เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้เดินทางไปยังประเทศพม่าเพื่อสำรวจงานศิลปกรรมที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อวิทยานิพนธ์ของตัวเอง นอกเหนือจากนั้นผมก็ได้แวะไปเที่ยวยังวัดวาอารามอีกหลายแห่งที่ไม่ได้เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวมากนัก จากจำนวนวัดที่ไปทั้งหมดหลายสิบวัด มีอยู่ 2 วัดซึ่งปรากฏร่องรอยของชาวกรุงเก่าของเราแต่ก่อนที่ไปฝากฝีมือเอาไว้ในประเทศพม่า ก็เลยอยากจะเอามาเล่าสู่กันฟังและบอกต่อ โดยเราจะเริ่มจากวัดที่เป็นที่รู้จักในหมู่คนไทยมากกว่าก่อนกับ วัดมหาเตงดอจี

ถ้าเราเอ่ยชื่อวัดมหาเตงดอจี (Maha Thein Taw Gyi) เมื่อหลายสิบปีก่อน รับประกันได้เลยว่าไม่มีคนไทยคนไหนรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อ แต่ว่านักวิชาการชาวพม่าน่าจะรู้จักที่นี่อยู่แล้ว จนเมื่อ พ.ศ. 2545 กลุ่มนักวิชาการไทยได้ไปสำรวจที่วัดแห่งนี้และพบหลักฐานของงานช่างสมัยกรุงศรีอยุธยาที่นี่ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการตามหาหลักฐานงานช่างอยุธยาในเมืองพม่า แต่สำหรับคนนอกวงวิชาการ วัดแห่งนี้ก็ยังถือว่าแทบไม่เป็นที่รู้จักอยู่ดี

จนเมื่อไม่เกิน 10 ปีที่ผ่านมามีการพูดถึงวัดแห่งนี้มากขึ้นผ่านสื่อต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ ทั้งสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการพูดถึงสถูปที่เชื่อกันว่าเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระเจ้าอุทุมพรที่ได้รับการบูรณะเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ทำให้วัดแห่งนี้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นในหมู่ประชาชนทั่วไป ทำให้ทัวร์หลายคณะที่เดินทางไปยังเมืองมัณฑะเลย์เพิ่มวัดแห่งนี้เข้าไปอยู่ในโปรแกรมด้วย

วัดมหาเตงดอจีตั้งอยู่ที่เมืองสะกาย (Sagaing อ่านว่า สะกาย) ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับเมืองมัณฑะเลย์ อารมณ์เหมือนกรุงเทพฯ-ธนบุรี ไม่ปรากฏว่าวัดแห่งนี้สร้างขึ้นโดยใครและเมื่อใด แต่ตัววัดตั้งอยู่ในหมู่บ้านที่ชาวบ้านเล่าว่าเป็นชุมชนของพวกยวนเตง อ๊ะๆ ยวนนี้ไม่ใช่ญวนนะครับ ยวนหรือโยนกคือชาวล้านนา ญวนคือชาวเวียดนาม สะกดกันคนละตัวนะเออ

วัดมหาเต็งดอจี, พม่า

ปัญหานี้จะสามารถคลี่คลายได้ไม่ใช่ด้วยฝีมือของโคนัน แต่เป็นฝีมือของนักประวัติศาสตร์ศิลปะนั่นเอง จากรูปแบบของตัววิหารที่เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ส่วนฐานแอ่นท้องสำเภาเล็กน้อย หน้าบันประดับด้วยลายปูนปั้นนี้สามารถกำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 24 ซึ่งตรงกับราชวงศ์คองบอง ซึ่งราชวงศ์นี้เป็นราชวงศ์สุดท้ายของประเทศพม่า

แม้โดยภาพรวมอาคารหลังนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นศิลปะพม่าแบบ 100% ทว่าการแอ่นท้องสำเภานี้ถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของงานช่างสมัยอยุธยาตอนปลายที่ช่างพม่าไม่รู้จัก นี่จึงถือเป็นร่องรอยแรกของฝีมือช่างอยุธยาที่อาคารหลังนี้

พอเข้าไปด้านในเราจะเห็นภาพรวมของภายในที่เป็นโทนสีขาว ผนังด้านล่างตกแต่งด้วยกระเบื้อง พื้นปูพรมสีแดง ที่ด้านในสุดมีพระพุทธรูป 3 องค์ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีแค่องค์เดียวเท่านั้น ซึ่งพระประธานเป็นพระพุทธรูปศิลปะพม่า พอแหงนขึ้นไปบนเพดานก็เจอเพดานโค้งที่เต็มไปด้วยดาวเพดานซึ่งเป็นลวดลายที่นิยมอยู่ในศิลปะพม่าเช่นกัน

วัดมหาเต็งดอจี, พม่า

แล้วไหนล่ะ งานช่างแบบอยุธยาที่ผมโม้ให้ฟังตอนแรก

จุดแรกคือลวดลายกระหนกที่อยู่เหนือพระพุทธรูปประธานขึ้นไป เราจะเห็นลายเครือเถาช่อหางโตก้านขดเส้นเพรียวบาง ปลายกระหนกสะบัดพลิ้ว ลวดลายแบบนี้เป็นลายแบบหนึ่งที่นิยมอยู่ในศิลปะอยุธยาตอนปลาย ลองเปรียบกับลวดลายบนหน้าบันวัดไผ่ล้อม วัดร้างในจังหวัดเพชรบุรีนี้ดูสิครับ แม้จะต่างเทคนิคกัน ที่หนึ่งเป็นจิตรกรรม อีกที่หนึ่งเป็นปูนปั้น แต่เห็นไหมครับว่าคล้ายกันขนาดไหน

วัดมหาเต็งดอจี, พม่า วัดมหาเต็งดอจี, พม่า

แต่เอ๊ะ ช่อหางโต หางโตนี่มันคือหางอะไร คำตอบก็คือ หางสิงโตนั่นเอง ลองสังเกตสิครับจะเห็นว่าลวดลายนี้มีลักษณะคล้ายกับหางของสิงโตอยู่เหมือนกันนะครับ

จุดที่สอง ให้ยืนหันหลังให้พระพุทธรูปประธานแล้วมองแหงนขึ้นไปในตำแหน่งเดียวกับลายช่อหางโต เราจะพบกับบุษบก 9 ยอดประดิษฐานพระพุทธรูปขนาบสองข้างด้วยเครื่องสูงมากมาย เช่น ฉัตร หรือ ตุง บุษบก 9 ยอดถือเป็นอาคารที่มีฐานานุศักดิ์สูงที่สุดในงานสถาปัตยกรรมไทยประเพณี พระที่นั่งสรรเพชญปราสาทแห่งพระราชวังหลวงอยุธยา พระที่นั่งที่ใช้ประกอบพระราชพิธีสำคัญของราชสำนักและเป็นที่รับแขกบ้านแขกเมืองของพระมหากษัตริย์ครั้งกรุงศรีอยุธยาก็เคยมียอด 9 ยอดเช่นเดียวกัน

วัดมหาเต็งดอจี, พม่า

อีกทั้งรูปลักษณะของยอดบุษบกนี้ก็แตกต่างจากปยาทาด ปราสาทในศิลปะพม่าอย่างชัดเจน เทียบกับยอดปราสาทของพระราชวังมัณฑะเลย์ดูสิครับ แม้จะเป็นของที่สร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดใน พ.ศ. 2533 แต่ก็สร้างขึ้นตามแผนผังและแบบจำลองที่อังกฤษได้ทำเอาไว้ ดังนั้น แม้จะไม่ประณีตเท่า แต่ยังคงรูปแบบสถาปัตยกรรมพม่าเอาไว้ทุกประการ

วัดมหาเต็งดอจี, พม่า

ยังไม่รวมกรอบที่ล้อมรอบบุษบกองค์นี้ที่เป็นลายเส้นสินเทา เส้นหยักฟันปลาที่ใช้ในการแบ่งภาพที่นิยมอยู่ในศิลปะอยุธยาตอนปลาย แตกต่างจากศิลปะพม่าที่นิยมใช้เส้นโค้งในการแบ่งภาพ

วัดมหาเต็งดอจี, พม่า

ทว่าในภาพนี้ก็ยังมีการแทรกลักษณะของศิลปะพม่าเอาไว้อยู่บ้าง เช่น ฉัตร จะสังเกตว่ามีฉัตรอยู่ 2 แบบ คือฉัตรที่เป็นร่มชั้นเดียวกับฉัตรที่เป็นร่มซ้อนชั้น ฉัตรแบบชั้นเดียวเป็นลักษณะของฉัตรแบบพม่า ในขณะที่ฉัตรซ้อนชั้นเป็นฉัตรแบบไทย รวมไปถึงพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ภายในบุษบก ถ้าใช้พลังซูมของกล้องส่องทางไกลหรือกล้องถ่ายรูปมองเข้าไปจะเห็นว่า พระพุทธรูปองค์นี้นั่งขัดสมาธิเพชร (อ่านว่า ขัด – สะ – หมาด เพ็ด) ท่านั่งที่จะเห็นฝ่าพระบาททั้งสองข้างซึ่งนิยมอยู่ในศิลปะพม่าและศิลปะล้านนา แต่ไม่ใช่ศิลปะอยุธยาที่นิยมนั่งขัดสมาธิราบ ซึ่งจะเห็นฝ่าพระบาทแค่ข้างเดียว ไม่เชื่อลองเทียบกับภาพพระอดีตพุทธเจ้าจากวัดช่องนนทรี กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นหลักฐานจิตรกรรมฝาผนังที่เก่าที่สุดในกรุงเทพมหานครได้เลยครับว่าท่านั่งแตกต่างกันอยู่

วัดมหาเต็งดอจี, พม่า วัดมหาเต็งดอจี, พม่า

และจุดที่สาม ให้ยืนแล้วหันไปฝั่งไหนก็ได้ จะพบว่าที่ผนังทั้งสองฝั่งมีการตกแต่งด้วยภาพพระอดีตพุทธเจ้าจำนวนมากเรียงอยู่ในแถวแนวนอน (ซึ่งภาพบริเวณฝั่งซ้ายมือของพระประธานจะเหลือชัดเจนมากกว่าอีกฝั่งหนึ่ง) พระอดีตพุทธเจ้าเหล่านี้คือพระพุทธเจ้าที่ได้เคยตรัสรู้มาแล้วในอดีตตามความเชื่อที่ว่าก่อนหน้าที่พระพุทธเจ้าศากยมุนีจะตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เคยมีพระพุทธเจ้าตรัสรู้มาก่อนแล้วมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งการเขียนจิตรกรรมฝาผนังเช่นนี้เป็นที่นิยมทั้งในประเทศไทยและประเทศพม่า

วัดมหาเต็งดอจี, พม่า

แต่ลองสังเกตให้ดีจะเห็นว่ารอบพระเศียรของพระอดีตพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จะมีรัศมีเปลวไฟอยู่ ซึ่งลักษณะเช่นนี้ไม่พบในจิตรกรรมพม่าที่นิยมเขียนเป็นรัศมีล้อมรอบพระอดีตพุทธเจ้าทั้งองค์ ไม่ใช่แค่พระเศียร แต่พบได้ทั่วไปในศิลปะอยุธยาตอนปลาย เช่น วัดช่องนนทรี กรุงเทพมหานคร

วัดมหาเต็งดอจี, พม่า วัดมหาเต็งดอจี, พม่า

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าภาพพระอดีตพุทธเจ้านี้จะเป็นงานช่างแบบไทยแท้ 100% เพราะถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าระหว่างพระอดีตพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จะมีฉัตรหรือร่มสีขาวคั่นกลาง ซึ่งการนำฉัตรมาคั่นระหว่างกลางนี้เป็นลักษณะที่พบได้ในศิลปะพม่า ดังเช่นตัวอย่างที่จิตรกรรมฝาผนังในถ้ำติโลกคุรุ ซึ่งเป็นจิตรกรรมฝาผนังสมัยนยองยาน (อ่านว่า ยอง – ยาน พยายามควบเสียง นย ด้วย) ราชวงศ์ก่อนหน้าราชวงศ์คองบอง ต่างจากจิตรกรรมสมัยอยุธยาอย่างชัดเจน

วัดมหาเต็งดอจี, พม่า

นี่จึงถือเป็นหลักฐานสำคัญ ที่แม้จะมีการผสมผสานศิลปะพม่าเข้าไปแต่ก็ยังเห็นร่องรอยของงานช่างครั้งกรุงเก่าอย่างชัดเจน สอดคล้องกับหลักฐานที่ประวัติศาสตร์ที่กล่าวว่ามีการกวาดต้อนผู้คนจากกรุงเก่ามายังพม่า ทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ ช่างเขียน ช่างฟ้อน ช่างแกะสลัก ฯลฯ โดยให้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในละแวกเมืองอังวะ เมืองหลวงในสมัยนั้น เช่น มินบู สะกาย ชเวโบ และมนยวา จึงน่าเชื่อได้ว่าพื้นที่ในบริเวณละแวกวัดมหาเตงดอจีแห่งนี้ในอดีตน่าจะเคยเป็นที่อยู่ของเหล่าผู้คนจากกรุงเก่าและได้อยู่อาศัยสืบต่อกันมา ผสมผสานกับคนพม่าจนกลายเป็นพลเมืองพม่าในที่สุด แต่พวกเขาเหล่านี้ก็ยังได้ทิ้งฝีแปรงเชิงช่างเอาไว้เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้รู้ว่า พวกเขาเคยอาศัยอยู่ที่นี่

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดมหาเตงดอจีตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองสะกาย วิธีการเดินทางมาที่นี่ที่สะดวกที่สุดคือเหมารถแท็กซี่จากเมืองมัณฑะเลย์มา คนขับแท็กซี่ส่วนใหญ่รู้จักที่นี่ดีแต่ควรติดแผนที่ในมือถือหรือแผนที่ในกระดาษไว้ด้วย หรือหากคุณมั่นใจในสกิลภาษาพม่าจะเดินทางมากันเองก็ได้
  2. เนื่องจากปกติวิหารหลังนี้ไม่ได้เปิด ควรบอกให้คนแท็กซี่ช่วยแจ้งพระในวัดให้มาเปิดให้เนื่องจากพระที่วัดแห่งนี้ส่วนใหญ่สื่อสารภาษาอังกฤษหรือไทยไม่ค่อยได้
  3. ไม่ควรเดินทางมาวัดนี้ในช่วงเวลาเพลเนื่องจากว่าพระอาจไม่สะดวกจะมาเปิดวิหารหลังนี้ให้ เพราะจะมีพระหรือเณรรูปหนึ่งรอปิดประตู
  4. หากมีเวลาเหลือ ผมแนะนำให้ไปชมถ้ำติโลกคุรุที่ตั้งอยู่ในเมืองสะกายเช่นกัน ซึ่งจะทำให้เราเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างฝีมือช่างพม่ากับฝีมือช่างอยุธยา โดยการจะเข้าไปชมที่นี่ต้องไปติดต่อที่พิพิธภัณฑ์พระพุทธรูปและประวัติศาสตร์ (Buddha and History Museum) เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำกุญแจไปเปิดประตูให้นะครับ อนึ่ง ควรจะเตรียมไฟฉายหรือแบตมือถือให้พร้อม เพราะด้านในมืดมาก

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เวลาพูดถึงชาวต่างชาติ นึกถึงอะไรกันบ้างครับ 

บางคนอาจจะนึกถึงรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างจากเรา บางคนอาจจะนึกถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่เขาใส่ บางคนอาจจะนึกถึงอาหารการกินของประเทศเหล่านั้น หรือถ้ารู้จักแบบลึกซึ้งหน่อย อาจจะนึกถึงอุปนิสัยใจคอของชาวต่างชาติเหล่านั้น หรือถ้าเราไม่รู้จักเลย ก็แค่หยิบมือถือ เปิดคอมพิวเตอร์แล้วค้นหาก็จะเจอข้อมูลเหล่านี้อย่างง่าย

แล้วถ้าเป็นคนในสมัยก่อนล่ะ เขานึกถึงชาวต่างชาติอย่างไรกันบ้าง คิดเหมือนเราไหม วันนี้ผมจะชวนไปพิสูจน์ ไปหาคำตอบว่า คนในสมัยก่อนรู้จักชาวต่างชาติแค่ไหนผ่านภาพวาดภายในวัดครับ 

ใครคิดว่าผมจะพาไปดูภาพกากที่เป็นรูปชาวต่างชาติล่ะก็ บอกเลยว่าคิดผิดถนัด เพราะผมจะพาไปชมทวารบาลที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งนำเอาชาวต่างชาติเหล่านี้มาทำหน้าที่แทนเทวดาหรือเสี้ยวกาง วัดที่ว่านี้ก็คือ ‘วัดบางขุนเทียนนอก’ ครับผม

วัดบางขุนเทียนนอก : จากหนึ่งกลายเป็นสองวัด

ถ้ายึดตามประวัติวัดบางขุนเทียนนอก เดิมวัดนี้มีชื่อว่าวัดยมโลก สร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลาย ประวัติมีเท่านี้เลยครับ 

แต่เรื่องราวที่สนุกของวัดแห่งนี้กลับเป็นประวัติในเวอร์ชันตำนาน ซึ่งเล่าว่าเศรษฐีท่านหนึ่งได้ร่วมกับน้องสาวสร้างวัดแห่งหนึ่งขึ้นมา เมื่อสร้างเสร็จเศรษฐีคนพี่ไปขอจองกฐินวัดเพียงคนเดียวโดยไม่บอกน้องสาว พอน้องสาวรู้เข้าก็ไม่พอใจ ต่อมาพี่ชายให้คนมายืมเครื่องใช้สำหรับจัดเตรียมงานบุญ ปรากฏว่าน้องยังไม่พอใจพี่ชายอยู่เลยไม่ยอมให้ แถมน้องสาวยังสั่งให้คนไปขุดคูน้ำมาคั่นกลางวัดที่ร่วมกันสร้าง จากหนึ่งวัดจึงกลายเป็นสองวัดไปในทันที โดยวัดของคนพี่คือวัดบางขุนเทียนนอก ส่วนวัดของน้องสาวคือวัดบางขุนเทียนกลาง

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

อุโบสถครั้งกรุงเก่าที่ผ่านมือช่างครั้ง ร.3

อาคารหลักของวัดบางขุนเทียนนอก คือ อุโบสถซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นปัจจุบันลงไปเยอะพอสมควร เป็นอาคารขนาดเล็ก มีหน้าบันเป็นงานปูนปั้นลายดอกไม้และชามกระเบื้อง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แถมซุ้มประตูและหน้าต่างยังเป็นลายดอกไม้ใบเทศแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ถ้าจะบอกว่าอาคารหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คุณคิดผิดครับ จะเห็นว่าด้านหน้าและด้านหลังมีชายคา (หรือที่บางคนจะเรียกว่าจั่นหับ) ยื่นออกมา สิ่งนี้ไม่พบในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่พบได้ในสมัยอยุธยาตอนปลาย สอดคล้องกับประวัติวัดที่บอกว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย

ที่สำคัญ พอเข้าไปด้านในอุโบสถ พระประธานชื่อ ‘พระพุทธยมโลก’ ตามชื่อเดิมของวัด ประดิษฐานร่วมกับพระพุทธรูปอีกหลายองค์เป็นหมู่อยู่บนฐานชุกชีเดียวกัน แม้จะมีทั้งพระสมัยอยุธยาและพระสมัยรัชกาลที่ 3 ปะปนกันอยู่ แต่ลักษณะการประดิษฐานเช่นนี้ เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในสมัยอยุธยาตอนปลายเช่นกัน เพราะในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นนิยมประดิษฐานพระประธานองค์เดียวเป็นประธานมากกว่า

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

การปะปนกันของงานศิลปะจากต่างยุคไม่ได้มีแค่กับอุโบสถและพระพุทธรูปเท่านั้น จิตรกรรมฝาผนังก็เช่นกัน เพราะจิตรกรรมฝาผนังที่ผนังสกัดหน้าและสกัดหลัง เป็นงานที่น่าจะวาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เล่าเรื่องพุทธประวัติตอนสำคัญ เช่น เจ้าชายสิทธัตถะตัดพระเมาลี หรือ มารผจญ ส่วนผนังด้านข้างแม้จะเขียนพุทธประวัติเหมือนกัน เช่น นาคปรก แต่ก็ยังมีเรื่องอื่นอย่าง อสุภกรรมฐานหรือการทำกรรมฐานด้วยการเพ่งไปยังซากศพอยู่ด้วย ดูปนกันแบบงง ๆ แถมฝีมือยังดูดรอปกว่าผนังสกัดทั้งสองด้านพอสมควร ทำให้พอจะสันนิษฐานว่า ภาพที่ผนังด้านข้างน่าจะวาดขึ้นทีหลังโดยไม่อ้างอิงกับของเดิม

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

สิบสองภาษาที่มากกว่าสิบสอง

ก่อนจะไปพูดถึงภาพชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอก ผมต้องขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับ ‘โคลงภาพคนต่างภาษา’ หรือ ‘โคลงภาพสิบสองภาษา’ ก่อน โคลงภาพคนต่างภาษานี้เป็นหนึ่งในจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ ท่าเตียน ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 

โคลงภาพคนต่างภาษานี้มีทั้งสิ้น 64 บท บรรยายเอกลักษณ์ของชาวต่างชาติต่างภาษาจำนวน 32 ชาติ ซึ่งมีทั้งประเทศตัวเอง ประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศฝั่งตะวันออกและประเทศฝั่งตะวันตก มีคำอธิบายเกี่ยวกับลักษณะการแต่งกาย รูปร่างหน้าตา ความรู้ความสามารถ ความเชื่อ ที่อยู่อาศัย สภาพอากาศ รวมถึงลักษณะพิเศษของขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่าง ตามความรู้ความเข้าใจของคนในสมัยนั้น อย่างเช่นโคลงเกี่ยวกับชาวมอญ ว่า

“นี้ภาพเตลงเขตรแคว้น หงสา วดีเฮย

คือเหล่ารามัญฉมัง หมู่นี้

ไว้หวังเพื่อประชา ชมเล่น

เผื่อไว้ภายหน้าลี้ ลับหาย ฯ

นุ่งผ้าตราริ้วเช่น ชาวอัง วะเฮย

พันโพกเกล้าแต่งกาย ใส่เสื้อ

มอญมักสักไหล่หลัง ลงเลข ยันต์นา

พลอยทับทิ้มน้ำเนื้อ นับถือ”

อีกสักบทละกัน คราวนี้เป็นชาวต่างชาติบ้างอย่างชาวหรูชปีตะสบาก มีใครเคยได้ยินชนชาตินี้ไหมครับ ผมเชื่อว่าไม่น่าจะเคยกัน แต่ถ้าผมบอกว่าชาวเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะนึกออกครับ เพราะหรูชปีตะสบากนั้นเพี้ยนมาจากคำว่า ‘หรูช’ หรือ Rus มาผสมกับคำว่า ‘ปีตะสบาก’ หรือ ปีเตอร์สเบอร์ก นั่นเอง ดังนั้น โคลงบทนี้จึงอธิบายลักษณะชาวรัสเซียซึ่งมาจากเมืองนี้ว่า

“รูปหรูชปีตะสบากด้าว แดนตวัน ตกพ่อ

คนมากเมืองเขาเคย ข่าวได้

ดลเดือนฤดูพรรษ์ ผลเห็บ ตกแฮ

เย็นเยือกลมไล้ย้อย หยาดเผลียง

ชาวเกษตรใส่เสื้อเย็บ หนังแกะ

นอนแนบอัคคีเคียง แค่มุ้ง

ลางชนเชือดหนังแพะ พันห่อ กายเฮย

สาบสอายคลุ้งฟุ้ง เฟื่องเหม็น”

โคลงภาพคนต่างภาษานี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า เหล่าบัณฑิตในสมัยรัชกาลที่ 3 มีความรู้ความเข้าใจที่มีต่อชาวต่างชาติในเวลานั้นเป็นอย่างดี และยังถือเป็นงานเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณาชิ้นแรก ๆ ของประเทศไทยอีกด้วย และที่วัดโพธิ์นี้ไม่ได้มีแค่โคลงภาพเท่านั้น ยังมีการบันทึกความรู้ชุดนี้เอาไว้ในรูปของจิตรกรรม โดยวาดเอาไว้บนบานหน้าต่างด้วยภาพชายชาวต่างชาติยืนเฝ้าประตูและหน้าต่างเอาไว้

อนึ่ง คำว่า ‘สิบสองภาษา’ นี้เป็นคำในสมัยก่อนที่ใช้เรียกชาวต่างชาติแบบรวม ๆ นะครับ ไม่ได้หมายความว่ามี 12 ชาตินะครับ

อนึ่งอีกที 32 ชาติที่ปรากฏในโคลงภาพต่างภาษานี้มีใครบ้าง ตามนี้เลยครับ สิงหฬ [ศรีลังกา], ไทย, กะเหรี่ยง, อาฟริกัน, ดอดชิ [ดัทช์], อิตาเลียน, ฝรั่งเศส, ยิบเซ็ดอ่าน [อียิปต์], สะระกาฉวน [ซาราเซน], ยี่ปุ่น [ญี่ปุ่น], อาหรับ หรุ่มโต้ระกี่ [ตุรกี], แขกปะถ่าน [ปาทาน มุสลิมแถบอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน], แขกจุเหลี่ย [มุสลิมแถบอินเดียภาคใต้ – ลังกา], หรูชปีตะสบาก [รัสเซีย เซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก], หรูช (ตาตา) [ตาตาร์ ชาวมุสลิมในไครเมีย], มอญ, กระแซ, เงี้ยว, พม่า, ฮินดู่, มลายู, พราหมณ์ฮินดู่, พราหมณ์รามเหศร์, จาม, ลาวยวน [ชาวล้านนา], หุ้ยหุย [มุสลิมในจีน], เกาหลี, ญวน , จีน, เขมร, ลิ่วขิ่ว (ริวกิว)

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

ชาวต่างชาติบนบานหน้าต่าง ชายหญิงควงคู่เฝ้าหน้าต่าง

กลับมาที่วัดบางขุนเทียนนอกกันอีกที ภาพวาดชาวต่างชาติที่วัดแห่งนี้อยู่ตำแหน่งเดียวกันกับที่วัดโพธิ์เลยครับ ก็คือบนบานหน้าต่างของอุโบสถ แต่ก็มีจุดหนึ่งที่แตกต่างกัน เพราะทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอกนี้เป็นการจับคู่กับระหว่างชายกับหญิง ไม่ใช่ชายกับชายแบบวัดโพธิ์ แถมบางคู่ยังเป็นคนละชาติมาจับคู่กันอีก ซึ่งที่วัดบางขุนเทียนนอกมีชาวต่างชาติอยู่ทั้งสิ้น 22 ชาติ

ลองดูคู่ที่เป็นชาติเดียวกันก่อน เริ่มกันด้วยชาติที่เราคุ้นเคยกันอย่างชาวจีน ซึ่งเป็นภาพชายไว้เปียแมนจูใส่ชุดแดง สวมหมวกใบเล็กพอดีหัว คู่กับหญิงสวมเสื้อสีแดงแขนยาวถึงข้อมือปลายแขนกว้าง บนผมมีเครื่องประดับขนาดเล็กและผ้าคล้องไหล่ ซึ่งถ้าใครดูหนังจีนย้อนยุคบ่อย ๆ น่าจะคุ้นเคยกับชุดประมาณนี้กันอยู่แล้ว ที่สำคัญ ผู้หญิงก็ยังอุ้มลูกอยู่ด้วย เหมือนแสดงภาพคู่สามีภรรยาชาวจีนเลย

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

เอาคู่สามีภรรยาอีกสักคู่แล้วกัน คู่ชาวดัตช์ซึ่งเป็นชาวตะวันตกชาติเดียวที่วัดบางขุนเทียนนอกแห่งนี้ ผู้ชายไว้ผมยาวดัดเป็นลอน สวมหมวกปีกมีขนนกปักด้านหน้า สวมเสื้อแขนยาวสีดำแขนสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยม สวมกางเกงรัดปลายระดับเข่า ส่วนผู้หญิงผมสีแดงสวมชุดเสื้อแขนยาวสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยมเหมือนผู้ชายและสวมกระโปรงลายตาราง ที่สำคัญ ในมืออุ้มลูกเหมือนกับคู่คนจีนเลยครับ ซึ่งลักษณะแบบนี้เทียบได้กับเครื่องแต่งกายชาวดัตช์ในช่วงเวลานั้นเช่นกัน

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

คราวนี้ลองมาดูบรรดาคู่ไม่เหมือนกันบ้าง เอาชาติที่ผมเชื่อเราน่าจะรู้จักกันยังสาวชาวเกาหลีกันก่อน แน่นอนว่ามาพร้อมกับชุดคลุมยาวปิดข้อมือ มีผ้าแถบผูกที่คอเสื้อที่เรียกว่าชุดฮันบก ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นชายชาวญวนหรือชาวเวียดนามครับ แสดงด้วยภาพชายไว้ผมเปียสวมหมวกสีแดง สวมเสื้อแขนยาวคลุมข้อมือและยาวเลยเข่าเล็กน้อย มือหนึ่งถือพัด สวมกางแกงขาวยาวถึงข้อเท้า หากดูเผิน ๆ จะดูเหมือนชาวจีน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะวัฒนธรรมของทั้งสองชาติคล้ายกัน แต่โชคดีว่าในโคลงต่างภาษาที่วัดโพธิ์ ใส่รายละเอียดว่าชาวญวนจะแต่งกายคล้ายงิ้วและถือพัดด้ามจิ๋ว

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ถัดมาลองดูประเทศแปลก ๆ กันบ้าง ฝ่ายหญิงคือชาวกระแซ เป็นสตรีเจาะหูสวมชุดเขียวสั้นเลยเอวไปเล็กน้อย ทับกระโปรงสั้นสีขาวลายตรง คอสวมสร้อยลูกปัด ส่วนมือข้างซ้ายถือกล้องยาสูบ ที่ขามีเด็กเกาะอยู่ ส่วนฝ่ายชายคือชาวแอฟริกัน เป็นบุรุษผิวเข้มเจาะหู นุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียวโดยไม่ใส่เสื้อและเหน็บเคียวไว้ที่เอว ในมือถือไม้ไผ่ปลายแหลม ซึ่งทั้งสองชาตินี้ต่างก็เป็นชนชาติที่ชาวสยามในสมัยก่อนไม่รู้จัก แถมยังไม่เคยเห็นอีกต่างหาก ภาพนี้จึงวาดขึ้นผ่านคำบอกเล่าของคนอื่น โดยชาวกระแซเป็นข้อมูลจากเชลยชาวพม่า ส่วนชาวแอฟริกันนั้นเป็นข้อมูลจากมิชชันนารีชาวตะวันตก

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ชาวต่างชาติในวัดไทย

แม้ว่าในวัดไทยแห่งอื่น ๆ จะไม่ได้มีภาพชาวต่างชาติที่หลากหลายขนาดวัดบางขุนเทียนนอกหรือวัดโพธิ์ แต่การที่ปรากฏภาพบุคคลต่างชาติต่างภาษากับเราอยู่ภายในวัดของเรา ก็ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าคนในสมัยก่อนไม่ได้รู้จักคนเหล่านี้แค่เพียงเขาเป็นพ่อค้า เป็นนักบวช หรือเป็นคนที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเท่านั้น แต่พวกเขาสังเกต จดจำ และบันทึกเรื่องราวของเขาเหล่านี้ ละเอียดบ้าง ไม่ละเอียดบ้าง ดังนั้น ภาพของต่างชาติเหล่านี้จึงสมจริงพอสมควร และช่วยให้เราเข้าใจหรือรับรู้ได้ว่ามีคนชาติไหนบ้างที่ผู้คนในยุคนั้นรู้จักด้วย ดังนั้นถ้า ใครสนใจศึกษาเรื่องราวของชาวต่างชาติ เราอาจไม่จำเป็นต้องไปไกลถึงประเทศเหล่านั้น แค่เดินเข้าไปในวัดไทย ก็หาความรู้เรื่องนี้ได้เหมือนกันครับ

ป.ล. ขออภัยที่ผมไม่ได้เอามาให้ดูหมดทุกคู่นะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวจะยาวเกินไป และชาวต่างชาติบางชาติก็ยังต้องมีการศึกษากันต่อ เพื่อตีความว่าเป็นคนชาติไหนกันแน่ และขอหยิบตัวอย่างที่คิดว่าน่าจะเห็นกันชัด ๆ ชัวร์ ๆ ก่อนนะครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. อุโบสถวัดบางขุนเทียนนอก ปกติแล้วจะไม่ได้ล็อกประตู เดินเข้าไปชมได้เลย แต่แนะนำให้ไปแจ้งพระท่านไว้หน่อย เดี๋ยวท่านจะตกใจว่าใครแอบเข้าไปทำอะไรในอุโบสถ หรือถ้าแจ็กพอต ประตูอุโบสถล็อกไว้ให้ลองติดต่อพระที่วัดดูครับ
  2. ถ้าใครมาชมทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดนี้แล้วไม่จุใจ ก็อย่าลืมไปที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์ด้วยนะครับ อยู่ที่พระวิหารทิศเหนือ (วิหารที่ประดิษฐานพระปางป่าเลไลยก์) และพระวิหารทิศตะวันตก (วิหารที่ประดิษฐานพระนาคปรก) ลองปิดประตู ปิดหน้าต่าง แล้วทัศนาภาพชาวต่างชาติแบบเดียวกับวัดบางขุนเทียนนอกได้เลยครับ อ้อ วัดโพธิ์มีชาวต่างชาติในเวอร์ชันประติมากรรมด้วยนะครับ เสียดายที่ตอนนี้เหลือแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น
  3. ไหน ๆ ไปวัดบางขุนเทียนนอกแล้ว ควรแวะไปชมวัดบางขุนเทียนกลางที่อยู่ใกล้กัน เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายเหมือนกัน แถมยังบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 เหมือนกันด้วย แล้วก็ไปชมวัดบางขุนเทียนในที่อยู่ไม่ไกลกันนักก็ดีนะครับ ที่นี่มีพระประธานปางป่าเลไลยก์ที่ไม่ค่อยพบเท่าไหร่ แถมยังมีจิตรกรรมเล่าเรื่องชาดกแปลก ๆ ที่ไม่ค่อยมีที่ไหน อย่าง จุลปทุมชาดก หรือชาดกที่ผมชอบเรียกแซวว่าเป็นบาร์บีคิวพลาซ่าชาดกด้วย

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load