“คริสต์มาสปีนี้จะทำอะไรดี” 

เราสองคนนั่งมองหน้ากันอยู่ในบ้านเช่าแห่งหนึ่งที่บัวโนสไอเรส ภาพคริสต์มาสในปีเก่าๆ ย้อนกลับมาพร้อมความรู้สึกที่หลากหลาย 

ก่อนจะมาออกทริปมอเตอร์ไซค์ ความทรงจำเกี่ยวกับเทศกาลคริสต์มาสตั้งแต่เด็กจนโตของเรามีแค่การฝึกร้องเพลง Jingle Bells ในคาบวิชาภาษาอังกฤษ การแสดงละครเวทีที่โรงเรียน แล้วก็การเดินดูไฟประดับสวยๆ ในเมือง

แต่สำหรับคริสเตียน-แฟนชาวอเมริกันที่เดินทางมาด้วยกัน เทศกาลคริสต์มาสคือเทศกาลแห่งครอบครัวที่ทุกคนจะมารวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตาและสังสรรค์กัน เวลาเทศกาลนี้วนเวียนมาทีไร ถ้ามีเหตุจำเป็นจะต้องอยู่ต่างประเทศและไม่ได้กลับไปฉลองกับครอบครัวที่สหรัฐฯ คริสเตียนก็จะดูเหงาหงอยและคิดถึงบ้านมากเป็นพิเศษ 

โชคดีที่ช่วงปีแรกของการเดินทาง เราสองคนยังวนเวียนอยู่ในประเทศเม็กซิโก ตอนนั้นเลยตัดสินใจเช่าโกดังเพื่อจอดมอเตอร์ไซค์ไว้ที่เมืองลาปาซ (La Paz) แล้วซื้อตั๋วเครื่องบินกลับไปฉลองคริสต์มาสกับครอบครัวของคริสเตียนที่รัฐโคโลราโดในประเทศสหรัฐฯ 

“คืนนี้ถึงบ้านที่โคโลราโดแล้วรีบเข้านอนนะ พรุ่งนี้เราจะออกไปหาต้นคริสต์มาสกันตั้งแต่เช้า” 

ตอนนั้นเราฟังคริสเตียนแค่ผ่านๆ แล้วก็ตกปากรับคำแบบไม่ได้คิดอะไรมากมาย พอบินไปถึงก็พุ่งตรงกลับบ้านแล้วอาบน้ำเข้านอนเลย เพราะเดินทางกันมาตลอดทั้งวัน ตื่นเช้ามาก็ได้เจอญาติๆ คริสเตียนเต็มบ้าน ทั้งคุณปู่คุณย่า คุณพ่อคุณแม่ พี่สาวน้องชาย พี่เขยน้องสะใภ้ และหลานๆ นับรวมกันแล้วประมาณ 20 คนเห็นจะได้ หลายคนในครอบครัวเพิ่งเดินทางมาจากต่างเมืองและมาถึงในคืนก่อนหน้าเหมือนกัน 

หลังจากทุกคนทักทายกันแบบพอหอมปากหอมคอก็เตรียมตัวเคลื่อนพลออกจากบ้าน คริสเตียนหยิบเสื้อกันหนาวตัวหนามายื่นให้เราอีก 2 ตัวและพูดทำนองว่า วันนี้น่าจะมีทั้งลมและหิมะ ใส่ชั้นเดียวแบบนี้ไม่ไหวแน่ 

เราหันมองรอบๆ ตัว และเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าทุกคนแต่งตัวแบบเตรียมหนาวกันเต็มที่ แม้แต่หลานตัวเล็กๆ ที่ยังนอนกอดขวดนมอยู่ในรถเข็นก็ใส่รองเท้าบูต ถุงมือ ผ้าพันคอ และหมวกไหมพรม

เดี๋ยวนะ เราจะไปซื้อต้นคริสต์มาสกันไม่ใช่เหรอ จะไปซื้อกันที่ไหน ทำไมต้องมีทั้งลมทั้งหิมะ 

คริสเตียนฉีกยิ้มกว้าง แล้วตอบเราด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า 

“ก็ซื้อแหละ แต่ไม่ใช่ในห้างฯ เราจะเดินเข้าป่าแล้วตัดต้นคริสต์มาสเองเลย” 

“ไปตัดต้นคริสต์มาสในป่ากันเถอะ” 

ต้นสนคริสต์มาส

“ต้นสนคริสต์มาสพวกนี้อยู่ในเขตป่าสงวน ก่อนจะเข้าไปตัดได้ก็ต้องซื้อใบอนุญาตจากทางอุทยานให้เรียบร้อยก่อน มีขายทั้งทางอินเทอร์เน็ตแล้วก็ที่หน้างานด้วย ราคาตั้งแต่สิบถึงยี่สิบดอลลาร์ฯ ต่อใบ (ประมาณสามร้อยถึงหกร้อยบาท) ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนก็เริ่มหาซื้อได้แล้ว” 

คริสเตียนอธิบายให้เราฟังเพิ่มเติมระหว่างที่กำลังขับรถตามๆ กันไปที่อุทยาน ด้วยจำนวนสมาชิกครอบครัวที่ค่อนข้างเยอะ ทำให้ต้องใช้รถเดินทางไปด้วยกันถึง 3 คัน หนึ่งในนั้นเป็นรถกระบะขนาดใหญ่เพื่อใช้ขนต้นไม้กลับบ้าน

เราไปถึงอุทยานกันตอนสายๆ บรรยากาศรอบตัวค่อนข้างครึกครื้น เพราะแต่ละครอบครัวก็เตรียมตัวมาลุยกันทั้งนั้น รถคันที่จอดอยู่ข้างๆ รถเรา มีต้นไม้ขนาดใหญ่วางอยู่บนหลังคาและถูกมัดเอาไว้อย่างแน่นหนา ส่วนเจ้าของรถก็น่าจะเป็นครอบครัวที่นั่งกินขนมและร้องเพลงท้าลมหนาวอย่างครื้นเครงอยู่ไม่ไกลจากตรงนั้น 

“เดี๋ยวช่วยกันหาต้นที่สูงไม่เกินสองเมตรนะ” 

เสียงคุณพ่อของคริสเตียนบอกกับหลานๆ พร้อมทั้งแจกจ่ายตลับเมตรหลากสีให้ และยังไม่ลืมกำชับว่า เมื่อเดินเข้าไปในป่าแล้วห้ามวิ่งไปไหนคนเดียวโดยไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วยเด็ดขาด เด็กๆ ก็ดูเชื่อฟังกันดีและไม่มีท่าทีอะไรให้ต้องกังวล

เราซะอีกที่เดินไปเรื่อยๆ และก็ต้องคอยระวังไม่ให้เดินเพลินจนออกนอกกลุ่ม… ถ้าจะมีใครสักคนในบ้านนี้ที่เดินหลงป่า ก็น่าจะเป็นเรานี่แหละ 

ต้นสนคริสต์มาส

ครึ่งชั่วโมงแรกก็ได้เจอต้นสนสวยๆ หลายแบบ ทั้งรูปทรงดีและขนาดพอเหมาะจะนำไปตกแต่งเป็นต้นคริสต์มาส แต่ทุกคนก็พร้อมใจกันเดินผ่านไปโดยไม่หยุดดูเลย ส่วนหนึ่งเราเข้าใจว่าคงจะอยากเดินเล่นชมบรรยากาศกันก่อน แต่พอนานๆ เข้าก็ชักสงสัยว่านอกจากการหาต้นไม้ที่มีความสูงไม่เกิน 2 เมตรแล้ว ยังมีข้อกำหนดอะไรที่เราควรรู้อีกหรือเปล่า 

“อ๋อ เวลาปลูกต้นสนคริสต์มาสในป่าสงวน เขาจะไม่ปลูกเรียงเป็นระเบียบเหมือนในสวน แต่จะปลูกครั้งละเยอะๆ เพราะไม่รู้ต้นไหนจะปลูกขึ้นหรือไม่ขึ้นบ้าง ไอ้ที่ขึ้นมาทั้งหมดก็อาจจะอยู่รวมกันแน่นจนแย่งแสงแดดและอาหารกันเอง ต้นสนคริสต์มาสที่เราจะเลือกตัดจึงควรเป็นต้นที่ขึ้นใกล้ๆ หรือติดกับต้นอื่น พอเราตัดออกไปหนึ่งต้นแล้ว ต้นที่เหลือก็จะมีพื้นที่และมีโอกาสโตได้มากขึ้น แล้วก็ช่วยลดความเสี่ยงของการเสียดสีกันจนเกิดไฟไหม้ป่าด้วย” 

ถือว่า ‘win-win’ กันทั้งคู่ ชาวบ้านได้ต้นไม้ไปประดับบ้านในราคาถูก อุทยานก็ได้คนมาช่วยเคลียร์พื้นที่ป่า รู้แบบนี้แล้วเราก็มีแรงฮึดเดินหาต้นที่เหมาะสมขึ้นมาอีกหน่อย 

อันที่จริงจะเรียกว่า ‘เดินหา’ ก็คงไม่ตรงตามความจริงสักเท่าไหร่ ออกจะเอนเอียงไปทางเดินเล่น พูดคุยและชี้ชวนกันดูนู่นนี่ซะมากกว่า เพราะพอเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ต้นสนคริสต์มาสส่วนใหญ่ก็ขึ้นติดกันแน่นหนาทุกทิศทาง จะเอาต้นไหนก็ได้ทั้งนั้น เราน่ะหมดแรงหาไปตั้งแต่ชั่วโมงแรกแล้ว เลยเดินตามคนอื่นไปเรื่อยๆ แล้วก็แวะเก็บภาพลูกสนสวยๆ ฆ่าเวลาไปด้วย 

“This is it – ต้นนี้แหละ ใช่เลย”

ต้นสนคริสต์มาส

หลานสาวคนเล็กชี้ต้นสนที่ถูกใจแล้วก็หยิบตลับเมตรขึ้นมาพยายามจะวัดขนาด พี่สาวคริสเตียนก็เดินเข้าไปช่วยวัดส่วนสูงของต้นให้ เลื่อยมือขนาดกลางถูกนำออกมาใช้ หลานชายสองคนอายุประมาณเก้ากับสิบเอ็ดขวบเสนอตัวขอเป็นคนตัด ตอนแรกเรายังคิดว่าคงไม่มีใครอนุญาต แต่ปรากฏว่าสองหนุ่มน้อยได้สลับกันเลื่อยตั้งแต่ต้นจนจบ โดยมีผู้ใหญ่คนอื่นๆ ในครอบครัวคอยบอกวิธีและนั่งเป็นกำลังใจให้รอบๆ 

“อุทยานนี้มีกฎไม่ให้ใช้เลื่อยไฟฟ้า และให้ตัดได้บ้านละไม่เกินสองต้น ป้องกันไม่ให้คนมาตัดไปขายต่อเอากำไร” 

ฟังที่คริสเตียนบอกแล้วเราก็มาคิดว่ามันสมเหตุสมผลอยู่ เพราะต้นสนคริสต์มาสของจริงที่ถูกตัดไปวางขายในเมืองราคาต้นละประมาณ 40 ดอลลาร์ฯ เป็นอย่างต่ำ และไล่ไปจนถึง 100 – 120 ดอลลาร์ฯ ขึ้นอยู่กับขนาดและรูปทรง ส่วนถ้ามาตัดเอาเองแบบนี้ จะขนาดไหนก็จ่ายแค่ราคาเดียว 

หลานชายสองคนก้มหน้าก้มตาเลื่อยไปเรื่อยๆ พอตัดเข้าช่วงกลางต้นสนแล้ว หลายคนก็มาช่วยกันประคองให้ต้นตั้งตรง เพราะถ้าไม่เลื่อยให้ขาดทั้งต้นแต่ใช้วิธีผลักให้ล้ม ปลายต้นจะมีเสี้ยนยาวและบาดมือเอาได้-เรื่องนี้ถือเป็นความรู้ใหม่สำหรับคนที่ไม่เคยตัดต้นอะไรแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิตอย่างเรา 

ต้นสนคริสต์มาส

ได้ต้นคริสต์มาสมาแล้ว ก็ค่อยๆ สลับกันแบกกลับไปจนถึงที่จอดรถและจัดแจงวางไว้ท้ายกระบะ พอเสร็จงานคุณแม่ของคริสเตียนก็แจกจ่ายแซนด์วิช กาแฟ และโกโก้ร้อน ที่เตรียมมาจากบ้านให้ทุกคนในครอบครัว แถมยังเผื่อแผ่ให้คู่หนุ่มสาวที่เพิ่งจะแบกต้นไม้ตามหลังกลุ่มเราออกมาไม่นานอีกด้วย 

“เดี๋ยวเราเอาต้นที่ตัดกลับไปแช่น้ำที่บ้าน มันก็จะอยู่ได้ประมาณสามถึงสี่สัปดาห์ ใบจะค่อยๆ ร่วงไปเรื่อยๆ พอใช้งานเสร็จแล้ว จะเอาต้นไปตากแห้งแล้วตัดทำฟืนก็ได้ ส่วนใบที่ยังเขียวๆ ก็ใส่ถุงเล็กๆ วางไว้ให้มีกลิ่นหอมในบ้าน หรือไม่ก็เอาไปบริจาคให้สวนสัตว์ บริจาคให้โรงงานไปรีไซเคิลเป็นวัสดุคลุมดินต้นไม้ในสวนสาธารณะ ถ้าอยากได้มาปลูกต่อก็ต้องขุดแบบมีรากมาด้วยและดูแลด้วยการแช่น้ำ พอใช้เสร็จก็เอาไปปลูกลงดินได้เลย” 

ถ้าได้สะสมต้นคริสต์มาสที่ใช้เสร็จแล้วด้วยการปลูกไว้หลังบ้านทุกปีก็คงจะดีไม่น้อย แต่คงต้องใช้พื้นที่เยอะน่าดูเลยทีเดียว 

คืนนั้นกลับมาถึงบ้านทุกคนก็แยกย้ายกันไปพัก และนัดว่าจะมาช่วยกันตกแต่งต้นไม้ในคืนวันถัดไป เราเลยไปถามคริสเตียนว่าปกติต้องมีฤกษ์งามยามดีในการประดับต้นคริสต์มาสด้วยรึเปล่า

“ก็ไม่เชิงหรอก วันจัดต้นไม้สะดวกวันไหนก็ทำวันนั้น บางบ้านเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม บางบ้านก็รอจนสัปดาห์สุดท้ายก่อนวันคริสต์มาส ส่วนวันที่เก็บของประดับลง ที่บ้านเรามักจะทำกันตั้งแต่วันสิ้นปีเก่า แต่ตามธรรมเนียมคือวันที่หกมกราคม นับไปสิบสองคืนหลังจากวันคริสต์มาส และเชื่อกันว่าถ้าวางไว้หลังจากวันที่หกไปแล้วจะโชคร้าย” 

แล้วคริสเตียนเชื่อไหมว่าจะโชคร้าย 

“ถ้าผ่านปีใหม่ไปเกือบสัปดาห์แล้วยังไม่เก็บต้นคริสต์มาส ผมว่าก็น่าจะสื่อถึงความขี้เกียจที่จะนำพามาแต่ผลร้ายในอนาคตนะ” 

เทศกาลแห่งความทรงจำ 

ต้นสนคริสต์มาส

ก่อนหน้านี้เวลาเราเห็นภาพบรรยากาศของวันคริสต์มาสจากในภาพยนตร์ต่างประเทศหรือจากคำบรรยายในหนังสือ เราก็เคยนึกสงสัยว่าการที่ฝรั่งตกแต่งบ้านช่วงเทศกาลแบบจัดหนักจัดเต็มกันขนาดนี้ทุกปีจะไม่เปลืองเงินแย่หรือยังไง 

เพิ่งมาได้คำตอบแบบง่ายๆ เอาก็ตอนนั้นว่า เขาไม่ได้ซื้อของตกแต่งแบบยกชุดใหม่ทั้งหมดทุกปี แต่มีบางส่วนแยกเก็บเอาไว้เป็นกล่องๆ พอเริ่มเข้าช่วงเทศกาลก็หยิบของประดับที่เก็บไว้ออกมาวางตามมุมต่างๆ ของบ้าน ดาวประดับหน้าประตูมีอายุอย่างน้อย 15 ปี ถุงเท้าใส่ของขวัญที่มีชื่อคริสเตียนและชื่อพี่สาวปักอยู่ถูกใช้มาตั้งแต่ทั้งสองคนยังอายุไม่ถึง 10 ขวบดี ผ้าคลุมโซฟาลายกวางเรนเดียร์เป็นฝีมือปักของคุณทวดที่เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ฯลฯ

ของประดับแต่ละชิ้นที่ถูกหยิบออกมาจากกล่อง อัดแน่นไปด้วยความทรงจำของคนในครอบครัวหลายต่อหลายรุ่น เราในฐานะที่เป็นแขกก็พลอยได้นั่งฟังเรื่องราวเก่าๆ เหล่านี้ไปพร้อมกับเด็กๆ ด้วย 

ของที่ใช้ประดับต้นคริสต์มาสก็เหมือนกัน นอกจากลูกบอลหลากสี ดาว พู่ และไฟประดับแล้ว สมาชิกในบ้านแต่ละคนก็มีของที่มีความหมายส่วนตัวที่อยากจะนำไปแขวน หลานสาวอายุ 5 ขวบของคริสเตียนเลือกแขวนเลโก้สีเหลืองสด หลานชายอีกคนเลือกรถของเล่นคันเล็กที่ได้เป็นของขวัญจากคุณปู่ คุณแม่ของคริสเตียนแขวนเซรามิกรูปช้างที่ซื้อตอนมาเที่ยวเมืองไทย นอกจากนี้ ทุกคนยังแขวนการ์ดที่เขียนคำอวยพรสั้นๆ ให้แก่คนอื่นๆ ในครอบครัวด้วย

ต้นคริสต์มาสที่ตกแต่งเสร็จแล้ว ตั้งสว่างไสวอยู่ตรงมุมห้องตลอดเทศกาล และค่อยๆ มีกล่องของขวัญวางใต้ต้นไม้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงเช้าตรู่ของวันคริสต์มาส

ต้นสนคริสต์มาส
ต้นสนคริสต์มาส

ตลอดทั้งสัปดาห์นั้นจะมีกิจกรรมที่สมาชิกทำร่วมกันในแต่ละวัน เช่น ออกไปเล่นสกี ปั้นตุ๊กตาหิมะ ช่วยกันปั้นคุกกี้ อบขนมปัง เค้ก และพาย พอทำเสร็จก็แบ่งใส่โหลแก้วเก็บไว้ให้สมาชิกในครอบครัว อีกส่วนก็แบ่งใส่กล่องผูกโบว์และให้เด็กๆ ถือไปเคาะประตูแจกจ่ายเพื่อนบ้าน และเด็กๆ ก็มักจะกลับมาพร้อมกับถุงขนมและกล่องคุกกี้ฝีมือเพื่อนบ้านอีกเหมือนกัน 

พอตกเย็นก็จะมีการโหวตเลือกหนังที่มีบรรยากาศเกี่ยวกับเทศกาลคริสต์มาสขึ้นมาหนึ่งเรื่องแล้วนั่งดูด้วยกัน ส่วนใหญ่จะเป็นหนังคลาสสิก เช่น Home Alone, Love Actually, It’s a Wonderful Life, Miracle on 34th Street, The Nightmare Before Christmas, How the Grinch Stole Christmas,The Polar Express, A Christmas Carol เป็นต้น-คริสเตียนบอกเราว่า มีหลายเรื่องที่เปิดดูกันทุกปีมาตั้งแต่เด็ก ดูจนจำบทพูดได้ทุกประโยคและทุกฉากเลยทีเดียว

 คืนไหนที่หิมะตกหนัก อากาศหนาวจัด สมาชิกในบ้านก็จะมี Eggnog เครื่องดื่มยอดนิยมในเทศกาลคริสต์มาส หรือไม่ก็โกโก้ร้อนโรยหน้าด้วยมาร์ชเมลโลว์ถืออยู่ในมือคนละแก้ว ใครอยากดูหนังก็ไปนั่งดู ที่ดูจนเบื่อแล้วก็ไปจับกลุ่มเล่นบอร์ดเกมกันที่อีกมุมห้อง ส่วนเราก็มักจะไปเลือกไปอยู่กับกลุ่มแรกและเผลอหลับตั้งแต่หนังยังไม่จบแทบทุกคืน 

สำหรับเด็กๆ บ้านนี้ปกติต้องเข้านอนกันตั้งแต่ 2 ทุ่ม ในสัปดาห์สุดท้ายก่อนถึงวันคริสต์มาสก็ได้รับอนุญาตให้หยิบหมอนและผ้าห่มออกมานั่งเล่นหน้าต้นคริสต์มาสกันจนถึงประมาณ 4 ทุ่ม แต่พอถึงวันคริสต์มาสอีฟหรือคืนก่อนวันคริสต์มาส เด็กๆ กลับตื่นเต้นและกระตือรือร้นที่จะรีบเข้าห้องนอนกันก่อนเวลาซะด้วยซ้ำ ทั้งที่เราก็ยังนึกว่าจะอยู่เล่นสนุกกันจนเกือบเช้า แต่ก็ได้คำตอบจากหลานสาววัย 7 ขวบที่เดินมากระซิบกับเราแบบเขินๆ ก่อนจะลาไปนอนว่า 

“หนูต้องรีบไปนอนก่อนซานต้ามา ฝากบอกซานต้าด้วยนะคะ ปีนี้หนูเป็นเด็กดีแล้วก็ผูกเชือกรองเท้าเองทุกวันเลย” 

คริสต์มาสของคนไกลบ้าน 

ต้นสนคริสต์มาส

“คริสต์มาสปีนี้จะทำอะไรดี” 

เราสองคนนั่งมองหน้ากันอยู่ในบ้านเช่าแห่งหนึ่งที่บัวโนสไอเรส ภาพคริสต์มาสในปีเก่าๆ ย้อนกลับมาพร้อมความรู้สึกที่หลากหลาย 

การได้ไปร่วมฉลองเทศกาลคริสต์มาสกับครอบครัวของคริสเตียนที่สหรัฐฯ ตลอดทั้งสัปดาห์ในคราวนั้น ทำให้เราเข้าใจความรู้สึก ‘คิดถึงบ้าน’ ของคริสเตียนได้ลึกซึ้งมากขึ้น แต่พอเข้าปีที่ 2 ของทริปมอเตอร์ไซค์ เราสองคนก็ติดงานที่ประเทศโคลอมเบียจนซื้อตั๋วกลับบ้านไม่ทัน ปีที่ 3 ก็ยังเดินทางอยู่ในอาร์เจนตินาและสู้ราคาตั๋วเครื่องบินกลับสหรัฐฯ ไม่ไหว

จากทั้ง 2 ปีและ 2 ประเทศที่ไม่ได้กลับบ้านช่วงนี้ เราก็ได้เรียนรู้ว่าถึงแม้จะมีคนมากมายออกมาเดินชมไฟที่ประดับอย่างสวยงามอลังการในเมืองหลวงของ 2 ประเทศนี้ แต่พอตกค่ำคนส่วนใหญ่ก็แยกย้ายกันไปฉลองกับครอบครัวอยู่ดี เหลือแต่นักท่องเที่ยวตาดำๆ (ฟ้าๆ) อย่างเราที่ไม่รู้จะทำอะไรหรือจะไปไหนต่อ

จะไปนั่งกินข้าวในร้านอาหารก็มีกันแค่สองคน หาความโรแมนติกก็ยากเพราะโต๊ะอื่นมากันเป็นกลุ่มใหญ่ จะซื้อของขวัญให้กันเองก็ไม่มีที่จะเก็บ แค่นี้กระเป๋าที่ติดอยู่กับมอเตอร์ไซค์ทุกกล่องก็แน่นจนจะปิดไม่สนิทอยู่แล้ว

สุดท้ายเลยต้องมาช่วยกันคิดว่าจะทำกิจกรรมอะไรที่มีความหมายสำหรับเราสองคนในเทศกาลครอบครัวแบบนี้ดี เพราะถ้ายังรักที่จะเดินทางไกลก็ต้องหาวิธีมีความสุขกับเทศกาลที่เราอาจจะต้องอยู่ไกลบ้านอีกในอนาคตให้ได้ 

เมืองนี้มันต้องมีคนที่เหงาเหมือนเราบ้างแหละ”

“ไม่ไปปาร์ตี้ในคลับแบบเด็กวัยรุ่นนะ สังขารไม่ให้แล้ว” 

“มันต้องมีคนที่อยากจะเจอครอบครัวแต่ไม่ได้เจอ อยากจะกลับบ้านแต่ก็ไม่ได้กลับ” 

“คนเร่ร่อนไง ครอบครัวไม่มี บ้านก็ไม่มี” – เราตอบไปด้วยความกวน แต่คริสเตียนหันขวับมาทันที 

“คนเร่ร่อน! เออ เราไปฉลองกับคนเร่ร่อนได้ เอาเงินที่จะไปกินข้าวมื้อใหญ่กับเงินที่จะซื้อของขวัญให้กันวันนี้ ไปซื้อของเล็กๆ น้อยๆ เป็นของขวัญคริสต์มาสให้คนเร่ร่อนหลายๆ คนแทนกันดีกว่า” 

เข้าป่ารัฐโคโลราโด สหรัฐฯ ลุยหิมะหาต้นสนคริสต์มาสมาฉลองคริสต์มาสกับคนไกลบ้าน

จากการนั่งคุยกันเรื่อยเปื่อยในคืนวันคริสต์มาสที่โคตรเหงาในบัวโนสไอเรสปีนั้น ก็ทำให้การแพ็กของเล็กๆ น้อยๆ ใส่กล่องไปให้คนไร้บ้านในวันคริสต์มาสอีฟ กลายเป็นการฉลองในแบบของคนไกลบ้านอย่างเราสองคนมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา 

และแม้ในวันนี้ที่ไม่มีคำถามว่า “คริสต์มาสปีนี้จะทำอะไร” เพราะทั้งคริสเตียนและเราจะไปเจอครอบครัวที่โคโลราโด้และไปตัดต้นสนคริสต์มาสจากในป่าด้วยกันอีก แต่เราสองคนก็ตั้งใจกันว่าจะยกเว้นของขวัญที่จะซื้อให้กันและเอาเงินนั้นไปเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นเล็กๆ น้อยๆ ให้กับคนที่อาจจะต้องอยู่ไกลบ้านและอาจจะกำลังคิดถึงบ้านเหมือนที่เราสองคนเคยเป็นในระหว่างเทศกาลนี้ก็ได้ 🙂

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

อันที่จริงแผนดั้งเดิมของเราในวันนั้นคือการขี่รถมอเตอร์ไซค์จากกิโต (Quito) เมืองหลวงของประเทศเอกวาดอร์ ไปยังเกวงกา (Cuenca) เมืองเล็กๆ บนเทือกเขาแอนดีสทางฝั่งใต้ของประเทศค่ะ

ด้วยระยะทางกว่า 450 กิโลเมตร เรากับคริสเตียนจึงตั้งใจออกจากโรงแรมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีเพื่อเลี่ยงรถติดในเมืองหลวง และเผื่อเวลาเอาไว้สำหรับการขี่รถบนเส้นทางคดเคี้ยวตามแนวเขาที่มักจะทำความเร็วได้ไม่มาก ตอนนั้นก็ยังคิดว่าถ้าโชคดี เราอาจจะไปถึงที่หมายก่อนพระอาทิตย์ตก และอาจจะพอเหลือแรงให้เดินหาอะไรกินในเมืองก่อนเข้านอนได้บ้าง

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

แต่แล้วแผนของเราก็ล่มตั้งแต่ 50 กิโลเมตรแรกค่ะ เพราะมีก้อนดินขนาดใหญ่ถล่มลงมาปิดถนนเส้นหลัก เราเห็นว่ามีร่องรอยของล้อรถยนต์ที่ขับผ่านไปบ้างแล้ว เลยคิดว่าอาจจะขี่รถตามไปได้ด้วยเหมือนกัน แต่พอลองลงเดินเข้าไปดู ก็พบว่ากองดินด้านหลังสูงกว่าฝั่งนี้พอสมควร แถมทั้งฝนและหมอกก็ทำให้ดินกลายเป็นโคลนเหนียว แค่จะยกขาเดินแต่ละก้าวก็ยังยากลำบาก จะลากรถมอเตอร์ไซค์ที่เต็มไปด้วยสัมภาระผ่านกองดินเหนียวตรงนี้ไป ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

เราเดินวนเวียนสำรวจกันอยู่สักพัก แล้วก็เลยลองไปถามกลุ่มชาวบ้านที่นั่งคุยกันอยู่ไม่ไกลจากแถวนั้น ได้ความว่าดินถล่มตั้งแต่เมื่อวานเย็น แต่ถนนเส้นนี้ดินโคลนถล่มเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าไม่มีคนสูญหายหรือบาดเจ็บ ก็อาจจะต้องรอ 2 – 3 กว่าจะมีการขนย้ายดินออกไป 

“ขี่รถอ้อมไปทางอเลาซี (Aluasi) ก็ได้นะ กลับไปทางนี้เจอแยกแล้วเลี้ยวขวา” 

คุณลุงอีกคนที่ตอนแรกง่วนอยู่กับการเช็ดโคลนให้ลูกเจี๊ยบเดินออกมาชี้ทางให้ เราหยิบแผนที่ออกมาดูตามที่ลุงว่า เมืองอเลาซีอยู่ห่างจากจุดดินถล่มไม่ถึง 20 กิโลเมตร แต่การเดินทางย้อนกลับไปจะทำให้เราเสียเวลามากขึ้นพอสมควร คุณลุงคงจะเห็นท่าทางลังเลของเราแล้วนึกขำ ทำนองว่าไม่ไปทางนี้แล้วเธอจะไปทางไหน

“ลุงตัดสินใจให้เอง มาเที่ยวกันไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ แวะไปนั่งรถไฟที่อเลาซีก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ” 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

อเลาซี เมืองสายรุ้งในอ้อมกอดแอนดีส
Aluasi, Ecuador

เรากับคริสเตียนย้อนกลับไปอเลาซีโดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากนอกจากจะหาที่ตั้งหลักเพื่อวางแผนก่อน และแม้แต่ตอนไปถึงก็ยังคิดว่าจะหากาแฟกันคนละแก้วแล้วค่อยเร่งออกเดินทางต่อ

อเลาซีเป็นเมืองเล็กๆ สีสันสดใสและล้อมรอบไปด้วยภูเขา ตึกรามบ้านช่องในเมืองดูน่าจะเก่าแก่ไม่น้อย เมื่อขี่รถเข้าไปแล้ว จึงได้เห็นว่าผังเมืองมีลักษณะเป็นบล็อกสี่เหลี่ยม ทำให้ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของเมือง ก็มองเห็นยักษ์ใหญ่สีเขียวที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลังถนนเล็กๆ ทุกสายในเมืองได้อย่างชัดเจน 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์
'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

“เมื่อกี้คุณลุงบอกว่ายังไงนะ ให้ไปนั่งรถไฟก่อนใช่ไหม” 

เสียงคริสเตียนแว่วๆ ลอดหมวกกันน็อกมา เรามองตามไปข้างหน้า จึงได้เห็นว่าสถานีรถไฟของที่นี่อยู่ติดกับจตุรัสกลางเมือง ตรงข้ามสถานีมีร้านกาแฟและร้านอาหารให้เลือก 3 – 4 ร้าน เราสองคนจึงจอดรถและแวะเข้าไปในร้านกาแฟที่ใกล้สถานีที่สุด ระหว่างนั้นเจ้าของร้านก็ออกมาชวนคุยด้วย

“มารอขึ้นรถไฟหรือว่าเพิ่งกลับมาจากรอบเช้าคะ วันนี้หมอกเยอะแต่วิวก็น่าจะสวยมาก” 

เราตอบกับพี่เจ้าของร้านว่าแค่บังเอิญผ่านมาเฉยๆ แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรเพิ่มเติม เขาก็ต้องปลีกตัวไปรับลูกค้าใหม่ที่เพิ่งเดินเข้ามา ด้วยความอยากรู้ เราเลยหยิบมือถือมาเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับรถไฟในอเลาซี วันนี้มีแต่คนพูดถึงรถไฟของเมืองนี้

“The Devil’s Nose Train”

“ผลงานชิ้นโบว์แดงทางวิศวกรรมรถไฟในศตวรรษที่ 19”

“รถไฟจมูกปีศาจแห่งเอกวาดอร์”

“ทางรถไฟที่อันตรายที่สุดของโลก”

“สุสานแรงงานจาเมกันในแอนดีส”

ฯลฯ

โอ้โห พอไล่อ่านคร่าวๆ แล้วก็รู้สึกเขินขึ้นมาทันทีเลยค่ะ เรามาถึงเมืองนี้และอยู่ห่างสถานีรถไฟของเขาไม่กี่สิบก้าว แต่กลับไม่รู้เลยว่าอเลาซีเป็นเมืองที่มีรถไฟท่องเที่ยวชื่อเสียงโด่งดังในเอกวาดอร์ พอเจ้าของร้านกาแฟกลับมาจะคุยต่อและรู้ว่าเราสนใจเรื่องรถไฟ เจ้าตัวก็เลยรีบไปหยิบรายละเอียดมาให้ดูเยอะแยะ 

“รถไฟท่องเที่ยวสายนี้ปกติมีวันละสามเที่ยวค่ะ ตอนแปดโมงเช้า สิบเอ็ดโมง แล้วก็บ่ายสามโมง แต่ถ้าวันไหนสภาพอากาศไม่ดีก็อาจจะยกเลิกทุกเที่ยว รถออกจากสถานีอเลาซีไปสถานีซิบัมเบที่อยู่ด้านล่างแล้ววนกลับมาส่งที่เดิม ใช้เวลาทั้งทริปประมาณสองชั่วโมงครึ่ง

“ถ้าอยากไปเที่ยววันนี้ ลองไปถามหาตั๋วช่วงบ่ายอาจจะยังพอมีนะคะ” 

เรารีบทำตามคำแนะนำ วิ่งข้ามถนนไปสถานีรถไฟ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าที่นั่งเต็มแล้ว แต่ก็ให้ลงชื่อรอตั๋วไว้สองใบ และบอกว่าช่วงบ่ายมักมีนักท่องเที่ยวเปลี่ยนใจยกเลิกตั๋วบ่อยๆ แต่ก็ไม่รับปากว่าจะได้ หลังลงชื่อเสร็จก็กลับมานั่งวางแผนเรื่องที่พักกันใหม่ ซึ่งเจ้าของร้านกาแฟก็ช่วยแนะนำโรงแรมใกล้ๆ จตุรัสให้ 2 – 3 แห่ง ตอนแรกปรึกษากันว่าเราควรรอจนกว่าจะได้ตั๋วรถไฟก่อนแล้วค่อยจองโรงแรมดีไหม

“มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ” 

คริสเตียนพยายามเลียนเสียงและท่าทางของคุณลุงที่เจอกันเมื่อเช้าอย่างเต็มที่ แล้วเราสองคนก็อดหัวเราะให้กันไม่ได้ จริงอย่างที่คุณลุงว่า จะรีบไปไหนกันนักหนา มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ สุดท้ายเราก็ตกลงจองโรงแรมไปก่อนเพื่อเอาสัมภาระไปเก็บ และออกมาเดินเล่นในจตุรัสระหว่างรอลุ้นตั๋วรถไฟ 

ตอนนั้นเราเผื่อใจไว้แล้วว่าถ้าไม่ได้ตั๋วก็ไม่เป็นไร (เที่ยว 8 โมงของเช้าวันถัดไปเต็มแล้วเหมือนกันค่ะ และมักจะไม่มีคนยกเลิกตั๋วด้วย) 

ก่อนรถไฟออกประมาณครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีนักท่องเที่ยวยกเลิกตั๋วทั้งหมด 5 ใบ ซึ่งตรงกับจำนวนคนที่มาลงชื่อสำรองของรถไฟเที่ยวบ่ายพอดี อีก 3 คนมาเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกจากนอร์เวย์ค่ะ เราพูดคุยทักทายกันนิดหน่อย แต่เพราะหาภาษากลางที่สื่อสารกันไม่ได้ สุดท้ายก็เลยได้แต่ยิ้มและโบกมือให้กัน

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เส้นทางรถไฟจมูกปีศาจ อเลาซี – ซิบัมเบ 

La Nariz del Diablo, Alausí – Sibambe

หัวรถจักรดีเซลสีดำด้านจอดอยู่ตรงชานชาลา ตามด้วยตู้รถไฟที่ตกแต่งด้วยไม้แบบคลาสสิกอีก 4 ตู้ และมีตู้ขนสัมภาระด้านหลังสุด 1 ตู้ ด้านในจัดเป็นเก้าอี้หันหน้าเข้าหากัน ฝั่งหนึ่งเป็นเก้าอี้เดี่ยว ส่วนอีกฝั่งเป็นเก้าอี้คู่ เจ้าหน้าที่แจ้งตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าทุกคนในรถมีพื้นที่มากพอที่จะลุกขึ้นยืนเพื่อถ่ายรูปได้ทั้งสองด้าน และกระจกหน้าต่างของรถไฟก็เลื่อนเปิดปิดได้ด้วย เพื่อให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปวิวได้โดยไม่มีเงาสะท้อน 

เราสองคนรีบนั่งประจำที่ด้วยความตื่นเต้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เมื่อขบวนรถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากสถานี เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่บรรยายก็พาทุกคนบนรถย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นของรถไฟในเอกวาดอร์พร้อมๆ กัน

การสร้างรางรถไฟในเอกวาดอร์อย่างจริงจังเกิดขึ้นหลังสงครามประกาศอิสรภาพและสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง ผู้นำประเทศในสมัยนั้นมองว่า ความยากลำบากในการคมนาคมระหว่างเมืองเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศล้าหลัง จึงมีความคิดที่จะเชื่อมต่อเมืองเหล่านั้นด้วยรถไฟ โดยเฉพาะระหว่างกิโต (Quito) ที่เป็นเมืองหลวง กับเมืองกัวยากิล (Guayaquil) ที่เป็นทั้งเมืองท่าและเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เราหยิบแผนที่ในมือถือมากดดู ขนาดเดินทางด้วยถนนในสมัยนี้ กิโตกับกัวยากิลก็ยังอยู่ห่างกันตั้ง 400 กว่ากิโลเมตร เจ้าหน้าที่บอกว่าสมัยก่อนถ้าเดินทางด้วยล่อ ก็จะใช้เวลาประมาณ 2 วัน หรือถ้าหากมีเกวียนสัมภาระไปด้วยก็อาจกินเวลาเป็นสัปดาห์ 

ปัญหาหลักคือ กัวยากิลตั้งอยู่ที่ระดับน้ำทะเล ส่วนกิโตอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,800 เมตร และเส้นทางระหว่างสองเมืองนี้ต้องผ่านทั้งแม่น้ำ ป่าทึบ ทางลาดชัน และยอดเขาแอนดีสที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดปี การเชื่อมกิโตกับกัวยากิลเข้าด้วยกันจึงเป็นงานที่เหนือจินตนาการ เมื่อคำนึงถึงขีดความสามารถของเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เสียงบรรยายเป็นภาษาสเปนสลับกับอังกฤษดำเนินไป ในขณะที่วิวภูเขาสูงสลับซับซ้อนเคลื่อนผ่านหน้าต่างรถไฟไปอย่างช้าๆ ผู้โดยสารหลายคนเริ่มลุกขึ้นถ่ายรูปวิวที่สวยสมบูรณ์แบบจนแทบจะเหมือนภาพวาด เราเองก็เผลอมองออกไปด้านนอกจนไม่ได้ตั้งใจฟังไปพักใหญ่ เพิ่งจะกลับมามีสมาธิจดจ่ออีกครั้งก็ตอนที่เจ้าหน้าที่อีกท่านเดินเอาขนมกับน้ำส้มมาแจกให้ 

“ในช่วงสิบห้าปีแรกมีการสำรวจและทดลองสร้างรางรถไฟสายนี้หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จค่ะ จนกระทั่งรัฐบาลเซ็นสัญญาให้บริษัทวิศวกรรมสัญชาติอเมริกันเข้ามาดูแล และการก่อสร้างอย่างเป็นทางการก็เริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1899” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : David Brossard Flickr

ทางรถไฟที่ท้าทายและอันตรายต่อการสร้างที่สุดในโลก

หลังจากนั่งชมวิวกันมาสักพัก รถไฟก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงจนจอดนิ่งสนิท เจ้าหน้าที่ชี้ให้ทุกคนมองออกไปที่อาคารด้านล่าง และบอกว่านั่นคือสถานีซิบัมเบ (Sibambe) ซึ่งเป็นสถานีปลายทางที่เราจะลงไปถึงภายใน 15 นาทีนี้ 

“สถานีซิบัมเบอยู่ต่ำลงไปกว่าเราประมาณแปดร้อยเมตรค่ะ ตอนนี้รถไฟของเราจอดอยู่บนรางที่สร้างเลียบหน้าผาหินที่ทำมุมแทบจะตั้งฉากกับพื้น จุดนี้เป็นจุดที่ยากที่สุดในการสร้างรางรถไฟประวัติศาสตร์สายนี้ เพราะต้องเจาะหินเป็นทางลาดชันแบบสลับฟันปลา เพื่อติดตั้งรางรถไฟและให้รถไฟวิ่งแบบซิกแซ็ก คือทั้งเดินหน้าและถอยหลังจนลดและเพิ่มระดับความสูงแปดร้อยเมตรภายในระยะทางสิบสองกิโลเมตรได้” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สิ้นเสียงผู้บรรยาย รถไฟที่เรานั่งอยู่ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวถอยหลังค่ะ เรารู้ดีว่ารถไฟสายนี้วิ่งเส้นทางนี้มาเป็นหมื่นเป็นแสนรอบแล้ว แต่ก็ยังอดกลั้นหายใจลุ้นไปกับเขาด้วยไม่ได้ และเพราะมุมที่เกือบตั้งฉากของหน้าผาทำให้หลังคาของสถานีปลายทางที่เห็นตอนแรกหายลับไปจากสายตา ยิ่งรถไฟถอยหลังลงไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งมองไม่เห็นอะไรด้านล่างเลยแม้แต่พื้นดินข้างๆ รางจนแทบรู้สึกเหมือนรถไฟทั้งขบวนลอยอยู่บนอากาศ

ตอนนั้นเรารู้สึกได้เลยว่าไม่ได้มีแค่เราคนเดียวที่กลั้นหายใจแน่ๆ เพราะนักท่องเที่ยวทั้งขบวนพร้อมใจกับเงียบและมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใจจดใจจ่อ สักพักรถที่กำลังเคลื่อนตัวถอยหลังก็ค่อยๆ ชะลอจนหยุด และเริ่มออกเดินหน้าในทิศตรงกันข้ามอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการลงสู่พื้นระดับเดียวกับสถานีปลายทาง

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“รูปแบบและการทำงานของระบบรางรถไฟส่วนนี้เป็นผลงานชิ้นเอกทางวิศวกรรมระบบรางในศตวรรษที่ 19 แม้แต่แรงงานต่างชาติที่ถูกเกณฑ์มากว่าสี่พันคน ส่วนใหญ่ก็มาจากจาเมก้า เพราะเป็นกลุ่มแรงงานที่มีประสบการณ์การสร้างรางรถไฟร่วมกับวิศวกรชาวอังกฤษในจาเมก้ามาก่อน และบางส่วนก็เคยร่วมสร้างทางรถไฟของประเทศปานามามาก่อนแล้วด้วย” 

  เมื่อลงมาถึงพื้นด้านล่าง รถไฟก็แล่นผ่านสถานีซิบัมเบไปประมาณสองร้อยเมตรและจอดตรงบริเวณที่โล่งกว้าง เจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณให้ทุกคนลงจากรถและไปรวมตัวกันอยู่ด้านข้างรถไฟ 

“กว่ารางรถไฟสายนี้จะสำเร็จ มันก็คร่าชีวิตของแรงงานเหล่านี้เกือบสองพันคน ทั้งจากอุบัติเหตุ แรงระเบิด ไข้เหลือง มาลาเรีย งูพิษ เสือจากัวร์ และสภาพอากาศที่หนาวจัด โดยเฉพาะตรงจุดนี้ซึ่งต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนานกว่าส่วนอื่น ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นหลักพัน”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“ตอนนี้คุณมองเห็นจมูกของปีศาจหรือยังคะ” 

ทุกคนไปมองหน้าผาสูงชันที่มีรางรถไฟเลียบผาเรียงสลับกันไปมาอยู่ตรงหน้า เมื่อพยายามจินตนาการอีกนิดหน่อย ก็พอจะมองเห็นว่ามันมีลักษณะคล้ายใบหน้าของคนที่กำลังเงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ และรางรถไฟบนหน้าผาก็อยู่ตรงบริเวณจมูกของใบหน้านั้นพอดี 

“เดิมภูเขาลูกนี้มีชื่อว่ารังพญาแร้ง (The Condor’s Aerie) แต่เมื่อมีการสร้างรางรถไฟมาถึงที่นี่ ชาวพื้นเมืองก็เชื่อกันว่าเป็นการลบหลู่เทพเจ้าและปีศาจที่คุ้มครองเทือกเขาแอนดีส การที่คนงานและวิศวกรก่อสร้างพากันล้มตายก็เพราะโดนปีศาจลงโทษ โดยเฉพาะบริเวณนี้ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่สุด ภูเขาลูกนี้จึงมีอีกชื่อที่เรียกกันว่า Nariz del Diablo หรือจมูกของปีศาจ และเป็นที่มาของชื่อรถไฟสายจมูกปีศาจนั่นเองค่ะ” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สถานีปลายทางซิบัมเบ

หลังทุกคนได้ถ่ายรูปกับ ‘จมูกปีศาจ’ จนหนำใจแล้ว ก็พากันกลับขึ้นรถไฟและมาลงที่หน้าสถานีซิบัมเบ พื้นที่ของสถานีนี้มีขนาดเล็กกว่าสถานีอเลาซี แต่ด้านในก็มีพร้อมทั้งร้านขายของที่ระลึก พิพิธภัณฑ์ และร้านอาหาร นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มชาวพื้นเมืองที่มาคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยการร้องเพลงและแสดงการเต้นรำแบบพื้นเมือง โดยนักท่องเที่ยวทุกคนจะมีเวลาอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งชั่วโมงและเลือกทำกิจกรรมอะไรก็ได้ เรากับคริสเตียนแวะไปดูโชว์เต้นรำแบบพอหอมปากหอมคอ แล้วก็แยกย้ายกันไปหามุมสงบนั่งเรียบเรียงบันทึกการเดินทางจนถึงเวลาที่ต้องขึ้นรถไฟกลับ

ระหว่างทางเจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า รถไฟจากกัวยากิลวิ่งไปถึงกิโตครั้งแรกใน ค.ศ. 1908 ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดเพียง 12 ชั่วโมง และหลังจากนั้นก็เป็นยุคที่การคมนาคมด้วยรถไฟในเอกวาดอร์รุ่งเรืองสุดขีด ทั้งการท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างพื้นที่บนภูเขากับเมืองท่าชายทะเลก็ก้าวหน้าไปอย่างมาก แต่เมื่อมีถนนเข้ามาแทนที่ช่วงปลาย ค.ศ. 1990 รถไฟก็ไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป หลายเส้นทางโดนดินถล่มจนต้องปิดถาวร บางเส้นทางถูกปล่อยทิ้งร้าง

“เกือบยี่สิบปีหลังจากนั้น เส้นทางรถไฟกัวยากิล-กิโต ปิดบริการเกือบทั้งเส้น ยกเว้นเส้นทางจมูกปีศาจระหว่างอเลาซี-ซิบัมเบ เส้นทางเดียวที่ยังเปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่ตลอด”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

ต้องขอบคุณเส้นทางสายนี้ค่ะ เพราะทำให้รัฐบาลมองเห็นว่านักท่องเที่ยวยังคงชื่นชอบที่จะเดินทางด้วยรถไฟและยินดีที่จะจ่ายเงินในราคาสูง เพื่อให้ได้ดื่มด่ำกับความสวยงามของเทือกเขาแอนดีสด้วยสายตาตัวเอง ใน ค.ศ. 2008 รัฐบาลทุ่มงบประมาณหลายล้านเหรียญเพื่อปรับปรุงเส้นทางรถไฟใหม่ทั้งหมด และเปิดตัวรถไฟท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่เน้นความหรูหราและความสะดวกสบายจนได้การตอบรับเป็นอย่างดี 

เมื่อรถไฟเทียบเข้าชานชาลาอเลาซี ทั้งพนักงานขับรถไฟ พนักงานดูแลความเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่บรรยาย พากันมายืนเรียงแถวจับมือและขอบคุณผู้โดยสารทุกคนที่เดินลงมาจากรถอย่างกระตือรือร้น ส่วนเราเมื่อเสร็จจากที่สถานีแล้วก็แวะไปที่ร้านกาแฟอีกครั้ง เพื่อขอบคุณเจ้าของร้านให้คำแนะนำทั้งเรื่องตั๋วรถไฟและที่พัก 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เช้าวันถัดมาก่อนออกเดินทาง เราถือโอกาสออกไปเดินเล่นดูบรรยากาศในเมือง และบังเอิญเจอกับคุณลุงคนเมื่อวานในตลาด คุณลุงโบกไม้โบกมือทักทายเราสองคนมาแต่ไกล และเดินข้ามถนนเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มกว้าง 

“เป็นยังไง ไปขึ้นรถไฟมารึเปล่า เช้านี้ถนนใช้ได้แล้วนะ จะวิ่งกลับไปทางเดิมก็ได้ หรือว่าติดใจจะอยู่ต่ออีกก็ได้เหมือนกัน” 

ขอบคุณดินถล่มในวันนั้นที่ทำให้เราได้พบกับคุณลุง พี่ร้านกาแฟ รถไฟจมูกปีศาจ และเมืองเล็กๆ ในเทือกเขาแอนดีสแห่งนี้ 🙂 


เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : Beatrice Murch Flickr

สมัยก่อนการนั่งรถไฟท่องเที่ยวสายจมูกปีศาจจะเป็นการนั่งไปบนหลังคาของรถสินค้าค่ะ รอบๆ รถมีราวเหล็กสูงประมาณหน้าอกให้นั่งเกาะได้ แต่เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเดินทางลักษณะนี้ จึงทำให้ต้องยกเลิกและเปลี่ยนมาใช้รถไฟท่องเที่ยวอย่างที่เห็นในปัจจุบันค่ะ

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load