมื่อปี 1965 เป็นบริษัทที่นำสินค้าแปลกใหม่ หรือสินค้าครีเอทีฟมาขายในญี่ปุ่น 

เมื่อลูกชายคนโตเข้ามาบริหาร เขาเห็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าผ่านแคตตาล็อก ทางบริษัทเริ่มแจกแคตตาล็อกสินค้าฟรี ลูกค้าคนไหนสนใจก็โทรสั่งสินค้าได้ เมื่อบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จัก ทางบริษัทจึงเริ่มเปลี่ยนมาจำหน่ายแคตตาล็อกสินค้านั้นตามร้านหนังสือแทน 

คำว่า ‘Felissimo’ มาจากคำว่า ‘Felicity’ ที่แปลว่า มีความสุขมาก แต่ดัดแปลงคำแบบภาษาอิตาลี เพิ่ม Simo เข้าไป โดยแฝงความหมายว่า ‘ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยิ่งยวด’ 

ปรัชญาของบริษัท คือ สร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน

จุดเด่นประการหนึ่งของ Felissimo คือ การทำ Subscription Model กล่าวคือ หากผู้อ่านสนใจสินค้าซีรีส์ไหน ก็สมัครคอร์สต่อเนื่อง เช่น ซีรีส์ตะกร้าจัดบ้าน ซีรีส์กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง อย่างซีรีส์ถ้วยน้ำชาลายดอกไม้ อาจมีระยะเวลา 5 ครั้ง เดือนแรกอาจเป็นถ้วยลายดอกไม้สีแดงมาส่ง เดือนถัดไปเป็นลายสีเหลือง สีเขียว สีฟ้า ไล่ไปจนครบ 5 ครั้ง นั่นทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นว่า เดือนนี้ตนเองจะได้รับสินค้าลายอะไร สีไหน ดีไซน์แบบไหน ยิ่งสะสมครบ ก็ยิ่งจัดเป็นเซ็ตสวยงาม 

เมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเป็นที่นิยม Felissimo ก็หันมาจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน 

เมื่อต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่

ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าเก๋ ๆ ผ่านทางแคตตาล็อก ตลอดจนการให้ลูกค้าสมัครโปรแกรมซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมา 40 ปี มีคู่แข่งรายใหม่ ๆ เข้ามา ทั้งจากบริษัทญี่ปุ่นเองและบริษัทต่างประเทศ ยิ่งเมื่อผู้บริโภคค้นหาและซื้อสินค้าทางอีคอมเมิร์ซได้อย่างคล่องแคล่ว สินค้า Felissimo อาจไม่ได้ดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป

สิ่งนี้สะท้อนในยอดขายของ Felissimo ที่ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ยอดขายช่วงปี 2010 เหลือเพียงแค่ 2 ใน 3 ของยอดขายเมื่อ 5 ปีก่อนเท่านั้น

ทาง Felissimo ก็พยายามปรับบริการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มสินค้าหมวด ‘Just One’ หรือซื้อเพียงแค่ครั้งเดียว แต่บริษัทก็พบว่า การทำเช่นนี้อาจไม่ได้ใช้จุดแข็งของบริษัทสักเท่าใด 

ทางออก คือ การตั้ง ‘ชมรม’

ในปี 2010 พนักงานกลุ่มหนึ่งคุยกันว่า อยากแก้ปัญหาแมวจรจัดที่โดนกำจัดทิ้ง เมื่อพูดคุยกัน ทุกคนก็รู้ว่า พวกเขารักแมวกันมาก ๆ พนักงานกลุ่มนี้จึงตั้ง ‘ชมรมแมว’ โดยร่วมกันคิดไอเดีย พัฒนาสินค้าสำหรับคนรักแมว เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคมูลนิธิ จะได้ช่วยเหลือเหล่าแมวเหมียวได้ 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.projectdesign.jp

เมื่อคนรักแมว คิดสินค้าเพื่อคนรักแมวด้วยกัน สินค้าจึงออกมาชวนอมยิ้มมาก ไม่ว่าจะเป็นหมอนกอดแมว หมอนข้างที่วางบนตักแล้วทรงคล้ายแมวหนุนตัก หรือที่นอนแมวที่ทำเป็นรูปทาร์ตผลไม้ หากแมว (สีครีม) ไปนอน ก็จะดูเหมือนทาร์ตน่าทานไปโดยปริยาย (น่าร๊ากกก! เอาเงินดิฉันไป!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

สินค้าจากชมรมแมวขายดิบขายดีเป็นอย่างมาก ทุกเดือนแฟนคลับแมวแมวก็จะตั้งตารอว่า มีสินค้าเกี่ยวกับแมวอะไรออกมาอีกบ้าง 

บริษัทจึงเริ่มเห็นทางสว่างว่า แทนที่จะจำหน่ายสินค้าตามหมวดสินค้า เช่น หมวดแฟชั่น หมวดของแต่งบ้าน ลองทำสินค้าตาม ‘ความสนใจ’ ของคน

ทุกวันพุธช่วงเช้า พนักงาน Felissimo จะรวมตัวกัน และช่วยกันคิดว่า ‘พวกเขาเอง’ อยากทำสินค้าธีมไหน สนใจอะไร 

ในปีถัดมา ก็เกิด ‘ชมรมสาวรัก DIY’ สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทำงานฝีมือหรือตกแต่งห้องเอง ปัจจุบัน Felissimo มีชมรมเกือบ 30 ชมรมในบริษัท เช่น ชมรมนกน้อย ชมรมเต่าและทะเล ชมรมเวทมนตร์ (มีจำหน่ายชุดแม่มดน่ารัก ๆ สร้อยคอนำโชค กระเป๋าเครื่องสำอางที่หน้าตาเหมือนหนังสือเวทมนตร์)

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

พนักงานจัดอีเวนต์ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสิ่งต่าง ๆ ในชมรมนั้น โดยที่ตัวพนักงานเองก็สนุก มีความสุข เพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ และรู้เรื่องนั้น ๆ ดีอยู่แล้ว แถมได้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีเรื่องคุยกันถูกคอด้วย

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เวลาตั้งชมรม พนักงานจะต้องตั้งเสาธง (Flag) หลักก่อน กล่าวคือ พวกเขาต้องการสร้างสังคมแบบไหน เช่น ชมรมแมว ต้องการสร้างสังคมที่มนุษย์กับแมวจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยมุ่งมั่นที่จะช่วยแมวที่อาจโดนกำจัดได้

นอกจากนี้ Felissimo กำหนดเงื่อนไข 3 ประการ คือ หนึ่ง สิ่งนั้นมีโอกาสพัฒนาเป็นธุรกิจได้ สอง มีความเป็นเอกลักษณ์ สาม เป็นประโยชน์แก่สังคม ถึงจะสร้างเป็นชมรมได้ (แค่ความชอบอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ) 

เมื่อพนักงานได้ทำในสิ่งที่พวกเขารัก

มีพนักงานกลุ่มหนึ่ง ชอบไปดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ซึ่งหลายครั้ง ก็ต้องไปต่างจังหวัดไกล ๆ พวกเธอเคยใช้กระเป๋าลาก แต่ลากขึ้นลงรถไฟ ก็ไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไร พวกเธอจึงออกแบบกระเป๋าขนาดมหึมา ที่สะพายหลังได้ ใส่รองเท้าอีก 1 คู่ ชุด เสื้อผ้า เครื่องแต่งหน้า แท่งไฟนีออนได้

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : style.nikkei.com

ส่วนชมรมมิวเซียม เป็นการรวมตัวของพนักงานที่ชอบไปชมงานนิทรรศการ ก็ออกแบบสินค้าสำหรับคนที่รักการไปมิวเซียม เช่น รองเท้าที่เหมาะกับการไปดูงานแกลเลอรี่ศิลปะ เดินนาน ๆ ก็ไม่เมื่อย ส้นรองเท้าเป็นยาง เดินแล้วเสียงไม่ดังรบกวนผู้อื่น ตัวสายรูปตัว T ที่ยึด ทำให้รองเท้าเกาะกับเท้าได้ง่าย ส้นสูงเพียง 3.5 เซนติเมตร ก็กำลังพอเหมาะกับการทำให้ขาดูยาว แต่ไม่เมื่อยเมื่อเดินนาน ๆ (อยากได้!!!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : note.com

ส่วนสินค้าที่มีประโยชน์เชิงอารมณ์ เช่น กระเป๋าเครื่องสำอางที่รูปทรงคล้ายพัดของเจ้าหญิงยุคเฮอัน

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
เจ้าหญิงยุคไหน ๆ ก็ต้องสวยงาม
ภาพ : note.com

สำหรับคนทั่วไป เมื่อเห็นสินค้าเหล่านี้แล้วอาจรู้สึกเฉย ๆ แต่สำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมนั้น ๆ หรือมีไลฟ์สไตล์ตรงกับสมาชิกชมรม ก็จะรู้สึกถูกใจ และค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในวงของ Felissimo ในที่สุด

สินค้าที่คนอยากซื้ออย่างต่อเนื่อง

นอกจากสินค้าจากชมรมต่าง ๆ แล้ว Felissimo ยังคงรักษาเป้าหมายในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อบริษัทมีจุดเริ่มต้นจาก Subscription Model ทำอย่างไรให้ลูกค้ารักและอยากซื้อสินค้าจาก Felissimo อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บริษัทคิดเสมอในการพัฒนาสินค้า ตลอดจนแบรนด์ใหม่ ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์​ You + More ซึ่งหากออกเสียงไว ๆ ก็จะกลายเป็นคำว่า ‘Humour’ นั่นเอง 

คอนเซ็ปต์แบรนด์ คือ สร้างรอยยิ้มและความสนุกสนานให้กับชีวิตประจำวันที่ผู้คนคุ้นชิน

ยกตัวอย่างเช่น หมอนข้างหัวไชเท้าน้อย เวลาโอบกอด จะเหมือนอุ้มเด็ก แต่หน้าตาเป็นหัวไชเท้า น่ารักน่าเอ็นดู

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หรือร่มเทมปุระ ที่ปลอกเป็นเปลือกกุ้งทอด ส่วนตัวร่ม เป็นลายกุ้ง ด้ามจับ ก็ทำเป็นหางกุ้ง (ฮ่า ๆ ๆ) 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ภาพ : www.felissimo.co.jp

เป็นแบรนด์ที่ชวนอมยิ้มสมชื่อ 🙂 

ส่วนอีกแบรนด์ ชื่อ 1/d (อ่านว่า Once a day) คอนเซปต์ คือ ‘The housekeeping brand that makes daily living easy.’ ทำให้การทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องง่าย ทำพื้นที่ให้สะอาด แทนที่จะเก็บกวาดเมื่อสกปรก 

แบรนด์นี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น สเปรย์ทำความสะอาดห้องน้ำ สบู่ขัดอ่างล้างจาน แปรงล้างขวด ผ้าขนหนูแห้งไว เป็นตัวช่วยที่จะทำให้บ้านสะอาดอย่างง่ายดาย และที่สำคัญ บรรจุภัณฑ์ดูเรียบง่าย ไม่กินที่ ยิ่งใช้เป็นเซ็ต ก็จะยิ่งดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้บ้านดูเป็นระเบียบ เพียงแค่จากการวางขวดเท่านั้น 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สเปรย์ทำความสะอาด
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สบู่ขัดอ่างล้างจาน 
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
แปรงอเนกประสงค์
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ผ้าขนหนูแห้งไว
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ถุงมือแอลกอฮอล์
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หากมองชีวิตประจำวันของเรา 

ในการดำเนินธุรกิจ อาจมีช่วงเวลาที่ธุรกิจไปได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป โมเดลความสำเร็จนั้น อาจไม่เหมาะกับบริบทในยุคใหม่ 

Felissimo ได้ลองผิดลองถูก จนพบว่า สิ่งที่พวกเขาปรับเปลี่ยนได้ คือ การออกสินค้าแนวใหม่ ที่ตอบโจทย์ชีวิตและไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน พวกเขายังคงมุ่งมั่นในการสร้างแฟนคลับ ทำให้ลูกค้าชื่นชอบและผูกพันกับ Felissimo ซึ่งแนวคิดนี้ สะท้อนในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชมรม ตลอดจนการคิดสินค้าที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซื้อบ่อย ๆ อย่างน้ำยาทำความสะอาดนั่นเอง

ค้นหาให้เจอว่า อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจควรรักษา อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลง 

“ผมคิดว่า หลักคิดแบบ Economy of Scale หมดยุคสมัยไปแล้ว สิ่งที่สำคัญในอนาคต คือ เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ เราจะสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างไร นั่นต่างหาก เป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ”คาซึฮิโกะ ยาซากิ ประธานรุ่นที่ 3 

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load