เรารู้จัก ‘ล็อกซิทาน’ หรือชื่อเต็ม L’Occitane en Provence แบรนด์ผลิตภัณฑ์สกินแคร์และเครื่องสำอางจากธรรมชาติครั้งแรกผ่านครีมทามือขนาดเท่าหลอดยาสีฟันที่ได้รับเป็นของขวัญ

หลังจากนั้น ครีมทามือก็กลายเป็นของใช้จำเป็นติดอยู่คู่กระเป๋า

อัลมอลด์, เซดาต์, เชอร์รี่ บลอสซัม, ลาเวนเดอร์, มีโดว์ สวีท, กุหลาบ, เวอร์บีน่า และ เชีย บัตเตอร์ คือชื่อพืชพรรณส่วนผสมสำคัญในล็อกซิทาน

L’Occitane

ไม่เพียงความหลงใหลในการค้นหาวัตถุดิบหลัก วิธีคิดทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรมของ คุณโอลิวิเยร์ โบซ์ซอง (Olivier Baussan) ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

โดยเฉพาะการค้นพบเชีย บัตเตอร์ ในบูร์กินาฟาโซ น้ำมันสกัดจากต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อายุ 200 ปี ที่ปลูกและเก็บเกี่ยวโดยผู้หญิงเท่านั้น ไปจนถึงการทำ Contact Farming ที่มาก่อนกาล หรือการค้าในรูปแบบสหกรณ์ สร้างงานสร้างอาชีพให้ผู้หญิงในบูร์กินาฟาโซกว่าหมื่นคน จนได้รับการประกาศจากสหประชาชาติในปี 2013 ให้เป็นแบรนด์ต้นแบบที่พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้คนในโลกที่สามอย่างเป็นรูปธรรม

The Cloud มีนัดพิเศษกับ คุณกรวิภา ศิริบุญญานุภาพ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ของ L’Occitane (Thailand) เพื่อพูดคุยถึงวิธีคิดเบื้องหลังของแบรนด์ล็อกซิทานจากแคว้นโพรวองซ์ในฝรั่งเศส

อะไรทำให้ล็อกซิทานกลายเป็นแบรนด์ที่สื่อสารเรื่องความสวยงามของธรรมชาติได้สนุกและแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ขนาดนี้ มาฟังกัน

L’Occitane

01

ล็อกซิทานเริ่มต้นแบรนด์จากเครื่องกลั่นน้ำมันหอมระเหย 1 เครื่อง รถกระบะเล็กๆ 1 คัน และความรู้เกี่ยวกับพืชพรรณที่อัดแน่น

หลังจากตัดสินใจลงทุนซื้อเครื่องกลั่นไอน้ำ คุณโอลิวิเยร์ โบซ์ซอง นักพฤกษศาสตร์ในวัย 23 ปีก็เริ่มลงมือกลั่นน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์จากโรสแมรี่ป่าเพื่อนำไปขายในตลาดท้องถิ่น และได้รับการตอบรับที่ดีมากมายจากชาวเมืองโพรวองซ์ คุณโอลิวิเยร์จึงลงมือศึกษาและรื้อฟื้นกรรมวิธีผลิตสบู่แบบดั้งเดิมซึ่งก็ขายดีและดังสุดๆ

02

ล็อกซิทาน (L’Occitane) แปลว่า ผู้หญิงของเมืองออกซิทานี (Occitanie)

เมืองออกซิทานี (Occitanie) คือเมืองโบราณซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ทางเหนือของสเปน และทางเหนือของอิตาลี ว่ากันว่าผู้หญิงในย่านนี้มีบุคลิกที่รักสงบ มีความอดทน ใจกว้าง ชอบธรรมชาติ รักความรื่นรมย์

ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งที่ตั้งของโรงงานแห่งแรกและแหล่งปลูกวัตถุดิบหลักที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ ชื่อนี้ยังตรงกับความตั้งใจของแบรนด์ที่อยากถ่ายทอดความเป็นอยู่ที่ดีของชาวเมดิเตอร์เรเนียน

ที่มา svoboda-williams.com
03

แบรนด์ที่สร้างจากแสงแดด ผลผลิตของพื้นดินในโพรวองซ์ และความรักในธรรมชาติ

คุณโอวิลิเยร์เล่าถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้ก่อตั้งแบรนด์ล็อกซิทานในปี 1976 นั่นคือ หัวใจสำคัญแห่งโพรวองซ์ (Provance) ได้แก่ แสงแดด ผลิตภัณฑ์ของพื้นดินแถบนี้ และความรักในธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่เขาต้องการแบ่งปันให้แก่โลกใบนี้

04

นอกจากลาเวนเดอร์ของเมืองโพรวองซ์ คุณโอวิลิเยร์ใช้เวลาส่วนใหญ่เดินทางไปทั่วฝรั่งเศสเพื่อหาวัตถุดิบสำคัญ

ตัวอย่างเช่น อิมมอร์แตล หรือดอกบานไม่รู้โรยของฝรั่งเศสที่ค้นพบในเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งชื่อเกาะคอร์ซิกา ด้วยคุณสมบัติของอิมมอร์แตลอย่างการสร้างความแข็งแรง ผ่านการวิจัยกว่า 20 ปี จนอิมมอร์แตลเป็นหนึ่งในส่วนผสมสำคัญของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าประเภทฟื้นฟูเซลล์ ขณะที่ลาเวนเดอร์จะอยู่ในกลุ่มสร้างความผ่อนคลาย

05

เดินทางไปแอฟริกาทันทีที่ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มผู้หญิงที่ผลิตเชีย บัตเตอร์ ในประเทศบูร์กินาฟาโซ

ขณะเดินทางท่องโลกเพื่อเสาะหาส่วนผสมใหม่ๆ และเทคนิคแบบดั้งเดิมตามที่ต่างๆ คุณโอลิวิเยร์ ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มผู้หญิงที่ผลิตเชีย บัตเตอร์ ในประเทศบูร์กินาฟาโซ (Burkina Faso) จึงเดินทางไปที่นั่นทันที เมื่อทดสอบคุณสมบัติการบำรุงผิวก็พบว่าที่นี่เป็นแหล่งผลิตเชีย บัตเตอร์ ที่ดีที่สุดในโลก

06

เชีย บัตเตอร์ หรือน้ำมันที่สกัดจากต้น Karite แปลว่าต้นไม้แห่งชีวิต

เป็นต้นไม้ที่ออกผลครั้งแรกเมื่ออายุ 15 ปี ให้ผลเต็มที่เมื่ออายุ 25 ปี และมีอายุยืนถึง 200 ปี

07

ตามความเชื่อดั้งเดิมหน้าที่การปลูกและเก็บเกี่ยวผลเชีย บัตเตอร์ เป็นหน้าที่ของผู้หญิงเท่านั้น

การเก็บเมล็ดเชีย บัตเตอร์ ซึ่งจะต้องปล่อยให้ผลร่วงหล่นจากต้นไม้สูงลงสู่พื้นตามธรรมชาติเท่านั้น ก่อนจะเก็บใส่ตะกร้าหามขึ้นศีรษะ และพวกเธอก็รู้จักวิธีการแปรรูปเชีย บัตเตอร์ สำหรับใช้ในครอบครัวเป็นอย่างดี

08

กระบวนการสกัดเชีย บัตเตอร์ สำหรับใช้ในอุตสาหกรรม

หลังจากเก็บเมล็ดเชีย บัตเตอร์ มาได้และคัดแยกผลผลิตแล้ว จะเริ่มทำการทุบให้แตกเพื่อให้เปลือกแข็งภายนอกหลุดออก จากนั้นนำไปคั่วและบดให้ละเอียด ก่อนนำไปเคี่ยวหรือกวนด้วยการใส่น้ำจนส่วนผสมเริ่มแยกชั้นเป็นเนยอยู่ชั้นบน แล้วจึงตักส่วนที่เป็นเนยขึ้นมา ปล่อยให้เย็นและเซ็ตตัว ก็จะได้เชีย บัตเตอร์ สำหรับใช้ในอุตสาหกรรม 

L’Occitane

09

จนถึงวันนี้ ทุกกระบวนการในผลิตเชีย บัตเตอร์ ของหญิงสาวบูร์กินาฟาโซยังคงทำทุกอย่างด้วยมือทั้งหมด

10

Contact Farming อย่างยั่งยืนกับกลุ่มสหกรณ์หญิงในบูร์กินาฟาโซแบบที่มาก่อนกาล

ไม่เพียงรับซื้อวัตถุดิบแต่ยังคิดถึงความเป็นอยู่ของเกษตรกร ซึ่งเป็นความตั้งใจของผู้ก่อตั้งที่มีตั้งแต่วันที่เริ่มต้นทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มลาเวนเดอร์ในโพรวองซ์ หรือที่ไหนๆ ทั้งในและนอกฝรั่งเศส

ซึ่งเมื่อรู้ว่าเชีย บัตเตอร์ เป็นสินค้าเกษตรส่งออกเพียงไม่กี่ชนิดของประเทศแถบแอฟริกาสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมความงาม ก็ตกลงทำการค้าในแบบ Contact Farming รับซื้อผลผลิตที่แปรรูปแล้ว โดยรวมความรู้และภูมิปัญญาดั้งเดิมในแบบของผู้หญิงบูร์กินาฟาโซ เข้ากับกรรมวิธีและมาตรฐานสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ความงาม ซึ่งเห็นผลแล้วว่ายั่งยืนกว่าการรับซื้อเพียงผลเชีย บัตเตอร์ โดยที่บรรจุภัณฑ์จะมีการระบุต้นทางของวัตถุดิบว่ามาจากฟาร์มไหนของใคร

11

ผลิตภัณฑ์จากเชีย บัตเตอร์ ใช้ได้ทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า

ด้วยคุณสมบัติที่ให้ความชุ่มชื้น เชีย บัตเตอร์ จึงเป็นส่วนผสมหลักของผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับทุกส่วนของร่างกาย ตั้งแต่หัวจรดเท้า และมีสูตรความเข้มข้นหลายระดับ เช่น เชีย บัตเตอร์ 25 เปอร์เซ็นต์เป็นสูตรบาล์ม มีเนื้อสัมผัสเข้มข้นมาก  เหมาะกับคนที่ต้องการการบำรุงมากๆ เชีย บัตเตอร์ 20 เปอร์เซ็นต์เป็นสูตรเนื้อครีม มีเนื้อบางเบากว่า ขณะที่ผลิตภัณฑ์สูตรอื่นๆ อาจจะมีส่วนผสมของเชีย บัตเตอร์ เพียง 5% แต่มีข้อดีเรื่องกลิ่นจากน้ำมันหอมระเหยสกัดจากพืชพรรณอื่นๆ ที่นำมาผสมเพิ่มเติม

12

กลิ่นธรรมชาติของเชีย บัตเตอร์ มีกลิ่นหอมเหมือนแป้งเด็ก

L’Occitane

13

แบรนด์และต้นแบบ Good Business ที่ได้รับการประกาศจากสหประชาชาติ

หลังจากคุณโอวิลิเยร์ค้นพบเชีย บัตเตอร์ จากประเทศบูร์กินาฟาโซ ร่วมทำการค้าและสนับสนุนกันมาตั้งแต่ปี 1982 จนกระทั่งในปี 2013 L’Occitane ได้รับการยกย่องจาก UNDP (United Nations Development Program) ประกาศให้เป็นบริษัทต้นแบบแห่งการร่วมมือกันพัฒนา

 14

สร้างงานสร้างอาชีพให้ผู้หญิงในบูร์กินาฟาโซ ด้วยคนจากหลักสิบไปเป็นหลักหมื่น

การเข้ามาของล็อกซิทานไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ในฐานะคู่ค้ายังเข้าไปส่งเสริมความรู้ในการผลิต การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า การวางแผนควบคุมการผลิตมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชากรผู้หญิงซึ่งมีจำนวนมากถึง 52 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด จากเดิมที่เข้าร่วมเพียง 12 คน ปัจจุบันมีผู้หญิงบูร์กินาฟาโซทำงานในอุตสาหกรรมนี้มากถึง 15,000 คน แม้ในบางปีไม่มีผลผลิต แต่เมื่อผู้หญิงในบูร์กินาฟาโซรู้จักการวางแผนการแปรรูป แบ่งจำนวนการผลิตก็ทำให้กลุ่มสหกรณ์มีงานและรายได้ตลอดทั้งปี

L’Occitane

15

ล็อกซิทานเป็นแบรนด์สกินแคร์และเครื่องสำอางแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวที่มีอักษรเบรลล์ภาษาอังกฤษบนบรรจุภัณฑ์

เป็นความตั้งใจของแบรนด์ที่อยากให้ ‘ทุกคน’ มีโอกาสใช้ล็อกซิทานอย่างเท่าเทียม ซึ่งหมายรวมถึงผู้มีความบกพร่องทางการมองเห็น จึงเริ่มใช้บรรจุภัณฑ์ที่มีอักษรเบรลล์ตั้งแต่ปี 1997

L’Occitane L’Occitane

16

แบรนด์ที่เอาจริงเอาจังเรื่องการมอบคืนสิ่งดีๆ สู่สังคม

เพราะเป็นแบรนด์ที่ระลึกเสมอว่า ตนใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ จึงมักจะคิดวิธีการมอบคืนสิ่งดีๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อรักษาความงามของธรรมชาติ นอกจากบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ล็อกซิทานยังทำงานส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความภาคภูมิใจในตัวเองของผู้หญิง ผ่านการทำงานของมูลนิธิล็อกซิทาน ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2006 โดยมีภารกิจหลักคือสนับสนุนและช่วยเหลือผู้บกพร่องทางการมองเห็น และส่งเสริมให้ผู้หญิงพึ่งพาตนเองได้ในทางเศรษฐกิจ เช่น สนับสนุนการสร้างธุรกิจด้วยสินเชื่อรายย่อยหรือ Microcredit

17

ล็อกซิทานไม่เชื่อเรื่องการมอบเงินบริจาคช่วยเหลือ แต่เชื่อในการคิดทำโครงการที่ดี

จึงเปิดโอกาสให้ล็อกซิทานทุกประเทศคิดและทำโครงการร่วมกับหน่วยงานที่ทำงานแก้ไขหรือลดความเสี่ยงเกี่ยวกับการมองเห็นในประเทศตัวเอง โดยมีเป้าหมายร่วมกันที่จะช่วยแก้ปัญหาและรักษาคนที่มีปัญหาเรื่องสายตาได้ 10 ล้านคน ภายในปี 2020

18

สินค้าขายดีตลอดกาลของล็อกซิทานเกิดขึ้นจากปากต่อปาก

ด้วยคุณสมบัติช่วยให้ผิวกระชับ ทำให้ผลิตภัณฑ์จากอัลมอนด์เป็นผลิตภัณฑ์ของล็อกซิทานที่มีสถิติคนใช้ซ้ำมากที่สุด โดยเฉพาะครีมอาบน้ำและครีมบำรุงผิวกาย ความน่าสนใจของครีมอาบน้ำ คือน้ำมันซึ่งหลังจากนวดบนตัวแล้วล้างด้วยน้ำจะเปลี่ยนเนื้อสัมผัสกลายเป็นน้ำนม ขณะที่สินค้าสร้างชื่อให้แบรนด์คือ ครีมทามือเชีย บัตเตอร์

L’Occitane

19

ล็อกซิทานดังมากที่ญี่ปุ่น ถึงขั้นมีร้านคาเฟ่สาขาเดียวในเอเชียอยู่ที่ชิบูย่า

คนญี่ปุ่นมักจะชอบอะไรก็ตามที่มาจากฝรั่งเศส ยิ่งล็อกซิทานเป็นแบรนด์ที่มาจากธรรมชาติ จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมี Cafe L’Occitane ร้านคาเฟ่สาขาเดียวในเอเชียอยู่ที่ชิบูย่า นอกจากจะเสิร์ฟชาและมาการองของปิแอร์ แอร์เม่ (Pierre Hermé) ยังมีสินค้าออกแบบบรรจุภัณฑ์พิเศษที่ขายในเฉพาะญี่ปุ่น เช่น ครีมทามือลายหมาฮาจิโกะ

L’Occitane

L’Occitane

ที่มา tomoorihara.com
20

สูตรของล็อกซิทานที่ขายในอินเดียไม่ได้เข้มข้นหรือมีกลิ่นแรงแตกต่างจากที่ขายในประเทศไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย หรือแม้แต่ต้นตำรับอย่างฝรั่งเศส

นั่นเพราะล็อกซิทานมีผลิตภัณฑ์เยอะมากเมื่อเทียบกับแบรนด์เกี่ยวกับความงามอื่นๆ นอกจากจะดูแลความงามตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้ว ในแต่ละผลิตภัณฑ์ยังมีตัวเลือกสูตรจากพืชพรรณมากมาย และในบางผลิตภัณฑ์อย่างเชีย บัตเตอร์ ก็มีระดับความเข้มข้นต่างๆ เป็นความท้าทายของทีมการตลาดที่จะต้องศึกษาและเลือกสรรผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย เป็นเหตุผลว่าทำไมล็อกซิทานจึงประสบความสำเร็จในหลายประเทศทั่วโลก

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

21 พฤศจิกายน 2565
1 K

อากาศเปลี่ยนนิดหน่อยผิวก็เริ่มลอกแห้ง ล้างหน้ากับน้ำที่ไม่คุ้นผื่นคันก็ถามหา หลายคนอาจไม่เชื่อว่าอาการผิวแค่นี้ก็กระทบชีวิตคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้จริง ๆ แถมไม่ได้กระทบเพียงเปลือกนอกอย่างร่างกาย แต่ทำลายความรู้สึกถึงภายใน

ใครไม่เชื่อ แต่ ‘Cetaphil’ เชื่อ เชื่อตั้งแต่ 75 ปีที่แล้วที่ผลิตภัณฑ์แรกอย่าง Cetaphil Gentle Skin Cleanser ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้คนสมัยนั้น ทั้งยังเชื่อเสมอว่า ต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อให้คนผิวบอบ บางแพ้ง่าย ใช้ชีวิตตามปกติได้เช่นคนอื่น ๆ 

ไม่แปลกใจหากนี่จะเป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศแนะนำ แถมยังวางจำหน่ายกว่า 70 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย แต่ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้แบรนด์หยุดพัฒนา ยังคงมุ่งมั่นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอยู่เสมอ 

เพราะแบบนี้เอง ในโอกาสครบรอบ 75 ปี บริษัทจึงปรับโฉมตัวเองครั้งใหญ่ ไม่ได้ปรับเพียงแค่สูตรผลิตภัณฑ์ตามเทรนด์ผิวและเป็นมิตรกับผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย เท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรต่อโลก ทั้งในระดับใหญ่อย่างแพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงระดับอณูอย่างวัตถุดิบและกระบวนการผลิต

วันนี้เราได้มีโอกาสพบกับ หนุ่ม-ธวัชชัย บุญทวีกิจ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด และ ตุ่ม-ทัศนีย์ บุญไกรลาส ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ เพื่อพาเราไปย้อนรอยแบรนด์เวชสำอางถึงอดีต เดินทางกลับมายังปัจจุบัน และพูดถึงเรื่องราวในอนาคตที่คาดหวัง

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

1. Cetaphil เกิดขึ้นพร้อมกับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรก

ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอก ทุกคนคิดว่า Cetaphil อายุเท่าคนรุ่นไหน 

เราขอเฉลยตรงนี้ว่า แม้จะมีภาพลักษณ์ทันสมัย แต่ความจริงแล้วแบรนด์นี้มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1947 หรือเมื่อ 75 ปีมาแล้ว 

เรื่องของเรื่องคือในสมัยนั้นยังไม่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย เภสัชกรชาวอเมริกันในรัฐเท็กซัสคนหนึ่งเลยคิดค้นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ช่วยให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ และกลับมาใช้ชีวิตแฮปปี้ได้แบบเดิม

ถ้าเทียบกับเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ของโลก Cetaphil ก็เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟในการโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว!

2. ก่อนปรับปรุงสูตรครบรอบ 75 ปี ผลิตภัณฑ์ตัวแรกยังคงสูตรเดิมมาตลอด 

สำหรับคนผิวแพ้ง่าย หลายคนอาจคิดว่ายิ่งต้องลงทุนกับเซรั่มหรือครีมเพื่อคงความชุ่มชื้นแบบเต็มแม็กซ์ แต่ Cetaphil ที่เริ่มต้นบริษัทด้วยผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวหน้า และยังคงยืนหนึ่งเรื่องนี้เสมอมา บอกว่าเราอาจต้องกลับไปทำความเข้าใจการดูแลผิวใหม่ตั้งแต่ต้น

“สิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญ คือการทำความสะอาดผิวหน้าให้คงความชุ่มชื้นอยู่เสมอ แล้วถึงจะไปเติมความชุ่มชื้นในสเต็ปถัดไป ไม่ใช่ว่าล้างหน้าเสร็จปุ๊บ ผิวก็เอี๊ยดปั๊บ ซึ่งอาจจะดีในคนบางกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ผิวบอบบางมาก ๆ นี่คือการทำให้วงจรผิวยิ่งแย่ลง” ตุ่มอธิบาย

แม้ในปี 1947 ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตัวแรกอย่าง ‘Cetaphil Cleasing Lotion’ หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ‘Cetaphil Gentle Skin Cleanser’ จะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว เพราะปลอบประโลมผิวและฟื้นฟูผิวบอบบาง แพ้ง่าย ให้แข็งแรงขึ้นได้จริง เป็นผลิตภัณฑ์ที่หายากในท้องตลาดสมัยนั้น 

ความน่าสนใจและแสดงให้เห็นว่าสูตรตั้งต้นนั้นเจ๋งและแจ๋ว คือก่อนจะปรับปรุงวัตถุดิบตั้งต้นในรอบ 75 ปี Cetaphil Gentle Skin Cleanser ยังคงใช้สูตรดั้งเดิมที่คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย คนแรกของโลกได้ทดลองใช้ และสูตรที่ว่าก็ยังเป็นหนึ่งในสูตรที่ขายดีตลอดกาลอีกด้วย

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

3. ถ้าไม่มีวิทยาศาสตร์ ไม่ถือเป็น Cetaphil

แม้จะตั้งต้นจากเภสัชกรที่ห่วงใยคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ก็จริง แต่แกนหลักอีกแกนที่ทำให้แบรนด์อยู่ยั้งยืนยงจนปัจจุบันได้ขนาดนี้ คือการคิดค้น วิจัย และการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ 

ถ้าใครสงสัยว่า Cetaphil เป็นแบรนด์สายวิทย์แค่ไหน? ตุ่มเล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาการวิจัยที่ผ่านมาของ Cetaphil ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะต้องศึกษาวิจัยมากกว่า 550 ครั้งกับอาสาสมัครมากกว่า 32,000 ราย อีกทั้งในแต่ละผลิตภัณฑ์ยังต้องเน้นการวิจัยเพื่อช่วยเรื่องผิวบอบบาง คนแพ้ง่ายใช้ได้จริง คงความชุ่มชื้น และไม่ทำลายโครงสร้างผิว

นอกจากนั้น วัตถุดิบที่คัดสรรก็ต้องมีใบรับรองและผ่านการทดสอบมาแล้วว่าไม่เป็นภัยกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย และแม้บางครั้งการใส่วัตถุดิบที่สุ่มเสี่ยงอาจทำให้เกิดผลลัพธ์กับลูกค้าแบบทันตาเห็น แต่แบรนด์ก็เลือกที่จะไม่ทำ

“เราไม่ได้ใส่ใจเรื่องการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แค่เฉพาะในขั้นตอนการผลิต แต่กับการสื่อสารแบรนด์ออกไปยังตลาด เราก็ใส่ใจเรื่องวิทยาศาสตร์เหมือนกัน เช่น ถ้าเราจะพูดว่าผลิตภัณฑ์ของเราคงความชุ่มชื้นกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะต้องอ้างอิงงานวิจัยเสมอ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปถูกต้องและไม่เกินความจริงจนเกินไป” ตุ่มยืนยันถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ฝังรากลึกในทุกอณูของ Cetaphil

4. โจทย์หลักในการผลิตสินค้า คือการเป็นทางออกให้ผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย

เมื่อนึกถึง Cetaphil หลายคนคงนึกถึงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เราเล่าไปแล้ว แต่รู้หรือเปล่าว่าที่จริงแล้วยังมีสินค้าอีกมากที่คิดค้นขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน ทุกวัย ทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะสินค้าสำหรับทารกแรกเกิด ไปจนกระทั่งสินค้าสำหรับกู้ผิวแพ้ง่าย ผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ สิว และผู้ที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนัง แห้งคันอีกด้วย

แม้มีสินค้าหลากหลาย แต่แก่นแกนที่แท้จริงยังอยู่ นั่นคือการผลิตสินค้าเพื่อให้คนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ 

“ลูกค้าจำนวนมากมีผิวบอบบาง แพ้ง่าย แต่ก็อยากได้ผิวกระจ่างใสด้วย พอสินค้าในตลาดส่วนใหญ่โฟกัสแค่เรื่องความกระจ่างใสอย่างเดียว ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ก็แพ้ทันที ต่างจาก Cetaphil ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนที่มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เวลาจะผลิตสินค้าชิ้นใหม่ เราจึงต้องเอาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เป็นที่ตั้ง แล้วค่อยโยงออกไปว่าลูกค้าต้องการให้ช่วยแก้ไขปัญหาผิวอะไรอีกบ้าง” หนุ่มอาสาตอบ ก่อนที่ตุ่มจะเสริมถึงแก่นสำคัญ 

“อีกหัวใจสำคัญคือ ลูกค้าต้องใช้สินค้าของเราได้ในระยะยาว โดยไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างหรืออันตรายกับผิว เราจะไม่ทำสินค้าที่ทาแล้วขาวเดี๋ยวนี้ แต่เราจะทำสินค้าที่ทำให้ผิวค่อย ๆ กระจ่างใสขึ้น และค่อย ๆ ดีขึ้นในองค์รวม ไม่อย่างนั้นเราคงไม่สามารถอยู่กับคนแพ้ง่ายมาได้นานถึง 75 ปี” 

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

5. เพราะเทรนด์ผิวที่เปลี่ยนไป ถึงเวลาปรับ 3 ส่วนผสมใหม่ให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้กว่าเดิม

ถ้าเทียบกับคน อายุอานาม 75 ปีก็เป็นรุ่นยายรุ่นทวดได้แล้ว แต่แบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเองแม้แต่น้อย Cetaphil ยังคงเป็นวัยรุ่นที่พัฒนาตัวเองและตามเทรนด์ตลอดเวลา หลังจากผลิตภัณฑ์แรกเดินทางด้วยสูตรดั้งเดิมมานาน ฉลองครบรอบ 75 ปีครั้งนี้ จึงหยิบจับเอาเทรนด์ผิวในปัจจุบันมาปรับปรุงสูตรให้ทันสมัยกว่าเดิม 

“เรามั่นใจว่าสูตรที่ผ่านมาของเราดี แต่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมันเปลี่ยนไป มลภาวะทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายก็มีมากขึ้น ที่เห็นได้ชัด ๆ คือ ถ้าวันไหนค่าฝุ่น PM 2.5 สูง แค่จับหน้าก็รู้แล้วว่าหน้าเราไม่ปกติ” ตุ่มเกริ่นถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

เพราะแบบนี้เอง หลังจากเก็บข้อมูลได้ว่าคนในปัจจุบันมีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ Cetaphil จึงสรุปออกมาเป็น 5 สัญญาณผิวแพ้ง่ายที่ให้ชาวเราหมั่นสังเกต ไม่ว่าจะผิวแห้งกร้าน ผิวระคายเคืองง่าย ผิวไม่เรียบเนียน ผิวแน่นตึง และเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ จากนั้นจึงนำสัญญาณผิวเหล่านี้ไปคิดค้นและพัฒนา จนได้สูตรปรับปรุงใหม่ของ 4 ผลิตภัณฑ์ขายดีตลอดกาล ทั้ง Cetaphil Gentle Skin Cleanser, Cetaphil Oily Skin Cleanser, Cetaphil Moisturising Lotion และ Cetaphil Moisturising Cream 

สูตรปรับปรุงใหม่ที่ว่าเน้นการปรับปรุงต้นทางของวัตถุดิบและการคัดสรร Skin Power Solution หรือ 3 วัตถุดิบสำคัญให้ดียิ่งขึ้น นั่นคือวิตามินบี 3 (Niacinamide) โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) และกลีเซอรีน (Glycerin) ซึ่งช่วยคงความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว ช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรง และทำให้ผิวมีสุขภาพดี 

“หลายคนอาจบอกว่าวัตถุดิบเหล่านี้ก็มีมานานแล้วนี่ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น การคิดค้นสูตรไม่ได้ผลลัพธ์แบบ 1 + 1 เท่ากับ 2 แต่ต้องดูว่าสารตัวไหนมารวมกับสารตัวไหนแล้วจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า เช่น ตัว Oily Skin Cleanser ต้องมีสารลดความมันมากกว่าตัวอื่น แต่นักวิจัยจะทำยังไงให้ลดความมันได้แต่ต้องไม่ระคายเคืองผิวด้วย” ตุ่มอธิบาย

6. 75 ปีทั้งที Cetaphil ยังปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ให้ใส่ใจโลกมากกว่าเดิม

เพราะเชื่อว่าสภาพผิวของผู้คนสะท้อนสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ได้ Cetaphil จึงมีอีกขาสำคัญอย่าง Clear Skies ที่พยายามใส่ใจโลกมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งใหม่เป็น Smart Packaging ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนลุคธรรมดา ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนเพื่อโลก 

อย่างที่หลายคนรู้ว่าวัสดุบางชิ้นรีไซเคิลไม่ได้ เพราะวัสดุนั้น ๆ ประกอบขึ้นจากวัสดุหลายประเภท แบรนด์จึงหันมาเลือกใช้หีบห่อและวัสดุปิดที่ทำจากวัสดุประเภทเดียวกัน ทั้งยังแยกชิ้นส่วนได้ เพื่อส่งเสริมการแยกขยะ และเพื่อให้วัสดุเหล่านี้ส่งไปรีไซเคิลที่โรงงานรีไซเคิลทั่วไปได้ ไม่ต้องปวดหัว ความน่ารักอีกข้อคือ บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษก็ผลิตขึ้นจากวัสดุหมุนเวียน ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติด้วยนะ 

7. ไม่ได้ใส่ใจแค่แพ็กเกจจิ้ง แต่เป็นมิตรกับโลกระดับอณู

ในโปรเจกต์ Clear Skies ที่ทำ แบรนด์ยังมองลงไปถึงระดับอณูว่า นักวิจัยในมือจะทำยังไงให้วัตถุดิบทั้งหลายเป็นมิตรกับโลกด้วย พร้อมหันมาเลือกใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติมากขึ้น ไร้พาราเบน ซัลเฟต และส่วนผสมจากสัตว์มากวนใจ 

ความปังคือในฟากการผลิต ธุรกิจยังลดการใช้น้ำได้ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ต่อการผลิตสินค้า 1 ตัน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานเฉลี่ยทั้งปีได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 95 เปอร์เซ็นต์ และลดการสร้างขยะฝังกลบจนเหลือศูนย์ 

“เราคือบริษัทที่มีเป้าหมายช่วยให้คนมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นก็จริง แต่สมัยนี้ก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยให้สภาวะโลกร้อนดีขึ้น ในเมื่อทำได้ ก็ต้องมาดูว่าจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของเรายังไง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราไปด้วยกันกับโลก” หนุ่มอธิบายถึงปณิธานของ Cetaphil และบริษัท Galderma

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

8. เป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดสอบผลิตภัณฑ์กับสัตว์

เห็นข้อนี้แล้วอดตื่นเต้นไม่ได้ 

นอกจากจะเป็นมิตรกับโลก Cetaphil ยังเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมโลกอย่างเจ้าสัตว์ทดลอง เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าหลายปีมานี้ ประเด็นการทดลองสารพัดของอุปโภคบริโภคกับสัตว์กำลังเป็นที่ถกเถียง ถึงขนาดที่แบรนด์ใหญ่ ๆ หลายแบรนด์ต้องหันมาปรับเปลี่ยนตัวเองกันยกใหญ่ แต่ Cetaphil ถือเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ ก่อนที่หลายประเทศจะออกกฎหมายข้อนี้อีกนะ ยกเว้นก็แต่ในบางประเทศที่มีกฎหมายกำชับว่า ยังไงก็ตาม สินค้าที่นำมาขายต้องทดลองกับสัตว์ด้วย แต่ก็ต้องอ้างอิงตามกฎหมายของแต่ละประเทศกันไป เพื่อให้ถูกต้องตามกฎของแต่ละที่

9. การตลาดแบบไม่ได้อยู่แค่วันนี้

“บอกตามตรงว่า ตลาดบ้านเราเป็นตลาดที่ไม่ง่าย” ตุ่มเกริ่น 

ที่ว่าไม่ง่าย ตุ่มขยายความว่า โดยธรรมชาติของคนเอเชียนั้นรักสวยรักงามมากกว่าคนทวีปอื่น ๆ นอกจากนั้น ตลาดเมืองไทยยังวิ่งเร็ว มีตัวเลือกให้ลูกค้าหลากหลายแบบ ทั้งในเชิงวัตถุดิบและราคา ที่สำคัญ คนไทยถือเป็นลูกค้าที่มีองค์ความรู้เยอะและทำการบ้านก่อนซื้อของเสมอ แต่ถึงจะยากยังไง ตุ่มก็ยืนยันว่า พวกเขาจะไม่ยอมทำการตลาดแบบหวือหวา

“เราพยายามทำการตลาดแบบยั่งยืน และพยายามทำการตลาดที่ไม่ได้อยู่แค่วันนี้ เพราะเราอยากเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ ราคาสมเหตุสมผล และลูกค้าไม่ต้องคิดเยอะ”

ตุ่มยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในการโฆษณาของ Cetaphil จะไม่มีคำว่าขาวอย่างรวดเร็วสักครั้งเดียว เพราะพวกเขาเชื่อในความกระจ่างใสของสีผิว ผิวสุขภาพดีตามธรรมชาติ และความเร็วระดับกลางที่ปลอดภัยกับผิวมากกว่า

10. มากกว่ายอดขาย คือผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้กลับมาใช้ชีวิต 

ปัจจุบัน Cetaphil เป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกแนะนำ วางจำหน่ายใน 70 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังเป็นแบรนด์ที่ทำงานร่วมกับหมอทั้งในโรงพยาบาลและคลินิกมายาวนาน เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จหนึ่งของแบรนด์ที่น่าภาคภูมิใจ

แต่ยอดขายไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวที่แบรนด์อยากได้ มากกว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่บริษัท เสียงตอบรับจากลูกค้าต่างหากที่ทำให้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าเดิม

“ผมเคยเจอคนที่ผิวแพ้แบบรุนแรงมาก เขาดูไม่มีความมั่นใจเลย และเขาก็มองโลกด้วยความสิ้นหวัง เวลาจะพูด จะเดิน หรือจะทำอะไร มันดูหดหู่ไปหมด แต่เมื่อเขาได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา มุมมองที่เขามีต่อโลกก็สดใสขึ้น เห็นมั้ยว่าไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ทางกายอย่างเดียวนะ แต่มันคือผลลัพธ์ทางใจด้วย

“ในฐานะของแบรนด์ที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพผิว เรารู้สึกดีว่ามากกว่ารายได้คือเราทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายหลักของทั้งบริษัท Galderma และ Cetaphil ว่าไม่ว่ายังไง เราขอเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น” หนุ่มเล่าประสบการณ์ที่เขาเจอกับตัวเอง

“เหมือนกับสโลแกนใหม่ของเราว่า We do skin, you do skin ที่เราตั้งใจอยากบอกผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ว่าคุณไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเป็นเรื่องผิว เราจะช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิตที่คุณต้องการให้ได้” ตุ่มทิ้งท้ายความตั้งใจ

เพราะผิวแพ้ง่ายบอบบางมีอยู่จริง สนทนากับ Cetaphil ประเทศไทย ถึง 75 ปีที่ผ่านมาและการเปลี่ยนแปลงนับจากนี้ต่อไป

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load