“คริสต์มาสปีนี้จะทำอะไรดี” 

เราสองคนนั่งมองหน้ากันอยู่ในบ้านเช่าแห่งหนึ่งที่บัวโนสไอเรส ภาพคริสต์มาสในปีเก่าๆ ย้อนกลับมาพร้อมความรู้สึกที่หลากหลาย 

ก่อนจะมาออกทริปมอเตอร์ไซค์ ความทรงจำเกี่ยวกับเทศกาลคริสต์มาสตั้งแต่เด็กจนโตของเรามีแค่การฝึกร้องเพลง Jingle Bells ในคาบวิชาภาษาอังกฤษ การแสดงละครเวทีที่โรงเรียน แล้วก็การเดินดูไฟประดับสวยๆ ในเมือง

แต่สำหรับคริสเตียน-แฟนชาวอเมริกันที่เดินทางมาด้วยกัน เทศกาลคริสต์มาสคือเทศกาลแห่งครอบครัวที่ทุกคนจะมารวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตาและสังสรรค์กัน เวลาเทศกาลนี้วนเวียนมาทีไร ถ้ามีเหตุจำเป็นจะต้องอยู่ต่างประเทศและไม่ได้กลับไปฉลองกับครอบครัวที่สหรัฐฯ คริสเตียนก็จะดูเหงาหงอยและคิดถึงบ้านมากเป็นพิเศษ 

โชคดีที่ช่วงปีแรกของการเดินทาง เราสองคนยังวนเวียนอยู่ในประเทศเม็กซิโก ตอนนั้นเลยตัดสินใจเช่าโกดังเพื่อจอดมอเตอร์ไซค์ไว้ที่เมืองลาปาซ (La Paz) แล้วซื้อตั๋วเครื่องบินกลับไปฉลองคริสต์มาสกับครอบครัวของคริสเตียนที่รัฐโคโลราโดในประเทศสหรัฐฯ 

“คืนนี้ถึงบ้านที่โคโลราโดแล้วรีบเข้านอนนะ พรุ่งนี้เราจะออกไปหาต้นคริสต์มาสกันตั้งแต่เช้า” 

ตอนนั้นเราฟังคริสเตียนแค่ผ่านๆ แล้วก็ตกปากรับคำแบบไม่ได้คิดอะไรมากมาย พอบินไปถึงก็พุ่งตรงกลับบ้านแล้วอาบน้ำเข้านอนเลย เพราะเดินทางกันมาตลอดทั้งวัน ตื่นเช้ามาก็ได้เจอญาติๆ คริสเตียนเต็มบ้าน ทั้งคุณปู่คุณย่า คุณพ่อคุณแม่ พี่สาวน้องชาย พี่เขยน้องสะใภ้ และหลานๆ นับรวมกันแล้วประมาณ 20 คนเห็นจะได้ หลายคนในครอบครัวเพิ่งเดินทางมาจากต่างเมืองและมาถึงในคืนก่อนหน้าเหมือนกัน 

หลังจากทุกคนทักทายกันแบบพอหอมปากหอมคอก็เตรียมตัวเคลื่อนพลออกจากบ้าน คริสเตียนหยิบเสื้อกันหนาวตัวหนามายื่นให้เราอีก 2 ตัวและพูดทำนองว่า วันนี้น่าจะมีทั้งลมและหิมะ ใส่ชั้นเดียวแบบนี้ไม่ไหวแน่ 

เราหันมองรอบๆ ตัว และเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าทุกคนแต่งตัวแบบเตรียมหนาวกันเต็มที่ แม้แต่หลานตัวเล็กๆ ที่ยังนอนกอดขวดนมอยู่ในรถเข็นก็ใส่รองเท้าบูต ถุงมือ ผ้าพันคอ และหมวกไหมพรม

เดี๋ยวนะ เราจะไปซื้อต้นคริสต์มาสกันไม่ใช่เหรอ จะไปซื้อกันที่ไหน ทำไมต้องมีทั้งลมทั้งหิมะ 

คริสเตียนฉีกยิ้มกว้าง แล้วตอบเราด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า 

“ก็ซื้อแหละ แต่ไม่ใช่ในห้างฯ เราจะเดินเข้าป่าแล้วตัดต้นคริสต์มาสเองเลย” 

“ไปตัดต้นคริสต์มาสในป่ากันเถอะ” 

ต้นสนคริสต์มาส

“ต้นสนคริสต์มาสพวกนี้อยู่ในเขตป่าสงวน ก่อนจะเข้าไปตัดได้ก็ต้องซื้อใบอนุญาตจากทางอุทยานให้เรียบร้อยก่อน มีขายทั้งทางอินเทอร์เน็ตแล้วก็ที่หน้างานด้วย ราคาตั้งแต่สิบถึงยี่สิบดอลลาร์ฯ ต่อใบ (ประมาณสามร้อยถึงหกร้อยบาท) ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนก็เริ่มหาซื้อได้แล้ว” 

คริสเตียนอธิบายให้เราฟังเพิ่มเติมระหว่างที่กำลังขับรถตามๆ กันไปที่อุทยาน ด้วยจำนวนสมาชิกครอบครัวที่ค่อนข้างเยอะ ทำให้ต้องใช้รถเดินทางไปด้วยกันถึง 3 คัน หนึ่งในนั้นเป็นรถกระบะขนาดใหญ่เพื่อใช้ขนต้นไม้กลับบ้าน

เราไปถึงอุทยานกันตอนสายๆ บรรยากาศรอบตัวค่อนข้างครึกครื้น เพราะแต่ละครอบครัวก็เตรียมตัวมาลุยกันทั้งนั้น รถคันที่จอดอยู่ข้างๆ รถเรา มีต้นไม้ขนาดใหญ่วางอยู่บนหลังคาและถูกมัดเอาไว้อย่างแน่นหนา ส่วนเจ้าของรถก็น่าจะเป็นครอบครัวที่นั่งกินขนมและร้องเพลงท้าลมหนาวอย่างครื้นเครงอยู่ไม่ไกลจากตรงนั้น 

“เดี๋ยวช่วยกันหาต้นที่สูงไม่เกินสองเมตรนะ” 

เสียงคุณพ่อของคริสเตียนบอกกับหลานๆ พร้อมทั้งแจกจ่ายตลับเมตรหลากสีให้ และยังไม่ลืมกำชับว่า เมื่อเดินเข้าไปในป่าแล้วห้ามวิ่งไปไหนคนเดียวโดยไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วยเด็ดขาด เด็กๆ ก็ดูเชื่อฟังกันดีและไม่มีท่าทีอะไรให้ต้องกังวล

เราซะอีกที่เดินไปเรื่อยๆ และก็ต้องคอยระวังไม่ให้เดินเพลินจนออกนอกกลุ่ม… ถ้าจะมีใครสักคนในบ้านนี้ที่เดินหลงป่า ก็น่าจะเป็นเรานี่แหละ 

ต้นสนคริสต์มาส

ครึ่งชั่วโมงแรกก็ได้เจอต้นสนสวยๆ หลายแบบ ทั้งรูปทรงดีและขนาดพอเหมาะจะนำไปตกแต่งเป็นต้นคริสต์มาส แต่ทุกคนก็พร้อมใจกันเดินผ่านไปโดยไม่หยุดดูเลย ส่วนหนึ่งเราเข้าใจว่าคงจะอยากเดินเล่นชมบรรยากาศกันก่อน แต่พอนานๆ เข้าก็ชักสงสัยว่านอกจากการหาต้นไม้ที่มีความสูงไม่เกิน 2 เมตรแล้ว ยังมีข้อกำหนดอะไรที่เราควรรู้อีกหรือเปล่า 

“อ๋อ เวลาปลูกต้นสนคริสต์มาสในป่าสงวน เขาจะไม่ปลูกเรียงเป็นระเบียบเหมือนในสวน แต่จะปลูกครั้งละเยอะๆ เพราะไม่รู้ต้นไหนจะปลูกขึ้นหรือไม่ขึ้นบ้าง ไอ้ที่ขึ้นมาทั้งหมดก็อาจจะอยู่รวมกันแน่นจนแย่งแสงแดดและอาหารกันเอง ต้นสนคริสต์มาสที่เราจะเลือกตัดจึงควรเป็นต้นที่ขึ้นใกล้ๆ หรือติดกับต้นอื่น พอเราตัดออกไปหนึ่งต้นแล้ว ต้นที่เหลือก็จะมีพื้นที่และมีโอกาสโตได้มากขึ้น แล้วก็ช่วยลดความเสี่ยงของการเสียดสีกันจนเกิดไฟไหม้ป่าด้วย” 

ถือว่า ‘win-win’ กันทั้งคู่ ชาวบ้านได้ต้นไม้ไปประดับบ้านในราคาถูก อุทยานก็ได้คนมาช่วยเคลียร์พื้นที่ป่า รู้แบบนี้แล้วเราก็มีแรงฮึดเดินหาต้นที่เหมาะสมขึ้นมาอีกหน่อย 

อันที่จริงจะเรียกว่า ‘เดินหา’ ก็คงไม่ตรงตามความจริงสักเท่าไหร่ ออกจะเอนเอียงไปทางเดินเล่น พูดคุยและชี้ชวนกันดูนู่นนี่ซะมากกว่า เพราะพอเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ต้นสนคริสต์มาสส่วนใหญ่ก็ขึ้นติดกันแน่นหนาทุกทิศทาง จะเอาต้นไหนก็ได้ทั้งนั้น เราน่ะหมดแรงหาไปตั้งแต่ชั่วโมงแรกแล้ว เลยเดินตามคนอื่นไปเรื่อยๆ แล้วก็แวะเก็บภาพลูกสนสวยๆ ฆ่าเวลาไปด้วย 

“This is it – ต้นนี้แหละ ใช่เลย”

ต้นสนคริสต์มาส

หลานสาวคนเล็กชี้ต้นสนที่ถูกใจแล้วก็หยิบตลับเมตรขึ้นมาพยายามจะวัดขนาด พี่สาวคริสเตียนก็เดินเข้าไปช่วยวัดส่วนสูงของต้นให้ เลื่อยมือขนาดกลางถูกนำออกมาใช้ หลานชายสองคนอายุประมาณเก้ากับสิบเอ็ดขวบเสนอตัวขอเป็นคนตัด ตอนแรกเรายังคิดว่าคงไม่มีใครอนุญาต แต่ปรากฏว่าสองหนุ่มน้อยได้สลับกันเลื่อยตั้งแต่ต้นจนจบ โดยมีผู้ใหญ่คนอื่นๆ ในครอบครัวคอยบอกวิธีและนั่งเป็นกำลังใจให้รอบๆ 

“อุทยานนี้มีกฎไม่ให้ใช้เลื่อยไฟฟ้า และให้ตัดได้บ้านละไม่เกินสองต้น ป้องกันไม่ให้คนมาตัดไปขายต่อเอากำไร” 

ฟังที่คริสเตียนบอกแล้วเราก็มาคิดว่ามันสมเหตุสมผลอยู่ เพราะต้นสนคริสต์มาสของจริงที่ถูกตัดไปวางขายในเมืองราคาต้นละประมาณ 40 ดอลลาร์ฯ เป็นอย่างต่ำ และไล่ไปจนถึง 100 – 120 ดอลลาร์ฯ ขึ้นอยู่กับขนาดและรูปทรง ส่วนถ้ามาตัดเอาเองแบบนี้ จะขนาดไหนก็จ่ายแค่ราคาเดียว 

หลานชายสองคนก้มหน้าก้มตาเลื่อยไปเรื่อยๆ พอตัดเข้าช่วงกลางต้นสนแล้ว หลายคนก็มาช่วยกันประคองให้ต้นตั้งตรง เพราะถ้าไม่เลื่อยให้ขาดทั้งต้นแต่ใช้วิธีผลักให้ล้ม ปลายต้นจะมีเสี้ยนยาวและบาดมือเอาได้-เรื่องนี้ถือเป็นความรู้ใหม่สำหรับคนที่ไม่เคยตัดต้นอะไรแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิตอย่างเรา 

ต้นสนคริสต์มาส

ได้ต้นคริสต์มาสมาแล้ว ก็ค่อยๆ สลับกันแบกกลับไปจนถึงที่จอดรถและจัดแจงวางไว้ท้ายกระบะ พอเสร็จงานคุณแม่ของคริสเตียนก็แจกจ่ายแซนด์วิช กาแฟ และโกโก้ร้อน ที่เตรียมมาจากบ้านให้ทุกคนในครอบครัว แถมยังเผื่อแผ่ให้คู่หนุ่มสาวที่เพิ่งจะแบกต้นไม้ตามหลังกลุ่มเราออกมาไม่นานอีกด้วย 

“เดี๋ยวเราเอาต้นที่ตัดกลับไปแช่น้ำที่บ้าน มันก็จะอยู่ได้ประมาณสามถึงสี่สัปดาห์ ใบจะค่อยๆ ร่วงไปเรื่อยๆ พอใช้งานเสร็จแล้ว จะเอาต้นไปตากแห้งแล้วตัดทำฟืนก็ได้ ส่วนใบที่ยังเขียวๆ ก็ใส่ถุงเล็กๆ วางไว้ให้มีกลิ่นหอมในบ้าน หรือไม่ก็เอาไปบริจาคให้สวนสัตว์ บริจาคให้โรงงานไปรีไซเคิลเป็นวัสดุคลุมดินต้นไม้ในสวนสาธารณะ ถ้าอยากได้มาปลูกต่อก็ต้องขุดแบบมีรากมาด้วยและดูแลด้วยการแช่น้ำ พอใช้เสร็จก็เอาไปปลูกลงดินได้เลย” 

ถ้าได้สะสมต้นคริสต์มาสที่ใช้เสร็จแล้วด้วยการปลูกไว้หลังบ้านทุกปีก็คงจะดีไม่น้อย แต่คงต้องใช้พื้นที่เยอะน่าดูเลยทีเดียว 

คืนนั้นกลับมาถึงบ้านทุกคนก็แยกย้ายกันไปพัก และนัดว่าจะมาช่วยกันตกแต่งต้นไม้ในคืนวันถัดไป เราเลยไปถามคริสเตียนว่าปกติต้องมีฤกษ์งามยามดีในการประดับต้นคริสต์มาสด้วยรึเปล่า

“ก็ไม่เชิงหรอก วันจัดต้นไม้สะดวกวันไหนก็ทำวันนั้น บางบ้านเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม บางบ้านก็รอจนสัปดาห์สุดท้ายก่อนวันคริสต์มาส ส่วนวันที่เก็บของประดับลง ที่บ้านเรามักจะทำกันตั้งแต่วันสิ้นปีเก่า แต่ตามธรรมเนียมคือวันที่หกมกราคม นับไปสิบสองคืนหลังจากวันคริสต์มาส และเชื่อกันว่าถ้าวางไว้หลังจากวันที่หกไปแล้วจะโชคร้าย” 

แล้วคริสเตียนเชื่อไหมว่าจะโชคร้าย 

“ถ้าผ่านปีใหม่ไปเกือบสัปดาห์แล้วยังไม่เก็บต้นคริสต์มาส ผมว่าก็น่าจะสื่อถึงความขี้เกียจที่จะนำพามาแต่ผลร้ายในอนาคตนะ” 

เทศกาลแห่งความทรงจำ 

ต้นสนคริสต์มาส

ก่อนหน้านี้เวลาเราเห็นภาพบรรยากาศของวันคริสต์มาสจากในภาพยนตร์ต่างประเทศหรือจากคำบรรยายในหนังสือ เราก็เคยนึกสงสัยว่าการที่ฝรั่งตกแต่งบ้านช่วงเทศกาลแบบจัดหนักจัดเต็มกันขนาดนี้ทุกปีจะไม่เปลืองเงินแย่หรือยังไง 

เพิ่งมาได้คำตอบแบบง่ายๆ เอาก็ตอนนั้นว่า เขาไม่ได้ซื้อของตกแต่งแบบยกชุดใหม่ทั้งหมดทุกปี แต่มีบางส่วนแยกเก็บเอาไว้เป็นกล่องๆ พอเริ่มเข้าช่วงเทศกาลก็หยิบของประดับที่เก็บไว้ออกมาวางตามมุมต่างๆ ของบ้าน ดาวประดับหน้าประตูมีอายุอย่างน้อย 15 ปี ถุงเท้าใส่ของขวัญที่มีชื่อคริสเตียนและชื่อพี่สาวปักอยู่ถูกใช้มาตั้งแต่ทั้งสองคนยังอายุไม่ถึง 10 ขวบดี ผ้าคลุมโซฟาลายกวางเรนเดียร์เป็นฝีมือปักของคุณทวดที่เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ฯลฯ

ของประดับแต่ละชิ้นที่ถูกหยิบออกมาจากกล่อง อัดแน่นไปด้วยความทรงจำของคนในครอบครัวหลายต่อหลายรุ่น เราในฐานะที่เป็นแขกก็พลอยได้นั่งฟังเรื่องราวเก่าๆ เหล่านี้ไปพร้อมกับเด็กๆ ด้วย 

ของที่ใช้ประดับต้นคริสต์มาสก็เหมือนกัน นอกจากลูกบอลหลากสี ดาว พู่ และไฟประดับแล้ว สมาชิกในบ้านแต่ละคนก็มีของที่มีความหมายส่วนตัวที่อยากจะนำไปแขวน หลานสาวอายุ 5 ขวบของคริสเตียนเลือกแขวนเลโก้สีเหลืองสด หลานชายอีกคนเลือกรถของเล่นคันเล็กที่ได้เป็นของขวัญจากคุณปู่ คุณแม่ของคริสเตียนแขวนเซรามิกรูปช้างที่ซื้อตอนมาเที่ยวเมืองไทย นอกจากนี้ ทุกคนยังแขวนการ์ดที่เขียนคำอวยพรสั้นๆ ให้แก่คนอื่นๆ ในครอบครัวด้วย

ต้นคริสต์มาสที่ตกแต่งเสร็จแล้ว ตั้งสว่างไสวอยู่ตรงมุมห้องตลอดเทศกาล และค่อยๆ มีกล่องของขวัญวางใต้ต้นไม้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงเช้าตรู่ของวันคริสต์มาส

ต้นสนคริสต์มาส
ต้นสนคริสต์มาส

ตลอดทั้งสัปดาห์นั้นจะมีกิจกรรมที่สมาชิกทำร่วมกันในแต่ละวัน เช่น ออกไปเล่นสกี ปั้นตุ๊กตาหิมะ ช่วยกันปั้นคุกกี้ อบขนมปัง เค้ก และพาย พอทำเสร็จก็แบ่งใส่โหลแก้วเก็บไว้ให้สมาชิกในครอบครัว อีกส่วนก็แบ่งใส่กล่องผูกโบว์และให้เด็กๆ ถือไปเคาะประตูแจกจ่ายเพื่อนบ้าน และเด็กๆ ก็มักจะกลับมาพร้อมกับถุงขนมและกล่องคุกกี้ฝีมือเพื่อนบ้านอีกเหมือนกัน 

พอตกเย็นก็จะมีการโหวตเลือกหนังที่มีบรรยากาศเกี่ยวกับเทศกาลคริสต์มาสขึ้นมาหนึ่งเรื่องแล้วนั่งดูด้วยกัน ส่วนใหญ่จะเป็นหนังคลาสสิก เช่น Home Alone, Love Actually, It’s a Wonderful Life, Miracle on 34th Street, The Nightmare Before Christmas, How the Grinch Stole Christmas,The Polar Express, A Christmas Carol เป็นต้น-คริสเตียนบอกเราว่า มีหลายเรื่องที่เปิดดูกันทุกปีมาตั้งแต่เด็ก ดูจนจำบทพูดได้ทุกประโยคและทุกฉากเลยทีเดียว

 คืนไหนที่หิมะตกหนัก อากาศหนาวจัด สมาชิกในบ้านก็จะมี Eggnog เครื่องดื่มยอดนิยมในเทศกาลคริสต์มาส หรือไม่ก็โกโก้ร้อนโรยหน้าด้วยมาร์ชเมลโลว์ถืออยู่ในมือคนละแก้ว ใครอยากดูหนังก็ไปนั่งดู ที่ดูจนเบื่อแล้วก็ไปจับกลุ่มเล่นบอร์ดเกมกันที่อีกมุมห้อง ส่วนเราก็มักจะไปเลือกไปอยู่กับกลุ่มแรกและเผลอหลับตั้งแต่หนังยังไม่จบแทบทุกคืน 

สำหรับเด็กๆ บ้านนี้ปกติต้องเข้านอนกันตั้งแต่ 2 ทุ่ม ในสัปดาห์สุดท้ายก่อนถึงวันคริสต์มาสก็ได้รับอนุญาตให้หยิบหมอนและผ้าห่มออกมานั่งเล่นหน้าต้นคริสต์มาสกันจนถึงประมาณ 4 ทุ่ม แต่พอถึงวันคริสต์มาสอีฟหรือคืนก่อนวันคริสต์มาส เด็กๆ กลับตื่นเต้นและกระตือรือร้นที่จะรีบเข้าห้องนอนกันก่อนเวลาซะด้วยซ้ำ ทั้งที่เราก็ยังนึกว่าจะอยู่เล่นสนุกกันจนเกือบเช้า แต่ก็ได้คำตอบจากหลานสาววัย 7 ขวบที่เดินมากระซิบกับเราแบบเขินๆ ก่อนจะลาไปนอนว่า 

“หนูต้องรีบไปนอนก่อนซานต้ามา ฝากบอกซานต้าด้วยนะคะ ปีนี้หนูเป็นเด็กดีแล้วก็ผูกเชือกรองเท้าเองทุกวันเลย” 

คริสต์มาสของคนไกลบ้าน 

ต้นสนคริสต์มาส

“คริสต์มาสปีนี้จะทำอะไรดี” 

เราสองคนนั่งมองหน้ากันอยู่ในบ้านเช่าแห่งหนึ่งที่บัวโนสไอเรส ภาพคริสต์มาสในปีเก่าๆ ย้อนกลับมาพร้อมความรู้สึกที่หลากหลาย 

การได้ไปร่วมฉลองเทศกาลคริสต์มาสกับครอบครัวของคริสเตียนที่สหรัฐฯ ตลอดทั้งสัปดาห์ในคราวนั้น ทำให้เราเข้าใจความรู้สึก ‘คิดถึงบ้าน’ ของคริสเตียนได้ลึกซึ้งมากขึ้น แต่พอเข้าปีที่ 2 ของทริปมอเตอร์ไซค์ เราสองคนก็ติดงานที่ประเทศโคลอมเบียจนซื้อตั๋วกลับบ้านไม่ทัน ปีที่ 3 ก็ยังเดินทางอยู่ในอาร์เจนตินาและสู้ราคาตั๋วเครื่องบินกลับสหรัฐฯ ไม่ไหว

จากทั้ง 2 ปีและ 2 ประเทศที่ไม่ได้กลับบ้านช่วงนี้ เราก็ได้เรียนรู้ว่าถึงแม้จะมีคนมากมายออกมาเดินชมไฟที่ประดับอย่างสวยงามอลังการในเมืองหลวงของ 2 ประเทศนี้ แต่พอตกค่ำคนส่วนใหญ่ก็แยกย้ายกันไปฉลองกับครอบครัวอยู่ดี เหลือแต่นักท่องเที่ยวตาดำๆ (ฟ้าๆ) อย่างเราที่ไม่รู้จะทำอะไรหรือจะไปไหนต่อ

จะไปนั่งกินข้าวในร้านอาหารก็มีกันแค่สองคน หาความโรแมนติกก็ยากเพราะโต๊ะอื่นมากันเป็นกลุ่มใหญ่ จะซื้อของขวัญให้กันเองก็ไม่มีที่จะเก็บ แค่นี้กระเป๋าที่ติดอยู่กับมอเตอร์ไซค์ทุกกล่องก็แน่นจนจะปิดไม่สนิทอยู่แล้ว

สุดท้ายเลยต้องมาช่วยกันคิดว่าจะทำกิจกรรมอะไรที่มีความหมายสำหรับเราสองคนในเทศกาลครอบครัวแบบนี้ดี เพราะถ้ายังรักที่จะเดินทางไกลก็ต้องหาวิธีมีความสุขกับเทศกาลที่เราอาจจะต้องอยู่ไกลบ้านอีกในอนาคตให้ได้ 

เมืองนี้มันต้องมีคนที่เหงาเหมือนเราบ้างแหละ”

“ไม่ไปปาร์ตี้ในคลับแบบเด็กวัยรุ่นนะ สังขารไม่ให้แล้ว” 

“มันต้องมีคนที่อยากจะเจอครอบครัวแต่ไม่ได้เจอ อยากจะกลับบ้านแต่ก็ไม่ได้กลับ” 

“คนเร่ร่อนไง ครอบครัวไม่มี บ้านก็ไม่มี” – เราตอบไปด้วยความกวน แต่คริสเตียนหันขวับมาทันที 

“คนเร่ร่อน! เออ เราไปฉลองกับคนเร่ร่อนได้ เอาเงินที่จะไปกินข้าวมื้อใหญ่กับเงินที่จะซื้อของขวัญให้กันวันนี้ ไปซื้อของเล็กๆ น้อยๆ เป็นของขวัญคริสต์มาสให้คนเร่ร่อนหลายๆ คนแทนกันดีกว่า” 

เข้าป่ารัฐโคโลราโด สหรัฐฯ ลุยหิมะหาต้นสนคริสต์มาสมาฉลองคริสต์มาสกับคนไกลบ้าน

จากการนั่งคุยกันเรื่อยเปื่อยในคืนวันคริสต์มาสที่โคตรเหงาในบัวโนสไอเรสปีนั้น ก็ทำให้การแพ็กของเล็กๆ น้อยๆ ใส่กล่องไปให้คนไร้บ้านในวันคริสต์มาสอีฟ กลายเป็นการฉลองในแบบของคนไกลบ้านอย่างเราสองคนมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา 

และแม้ในวันนี้ที่ไม่มีคำถามว่า “คริสต์มาสปีนี้จะทำอะไร” เพราะทั้งคริสเตียนและเราจะไปเจอครอบครัวที่โคโลราโด้และไปตัดต้นสนคริสต์มาสจากในป่าด้วยกันอีก แต่เราสองคนก็ตั้งใจกันว่าจะยกเว้นของขวัญที่จะซื้อให้กันและเอาเงินนั้นไปเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นเล็กๆ น้อยๆ ให้กับคนที่อาจจะต้องอยู่ไกลบ้านและอาจจะกำลังคิดถึงบ้านเหมือนที่เราสองคนเคยเป็นในระหว่างเทศกาลนี้ก็ได้ 🙂

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

“วันนี้เราจะเดินเท้าเข้าป่าประมาณสี่สิบห้านาที ระหว่างทางจะต้องข้ามแม่น้ำทั้งหมดสามครั้ง ด้วยการเกาะเชือกข้ามไปทีละคน แล้วเดินต่อจนถึงหน้าถ้ำ การสำรวจภายในถ้ำจะมีทั้งการว่ายน้ำ ไต่หิน และแทรกตัวผ่านช่องว่างของหินที่เล็กและแคบจนแทบจะผ่านไปไม่ได้ บางจุดอาจจะเป็นพื้นแห้ง บางจุดระดับน้ำอาจขึ้นสูงจนปิดทาง และอาจจะต้องกลั้นหายใจลงใต้น้ำเพื่อแทรกตัวผ่านไป 

“ตลอดสามชั่วโมงครึ่งในถ้ำ เราจะมีเพื่อนเป็นแมงมุม ค้างคาว ปู ปลา ความมืด กับโครงกระดูกอายุนับพันปี ถ้าคุณกลัวความสูง ความมืด ที่แคบ นี่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องการในทริปนี้ คุณยังมีเวลาที่จะถอนตัว รถตู้ที่จอดรออยู่จะพาคุณกลับไปส่งที่โรงแรมทันที ถ้าหากคุณเดินเข้าป่าไปกับเราและเปลี่ยนใจก่อนเข้าถ้ำ คุณต้องเดินย้อนกลับมานั่งรอตรงนี้จนกว่าทุกคนจะออกมาจากถ้ำ และถ้าหากคุณตัดสินใจเข้าไปในถ้ำกับเราแล้ว ทางออกเดียวของคุณก็คือการเดินต่อไปข้างหน้าเท่านั้น… ” 

เรายืนฟังไกด์พูดด้วยความรู้สึกสองจิตสองใจ หันไปมองเพื่อนร่วมกลุ่มทัวร์จากหลายชาติอีก 5 คนแล้วก็ชักจะกังวล เพราะมีแค่เราคนเดียวเท่านั้นที่ใส่เสื้อชูชีพสีส้มสะท้อนแสง ในขณะที่ทุกคนดูกระตือรือร้นและพร้อมลุยกันหมด

เมื่อกี้เขาบอกว่าอะไรนะ ถอนตัวตอนนี้ยังทันใช่ไหม…

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize

-1-

ซาน อิกนาซิโอ, เบลีซ 

หนังสือ Sacred Places of a Lifetime ของสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟิก ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน ค.ศ. 2008 ได้เลือกถ้ำอัคตุน ตูนิชิล มัคนาล (Actun Tunichil Muknal) หรือที่นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่าถ้ำเอทีเอ็ม (ATM) ของประเทศเบลีซให้เป็นถ้ำศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งของโลก คริสเตียน-เพื่อนร่วมทริปมอเตอร์ไซค์ของเรา เป็นหนึ่งในคนที่อ่านหนังสือเล่มนั้นจบ แล้วเลือดของความเป็นแฟนพันธุ์แท้อินเดียน่า โจนส์ ก็พลุ่งพล่าน เจ้าตัวเลยตั้งใจแน่วแน่ว่าสักวันหนึ่งจะต้องไปเยือนถ้ำนี้ให้ได้สักครั้งในชีวิต

ซึ่ง ‘สักวันหนึ่ง’ ที่ว่าก็อยู่ไม่ไกลเลย เมื่อเราสองคนเดินทางมาจนถึงชายแดนระหว่างประเทศเม็กซิโกกับประเทศเบลีซ 

ในระหว่างนั่งรอเอกสารข้ามชายแดน คริสเตียนเล่าให้เราฟังคร่าวๆ ว่า ถ้ำเอทีเอ็มเป็นถ้ำเก่าแก่ขนาดใหญ่ที่ชาวมายันใช้ทำพิธีกรรมบูชาเทพเจ้า นักสำรวจค้นพบถ้ำนี้โดยบังเอิญเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ซึ่งจากหลักฐานสภาพแวดล้อมและโบราณวัตถุที่พบในถ้ำ ก็ทำให้เชื่อกันว่าตัวถ้ำถูกปิดตายจากโลกภายนอก และไม่เคยมีใครแตะต้องเลยตลอดหนึ่งพันปีที่ผ่านมา 

ถ้ำเอทีเอ็มตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนใกล้เมืองซาน อิกนาซิโอ (San Ignacio) ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 300 กิโลเมตร บ่ายวันนั้นเราจึงบึ่งรถจากชายแดนตรงเข้าไปพักที่ซาน อิกนาซิโอ เพื่อจะติดต่อบริษัททัวร์ที่พาเราไปสำรวจถ้ำให้เร็วที่สุดได้ เพราะช่วงที่เราไปเป็นช่วงต้นเดือนมิถุนายนซึ่งกำลังจะเข้าหน้าฝนของเบลีซ ถ้าหากน้ำสูงจนปิดปากถ้ำก็จะเข้าชมไม่ได้จนกว่าจะหมดหน้าฝนในเดือนพฤศจิกายน 

“ไกด์ที่มีใบอนุญาตให้นำทางเข้าถ้ำเอทีเอ็มมีอยู่ทั้งหมดยี่สิบคน แต่ละคนจะนำทางนักท่องเที่ยวเข้าได้ครั้งละหกคน และในหนึ่งวันจะจำกัดคนเข้าถ้ำไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบคน เดี๋ยวคุณลงชื่อเอาไว้ก่อนแล้วกัน ถ้าเผื่อเย็นนี้มีใครยกเลิก ผมจะรีบโทรไปบอก”

คนอื่นเขาจองทัวร์กันมาล่วงหน้าหลายอาทิตย์ค่ะ แต่เราตารางไม่แน่นอนเลยต้องอาศัยดวงหน้างาน และถือว่ายังมีโชคอยู่บ้างที่ทัวร์ชุดแรกของเช้าวันถัดไปมีที่ว่างสองที่ คืนนั้นบริษัททัวร์ส่งอีเมลมาให้สั้นๆ ว่าให้ใส่ชุดและรองเท้าที่คล่องตัวในน้ำ ให้เตรียมน้ำดื่มหนึ่งขวดกับถุงเท้าหนึ่งคู่ และห้ามพกกล้องถ่ายรูปหรือกล้องวิดีโอบันทึกภาพใดๆ เข้าไปด้วยเด็ดขาด

เราอ่านแล้วก็เดาเอาตามประสา ว่าเขาอาจจะมีตากล้องประจำที่คอยถ่ายรูปเราแล้วมาขายให้ทีหลัง หรือไม่ก็อาจจะมีแพ็กเกจให้เลือกซื้อว่า ถ้าจะให้ตากล้องคอยตามถ่ายรูปเราโดยเฉพาะก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม คริสเตียนเดาว่าอาจจะเคยมีคนไปทำท่าทางถ่ายรูปแบบไม่ให้เกียรติสถานที่ หรือชาวมายันอาจจะถือ ฯลฯ เรียกว่าก็เดากันไปต่างๆ นานา แต่ตอนนั้นเรามั่นใจว่าถึงอย่างไรก็ต้องมีรูปติดไม้ติดมือกลับมาเป็นที่ระลึกแน่นอน แต่จะเป็นรูปจากช่องทางไหนเท่านั้นเอง 

-2-

เซอร์จิโอ

รถตู้ของบริษัททัวร์มารับเราสองคนตั้งแต่ 7 โมงเช้า หลังจากนั้นก็ไปแวะรับแขกคนอื่นๆ จากโรงแรมอีก 4 แห่ง และพาเราทั้งหมดออกนอกเมืองไปสู่ถนนลูกรังเส้นเล็กๆ วิวต้นไม้ข้างทางแทบจะเหมือนอยู่ขับรถอยู่ในเขตอุทยานบ้านเรา 

ระหว่างทางที่นั่งหัวสั่นหัวคลอนกันไป เซอร์จิโอ ไกด์นำทางก็ชวนแนะนำตัวสร้างความคุ้นเคย สมาชิกที่อยู่บนรถกับเรามีทั้งมาจากแคนาดา อังกฤษ สหรัฐฯ และสวีเดน ทุกคนอยู่ในช่วงอายุประมาณ 20 – 30 ปี มีเราคนเดียวที่ว่ายน้ำไม่เป็นและไม่เคยเข้าถ้ำมาก่อน 

“ดีแล้ว ทุกคนจะได้มารุมกันช่วยคุณไง” เซอร์จิโอคงพยายามจะช่วยปลอบใจ แต่เราว่าทางที่ดีอย่าให้ต้องมีอะไรให้ใครมาช่วยเลยจะดีกว่า 

แนะนำตัวกันครบแล้ว เพื่อนใหม่ชาวสวีเดนก็ถามถึงเหตุผลที่โดนห้ามไม่ให้เอากล้องถ่ายรูปเข้าไปในถ้ำ เซอร์จิโอบอกว่า เมื่อ 6 ปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวทำกล้องถ่ายรูปหลุดมือ และตกลงบนกะโหลกอายุ 1,400 กว่าปี ทำให้กะโหลกทะลุเป็นรูและซ่อมแซมไม่ได้ ตั้งแต่นั้นมาจึงมีกฎห้ามไม่ให้นักเที่ยวนำกล้องถ่ายรูปหรืออุปกรณ์บันทึกภาพใดๆ เข้าไปอีกเลย ไกด์ที่นำทางนักท่องเที่ยวเข้าไปวันนั้นก็โดนถอนใบอนุญาต และโดนปรับเป็นเงินกว่า 5,000 เหรียญฯ

เราก็ได้แต่บ่นงึมงำว่าน่าเสียดาย ว่าแล้วก็มีคนหันไปถามเซอร์จิโอต่อว่า นักท่องเที่ยวล่ะ โดนทำโทษบ้างไหม หนักสมกับความผิดที่ทำลงไปหรือเปล่า 

เซอร์จิโอตะโกนแข่งกับเสียงรถกลับมาว่า “ไปโทษนักท่องเที่ยวไม่ได้หรอกคุณ ต้องโทษคนของเรานี่แหละ บ้านเรา ทรัพยากรเรา เราก็ต้องปกป้องดูแล คนมาเที่ยวเขาไม่รู้หรอกว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ จิตสำนึกการท่องเที่ยวที่ดีต้องเริ่มจากเราที่เป็นเจ้าบ้าน คนที่มาเขาถึงจะเคารพและทำตาม”

แล้วเซอร์จิโอก็เล่าให้ฟังต่อว่า 2 – 3 ปีก่อนหน้านั้นมีนักท่องเที่ยวไปดำน้ำและหักปะการังกลับมา พอนั่งเรือเข้าฝั่งก็เจอเจ้าหน้าที่มารอรับจับกลับไปด้วยกันเลย นักท่องเที่ยวโดนเชิญไปตักเตือนและยกเลิกวีซ่า ส่วนไกด์ก็โดนยกเลิกใบอนุญาตและติดคุก 5 ปี 

“จะมาอ้างว่าไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ ก็เราเป็นคนพาเขาไป ดีเท่าไหร่แล้วที่ไม่ต้องติดคุกจนกว่าปะการังจะงอกใหม่เท่าเดิม” 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : CarlosVanVegas via Flickr, CC BY 2.0

-3- 

ตัดสินใจ

ทันทีที่รถตู้จอดสนิท เซอร์จิโอก็รีบกระโดดลงจากรถอย่างรวดเร็ว หมวกนิรภัยพร้อมไฟฉายแบบคาดศีรษะถูกแจกจ่ายให้กับทุกคน เราได้เสื้อชูชีพสีสดมาด้วยอีกหนึ่งตัว หลังจากนั้นเซอร์จิโอก็แจ้งเรื่องกิจกรรมที่จะทำกันในวันนั้นให้อย่างละเอียด 

เราลังเลจนวินาทีสุดท้าย เพราะไม่อยากไปเป็นภาระกับคนอื่นๆ กระเป๋าเป้ของเราที่ฝากเอาไว้ในรถตู้มีหนังสือติดมาด้วย 2 เล่ม เพราะลึกๆ เรายังคิดว่าถ้าเปลี่ยนใจไม่ไป ก็จะกลับมานั่งอ่านหนังสือรอทุกคนที่ลานจอดรถ

“ยูอาจจะเข้าไปแล้วไม่ชอบและอาจจะไม่มีวันเข้าถ้ำไหนอีกเลยก็ได้ แต่ถ้าถ้ำนี้จะเป็นถ้ำเดียวและถ้ำสุดท้ายที่ยูเข้าไปดูในชีวิตนี้ อย่างน้อยมันก็เป็นถ้ำที่ดีที่สุดถ้ำหนึ่งของโลกเลยนะ” 

เราว่าคริสเตียนต้องไปคิดหาวิธีพูดจูงใจเรามาทั้งคืนแน่ๆ มันถึงฟังแล้วชวนคล้อยตามได้ขนาดนี้ เรายื่นมือรับหมวกกับไฟฉายมาใส่และเดินไปให้เซอร์จิโอเช็กอุปกรณ์อีกครั้ง ในระหว่างนั้นก็มีรถตู้เข้ามาอีกหนึ่งคัน เซอร์จิโอหันมาบอกทุกคนทันทีว่าให้เร่งมือ เพราะเราจะได้เป็นกลุ่มแรกที่เข้าไปในถ้ำวันนี้ 

“แล้วคุณจะรู้สึกเหมือนเป็นมนุษย์คนแรกที่ค้นพบถ้ำศักดิ์สิทธิ์นี้เลย” 

ว่าแล้วทุกคนก็พร้อมใจกันออกเดินทางกันทันที เส้นทางเดินจากลานจอดรถไปหน้าถ้ำเป็นเส้นทางเลียบแม่น้ำในป่าที่โอบล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ เราเดินกันไปได้ไม่ถึง 10 นาที อยู่ๆ เซอร์จิโอก็กระโดดตู้มลงน้ำ จนเราเข้าใจว่าเดินพลาดตกน้ำไปเอง 

แต่เมื่อวิ่งตามไปดูถึงได้เห็นเซอร์จิโอยืนอยู่กลางสายน้ำเชี่ยวกรากที่สูงขึ้นมาถึงหน้าอก มือทั้งสองข้างจับเชือกเส้นใหญ่ที่ผูกไว้กับต้นไม้จากฝั่งเราข้ามไปยังอีกฝั่ง แล้วก็หันมาพยักหน้าเป็นสัญญาณให้คนที่เหลือค่อยๆ ข้ามตามไป ทุกคนในกลุ่มน่าจะได้กินน้ำกันคนละอึกสองอึก แต่คงไม่มีใครได้กินน้ำเยอะเท่าเรา หลังจากนั้นก็ต้องข้ามแม่น้ำอีก 2 ครั้ง แต่ไม่ลำบากเท่าครั้งแรก เพราะถึงจะเป็นแม่น้ำที่กว้างกว่า แต่ระดับน้ำก็สูงแค่ประมาณเข่า จึงเดินข้ามกันสบายๆ โดยไม่ต้องใช้เชือก

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Deanna Keahey via Flickr, CCBY-ND2.0

-4-

เรามาเป็นแขก ไม่ใช่ผู้บุกรุก 

45 นาทีผ่านไป เราก็ไปถึงหน้าปากถ้ำ เซอร์จิโอให้ทุกคนเอาขวดน้ำที่พกมาไปทิ้งถังขยะที่แอบอยู่ข้างต้นไม้ และแยกย้ายกันไปหามุมทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย ก่อนจะเรียกกลับมารวมกันที่หน้าถ้ำอีกครั้ง

“จากจุดนี้ไป เราต้องเป็นทีมเดียวกัน ไม่ว่าจะทำอะไร เราต้องอยู่เรียงกันเป็นแถวยาวและมารวมตัวกันเฉพาะเวลาที่ผมบอก จำให้ดีว่าคนที่อยู่ข้างหน้าและข้างหลังของคุณคือใคร ผมจะอยู่หัวแถว ถ้าผมบอกให้เหยียบหินก้อนไหน ก็ต้องเป็นหินก้อนนั้น ผมใช้มือจับก้อนไหน คุณก็ต้องจับก้อนนั้น คุณต้องคอยบอกต่อๆ กันไป ถ้าได้ยินไม่ชัดเจนให้ถามเพื่อความแน่ใจ เรารอทุกคนได้

“การเข้าไปในถ้ำของเราจะสร้างผลกระทบให้กับระบบนิเวศในถ้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือการควบคุมให้มันเกิดขึ้นน้อยที่สุด ขอให้ทุกคนทำตัวเหมือนเป็นแขกไม่ใช่ผู้บุรุกนะครับ

“อ๋อ อีกอย่างคือถ้ำนี้น่ะศักดิ์สิทธิ์มากนะ ถ้าคุณแอบฉี่ตอนอยู่ในน้ำ มันจะเรืองแสงและทุกคนจะรู้ทันทีว่าเป็นคุณ เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่บอกเสียก่อน” เซอร์จิโอพูดด้วยเสียงทีเล่นทีจริง ก่อนจะเดินนำหน้าทุกคนไปหย่อนตัวลงน้ำที่หน้าปากถ้ำ 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Antti T. Nissinen via Flickr, CC BY 2.0

-5-

ประตูสู่โลกใต้พิภพ

น้ำสีเทอร์ควอยซ์หน้าถ้ำล้อกับแสงแดดจนเป็นประกาย ตัดกับความมืดมิดที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในจนเหมือนคนละโลก ทุกคนค่อยๆ หย่อนตัวลงน้ำตามเซอร์จิโอ เราเตรียมใจว่าน้ำน่าจะต้องเย็นจัด แต่ปรากฏว่าอุ่นสบายและใสจนมองเห็นแขนขาตัวเองได้ชัดเจน ความลึกน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3 – 4 เมตร ซึ่งเป็นจุดที่ลึกที่สุดแล้วในทริปนี้ 

เราว่ายน้ำตามกันไปจนถึงบริเวณพื้นทรายราบที่มีลักษณะคล้าย ‘หาด’ อยู่ภายในถ้ำ เซอร์จิโอยืนรอทุกคนให้มาจนครบแล้วจึงทำสัญญาณมือให้ไปล้อมวงฟัง 

“ชาวมายันเชื่อในชีวิตหลังความตาย และเชื่อว่าถ้ำต่างๆ ในดินแดนของชาวมายันทั้งในประเทศเม็กซิโก กัวเตมาลา เบลีซ จะเชื่อมต่อกับโลกแห่งความตายที่อยู่ใต้พิภพ คุณอาจรู้จักถ้ำนี้ในชื่อเอทีเอ็ม แต่สำหรับชาวมายัน ถ้ำนี้มีชื่อว่าชิบัลบา (Xibalba) ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับที่ชาวมายันใช้เรียกโลกหลังความตายด้วย” 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Dennis Jarvis via Flickr, CC BY-SA 2.0

ผ่านบริเวณหาดทรายไปก็เป็นลำธารที่ไหลลอดผ่านถ้ำ ถึงน้ำจะสูงไม่มาก แต่ก็เป็นการเดินสวนกระแสน้ำ ตอนแรกยังไม่ค่อยลำบากเท่าไหร่ แต่ยิ่งเดินลึกเข้าไป แสงก็ยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นความมืดสนิท แสงไฟฉายค่อยๆ ถูกเปิดขึ้น ทุกคนในทีมเคลื่อนไหวช้าลง และค่อยๆ ขยับเข้ามาอยู่ใกล้กันจนแทบจะจูงมือกันได้ 

จากปากถ้ำที่ดูกว้างใหญ่ ผนังของถ้ำก็แคบและเตี้ยลงเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งที่ดูเหมือนเราเดินมาเจอทางตัน แต่เซอร์จิโอก็ค่อยๆ นั่งลง แทรกตัวผ่านหายไปทางร่องหินที่มีขนาดแคบและเล็กมาก จนไม่น่าเชื่อว่าคนทั้งคนจะแทรกผ่านไปได้ แขนเซอร์จิโอโผล่ออกมาและโบกเป็นสัญญาณให้ตามเข้าไปทีละคน เราตัวเล็กที่สุดในกลุ่มเพื่อนร่วมทางก็จริง แต่เสื้อชูชีพที่สวมอยู่ก็ทำให้ทุลักทุเลไม่น้อย จนสุดท้ายต้องถอดเสื้อและส่งผ่านไปก่อน เราถึงจะแทรกตัวผ่านช่องหินตามไปได้ 

หนึ่งในช่องหินที่ต้องแทรกตัวผ่านหลังจากนั้น เป็นช่องที่ความสูงอยู่เท่าระดับน้ำพอดี เซอร์จิโอบอกว่าขนาดของช่องหินที่อยู่ใต้น้ำจะกว้างกว่าด้านบน เพราะฉะนั้นถ้าใครไม่สามารถลอดผ่านช่องบนไป ก็จะต้องกลั้นหายใจและกดตัวลงต่ำเพื่อแทรกตัวผ่านช่องที่อยู่ใต้น้ำไป อันนี้ถือเป็นโชคดีเล็กๆ ของเราเพราะเมื่อถอดเสื้อชูชีพออกแล้ว เราก็ผ่านทุกช่องได้แบบไม่มีรอยขีดข่วนมากนัก ที่ลำบากหน่อยน่าจะเป็นหนุ่มๆ ในกลุ่มรวมทั้งคริสเตียน เพราะติดไหล่จนต้องกดตัวลงจนแทบหายไปใต้น้ำเพื่อลอดผ่านไปให้ได้ 

ถึงตอนนี้เมื่อเดินมาเจอทางตัน เราก็จะมองหาทางออกอื่นโดยอัตโนมัติ แต่ก็ไม่เคยเดาถูกเลยสักครั้ง เพราะทุกทางที่เซอร์จิโอชี้ให้ไป ดูแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสักทาง นอกเหนือจากการต้องพยายามบีบตัวเองผ่านช่องหิน บางจุดก็ต้องใช้วิธีปีนขึ้นก้อนหินแทน ซึ่งเซอร์จิโอจะสาธิตวิธีการปีนขึ้นหินแต่ละก้อนให้ดู พร้อมทั้งกำชับว่าให้ท่องขั้นตอนตามดีๆ 

“แค่คุณไปจับโดนจุดที่ไม่ควรจับเพียงครั้งเดียว คุณก็จะทำลายถ้ำนี้ไปตลอดกาล ตั้งใจฟังที่คนข้างหน้าบอกให้ดีนะครับ” 

เพื่อนร่วมทางในกลุ่มเราให้ความร่วมมือดีมาก เซอร์จิโอบอกอะไรมา ทุกคนก็พูดย้ำและบอกต่อๆ กันแบบไม่ขาดตกบกพร่อง “เหยียบซ้าย มือเกาะขวา หัวเอียงซ้าย ห้ามจับซ้าย ดึงตัวขึ้น!” 

หนุ่มน้อยที่อยู่ด้านหน้าเราส่งตรงมาจากอังกฤษแน่นอน เพราะสำเนียงบริติชสุดๆ ไม่นึกไม่ฝันว่าแค่จะมาดูถ้ำ แต่ยังต้องใช้สมาธิสูงเหมือนนั่งสอบพาร์ตฟัง IELTS (สบายใจได้ค่ะ เราทำหน้าที่เป็นตัวแทนไทยแลนด์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ แตะจับไม่ผิดเลยสักหน เพราะมีคริสเตียนคอยช่วยฟังอยู่ด้านหลังอีกคน) 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Antti T. Nissinen via Flickr, CC BY 2.0

-6-

“The Crystal Maiden”

หลังจากที่เราทั้งไต่ทั้งปีนทั้งมุดกันมาได้หนึ่งกิโลเมตรกว่า ในที่สุดก็โผล่ออกมาเจอห้องโถงใหญ่ห้องแรกของถ้ำที่มีขนาดใกล้เคียงกับสนามฟุตบอล เซอร์จิโอบอกให้ทุกคนไปถอดรองเท้าวางไว้ข้างโขดหินและหยิบถุงเท้าออกมาใส่ ก่อนจะให้ไปรวมกันตรงกลางลานโล่งกว้าง 

“ถ้ำนี้มีห้องโถงใหญ่อยู่สองห้อง ห้องแรกที่เรายืนกันอยู่ตรงนี้น่าจะเป็นห้องที่เคยถูกใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของชาวมายัน เพราะพบกระถางธูป ถ้วยโถเซรามิก ศิลาจารึก เครื่องมือช่างโบราณ และศิลปะวัตถุเป็นพันชิ้น” 

เซอร์จิโอใช้ไฟส่องโถถ้วยจานที่วางอยู่ตามจุดต่างๆ ของพื้นห้องให้ทุกคนดู ถ้วยชามส่วนใหญ่มีรอยแตกร้าว มีอยู่ใบหนึ่งในนั้นที่มีรูปลิงตัวเล็กๆ สลักอยู่ เซอร์จิโอบอกว่า ทั่วทั้งทวีปอเมริกากลางมีการค้นพบโถที่มีรูปลิงแบบนี้อยู่ 4 ชิ้นเท่านั้น และหนึ่งในนั้นก็อยู่ในถ้ำแห่งนี้ 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Beth and Anth via Flickr, CC BY-SA 2.0
การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Antti T. Nissinen via Flickr, CC BY 2.0

“โครงกระดูกที่เราพบในโถงห้องถัดไป มีร่องรอยของการถูกทรมานก่อนตาย ถูกจับมัดแขนขา กะโหลกแตกคล้ายถูกตีอย่างรุนแรงด้วยของแข็ง โถและถ้วยพวกนี้น่าจะเอาไว้รองเลือด เพื่อใช้ในพิธีบูชายัญก่อนที่เหยื่อบูชายัญจะสิ้นใจตายหรือถูกฆ่าตาย” 

ห้องโถงถัดมาซึ่งเป็นห้องโถงหลักและใหญ่ที่สุดในถ้ำ โครงกระดูกที่ถูกค้นพบในถ้ำนี้ถูกเคลือบด้วยแร่แคลไซต์ (Calcite) ทำให้กระดูกถูกยึดติดกับพื้นถ้ำและส่องเป็นประกายเมื่อโดนแสงไฟ เป็นความสวยผสมความรู้สึกชวนขนลุกจริงๆ ค่ะ 

กะโหลกบางชิ้นมีขนาดเล็กมาก เซอร์จิโอบอกว่า กะโหลกที่พบในนี้มีตั้งแต่ของเด็ก 1 ขวบยันผู้ใหญ่อายุราว 40 ด้านในสุดของห้องโถงใหญ่มีโครงกระดูกที่คาดว่าเป็นของสาวน้อยคนหนึ่งที่เสียชีวิตตอนอายุ 18 ปี เธอเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ ‘The Crystal Maiden’ เพราะโครงกระดูกของเธอส่องประกายระยิบระยับโดดเด่น และเป็นโครงกระดูกชุดเดียวที่ยังอยู่ครบทุกชิ้นส่วน กระโหลกไม่มีรอยร้าวเหมือนโครงกระดูกอื่น แต่มีร่องรอยข้อกระดูกสันหลังแตก ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอเสียชีวิตก่อนจะถูกนำร่างมาไว้ตรงนี้ 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Antti T. Nissinen via Flickr, CC BY 2.0

ใกล้ๆ กับโครงกระดูกเหล่านี้มีถ้วยเซรามิกที่ถูกเจาะรูไว้ตรงกลางวางอยู่ เซอร์จิโอใช้ไฟส่องลอดรูถ้วยให้ทุกคนได้เห็นกันชัดๆ 

“ถ้วยที่ถูกเจาะรูพวกนี้มักจะถูกขุดพบในหลุมศพ บางครั้งวางไว้ด้านบนศรีษะคนตาย บางครั้งก็ใช้ปิดหน้า รูตรงก้นถ้วยเรียกว่า Kill-hole ไม่มีใครรู้แน่ว่าทำเพื่ออะไร อาจจะต้องการสื่อถึงความสูญเสีย หรือบางทฤษฎีก็บอกว่าเป็นความเชื่อว่า รูที่เจาะไว้จะเป็นทางออกของวิญญาณของคนที่ตาย” 

เมื่อเดินดูจนครบทุกจุดแล้ว เซอร์จิโอก็ให้ทุกคนกลับมาใส่รองเท้าและเดินลัดเลาะไปทางข้างๆ กำแพงถ้ำ เรานึกสงสัยว่าที่ต้องถอดรองเท้า เป็นเพราะพื้นที่บริเวณนี้ถือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์รึเปล่า หันไปถามเซอร์จิโอก็ได้คำตอบว่า

“คนเราเวลาไม่ใส่รองเท้า จะเดินแบบระมัดระวังกว่าตอนมีรองเท้า จะเหยียบ จะก้าว ลงไปตรงไหนก็มักจะดูให้แน่ใจก่อนว่ามีอะไรอยู่บนพื้นรึเปล่า เพราะกลัวจะเจ็บตัว ซึ่งก็เป็นผลดีกับโบราณวัตถุและโครงกระดูกทั้งหลายที่อยู่บนพื้นด้วย ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความศักดิ์สิทธิ์หรือความเชื่อของชาวมายันหรอก” 

โอ้โห ช่างคิดดีจังเลย
“น่าเสียดายที่เราไม่ได้คิดแบบนี้ได้ก่อนที่จะเกิดความเสียหาย เราต้องเสียกระโหลกไปหนึ่งชิ้น เพราะโดนเหยียบโดยไม่ตั้งใจ” 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Bernard DUPONT via Flickr, CC BY-SA 2.0

-7-

โลกมนุษย์

ทัวร์ในถ้ำจบลงด้วยการสไลด์ตัวออกมาทางช่องหินที่มีน้ำไหลแรงจนแทบจะเหมือนเครื่องเล่นในสวนสนุก เราค่อยๆ ไถลตัวออกมาตามแรงดันของน้ำผ่านช่องหินที่ดูไม่ค่อยน่าไว้วางใจ เพราะขนาดเล็กกว่าที่เคยผ่านกันมา แต่ด้วยคำยืนยันของเซอร์จิโอ “ผมผ่านได้ ทุกคนก็ผ่านได้” ทุกคนก็พร้อมใจทำตามทันที

ก่อนจะถึงหน้าปากถ้ำ เซอร์จิโอให้เราทุกคนลอยตัวในน้ำ หลับตาและจับมือกันไว้ เรารู้สึกได้ว่าโดนดึงให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าพร้อมกับทุกคนอย่างช้าๆ แสงสว่างค่อยๆ กระทบเปลือกตา เซอร์จิโอขอให้เรานับหนึ่งถึงร้อยพร้อมกันก่อนจะลืมตาขึ้น การหลับตาเพื่อปรับแสงช่วยได้ค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว 

เราออกมาเก็บขวดน้ำพลาสติกที่วางทิ้งไว้ในถังหน้าถ้ำ และพากันเดินข้ามแม่น้ำกลับออกมาที่ลานจอดรถ ก่อนขึ้นรถตู้กลับ เราเข้าไปขอบคุณเซอร์จิโออีกครั้ง และบอกว่าถ้ามีโอกาสก็อยากจะกลับมาเที่ยวถ้ำนี้อีก แต่เซอร์จิโอบอกว่า เร็วๆ นี้อาจจะมีการปิดถ้ำอย่างน้อย 3 – 5 ปีเพื่อให้ระบบนิเวศในถ้ำได้ฟื้นฟูสภาพ หลังจากนั้นก็คงจะมีการพิจารณากันใหม่ว่าจะเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมได้อีก หรือควรจะปิดถาวรและเปิดให้เฉพาะนักโบราณคดีเข้ามา เพื่อการศึกษาค้นคว้าเพียงอย่างเดียวไปก่อน

“ในช่วงชีวิตนี้คุณอาจจะไม่ได้เข้าไปดูถ้ำนี้อีกเป็นครั้งที่ 2 แต่ถ้าคุณมีลูกมีหลาน อย่างน้อยพวกเขาก็จะยังมีโอกาสได้เห็นสิ่งที่คุณเห็นในวันนี้นะ – หวังว่าจะได้พบกันอีก” 


  • ปัจจุบันมีไกด์ที่ได้รับใบอนุญาตนำทางถ้ำเอทีเอ็มทั้งหมด 25 คน (ใบอนุญาตมีอายุ 1 ปี โดยไกด์จะต้องสอบข้อเขียนและข้อปฏิบัติกับหน่วยงานการท่องเที่ยวของเบลีซให้ผ่านอย่างน้อย 75 เปอร์เซ็นต์ ถึงจะต่ออายุใบอนุญาตได้) 
  • ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา ถ้ำเอทีเอ็มขายบัตรให้นักท่องเที่ยวเข้าชมถ้ำได้วันละ 125 คน และกำหนดให้ไกด์ 1 คน นำทางนักท่องเที่ยวเข้าถ้ำไม่เกิน 4 คนต่อรอบ และได้คนละ 2 รอบต่อวันเท่านั้น 
  • ค่าใช้จ่ายในการสำรวจถ้ำรวมค่ารถรับส่งจากโรงแรมประมาณคนละ 3,500 – 6,000 บาท

Writer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load