The Cloud x สถาบันศิลปะอิสลามแห่งประเทศไทย

หลายคนอาจนึกไม่ถึงว่าภายในย่านการค้าของชาวจีนที่ใหญ่ที่สุดของพระนครอย่างย่านสำเพ็ง ในพื้นที่เขตสัมพันธวงศ์จะมีมัสยิด ศาสนสถานของชาวมุสลิมและสุสานตั้งอยู่ไม่ห่างจากริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

หากเริ่มต้นการเสาะหาสถานแห่งนี้โดยการขึ้นมาจากท่าเรือราชวงศ์ ก็ให้เดินเลี้ยวขวาเข้าถนนทรงวาด ผ่านตึกแถวอาคารเก่าแก่ซึ่งมีรูปแบบสถาปัตยกรรมและประดับแบบตะวันตกผสมจีนอย่างสวยงามทอดยาวตลอดแนว เมื่อเดินผ่านศาลเจ้าปุนเถ้ากงและโรงเรียนเผ่ยอิงมาอีกประมาณ 2 – 3 ซอย จะพบซอยเล็กๆ ทางซ้ายมือ ซึ่งเมื่อมองเข้าไปก็จะสะดุดกับอาคารทรงยุโรปสีเหลืองนวลหลังหนึ่งตั้งอยู่ดึงดูดสายตาให้เข้าไปเยี่ยมชมใกล้ๆ

ในแวบแรกหากไม่สังเกตป้ายบอกสถานที่คงไม่ทราบว่าอาคารหลังนี้คือมัสยิดหลวงโกชาอิศหาก แฝงตัวอยู่ท่ามกลางตึกแถวและโกดังสินค้ามากว่าร้อยปี มัสยิดหลังนี้ได้ชื่อตาม หลวงโกชาอิศหาก ผู้ก่อตั้งซึ่งเป็นขุนนางมุสลิมเชื้อสายมลายูในสมัยรัชกาลที่ 5

มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก

หลวงโกชาอิศหาก จากพ่อค้าเมืองไทรบุรี สู่ขุนนางมุสลิมยุครัตนโกสินทร์

ความเป็นมาของมัสยิดแห่งนี้น่าสนใจตั้งแต่ชื่อเรียก คำว่า ‘โกชาอิศหาก’ เดิมเป็นบรรดาศักดิ์ของขุนนางมุสลิมในกรมท่าขวา (ดูแลด้านการพาณิชย์กับประเทศตะวันตก มีจุฬาราชมนตรีเป็นเจ้ากรม) ปรากฏมาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว ส่วนหลวงโกชาอิศหากคนที่ก่อตั้งมัสยิดแห่งนี้มีประวัติอยู่ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นและเป็นต้นตระกูล ‘สมันตรัฐ’ ซึ่งเป็นนามสกุลพระราชทานของลูกหลานท่าน

หลวงโกชาอิศหากมีชื่อจริงว่า เกิด บินอับดุลลาห์ บิดาของท่านเดินทางจากเมืองไทรบุรี (ปัจจุบันคือรัฐเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย) มายังกรุงเทพฯ เพื่อทำการค้าขาย ต่อมาได้รับราชการในสังกัดของกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 3) และได้ลงหลักปักฐานแต่งงานกับภรรยาชาวจีน และเช่นเดียวกับบิดาของท่าน หลวงโกชาอิศหากเป็นนายเรือและพ่อค้าที่เรียกว่า นักโกด่า (Nakhoda)

ท่านยังได้รับราชการเป็นล่ามแปลภาษามลายูให้กับราชสำนักสยาม และทำหน้าที่เป็นคนกลางติดต่อกับเจ้าหัวเมืองมลายูทางใต้ที่นำดอกไม้เงินดอกไม้ทองมาถวายพระเจ้าอยู่หัว เหตุนี้ทำให้หลวงโกชาอิศหากมีศักดินาที่ดิน พร้อมประกอบค้าขายอาชีพสุจริตเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป

ในสมัยก่อน ท่าน้ำราชวงศ์คับคั่งไปด้วยเรือที่มาเทียบขนถ่ายสินค้า มีทั้งคนไทย จีน แขก เข้ามาทำธุรกิจกันเป็นจำนวนมาก เมื่อพ่อค้าชาวมุสลิมที่เข้ามาประกอบธุรกิจย่านนี้เล็งเห็นว่าไม่มีศาสนถานสำหรับการละหมาด ครั้นจะข้ามเรือแม่น้ำไปยังย่านตึกแดง-ตึกขาว (ฝั่งท่าเรือดินแดง ย่านคลองสาน) ฝั่งตรงกันข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีมัสยิดของพ่อค้ามุสลิมเชื้อสายอินเดียอยู่ 2 หลัง ไปมาก็คงจะลำบาก จึงรวมตัวกันขอร้องหลวงโกชาอิศหากเกี่ยวกับความจำเป็นดังกล่าว ท่านจึงจัดซื้อที่ดินใกล้กับท่าน้ำราชวงศ์และอุทิศเงินก่อสร้างมัสยิดขึ้น

เดิมมัสยิดหลวงโกชาอิศหากถูกเรียกว่า ‘สุเหร่าวัดเกาะ’ เพราะว่าตั้งอยู่ไม่ไกลกับ ‘วัดเกาะ’ หรือวัดสัมพันธวงศ์ นั่นเอง

การเรียก ‘สุเหร่า’ ซึ่งมีความหมายเดียวกับ ‘มัสยิด’ ผสมกับคำว่า ‘วัด’ ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ดังจะเห็นว่ามีมัสยิดเก่าแก่หลายแห่งในกรุงเทพมหานครที่มีชื่อเดิมในลักษณะนี้ เช่น ‘สุเหร่าวัดตองปุ’ (มัสยิดจักรพงศ์ บางลำพู-ส่วนวัดตองปุก็คือวัดชนะสงคราม) ‘สุเหร่าวัดม่วงแค’ (มัสยิดฮารูณในซอยตรอกโรงภาษีเก่าเจริญกรุง 36) ‘สุเหร่าวัดสุวรรณ’ (มัสยิดสุวรรณภูมิ ซอยถนนเจริญนคร 7 ตามชื่อวัดสุวรรณ คลองสาน) เป็นต้น เป็นรูปแบบการเรียกชื่อลำลองโดยใช้แลนด์มาร์กสำคัญของพื้นที่ที่ผสมผสานกันทั้งสองศาสนาได้อย่างไม่มีที่ใดเหมือน

มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก

มัสยิดแห่งนี้หลังแรกสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอาคารไม้ ต่อมาได้ขยายสร้างใหม่เป็นหลังที่เราเห็นในปัจจุบันในช่วงรัชกาลที่ 5 ด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์นีโอ-คลาสสิก (Neo-classic) ซึ่งเป็นที่นิยมกันในสมัยนั้น ทั้งตัวอาคาร ลวดลายประดับ ฉลุไม้กรอบหน้าต่าง มีความแปลกตากว่ามัสยิดที่เราเคยคุ้นเคยกัน ซึ่งนอกจากจะทำให้มัสยิดแห่งนี้มีเอกลักษณ์โดดเด่นกว่าที่อื่นแล้ว ก็ยังเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่ามัสยิดไม่จำเป็นต้องมีโดมเหมือนมัสยิดรุ่นใหม่ๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมอิสลามจากตะวันออกกลาง แต่สามารถสร้างโดยรูปแบบที่นิยมและดีที่สุดในยุคนั้นเพื่อให้สมเกียรติฐานะเป็น ‘บ้านของพระเจ้า’ ได้

อาคารมัสยิดมี 2 ชั้น ชั้นล่างใช้ละหมาดทั่วไป 5 เวลา ส่วนชั้นบนจะเปิดเฉพาะเวลาละหมาดวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันชุมนุมใหญ่ของชาวมุสลิมในการฟังเทศนาธรรม ด้านบนมีซุ้มเว้าบนกำแพง (เมียฮ์หรอบ) ทรงวิมานอย่างไทย ใช้บอกทิศที่ตั้งของเมืองเมกกะในการผินหน้าละหมาด กรอบซุ้มประดับประดาด้วยศิลปกรรมลายดอกไม้เทศแบบตะวันตกอย่างวิจิตรสวยงาม

ปัจจุบัน ทั้งมัสยิดหลวงโกชาอิศหากได้รับการดูแลโดยตระกูลสมันตรัฐ อาจเรียกได้ว่าเป็นมัสยิดประจำตระกูล ทั้งนี้มัสยิดก็ไม่เคยปิดเป็นที่หวงห้าม และยังคงบริการให้สำหรับบุคคลทั่วไปได้เข้ามาประกอบศาสนกิจตามปกติทุกวัน

มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก

ที่พำนักของผู้วายชนม์

เราสามารถเดินเข้ามาด้านหลังมัสยิดซึ่งเป็นที่ตั้งของสุสาน (กุโบร์) ขนาดเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ที่ปกคลุมด้วยต้นไม้ร่มรื่น สุสานแห่งนี้เป็นที่ฝังของหลวงโกชาอิศหากและทายาทลูกหลานคนในตระกูลของท่าน แต่ก็เปิดอนุญาตให้คนทั่วไปให้ฝังร่างได้เช่นเดียวกัน ดังปรากฏป้ายหินเหนือหลุมศพซึ่งจารึกนามของผู้วายชมน์เรียงรายอยู่มากมาย ป้ายเหล่านี้บอกเรื่องราวของผู้คนที่หลากหลายที่พำนักอยู่ในย่านนี้ได้เป็นอย่างดี บ้างเป็นชื่อภาษาอาหรับปนภาษาจีนจารึกไว้ บ้างเป็นชื่อของมุสลิมเชื้อสายอินเดีย บ้างมีรูปทรงแปลกตาคล้ายใบเสมาหรือโกฐ บ้างมีการก่อเป็นโลงหิน แต่ใต้ลงไปทุกคนล้วนกลับลงสู่ดินเช่นเดียวกันทั้งหมด เป็นความยุติธรรมและเมตตาของพระเจ้าที่มอบให้มนุษย์ได้เสมอเท่าเทียมกันไม่ว่ายากดีมีจนในบั้นปลายสุดท้ายของชีวิตในโลกนี้

มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก

พหุวัฒนธรรมในซอยวานิช 1 ย่านการค้าของนายห้างแขก

ในย่านการค้าของชาวจีนบริเวณนี้ยังมีห้องแถวห้างร้านของชาวมุสลิมอยู่หลายร้านในซอยวานิช 1 ไม่ห่างจากมัสยิดหลวงโกชาอิศหากมากนัก โดยเดินเลาะมาทางเดียวกับที่จะไปวัดสัมพันธวงศ์ จะมีความรู้สึกสะดุดเหมือนหลุดออกมาจากย่านคนจีนนิดหน่อย เพราะป้ายร้านมีชื่อเป็นมุสลิม อย่างร้านอี.แอม. อาลี, ฮามิด, เอม.เอ. มาริการ์, เอม.เอ. ฮุเซน ฯลฯ (มีทั้งภาษาไทย-อังกฤษ-จีน สมเป็นนักธุรกิจ) ห้างร้านเหล่านี้โดยมากขายเพชรพลอย ดำเนินกิจการโดยเจ้าร้านชาวมุสลิมเชื้อสายอินเดีย บางร้านเปิดกิจการมาเป็นร้อยปีแล้ว ดังจะเห็นได้จากรูปถ่ายเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 ของซอยวานิช 1

ปัจจุบัน พ่อค้ามุสลิมในซอยวานิช 1 และชาวมุสลิมที่ทำงานอยู่ย่านในคนจีนเขตสัมพันธวงศ์นี้ก็นับเป็นสัปปุรุษที่ไปใช้งานมัสยิดหลวงโกชาอิศหากอยู่เป็นประจำทุกวัน

มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก

Writer & Photographer

สุนิติ จุฑามาศ

มุสลิมบางกอกย่านเจริญกรุง-สาทร จบการศึกษาด้านโบราณคดี สนใจค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมและอาหาร

สลัดแขก

ถอดเกร็ดประวัติศาสตร์ชาวไทย-มุสลิม

The Cloud x สถาบันศิลปะอิสลามแห่งประเทศไทย

เสน่ห์ของริมฝั่งน้ำเจ้าพระยาผ่านเขตเมืองเก่าทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรีของกรุงเทพฯ คือสีสันและวิถีชีวิตของชุมชนเก่าแก่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมงาน ‘งานอาหารสานใจ ชิม ช็อป ล่องเรือ’ ของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ที่จัดไปเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 โดยงานนี้ถือว่าคนในชุมชนเป็นผู้ริเริ่มเปิดบ้านต้อนรับผู้สนใจและอยากสัมผัสชาวมุสลิมในมิติต่าง ๆ ได้รับฟังบรรยายประวัติศาสตร์ชุมชน เดินชมมัสยิด และได้ลิ้มรสอาหารทั้งคาวหวานอีกด้วย นับได้ว่าเป็นกิจกรรมดี ๆ และช่วยให้เราได้ทำความรู้จักชุมชนมุสลิม ‘แขกแพ’ ที่มีประวัติความเป็นมาเก่าแก่แห่งนี้ได้ดียิ่งขึ้น จึงขอเก็บเรื่องราวของชาวแขกแพและมัสยิดบางอ้อมาเล่าให้ฟัง 

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ความเป็นมาของชุมชนแขกแพและมัสยิดบางอ้อ

ตามประวัติคำบอกเล่าของคนในชุมชนกล่าวว่า ‘แขกแพ’ คือกลุ่มชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่บนเรือนแพซึ่งจอดอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำและคลองในอยุธยามาแต่เดิม โดยส่วนใหญ่เป็นมุสลิมนิกายซุนนี (Sunni) อีกทั้งยังประกอบขึ้นจากผู้คนหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นชาวอาหรับ ชาวมลายู และชาวจาม ฯลฯ ส่วนมากประกอบอาชีพค้าขายหรือรับราชการเป็นขุนนาง อีกทั้งการที่พวกเขาลงหลักปักฐานในอยุธยาเป็นเวลานาน ทำให้เกิดการแต่งงานกับคนท้องถิ่น ผสมกลมกลืนจนเรียกได้ว่าเป็น ‘มุสลิมท้องถิ่น’ (Localized Muslim) กลุ่มหนึ่งของลุ่มน้ำภาคกลาง

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
จิตรกรรมรูปแขกแพในพระอุโบสถวัดกัลยาณมิตร

เมื่อถึงคราวกรุงศรีอยุธยาแตกใน พ.ศ. 2310 บรรดาแขกแพเหล่านี้อพยพหนีสงคราม ถอนเรือนแพล่องตามลำน้ำเจ้าพระยาลงมาหาทำเลปลอดภัย บ้างเข้าไปสมทบกับชุมชนชาวมุสลิมที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณตลาดแก้ว-ตลาดขวัญ (จังหวัดนนทบุรี) แต่ส่วนใหญ่จะล่องแพต่อลงมาจนถึงราชธานีใหม่ที่เมืองบางกอก โดยจะไปรวมตัวกันอยู่ที่กุฎีใหญ่ (มัสยิดต้นสน) ใกล้ปากคลองบางหลวง (บางกอกใหญ่) เพื่อประกอบศาสนกิจและกิจกรรมต่าง ๆ ในขณะที่แขกแพบางกลุ่มไปตั้งชุมชนบริเวณปากคลองบางกอกน้อย (มัสยิดหลวงอันซอริซซุนนะฮ์) หรือลงใต้ไปจนไปถึงย่านคลองสานและย่านบางลำพูล่าง (เจริญนคร) เหล่าลูกหลานของแขกแพเหล่านี้ยังคงสืบสายสกุล และมีสายสัมพันธ์เครือญาติโยงใยตลอดสายน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่อยุธยาจนถึงกรุงเทพฯ จวบจนถึงปัจจุบัน

สำหรับชุมชนมัสยิดบางอ้อ แขกแพกลุ่มหนึ่งได้มารวมตัวกันผูกแพริมตลิ่งย่านบางอ้อ ซึ่งในอดีตเป็นพื้นที่เรือกสวนเพาะปลูกผลไม้ จากคำบอกเล่าของบรรพบุรุษว่า มัสยิดบางอ้อหลังแรกเป็นเรือนไม้บนแพสำหรับใช้ประกอบพิธีละหมาด แต่เมื่อชุมชนขยายจนมีจำนวนคนมาละหมาดมากขึ้น จึงได้ยกมัสยิดเรือนแพขึ้นมาบนฝั่งและขยายต่อเติมให้กว้างขึ้น จนกระทั่งใน พ.ศ. 2462 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้หลักผู้ใหญ่ในชุมชนจึงได้อุทิศที่ดินเพื่อเป็นมัสยิด และร่วมกับออกทุนทรัพย์สร้างมัสยิดก่ออิฐถือปูนอย่างดงงามหลังปัจจุบันขึ้น

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ยิ่งไปกว่านั้น ชาวชุมชนมัสยิดบางอ้อยังมีประวัติด้านการประกอบอาชีพที่น่าสนใจ อย่างการได้รับสัมปทานค้าไม้ซุงจากภาคเหนือ และนำเรือไปลากซุงมาจากปากน้ำโพธิ์ นอกจากนี้ยังมีกิจการโรงเลื่อยไม้และเรือเมล์วิ่งระหว่างกรุงเทพฯ-อยุธยาอีกด้วย จากภาพถ่ายทางอากาศภาพหนึ่งของ ปีเตอร์ วิลเลียม-ฮันต์ ใน พ.ศ. 2489 แสดงให้เห็นแพซุงผูกรวมกันทอดยาวอยู่ด้านหน้ามัสยิดบางอ้อและอู่ซุงขนาดใหญ่ เป็นหลักฐานแสดงถึงอดีตกิจการอันรุ่งเรืองและเป็นรากฐานสำคัญให้กับคนชุมชนแห่งนี้ 

หากสังเกตภูมินามย่านบางอ้อ-บางพลัด ในแนวถนนจรัญสนิทวงศ์ ยังคงปรากฏการใช้นามสกุลของนายห้างมุสลิมค้าซุงจากชุมชนมัสยิดบางอ้อเป็นชื่อเรียก อาทิ ซอยมุขตารี ซอยโยธาสมุทร ซอยสิทธิวณิช ซอยดำรงผล ซอยมานะจิตต์ เป็นต้น

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
รูปถ่ายทางอากาศ

ความงามของสถาปัตย์-ศิลปะอิสลาม

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

เมื่อเดินเข้ามาด้านในชุมชน จะสะดุดตากับมัสยิดบางอ้อสีเหลืองอร่ามตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มัสยิดหลังนี้สร้างด้วยสถาปัตยกรรมผสมผสานแบบตะวันตกสมัยนิยมช่วงรัชกาลที่ 6 ผสานกับส่วนประกอบอาคารของศิลปะอิสลามอย่างหออะซานคู่ได้อย่างลงตัว 

บริเวณตรงกลางเหนือประตูทางเข้ามัสยิด มีคำจารึกภาษาอาหรับเขียนว่า “ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์ มุฮัมมัด เราะซูลลุลลอฮ์” แปลว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมมัดคือศาสนทูตของพระองค์” คือคำปฏิญญาณตนของชาวมุสลิม 

ถัดลงมาคือจารึกคำว่า “อัลมัสยิด อัลอุบูดียะฮ์” แปลว่า “สถานที่ก้มกราบของบ่าวผู้ภักดี” ยามแหงนขึ้นไปมองจะได้ตั้งจิตระลึกก่อนที่จะเดินเข้าไปนมัสการพระเจ้าภายใน ส่วนด้านข้างขนาบด้วยจารึกคำว่า “เยามุลอะฮัด 7 ฟี ชะฮ์ริ เศาะฟัร อัลมุบาร็อก 1339” แปลว่า “วันอาทิตย์ที่ 7 เดือนเศาะฟัร อันประเสริฐ (เดือนที่สองตามปฏิทินอิสลาม) ฮิจเราะฮ์ศักราช 1339” ซึ่งก็คือปีที่สร้างมัสยิดบางอ้อหลังนี้นั่นเอง ตรงกับ พ.ศ. 2462 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 นั่นเอง 

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

เมื่อเข้าไปด้านมัสยิด บางคนอาจจะสงสัยว่าทำไมประตูทางเข้ามัสยิดจึงไม่ตรงแกนอาคารโถงละหมาด ต้องอธิบายก่อนว่า ในการละหมาดหรือการนมัสการพระผู้เป็นเจ้าของชาวมุสลิมนั้นจะต้องหันหน้าไปยัง ‘ทิศกิบละฮ์’ (Qiblah) ที่ตั้งของวิหารอัลกะอ์บะฮ์ ในมัสยิดอัลฮะรอม นครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นชุมทิศและเอกภาพในการนมัสการของชาวมุสลิมทั่วโลก ดังนั้น ไม่ว่ามัสยิดจะตั้งอยู่ ณ ที่ใดบนโลก ผู้ออกแบบจะต้องคำนวณตำแหน่งและวางแกนให้มัสยิดหันหน้ายังทิศกิบละฮ์ (สำหรับกรุงเทพฯ จะหันไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเล็กน้อย หรือประมาณ 287.5°) 

อย่างไรก็ดี นอกจากสถาปนิกผู้ออกแบบมัสยิดบางอ้อจะสร้างให้ถูกต้องตามแกนทิศกิบละฮ์แล้ว ยังใส่ใจรายละเอียดโดยคำนึงถึงความสวยงามด้านภูมิสถาปัตยกรรมด้วย มัสยิดบางอ้อจึงได้รับการออกแบบให้ด้านหน้าของมัสยิดตั้งหันหน้าตรงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ใครที่ล่องเรือผ่านไปมาต่างเห็นมัสยิดบางอ้อหันหน้าออกสู่แม่น้ำแลดูสง่างาม

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ภายในโถงละหมาดมัสยิดมีการประดับตกแต่งแบบเรียบง่าย สร้างบรรยากาศสงบนิ่งมีสมาธิ ในส่วนที่สะดุดตาที่สุดคงจะเป็น ‘มิห์รอบ’ (Mihrab) หรือช่องในกำแพงทิศกิบละฮ์ เป็นจุดบอกทิศทางในการหันหน้าละหมาด อีกทั้งยังเป็นที่ยืนของอิหม่ามและที่ตั้งมินบัร (ธรรมาสน์) สำหรับใช้คุฏบะฮ์ (เทศนาธรรม) ในวันศุกร์ซึ่งเป็นวันสำคัญในรอบสัปดาห์ของชาวมุสลิม สำหรับมิห์รอบถูกออกแบบเป็นวงโค้ง ด้านบนตรงกลางมี Keystone ประดับปูนปั้นสัญลักษณ์รูปดาวเดือน เหนือขึ้นไปมีปูนปั้นอักษรวิจิตรภาษาอาหรับ (Arabic Calligraphy) ที่คัดมาจากพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานวรรคหนึ่ง มีความว่า “แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาและปฏิบัติความดีสำหรับพวกเขานั้นคือสวนสวรรค์ชั้นฟิรเดาส์เป็นที่พำนัก” (อัลกุรอาน 18:107)

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ข้อสังเกตที่ผู้เขียนเห็นจากสถาปัตยกรรมและการตกแต่งศิลปกรรมของมัสยิดบางอ้อ ทำให้ชวนนึกถึงมัสยิดดารุ้ลอาบิดีน ตรอกจันทน์ ที่ออกแบบสถาปนิกชาวมุสลิมเชื้อสายยะหวา (ชวา) นามว่า รองอำมาตย์ตรีเอ็ม.เอ กาเซ็ม หรือ กาเซ็ม แปลน (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นไทยว่า นายเกษม อิทธิเกษม) ผู้มีความสามารถออกแบบมัสยิดสำคัญ ๆ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในสมัยนั้น อีกทั้งยังสองมัสยิดยังสร้างขึ้นในยุคสมัยไล่เลี่ยกัน มีความเป็นไปได้ว่ามัสยิดบางอ้ออาจจะได้รับการออกแบบจากสถาปนิกคนเดียวกันหรือไม่ ก็เป็นประเด็นน่าสนใจที่จะสืบประวัติต่อไป

มัสยิดบางอ้อนับว่าเป็นมัสยิดที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่น และอนุรักษ์ความดั้งเดิมไว้ได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยการบูรณะอาคารมัสยิดครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2554 จึงจำเป็นต้องดีดยกอาคารและปรับปรุงซ่อมแซมส่วนประกอบต่าง ๆ ต้องขอบคุณวิสัยทัศน์ของกรรมการมัสยิดและคนในชุมชนที่เห็นความสำคัญ และช่วยกันอนุรักษ์อาคารประวัติศาสตร์หลังนี้ไว้ได้อย่างดี ตลอดจนความช่วยเหลือด้านงบประมาณจากสำนักโบราณคดี กรมศิลปากร ปัจจุบันมัสยิดบางอ้อยังได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานอีกด้วย

มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ
มัสยิดบางอ้อ สำรวจมัสยิดริมน้ำของชาวแขกแพ และแหล่งชิมอาหารมุสลิมแสนอร่อย ย่านจรัญฯ

ด้านข้างมัสยิดบางอ้อมีอาคารน่าสนใจอีกหลังอีกคือ อาคารเจริญวิทยาคาร เป็นเรือนไม้ขนมปังขิงแบบตะวันตก ฉลุลายไม้และประดับกระจกสีอย่างสวยงาม แต่เดิมใช้เป็นอาคารโรงเรียน ปัจจุบันใช้เป็นอาคารอเนกประสงค์ที่ใช้สำหรับการนมัสการ (ละหมาด) หรือที่เรียกว่า ‘บาแล’ ในกรณีที่มีผู้มานมัสการในมัสยิดจนเต็ม ตลอดจนใช้ในการเรียนการสอนพระคัมภีร์อัลกุรอานและกิจกรรมอื่น ๆ ของชุมชน 

นอกจากความสวยงามของอาคารแล้ว จุดเด่นอีกจุดหนึ่งคือ ตราลวดลายอักษรภาษาอาหรับดูอ่อนช้อยบนจั่วของอาคาร ซึ่งเป็นรูปแบบที่เรียกว่า ‘ทูรา’ (Tughra) ซึ่งน้อยคนจะทราบว่ามันคือ พระปรมาภิไธยของสุลต่านแห่งจักรวรรดิอุษมานียะฮ์ หรือ ออตโตมันตุรกี (Ottoman Empire) ผู้เขียนแกะคำอ่านออกมาได้ว่า “อับดุลมะญีด คาน” ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นพระนามของสุลต่านอับดุลมะญีดที่ 1 (ดำรงตำแหน่ง ค.ศ.1839 – 1861) หรืออาจหมายถึง เคาะลีฟะฮ์อับดุลมะญีดที่สอง (ดำรงตำแหน่ง ค.ศ. 1922 – 1924) เคาะลีฟะฮ์องค์สุดท้ายของชาวมุสลิมจากราชวงศ์ออตโตมันหรือไม่ ขอไม่ยืนยัน อย่างไรก็ดี ผู้เขียนเชื่อว่าตราทูรานี้น่าจะเป็นการเลียนแบบโดย Simplify หรือได้รับแรงบันดาลใจมาจากต้นฉบับอีกทีหนึ่ง

พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ
พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ
ซุ้มประตูพระราชวังโทพคาปึ กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี

เยื้อง ๆ กับมัสยิดบางอ้อยังมีอาคาร 100 ปีมัสยิดบางอ้อ ที่ใช้เป็นอาคารอเนกประสงค์ อาคารหลังนี้สร้างขึ้นใหม่โดยคุมโทนให้เข้ากับหมู่อาคารเก่าแก่ที่อยู่ใกล้กัน ทั้งนี้ ได้มีการเลือกใช้รูปแบบการตกแต่งด้วยลวดลายเรขาคณิตอิสลาม (Islamic Geometry) และลายประเบื้องเคลือบที่ถ่ายทอดลวดลายจากรูปศิลปะอิสลามแบบจารีตมาปรับใช้เพื่อสื่อถึงความเป็นมุสลิมร่วมสมัยอีกด้วย บริเวณนี้จึงกลายเป็นไฮไลต์ของคนที่ชอบถ่ายรูปอาคารอีกจุดหนึ่งนั่นเอง

อาหารสานใจ อาหารสำรับบางอ้อ

พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ
พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ
พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ

อีกสิ่งที่ผู้เขียนตั้งใจไปสัมผัสจากงานนี้ คือวัฒนธรรมอาหารของชุมชมมัสยิดบางอ้อ โชคไม่ดีที่ผู้เขียนไปถึงช้าและอาหารขายเกือบหมดแล้ว ถึงกระนั้น ยังโชคดีที่ยังทันชิม ‘หรุ่ม’ จากฝีมือของ คุณป้าไร-อุไร มุฮำหมัด และ คุณกุ้ง-ซารีนา นุ่มจำนงค์ หรุ่มเป็นเมนูอาหารชาววังที่ปรากฏอยู่ใน กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ของรัชกาลที่ 2 ซึ่งกลายมาเป็นของว่างแกล้มน้ำชาของชาวบางอ้อที่ปัจจุบันนับว่าหาทานได้ยากยิ่ง

 ยิ่งไปกว่านั้น สองท่านนี้นับว่าเป็นผู้ริเริ่ม ‘โครงการอาหารสานใจ’ เกิดจากการที่สมาชิกในชุมชนเองต้องการสืบทอดมรดกวัฒนธรรมอาหารเก่าแก่ โดยหยิบเอาอาหารมาเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและเยาวชน เป็นการสร้างกิจกรรมให้ผู้ใหญ่ได้เปิดใจถ่ายทอดสูตรอาหารดั้งเดิมของชุมชนไปสู่เด็กรุ่นใหม่ เพื่อรักษาตำรับอาหารชาวบางอ้อให้ยังคงอยู่สืบไป 

เป็นเรื่องน่ายินดีที่อาหารต่าง ๆ ของสมาชิกในชุมชนได้รับความสนใจ และงานอาหารสานใจครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งที่ 8 แล้ว และหวังว่าจะคงมีต่อไปเรื่อย ๆ ผู้เขียนขอเป็นกำลังใจให้ชาวมัสยิดบางอ้อได้สานต่อกิจกรรมดี ๆ ต่อไป หากใครอยากสัมผัสวิถีวัฒนธรรมชุมชนมัสยิดบางอ้อ ชมความงามของมัสยิด และได้ลิ้มรสอาหารอร่อย ๆ ในบรรยากาศน่ารัก ก็แวะเวียนไปได้

ติดตามข่าวประชาสัมพันธ์ได้ที่ Facebook : อาหารสานใจ 

พินิจศิลปะอิสลามและชิมอาหารรสโอชาของชุมชนมัสยิดบางอ้อ ย่านจรัญสนิทวงศ์ของกรุงเทพฯ

ข้อมูลอ้างอิง

สรยุทธ ชื่นภักดี, (บรรณาธิการ). (2544). มุสลิมมัสยิดต้นสนกับบรรพชนสามสมัย. กรุงเทพฯ: จิรรัชการพิมพ์ หจก.

สมาน อรุณโอษฐ์, ประมาณ ฮะกีมี, ดิเรก ฮะกีมี. (2543) สายสกุลสัมพันธ์ 2543

communityarchive.sac.or.th/community/MatsayitBangO

Writer

สุนิติ จุฑามาศ

มุสลิมบางกอกย่านเจริญกรุง-สาทร จบการศึกษาด้านโบราณคดี สนใจค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมและอาหาร

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load