13 มิถุนายน 2561
1 K

นำแสดงโดย

ปู่-บุญศรี สิทธิวงค์

ย่า-คำเอ้ย สิทธิวงค์

หลังมิวสิกวิดีโอเพลง พจนานุกรม ถึงฉากจบ เครดิตขึ้นรายชื่อนักแสดงนำ ผมเองในฐานะผู้ชมก็รู้ทันทีว่าตัวละครที่เป็นคู่พระนางคือปู่และย่าในชีวิตจริงของ เอ็ม-ยศวัศ สิทธิวงค์ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ M Yoss

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

หากลองไล่เรียงรายชื่อศิลปินนักร้องหน้าใหม่ในวงการเพลงไทยที่น่าสนใจตอนนี้ ผมคิดว่าย่อมต้องมีชื่อของนักร้องหนุ่มผู้นี้เป็นหนึ่งในนั้น

ใครที่เคยติดตามเพลงของเขามาบ้างย่อมคิดคล้ายๆ กันว่า ภายใต้ดนตรีและเมโลดี้ฟังเพลิน มุมมองในการเขียนเพลงของเขามีความน่าสนใจไม่น้อย ไล่ตั้งแต่ซิงเกิลแรกอย่าง เสาอากาศ มาจนถึงซิงเกิลล่าสุดที่ชื่อ พจนานุกรม

โดยอาชีพ นอกจากเป็นนักร้องนักดนตรี เป็นศิลปินเบอร์แรกของค่ายเพลง 123records เอ็มยังเป็นคนทำวิดีโอมือดีคนหนึ่ง เขาทำมิวสิกวิดีโอให้ศิลปินมาแล้วหลายชิ้นทั้งของโฟร์ มด, Scrubb และ แสตมป์ อภิวัชร์ ผู้เป็นเจ้าของค่ายที่เขาสังกัด

เมื่อพบว่าผู้ถ่ายทำ กำกับ ตัดต่อ มิวสิกวิดีโอเพลง พจนานุกรม คือเอ็ม ผมจึงไม่แปลกใจเท่าไหร่ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกใดๆ กับมิวสิกวิดีโอตัวนี้ ตรงกันข้าม สีหน้าแววตาของคู่ชีวิตวัยชราที่ผ่านตายังตรึงใจแม้นาทีสุดท้ายของเพลงจบลง นั่นเป็นเหตุผลที่เรานัดพบเอ็มเพื่อให้เขาช่วยย้อนเล่าเบื้องหลังเพลงเพลงนี้และการถ่ายทำมิวสิกวิดีโอให้ฟัง

แต่ใครจะคิดว่าถ้าจะคุยถึงเบื้องหลังเพลง พจนานุกรม ต้องย้อนไปไกลเป็นสิบปี

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

1.

“หลังจากที่เราชอบแต่ยังไม่ถึงขนาดรัก ความรู้สึกระหว่างนี้คือคำอะไร”

ในห้องเรียนวิชาการเขียนภาษาไทย อาจารย์เปิดรูปรูปหนึ่งเพื่อเป็นโจทย์ให้นักศึกษาในห้องเขียนพรรณนาโวหาร

รูปรูปนั้นเป็นรูปหญิงชรา 2 คน

หลังจากได้โจทย์นักศึกษาแต่ละคนก็ก้มหน้าก้มตาเขียนงานส่งอาจารย์ แล้ววันรุ่งขึ้น นายยศวัศ สิทธิวงค์ ก็ถูกเรียกไปหน้าห้อง

“แล้วอาจารย์ก็บอกเพื่อนๆ ว่านี่เป็นตัวอย่างที่ผิดนะ” เอ็มย้อนเล่าเหตุการณ์สำคัญในช่วงชีวิตมหาวิทยาลัยด้วยเสียงหัวเราะ “วันนั้นหลังจากเลิกเรียนแล้วอาจารย์ก็บอกว่า ‘งานชิ้นนี้มันไม่ดีตรงที่เธอใช้คำไม่เป็น เธอใช้คำน้อย เธอเป็นคนที่มีคำในหัวน้อย’ ซึ่งผมรู้สึกว่าตรงดี แล้วอาจารย์ก็บอกว่าเธอต้องไปอ่านพจนานุกรมเยอะๆ ไปอ่านหนังสือ ไปดูคำเยอะๆ”

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

ไปอ่านพจนานุกรมเยอะๆ–ประโยคนี้คือประโยคสำคัญอันทำให้คล้อยหลัง 10 ปีเกิดเป็นเพลงเพลงหนึ่ง

“ตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนเป็นปมในใจว่า เราอยากทำเพลงหรือทำงานศิลปะอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับพจนานุกรม

“แล้วผมก็แอบชอบผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน มันเลยเป็นคอนเซปต์ไอเดียช่วงนั้นว่าความรู้สึกกับคนคนหนึ่งหลังจากที่เราชอบแต่ยังไม่ถึงขนาดรัก ความรู้สึกระหว่างนี้คือคำอะไร เราเปิดพจนานุกรมมันก็ไม่มี ว้าวุ่นเหรอ สับสนเหรอ หรืออยู่ดีๆ เราก็รู้สึกกลัว รู้สึกระแวง มีคำอะไรที่ใช้อธิบายได้ เราอยากหาคำคำนี้คำเดียวมีมั้ย ซึ่งมันไม่มี ก็เลยรู้สึกอยากแต่งเพลงเกี่ยวกับสิ่งนี้”

คล้อยหลังราว 10 ปี เมื่อได้แรงยุจาก แสตมป์ อภิวัชร์ ผู้เป็นเจ้าของค่ายที่เขาสังกัด เอ็มจึงเริ่มลงมือเขียนเพลงที่ติดค้างอยู่ในใจมานาน

เขาตั้งชื่อเพลงเพลงนี้ว่า พจนานุกรม

“ผมเดาว่าถ้าเขียนตอนนั้นผมจะเขียนไม่เสร็จ เพราะผมกังวลอยู่ ผมยังไม่มีสติ ตอนนี้เราผ่านมา 10 ปี เราได้มองในมุมที่มันกว้างขึ้น เราได้เห็นตัวเองตอนนั้นว่าเราเคลื่อนไหวยังไง เราคิดอะไรกับมันยังไง ด้วยอายุผม 18 -19 คุ้มคลั่งมากเลยอะตอนเป็นเด็ก แต่ตอนนี้อายุ 28 – 29 มันผ่านมาเป็นสิบปี เราเลยมองอีกแบบหนึ่ง”

ไม่แน่ใจว่าถ้าอาจารย์ที่บอกให้ชายหนุ่มไปอ่านพจนานุกรมในวันวาน ได้อ่านเนื้อเพลงที่เขาเขียนขึ้นในวันนี้ จะนั่งยิ้มเหมือนกันกับใครหลายคนบ้างไหม

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

2.

“ผมรู้สึกว่ายิ่งเราใช้เวลาคบกันมานานมากเท่าไหร่วันแรกยิ่งสำคัญมาก”

อย่างที่ว่าไป หนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดเพลง พจนานุกรม คือภาพหญิงชรา 2 คนที่อาจารย์เปิดในห้องสมัยเรียนมหาวิทยาลัย

ในวันที่คิดอยากทำมิวสิกวิดีโอ เขาจึงอย่างเล่าเรื่องราวของคู่รักที่ผ่านกาลเวลามายาวนาน

“ผมรู้สึกว่ายิ่งเราใช้เวลาคบกันมานานมากเท่าไหร่วันแรกยิ่งสำคัญมาก วันแรกที่เราแอบชอบคนคนหนึ่งก่อนที่จะมารักกัน ผมเลยรู้สึกอยากเล่าเรื่องคนที่อายุมากๆ แล้วให้เขาได้กลับไปเริ่มวันแรก”

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

แต่ในตอนนั้นคู่รักที่อายุมากๆ ที่เขาว่ายังไม่ใช่ปู่ย่าอย่างที่เราเห็น

“ผมอยากทำมิวสิกวิดีโอนี้ เรามีกล้องอยู่ เราอยากทำเอง เลยเปิดปฏิทินในมือถือขึ้นมาดู ซึ่งเรามีวันว่างแค่วันสองวันเท่านั้น ก็เลยโทรหาโมเดลลิ่งว่าค่าตัวนักแสดงเท่าไหร่ เขาก็บอกราคามาว่านักแสดงคนชราราคาเท่านี้ ซึ่งมันแพง (หัวเราะ) ในหัวคือแบบอยากเริ่มด้วยตัวเองเลย ยังไม่ได้ปรึกษาพี่แสตมป์

“คืนนั้นก็นอนมองมือถือแล้วคิดว่ามีเวลา 2 วัน จะเอายังไงดี จะทำได้มั้ย แล้วผมชอบผู้กำกับคนหนึ่งชื่อ Sean Baker เขากำกับเรื่อง Florida Project และก็เรื่อง Tangerine ตอนนั้นผมไล่ดูคลิปในยูทูบแล้วมีคลิปสัมภาษณ์คลิปหนึ่ง พิธีกรถามว่า ‘มีคำแนะนำอะไรมั้ยให้กับนักทำหนังรุ่นใหม่’ แล้วเขาก็บอกว่า ‘อย่ารอ อย่ารอที่จะทำอะไรก็ตาม’ แล้วเขาก็บอกว่าอย่างเรื่อง Tangerine เขาใช้ไอโฟนถ่ายทั้งเรื่องจนได้รางวัลที่เทศกาลภาพยนตร์ Sun Dance (หัวเราะ)

“โอเค อย่ารอเหรอ เฮ้ย ผมมีเวลา 2 วันเหรอ ทำได้ คนแก่ 2 คนเหรอ โอเค ผมโทรหาพ่อ แล้วบอกพ่อว่าบอกปู่กับย่าหน่อยว่าผมจะกลับไปถ่ายปู่กับย่าที่บ้าน”

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

3.

เวลามันเร็วเหมือนกันนะ แต่สิ่งที่ช่วยหยุดมันได้คือภาพถ่ายนี่แหละ

บนเครื่องบินกรุงเทพฯ-เชียงราย

ในขณะที่คนส่วนใหญ่นั่งสงบเสงี่ยม บ้างงีบหลับ รอปลายทางมาถึง ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับการวาดบางสิ่งบางอย่างลงบนไอแพดของเขา

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

“ระหว่างที่นั่งเครื่องบินก็เขียนสตอรี่บอร์ดไป เขียนลงในไอแพด วาดเป็นช่องเลย เช้าปู่เดินลงบันไดมา ไปวัด ไปไหว้พระ แล้วเจอย่า ก็วาดเหมือนที่เห็นในมิวสิกวิดีโอเลย พอเรามีสตอรี่บอร์ด แล้วก็ต้องแตกมันออกมาเป็นรายละเอียดอีกที เพราะเรามีเวลาทำงานเพียงแค่ 1 วัน คือวันรุ่งขึ้นหลังจากถึงเชียงราย  พอพระอาทิตย์ตกดินเราก็ต้องบินกลับกรุงเทพฯ แล้ว

“เราก็เลยเขียนอีกหน้าหนึ่งว่า 7 โมงเช้าถึง 10 โมง ถ่ายที่ไหน บูรณาการสมองตัวเองเลยว่า ถ้าเราจะทำให้ภาพในหัวหรือภาพในจินตนาการให้มันเป็นจริงต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ต้องทำอะไร ต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง พวกพร็อพต่างๆ อย่างพจนานุกรมซื้อหรือยังคุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

“ซึ่งพอไปถึงบ้าน ผมก็ถามพ่อว่า ‘พ่อ ที่โรงเรียนมีห้องสมุดใช่มั้ย ขอยืมพจนานุกรมหน่อยสิ’” คือพ่อผมเขาเป็นครู พ่อก็บอกว่าเอาอย่างนี้เลยหรอ โอเค เดี๋ยวพรุ่งนี้พ่อขับรถไปเอาให้ ซึ่งพ่อเอามาให้ผมเลือก 2 เล่ม ผมก็เลือกเล่มใหญ่สุดเลย”

ความโชคดีอย่างหนึ่งของการถ่ายทำครั้งนี้คือปู่กับย่าของเอ็มคุ้นเคยกับกล้องดีอยู่แล้ว

“ปกติเขาจะรู้ว่าเวลาไอ้หลานคนนี้กลับบ้านจะมีกล้องเล็กๆ ตัวหนึ่งแล้วก็เอามาถ่ายรูป ซึ่งผมตั้งเป้าไว้ว่าทุกครั้งที่ผมกลับบ้านจะถ่ายภาพท่านเก็บไว้”

ว่าถึงตรงนี้ ชายหนุ่มก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดรูปปู่ย่าที่เขาถ่ายเก็บไว้ให้ดู

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรมคุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรมคุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

“กลายเป็นว่าโตขึ้นผมอยากเข้าหาเขามากขึ้นนะ” เอ็มเล่าด้วยรอยยิ้มแบบที่คุ้นเคย “ตอนเด็กๆ เราก็เล่นตามป่าตามคลองทั่วไป เราไม่ได้สนใจเขา แต่พอช่วงเวลาที่เราโตขึ้น เราแก่ขึ้น เราเจออะไรมาเยอะขึ้น เวลาเรากลับบ้าน เราหันกลับมามองคนข้างหลังที่บ้าน แล้วเราเห็นหน้าพ่อย่น หน้าปู่ย่าเริ่มแก่ลง ผมก็รู้สึกว่าเวลามันเร็วเหมือนกันนะ แต่สิ่งที่ช่วยหยุดมันได้คือภาพถ่ายนี่แหละ เราเป็นตากล้อง เราอยากถ่ายรูป เราอยากเก็บช่วงเวลาของเขาในแต่ละปีไว้ มันก็เลยเกิดเป็นเหมือนโปรเจกต์ส่วนตัวที่ถ่ายเก็บไว้ ถ่ายเสร็จแล้วก็จะแต่งรูปในคอมพิวเตอร์แล้วไปร้านอัดรูปหน้าปากซอย ให้เขาอัดแล้วก็ใส่กรอบให้ปู่กับย่า”

“แล้วก่อนจะเริ่มถ่าย บอกปู่กับย่าว่าอะไร” ผมถามในสิ่งที่สงสัย

“ก็บอกว่าครั้งที่แล้วตอนที่ผมทำวิดีโอ ‘ปิ๊กบ้าน’ ผมเคยให้ปู่ฟังเพลง เสาอากาศ ใช่มั้ย แต่ครั้งนี้เอ็มทำเพลงใหม่แล้วนะ เป็นเพลงช้า เพลงรัก เอ็มอยากถ่ายปู่กับย่าจีบกันใหม่ เหมือนสมัยหนุ่มสาวเลย เขาก็บอกว่า เหรอ ต้องทำไงบ้าง บอกสิ

“เขาไม่รู้หรอกว่าเป็นยังไง แต่เขาคงคิดว่าเหมือนกับการถ่ายรูป”

4.

มองหน้ากันมาตลอดชีวิตแล้ว วันนี้มองไม่ได้หรอ

ข้อมูลหนึ่งที่เรารู้แล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจคือ วัดที่ใช้เป็นฉากในมิวสิกวิดีโอเพลงนี้คือวัดที่ปู่กับย่าพบกันครั้งแรก

“ปู่กับย่าเจอกันที่วัดแถวบ้าน ซึ่งเราก็ไม่ได้ถามรายละเอียดชัดเจน รู้แค่ว่าสองคนนี้ไปเจอกันวันเฉลิมฉลองศาลาการเปรียญที่วัดแห่งนี้ ฉะนั้น ฉากแรกๆ ก็อยากให้มาเจอกันในวัดนี้แหละ ให้เขารื้อฟื้นหน่อย”

ระหว่างเรื่องเล่าไม่ใช่แค่เขาที่ยิ้ม เราก็ยิ้มด้วย

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

“แล้วในชีวิตจริงเขาชอบทำบุญ เป็นเรื่องปกติของคนภาคเหนือที่ตอนเช้าจะไปทำบุญกัน เราก็เลยเซ็ตฉากให้เขาไปทำบุญแล้วเจอกัน แต่แค่มองหน้ากันเฉยๆ นะ เพราะว่าประเพณีของคนโบราณเขาจะถือ แตะเนื้อต้องตัวกันไม่ได้เลย ได้แค่มองกัน การจะพูดจะบอกอะไรกันมันเลยเป็นสิ่งที่ยากมาก

“ฉากที่ใช้ในมิวสิกวิดีโอก็เป็นทางเดินแถวหน้าวัด ส่วนบ้านที่นั่งเขียนจดหมายก็เป็นบ้านของปู่จริงๆ เป็นบ้านที่ผมโตมาตั้งแต่เด็ก มุมการถ่าย ทางแสง เรารู้หมดเลย เพราะว่ามันเป็นบ้านเรา เราเลยไม่กังวลมาก ช่วงที่เรานั่งเครื่องบินมาก็นั่งคิดแล้วว่าตรงไหนดี ตรงไหนสวย

“แล้วมันจะมีฉากที่เขาไปที่ทุ่งนา ซึ่งความจริงจะให้ไปบอกรักกันที่อื่นก็ได้ แต่ว่าผมรู้สึกภูมิใจที่จะให้เขาบอกรักกันที่นั่น เพราะว่าเขาสองคนเป็นชาวนา เราเห็นเขามาตั้งแต่เด็กแล้วรู้สึกว่าเราอยากให้เขาอยู่ตรงนั้น จักรยานที่เห็นก็เป็นจักรยานของเขาที่ใช้ปั่นสมัยก่อนจริงๆ”

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

ฟังเขาเล่าทุกอย่างดูราบรื่นดี คล้ายไร้อุปสรรคใดๆ หากแต่ความยากที่ใครๆ ก็น่าจะเดาออกคือการกำกับคนสูงอายุ 2 คนที่ต่างไม่เคยมีประสบการณ์ทางการแสดง

แม้จะอยู่กันมาเกินครึ่งชีวิต สบตากันมานับครั้งไม่ถ้วน แต่เมื่อต้องมาถ่ายทำ ทั้งสองกลับไปไม่เป็น ไม่กล้าจ้องหน้า มองตา

“เขาเขิน” เอ็มบอกปัญหาเล็กๆ ที่พบเจอ “มองหน้ากันมาตลอดชีวิตแล้ว วันนี้มองไม่ได้เหรอ ไหนมองหูดูซิ ไหนมองแก้มซิ เราพยายามบอกแต่ก็ไม่ได้สักที สุดท้ายเราก็ถ่ายไป ขอแค่ไม่กี่เสี้ยววินาทีที่เขาเผลอมองก็พอ แล้วเราก็เอาตรงนั้นมาใช้

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

“ข้อดีอย่างหนึ่งของการถ่ายมิวสิกวิดีโอคือ มันไม่เอาเสียงตอนที่เรากำกับ เราก็เลยใช้วิธีที่หลอกล่อในเชิงกายภาพ เช่น จะให้เขาทำท่าคิด เราจะไม่บอกว่าให้ปู่คิดถึงวันเก่าๆ เพราะมันจะซึมซับยาก แต่เราจะบอกตรงๆ เลยว่าปู่เขียนจดหมาย ปู่เห็นเสาต้นนั้นมั้ย เขียนก่อนแล้วมองเสานะ หรือตอนเขียนเราอยากให้เหมือนปู่กำลังกังวล คิดไม่ออก เราก็จะบอกว่าปู่ลองเอามือลูบๆ หน้านะ แล้วผมก็ค่อยๆ ดันกล้องเข้าไป เหมือนเขาคิดอยู่จริงๆ”

และฉากที่นักร้องหนุ่มกังวลที่สุด หาใช่ฉากพิสดารใดๆ หากแต่เป็นฉากที่ปู่ต้องยิ้ม

ใช่-แค่ยิ้ม

“คือปู่ผมเป็นคนขี้อาย เป็นเสือยิ้มยาก ถ้าดูในรูปเขาจะไม่ค่อยยิ้มเลย เขาจะทำหน้าเครียดอย่างเดียวเลย ซึ่งในสตอรี่บอร์ดจะมีอยู่ฉากหนึ่งที่ผมเขียนตอนสุดท้ายให้เขายิ้ม ผมกังวลอันนี้ที่สุดแล้วว่าเขาจะทำได้หรือเปล่า

“แล้วตอนสุดท้ายมันก็จะมีจังหวะที่เขาแบบยิ้ม แค่นั้นเลย เขาทำได้แค่นั้น”

ว่าถึงตรงนี้ ผมก็อยากกลับไปเปิดมิวสิกวิดีโอดูอีกครั้ง เพื่อดูรอยยิ้มนั้นของปู่

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

5.

“หลังจากนี้เราอยากทำงานอื่นๆ ให้มันเป็นแบบนี้”

แล้วภาพในหัวที่ว่าจะถ่ายทุกอย่างให้เสร็จภายในวันเดียวก็เป็นความจริง

 “ฟุตเทจไม่เยอะนะ” เอ็มตอบเมื่อผมถามถึงจำนวนเวลานาทีที่บันทึกไว้ “วันนั้นผมถ่ายน้อยเทค เพราะว่าเราไม่อยากให้เขาเหนื่อย มากที่สุดคือ 4 เทค เพราะว่าตอนทำงานโฆษณาผมเองเคยทำงานกับคนแก่ เขาเหนื่อยนะ มันต้องใช้สมาธิเยอะ ใจเขาเต็มร้อยก็จริง แต่ว่าร่างกายเขาจะไม่เหมือนวัยรุ่นอย่างเรา การทำงานกับคนแก่เราต้องเคารพเขาด้วย

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

“เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราถ่ายมาตั้งแต่เช้า จนถึงทุ่งนาตอนเย็น พอมาร้อยในหัวเรา เรารู้สึกว่ามันโอเคแล้ว ฉากในวัดปู่ก็เล่นดี ดูแววตาแกแล้วผมยังสงสัยว่าทำได้ยังไง ดูแล้วมันเชื่อแล้ว ซึ่งผมไม่ได้ถามปู่หรอกว่าตอนนั้นรู้สึกอะไร แต่เราถ่ายเรารู้สึกแล้ว”

“ปู่กับย่าได้ดูมิวสิกวิดีโอที่เสร็จสมบูรณ์หรือยัง” ผมถาม

“ผมยังไม่ได้กลับไปเปิด เพราะว่าตั้งแต่วันที่ถ่ายยังไม่ได้กลับบ้านเลย แต่มีลูกพี่ลูกน้องที่บ้านเขาจะมีคอมพิวเตอร์จอใหญ่ๆ วันนั้นหลังจากปล่อยมิวสิกวิดีโอ เขาก็เรียกปู่กับย่ามาดู แล้วก็มีหลาน 3 – 4 คน มีลุงป้า น้า อา มาดู แล้วก็มาเล่าให้ผมฟังว่าปู่กับย่าเขาเขิน

“ย่าบอกว่า ‘ปู่ ทำไมหน้าเหี่ยว’ เพราะฉากที่ต้องคิดหน้าจะย่น แล้วย่าก็ถามว่าฉากเขียนจดหมาย ทำไมปู่ต้องเคี้ยวหมูทอดด้วย มันไม่น่ารัก ตอนนี้ย่าติด 2 จุด คือเรื่องหน้าเหี่ยวกับกินหมูทอด” เล่าถึงตรงนี้เขาก็หัวเราะสดชื่น

คุยกับ M Yoss เรื่องเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอที่ว่าด้วยความรักของปู่ย่าและคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

“นอกนั้นส่วนใหญ่ทุกคนชอบ แล้วมันกลายเป็นว่าตอนนี้ญาติๆ ทุกคนเข้าหาปู่กับย่ามากขึ้น คือหลังจากที่ทุกคนเริ่มเติบโต ครอบครัวต่างจังหวัดจะเริ่มห่างจากครอบครัว แต่กลายเป็นว่าตอนนี้ครอบครัวผมเข้ามาเล่น เข้ามาแซว เข้ามาคุย กับปู่ย่า ซึ่งมันดีมากเลย

“การทำมิวสิกวิดีโอนี้ทำให้เรารู้สึกว่าเรามาถูกทางแล้วนะ การทำงานสักอย่างหนึ่ง มันต้องมีงานที่ทำให้เราได้เล่นอะไรแบบ คือมันจะมีงานส่วนใหญ่ที่เราทำแล้วรู้สึกว่าเมื่อไหร่จะเสร็จสักที แต่มันก็จะมีงานแบบนี้ที่เราพร้อมจะทุ่ม พร้อมจะพลีชีพให้มันได้ และ หลังจากนี้เราอยากทำงานอื่นๆ ให้มันเป็นแบบนี้”

ซึ่งคำว่า ‘เป็นแบบนี้’ ที่เขาว่า ก็ยากที่จะหาคำใดใดในพจนานุกรมมาอธิบายอีกนั่นแหละ

ภาพ : ยศวัศ สิทธิวงค์

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

11 มิถุนายน 2564
2 K

สิงโตทองและยูนิคอร์นขาวโอบโล่ตระการ อุ้งเท้าเหยียบข้อความ Dieu et mon Droit อวดโฉมอยู่หน้าประตู ร้อยปีหลังจากเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรย้ายที่ทำการจากเจริญกรุงไปอยู่เพลินจิต ตราแผ่นดินของสหราชอาณาจักรกลับมาอยู่บนถนนเจริญกรุงอีกครั้ง 

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย

หลังจากสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยตัดสินใจขายอาคารและพื้นที่ทั้งหมด 23 ไร่ ในย่านเพลินจิต สร้างปรากฏการณ์ซื้อขายที่ดินที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยใน ค.ศ. 2018 สถานทูตและทำเนียบทูตอังกฤษย้ายไปอยู่ต่างพื้นที่กันเป็นครั้งแรก โดยปัจจุบันสถานทูตอยู่ที่ AIA Sathorn Tower และทำเนียบทูตอยู่ในอาคารสูงย่านเจริญกรุง ซึ่งมองเห็นทิวทัศน์ริมเจ้าพระยาได้ถนัดตา

“การย้ายทำเนียบทูตไม่ใช้สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ปกติทูตจะย้ายบ้านเมื่อย้ายไปประเทศใหม่ ทำเนียบใหม่นี้โมเดิร์นกว่าเดิมมาก”

ท่านทูตไบรอัน เดวิดสัน (Brian Davidson) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร​ประจำประเทศไทย ผู้กำลังจะย้ายไปเป็นกงสุลใหญ่ประจำฮ่องกงและมาเก๊า อธิบายเมื่อเปิดบ้านพักต้อนรับ 

“ที่นั่น (ทำเนียบทูตเดิม) มีความหมายกับเรามาก ตอนเรามาเมืองไทยเมื่อห้าปีก่อน เราไม่มีลูก แต่ตอนนี้เราเป็นครอบครัวที่มีลูกสามคน มีช่วงเวลาที่สวยงามและมีความสุขมากที่ตรงนั้น” สก็อตต์ ชาง (Scott Chang) สามีชาวอเมริกันเชื้อสายจีน ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม FREC Bangkok กล่าวสมทบ

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
ภาพ : Numchok Sawangsri

ก่อนครอบครัวของคุณพ่อ 2 คนและเด็กๆ 3 คนจะย้ายออกจากประเทศไทย พวกเขาตัดสินใจร่วมมือกับกลุ่มช่างไม้รุ่นใหม่ชาวไทย เพื่อเก็บความทรงจำของสถานทูตย่านเพลินจิตในรูปแบบเฟอร์นิเจอร์และประติมากรรม ที่สร้างจากเศษไม้จามจุรีในสวน

The Cloud เคยเล่าประวัติและความพิเศษของสถานทูตอังกฤษเดิมไว้แล้ว ก่อนชิ้นส่วนเหล่านี้จะแยกย้ายไปอยู่ในที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เราจึงขอนำโปรเจกต์ที่ระลึกถึงพื้นที่เก่าแก่แสนสวยมาเล่าสู่กันฟัง 

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
ภาพ : ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

“เราต้องการเก็บชิ้นส่วนของทำเนียบเดิมไว้ เป็นที่ระลึกว่าอดีตจะอยู่ร่วมกับเราในอนาคต ไม้พวกนี้มีความหมายกับพวกเรามาก มันอยู่ในสวนที่ลูกๆ วิ่งเล่น แต่ละชิ้นจึงเป็นตัวแทนความทรงจำดีๆ แสนพิเศษ เราจะนำชิ้นงานบางส่วนไปกับเราเป็นที่ระลึกถึงบ้านในกรุงเทพฯ บางส่วนมอบเป็นของที่ระลึก และอีกส่วนหนึ่งจะมอบให้สถานทูตที่นี่” 

งานไม้ที่ท่านทูตเอ่ยถึง ได้แก่ ม้านั่ง ประติมากรรม โต๊ะทานข้าว โคมไฟ และแจกัน งานนี้เกิดขึ้น ค.ศ. 2020 เมื่อเกิดการย้ายต้นไม้ใหญ่ในสวนสถานทูตเดิม กิ่งก้านต้นจามจุรีร่วงหล่นเป็นเศษเหลือทิ้ง สก็อตต์เห็นท่อนไม้เหล่านั้นก็เกิดไอเดียให้สหายดีไซเนอร์งานไม้ เฉย-ภาคภูมิ ยุทธนานุกร หรือ นานุ ออกแบบผลงานที่ระลึก เฉยจึงชักชวนเพื่อนฝูงช่างไม้กลุ่ม Grains & Grams ที่เขาก่อตั้ง มาร่วมสนุกออกแบบด้วย

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย

“สก็อตต์โทรมาหาผมบอกว่าเสียดายไม้ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เขาเสียดายมากกว่าคือความทรงจำทั้งหลาย สถานที่ตรงนั้นสวยจริงๆ เขาใช้เวลาอยู่กับมัน แล้วได้เห็นความเปลี่ยนแปลง เขาคงอยากจะเก็บอะไรไว้สักอย่างครับ ผมเลยขนไม้ไปโรงเลื่อย โรงอบ แล้วคิดว่าจะออกแบบของเครื่องใช้ในทำเนียบทูตใหม่ แต่สุดท้ายก็ทำให้เป็นงานศิลปะขึ้นหน่อย บ่งบอกถึงความทรงจำ ถึงความเปลี่ยนผ่านทางกาลเวลามากกว่า”

ดีไซเนอร์หลักโครงการนี้เล่าเสริมว่าทำเนียบนี้มีเครื่องใช้เพียบพร้อม ทั้งเฟอร์นิเจอร์โบราณจากทำเนียบเดิมที่ท่านทูตไบรอันเลือกมา เช่น โต๊ะกลมหินอ่อน ตู้ลายรดน้ำแบบไทย และตู้ไม้ฝังมุกจีน บวกกับเฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัยมากมาย ซึ่งนักออกแบบตกแต่งภายในดูแลให้เสร็จสรรพ ข้าวของที่เฉยและพรรคพวกประดิษฐ์ใหม่จึงเป็นของใช้ส่วนตัวที่ครอบครัวปรารถนา

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

พิษณุ นำศิริโยธิน สร้างโต๊ะทานข้าวตัวใหญ่ ซึ่งเป็นของที่ครอบครัวท่านทูตชื่นชอบและอยากนำไปใช้จริง

พิชาญ สุจริตสาธิต ทำโคมไฟรูปเห็ด ที่ได้แรงบันดาลใจจากโคมพลาสติกและแจกัน 33 ใบ หน้าตาไม่ซ้ำกันสักใบ ดึงความงามออกมาจากความสามัญ แจกันเหล่านี้ไม่ต้องใส่น้ำ เพราะตั้งใจว่าดึงดอกไม้ข้างทางหรือดอกไม้แห้งๆ มาใส่ก็สร้างรูปทรงที่สวยงามออกมาได้

ชานนท์ นครสังข์ ออกแบบม้านั่งปลายเตียง ซึ่งเรียบง่ายแต่สวยจับตา คุณสก็อตต์ถูกใจเลยวางไว้ที่โถงทางเข้าซึ่งติดภาพวาดศิลปินไทยที่เล่าเรื่องการทำสมาธิและหายใจ เหมือนเป็นมุมแกลเลอรี่ให้ชมงานศิลป์ ผ่อนคลายก่อนเดินเข้าตัวบ้าน

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

ส่วนตัวหัวหน้าโปรเจกต์ เจ้าของสตูดิโอ Republic Nanu สร้างม้านั่งยาวและประติมากรรม 

“ไม้ก้ามปูก็มีลักษณะพิเศษ ลายมันสวยดีนะครับ ถึงแม้ว่าไม่ใช่ไม้เบอร์หนึ่งในการทำเฟอร์นิเจอร์ เพราะเนื้อหยาบกว่าไม้สักที่สัมผัสนุ่มนวล เนื้ออ่อนกว่าไม้แดงหรือไม้เต็งที่ทำโครงสร้างได้ดี แต่ด้วยสถานที่อยู่ มันเลยมีความหมาย ตอนเจอไม้กิ่งหนึ่งซึ่งมันโค้งๆ หน่อย ผมก็รู้แล้วแหละว่าอยากจะทำม้านั่ง ก็เลยผ่าครึ่ง ทำคานแขวน ยึดตรงกลางด้วยท่อนไม้สี่เหลี่ยมคางหมู ภาษาช่างเรียกว่าหางเหยี่ยว ให้แผ่นไม้ทั้งชิ้นแขวนอยู่ ถ้าเปรียบไม้นี้เป็นวิญญาณของสถานที่ มันก็ถูกแขวนเอาไว้เหมือนการแขวนนวม เลิกแล้วก็เหลือแต่ความทรงจำ” 

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

“ส่วนประติมากรรมนี้ชื่อว่า Entropy เป็นคำฟิสิกส์ ถ้าใช้กับชีวิตทั่วไปก็สื่อถึงการที่ทุกอย่างย่อยสลายไปตามกาลเวลา ผมคุยกับสก็อตต์เรื่องความเสียใจต่อสิ่งที่หายไป เลยนึกถึงพระเจ้าสามองค์ของฮินดู คือ พระพรหมผู้สร้าง พระศิวะผู้ทำลาย และพระวิษณุผู้ปกป้องรักษา ในโลกความเป็นจริง คนเราก็หมุนอยู่รอบเรื่องนี้ ทั้งการทำลายล้างและการอนุรักษ์ ถ้าทำงานที่สะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระจ่างน่าจะเป็นสิ่งดี มองสถานการณ์กว้างๆ คือทุกอย่างต้องย่อยสลายเมื่อถึงวาระ ตัวผมเองเป็นทั้งผู้ทำลายและรักษาผ่านภาษาไม้ คือเอาไม้มาเฉาะจริงๆ”

เฉยชี้ให้ดูรอยปริแตกของไม้ชิ้นใหญ่ที่โดนง้างให้ฉีกคาออกจากกัน

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

“เฉาะให้มันแยกออก เหมือนเป็นการทำลาย แต่ก็มีตัวไม้ Butterfly รั้งเอาไว้ไม่ให้มันฉีกมากกว่านี้ เพราะฉะนั้น งานนี้เปรียบเสมือนโลกที่เกิดขึ้น ระหว่างความอยากอนุรักษ์ไว้กับการเปลี่ยนแปลง หรือพลังงานธรรมชาติที่มีทั้งการทำลายและรักษา ทั้งหมดอยู่ในนี้ครับ” 

ดีไซเนอร์เล่ารายละเอียด ขณะที่เด็กๆ ตัวจิ๋วกระจายตัวไปหยิบของเล่นรอบๆ ประติมากรรมที่ตั้งเด่นเป็นสง่า 

แล้วเด็กๆ มีส่วนร่วมมากแค่ไหนกับชิ้นงานเหล่านี้ เราชักสงสัย

“เอลเลียต รู้ไหมว่าม้านั่งนี้ทำจากอะไร” สก็อตต์หันไปถามลูกชาย “เอลเลียตโตที่สุด เขาจำบ้านเดิมได้มากที่สุด” 

“มาจากต้นไม้ที่บ้านเก่าของเรา!” เด็กชายตอบอย่างฉะฉานขณะปีนขึ้นโซฟา 

เด็กคนอื่นๆ นั้นอาจยังเล็กเกินกว่าจะเข้าใจ ถึงอย่างนั้นงานไม้เหล่านี้ก็จะเดินทางไปอยู่ในบ้านใหม่ อยู่ในเรื่องเล่าของพ่อสองคนยามเล่าถึงอดีตเมื่อลูกยังตัวเล็กๆ เมื่อเพลินจิตเคยเป็นบ้านแห่งความสุขสมชื่อ ความทรงจำที่บรรจุในงานไม้จะเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขายามเติบโตขึ้น

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
ภาพ : Numchok Sawangsri

“ประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักรมีความงามและเรื่องราวมากมาย ทำเนียบทูตเป็นพื้นที่แสดงทิศทางในอนาคตของสหราชอาณาจักร ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีแง่มุมร่วมสมัยเพิ่มมากขึ้น แต่ละครอบครัวทูตคงมีแนวทางตกแต่งของตัวเอง อย่างบ้านเราก็มีงานศิลปินไทย ครึ่งหนึ่งเป็นศิลปินหญิงรุ่นใหม่ และงานศิลปะที่พูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งมูลนิธิสติให้ยืมมาจัดแสดงชั่วคราวเพื่อขายให้ผู้สนใจ และรายได้ส่วนหนึ่งจะเข้ามูลนิธิ ต่อไปก็น่าจะมีงานศิลปะจากอังกฤษมาตกแต่งมากขึ้น” ผู้อำนวยการ FREC Bangkok กล่าวตบท้าย

นอกจากเครื่องใช้ไม้จามจุรีที่เก็บเรื่องราวลึกซึ้งในของใช้ประจำวัน ดูเหมือนว่าทำเนียบสหราชอาณาจักรโฉมใหม่ จะสลัดภาพเดิมอันเสมือนพิพิธภัณฑ์เก่าแก่โอ่อ่า เป็นแกลเลอรี่ที่เต็มไปด้วยงานศิลปะและข้าวของหลากหลายยุคสมัยและที่มา โดยถนอมคุณค่าของมรดกประวัติศาสตร์ในมิติอื่นๆ 

น่าจับตามองว่าเรื่องราวของทำเนียบใหม่บนถนนเส้นเดิมเลียบริมเจ้าพระยาจะเป็นอย่างไรต่อไป 

ดูผลงานของกลุ่มดีไซเนอร์ไม้เพิ่มเติมได้ที่ www.grainsandgrams.com

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load