อุทยานแห่งชาติแม่เงา ตั้งอยู่ในท้องที่ของอำเภอแม่สะเรียง อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชื่อมรอยต่อด้วยจังหวัดตาก ในอำเภอท่าสองยาง มีพื้นที่ราว 257,650 ไร่ (เทียบเล่น ๆ กับสนามฟุตบอลได้ 58,556 สนาม วิ่งกันตีนแตก!)ในพื้นที่หลายแสนไร่นี้ มีเส้นทางเดินหลักของหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยง ใช้เป็นเส้นทางเดินข้ามสันเขา แหล่งทำกินทั้งด้านการเกษตรและปศุสัตว์ รู้จักกันในชื่อ ‘เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงา’ ระยะทางเดินรวม 50 กิโลเมตร ไต่ระดับความสูงขึ้นลง 2,155 เมตรจากระดับน้ำทะเล เราออกเดินและแวะพักตามยอดดอยเป็นเวลา 4 วัน 3 คืน 

แบกสัมภาระเอง แบกกองกลางเอง ไม่มีลูกหาบ มีแต่ลูกหอบ 

เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม

Day 1
จอลือคี หรือ ม่อนกองข้าว ระยะทางรวม 13 กิโลเมตร ระดับความสูงจากน้ำทะเล 1,150 เมตร

เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม

ออกตัวก่อนเลยว่า ผมไม่เคยเดินป่าจริงจังเลยสักครั้งในชีวิต ที่ใกล้เคียงป่าสุดคือ ป่าหลังบ้าน โตมาหน่อยก็ตอนเรียนลูกเสือหรือรักษาดินแดน ทริปเดินป่านี้จึงถือเป็นการเดบิวต์ในวงการนี้เลยก็ว่าได้ ผมจำคำที่ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ กล่าวไว้ได้ว่า ‘ความเชื่อ คือการก้าวขึ้นบันไดขั้นแรก แม้ยังมองไม่เห็นบันไดทุกขั้นก็ตาม’ 

ฟังแล้วใจมันขึ้นแปลก ๆ เอาวะ จะเดินทั้งทีก็เอาให้ลำบากสุดทางไปเลยละกัน

ผมเดินทางออกจากชลบุรี ถึงหน้าอุทยานแม่เงาเวลา 6 โมงครึ่งเห็นจะได้ หน้าอุทยานเป็นจุดนัดพบของเพื่อนร่วมทริปอีก 14 ชีวิต และในทริปเดินจะมีพี่ไกด์ชาวบ้านคอยนำทางและแนะนำจุดต่าง ๆ เดินร่วมกันตลอดทริป กลุ่มละ 2 คนต่อทริป (ไกด์ของเราชื่อ พี่ไม้และพี่ซู) พอถึงเวลา 9 โมงครึ่ง พวกเราออกเดินทางด้วยรถกระบะของชาวบ้าน เพื่อขึ้นไปที่จุดเริ่มเดินที่ระดับความสูง 900 เมตร ใช้เวลาเดินทางเกือบ 1 ชั่วโมง ไต่ระดับความสูง เส้นทางขรุขระขึ้นลงสันเขา เมารถ ปวดเข่า ขาสั่น หลังร้าว ราวนมสะเทือนยันไส้ติ่ง ในที่สุดเราก็มาถึง หมู่บ้านแม่ปะ จุดเริ่มเดิน 

ผมก้าวขาลงจากรถ ความคิดแวบแรกในหัว เอาละ ถ้าจะมีใครไม่รอดก็คงเป็นกูนี่แหละ!

เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม
เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม

อ้อยอิ่งอับอาย ถ่ายรูปร่วมกันอยู่สักพัก เราต่างเริ่มทยอยออกเดินไปในทิศทางที่พี่ไกด์ชี้บอก ในการเดินจะมีพี่ไกด์นำ 1 คนและปิดท้าย 1 คน ส่วนใครเดินเร็วหรือช้า ให้ไปตามจังหวะของตัวเอง เพียงแค่จุดนับก้าวแรก เราก็พบกับความชันที่เช็กจากสายตาแล้วน่าจะชันถึง 15 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว (ไม่ประนีแม่ประนอมน้ำจิ้มไก่อะไรกันทั้งนั้น) ราว 3.2 กิโลเมตร ถึงทางสามแยก… ทางแยกของชีวิต ซ้ายทางเรียบ ขวาชันสุดใจ 

เนื่องจากผมและแฟนเดินไม่ทันพี่ไกด์คนนำและเร็วกว่ากลุ่มด้านหลัง ตัวเราเองไม่รู้เส้นทางแน่นอน โจทย์เดียวที่มีตอนนั้นคือ สัญลักษณ์กิ่งไม้ที่วางไว้ผิดที่ผิดทางในเส้นทางขวามือ ประกอบกับมีพี่ที่หลุดจากแถวหน้า เลี้ยวขวานำไปก่อนแล้ว ผมหันไปคุยกับแฟนด้วยความมั่นใจว่า “เราเคยดู National Geographic กิ่งไม้ชี้ไปด้านขวา เลี้ยวขวาเลย ชัวร์”

โดยหารู้ไม่ว่า ความฉิบหายได้มาเยือนแล้ว 

ด้วยความรู้ผิด ๆ ของผม เราหลงทางไป 2 กิโลเมตรครับ โชคยังดีที่เราสองหิวคอนเวอร์เซชันประมาณหนึ่ง เมื่อพบชาวบ้านที่ขับมอเตอร์ไซค์สวนทางมา จึงกล่าวเซย์ไฮ โบกมือทักทาย พี่ชาวบ้านเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า “จะไปไหนกัน!?” และนั่นแหละครับ จุดเริ่มต้นของการเดินกลับ ไต่ความชันอีก 2 กิโลเมตร โง่ไม่แบ่งใคร แถมพาคนอื่นเหนื่อยไปด้วย 

ด้วยเวลาที่เสียไปประกอบกับเป็นกลุ่มรั้งท้าย เราจึงไล่หวดกวดทุกเนินเพื่อให้ทันกลุ่ม ซึ่งก็ไล่กันทันที่จุดชมวิวระหว่างทางพอดี เหมาะเจาะกับการพักเหนื่อย พักขาที่ร้าวล้า โดยมีวิวทิวเขาอยู่ด้านหน้ากว้างขวางสุดลูกหูลูกตา ได้นั่งคุยกันเรื่องหลง ทับถมกันเล็กน้อยเป็นน้ำจิ้ม ถือเป็นการคลายเหนื่อยที่น่ายินดี ซึ่งพี่ไม้บอกผมว่า การเดินในเส้นทางป่าแบบนี้ ถ้าเห็นกิ่งไม้วางอยู่ทางด้านไหน ให้เดินไปอีกทางหนึ่ง นั่นคือ สัญลักษณ์บอกว่า ห้ามไปโว้ย! ไม่ใช่ให้เลี้ยวไป

เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม

หลังจากนั่งซึมซับบรรยากาศตรงหน้าจนอิ่มหนำ พวกเราออกเดินทางกันต่อ อีกราว 3 กิโลเมตรก็ถึงจุดหมายประมาณบ่าย 3 โมง ตลอดเส้นทางเดินวันนี้เป็นการเดินผ่านเส้นทางทำกินของชาวบ้าน บางจุดจึงเป็นเขาโล่งกว้างที่มีเพียงหญ้าสำหรับวัวเติบโตอยู่ บางจุดก็เป็นขั้นบันไดที่อดีตเคยเป็นจุดทำเกษตรกรรมมาก่อน

‘ม่อนกองข้าว’ เป็นจุดพักกางเต็นท์คืนแรกของพวกเรา เป็นจุดกางเต้นท์โล่งกว้าง มีหญ้าสีเหลืองปูพื้นและอึวัวแทรกอยู่บ้าง มีจุดชมวิวที่ต้องเดินขึ้นไปอีกราว 150 เมตร เป็นจุดชมวิวที่มองเห็นรอบข้างได้ 360 องศา หลังจากจัดการที่หลับที่นอนเสร็จสรรพ ปล่อยกายพักผ่อนตามอัธยาศัย และกลับมาร่วมวงกินข้าวเย็นด้วยกัน

เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม

อาหารเย็นมื้อแรกเป็นหมูทอดข้าวเหนียว มาม่า รวมกับอากาศที่เริ่มเย็นขึ้น มาม่าอร่อยขึ้นทันตาเมื่ออยู่บนยอดดอย พี่ไม้ช่วยก่อกองไฟให้พวกเรา ล้อมวงนั่งพูดคุยกันสัพเพเหระและทำความรู้จักกัน เนื่องจากบางคนไม่เคยร่วมทริปกันมาก่อน บรีฟเรื่องเส้นทางพรุ่งนี้กันเล็กน้อย คุยขิงกันบ้างเรื่องใครเดินช้าเร็ว ปล่อยบทสนทนาไหลยาว 

แหงนหน้ามองฟ้าพบหมู่ดาว ดาว! ดาวลอยเต็มท้องฟ้า สวยจนเติมแต่งเรื่องราววันนี้ให้สมบูรณ์ขึ้น

  เราพบว่าบางทีชีวิตอาจเรียบง่ายแค่นี้ คือ การออกเดินทางไปในเส้นทางใหม่ ๆ ได้ผิดพลาด ได้แก้ไขแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ เสพปัจจุบันขณะ แล้วเริ่มกันใหม่ในวันพรุ่งนี้ ให้เรื่องราวของวันพรุ่งนี้เป็นการก้าวขึ้นบันไดขั้นต่อไป 

แม้ว่าเรายังคงมองไม่เห็นขั้นบันไดทั้งหมดก็ตาม

เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม

Day 1 – จอลือคี หรือ ม่อนกองข้าว ระยะทางรวม 13 กิโลเมตร ระดับความสูงจากน้ำทะเล 1,150 เมตร ระดับความสุข 10 เลกเตอร์ (Legter)

Day 2 
ม่อนกองข้าว-ดอยธง ระยะทาง 9 กิโลเมตร ระดับความสูงจากน้ำทะเล 1,650 เมตร

เมื่อคืนหนาวมาก เพราะพื้นที่เปิดโล่งรับลมและมีน้ำค้างลงเพิ่มความเย็น เรารอดตายด้วยฟอยล์ 1 ผืน (ขอบคุณเพื่อนร่วมทริปแนะนำให้พกมา) ที่ห่อเราไว้ประหนึ่งปลาเผา เคียงด้วยผักเล็กน้อย เหยาะน้ำจิ้มหน่อย อร่อยเลย เดี๋ยว!

7 โมงครึ่งเริ่มทยอยเก็บเต็นท์ ระหว่างพูดคุยและชมทะเลหมอกเคล้าบรรยากาศเย็น ๆ กาแฟดริปที่พกไปดูจะเป็นสินค้าขายดีในบรรยากาศแบบนี้ ถ้าไม่ติดว่าต้องเดินหลายวัน ผมคงพกมาขายเพื่อน ๆ แน่นอน (ชาร์จ 10 เปอร์เซ็นต์ ค่าแบก) หลังจากกินข้าวเสร็จ เราออกเดินทางจากม่อนกองข้าว ราว 9 โมง จุดหมายคือยอดดอยธงที่มีความสูงที่สุดในทริป

หลังจากเดินเมื่อวาน อุปกรณ์สำคัญที่ผมคิดว่าทุกคนควรพกไป คือ ไม้เทร็กกิ้ง ช่วยค้ำยันเวลาเดินและพยุงตัวเราไม่ให้ไถลตกเขา เป็นของสำคัญที่แน่นอนว่า ผมไม่ได้พกไป! เพราะอยากทำเท่ใช้มีดเดินป่าที่พกมา ตัดไม้ทำไม้เทร็กกิ้งเท่ ๆ ด้วยตัวเอง ตัดภาพมาที่ต้องขอไม้ค้ำจากพี่ไม้ที่ทำไว้เป็นไม้ค้ำเองตั้งแต่เมื่อคืน อนิจจา หมดกันความเท่

เส้นทางเดินช่วงแรกยังคงมีพื้นที่ทำกินของชาวบ้านอยู่บ้าง เป็นทางเดินที่ไม่ลำบากมาก สบายกว่าเมื่อวาน เนื่องจากพี่ที่ร่วมกลุ่ม 2 คน กับพี่ซู ไกด์อีกคน ค่อนข้างเดินเร็วกว่าปกติ กลุ่มจึงแยกเป็น 2 ส่วนอีกครั้ง โดยมีผมอยู่เกาะกลุ่มไปด้วย พวกเราเดินกันจนถึงจุดพักกินข้าวเที่ยง นั่งพูดคุยที่มาที่ไปของความเดินว่องไวของพี่ที่ร่วมทริปอีก 2 คน ได้ใจความว่า พี่ ๆ เคยวิ่งเทรลกันมาก่อน ปรากฏว่าช่วงครึ่งหลังของการเดิน ที่เริ่มไต่เนินชันและเข้าป่า คล้ายการแข่งขันวิ่งเทรลของคน 3 คนไปโดยปริยาย ใช่ครับ รวมพี่ซู ไกด์ของเราด้วย! ที่ยิ่งจี้ พี่เขายิ่งไว ไม่รอมนุษย์ธรรมดา 2 คนด้านหลังเลย (พี่ลืมรึเปล่าว่าเป็นคนนำทาง)

เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม
เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม

บ่ายโมงครึ่งเราเดินถึงยอดดอยธง เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ตั้งชั่วโมงครึ่ง (ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจหรอก) ปลดกระเป๋า มองหาทำเลกางเต็นท์รอเพื่อน ๆ กลุ่มหลัง จากประสบการณ์รับลมเมื่อวาน เราจึงเลือกจุดที่โดนลมพัดน้อยที่สุด เวลาวิ่งผ่านจนถึงบ่าย 3 โมง ทุกคนเริ่มทยอยมาถึง ลงหลักปักฐานที่หลับนอน ช่วงเวลาแจกจ่ายของกินเล่นเติมพลัง วุ่นวายกับหยูกยา นั่งนุ้งนิ้งเตรียมของทำกับข้าว ยกน้ำกรอกน้ำ ก่อกองไฟ เตรียมพร้อมสำหรับมื้อเย็นวันนี้

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ดอยธงในยามพระอาทิตย์อัศดง เป็นช่วงเวลาน่าอภิรมย์ราวกับมีมนต์วาดไว้ ทิวเขาสูงต่ำตัดสลับ ป้ายแต้มเฉดสีท้องฟ้าวานิลลาสกาย ภาพบรรยายของคำตอบที่เรายอมทุ่มแรงกายปีนป่ายขึ้นมา เสพภาพชั่วคราวอย่างอิ่มเอม เก็บภาพทรงจำใส่สมอง บ้างบันทึกลงโทรศัพท์เผื่อรำลึกถึงในวันหนึ่ง กับข้าวซองพร้อมแล้ว ข้าวอุ่น ๆ พร้อมแล้ว นั่งกินข้าวล้อมวงข้างกองไฟ แลกเปลี่ยนเรื่องราวระหว่างทางแก่กัน รักกองไฟอุ่น ๆ นี้มาก

พรุ่งนี้เส้นทางยาวที่สุดของทริป 21 กิโลเมตร ไต่ระดับความสูงลงมาที่ 925 เมตร หมายความว่าเราจะต้องเดินลงเยอะมาก ๆ และต้องตื่นเช้าเก็บของให้พร้อมเดินตั้งแต่ 7 โมง เผื่อเวลาเดินให้ถึงก่อนมืด ลดความอันตรายของเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย ความหนาวเร่งสูง ผมแบ่งสัมภาระสำหรับพรุ่งนี้เตรียมไว้ ก่อนแยกย้ายกันเข้านอน 

วันนี้ที่เส้นทางดูเรียบง่ายและไม่ยากเกินไป ก็มีเรื่องราวระหว่างทางดี ๆ แบ่งปันความสนุกให้กันตลอดทาง การเดินป่ากับคนที่มีนิสัยคล้ายกัน มันมีเสน่ห์ดีเหมือนกันนะ กลุ่มคนแปลกหน้าที่ไม่ได้รู้จักกันดี เริ่มกลมเกลียวผ่านเส้นทางและเรื่องเล่ารอบกองไฟในแต่ละวัน ไม่ว่าพรุ่งนี้ระยะทางจะไกลแค่ไหน แต่พวกเราจะไปถึงยังจุดหมายเดียวกัน

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

Day 2 – ม่อนกองข้าว – ดอยธง ระยะทาง 9 กิโลเมตร ระดับความสูงจากน้ำทะเล 1,650 เมตร ระดับความกลมเกลียว 10 เลกเตอร์

Day 3
ดอยธง-โรงเรียนบ้านแม่หาด (หมื่อหะคี) ระยะทาง 21 กิโลเมตร ระดับความสูงจากน้ำทะเล 925 เมตร

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

เวลาประมาณตี 5 เราตื่นขึ้นจากเสียงเพื่อน ๆ ที่เริ่มเก็บของ เก็บเต็นท์ ร่างกายเริ่มหนักขึ้น ลุกขึ้นด้วยความงัวเงียและงอแง ด้วยความที่เมื่อคืนหลับ ๆ ตื่น ๆ พะว้าพะวัง ของก็ต้องเก็บ ขี้ก็ปวด น้ำก็ยังไม่ได้เติม 

พวกเรารวมตัวชักภาพกันไป 82 รูป บอกลาดอยธงที่วิวยามเช้าสวยงาม ทิวเขาตัดสลับในความสลัวของยามพระอาทิตย์กำลังเริ่มฉายแสง มีสายหมอกเคล้าแกล้มอยู่เวิ้งล่าง ช่วงเวลาโมงยามพิเศษที่เกิดเพียงชั่วขณะ เป็นสถานที่พิเศษที่ถ้าไม่แบกสังขารขึ้นมาดูคงไม่มีวันได้เห็น เวลาล่วงเข้า 7 โมงครึ่ง พวกเราเริ่มออกเดินทาง แบ่งออกเป็นกลุ่มเหมือนเมื่อวานนี้ โดยมีพี่ตากล้องประจำกลุ่มเพิ่มเข้ามาในกลุ่มหน้าหนึ่งคน หลังผ่าน 3 กิโลเมตรแรก เป็นทางลงเสียส่วนใหญ่ มีวิวด้านขวาเป็นทะเลหมอกประกอบฉากเดิน เป็น 3 กิโลเมตรที่โรแมนติกชิบเป๋งเลย

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ตัดภาพเข้าการเดิน วันนี้เป็นการเดินที่เร็วกว่าเมื่อวาน โดยเฉพาะจังหวะเส้นทางเดินลง พวกพี่ ๆ เร่งจนแทบจะวิ่งกันอยู่แล้ว โดยมีเสียงปลุกเร้าลั่นครามในป่าของแม่บ้านชะนีที่คงออกมาตลาดเช้า จับกลุ่มเม้าเรื่องผัว ๆ หนีเที่ยวเมื่อคืน และพี่ไม้บอกให้พวกเราหยุดพัก “พักกินข้าวเช้าก่อน เดินเร็วกันขนาดนี้ รอเปลี่ยนคนนำนะ รอซูเลย รอซูเลย”

ไม่นานกลุ่มหลังก็มาถึง จังหวะเดียวกับที่เรากินข้าวกันเสร็จเรียบร้อย พี่ไม้เปลี่ยนให้พี่ซูเดินนำ

เราออกเดินทางกันต่อ เมื่อพี่ซูนำ ผมนี่เห็นชะตากรรมการเดินเลยครับ

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

เส้นทางวันนี้จะพาเราเข้าไปใกล้ป่าที่สัตว์อยู่จริง ๆ มากขึ้นกว่า 2 วันที่ผ่านมา ด้วยภาพป่าที่หนาทึบขึ้น เส้นทางที่ยากขึ้นกว่าเมื่อวาน เสียงชะนีที่ใกล้ตัวเรา เสียงนกที่เพิ่มมากขึ้นบวกกับขี้ช้างที่ฝากทิ้งไว้ตามทางเดิน นั่นทำให้เราประทับใจมาก เพราะทางเดินที่แคบและเล็กเพียงพอให้คนแค่ 1 คนเดินผ่านเป็นแถว ช้างยังพาตัวเองเดินผ่านได้ และยิ่งน่าประทับใจขึ้นไปอีก เมื่อเราเห็นป่ากล้วยถูกรื้อ เศษกิ่งไม้ที่ถูกหักมาเหวี้ยงเล่น ดูเป็นเครื่องหมายที่บ่งบอกว่ามีลูกช้างอยู่ในฝูงนี้อย่างแน่นอน น่ายินดีนะ แอบอยากเห็นเหมือนกัน

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

เมื่อผ่านการเดินมาสักระยะ เราเริ่มจับจังหวะการเดินของวันนี้ได้ ถ้าขึ้นเดี๋ยวต้องลง ถ้าลงยาว ๆ เตรียมตัวไต่เขาได้เลย สลับกันไปแบบนี้เรื่อย ๆ เมื่อจับจังหวะได้คล้ายสมาธิพุ่งสูงขึ้น การเดินจะเหนื่อยน้อยลงและเลือกก้าวต่อไปได้มั่นคงขึ้น เราเลยไม่ชอบหยุดเดิยนบ่อย ๆ และมุ่งตรงไปยังทิศทางต่อไป

ตอนนี้ถือว่าเราค่อนข้างทำเวลาได้ดี เมื่อถึงจุดพักที่ปกติเป็นจุดพักกินข้าวเที่ยงตอนเวลา 10.30 เนสตัดสินใจเดินต่อโดยไม่พักเพื่อไปให้ไกลที่สุดและเมื่อถึงช่วงเที่ยงค่อยหยุดพักอีกที หลังจากพ้นจุดพักราวครึ่งชั่วโมง เราพบจุดไต่ความชันสันเขาที่ประมาณกิโลเมตรที่ 11 – 12 เป็นจุดที่เหนื่อย หนักและท้ออยู่ในที เพราะเป็นทางเดินชันที่แคบมาก ด้านซ้ายเป็นหุบลึกลงไป ด้านหน้าเป็นทางดินแดงที่ต้องใช้มือจับไต่เดินขึ้นสู้กับแรงโน้มถ่วง ล้าขา ล้าสมองที่ต้องคอยระแวดระวังไม่ให้ลื่นหลุด (พลาดหลุดคงตกเขาแน่นอน) พอพ้นช่วงนี้ได้ ความโล่งใจก็วิ่งแล่นเข้ามา แทนที่พลังงานที่วิ่งแล่นออกไป

พักเที่ยงกิโลเมตรที่ 14 เติมพลัง เติมน้ำ นั่งคุยกันว่าช่วงครึ่งหลังจะเป็นทางลงเสียส่วนใหญ่ ผมค่อนข้างนึกภาพทางลงออกเลย เมื่อเราพึ่งพ้นช่วงปีนชันเมื่อสักครู่นี้มา แล้วเป็นดั่งภาพที่คิดไว้ มันเป็นทางลงที่ดิ่งหนักมาก ต้องใช้พลังต้นขาเบรกตัว ชะลอความเร็วตลอดเวลา บางช่วงเป็นทางลงและโค้งหักศอก เข่าที่เริ่มกร๊อบแกร๊บแสดงอาการ ถึงนาทีนี้วิวอะไรไม่ได้สนใจแล้ว เอาแค่ไม่กลิ้งเป็นลูกขนุนหลุน ๆ ได้ก็พอ อ่า วันที่ 3 ที่เขาว่าโหดมันเป็นแบบนี้นี่เอง

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ในที่สุดก็พ้นช่วงทางลงหฤโหดที่คนสร้างคงโกรธเมียมา จุดพัก 3 กิโลเมตรก่อนถึงหมู่บ้านมีก๊อกน้ำประปาตั้งอยู่ หล่อเลี้ยงความชุ่มชื่นให้แก่ร่างกายด้วยน้ำเย็นฉ่ำ หล่อเลี้ยงหัวใจด้วยรู้ว่า ถ้ามีน้ำประปาเท่ากับเราใกล้จุดหมายเข้าไปเรื่อย ๆ 3 กิโลเมตรสุดท้าย จึงเป็นการเดินเหยาะแหยะและหยอกล้อให้กำลังใจกันไปตลอดทาง 

จนผมเห็นหลังคาบ้านคน หลังคา หลังคา (โว้ยยยย) เกิดมาในชีวิตไม่เคยคิดว่าการได้เห็นหลังคาบ้านคนจะเป็นเรื่องน่าดีใจขนาดนี้มาก่อน เรียกได้ว่าขุดพลังที่เหลือทั้งหมด ลืมความเหนื่อยจนแทบจะวิ่งลงเขาเลยทีเดียว 

ถึงร้านค้าที่หมู่บ้านตอนบ่ายโมงครึ่ง พวกเรากระดกน้ำอัดลมซาบซ่าคนละกระป๋อง ชาวบ้านชื่นชมว่าเดินมาถึงเร็วมาก (ปกติประมาณบ่าย 3) ไม่ได้อยากจะคุย ถ้าผมฟิตเหมือนแต่ก่อน เที่ยงก็ถึงแล้ว ผมไม่ได้เบียว ผมแค่เป็นหนึ่งเดียวกับผืนป่า

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ณ โรงเรียนบ้านแม่หาด ปลดกระเป๋าและเอาเต็นท์ออกมาตากแดด หลังจากอาบแห้งกันมา 2 วัน วันนี้ได้อาบน้ำเย็น ๆ เติมความสดชื่นให้ร่างกาย พักผ่อนนั่งเล่นกับหมาโบ้ โดยมีนักเรียนชะโงกหน้าสนใจพวกเราอยู่เป็นระยะ ราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาด นึกถึงตัวเองตอนเด็ก ๆ ที่สนใจทุกอย่างยกเว้นเรื่องเรียน โรงเรียนแม่หาดเป็นโรงเรียนใหญ่ในละแวกหมู่บ้านแถวนี้ มีชั้นเรียนตั้งแต่อนุบาลจนถึงประถม 6 จึงมีเด็ก ๆ ครบทุกช่วงวัย

บ่าย 3 โมง เพื่อน ๆ ทยอยเดินมาถึง พร้อมด้วยทีท่าเหน็ดเหนื่อยและหิวโซ  ผมและแฟนที่พลังเริ่มกลับมาอาสาเดินกลับลงไปร้านค้า ซื้อมาม่า ไข่ มาเป็นแหล่งพลังงานให้ทุกคน ทุกคนดูอิดออดและเกรงใจ โดยการฝากซื้อของกันชุดใหญ่ (เดินออกมาได้ครึ่งทาง บ่นกันสองคนว่า กลับไหม ไกลเหมือนกันเนอะ ตอนมามันดีใจจนลืมระยะทาง)

ค่ำนี้เรามีที่หลับนอนเป็นห้องเรียน เนื่องจากคุณครูใจดีทุกคน เด็ก ๆ ที่ไม่ซุกซนแบบพวกเราก็ไม่บ่ายเบี่ยงที่จะรีบตอบรับ เพราะขี้เกียจเก็บเต็นท์เหมือนกัน จัดปาร์ตี้เล็ก ๆ ต้มยำไก่ กับข้าวจากชาวบ้านและเบียร์เย็น ๆ นั่งเม้ามอยไปเรื่อย ๆ เรื่องชีวิต เรื่องงาน เรื่องนู้น เรื่องนี้ ทางตรงนั้นชันชิบเป๋ง ทางลงโหดฉิบหาย พี่ไม้พาลัดเส้นทาง (อ้าวพี่ซู แล้วทำไมพวกผมไม่ได้ลัดวะพี่) กับข้าวไม่แซ่บเท่าไหร่ อยากกินชาบูจังโว้ย…

ปล่อยให้บทสนทนาไหลยาว ช่วงเวลาสนุกทั้งทริปคงเป็นตอนนั่งกินมาม่า การล้อมวงกินข้าวดูจะเฮฮากันมากที่สุด ซึ่งแอบคิดว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายก็คงดี เราคงมีเวลาคุยกันได้ยาวกว่านี้

เกอเธ่ กล่าวว่า “ชีวิตเป็นเรื่องของทิศทาง มิใช่ความเร็ว” เรายกมือเห็นด้วยและอยากขยายความอีกเล็กน้อย

เอาเข้าจริงชีวิตไม่ได้แปรผันกับความเร็วโดยตรง ใครเร็วกว่าหรือช้ากว่าอาจไม่ใช่สาระสำคัญ ถึงเร็วกว่าแต่ผิดที่ผิดทางก็อาจเสียเวลา ถึงช้ากว่าจนทุกอย่างโรยราแล้วก็หมดความหมาย การรู้จักตัวเองและทิศทางที่มั่นใจจะมุ่งไปต่างหากที่สำคัญ ส่วนเรื่องถึงเร็วหรือช้า ให้การก้าวเล็ก ๆ ไปยังจุดหมายมอบคำตอบให้เราเอง 

เหมือนวันนี้ที่เราเดินลากไกลยาวนาน ราวกับทิศทางที่มุ่งไปไม่มีจุดสิ้นสุด แต่พอเมื่อเรามุ่งไปยังทิศทางที่ถูกต้องทีละเล็กละน้อย เรากลับถึงหมุดหมายได้เร็วกว่าที่ตั้งใจ พวกเราไม่มีใครถึงเร็วหรือช้าเกินไป เราออกตัวพร้อมกันและเดินถึงปลายทาง ได้นั่งชมพระอาทิตย์ตกพร้อมกัน

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

Day 3 – ดอยธง – โรงเรียนบ้านแม่หาด (หมื่อหะคี) ระยะทาง 21 กิโลเมตร ระดับความสูงจากน้ำทะเล 925 เมตร ระดับความขาร้าว 10 เลกเตอร์ (เอารถมารับผมที)

Day 4
โรงเรียนบ้านแม่หาด-สบโขง ระยะทาง 13 กิโลเมตร ระดับความสูงจากน้ำทะเล 245 เมตร

วันสุดท้ายก่อนแยกย้ายกลับไปใช้ชีวิตต่อ หมุดหมายของวันนี้คือที่ทำการอุทยานสบโขง จุดพักอีกจุด ซึ่งเป็นจุดทางเลือกวิธีเดินทางกลับอุทยานแม่เงา หนึ่ง คือล่องแพกลับใช้เวลา 3 ชั่วโมง กระโดดเล่นน้ำได้ตลอดทาง แต่มันช้า เสียเวลาวัยรุ่น เราเลือกวิธีที่สอง นั่งรถกลับใช้เวลา 1 ชั่วโมง ระยะทาง 35 กิโลเมตร

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ราวตี 5 เพื่อนร่วมทริปทยอยลุกบิดขี้เกียจไล่ความหนาว เก็บที่นอนหมอนมุ้ง ขยับตัวงัวเงียออกไปล้างหน้าแปรงฟัน วันนี้ไม่ต้องเก็บเต็นท์แต่ต้องรีบเคลียร์ห้องให้น้อง ๆ พร้อมใช้เรียนเร็วที่สุด วันนี้ที่จุดชมวิวตรงโรงเรียน มีทะเลหมอกให้ชื่นชมเหมือนทุก ๆ วัน เวิ้งเขาทำหน้าที่ไข่ขาวและไข่แดงตรงกลางเป็นทะเลหมอก  ทิวทัศน์สวยงามที่คนเมืองอย่างพวกเรา มองเห็นอาจเป็นเพียงเรื่องปกติธรรมดาของชาวบ้านที่นี่

หากไม่เติมแต่งความหมายให้สิ่งใด ทุกสิ่งคงเกิดขึ้นเป็นธรรมชาติธรรมดาสามัญ 

(ปรัชญาทำไม ออกเดินทางกันดีกว่า)

ออกเดินเท้ากันราว 8 โมง ตัดเข้าหมู่บ้านแม่หาด เดินเลาะเส้นทางหลักที่ชาวบ้านใช้เดินทาง วันนี้ถนนเปิดโล่งพร้อมรับแดดมากกว่าวันอื่นที่ผ่านมา ออกเดินไปได้ 3 กิโลเมตร ลูกหมาจากโรงเรียนเดินตามมาตอนไหนไม่รู้ ไล่เท่าไหร่ก็ไม่ไป อาจเป็นเพราะเราขุนข้าวมันตั้งแต่เมื่อวาน ทุกครั้งที่ไล่ มันจะทำหน้าราวกับจะบอกว่า “กูไม่กลับ อยู่กับพวกมึงมีของกิน กูจะไปกับพวกมึงนี่แหละ” (สุดท้ายเพื่อนที่ขุนข้าวมัน ต้องอุ้มเดินไปตลอดทาง และได้บ้านใหม่ที่สบโขง)

ด้วยขาที่หมดแรงจากเมื่อวาน วันนี้จึงเป็นการเดินชมนกชมไม้ไปตลอดทาง ชื่นชมบ้านไม้ทรงโมเดิร์นของชาวบ้าน ไม้ที่ขัดมือจนเรียบเนียนสะอาดตา ดูเหมือนหมู่บ้านนี้จะเลี้ยงวัวเป็นกิจกรรมหลัก ประกอบการปลูกข้าวด้วย เราจึงพบเห็นได้ทั้งวัวและควายเดินสวนทางกันไปตลอดทาง สบตาข่มขู่บ้าง เขินอายบ้าง ขวางทางบ้างก็มี 

ถ้ามีสักตัววิ่งเข้าใส่ เราคงไม่วิ่งหนีไปไหน กูไม่มีขาแล้ว ชนกูเลย กูยอม

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

หนึ่งชั่วโมงครึ่งสุดท้าย เป็นถนนคอนกรีตประกอบทางลงที่ค่อนข้างถี่ ความร้อนที่สูงขึ้นทำให้เส้นทางโหดใช้เล่น พยายามทำตัวเล่นตลกกันไปให้ลืมระยะทาง ช่วยได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ก็ไม่เป็นอะไร สุดท้ายก็พากันมาถึงอุทยาน อาบน้ำและกินก๋วยเตี๋ยวระหว่างรอรถมารับกลับ บ้างก็กระโดดเล่นน้ำสนุกสนานดี๊ด๊ากันใหญ่

โดยหารู้ไม่ว่าการเดินทางยังไม่จบ และมันทรมานสูงสุดก็ตอนนั่งรถกลับนี่แหละ 35 กิโลเมตร ลัดเลาะเขา ถนนขรุขระ คนขับที่หวดทุกหลุม ใส่ทุกเนิน สลับหยุดรอรถทำถนน โคลงเคลง ท้องไส้โหลงเหลง เมารถเละเทะ ไม่พูดไม่คุย ความสนใจเดียวคือยาดมตรงหน้า… พี่ครับ เลี้ยวรถกลับไปนั่งแพเถอะ ผมยอมเสียเวลา!

ในที่สุดก็ถึงหน้าอุทยานแม่เงา จุดเริ่มต้นและจุดบรรจบของทริป เซย์กู๊ดบาย โบกมือลาพี่ไม้ที่ต้องรีบกลับบ้านไปหาเมีย เก็บสัมภาระใส่รถ กระเป๋าที่หนักในวันแรกเบาลงในวันนี้ถนัดตา แต่ในส่วนของกระเป๋าประสบการณ์กับบรรจุเรื่องราวเพิ่มขึ้นมากมาย ผมจำที่พี่ไม้บอกได้ดี 

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

“พวกเราใช้ชีวิตกับป่าหมุนเวียน 7 ปีครั้งถึงจะขับเคลื่อนย้ายแหล่งทำกิน พวกเราไม่ได้ถางป่าอย่างมั่ว ๆ เราดูแลและเอาใจใส่บ้านของเรา ถ้าพวกเราทำลายป่าแบบที่หลายคนคิดจริง ๆ ป่านนี้คงไม่มีป่าเหลืออยู่แล้ว” ระยะทางตลอด 4 วัน พวกเราเรียนรู้อะไรหลายอย่าง ได้เห็นและเข้าใจวิถีชีวิตชาวบ้านและยืนยันภาพด้วยตาของตัวเองจริง ๆ

การเดินทางใกล้จบลงแล้ว บอกลาเพื่อน ๆ ที่ลำบากมาด้วยกัน กลุ่มคนแปลกหน้าที่ไม่ได้รู้จักกันดี แต่เมื่อพบว่าเราเคมีเข้ากัน ทำให้การเดินป่าครั้งนี้สนุกสุด ๆ และเติมเต็มความหมายระหว่างกัน เป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่หาได้เมื่อออกเดินทางด้วยกัน

ยินดีที่ได้รู้จักจริง ๆ ขอบคุณที่ชวนกันมา

หากไม่เติมแต่งความหมายให้สิ่งใด ทุกสิ่งคงเกิดขึ้นเป็นธรรมชาติ ธรรมดาสามัญ ทว่าเมื่อประกอบร่วมกับเหล่าคนสำคัญ เรื่องราวธรรมดากลับพิเศษขึ้นมา

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

วิวัฒน์ แสงจันทร์

เป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดา หลงใหลการประกอบกิจกรรม จักรยาน วิ่ง ฟุตบอล เซิร์ฟ ดำน้ำ เดินป่า ทำทุกอย่างยกเว้นเก็บเงิน

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

5 พฤศจิกายน 2565
6 K

“วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า ฉันเจอนกตัวหนึ่ง มันถามฉันว่าจะไปไหน 

“ฉันจึงตอบ อยากไปให้ไกล ไกลเกินกว่าที่ฉันเคยไป โว้โหว…” 

วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2563 ผมกำลังนั่งฟังเพลงของ พี่แม็กซ์ เจนมานะ เพื่อปลุกขวัญกำลังใจของตนเอง ขณะกำลังปุเลง ๆ ในรถมินิบัสที่มีลูกทัวร์ 10 ชีวิต มุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติฟ็องญา-แก๋บ่าง (Phong Nha-Ke Bang) บริเวณภาคกลางของประเทศเวียดนามในจังหวัดกว๋างบิ่ญ (Quang Binh) จังหวัดที่มีพรมแดนติดกับ สปป.ลาว และเป็นที่ตั้งของถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ ถ้ำเซิน ดุง (Son Doong) ซึ่งเพิ่งเปิดให้ท่องเที่ยวเมื่อ พ.ศ. 2556 นี้เอง

ก่อนหน้านั้น 2 เดือน โควิด-19 กำลังเริ่มระบาดและสถานการณ์ยิ่งน่ากังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ ชาวเวียดนาม ชาวไทย และต่างชาติ ต่างพากันตื่นตระหนกตกใจ และพยายามเดินทางกลับประเทศตัวเอง หลายประเทศทยอยปิดประเทศ ห้ามเดินทางเข้าออกอย่างเคร่งครัด เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่เริ่มดำเนินนโยบาย Zero Covid อย่างเข้มข้น

ขณะที่กำลังเหนื่อยล้าจากภารกิจประสานงานช่วยเหลืออพยพนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ตกค้างอยู่ในเวียดนามกลับประเทศ โฆษณาในเฟซบุ๊กก็เด้งขึ้นมาว่า การท่องเที่ยวถ้ำเซินดุงประจำปีนี้กำลังจะเปิด มีส่วนลดถึง 10% ! เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 สนนราคาประมาณ 2,700 ดอลลาร์สหรัฐ (จากราคาเต็ม 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ) พอคลิกเข้าไปดูก็แปลกใจเป็นอย่างมากว่า มีที่เหลือเยอะมาก ๆ 

หากใครติดตามทัวร์ถ้ำแห่งนี้ จะทราบดีว่า 1 ปีเปิดรับแค่ 50 – 100 รอบ รอบละ 10 คน ระหว่างเดือนมีนาคม-สิงหาคม (นอกฤดูฝน) เท่านั้น ต้องจองกันข้ามปี สวดมนต์กันข้ามคืน แถมต้องควักกระเป๋าจ่ายเงิน 100% ล่วงหน้าถึงจะได้คิว แต่ปีนี้นักท่องเที่ยวจำนวนมากยกเลิกการจองเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในหลายประเทศ

ครุ่นคิดคำนวณต้นทุนค่าเสียโอกาสอยู่สักพัก ก็กระดกเบียร์ไซง่อนจนหมด บีบกระป๋อง และตัดสินใจว่า เอาวะ! ถ้าจะต้องบินจากไทยมาลงนี่ 2 – 3 ต่อ ลางานรวม ๆ อย่างน้อย 1 สัปดาห์ (เวลาเดินเทรกกิ้ง 4 วัน 3 คืน บวกกับเวลาเดินทางมาและกลับอีก 2 วัน 2 คืน) และยังไม่นับคิวที่จองยากโคตร ๆ โอกาสนี้จึงน่าจะเหมาะสมที่สุดแล้ว ผมจึงไม่รีรอ รีบกดลงทะเบียน พร้อมโพสต์หาเพื่อนร่วมชะตากรรมในเฟซบุ๊กทันที ไม่นานพี่สาวผู้ใหญ่ใจดี 2 ท่านที่ทำงานอยู่ในเวียดนามด้วยกันก็ทักแสดงความสนใจมา 

พี่แหม่ม และ พี่ปุ๊ก ท่านหนึ่งในขณะนั้นเป็นผู้จัดการธนาคารไทยแห่งหนึ่งในประเทศเวียดนาม ส่วนอีกท่านเป็นนักธุรกิจสาว พูดเวียดนามคล่องกว่าไทย และอาศัยอยู่เวียดนามมากกว่า 20 ปี ผมก็อุ่นใจระดับหนึ่งว่า อย่างน้อยถ้าพลาดพลั้งเป็นอะไรไปจากการเข้าถ้ำครั้งนี้ ก็ยังมีคนรู้จักที่บอกเล่าตำนานการตกหน้าผาแบบเท่ ๆ ให้กับคนรุ่นหลังต่อไป 

ฟิตร่างกายก่อนเข้าถ้ำ

พวกเรา 3 ใบเถา มีเวลาเตรียมตัวก่อนเข้าถ้ำประมาณ 1 เดือน ต้องบอกก่อนว่าก่อนจ่ายเงินค่าทัวร์ เซลส์ประจำตัวที่คอยให้คำปรึกษาจะส่งแบบทดสอบและประเมินสมรรถนะความฟิตของร่างกายและสุขภาพ เพื่อดูว่าร่างกายของเราเหมาะสมสำหรับกิจกรรมหรือไม่ หรือจำเป็นต้องฝึกฝนทักษะด้านใดเพิ่มเติม ซึ่งประสบการณ์เทรกกิ้งของผมนั้นเรียกว่าขี้หมูขี้หมามาก ๆ เคยเดินเทรกกิ้งเข้าถ้ำ Hang En (ห่างเอ๊น) 2 วันถ้วน ซึ่งเป็นถ้ำขนาดกลางบริเวณอุทยานเดียวกันกับเซินดุงเมื่อปีก่อนหน้า จึงได้รับคำแนะนำให้ลองไปเทรกกิ้งขึ้นภูเขาในจังหวัดบริเวณรอบ ๆ นครโฮจิมินห์สัก 2 – 3 ครั้งดูก่อน 

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

พี่แหม่มผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวสายเขียว (ธรรมชาติ) เป็นชีวิตจิตใจรีบจ้างเทรนเนอร์มาเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกาย พี่ปุ๊กก็เช่นกัน ทั้งวิ่ง ทั้งต่อยมวย พวกเรา 3 คน ไปเทรกกิ้งขึ้นภูเขาลูกเตี้ย ๆ บริเวณรอบนคร พยายามเพิ่มความแข็งแรงและความอึดของร่างกาย เพื่อให้มีสมรรถนะพอฟัดพอเหวี่ยงกับการเข้าถ้ำที่มีความยากลำดับ 6 ตามมาตรฐานการเดินถ้ำ ซึ่งเป็นลำดับที่ยากที่สุด 

ที่ขาดไม่ได้คือ Shopping Day พวกเรานัดไปช้อปอุปกรณ์ปีนเขา เข้าร้านแล้วตาลายมาก ๆ เสียหายกันหลายล้าน (ด่ง) เพราะของมันต้องมี! เมื่อกายพร้อม ใจพร้อม อุปกรณ์พร้อม เราออกเดินทางจากนครโฮจิมินห์ไปลงที่เมืองด่งเฮ๋ย (Dong Hoi) เมืองเอกของจังหวัดกว๋างบิ่ญ ใช้เวลา 2 ชั่วโมง เมื่อถึงสนามบินปลายทาง มีพนักงานจากบริษัท Oxalis Adventure บริษัทที่ได้รับอนุญาตให้บริการทัวร์ถ้ำเซินดุงแต่เพียงผู้เดียวมาถือป้ายรอรับอยู่ที่สนามบิน และพาเราขึ้นรถตู้มุ่งตรงไปยังโรงแรมที่พักใกล้อุทยาน ก่อนจะนัดรวมตัวกันที่ออฟฟิศใหญ่ของบริษัท Oxalis ช่วงเย็นเพื่อฟังบรีฟข้อมูลทั้งหมด

How (old) are you? 6519 

ในค่ำคืนวันแรก ลูกทัวร์รอบเดียวกันถูกเรียกมารวมตัว เพื่อฟังบรรยายสรุปก่อนทานข้าวเย็นมื้อจัดเต็มที่สุดที่สำนักงานของบริษัท Oxalis ริมแม่น้ำกอน (Song Con) เราพบลูกทัวร์ที่เหลืออีก 7 คน ประกอบด้วยคู่สามีภรรยาชาวฮานอย คู่รักหนุ่มสาวชาวเวียดและฝรั่งเศส สาวไซง่อนกูรูผู้ฝึกสอนโยคะและการออกกำลังทุกประเภท คู่รักไซง่อนอีกคู่ซึ่งมีอาชีพเป็นผู้กำกับในวงการมายาอีก 2  คน 

หลังจากเริ่มทำความรู้จักกันเบื้องต้นแบบเขิน ๆ ลุง Howard Limbert (ต่อไปขอเรียกว่าลุงโฮเวิร์ด) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินถ้ำชาวบริติชก็เผยตัว โชคดีมาก ๆ ที่ลุงร่วมทริปนี้ด้วย เพราะลุงเป็นบุคคลแรก ๆ ที่ร่วมสำรวจถ้ำเซินดุงกับลุง Ho Kanh ชาวบ้านที่ค้นพบปากทางเข้าถ้ำโดยบังเอิญเมื่อ พ.ศ. 2534 

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

ลุงโฮเวิร์ดเริ่มบรรยาย ครอบคลุมเนื้อหาถึงข้อควรระวัง การปฏิบัติตัวเมื่อเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เส้นทางการเดินในแต่ละวัน วันไหนเท้าเปียก วันไหนปีนผา ลุยน้ำ โรยตัว โดยเฉลี่ยแล้วพวกเราเทรกกิ้งวันละ 6 ชม. รวมระยะทาง 25 กม. มีการปีนป่ายมุดถ้ำ 8 กม. ข้ามลำธารหลายครั้งและว่ายน้ำในถ้ำ ส่วนไฮไลต์คือการปีนกำแพงเมืองเวียด (Wall of Vietnam) ความสูง 100 เมตรเพื่อออกสู่ปากถ้ำ นอนตามจุดตั้งแคมป์ต่าง ๆ 3 คืน ในทริปนี้เราไม่ไปแค่ถ้ำเซินดุงเพียงอย่างเดียว แต่ผ่านถ้ำน้อยใหญ่ เช่น Hang En และ Hang Tien ด้วย พอฟังบรีฟจบก็แอบหวั่นใจ จะไหวไหมนะ ขาก็สั้น มือก็เล็ก ท่าจะเหนื่อย แต่พอหันไปดูน้องหน้าละอ่อนทีมงานลูกหาบที่ตัวเล็กพอกันก็ใจชื้นขึ้นมาบ้าง ฮึบ ๆ น่าจะพอได้

“Has anyone died from Son Doong expedition before?” ผมกระซิบถามลุงโฮเวิร์ดเบา ๆ หลังจบการบรรยาย ลุงมองหน้าผมด้วยความเอ็นดูขำ ๆ แล้วตบไหล่เบา ๆ พร้อมตอบว่า คนอายุน้อยที่สุดที่เคยเข้าถ้ำอายุ 18 ปี และมากที่สุดคือ 80 ปี, How old are you? ยังไม่มีใครตายนะ มีแต่เจ็บหนัก ลุงพูดจบก็หัวเราะ พร้อมมอบสติกเกอร์ติดกระเป๋าเลขที่ 6519 หมายถึงคนที่ 6519 ที่เดินเข้าถ้ำนี้ 

เท่าที่สืบทราบ ผมน่าจะเป็นคนไทยไม่เกินคนที่ 10 ที่เคยเข้าถ้ำนี้

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

ลืมบอกว่าการเทรกกิ้งครั้งนี้เป็นการเดินอย่างพระราชา กินอย่างเศรษฐี และเข้าห้องน้ำแบบส่วนตัวสุด ๆ มีห้อง (เต็นท์) เปลี่ยนเสื้อผ้าด้วย แม้เรามีลูกทัวร์ 10 คน แต่มีทีมงานคุณภาพถึง 29 คน!! ใช่ครับ หนุ่มน้อยชาวเวียดนามร่างกายกำยำอายุ 20 ต้น ประกอบด้วยลูกหาบ 18 คน เชฟ 2 คน เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย 5 คน ผู้ช่วยถ่ายภาพ 1 คน ไกด์นำเที่ยว 1 คน นายพราน 1 คน และนักเดินถ้ำชาวบริติชสังกัดสมาคมเดินถ้ำโลกอีก 1 คน ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งคือ ทุกคน (ยกเว้นชาวบริติช) ใส่รองเท้าแตะลุงโฮฯ (รองเท้าแตะหุ้มข้อเท้าทำจากยางล้อรถยนต์ คู่ละ 300 บาท) 

ในการเดิน 4 วัน ยังไม่เคยเห็นทีมงานคุณภาพท่านใดลื่นล้ม มีแต่ลูกทัวร์รองเท้าเทรกกิ้งแบรนด์ดังคู่ละ 6,000 บาทขึ้นไปที่ลื่นแล้วลื่นอีก ไม่ว่าพื้นยางจะใช้เทคโนโลยี Nano Grip สูงขนาดไหนก็ตาม แต่ทุกคนต้องมีท่าลื่นไถลเท่ ๆ โดยทั่วกัน

การเดินทางของร่างกายและจิตใจ 

วันแรกน่าจะชิวที่สุด พวกเราเริ่มต้นจากอุทยานแห่งชาติฟ่องหย่า (Phong Nha) ไกด์หนุ่มหน้ามนพูดภาษาอังกฤษคล่องนาม หยุง มาทักทายพร้อมชี้ให้ดูทากที่กำลังกระดึ๊บ ๆ บนพื้นแล้วพร่ำว่า ฝนเริ่มลงแล้ว ทากออกมาเล่นน้ำ เป็นการต้อนรับลูกทัวร์ทั้ง 10 ด้วยความตื่นเต้น พวกเราเดินลัดเลาะริมลำธาร น้ำใสเย็นฉ่ำ ผีเสื้อหลากสีบินมาทักทายเป็นระยะ เมื่อถึงหมู่บ้านบันดุง (Ban Doong Village) ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดุงตามชื่อถ้ำ อาศัยอยู่ใกล้ชายแดน สปป.ลาว เวียดนาม พวกเราแวะแจกขนมน้อง ๆ ในหมู่บ้านและเดินเล่นก่อนรับประทานอาหารกลางวันกันใต้ถุนบ้านของผู้นำหมู่บ้าน

วันนี้อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน พวกเราเดินสบาย ๆ ถ้าเป็นการวิ่งก็ถือเป็น Easy Run และแล้วก็มาถึงถ้ำเอ๊น (Hang En) ช่วงบ่ายแก่ ๆ ซึ่งเป็นไฮไลต์ของวันนี้ เพราะมันคือสถานที่ตั้งแคมป์คืนแรกของพวกเราที่ตั้งอยู่บนชายหาดภายในถ้ำ! เมื่อไปถึงก็พบว่าเต็นท์เอย ครัวเอย ห้องน้ำเอย รวมถึงห้องเปลี่ยนเสื้อเอย ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อยโดยเหล่าลูกหาบที่เดินมาถึงล่วงหน้าหลายชั่วโมง

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

หันไปทางครัวเห็นเชฟกำลังหุงข้าวควันขโมง เชฟนามว่า กวาง ได้ยินเราพูดภาษาไทยก็เข้ามาเว้าลาวทักทายด้วยความดีใจ เธอเล่าว่าเคยไปทำงานใน สปป.ลาว หลายปี เลยพูดลาวได้ พี่สาวคนสวยของผมผู้มีพื้นเพจากอุบลฯ เลยเว้าอีสานกันสนุกสนาน ผูกมิตรอย่างสนิทสนม ผลบุญกุศลครั้งนี้ทำให้พวกเราได้กินอาหารลาวประเภทยำแซ่บ ๆ เสริมมื้ออาหารด้วยเสมอ เพราะเชฟกวางอยากแสดงฝีมือการทำอาหารลาวที่เก็บกดมานาน ต้องบอกว่ากับข้าวแต่ละมื้อมีประมาณ 7 – 8 อย่าง ต้ม ผัด แกง ทอด ครบครัน 

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม


วันนี้พระอาทิตย์ตกแล้ว ผมมองลอดช่องเขายุบในถ้ำเหนือชายหาดขึ้นไปเห็นดวงดาวเต็มฟ้า เป็นฉากที่แปลกตามาก เพราะนั่งอยู่ในถ้ำแต่เห็นชายหาดและดวงดาว เหลือบตาลงมาที่ท่าน้ำบริเวณหาดเห็นสาวห่มสไบยืนอยู่! ใช่ครับ พี่สาวคนสวยของผมเอง ชีเอาสไบมาด้วย ชาวไทย-ชาวเวียดทุกคนผลัดกันถ่ายรูปอย่างสนุกสนานที่ท่าน้ำ ก่อนจะอาบน้ำในแอ่งน้ำที่แสร้งว่าเป็นชายหาด ซึ่งอุณหภูมิเย็นเจี๊ยบ เป็นการอาบแบบล้างเนื้อล้างตัวโดยไม่ใช้สบู่ เพราะเป็นกฎสำคัญสำหรับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ 100% In and Out แม้แต่ของเสียทั้งหมดของมนุษย์ ลูกหาบก็ต้องแบกออกมาทิ้งนอกอุทยานทุกครั้ง

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

ผมกลับเข้ามาในเต็นท์ หลับตาลง แฮมสตริงตึงเล็กน้อย ได้ยินเสียงน้ำไหลเบา ๆ จากซอกหิน พร้อมเสียงนกบินเล่นในท้องฟ้าเหนือถ้ำวนไปมาอย่างไม่รู้เหนื่อย รู้สึกสบายตัวและสบายใจ 

เด็กกรุงเทพฯ อย่างผมไม่เคยหายใจแล้วเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติแบบนี้มาก่อน 

อีกชั่วลมหายใจก็พลันรู้สึกตัวว่า พรุ่งนี้ฉันต้องลืมตาตื่นและเดินต่ออีกกี่โลหนา 

เราทุกตนต่างเป็นมนุษย์ถ้ำ

เช้าวันที่ 2 เราออกเดินทางจากถ้ำเอ๊น ลึกเข้าไปผ่านผาหินแหลมคมเพื่อทะลุออกหลังถ้ำ เดินเทรกกิ้งริมลำธารไปเรื่อย ๆ ราว 3 ชม. ในที่สุดก็มาถึงปากถ้ำเซินดุงที่รอคอย หลังจากทานอาหารกลางวัน น้องทีมรักษาความปลอดภัยก็นำเข็มขัดปีนผาหรือฮาร์เนสมาสวมให้ลูกทัวร์ทุกคน ซึ่งชายฉกรรจ์ทุกคนในกลุ่มต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้ารัดแน่นกว่านี้อีกนิดหนึ่งจะกลายเป็นหมันหมู่เป็นแน่แท้

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

เราฝึกการใช้ฮาร์เนสและคลิปออนอยู่สักพัก ก็พร้อมหย่อนตัวลงไปที่หน้าผาสูงชันทางปากถ้ำเพื่อเข้าถ้ำเซินดุง ขาหยั่งกำแพง แขนตึง ตัวเอียง 60 องศา ถีบตัวออกจากผนังถ้ำพร้อมผ่อนมือเป็นระยะ ทะลุหมอกที่ลอยในถ้ำเหมือนกำลังก้าวข้ามไปอีกภพ อากาศในถ้ำเย็นชื้น ไม่มีกลิ่นอับ แสงไฟฉายบนหมวกกันน็อกฉายไปในความมืดที่ไม่สิ้นสุด ฝ่าผงฝุ่นละอองนับล้านที่มองด้วยตาเปล่าคงไม่ทันสังเกตเห็น

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

พวกเราเทรกกิ้งต่อในถ้ำจนมาถึงจุดที่เรียกว่า Hand of God หินงอกยินย้อย 3 ล้านปี มีลักษณะคล้ายมือ (อย่างน้อยในทัศนคติผู้ค้นพบ) ทีมถ่ายรูปนำไฟสปอตไลต์ขนาดใหญ่วางทิ้งไว้ 3 จุด สำหรับให้ลูกทัวร์ถ่ายรูป โดยมีน้องทีมงานอีก 1 คน รีบรุดหน้าเดินไปยืนส่องไฟตัวเองกลางฉากเพื่อสร้างมิติระยะชัดลึก เปรียบเทียบความยิ่งใหญ่ของถ้ำกับมนุษย์อย่างรู้งาน ทัวร์ลูกเป็ดข้ามน้ำลำธารในถ้ำที่เย็นเจี๊ยบและเชี่ยวกราดอีกหลายครั้ง ก่อนจะมาถึงเนินที่ผมเรียกว่า เนินดาวอังคาร เพราะเต็มไปด้วยหินฟอสซิลที่ถูกกัดกร่อนโดยน้ำที่หยดจากผนังถ้ำและลมที่พัดภายในถ้ำ จนกลายเป็นหินทรายก้อนกลมเหมือนกระดูกมนุษย์ต่างดาว มีดาษดื่นละลานตาไปหมด หินเหล่านี้อยู่มานานกว่ามนุษยชาติเสียอีก 

ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม
ปีนผา โรยตัว ลุยโคลน ไปปักธงไทยที่ Son Doong ถ้ำล้านปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศเวียดนาม

ข้าง ๆ มีบ่อน้ำ ไกด์หยุงชี้ให้ดูปลาเผือกสีขาวขนาดเท่าฝ่ามือที่ว่ายไปมา ปลาไม่มีตาและลำตัวไม่มีสี เพราะไม่จำเป็นต้องใช้ – นี่มันจูราสสิกชัดๆ ผมคิดในใจ พวกเรายังคงเดินลึกเข้าไปในถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก จนมาถึงสถานที่ตั้งแคมป์ บนเนินทรายริมชะง่อนหน้าผาหลุมยุบ มองทะลุเพดานถ้ำเห็นท้องฟ้า พวกเราจัดแจงนำของออกจากกระเป๋าที่ลูกหาบนำมาให้ล่วงหน้า จากนั้นไกด์พาเราไปอาบน้ำ ต้องเดินเทรกลงไปอีก 1 – 2 กิโลเมตรเพื่อลงไปเล่นลำธารใต้ดินในถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นการอาบน้ำที่อินดี้สุด ๆ น้ำเย็นใสแจ๋ว คงเป็นเพราะผ่านการกรองจากชั้นหินและแร่ธาติธรรมชาติมาหลายชั้นกว่าจะมาถึงชั้นนี้ สนุกสนานกันพักใหญ่ก็ลืมนึกไปว่าต้องเดินกลับไปเบสแคมป์อีก เอ้า เหงื่อออกอีกแล้วหรอ ฮ่า ๆ

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

เย็นนั้นอาหารค่ำยังคงอร่อยเช่นเคย เพิ่มเติมคือมิตรภาพที่เริ่มถูกคอ เราเล่นไพ่และแลกเปลี่ยนเรื่องราวมากมายจนดึกดื่น ผมรู้แล้วว่าในโลกแห่งความเป็นจริงแต่ละคนสวมหัวโขนทำอาชีพอะไร แต่วันนี้เราคือคนประเภทเดียวกัน คนถ้ำที่มีเป้าหมายร่วมกัน เผลอคิดไปว่าถ้ารู้จักคนเหล่านี้ข้างนอก เราจะกล้าถอดหัวโขนแล้วมาเป็นมนุษย์ถ้ำเหมือนกันหรือไม่ ในโลกนอกถ้ำ มนุษย์ไม่เคยมีอิสระอย่างแท้จริง เพราะถูกจองจำอยู่กับการไล่ล่าความฝันและเป้าหมายสูงสุดที่อนุญาตให้ใช้ชีวิตได้ตามความจำเป็น

ค่าของฝุ่น

ผมตื่นมาฉีกซองกาแฟดริปแบรนด์ดังของเวียดนาม เอากาดริปจิ๋วออกมาจากกระเป๋า ใช่ครับ ผมพกกาดริปมาเดินถ้ำ บรรจงดริปกาแฟสายพันธุ์คารติมอร์จากที่ราบสูงในจังหวัดเลิมด่ง เมืองดาลัด พร้อมหมอกจาง ๆ ลอยเหนือปล่องถ้ำ ลำแสงที่เล็ดลอดเข้ามาเผยให้เห็นสีเขียวของต้นไม้ที่ขึ้นแซมในชะง่อนผาหิน วันนี้เป็นไฮไลต์ของทริป น้องหยุงบอกว่าวันนี้เดินน้อย ถ่ายรูปเยอะ โอ้โห เข้าทางพวกเราชาวสยาม

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

เราเดินเทรกกิ้งลึกเข้าไปในถ้ำ อากาศหนาวขึ้น มืดขึ้น แต่หัวใจพวกเรานั้นพองโต ระหว่างทางผ่านช่องหินที่ลูกหาบสถาปนาให้เป็นรูเจมส์บอนด์ เพราะเป็นช่องกลมขนาดพอดีคนยืน พื้นหินลายดำตัดขาวคล้ายหินอ่อนทำให้รูปที่ถ่ายออกมาดูน่าสนใจเหมือนพระเอกในหนังสายลับอังกฤษ เดินต่อราว 2 ชั่วโมงก็ถึง Garden of Eden และ Wedding Cake หลุมยุบในถ้ำขนาดใหญ่ที่แสงสาดส่องเข้ามาถึงพื้นดิน เกิดระบบนิเวศต้นไม้เขียวน้อยใหญ่ เฟิร์นและหญ้ามอสเคลือบชั้นหินสลับซับซ้อนขึ้นไปเป็นชั้น ๆ ถ้าเปรียบกับจูราสสิก คงเป็นจังหวะที่มองไปแล้วเห็นไดโนเสาร์คอยาวใจดี (Apatosarus) กำลังเล็มยอดไม้

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

พวกเราผลัดกันปีนขึ้นไปยัง Wedding Cake หรือชั้นหินที่ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ อยู่ตรงกลางช่องปล่องหลุมยุบ น่าจะเป็นจุดที่ผู้คนถ่ายรูปกันมากที่สุดและสวยที่สุดในทริป พี่แหม่มไม่รีรอหยิบธงชาติไทยที่แบกมา 3 วันออกมาจากกระเป๋า ส่วนพี่ปุ๊กคว้าสไบออกมาห่มตัว พร้อมหัวใจอันแรงกล้าในการปักธงความเป็นไทยกลางถ้ำล้านปี นี่แหละ! Soft Power ไทยไปไกลถึงถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเวียดนาม 

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

ผมไต่ชั้นหินที่เคลือบด้วยน้ำและมอสขึ้นไปบนจุดสูงสุดแล้วมองไปรอบ ๆ 

ผมรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ส่วนมนุษย์เป็นเพียงแค่เศษฝุ่นของจักรวาลเท่านั้นเอง

ปราการด่านสุดท้าย กำแพงเมืองเวียดนาม

การเทรกกิ้งวันสุดท้ายคือการเข้าไปจุดที่ลึกสุด สูงที่สุด และชันที่สุดของถ้ำ

หากเป็นหลังหน้าฝนใหม่ ๆ พื้นถ้ำจะกลายเป็นแม่น้ำย่อม ๆ ลึกกว่า 10 เมตร ต้องลงเรือและพายเข้าไปยังจุดในสุดของถ้ำและไต่กำแพงหินสูง 100 เมตร หรือ Wall of Vietnam เรียกว่ามีทั้งไต่บันได ปีนผาด้วยเชือก เพื่ออกจากถ้ำเซินดุงทางด้านล่างขึ้นไปทางด้านบน ตอนที่พวกเราไปเป็นเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงก่อนหน้าฝน น้ำในถ้ำจึงสูงแค่เอว วันนี้คุณลุงเดวิดเรียกว่าวันแห่งโคลน หรือ Muddy Day เป็นการเดินลุยดินโคลนกันครึ่งค่อนวัน ลัดเลาะตามซอกหินที่มีน้ำสูงระดับเอวหลายกิโล 

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

วันนี้เป็นวันที่ทุกคนถ่ายรูปได้น้อยที่สุด เพราะลื่นล้มกันเยอะที่สุด การเดินในน้ำโคลนนั้นยากกว่าการเดินบนพื้นแห้งมาก ต้องใช้กำลังมากขึ้นถึง 2 เท่าในการยกและย่ำเท้า แถมยังมองไม่เห็นหลุมหรือซอกหินใต้น้ำสีโคลน แต่ชาวไทยอย่างพวกเราที่ฝึกฝนทักษะการเดินในน้ำท่วมมายาวนานหลายชั่วคน จึงหลบหลีกหลุมบ่อใต้น้ำได้อย่างดีเยี่ยมจนมาถึงกำแพงเมืองเวียด ลูกทัวร์แต่ละคนต้องใช้กำลังที่ยังเหลืออยู่ทั้งหมดไต่หน้าผาชันขึ้นไป 100 เมตร ตกคนละ 10 กว่านาที ในขณะที่ลูกหาบโชว์เหนืออีกแล้ว น้อง ๆ สวมรองเท้าแตะวิ่งไต่ผากับเชือก เหมือนหนังจีนกำลังภายในภายใน 3 – 4 นาทีเท่านั้น 

พวกเราทุกคนสีหน้ายิ้มแย้มและภูมิใจ ในที่สุดก็ได้พิสูจน์ตัวเอง พวกเราทำได้!

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

อาหารมื้อสุดท้ายเป็นปอเปี๊ยะสดสอดไส้ง่าย ๆ นั่งทานบนผืนพลาสติกบริเวณปากถ้ำเซินดุง แต่มื้ออาหารธรรมดากลับพิเศษขึ้นมา เพราะรอยยิ้มของพวกเรา 10 คนที่เต็มไปด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ ในขณะเดียวกันก็โล่งใจที่จะกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงในบ่ายวันนี้ พวกเราเดินเทรกกิ้งออกจากปากถ้ำไม่กี่ชั่วโมงก็มาถึงถนนเส้นหลักที่รถบัสจอดรออยู่ ฝนตกหนัก ทุกคนสภาพเหมือนลูกหมาตกน้ำ 

ผมหยิบโทรศัพท์ที่เพิ่งเริ่มมีสัญญาณขึ้นมา ไลน์เด้งติดกันอย่างบ้าคลั่งกว่า 2 – 3 นาที 

ผมมองใบไม้เต้นระบำสู้ฝน ฟังเสียงน้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ทากกระดึ๊บ ๆ ออกมาเล่นน้ำฝน 

“วันนี้ผมเดินออกจากป่า ผมไปไกลมาเกินกว่าที่ผมเคยไป” 

โลกความเป็นจริงอาจไม่ใช่โลกแห่งปัจจุบัน เพราะบางครั้งโลกปัจจุบันที่เราใช้ชีวิตอยู่นั้น ทำให้ไม่อาจเห็นความเป็นจริงของธรรมชาติและจิตใจของมนุษย์ ขอบคุณ พี่แม็กซ์ เจนมานะ มา ณ ที่นี้ครับ 

บันทึกการเดินทาง 4 วัน กิน นอน เทรกกิ้ง พิชิตถ้ำเซินดุง สัมผัสบรรยากาศจูราสิกปาร์กที่ยังมีชีวิตในประเทศเวียดนาม

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ยุทธฤทธิ์ บุนนาค

นักการทูตไทย นักดื่มกาแฟ นักเดินทางและปั่นจักรยานมือสมัครเล่นที่ใช้ชีวิตเพื่อตามหากาแฟแก้วที่ดีที่สุดในชีวิต

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load