The Cloud x สถาบันศิลปะอิสลามแห่งประเทศไทย

หลายคนอาจนึกไม่ถึงว่าภายในย่านการค้าของชาวจีนที่ใหญ่ที่สุดของพระนครอย่างย่านสำเพ็ง ในพื้นที่เขตสัมพันธวงศ์จะมีมัสยิด ศาสนสถานของชาวมุสลิมและสุสานตั้งอยู่ไม่ห่างจากริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

หากเริ่มต้นการเสาะหาสถานแห่งนี้โดยการขึ้นมาจากท่าเรือราชวงศ์ ก็ให้เดินเลี้ยวขวาเข้าถนนทรงวาด ผ่านตึกแถวอาคารเก่าแก่ซึ่งมีรูปแบบสถาปัตยกรรมและประดับแบบตะวันตกผสมจีนอย่างสวยงามทอดยาวตลอดแนว เมื่อเดินผ่านศาลเจ้าปุนเถ้ากงและโรงเรียนเผ่ยอิงมาอีกประมาณ 2 – 3 ซอย จะพบซอยเล็กๆ ทางซ้ายมือ ซึ่งเมื่อมองเข้าไปก็จะสะดุดกับอาคารทรงยุโรปสีเหลืองนวลหลังหนึ่งตั้งอยู่ดึงดูดสายตาให้เข้าไปเยี่ยมชมใกล้ๆ

ในแวบแรกหากไม่สังเกตป้ายบอกสถานที่คงไม่ทราบว่าอาคารหลังนี้คือมัสยิดหลวงโกชาอิศหาก แฝงตัวอยู่ท่ามกลางตึกแถวและโกดังสินค้ามากว่าร้อยปี มัสยิดหลังนี้ได้ชื่อตาม หลวงโกชาอิศหาก ผู้ก่อตั้งซึ่งเป็นขุนนางมุสลิมเชื้อสายมลายูในสมัยรัชกาลที่ 5

มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก

หลวงโกชาอิศหาก จากพ่อค้าเมืองไทรบุรี สู่ขุนนางมุสลิมยุครัตนโกสินทร์

ความเป็นมาของมัสยิดแห่งนี้น่าสนใจตั้งแต่ชื่อเรียก คำว่า ‘โกชาอิศหาก’ เดิมเป็นบรรดาศักดิ์ของขุนนางมุสลิมในกรมท่าขวา (ดูแลด้านการพาณิชย์กับประเทศตะวันตก มีจุฬาราชมนตรีเป็นเจ้ากรม) ปรากฏมาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว ส่วนหลวงโกชาอิศหากคนที่ก่อตั้งมัสยิดแห่งนี้มีประวัติอยู่ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นและเป็นต้นตระกูล ‘สมันตรัฐ’ ซึ่งเป็นนามสกุลพระราชทานของลูกหลานท่าน

หลวงโกชาอิศหากมีชื่อจริงว่า เกิด บินอับดุลลาห์ บิดาของท่านเดินทางจากเมืองไทรบุรี (ปัจจุบันคือรัฐเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย) มายังกรุงเทพฯ เพื่อทำการค้าขาย ต่อมาได้รับราชการในสังกัดของกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 3) และได้ลงหลักปักฐานแต่งงานกับภรรยาชาวจีน และเช่นเดียวกับบิดาของท่าน หลวงโกชาอิศหากเป็นนายเรือและพ่อค้าที่เรียกว่า นักโกด่า (Nakhoda)

ท่านยังได้รับราชการเป็นล่ามแปลภาษามลายูให้กับราชสำนักสยาม และทำหน้าที่เป็นคนกลางติดต่อกับเจ้าหัวเมืองมลายูทางใต้ที่นำดอกไม้เงินดอกไม้ทองมาถวายพระเจ้าอยู่หัว เหตุนี้ทำให้หลวงโกชาอิศหากมีศักดินาที่ดิน พร้อมประกอบค้าขายอาชีพสุจริตเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป

ในสมัยก่อน ท่าน้ำราชวงศ์คับคั่งไปด้วยเรือที่มาเทียบขนถ่ายสินค้า มีทั้งคนไทย จีน แขก เข้ามาทำธุรกิจกันเป็นจำนวนมาก เมื่อพ่อค้าชาวมุสลิมที่เข้ามาประกอบธุรกิจย่านนี้เล็งเห็นว่าไม่มีศาสนถานสำหรับการละหมาด ครั้นจะข้ามเรือแม่น้ำไปยังย่านตึกแดง-ตึกขาว (ฝั่งท่าเรือดินแดง ย่านคลองสาน) ฝั่งตรงกันข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีมัสยิดของพ่อค้ามุสลิมเชื้อสายอินเดียอยู่ 2 หลัง ไปมาก็คงจะลำบาก จึงรวมตัวกันขอร้องหลวงโกชาอิศหากเกี่ยวกับความจำเป็นดังกล่าว ท่านจึงจัดซื้อที่ดินใกล้กับท่าน้ำราชวงศ์และอุทิศเงินก่อสร้างมัสยิดขึ้น

เดิมมัสยิดหลวงโกชาอิศหากถูกเรียกว่า ‘สุเหร่าวัดเกาะ’ เพราะว่าตั้งอยู่ไม่ไกลกับ ‘วัดเกาะ’ หรือวัดสัมพันธวงศ์ นั่นเอง

การเรียก ‘สุเหร่า’ ซึ่งมีความหมายเดียวกับ ‘มัสยิด’ ผสมกับคำว่า ‘วัด’ ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ดังจะเห็นว่ามีมัสยิดเก่าแก่หลายแห่งในกรุงเทพมหานครที่มีชื่อเดิมในลักษณะนี้ เช่น ‘สุเหร่าวัดตองปุ’ (มัสยิดจักรพงศ์ บางลำพู-ส่วนวัดตองปุก็คือวัดชนะสงคราม) ‘สุเหร่าวัดม่วงแค’ (มัสยิดฮารูณในซอยตรอกโรงภาษีเก่าเจริญกรุง 36) ‘สุเหร่าวัดสุวรรณ’ (มัสยิดสุวรรณภูมิ ซอยถนนเจริญนคร 7 ตามชื่อวัดสุวรรณ คลองสาน) เป็นต้น เป็นรูปแบบการเรียกชื่อลำลองโดยใช้แลนด์มาร์กสำคัญของพื้นที่ที่ผสมผสานกันทั้งสองศาสนาได้อย่างไม่มีที่ใดเหมือน

มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก

มัสยิดแห่งนี้หลังแรกสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอาคารไม้ ต่อมาได้ขยายสร้างใหม่เป็นหลังที่เราเห็นในปัจจุบันในช่วงรัชกาลที่ 5 ด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์นีโอ-คลาสสิก (Neo-classic) ซึ่งเป็นที่นิยมกันในสมัยนั้น ทั้งตัวอาคาร ลวดลายประดับ ฉลุไม้กรอบหน้าต่าง มีความแปลกตากว่ามัสยิดที่เราเคยคุ้นเคยกัน ซึ่งนอกจากจะทำให้มัสยิดแห่งนี้มีเอกลักษณ์โดดเด่นกว่าที่อื่นแล้ว ก็ยังเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่ามัสยิดไม่จำเป็นต้องมีโดมเหมือนมัสยิดรุ่นใหม่ๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมอิสลามจากตะวันออกกลาง แต่สามารถสร้างโดยรูปแบบที่นิยมและดีที่สุดในยุคนั้นเพื่อให้สมเกียรติฐานะเป็น ‘บ้านของพระเจ้า’ ได้

อาคารมัสยิดมี 2 ชั้น ชั้นล่างใช้ละหมาดทั่วไป 5 เวลา ส่วนชั้นบนจะเปิดเฉพาะเวลาละหมาดวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันชุมนุมใหญ่ของชาวมุสลิมในการฟังเทศนาธรรม ด้านบนมีซุ้มเว้าบนกำแพง (เมียฮ์หรอบ) ทรงวิมานอย่างไทย ใช้บอกทิศที่ตั้งของเมืองเมกกะในการผินหน้าละหมาด กรอบซุ้มประดับประดาด้วยศิลปกรรมลายดอกไม้เทศแบบตะวันตกอย่างวิจิตรสวยงาม

ปัจจุบัน ทั้งมัสยิดหลวงโกชาอิศหากได้รับการดูแลโดยตระกูลสมันตรัฐ อาจเรียกได้ว่าเป็นมัสยิดประจำตระกูล ทั้งนี้มัสยิดก็ไม่เคยปิดเป็นที่หวงห้าม และยังคงบริการให้สำหรับบุคคลทั่วไปได้เข้ามาประกอบศาสนกิจตามปกติทุกวัน

มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก

ที่พำนักของผู้วายชนม์

เราสามารถเดินเข้ามาด้านหลังมัสยิดซึ่งเป็นที่ตั้งของสุสาน (กุโบร์) ขนาดเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ที่ปกคลุมด้วยต้นไม้ร่มรื่น สุสานแห่งนี้เป็นที่ฝังของหลวงโกชาอิศหากและทายาทลูกหลานคนในตระกูลของท่าน แต่ก็เปิดอนุญาตให้คนทั่วไปให้ฝังร่างได้เช่นเดียวกัน ดังปรากฏป้ายหินเหนือหลุมศพซึ่งจารึกนามของผู้วายชมน์เรียงรายอยู่มากมาย ป้ายเหล่านี้บอกเรื่องราวของผู้คนที่หลากหลายที่พำนักอยู่ในย่านนี้ได้เป็นอย่างดี บ้างเป็นชื่อภาษาอาหรับปนภาษาจีนจารึกไว้ บ้างเป็นชื่อของมุสลิมเชื้อสายอินเดีย บ้างมีรูปทรงแปลกตาคล้ายใบเสมาหรือโกฐ บ้างมีการก่อเป็นโลงหิน แต่ใต้ลงไปทุกคนล้วนกลับลงสู่ดินเช่นเดียวกันทั้งหมด เป็นความยุติธรรมและเมตตาของพระเจ้าที่มอบให้มนุษย์ได้เสมอเท่าเทียมกันไม่ว่ายากดีมีจนในบั้นปลายสุดท้ายของชีวิตในโลกนี้

มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก

พหุวัฒนธรรมในซอยวานิช 1 ย่านการค้าของนายห้างแขก

ในย่านการค้าของชาวจีนบริเวณนี้ยังมีห้องแถวห้างร้านของชาวมุสลิมอยู่หลายร้านในซอยวานิช 1 ไม่ห่างจากมัสยิดหลวงโกชาอิศหากมากนัก โดยเดินเลาะมาทางเดียวกับที่จะไปวัดสัมพันธวงศ์ จะมีความรู้สึกสะดุดเหมือนหลุดออกมาจากย่านคนจีนนิดหน่อย เพราะป้ายร้านมีชื่อเป็นมุสลิม อย่างร้านอี.แอม. อาลี, ฮามิด, เอม.เอ. มาริการ์, เอม.เอ. ฮุเซน ฯลฯ (มีทั้งภาษาไทย-อังกฤษ-จีน สมเป็นนักธุรกิจ) ห้างร้านเหล่านี้โดยมากขายเพชรพลอย ดำเนินกิจการโดยเจ้าร้านชาวมุสลิมเชื้อสายอินเดีย บางร้านเปิดกิจการมาเป็นร้อยปีแล้ว ดังจะเห็นได้จากรูปถ่ายเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 ของซอยวานิช 1

ปัจจุบัน พ่อค้ามุสลิมในซอยวานิช 1 และชาวมุสลิมที่ทำงานอยู่ย่านในคนจีนเขตสัมพันธวงศ์นี้ก็นับเป็นสัปปุรุษที่ไปใช้งานมัสยิดหลวงโกชาอิศหากอยู่เป็นประจำทุกวัน

มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก

Writer & Photographer

Avatar

สุนิติ จุฑามาศ

มุสลิมบางกอกย่านเจริญกรุง-สาทร จบการศึกษาด้านโบราณคดี สนใจค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมและอาหาร

สลัดแขก

ถอดเกร็ดประวัติศาสตร์ชาวไทย-มุสลิม

 ‘คริสต์มาส’ คือวันสำคัญทางศาสนาของผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ เป็นวันระลึกถึงการบังเกิดของพระเยซู พระบุตรของพระเจ้าที่ทรงบังเกิดมาเพื่อไถ่บาปให้แก่มวลมนุษย์ ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ตามโบสถ์ของชาวคริสต์จะตกแต่งด้วยต้นสนและถ้ำพระกุมารที่จำลองฉากการบังเกิดของพระเยซู เป็นฉากอันแสนอบอุ่นที่มีพระผู้ไถ่องค์น้อยนอนอยู่บนรางหญ้า มีพระแม่มารีย์และคู่หมั้นคือนักบุญโยเซฟอยู่เคียงข้าง ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์นี้ห้อมล้อมด้วยโหราจารย์และฝูงสัตว์ที่มาชื่นชมพระบารมี

คริสต์มาสในมุมมองมุสลิม : อีซา (เยซู) ศาสดาผู้ถือกำเนิดกลางทะเลทราย
ภาพมัรยัมให้กำเนิดนบีอีซา จิตรกรรมอิหร่าน ค.ศ. 1595 
ภาพ : Bibliothèque nationale de France

แต่รู้หรือไม่ว่า ในคัมภีร์อัลกุรอ่านของศาสนาอิสลามก็มีเรื่องการกำเนิดของอีซา (เยซู ในสำเนียงภาษาอาหรับ) เหมือนกัน แต่มีพล็อตเรื่องคนละแบบ ขอสปอยล์ก่อนจะเล่าเรื่องเต็มนิดว่า ในศาสนาอิสลามนั้น พระนางมัรยัม (มารีย์ ในสำเนียงภาษาอาหรับ) คลอดอีซาเพียงลำพังกลางทะเลทราย และมุสลิมก็ไม่ได้จัดงานใดๆ เพื่อระลึกถึงการกำเนิดของท่านเหมือนอย่างที่ชาวคริสต์ฉลองกันในวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี 

แต่มูลเหตุการเกิดของพระเยซูในศาสนาคริสต์และอีซาในศาสนาอิสลามก็มีสิ่งที่เหมือนกันอยู่บ้าง เพราะทั้งสองศาสนามีที่มาจากศาสนาเดียวกันคือศาสนายูดาห์ มาดูกันว่าศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามเล่าเรื่องการกำเนิดของพระเยซูหรืออีซาไว้ว่าอย่างไร

บุตรพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในคอกสัตว์

คริสต์มาสในมุมมองมุสลิม : อีซา (เยซู) ศาสดาผู้ถือกำเนิดกลางทะเลทราย
ภาพการกำเนิดพระเยซู จิตรกรรมอิตาลี ค.ศ. 1640 โดยกุยโด เรนี 
ภาพ : Chester Beatty Collection
คริสต์มาสในมุมมองมุสลิม : อีซา (เยซู) ศาสดาผู้ถือกำเนิดกลางทะเลทราย
ตัวอย่างถ้ำพระกุมาร 
ภาพ : วัดเซนต์จอห์น

ตามเนื้อความในคัมภีร์ไบเบิล พระเจ้าทรงเลือกพระนางมารีย์ให้เป็นมารดาของพระผู้ไถ่ ทรงบันดาลให้พระนางตั้งครรภ์โดยปราศจากมลทินจากชายใด เมื่อโยเซฟคู่หมั้นของพระนางมารีย์รู้ว่านี่คือพระประสงค์ของพระเจ้าก็ยอมรับและดูแลพระนางอย่างดี ระหว่างที่ทั้งสองเดินทางไปขึ้นทะเบียนราษฎรตามพระราชโองการของจักรพรรดิออกุสตุส ได้แวะค้างแรมที่เมืองเบธเลเฮม แต่คืนนั้นที่พักทุกแห่งเต็มหมด ทั้งสองจึงจำต้องพักในคอกสัตว์ของโรงแรมแห่งหนึ่ง คืนนั้นเองพระนางมารีย์ได้ให้กำเนิดพระเยซู ท่านใช้ผ้าอ้อมพันพระกุมารและให้นอนในรางหญ้า คืนนั้นท้องฟ้ามีดาวสุกสกาว โหราจารย์ทั้งสามจากแดนไกลเดินทางตามดาวนั้นมาสักการะบุตรของพระเจ้า พร้อมถวายทองคำ กำยาน และมดยอบเป็นเครื่องสักการะ 

การกำเนิดของพระเยซูเป็นการแสดงถึงความรักของพระเจ้าต่อมนุษย์ ที่ทรงกรุณาส่งพระบุตรของพระองค์มาบังเกิดและให้พระบุตรรับทรมานแทนเหล่ามนุษยชาติเพื่อปลดบาปให้แก่มวลมนุษย์

ศาสดาผู้ถือกำเนิดกลางทะเลทราย

คริสต์มาสในมุมมองมุสลิม : อีซา (เยซู) ศาสดาผู้ถือกำเนิดกลางทะเลทราย
ภาพมัรยัมให้กำเนิดนบีอีซา จิตรกรรมอิหร่าน ค.ศ. 1570 โดยอิสฮาก อิบนิ อิบรอฮิม 
ภาพ : Chester Beatty Collection

ในคัมภีร์อัลกุรอ่านเล่าไว้ว่า พระเจ้าทรงเลือกพระนางมัรยัมให้เป็นมารดาของนบี (ศาสดา, ศาสนทูต) อีซา พระองค์ทรงเป่าวิญญาณจากพระองค์เข้าไปในร่างพระนางของมัรยัมทำให้ท่านตั้งครรภ์ พระนางมัรยัมกลัวจะถูกผู้คนประณามว่าตั้งท้องทั้งที่ยังไม่แต่งงาน 

เมื่อใกล้ถึงกำหนดคลอดท่านจึงหลบผู้คนไปยังที่ห่างไกล และให้กำเนิดนบีอีซาภายใต้ต้นอินทผลัมกลางทะเลทรายแห่งหนึ่งเพียงลำพัง ทันใดนั้นพระเจ้าก็ทรงบันดาลให้ผลอินทผลัมสุก และบันดาลให้เกิดลำธารขึ้นที่นั่นเพื่อให้ท่านและลูกได้ทานดับกระหาย แล้วพระนางมัรยัมก็พาอีซากลับบ้าน แน่นอนว่าญาติพี่น้องต่างแตกตื่นและตั้งคำถาม พระเจ้าจึงทรงบันดาลให้ทารกอีซาตอบข้อข้องใจของทุกคนว่า 

“แท้จริงฉันเป็นบ่าวของอัลลอฮ์ พระองค์ทรงประทานคัมภีร์แก่ฉันและทรงให้ฉันเป็นนบี” (คัมภีร์อัลกุรอ่าน 19:30)

การที่พระนางมัรยัมให้กำเนิดนบีอีซาโดยที่ยังเป็นหญิงพรหมจรรย์ เป็นสิ่งหนึ่งที่ยืนยันถึงพระอานุภาพของพระเจ้าที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ใดๆ ทุกสิ่งเกิดขึ้นได้หากพระองค์ทรงประสงค์

ความเชื่อที่ต่างกันระหว่าง ‘บุตรพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในคอกสัตว์’ ของชาวคริสต์ กับ ‘ศาสดาผู้ถือกำเนิดกลางทะเลทราย’ ของมุสลิม ทำให้ศิลปินทั้งสองวัฒนธรรมถ่ายทอดภาพการกำเนิดของเยซูและอีซาแตกต่างกัน ชาวคริสต์มักจะวาดฉากพระคริสตสมภพเป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ มีแสงจากสวรรค์ส่องลงมา เบื้องล่างมีพระเยซูองค์น้อยอยู่ท่ามกลางพระแม่มารีย์ นักบุญโยเซฟ พร้อมด้วยผู้คนและฝูงสัตว์ห้อมล้อมอย่างอบอุ่น ต่างกับศิลปินมุสลิมที่วาดภาพการกำเนิดนบีอีซาอย่างเรียบง่าย เป็นฉากกลางทะเลทรายอันเวิ้งว้างที่มีเพียงพระนางมัรยัมกับลูก

ไหนๆ พูดถึงการกำเนิดของพระเยซูหรือนบีอีซาแล้ว ก็ขออธิบายเกี่ยวกับเรื่องของพระเยซู (อีซา) และพระแม่มารีย์ (พระนางมัรยัม) ในความเชื่อของศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามอีกนิดเพื่อสร้างความเข้าใจความเหมือนในความต่าง (หรือความต่างในความเหมือน) ของศาสนาทั้งสองนี้ให้มากยิ่งขึ้น

พระเยซู-นบีอีซา

ในศาสนาคริสต์ พระเยซูคือพระบุตรของพระเจ้าที่ทรงลงมาบังเกิดเป็นผู้ไถ่บาปให้แก่มวลมนุษย์ และทรงเป็นพระเจ้าด้วย เพราะพระองค์ทรงเป็นพระบุคคลหนึ่งในพระตรีเอกภาพ (พระบิดา พระบุตร และพระจิต) พระเยซูถูกทรมานและถูกตรึงกางเขนจนสิ้นชีวิต การพลีชีพของพระองค์คือการไถ่บาปให้แก่มนุษยชาติ 

แต่ในศาสนาอิสลาม อีซาเป็นเพียงมนุษย์ เป็นคนดีที่ถูกเลือกให้เป็นนบีหรือศาสนทูตที่คอยชี้นำผู้คนไปในทางที่ถูกต้อง มีฐานะเทียบเท่าศาสดามุฮัมมัดและศาสดาท่านอื่นๆ อีซายังมีอีกชื่อหนึ่งว่า ‘รูฮุลลอฮ์’ แปลว่า วิญญาณจากพระเจ้า เพราะท่านเกิดจากวิญญาณจากพระเจ้าที่ถูกเป่าเข้าไปในร่างของมัรยัม และที่น่าสนใจกว่านั้นคือคัมภีร์อัลกุรอ่านกล่าวว่านบีอีซาไม่ได้ตาย แต่พระเจ้ารับท่านไปอยู่กับพระองค์แล้วทรงบันดาลให้มีคนหน้าคล้ายท่านถูกจับไปตรึงกางเขนแทน 

ถึงแม้ฐานะและเรื่องราวของพระเยซูของชาวคริสต์และนบีอีซาของมุสลิมจะต่างกันไปบ้าง แต่ศาสนาทั้งสองเชื่อตรงกันว่า พระเยซูหรือนบีอีซาจะกลับมาอีกครั้งในวันสิ้นโลก

พระแม่มารีย์-นางมัรยัม

คริสต์มาสในมุมมองมุสลิม : อีซา (เยซู) ศาสดาผู้ถือกำเนิดกลางทะเลทราย
ภาพเทวทูตญีบริล (กาเบรียล) แจ้งนางมัรยัมว่าพระเจ้าจะทรงให้นางตั้งครรภ์โดยนิรมล จิตรกรรมอิหร่าน ค.ศ. 1307 โดยอัลบิรูนี 
ภาพ : University of Edinburgh

ในศาสนาคริสต์ พระแม่มารีย์คือสตรีผู้มีใจศรัทธาที่พระเจ้าทรงเลือกให้เป็นผู้ให้กำเนิดบุตรของพระเจ้าโดยนิรมล เมื่อท่านสิ้นชีวิตลงก็ได้ถูกยกขึ้นสู่สวรรค์ทั้งกายและวิญญาณ คริสตชนนิยมขอพรจากพระเจ้าผ่านทางพระแม่มารีย์ เพราะเชื่อว่าท่านจะช่วยเหลือผู้ศรัทธาโดยเป็นตัวแทนวอนขอพรจากพระเจ้าให้ มุสลิมก็นับถือพระนางมัรยัมในฐานะสตรีผู้อุทิศตัวเพื่อศาสนา เป็นผู้บริสุทธิ์และทรงคุณธรรม แต่ต่างกันนิดที่ว่าท่านไม่ใช่ ‘มารดาของบุตรพระเจ้า’ แต่เป็น ‘มารดาของนบีอีซา’

พระเจ้าทรงเลี้ยงดูพระนางมัรยัมอย่างดีตั้งแต่เด็ก ทุกครั้งที่ท่านภาวนาอยู่ในวิหาร พระองค์จะประทานอาหารให้ท่านเสมอ ศาสนาอิสลามให้ความสำคัญกับพระนางมัรยัมถึงขั้นที่ว่ามีบทหนึ่งในคัมภีร์อัลกุรอ่านเป็นชื่อของท่าน คือบทที่ 19 ซูเราะห์มัรยัม ประวัติของท่านและการกำเนิดของนบีอีซาก็ถูกเล่าไว้ในบทนี้

คริสต์มาสในมุมมองมุสลิม : อีซา (เยซู) ศาสดาผู้ถือกำเนิดกลางทะเลทราย
http://www.metmuseum.org/art/collection/search/452704

แม้ว่าชาวคริสต์กับมุสลิมจะมีความเชื่อที่ไม่ตรงกันบ้างในเรื่องของพระเยซูหรือนบีอีซา และพระแม่มารีย์หรือพระนางมัรยัม แต่ความแตกต่างในเรื่องนี้ไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญเท่ากับการที่ทั้งศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามต่างก็มีจุดประสงค์เดียวกันคือสอนให้ผู้คนยึดมั่นในพระเจ้าและพากเพียรทำความดี

หมายเหตุ : คำว่า Christmas ในภาษาอังกฤษมาจากคำว่า Cristes Maesse ในภาษาละติน หมายถึง ‘มิสซา (พิธีบูชาขอบพระคุณ) ของพระคริสต์’ คำนี้ปรากฏใช้ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1038 ในภาษาไทยใช้ทับศัพท์ว่า คริสต์มาส พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของคำนี้ว่าวันสมภพของพระเยซู และก็ช่างบังเอิญว่าคำว่า ‘มาส’ ในภาษาไทยแปลว่าเดือน ดังนั้นคำว่าคริสต์มาสจึงอาจหมายถึง เดือนแห่งการรำลึกถึง (การบังเกิดของ) พระเยซู ก็ได้เหมือนกัน

คริสต์มาสในมุมมองมุสลิม : อีซา (เยซู) ศาสดาผู้ถือกำเนิดกลางทะเลทราย
ภาพ : โมเสกพระเยซูในมหาวิหาร Hagia Sophia โดย Günther Simmermacher จาก Pixabay

ข้อมูลอ้างอิง

วัดเซนต์จอห์น กรุงเทพมหานคร.

บรรจง บินกาซัน, สารานุกรมอิสลาม ฉบับเยาวชนและผู้เริ่มสนใจ, กรุงเทพฯ: อัลอะมีน, 2542.สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับประเทศไทย, ผู้แปล, พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน พร้อมความหมายภาษาไทย, มะดีนะฮ์: ศูนย์กษัตริย์ฟะฮัดเพื่อการพิมพ์อัลกุรอาน, 2553.

Writer

Avatar

วสมน สาณะเสน

นักวิชาการด้านศิลปะอิสลาม เจ้าของเพจ It’s Turkish Delight รีวิวศิลปวัฒนธรรมในตุรกี ชอบเที่ยวชิม Street Food และเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load