อุทยานแห่งชาติแม่เงา ตั้งอยู่ในท้องที่ของอำเภอแม่สะเรียง อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชื่อมรอยต่อด้วยจังหวัดตาก ในอำเภอท่าสองยาง มีพื้นที่ราว 257,650 ไร่ (เทียบเล่น ๆ กับสนามฟุตบอลได้ 58,556 สนาม วิ่งกันตีนแตก!)ในพื้นที่หลายแสนไร่นี้ มีเส้นทางเดินหลักของหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยง ใช้เป็นเส้นทางเดินข้ามสันเขา แหล่งทำกินทั้งด้านการเกษตรและปศุสัตว์ รู้จักกันในชื่อ ‘เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงา’ ระยะทางเดินรวม 50 กิโลเมตร ไต่ระดับความสูงขึ้นลง 2,155 เมตรจากระดับน้ำทะเล เราออกเดินและแวะพักตามยอดดอยเป็นเวลา 4 วัน 3 คืน 

แบกสัมภาระเอง แบกกองกลางเอง ไม่มีลูกหาบ มีแต่ลูกหอบ 

เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม

Day 1
จอลือคี หรือ ม่อนกองข้าว ระยะทางรวม 13 กิโลเมตร ระดับความสูงจากน้ำทะเล 1,150 เมตร

เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม

ออกตัวก่อนเลยว่า ผมไม่เคยเดินป่าจริงจังเลยสักครั้งในชีวิต ที่ใกล้เคียงป่าสุดคือ ป่าหลังบ้าน โตมาหน่อยก็ตอนเรียนลูกเสือหรือรักษาดินแดน ทริปเดินป่านี้จึงถือเป็นการเดบิวต์ในวงการนี้เลยก็ว่าได้ ผมจำคำที่ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ กล่าวไว้ได้ว่า ‘ความเชื่อ คือการก้าวขึ้นบันไดขั้นแรก แม้ยังมองไม่เห็นบันไดทุกขั้นก็ตาม’ 

ฟังแล้วใจมันขึ้นแปลก ๆ เอาวะ จะเดินทั้งทีก็เอาให้ลำบากสุดทางไปเลยละกัน

ผมเดินทางออกจากชลบุรี ถึงหน้าอุทยานแม่เงาเวลา 6 โมงครึ่งเห็นจะได้ หน้าอุทยานเป็นจุดนัดพบของเพื่อนร่วมทริปอีก 14 ชีวิต และในทริปเดินจะมีพี่ไกด์ชาวบ้านคอยนำทางและแนะนำจุดต่าง ๆ เดินร่วมกันตลอดทริป กลุ่มละ 2 คนต่อทริป (ไกด์ของเราชื่อ พี่ไม้และพี่ซู) พอถึงเวลา 9 โมงครึ่ง พวกเราออกเดินทางด้วยรถกระบะของชาวบ้าน เพื่อขึ้นไปที่จุดเริ่มเดินที่ระดับความสูง 900 เมตร ใช้เวลาเดินทางเกือบ 1 ชั่วโมง ไต่ระดับความสูง เส้นทางขรุขระขึ้นลงสันเขา เมารถ ปวดเข่า ขาสั่น หลังร้าว ราวนมสะเทือนยันไส้ติ่ง ในที่สุดเราก็มาถึง หมู่บ้านแม่ปะ จุดเริ่มเดิน 

ผมก้าวขาลงจากรถ ความคิดแวบแรกในหัว เอาละ ถ้าจะมีใครไม่รอดก็คงเป็นกูนี่แหละ!

เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม
เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม

อ้อยอิ่งอับอาย ถ่ายรูปร่วมกันอยู่สักพัก เราต่างเริ่มทยอยออกเดินไปในทิศทางที่พี่ไกด์ชี้บอก ในการเดินจะมีพี่ไกด์นำ 1 คนและปิดท้าย 1 คน ส่วนใครเดินเร็วหรือช้า ให้ไปตามจังหวะของตัวเอง เพียงแค่จุดนับก้าวแรก เราก็พบกับความชันที่เช็กจากสายตาแล้วน่าจะชันถึง 15 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว (ไม่ประนีแม่ประนอมน้ำจิ้มไก่อะไรกันทั้งนั้น) ราว 3.2 กิโลเมตร ถึงทางสามแยก… ทางแยกของชีวิต ซ้ายทางเรียบ ขวาชันสุดใจ 

เนื่องจากผมและแฟนเดินไม่ทันพี่ไกด์คนนำและเร็วกว่ากลุ่มด้านหลัง ตัวเราเองไม่รู้เส้นทางแน่นอน โจทย์เดียวที่มีตอนนั้นคือ สัญลักษณ์กิ่งไม้ที่วางไว้ผิดที่ผิดทางในเส้นทางขวามือ ประกอบกับมีพี่ที่หลุดจากแถวหน้า เลี้ยวขวานำไปก่อนแล้ว ผมหันไปคุยกับแฟนด้วยความมั่นใจว่า “เราเคยดู National Geographic กิ่งไม้ชี้ไปด้านขวา เลี้ยวขวาเลย ชัวร์”

โดยหารู้ไม่ว่า ความฉิบหายได้มาเยือนแล้ว 

ด้วยความรู้ผิด ๆ ของผม เราหลงทางไป 2 กิโลเมตรครับ โชคยังดีที่เราสองหิวคอนเวอร์เซชันประมาณหนึ่ง เมื่อพบชาวบ้านที่ขับมอเตอร์ไซค์สวนทางมา จึงกล่าวเซย์ไฮ โบกมือทักทาย พี่ชาวบ้านเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า “จะไปไหนกัน!?” และนั่นแหละครับ จุดเริ่มต้นของการเดินกลับ ไต่ความชันอีก 2 กิโลเมตร โง่ไม่แบ่งใคร แถมพาคนอื่นเหนื่อยไปด้วย 

ด้วยเวลาที่เสียไปประกอบกับเป็นกลุ่มรั้งท้าย เราจึงไล่หวดกวดทุกเนินเพื่อให้ทันกลุ่ม ซึ่งก็ไล่กันทันที่จุดชมวิวระหว่างทางพอดี เหมาะเจาะกับการพักเหนื่อย พักขาที่ร้าวล้า โดยมีวิวทิวเขาอยู่ด้านหน้ากว้างขวางสุดลูกหูลูกตา ได้นั่งคุยกันเรื่องหลง ทับถมกันเล็กน้อยเป็นน้ำจิ้ม ถือเป็นการคลายเหนื่อยที่น่ายินดี ซึ่งพี่ไม้บอกผมว่า การเดินในเส้นทางป่าแบบนี้ ถ้าเห็นกิ่งไม้วางอยู่ทางด้านไหน ให้เดินไปอีกทางหนึ่ง นั่นคือ สัญลักษณ์บอกว่า ห้ามไปโว้ย! ไม่ใช่ให้เลี้ยวไป

เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม

หลังจากนั่งซึมซับบรรยากาศตรงหน้าจนอิ่มหนำ พวกเราออกเดินทางกันต่อ อีกราว 3 กิโลเมตรก็ถึงจุดหมายประมาณบ่าย 3 โมง ตลอดเส้นทางเดินวันนี้เป็นการเดินผ่านเส้นทางทำกินของชาวบ้าน บางจุดจึงเป็นเขาโล่งกว้างที่มีเพียงหญ้าสำหรับวัวเติบโตอยู่ บางจุดก็เป็นขั้นบันไดที่อดีตเคยเป็นจุดทำเกษตรกรรมมาก่อน

‘ม่อนกองข้าว’ เป็นจุดพักกางเต็นท์คืนแรกของพวกเรา เป็นจุดกางเต้นท์โล่งกว้าง มีหญ้าสีเหลืองปูพื้นและอึวัวแทรกอยู่บ้าง มีจุดชมวิวที่ต้องเดินขึ้นไปอีกราว 150 เมตร เป็นจุดชมวิวที่มองเห็นรอบข้างได้ 360 องศา หลังจากจัดการที่หลับที่นอนเสร็จสรรพ ปล่อยกายพักผ่อนตามอัธยาศัย และกลับมาร่วมวงกินข้าวเย็นด้วยกัน

เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม

อาหารเย็นมื้อแรกเป็นหมูทอดข้าวเหนียว มาม่า รวมกับอากาศที่เริ่มเย็นขึ้น มาม่าอร่อยขึ้นทันตาเมื่ออยู่บนยอดดอย พี่ไม้ช่วยก่อกองไฟให้พวกเรา ล้อมวงนั่งพูดคุยกันสัพเพเหระและทำความรู้จักกัน เนื่องจากบางคนไม่เคยร่วมทริปกันมาก่อน บรีฟเรื่องเส้นทางพรุ่งนี้กันเล็กน้อย คุยขิงกันบ้างเรื่องใครเดินช้าเร็ว ปล่อยบทสนทนาไหลยาว 

แหงนหน้ามองฟ้าพบหมู่ดาว ดาว! ดาวลอยเต็มท้องฟ้า สวยจนเติมแต่งเรื่องราววันนี้ให้สมบูรณ์ขึ้น

  เราพบว่าบางทีชีวิตอาจเรียบง่ายแค่นี้ คือ การออกเดินทางไปในเส้นทางใหม่ ๆ ได้ผิดพลาด ได้แก้ไขแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ เสพปัจจุบันขณะ แล้วเริ่มกันใหม่ในวันพรุ่งนี้ ให้เรื่องราวของวันพรุ่งนี้เป็นการก้าวขึ้นบันไดขั้นต่อไป 

แม้ว่าเรายังคงมองไม่เห็นขั้นบันไดทั้งหมดก็ตาม

เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม

Day 1 – จอลือคี หรือ ม่อนกองข้าว ระยะทางรวม 13 กิโลเมตร ระดับความสูงจากน้ำทะเล 1,150 เมตร ระดับความสุข 10 เลกเตอร์ (Legter)

Day 2 
ม่อนกองข้าว-ดอยธง ระยะทาง 9 กิโลเมตร ระดับความสูงจากน้ำทะเล 1,650 เมตร

เมื่อคืนหนาวมาก เพราะพื้นที่เปิดโล่งรับลมและมีน้ำค้างลงเพิ่มความเย็น เรารอดตายด้วยฟอยล์ 1 ผืน (ขอบคุณเพื่อนร่วมทริปแนะนำให้พกมา) ที่ห่อเราไว้ประหนึ่งปลาเผา เคียงด้วยผักเล็กน้อย เหยาะน้ำจิ้มหน่อย อร่อยเลย เดี๋ยว!

7 โมงครึ่งเริ่มทยอยเก็บเต็นท์ ระหว่างพูดคุยและชมทะเลหมอกเคล้าบรรยากาศเย็น ๆ กาแฟดริปที่พกไปดูจะเป็นสินค้าขายดีในบรรยากาศแบบนี้ ถ้าไม่ติดว่าต้องเดินหลายวัน ผมคงพกมาขายเพื่อน ๆ แน่นอน (ชาร์จ 10 เปอร์เซ็นต์ ค่าแบก) หลังจากกินข้าวเสร็จ เราออกเดินทางจากม่อนกองข้าว ราว 9 โมง จุดหมายคือยอดดอยธงที่มีความสูงที่สุดในทริป

หลังจากเดินเมื่อวาน อุปกรณ์สำคัญที่ผมคิดว่าทุกคนควรพกไป คือ ไม้เทร็กกิ้ง ช่วยค้ำยันเวลาเดินและพยุงตัวเราไม่ให้ไถลตกเขา เป็นของสำคัญที่แน่นอนว่า ผมไม่ได้พกไป! เพราะอยากทำเท่ใช้มีดเดินป่าที่พกมา ตัดไม้ทำไม้เทร็กกิ้งเท่ ๆ ด้วยตัวเอง ตัดภาพมาที่ต้องขอไม้ค้ำจากพี่ไม้ที่ทำไว้เป็นไม้ค้ำเองตั้งแต่เมื่อคืน อนิจจา หมดกันความเท่

เส้นทางเดินช่วงแรกยังคงมีพื้นที่ทำกินของชาวบ้านอยู่บ้าง เป็นทางเดินที่ไม่ลำบากมาก สบายกว่าเมื่อวาน เนื่องจากพี่ที่ร่วมกลุ่ม 2 คน กับพี่ซู ไกด์อีกคน ค่อนข้างเดินเร็วกว่าปกติ กลุ่มจึงแยกเป็น 2 ส่วนอีกครั้ง โดยมีผมอยู่เกาะกลุ่มไปด้วย พวกเราเดินกันจนถึงจุดพักกินข้าวเที่ยง นั่งพูดคุยที่มาที่ไปของความเดินว่องไวของพี่ที่ร่วมทริปอีก 2 คน ได้ใจความว่า พี่ ๆ เคยวิ่งเทรลกันมาก่อน ปรากฏว่าช่วงครึ่งหลังของการเดิน ที่เริ่มไต่เนินชันและเข้าป่า คล้ายการแข่งขันวิ่งเทรลของคน 3 คนไปโดยปริยาย ใช่ครับ รวมพี่ซู ไกด์ของเราด้วย! ที่ยิ่งจี้ พี่เขายิ่งไว ไม่รอมนุษย์ธรรมดา 2 คนด้านหลังเลย (พี่ลืมรึเปล่าว่าเป็นคนนำทาง)

เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม
เดินป่า 4 วัน 3 คืน ที่เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงากับมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม

บ่ายโมงครึ่งเราเดินถึงยอดดอยธง เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ตั้งชั่วโมงครึ่ง (ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจหรอก) ปลดกระเป๋า มองหาทำเลกางเต็นท์รอเพื่อน ๆ กลุ่มหลัง จากประสบการณ์รับลมเมื่อวาน เราจึงเลือกจุดที่โดนลมพัดน้อยที่สุด เวลาวิ่งผ่านจนถึงบ่าย 3 โมง ทุกคนเริ่มทยอยมาถึง ลงหลักปักฐานที่หลับนอน ช่วงเวลาแจกจ่ายของกินเล่นเติมพลัง วุ่นวายกับหยูกยา นั่งนุ้งนิ้งเตรียมของทำกับข้าว ยกน้ำกรอกน้ำ ก่อกองไฟ เตรียมพร้อมสำหรับมื้อเย็นวันนี้

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ดอยธงในยามพระอาทิตย์อัศดง เป็นช่วงเวลาน่าอภิรมย์ราวกับมีมนต์วาดไว้ ทิวเขาสูงต่ำตัดสลับ ป้ายแต้มเฉดสีท้องฟ้าวานิลลาสกาย ภาพบรรยายของคำตอบที่เรายอมทุ่มแรงกายปีนป่ายขึ้นมา เสพภาพชั่วคราวอย่างอิ่มเอม เก็บภาพทรงจำใส่สมอง บ้างบันทึกลงโทรศัพท์เผื่อรำลึกถึงในวันหนึ่ง กับข้าวซองพร้อมแล้ว ข้าวอุ่น ๆ พร้อมแล้ว นั่งกินข้าวล้อมวงข้างกองไฟ แลกเปลี่ยนเรื่องราวระหว่างทางแก่กัน รักกองไฟอุ่น ๆ นี้มาก

พรุ่งนี้เส้นทางยาวที่สุดของทริป 21 กิโลเมตร ไต่ระดับความสูงลงมาที่ 925 เมตร หมายความว่าเราจะต้องเดินลงเยอะมาก ๆ และต้องตื่นเช้าเก็บของให้พร้อมเดินตั้งแต่ 7 โมง เผื่อเวลาเดินให้ถึงก่อนมืด ลดความอันตรายของเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย ความหนาวเร่งสูง ผมแบ่งสัมภาระสำหรับพรุ่งนี้เตรียมไว้ ก่อนแยกย้ายกันเข้านอน 

วันนี้ที่เส้นทางดูเรียบง่ายและไม่ยากเกินไป ก็มีเรื่องราวระหว่างทางดี ๆ แบ่งปันความสนุกให้กันตลอดทาง การเดินป่ากับคนที่มีนิสัยคล้ายกัน มันมีเสน่ห์ดีเหมือนกันนะ กลุ่มคนแปลกหน้าที่ไม่ได้รู้จักกันดี เริ่มกลมเกลียวผ่านเส้นทางและเรื่องเล่ารอบกองไฟในแต่ละวัน ไม่ว่าพรุ่งนี้ระยะทางจะไกลแค่ไหน แต่พวกเราจะไปถึงยังจุดหมายเดียวกัน

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

Day 2 – ม่อนกองข้าว – ดอยธง ระยะทาง 9 กิโลเมตร ระดับความสูงจากน้ำทะเล 1,650 เมตร ระดับความกลมเกลียว 10 เลกเตอร์

Day 3
ดอยธง-โรงเรียนบ้านแม่หาด (หมื่อหะคี) ระยะทาง 21 กิโลเมตร ระดับความสูงจากน้ำทะเล 925 เมตร

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

เวลาประมาณตี 5 เราตื่นขึ้นจากเสียงเพื่อน ๆ ที่เริ่มเก็บของ เก็บเต็นท์ ร่างกายเริ่มหนักขึ้น ลุกขึ้นด้วยความงัวเงียและงอแง ด้วยความที่เมื่อคืนหลับ ๆ ตื่น ๆ พะว้าพะวัง ของก็ต้องเก็บ ขี้ก็ปวด น้ำก็ยังไม่ได้เติม 

พวกเรารวมตัวชักภาพกันไป 82 รูป บอกลาดอยธงที่วิวยามเช้าสวยงาม ทิวเขาตัดสลับในความสลัวของยามพระอาทิตย์กำลังเริ่มฉายแสง มีสายหมอกเคล้าแกล้มอยู่เวิ้งล่าง ช่วงเวลาโมงยามพิเศษที่เกิดเพียงชั่วขณะ เป็นสถานที่พิเศษที่ถ้าไม่แบกสังขารขึ้นมาดูคงไม่มีวันได้เห็น เวลาล่วงเข้า 7 โมงครึ่ง พวกเราเริ่มออกเดินทาง แบ่งออกเป็นกลุ่มเหมือนเมื่อวานนี้ โดยมีพี่ตากล้องประจำกลุ่มเพิ่มเข้ามาในกลุ่มหน้าหนึ่งคน หลังผ่าน 3 กิโลเมตรแรก เป็นทางลงเสียส่วนใหญ่ มีวิวด้านขวาเป็นทะเลหมอกประกอบฉากเดิน เป็น 3 กิโลเมตรที่โรแมนติกชิบเป๋งเลย

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ตัดภาพเข้าการเดิน วันนี้เป็นการเดินที่เร็วกว่าเมื่อวาน โดยเฉพาะจังหวะเส้นทางเดินลง พวกพี่ ๆ เร่งจนแทบจะวิ่งกันอยู่แล้ว โดยมีเสียงปลุกเร้าลั่นครามในป่าของแม่บ้านชะนีที่คงออกมาตลาดเช้า จับกลุ่มเม้าเรื่องผัว ๆ หนีเที่ยวเมื่อคืน และพี่ไม้บอกให้พวกเราหยุดพัก “พักกินข้าวเช้าก่อน เดินเร็วกันขนาดนี้ รอเปลี่ยนคนนำนะ รอซูเลย รอซูเลย”

ไม่นานกลุ่มหลังก็มาถึง จังหวะเดียวกับที่เรากินข้าวกันเสร็จเรียบร้อย พี่ไม้เปลี่ยนให้พี่ซูเดินนำ

เราออกเดินทางกันต่อ เมื่อพี่ซูนำ ผมนี่เห็นชะตากรรมการเดินเลยครับ

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

เส้นทางวันนี้จะพาเราเข้าไปใกล้ป่าที่สัตว์อยู่จริง ๆ มากขึ้นกว่า 2 วันที่ผ่านมา ด้วยภาพป่าที่หนาทึบขึ้น เส้นทางที่ยากขึ้นกว่าเมื่อวาน เสียงชะนีที่ใกล้ตัวเรา เสียงนกที่เพิ่มมากขึ้นบวกกับขี้ช้างที่ฝากทิ้งไว้ตามทางเดิน นั่นทำให้เราประทับใจมาก เพราะทางเดินที่แคบและเล็กเพียงพอให้คนแค่ 1 คนเดินผ่านเป็นแถว ช้างยังพาตัวเองเดินผ่านได้ และยิ่งน่าประทับใจขึ้นไปอีก เมื่อเราเห็นป่ากล้วยถูกรื้อ เศษกิ่งไม้ที่ถูกหักมาเหวี้ยงเล่น ดูเป็นเครื่องหมายที่บ่งบอกว่ามีลูกช้างอยู่ในฝูงนี้อย่างแน่นอน น่ายินดีนะ แอบอยากเห็นเหมือนกัน

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

เมื่อผ่านการเดินมาสักระยะ เราเริ่มจับจังหวะการเดินของวันนี้ได้ ถ้าขึ้นเดี๋ยวต้องลง ถ้าลงยาว ๆ เตรียมตัวไต่เขาได้เลย สลับกันไปแบบนี้เรื่อย ๆ เมื่อจับจังหวะได้คล้ายสมาธิพุ่งสูงขึ้น การเดินจะเหนื่อยน้อยลงและเลือกก้าวต่อไปได้มั่นคงขึ้น เราเลยไม่ชอบหยุดเดิยนบ่อย ๆ และมุ่งตรงไปยังทิศทางต่อไป

ตอนนี้ถือว่าเราค่อนข้างทำเวลาได้ดี เมื่อถึงจุดพักที่ปกติเป็นจุดพักกินข้าวเที่ยงตอนเวลา 10.30 เนสตัดสินใจเดินต่อโดยไม่พักเพื่อไปให้ไกลที่สุดและเมื่อถึงช่วงเที่ยงค่อยหยุดพักอีกที หลังจากพ้นจุดพักราวครึ่งชั่วโมง เราพบจุดไต่ความชันสันเขาที่ประมาณกิโลเมตรที่ 11 – 12 เป็นจุดที่เหนื่อย หนักและท้ออยู่ในที เพราะเป็นทางเดินชันที่แคบมาก ด้านซ้ายเป็นหุบลึกลงไป ด้านหน้าเป็นทางดินแดงที่ต้องใช้มือจับไต่เดินขึ้นสู้กับแรงโน้มถ่วง ล้าขา ล้าสมองที่ต้องคอยระแวดระวังไม่ให้ลื่นหลุด (พลาดหลุดคงตกเขาแน่นอน) พอพ้นช่วงนี้ได้ ความโล่งใจก็วิ่งแล่นเข้ามา แทนที่พลังงานที่วิ่งแล่นออกไป

พักเที่ยงกิโลเมตรที่ 14 เติมพลัง เติมน้ำ นั่งคุยกันว่าช่วงครึ่งหลังจะเป็นทางลงเสียส่วนใหญ่ ผมค่อนข้างนึกภาพทางลงออกเลย เมื่อเราพึ่งพ้นช่วงปีนชันเมื่อสักครู่นี้มา แล้วเป็นดั่งภาพที่คิดไว้ มันเป็นทางลงที่ดิ่งหนักมาก ต้องใช้พลังต้นขาเบรกตัว ชะลอความเร็วตลอดเวลา บางช่วงเป็นทางลงและโค้งหักศอก เข่าที่เริ่มกร๊อบแกร๊บแสดงอาการ ถึงนาทีนี้วิวอะไรไม่ได้สนใจแล้ว เอาแค่ไม่กลิ้งเป็นลูกขนุนหลุน ๆ ได้ก็พอ อ่า วันที่ 3 ที่เขาว่าโหดมันเป็นแบบนี้นี่เอง

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ในที่สุดก็พ้นช่วงทางลงหฤโหดที่คนสร้างคงโกรธเมียมา จุดพัก 3 กิโลเมตรก่อนถึงหมู่บ้านมีก๊อกน้ำประปาตั้งอยู่ หล่อเลี้ยงความชุ่มชื่นให้แก่ร่างกายด้วยน้ำเย็นฉ่ำ หล่อเลี้ยงหัวใจด้วยรู้ว่า ถ้ามีน้ำประปาเท่ากับเราใกล้จุดหมายเข้าไปเรื่อย ๆ 3 กิโลเมตรสุดท้าย จึงเป็นการเดินเหยาะแหยะและหยอกล้อให้กำลังใจกันไปตลอดทาง 

จนผมเห็นหลังคาบ้านคน หลังคา หลังคา (โว้ยยยย) เกิดมาในชีวิตไม่เคยคิดว่าการได้เห็นหลังคาบ้านคนจะเป็นเรื่องน่าดีใจขนาดนี้มาก่อน เรียกได้ว่าขุดพลังที่เหลือทั้งหมด ลืมความเหนื่อยจนแทบจะวิ่งลงเขาเลยทีเดียว 

ถึงร้านค้าที่หมู่บ้านตอนบ่ายโมงครึ่ง พวกเรากระดกน้ำอัดลมซาบซ่าคนละกระป๋อง ชาวบ้านชื่นชมว่าเดินมาถึงเร็วมาก (ปกติประมาณบ่าย 3) ไม่ได้อยากจะคุย ถ้าผมฟิตเหมือนแต่ก่อน เที่ยงก็ถึงแล้ว ผมไม่ได้เบียว ผมแค่เป็นหนึ่งเดียวกับผืนป่า

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ณ โรงเรียนบ้านแม่หาด ปลดกระเป๋าและเอาเต็นท์ออกมาตากแดด หลังจากอาบแห้งกันมา 2 วัน วันนี้ได้อาบน้ำเย็น ๆ เติมความสดชื่นให้ร่างกาย พักผ่อนนั่งเล่นกับหมาโบ้ โดยมีนักเรียนชะโงกหน้าสนใจพวกเราอยู่เป็นระยะ ราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาด นึกถึงตัวเองตอนเด็ก ๆ ที่สนใจทุกอย่างยกเว้นเรื่องเรียน โรงเรียนแม่หาดเป็นโรงเรียนใหญ่ในละแวกหมู่บ้านแถวนี้ มีชั้นเรียนตั้งแต่อนุบาลจนถึงประถม 6 จึงมีเด็ก ๆ ครบทุกช่วงวัย

บ่าย 3 โมง เพื่อน ๆ ทยอยเดินมาถึง พร้อมด้วยทีท่าเหน็ดเหนื่อยและหิวโซ  ผมและแฟนที่พลังเริ่มกลับมาอาสาเดินกลับลงไปร้านค้า ซื้อมาม่า ไข่ มาเป็นแหล่งพลังงานให้ทุกคน ทุกคนดูอิดออดและเกรงใจ โดยการฝากซื้อของกันชุดใหญ่ (เดินออกมาได้ครึ่งทาง บ่นกันสองคนว่า กลับไหม ไกลเหมือนกันเนอะ ตอนมามันดีใจจนลืมระยะทาง)

ค่ำนี้เรามีที่หลับนอนเป็นห้องเรียน เนื่องจากคุณครูใจดีทุกคน เด็ก ๆ ที่ไม่ซุกซนแบบพวกเราก็ไม่บ่ายเบี่ยงที่จะรีบตอบรับ เพราะขี้เกียจเก็บเต็นท์เหมือนกัน จัดปาร์ตี้เล็ก ๆ ต้มยำไก่ กับข้าวจากชาวบ้านและเบียร์เย็น ๆ นั่งเม้ามอยไปเรื่อย ๆ เรื่องชีวิต เรื่องงาน เรื่องนู้น เรื่องนี้ ทางตรงนั้นชันชิบเป๋ง ทางลงโหดฉิบหาย พี่ไม้พาลัดเส้นทาง (อ้าวพี่ซู แล้วทำไมพวกผมไม่ได้ลัดวะพี่) กับข้าวไม่แซ่บเท่าไหร่ อยากกินชาบูจังโว้ย…

ปล่อยให้บทสนทนาไหลยาว ช่วงเวลาสนุกทั้งทริปคงเป็นตอนนั่งกินมาม่า การล้อมวงกินข้าวดูจะเฮฮากันมากที่สุด ซึ่งแอบคิดว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายก็คงดี เราคงมีเวลาคุยกันได้ยาวกว่านี้

เกอเธ่ กล่าวว่า “ชีวิตเป็นเรื่องของทิศทาง มิใช่ความเร็ว” เรายกมือเห็นด้วยและอยากขยายความอีกเล็กน้อย

เอาเข้าจริงชีวิตไม่ได้แปรผันกับความเร็วโดยตรง ใครเร็วกว่าหรือช้ากว่าอาจไม่ใช่สาระสำคัญ ถึงเร็วกว่าแต่ผิดที่ผิดทางก็อาจเสียเวลา ถึงช้ากว่าจนทุกอย่างโรยราแล้วก็หมดความหมาย การรู้จักตัวเองและทิศทางที่มั่นใจจะมุ่งไปต่างหากที่สำคัญ ส่วนเรื่องถึงเร็วหรือช้า ให้การก้าวเล็ก ๆ ไปยังจุดหมายมอบคำตอบให้เราเอง 

เหมือนวันนี้ที่เราเดินลากไกลยาวนาน ราวกับทิศทางที่มุ่งไปไม่มีจุดสิ้นสุด แต่พอเมื่อเรามุ่งไปยังทิศทางที่ถูกต้องทีละเล็กละน้อย เรากลับถึงหมุดหมายได้เร็วกว่าที่ตั้งใจ พวกเราไม่มีใครถึงเร็วหรือช้าเกินไป เราออกตัวพร้อมกันและเดินถึงปลายทาง ได้นั่งชมพระอาทิตย์ตกพร้อมกัน

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

Day 3 – ดอยธง – โรงเรียนบ้านแม่หาด (หมื่อหะคี) ระยะทาง 21 กิโลเมตร ระดับความสูงจากน้ำทะเล 925 เมตร ระดับความขาร้าว 10 เลกเตอร์ (เอารถมารับผมที)

Day 4
โรงเรียนบ้านแม่หาด-สบโขง ระยะทาง 13 กิโลเมตร ระดับความสูงจากน้ำทะเล 245 เมตร

วันสุดท้ายก่อนแยกย้ายกลับไปใช้ชีวิตต่อ หมุดหมายของวันนี้คือที่ทำการอุทยานสบโขง จุดพักอีกจุด ซึ่งเป็นจุดทางเลือกวิธีเดินทางกลับอุทยานแม่เงา หนึ่ง คือล่องแพกลับใช้เวลา 3 ชั่วโมง กระโดดเล่นน้ำได้ตลอดทาง แต่มันช้า เสียเวลาวัยรุ่น เราเลือกวิธีที่สอง นั่งรถกลับใช้เวลา 1 ชั่วโมง ระยะทาง 35 กิโลเมตร

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ราวตี 5 เพื่อนร่วมทริปทยอยลุกบิดขี้เกียจไล่ความหนาว เก็บที่นอนหมอนมุ้ง ขยับตัวงัวเงียออกไปล้างหน้าแปรงฟัน วันนี้ไม่ต้องเก็บเต็นท์แต่ต้องรีบเคลียร์ห้องให้น้อง ๆ พร้อมใช้เรียนเร็วที่สุด วันนี้ที่จุดชมวิวตรงโรงเรียน มีทะเลหมอกให้ชื่นชมเหมือนทุก ๆ วัน เวิ้งเขาทำหน้าที่ไข่ขาวและไข่แดงตรงกลางเป็นทะเลหมอก  ทิวทัศน์สวยงามที่คนเมืองอย่างพวกเรา มองเห็นอาจเป็นเพียงเรื่องปกติธรรมดาของชาวบ้านที่นี่

หากไม่เติมแต่งความหมายให้สิ่งใด ทุกสิ่งคงเกิดขึ้นเป็นธรรมชาติธรรมดาสามัญ 

(ปรัชญาทำไม ออกเดินทางกันดีกว่า)

ออกเดินเท้ากันราว 8 โมง ตัดเข้าหมู่บ้านแม่หาด เดินเลาะเส้นทางหลักที่ชาวบ้านใช้เดินทาง วันนี้ถนนเปิดโล่งพร้อมรับแดดมากกว่าวันอื่นที่ผ่านมา ออกเดินไปได้ 3 กิโลเมตร ลูกหมาจากโรงเรียนเดินตามมาตอนไหนไม่รู้ ไล่เท่าไหร่ก็ไม่ไป อาจเป็นเพราะเราขุนข้าวมันตั้งแต่เมื่อวาน ทุกครั้งที่ไล่ มันจะทำหน้าราวกับจะบอกว่า “กูไม่กลับ อยู่กับพวกมึงมีของกิน กูจะไปกับพวกมึงนี่แหละ” (สุดท้ายเพื่อนที่ขุนข้าวมัน ต้องอุ้มเดินไปตลอดทาง และได้บ้านใหม่ที่สบโขง)

ด้วยขาที่หมดแรงจากเมื่อวาน วันนี้จึงเป็นการเดินชมนกชมไม้ไปตลอดทาง ชื่นชมบ้านไม้ทรงโมเดิร์นของชาวบ้าน ไม้ที่ขัดมือจนเรียบเนียนสะอาดตา ดูเหมือนหมู่บ้านนี้จะเลี้ยงวัวเป็นกิจกรรมหลัก ประกอบการปลูกข้าวด้วย เราจึงพบเห็นได้ทั้งวัวและควายเดินสวนทางกันไปตลอดทาง สบตาข่มขู่บ้าง เขินอายบ้าง ขวางทางบ้างก็มี 

ถ้ามีสักตัววิ่งเข้าใส่ เราคงไม่วิ่งหนีไปไหน กูไม่มีขาแล้ว ชนกูเลย กูยอม

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

หนึ่งชั่วโมงครึ่งสุดท้าย เป็นถนนคอนกรีตประกอบทางลงที่ค่อนข้างถี่ ความร้อนที่สูงขึ้นทำให้เส้นทางโหดใช้เล่น พยายามทำตัวเล่นตลกกันไปให้ลืมระยะทาง ช่วยได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ก็ไม่เป็นอะไร สุดท้ายก็พากันมาถึงอุทยาน อาบน้ำและกินก๋วยเตี๋ยวระหว่างรอรถมารับกลับ บ้างก็กระโดดเล่นน้ำสนุกสนานดี๊ด๊ากันใหญ่

โดยหารู้ไม่ว่าการเดินทางยังไม่จบ และมันทรมานสูงสุดก็ตอนนั่งรถกลับนี่แหละ 35 กิโลเมตร ลัดเลาะเขา ถนนขรุขระ คนขับที่หวดทุกหลุม ใส่ทุกเนิน สลับหยุดรอรถทำถนน โคลงเคลง ท้องไส้โหลงเหลง เมารถเละเทะ ไม่พูดไม่คุย ความสนใจเดียวคือยาดมตรงหน้า… พี่ครับ เลี้ยวรถกลับไปนั่งแพเถอะ ผมยอมเสียเวลา!

ในที่สุดก็ถึงหน้าอุทยานแม่เงา จุดเริ่มต้นและจุดบรรจบของทริป เซย์กู๊ดบาย โบกมือลาพี่ไม้ที่ต้องรีบกลับบ้านไปหาเมีย เก็บสัมภาระใส่รถ กระเป๋าที่หนักในวันแรกเบาลงในวันนี้ถนัดตา แต่ในส่วนของกระเป๋าประสบการณ์กับบรรจุเรื่องราวเพิ่มขึ้นมากมาย ผมจำที่พี่ไม้บอกได้ดี 

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

“พวกเราใช้ชีวิตกับป่าหมุนเวียน 7 ปีครั้งถึงจะขับเคลื่อนย้ายแหล่งทำกิน พวกเราไม่ได้ถางป่าอย่างมั่ว ๆ เราดูแลและเอาใจใส่บ้านของเรา ถ้าพวกเราทำลายป่าแบบที่หลายคนคิดจริง ๆ ป่านนี้คงไม่มีป่าเหลืออยู่แล้ว” ระยะทางตลอด 4 วัน พวกเราเรียนรู้อะไรหลายอย่าง ได้เห็นและเข้าใจวิถีชีวิตชาวบ้านและยืนยันภาพด้วยตาของตัวเองจริง ๆ

การเดินทางใกล้จบลงแล้ว บอกลาเพื่อน ๆ ที่ลำบากมาด้วยกัน กลุ่มคนแปลกหน้าที่ไม่ได้รู้จักกันดี แต่เมื่อพบว่าเราเคมีเข้ากัน ทำให้การเดินป่าครั้งนี้สนุกสุด ๆ และเติมเต็มความหมายระหว่างกัน เป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่หาได้เมื่อออกเดินทางด้วยกัน

ยินดีที่ได้รู้จักจริง ๆ ขอบคุณที่ชวนกันมา

หากไม่เติมแต่งความหมายให้สิ่งใด ทุกสิ่งคงเกิดขึ้นเป็นธรรมชาติ ธรรมดาสามัญ ทว่าเมื่อประกอบร่วมกับเหล่าคนสำคัญ เรื่องราวธรรมดากลับพิเศษขึ้นมา

เดินป่ากับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้จักและไกด์ท้องถิ่น ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

วิวัฒน์ แสงจันทร์

เป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดา หลงใหลการประกอบกิจกรรม จักรยาน วิ่ง ฟุตบอล เซิร์ฟ ดำน้ำ เดินป่า ทำทุกอย่างยกเว้นเก็บเงิน

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 พฤศจิกายน 2565

ทริปนี้เริ่มต้นแบบง่าย ๆ คิดแค่ว่าเงินเยนกำลังตก ไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งในญี่ปุ่นน่าจะเป็นการเที่ยวที่ประหยัดดี พอไม่มีแผนการละเอียด ก็เลยคิดว่าเอารถแบบค่ำไหนนอนนั่นไปก็สะดวกกว่าพยายามจองโรงแรมล่วงหน้า และนี่ไม่ใช่หนแรกที่เราเช่ารถที่เป็นบ้านในประเทศญี่ปุ่น 

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ก่อนที่จะเกิดสภาวะผู้คนหยุดเดินทาง เราเคยเช่ารถ RV ขับเที่ยวมาแล้วรอบหนึ่ง และพบว่าการท่องเที่ยวแบบนี้จุดหมายไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับคนที่อยู่ร่วมกันบนรถ

ญี่ปุ่นมีบริการเช่ารถแคมปิ้งและ RV หลายรูปแบบ รอบนี้เราเลือกแบบมีเต็นท์อยู่บนหลังคา ด้วยเหตุผลใหญ่ ๆ 3 ข้อ ข้อแรก รถ RV นั้นถึงมีพื้นที่ใช้งานสะดวกสบาย แต่ว่าขนาดรถที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้ขับเข้าตรอกซอกซอยหรือขึ้นเขาลำบาก อีกข้อคืออยากลองนอนเต็นท์บนหลังคารถ เพื่อเป็นตัวเลือกให้กับการปรับแต่งรถของตัวเองที่เมืองไทยทีหลัง และข้อสุดท้ายคือบริษัทรถเช่ามีอุปกรณ์เครื่องนอนและแคมปิ้งให้พร้อมทุกอย่าง ขนมาแต่เสื้อผ้าและใบขับขี่ก็พร้อมเดินทางได้เลย

สิ่งสำคัญพื้นฐาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
และประหยัดสุดสำหรับการขับรถเที่ยว

เพื่อความประหยัดขั้นสุด เราวางแผนนอนตามที่พักริมถนนซึ่งไม่ต้องเสียเงินค่านอน ในญี่ปุ่นที่จอดรถพักริมทางเหล่านี้เรียกว่า มิจิ โนะ เอกิ (Michi-no-Eki) เรียกสั้นๆ ว่า ‘มิจิ’ ในเวลากลางวัน ตามมิจิจะมีร้านขายอาหารและของที่ระลึกพื้นถิ่น บางแห่งใหญ่โตเหมือนห้าง บางแห่งก็เล็ก ๆ เงียบสงบ แต่สิ่งที่ทุกแห่งมีเหมือนกันคือห้องน้ำสะอาด 24 ชั่วโมง ญี่ปุ่นมีห้องน้ำสาธารณะที่สะอาดเกินมาตรฐานอยู่เกือบทุกแห่ง ขนาดจุดที่ในรีวิวเขียนว่าห้องน้ำไม่สะอาดก็ยังเรียกว่าไม่ได้เลวร้ายเกินไปนัก

ข้อดีของการขับรถแคมปิ้งคือ ถ้ามีห้องน้ำสาธารณะตรงไหน เราก็จอดนอนตรงนั้นได้เลย คนเข้าป่าบ่อย ๆ อาจจะเถียงค้านในใจนิดหนึ่งว่า ถึงไม่มีห้องน้ำก็ทำธุระได้ แต่ญี่ปุ่นนั้นการทำธุระในป่าเป็นเรื่องไม่ปกติ เลี่ยงได้ควรเลี่ยงให้ถึงที่สุด ด้วยเหตุผลของมารยาทในการใช้พื้นที่ส่วนรวม จึงควรไปทำธุระเฉพาะตามพื้นที่ที่จัดให้เท่านั้น

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เต็นท์ด้านบนรถเปิดออกรับวิวฤดูใบไม้ร่วงยามเช้า

เรื่องต่อมาจากห้องน้ำคือการอาบน้ำ การมาเที่ยวญี่ปุ่นของเรา ไม่ว่ากิจกรรมหลักจะเป็นอะไร ก็ต้องจัดเวลาไปแวะออนเซ็นทุกครั้ง หลังจากวันยาวนานหรือวันที่อากาศหนาวเย็น พอได้แช่น้ำอุ่นตอนจบวัน ทำให้ความเหนื่อยล้าทั้งหมดหายเกลี้ยง การแช่น้ำแร่ช่วยรีเซ็ตร่างกายให้พร้อมกับวันพรุ่งนี้ได้ดีมาก ๆ

ออนเซ็นแบบ Stand Alone ส่วนใหญ่ปิดประมาณ 1 ทุ่ม เรามักวางแผนแวะไปก่อนอาหารมื้อเย็น กิจวัตรประจำวันหลัง 4 โมงเย็นคือ เราจะเปิดแอปฯ รวบรวมที่ตั้งมิจิ ออนเซ็น และแคมป์ไซต์ เพื่อหาว่าจะไปอาบน้ำที่ไหน แล้วขับต่อไปนอนที่ไหนโดยไม่ออกนอกเส้นทาง ซึ่งมุ่งสู่จุดท่องเที่ยวของวันต่อไป

โพรงกระต่ายของอลิซ

คุณลุค เจ้าของบริษัทรถเช่าถามเราว่า เจอบริษัทเขาได้อย่างไร เพราะเพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน และไม่ได้ทำการตลาดเท่าไหร่ เราตอบเขาไปอย่างติดตลกว่า พวกเรา Google เก่ง แต่มันเป็นเรื่องจริง 

จุดท่องเที่ยวที่อยากไปผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ จากการเสิร์ชกูเกิลดูอะไรต่อมิอะไรต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ พอหาข้อมูลต่อก็พบสถานที่ใหม่ ๆ ที่อยากไปเห็นด้วยตาเพิ่มอีก เรียกว่าตกลงไปในโพรงกระต่ายของอลิซอย่างเต็มตัว

คืนแรกพวกเรากะว่าจะไปหาที่นอนใกล้ออนเซ็นลิงขึ้นชื่อ แต่จะแวะเที่ยวบ่อน้ำร้อนแช่เท้าที่คุซัตสึ (Kusatsu) ก่อนสักนิด ด้วยความโอ้เอ้ของวันแรกและฝนตกปรอย ๆ ตลอดทาง กว่าจะถึงคุซัตสึก็เย็นแล้ว เลยต้องปรับแผนใหม่ หาออนเซ็นดี ๆ หาข้าวอร่อย ๆ กิน แล้วขับรถออกไปหามิจิที่ไม่ไกลนอนแทน

เช้าวันต่อมาเส้นทางขึ้นเขาชิงะโคเก็น (Shiga Kogen) เป็นเส้นถนนที่เรากะว่าจะวิ่งผ่านชมวิวสวยไปเฉย ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าต้องจอดรถทุกจุดชมวิวข้างทาง ภูเขาลูกนี้เป็นจุดสูงสุดในเส้นทางที่วางแผนไว้ หญ้าสีเขียวสลับกับหินทรงแปลก ความสูงเหนือเมฆที่ปกคลุมเมืองด้านล่างจนมิดตลอดเส้นทางเหมือนเราอยู่คนละโลกกับพื้นที่เมื่อวาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เส้นทางข้ามเขา Shiga Kogen เป็น Scenic Route ที่พวกเราต้องจอดแวะทุกจุดที่จอดได้

ในระหว่างแวะเข้าห้องน้ำและดื่มกาแฟที่คาเฟ่บนเขา เราหันไปเห็นโปสเตอร์การท่องเที่ยว Shiga Kogen เป็นรูปเสาโทริอิ (Torii) สีแดงริมทะเลสาบสีฟ้าสด เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อจะหาว่าสถานที่ในภาพอยู่ที่ไหน พร้อมจะเปลี่ยนแผนทันทีถ้าไม่ลำบากจนเกินไป เจ้ากูเกิลพาเราไหลลงโพรงกระต่ายอีกครั้งเพื่อพบว่า บนเขา Shiga Kogen มีเส้นทางเดินเขาสั้น ๆ น่าสนใจอยู่หลายเส้น และหนึ่งในนั้นอยู่ห่างจากเราไปไม่กี่นาที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
ทางเดินเขาเส้นสั้น ๆ ของ Shiga Kogen เลยจุดสวยที่สุดของใบไม้แดงไปแล้ว

แผนเปลี่ยนอีกครั้ง ยังไม่มีใครหิว ไม่มีใครรีบไปไหน พวกเราจอดรถหยุดลงไปเดินสัมผัสธรรมชาติด้วยเท้าของเราเอง ด้านบนเขาอากาศเย็นมาถึงก่อนพื้นล่าง ต้นไม้ส่วนใหญ่เหลือแต่กิ่ง ไม่ค่อยเห็นใบสีเหลืองสีแดงเยอะเท่าไหร่แล้ว แต่ทุกมุมที่มองไปก็ยังดูสวยอยู่ดี

รู้ตัวอีกทีก็เลยเที่ยงมาพักใหญ่ แผนร่างของวันนี้มีหมุดท่องเที่ยวปักไว้ที่น้ำตกนะเอะนะ (Naena Waterfall) พวกเราตัดสินใจดิ่งไปกินข้าวเที่ยงที่โน่นเลย ร้านอาหารมีอยู่ร้านเดียว อาหารขึ้นชื่อของที่นี่คือเส้นหมี่ขาวที่ปล่อยไหลมากับสายน้ำ แต่เวลาของเราไหลไปหมดแล้ว เลยสั่งข้าวคนละชุด รีบกินแล้วรีบเดินไปน้ำตกทันที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

เส้นทางเดินในป่าปกคลุมด้วยไอหมอกละอองน้ำจากน้ำตกใหญ่ด้านใน ตรงจุดนี้ต่ำกว่าเส้นทางเขาด้านบน เป็นความสูงที่พอดีให้เราเห็นใบไม้เปลี่ยนสีที่แท้จริง ทันทีที่มุมมองของต้นไม้เปิดออกให้เห็นน้ำตกอลังการ เราหยุดยืนตะลึง – นี่เราทะลุมาสู่โลกแห่งจินตนาการแล้วอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ตลาดฤดูใบไม้ร่วง

  เช้านี้เสียงหัวเราะและพูดคุยของกลุ่มแม่บ้านสูงอายุด้านนอกตัวรถปลุกให้เราตื่น กลุ่มคุณป้ากำลังเตรียมตั้งโต๊ะขายขนมแป้งทอด ห่างออกไปอีกนิดมีเต็นท์ขายแอปเปิ้ลผลใหญ่เกือบ 2 กำปั้น ใต้เต็นท์เดียวกันมีองุ่นสีสวยดูหวานฉ่ำวางขายด้วย สุดทางเดินเป็นร้านขายผัก คุณลุงหลายคนทยอยขับรถเข้ามาจอดส่งผัก ในร้านมีต้นหอมญี่ปุ่นอวบหนาและสูงเกือบเท่าตัวเรา มะเขือเทศสดน่ากิน ลูกพลับสุกวางเรียงราย และเห็ดหลากหลายชนิด

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
รสชาติแห่งฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

สิ่งที่ขึ้นชื่อของฤดูใบไม้ร่วงนอกจากสีส้ม แดง เหลือง ที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ก็เป็นฤดูที่มีผลไม้อร่อยให้กินมากมาย พวกเราแวะซื้อผักผลไม้หลายชนิด แวะซื้อเนื้อสดและวัตถุดิบสำหรับทำอาหารเพิ่มจากซูเปอร์มาร์เก็ต คืนนี้พวกเราจะทำอาหารกินเอง เพื่อเข้าถึงรสชาติของฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

 เข้าแคมป์ของจริง

รถ FJ Cruiser คันนี้ถูกปรับพื้นที่ให้เหมาะกับการเข้าแคมป์เต็มที่ นอกจากเต็นท์ที่ติดอยู่ด้านบน ข้างขวากางกันสาดออกมาได้ ทางซ้ายกางออกมาเป็นห้องน้ำจำเป็น ท้ายรถมีตู้ลิ้นชัก 2 อัน เต็มไปด้วยเครื่องครัวสำหรับแคมปิ้ง จาน ชาม หม้อ กระทะ ไปจนเครื่องปรุงอาหารและหม้อต้มกาแฟ ตรงประตูหลังก็มีโต๊ะที่พับเก็บและเปิดออกได้ 

หลังจากนอนมิจิมาหลายคืน พวกเราตัดสินใจกันว่าต้องไปนอนแคมป์จริง ๆ เสียที ไม่ให้เสียคุณค่าของอุปกรณ์ท้ายรถ วันนี้เราตัดกิจกรรมท่องเที่ยวให้จบเร็วขึ้นเพื่อไปถึงแคมป์กราวนด์ก่อนมืดจะได้มีเวลาตั้งแคมป์

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แสงแดดยามเย็นขับสีสันของฤดูใบไม้ร่วงให้สวยขึ้นไปอีก

ช่วงฤดูนี้แสงอาทิตย์หมดวันเร็วกว่าบ้านเรา เวลา 4 โมงเย็น แสงอาทิตย์ก็เปลี่ยนเป็นสีทองแล้ว สองข้างทางของเส้นทางที่มุ่งไปแคมป์นั้นสวยเกินจริงมาก ๆ ใบไม้กำลังแดงเต็มที่ แสงแดดสีอุ่นขับสีของใบไม้ให้สดขึ้นไปอีก ตลอดเส้นถนนที่วิ่งลัดเลาะผ่านหุบเขา พวกเราผลัดกันส่งเสียงแทนคำว่า ’สวย’ จนกระทั่งหมดคำพูดและเงียบลง เพราะรู้ดีว่าพวกเรากำลังเคลื่อนที่ผ่านช่วงเวลามหัศจรรย์นี้ไปด้วยกัน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แคมปิ้งกราวนด์ที่เอารถเข้ามาจอดได้ มีพื้นที่กว้างขวาง

  สตาฟของแคมป์กราวนด์ดูกังวลเมื่อเรามาถึง เพราะไม่แน่ใจว่าเราจะเข้าใจกฎต่าง ๆ ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นได้มากน้อยแค่ไหน แคมป์กราวนด์ของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ต้องจองล่วงหน้า และมีกฎการใช้พื้นที่ละเอียดยิบ เช่น ช่วงเวลาห้ามส่งเสียงดัง การแยกทิ้งขยะ การจุดไฟ ฯลฯ แต่พอพวกเราสื่อสารกันจนรู้เรื่อง จ่ายเงินค่าใช้พื้นที่เรียบร้อย คุณสตาฟก็ปล่อยให้เราขับรถเข้าไปในพื้นที่ที่ระบุไว้ พร้อมกับให้แอปเปิ้ลท้องถิ่นเป็นของฝาก 1 ลูก

แคมป์ที่เราเลือกมานอนเป็นจุดที่อยู่ติดริมน้ำเขื่อน คนส่วนหนึ่งที่มาตั้งแคมป์เอาเรือคายัคมาด้วยเพื่อไปพายเรือในตอนเช้า สิ่งอำนวยความสะดวกในแคมป์มีพื้นฐานทั่วไป อาคารซักล้างแยกออกจากพื้นที่แคมป์กราวนด์ ห้องน้ำสะดวกสบาย มีโถส้วมอุ่นและสายฉีดไฟฟ้า ที่แคมป์นี้มีน้ำอุ่นและห้องอาบน้ำให้ด้วย แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่มในราคา 5 นาที 300 เยน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

พฤศจิกายนเป็นช่วงปลายของการตั้งแคมป์ เพราะอากาศเริ่มเย็นมาก แคมเปอร์ข้าง ๆ เราส่วนใหญ่หายเข้าไปจุดไฟทำอาหารในเต็นท์ที่มีผนังบังลม ส่วนพวกเรานั่งสู้อากาศหนาวด้านนอกด้วยการจุดไฟกองใหญ่ ฟืนไม้มีขายพร้อมให้ใช้งานในราคามัดละ 800 เยน จุดติดไม่ยากเท่าไหร่ แต่ควันค่อนข้างเยอะ ไม่เหมือนไฟจากถ่านที่คุ้นเคยเวลาตั้งแคมป์ในไทย อาหารที่เราเตรียมมาเยอะกว่าที่จะกินได้หมด เลยเก็บส่วนที่เหลือไว้ในรถ ที่นี่ห้ามวางอาหารทิ้งไว้นอกเต็นท์โดยเด็ดขาด เพราะอาจจะมีสัตว์ป่ามาบุกแคมป์ได้ อุณหภูมิสุดท้ายที่เรากดดูก่อนปีนเข้าเต็นท์อยู่ที่ 5 องศาเซลเซียส คืนนี้อากาศค่อย ๆ เย็นลงเรื่อย ๆ เป็นคืนที่หนาวที่สุดของทริป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
อาหารชาวแคมป์ อุด้งแกงกะหรี่หมู เต้าหู้ย่าง และมันญี่ปุ่นเผา

เส้นทางที่ซ่อนอยู่

พวกเรามาญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้แดงหลายหน แต่ไม่เคยได้พบกับจังหวะพีกที่สุดของฤดูกาลแบบที่เมืองนี้ ณ เวลานี้เลย ก่อนหน้านี้เคยเห็นแบบที่เริ่มร่วงไปแล้วบ้าง หรือไม่ก็ยังไม่แดงพีกบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาในการท่องเที่ยวที่ขึ้นกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซึ่งเรากะเกณฑ์ล่วงหน้าไม่ได้

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

เช้านี้พวกเราเปลี่ยนใจตัดจุดท่องเที่ยวที่หามาตั้งแต่เมืองไทยทิ้ง เพราะอยากมองดูใบไม้สีแดงส้มในจังหวะที่สวยที่สุด ให้นานที่สุด

หลังอาหารเช้าและเก็บของออกจากแคมป์ เราขับรถไปทางขึ้นเขาที่ค่อนข้างแคบ ถนนเลาะเลียบแม่น้ำสายเล็ก เส้นทางนี้ขึ้นชื่อว่าเป็น Scenic Route ที่ดีเส้นหนึ่ง ในสมุดคู่มือแคมป์ที่ได้มาเมื่อวานเขียนบอกไว้ว่า ถ้าหาจุดจอดรถข้างถนนได้ให้จอดเลย แล้วเดินชมวิวข้างทางด้วยขาของเราเอง

ที่จอดรถอยู่ตรงข้ามกับสะพานข้ามแม่น้ำ สีแดงของใบไม้ริมน้ำกวักมือเรียกให้เราจอดรถลงไปเดิน จากที่จะเดินเล่นนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วไปดูอีกจุดหนึ่ง กลายเป็นการเดินปีนป่ายหินริมน้ำกินเวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมง ซึ่งสนุกและสวยงามทุกนาทีที่ผ่านไป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

ถึงเวลาสิ้นสุดเส้นทาง

คืนสุดท้ายเราจอดนอนที่มิจิอีกครั้ง หลังจากขับรถวนหาจุดที่เหมาะสมสักพัก จุดจอดรถที่ดีต้องไม่ใกล้กับคันอื่น ๆ เนื่องจากเราต้องกางบันไดขึ้นลงเต็นท์หลังคา จึงควรเลือกจุดริมสุดของช่องจอด เพื่อไม่ให้กินที่เข้าไปในช่องข้าง ๆ

มิจิสุดท้ายของคืนนี้อยู่หน้าสวนสาธารณะ เป็นมิจิที่เงียบสงบมาก มีรถจอดนอนก่อนหน้าเราเพียงคันเดียว มีกลิ่นมูลสัตว์ลอยมาจาง ๆ คุยกันว่าน่าจะเป็นกลิ่นขี้วัว เมื่อตื่นตอนเช้าจึงพบว่าที่นี่มีคอกแพะ ยามเช้าของวันสุดท้ายจึงเป็นการเดินเล่นกับแพะและแมวจรที่มีอยู่เต็มสวน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เจ้าถิ่นเฝ้ามิจิเล็ก ๆ ที่เราใช้เป็นที่นอนในคืนสุดท้าย

เรามีนัดกับคุณลุคเพื่อคืนรถตอนค่ำที่โตเกียว เส้นทางวกกลับเข้าสู่เมืองใหญ่อีกครั้ง แถวนี้ยังไม่ถึงช่วงเวลาที่ใบไม้จะเปลี่ยนสี ถึงแม้ว่าเราอยู่เที่ยวต่อหลังคืนรถอีก 3 วันก็ตาม แต่ไฮไลต์ของทริปผ่านไปแล้ว บรรยากาศในรถก็เปลี่ยนไป ความรู้สึกที่เข้าใกล้ตอนจบก่อตัวเกาะกินเป็นความเหงาแปลก ๆ

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เมื่อกลับเข้าสู่พื้นราบใกล้เมืองที่อากาศอุ่นกว่า ใบไม้แถวนี้ยังไม่ถึงจังหวะเปลี่ยนสี

พวกเราอ้อยอิ่งเก็บของออกจากรถ เอากระเป๋าลงทั้งหมดเพื่อให้พร้อมส่งรถคืน ในระหว่างเดินทางกลับเข้าเมืองก็เปิดไล่ดูรูปในโทรศัพท์มือถือ ฤดูกาลของที่นี่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากสีเขียวกลายเป็นสีแดง น้ำตาล แล้วหิมะก็มาทำให้ทุกอย่างขาวโพลน เมื่อหิมะละลายทุกอย่างก็เริ่มใหม่อีกครั้ง 

ความเปลี่ยนแปลงที่มีให้เห็นในธรรมชาติตลอดเวลา สอนให้เราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่รอบตัว และรู้จักอดทนรอช่วงเวลาที่ดี ซึ่งจะผ่านเข้ามาอีกครั้งอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

Photographers

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

พลพิชญ์ คมสัน

เริ่มต้นชีวิตจากการเป็นสถาปนิกแต่ชอบหนีงานไปเข้าป่าลงทะเล ผสมกับความอินโทรเวิร์ตเล็กๆ เลยเปลี่ยนสายอาชีพมาเป็นช่างภาพใต้น้ำและคนทำสารคดี เคยทำนิตยสารดำน้ำระดับอินเตอร์ ผลิตงานสารคดีใต้น้ำ และงานโฆษณาหลายชิ้น ปัจจุบันเป็นแอดมินเพจ Digitalay

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load