ถูกโอบอุ้มเหมือนอยู่ในอ้อมกอด คือความรู้สึกเวลาทิ้งตัวลงบนเปลที่แกว่งไกว ที่นอนเล่นแบบแขวนมีเสน่ห์เฉพาะตัวของมัน เป็นสัญลักษณ์ของความชิลล์อันเป็นสากล และเป็นของแต่งบ้านที่ลบเหลี่ยมคม ความทื่อตรงของอาคารได้ชะงัด

อาจเพราะเป็นของใช้ที่ไม่ได้มีกันทุกบ้าน ดีไซน์ของเปลไทยจึงไม่ค่อยหลากหลายเช่นโต๊ะเก้าอี้ ตอนเด็กๆ เราเห็นเปลญวนหน้าตาอย่างไร โตขึ้นมา เราก็ยังเห็นที่นอนตาข่ายนั้นรักษารูปแบบดั้งเดิมไว้แทบไม่ผิดเพี้ยน

จนกระทั่งได้เจอเปลถักมือแสนเก๋ของ TIE & KNOT แบรนด์สินค้าใหม่เอี่ยมของสตูดิโอ Plural Designs และชุมชนหัตถกรรมเปลญวน บ้านแม่พระประจักษ์ จังหวัดสุพรรณบุรี ดีไซน์โฉมใหม่เรียบง่ายและเฉดสีดีงามไม่ได้แค่ทำให้เราอยากล้มตัวลงนอน แต่ทำให้อยากสั่งซื้อเปลไปแต่งบ้าน และภาคภูมิใจว่าได้สนับสนุนชุมชนหัตถกรรมที่ถักเปลญวนมาตั้งแต่รุ่นคุณยาย

TIEnKNOT : เปลญวนดีไซน์ใหม่ของชุมชนชาวมอญจากสุพรรณบุรี

 

1

ชื่อ ‘เปลญวน’ ที่เราเรียกกันติดปาก มาจากชุมชนหัตถกรรมเปลญวนที่สุพรรณบุรี

พวกเขาเป็นกลุ่มคนไทยเชื้อสายญวน (เวียดนาม) ที่นับถือศาสนาคริสต์ ในสมัยก่อน ชาวบ้านแม่พระประจักษ์ริเริ่มนำผักตบชวามาตากแห้งแล้วถักเป็นเปล แต่เส้นใยของพืชชนิดนี้ขึ้นราง่าย ไม่ทนทาน เปลี่ยนมาใช้ปอก็บาดผิว นอนไม่สบาย สุดท้ายจึงเปลี่ยนมาใช้เส้นฝ้ายเป็นวัตถุดิบ โดยได้แรงบันดาลใจจากเชือกผูกเรือ

ปัจจุบันชุมชนซื้อเส้นด้ายจากโรงงานทอผ้ามาปั่นเกลียวด้ายและถักปมแบบดั้งเดิม ไม่มัดห่างๆ แบบเปลที่วางขายทั่วไป เปลญวนจึงนุ่มน่านอนและทนทาน สนนราคาเปลขึ้นอยู่กับความละเอียดของลายถัก ลวดลายดั้งเดิมคือลายสานดอก 1 ชั้น ลายสานดอก 2 ชั้น และลายสานดอก 3 ชั้น ยิ่งปมแน่นตึงถี่ยิบเท่าไหร่ ราคาก็ขยับขึ้นมากเท่านั้น โดยเปลแบบทั่วไปจะใช้เวลาถักประมาณ 4 – 5 วัน

TIEnKNOT : เปลญวนดีไซน์ใหม่ของชุมชนชาวมอญจากสุพรรณบุรี

TIEnKNOT : เปลญวนดีไซน์ใหม่ของชุมชนชาวมอญจากสุพรรณบุรีTIEnKNOT : เปลญวนดีไซน์ใหม่ของชุมชนชาวมอญจากสุพรรณบุรี

ข้อจำกัดของเปลญวนแบบเดิมคือชุมชนไม่รู้จักแหล่งต้นตอของวัตถุดิบ เส้นด้ายที่รับซื้อมาในรูปแบบม้วนด้ายที่พันกันยุ่งจนต้องสางกันหลายวัน เลือกสีสันถักเปลไม่ค่อยได้ และมีปัญหาเหมือนงานฝีมืออื่นๆ คือช่างถักส่วนใหญ่เป็นคนวัยทำงานจนถึงผู้อาวุโส เด็กรุ่นใหม่ที่ขาดความเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ดังนั้นยิ่งนานวันเข้า เปลญวนก็เป็นของใช้ที่ห่างไกลจากวิถีชีวิตพวกเขามากขึ้นทุกที

 

2

ก่อนจะได้สินค้าใหม่สวยเก๋อย่างที่เห็น ตัวละครหลักของเรื่องนี้คือ หมี-พิบูลย์ อมรจิรพร สถาปนิกผู้ก่อตั้ง Plural Designs และนักออกแบบเพื่อชุมชน ร่วมกับ Textile Designer โน๊ต-ขนิษฐา นวลตรณี จาก Kanit.Textile

TIEnKNOT : เปลญวนดีไซน์ใหม่ของชุมชนชาวมอญจากสุพรรณบุรี

หมีและสตูดิโอของเขาเริ่มร่วมมือกับหลายองค์กรที่ทำงานกับชุมชนงานคราฟต์ทั่วไทย เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (SACICT) และ British Council นักออกแบบจับมือกับชุมชนหัตถกรรมทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2560 เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยสิ่งที่เขาถนัดคืองานเฟอร์นิเจอร์ งานไม้ ไปจนถึงงานจักสานตระกูลไผ่ที่มีพื้นฐานใกล้เคียงกับการถักทอ

“ผมสนใจเรื่องกระบวนการทำงาน ตอนที่ทำงานสถาปนิกอย่างเดียว ผมรู้สึกว่าเราออกแบบก่อนผลิต แต่ตอนสร้างมันเป็นหน้าที่คนอื่น ถัดจากแบบเราไป มันมีขั้นตอนที่เราไม่รู้หลายเรื่อง พอมาทำเฟอร์นิเจอร์ เราได้ลงมือทำเยอะขึ้นจนครบทั้งกระบวนการ ต่อมาก็เลยสนใจพวกงานหัตถกรรม งานฝีมือด้วย”

เก้าอี้สาน ‘แรงดึง’ หรือ ‘Tension Bench’ ที่ Plural Designs ออกแบบให้รับน้ำหนักอย่างยืดหยุ่นดึ๋งดั๋ง เพิ่งได้รับรางวัล DEmark Award 2017 สัมผัสยวบเด้งคล้ายเปลทำให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ สนใจจับคู่สตูดิโอออกแบบกับชุมชนหัตถกรรมเพื่อต่อยอดสินค้าให้สนุกขึ้น Plural Designs เข้าไปเรียนรู้วัสดุและกระบวนการการทำงานของชุมชน แนะนำเทคนิคใหม่ๆ ให้เข้าใจง่าย นำวัสดุใหม่เข้าไปให้ชุมชนได้ทดลองผูกและมัด ไปจนถึงสร้างสินค้าใหม่ร่วมกัน และเปิดตัวของใช้แสนเก๋ที่บิดจากของดั้งเดิมเพียงเล็กน้อย แต่สร้างความโดดเด่นแตกต่างจนคนสั่งซื้อแทบไม่ทันในเทศกาลของตกแต่งบ้าน

TIEnKNOT : เปลญวนดีไซน์ใหม่ของชุมชนชาวมอญจากสุพรรณบุรี

3

“ปกติชุมชนจะทอเปลขึ้นมาตามจินตนาการของเขา เล่นสีผสมที่ขอบบ้าง ถักเป็นรูปหัวใจบ้าง ตอนทำ Workshop เอาด้ายเรียบๆ ให้เขาถัก ก็ไม่ถักเเบบสีเรียบทั้งผืน มันเป็นธรรมชาติของเขา ผมเข้าใจว่าคนทำงานฝีมือไม่อยากทำให้งานดูน่าเบื่อ มันสวยในแบบของเขา และไม่ผิดอะไรเลย แต่มันอาจไม่ได้ดูเข้ากับของในเมืองหรือว่าวิถีชีวิตของคนเมือง เรานิยมของที่ดูสะอาดเรียบง่าย ส่วนใหญ่เราซื้อของที่มาจากโรงงาน จะเอาของเดิมเข้ามาตรงๆ ไม่ได้ เพราะว่ามันตัดกับของที่เหลือในบ้านเราหมด”

หมีอธิบายเหตุผลการปรับดีไซน์แบบน้อยแต่มากของ TIE & KNOT และการประนีประนอมกับรากเดิมของชุมชน เปลบางปากเปลี่ยนแค่การจับคู่สีและไม้ตรึงเชือก บางปากเปลี่ยนไปใช้เชือกใยสังเคราะห์แบบใหม่และการมัดที่ง่ายลง กลายเป็นของใช้ที่เข้ากับชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น ตรงกับรสนิยมคนเมืองมากขึ้น และเพิ่มมูลค่าเปลให้สมศักดิ์ศรีงานคราฟต์แสนละเอียด

TIEnKNOT : เปลญวนดีไซน์ใหม่ของชุมชนชาวมอญจากสุพรรณบุรี

TIEnKNOT : เปลญวนดีไซน์ใหม่ของชุมชนชาวมอญจากสุพรรณบุรี

TIEnKNOT : เปลญวนดีไซน์ใหม่ของชุมชนชาวมอญจากสุพรรณบุรี

“เวลาทำ เราพยายามไม่ไปฝืนคนทำมาก ปกติเวลาเราเรียนออกแบบมา เราก็คาดว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามที่เราคิด แต่งานฝีมือยากกว่านั้น เพราะมันทำด้วยมือคน ไม่ใช่เครื่องจักร ชุมชนเขามีความคุ้นเคยของตัวเอง บางทีเราอาจฝืนทำของ prototype ออกมาได้ แต่ถ้าเราทำของที่เป็นตัวเรามาก แตกต่างจากสิ่งที่เขาเคยทำมาก หน้าตามันไม่ใช่สิ่งที่เขาคิดขึ้นได้หรือเขาไปคิดต่อได้ พอเสร็จโครงการ เรากลับไปแล้วเขาก็ไม่รู้จะทำยังไงต่อ มันก็จบตรงวันที่เราเดินออกมา แล้วเขาก็จะกลับไปทำเหมือนเดิม

“หลังๆ ผมพยายามทำให้ผลลัพธ์เป็นของที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เขาเคยทำมา เพราะเรารู้สึกว่าอยากให้มันยั่งยืน ไม่จำเป็นต้องปรับเยอะ แต่ให้เขาเอาไปทำต่อได้น่าจะดีกว่า บางทีเขาอาจไม่ได้ทำต่อในแบบที่เราทำไว้ แต่มันอาจไปสะกิดเขาว่าจริงๆ ถ้าพลิกแพลงนิดหน่อย เปลี่ยนเป็นนู่นนี่นั่น แล้วเขาทำต่อเองได้ มันน่าจะดี”

 

4

นอกจากเปลญวนสารพัดแบบ TIE & KNOT ยังมีสินค้าอื่น เช่น โคมไฟ กระเป๋าสะพายที่พูดได้เต็มปากว่าน่ารักมากๆ และดึงดูดวัยรุ่นมากๆ แถมยังรับงานสิ่งถักทออื่นๆ เช่น ชิงช้า หรือผืนตาข่ายตกแต่งบ้านแบบมาคราเม่ (Macrame) ซึ่งนักออกแบบมองว่างานแบบนี้ยังเติบโตต่อไปได้อีก

TIEnKNOT : เปลญวนดีไซน์ใหม่ของชุมชนชาวมอญจากสุพรรณบุรี

TIEnKNOT : เปลญวนดีไซน์ใหม่ของชุมชนชาวมอญจากสุพรรณบุรี

TIEnKNOT : เปลญวนดีไซน์ใหม่ของชุมชนชาวมอญจากสุพรรณบุรี

“ผมว่าของตระกูลงานสานหรืองานผ้าในไทยมีชุมชนชาวบ้านทำเยอะ ถ้าเคยไปเดินงาน OTOP สินค้าผ้านี้คือครึ่งฮอลล์ของงาน OTOP เลย แต่ว่านักออกแบบที่เข้าไปช่วยยังทำอะไรได้ไม่มาก เพราะเขาต้องรู้ลึกและต้องยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการทำ งานทอมันไม่เหมือนวัตถุชิ้นๆ อย่างไม้ เหล็ก หรือหิน ที่เขียนแบบให้เขาตัดให้ก็จบ ของพวกนี้กรรมวิธีกับตัวสินค้ารวมเป็นเนื้อเดียวกัน สานยังไง สิ่งที่เราเห็นก็เป็นแบบนั้น อย่างงานนี้ก็ต้องพึ่งพาอาศัยประสบการณ์ช่างค่อนข้างเยอะ”

นอกจากการพัฒนารูปแบบสินค้า ยังมีหลายอย่างที่กลุ่มดีไซเนอร์ไฟแรงอยากเข้าไปช่วยเกื้อหนุนให้การทำงานของช่างสะดวกและประหยัดเวลามากขึ้น เช่น หาแหล่งวัสดุที่มีคุณสมบัติที่ดี พัฒนาอุปกรณ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังมีที่ว่างอีกมากสำหรับนักออกแบบ

TIEnKNOT : เปลญวนดีไซน์ใหม่ของชุมชนชาวมอญจากสุพรรณบุรี

“สมมติอยากจะเปลี่ยนเส้นใยงานทอผ้า บางทีชาวบ้านไม่กล้าทำ เพราะต้องไปรื้อกี่เขา ถ้าเปลี่ยนเส้นใยให้ใหญ่ขึ้น ใช้ฟืมใส่ด้ายอันเดิมไม่ได้ เขาก็ไม่รู้จะทอยังไง”

หมียกตัวอย่างกรณีศึกษาที่เคยพบเห็น

“คนทำงานคราฟต์ต่างประเทศมาเจอบ้านเราเขาตกใจกันหมด บ้านเราต้องพึ่งพาทักษะส่วนตัวกันมาก วัสดุก็มักทำมาจากศูนย์ ไม้ไผ่ก็ไปตัดจากในป่ามาเหลากันเองซึ่งมันก็เป็นเสน่ห์ แต่ที่อื่นไปสั่งวัตถุดิบกับอุปกรณ์สำเร็จรูปได้ เราขาดการพัฒนาอุปกรณ์สากลที่ให้ทุกคนใช้แล้วดีขึ้น ถ้าหลอมมันมากขึ้น ก็อาจจะไปได้อีกไกล”

ผู้ก่อตั้ง Plural Designs ตบท้ายด้วยความเชื่อมั่น แม้เรื่องนี้ไม่ได้จบลงที่การทิ้งตัวลงบนที่นอนเล่นนุ่มๆ ที่โค้งรับตัวเราเหมือนโอบกอด แต่การโอบอุ้มเชื่อมต่อกันระหว่างนักออกแบบและชุมชน เราสัมผัสได้จากทุกรอยผูกปมของเปลญวน

TIEnKNOT : เปลญวนดีไซน์ใหม่ของชุมชนชาวมอญจากสุพรรณบุรี

ติดต่อสั่งทำเปลและสินค้าอื่นๆ ของ TIE & KNOT ได้ที่นี่

 

 

 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

ในหมู่มวลสกินแคร์ มีสารสกัดจากธรรมชาติมากมายที่ใส่ลงในผลิตภัณฑ์ให้เราตื่นตาตื่นใจ ส่วนสรรพคุณก็ดีงามไม่แพ้แหล่งที่มาสุดแปลกที่ต้องอุทานในใจ อย่างรกแกะ พิษงู พิษผึ้ง เมือกหอยทาก น้ำมันม้า ฯลฯ 

ราวสิบปีก่อน มีการวิจัยเปลี่ยนพฤติกรรมหนอนไหมให้พ่นเส้นใยเป็นแผ่น ซึ่งเส้นใยอุดมด้วยโปรตีนไหม (Silk Sericin) หนึ่งในสารสกัดมากประโยชน์ อันเกิดจากโครงงานวิจัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เรื่องการผลิตกระดาษแผ่นใยไหม ที่ทำงานวิจัยกับ จินนาลักษณ์ ชุ่มมงคล ผู้ก่อตั้ง Jinnaluck Miracle of Saa จังหวัดเชียงราย

CEILK มาสก์ใยไหมทองคำเจ้าแรกของไทย ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเชียงรายที่ไม่ทำร้ายวงจรผีเสื้อ

จากการทดลองกว่า 2 ปี ก็คว้ารางวัลชนะเลิศสุดยอดนวัตกรรมแห่งประเทศไทย (พ.ศ. 2556) และภายหลังเสร็จสิ้นโครงการ จินนาลักษณ์ก็ต่อยอดนวัตกรรมโดยนำแผ่นใยไหมเข้าร่วมวิจัยที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและยังศึกษาค้นคว้าหาสูตรบำรุงผิวด้วยโปรตีนไหมจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าจากสารสกัดธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์

CEILK (ซิลค์) เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าจากแผ่นใยไหมทองคำและสารสกัดโปรตีนไหมฝีมือคนไทยที่สร้างงานและเพิ่มรายได้ให้กับหมู่บ้านเลี้ยงไหม จังหวัดเชียงราย โดยมีกรมหม่อนไหมมาให้ความรู้และพัฒนาสายพันธุ์ไหมด้วยกัน จนจินนาลักษณ์ผลักดันให้เกิดนโยบายของรัฐบาลในการสร้างมาตรฐานแผ่นใยไหมเป็นครั้งแรกของประเทศไทย จากเดิมมีเพียงมาตรฐานรังไหม เส้นไหมและผ้าไหม ที่สำคัญ ผลิตภัณฑ์ของซิลค์ยังมอบชีวิตให้ผีเสื้อกลับคืนสู่ธรรมชาติ เพราะขั้นตอนการผลิตของซิลค์ไม่ทำลายวงจรผีเสื้อ ซึ่งต่างกับการสาวไหมที่ต้องต้มรังไหมเพื่อเอาเส้นใย

CEILK มาสก์ใยไหมทองคำเจ้าแรกของไทย ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเชียงรายที่ไม่ทำร้ายวงจรผีเสื้อ
CEILK มาสก์ใยไหมทองคำเจ้าแรกของไทย ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเชียงรายที่ไม่ทำร้ายวงจรผีเสื้อ

“ชื่อแบรนด์ CEILK อ่านพ้องเสียงกับคำว่า Silk แต่ใช้ตัวเขียนต่างกัน เราใช้ CEI นำหน้า เพราะซิลค์มีต้นกำเนิดจากจังหวัดเชียงราย ซึ่งตัว CEI เป็นโค้ดของสนามบินเชียงราย ส่วนโลโก้แบรนด์เป็นรูปผีเสื้อเหลี่ยมเพชร มีความหมายว่า ผลิตภัณฑ์จากนวัตกรรมของเราทำให้เกิดผีเสื้อ และซิลค์ก็ถักทอเส้นใยส่งต่อรอยยิ้มและความสุขให้หมู่บ้านเลี้ยงไหมมีอาชีพที่ยั่งยืน และส่งมอบความงามจากโปรตีนไหมให้ทุกๆ คนได้ทดลองใช้” จินนาลักษณ์เล่าที่ไปที่มา

สิ่งที่น่าสนใจของเจ้าของแบรนด์ซิลค์ที่ผลิตและส่งออกกระดาษสามากกว่า 30 ปี ก้าวสู่โครงงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จนเป็นที่ยอมรับได้อย่างไร นี่คือเรื่องราวความภูมิใจที่เธอถักทอขึ้นมาพร้อมกับหนอนไหมและชุมชน

จินนาลักษณ์ย้อนความว่า เมื่อสิบปีก่อนได้ทำงานวิจัยร่วมกับน้องๆ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เรื่องการผลิตกระดาษแผ่นใยไหม โดยลงพื้นที่สำรวจและศึกษาพฤติกรรมหนอนไหมในหมู่บ้านอำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย ที่ชาวบ้านเลี้ยงไหมเป็นอาชีพ การวิจัยนี้มุ่งเปลี่ยนพฤติกรรมการพ่นเส้นใยไหมจากขดวงรีให้เป็นแผ่นสี่เหลี่ยม

CEILK มาสก์ใยไหมทองคำเจ้าแรกของไทย ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเชียงรายที่ไม่ทำร้ายวงจรผีเสื้อ
CEILK มาสก์ใยไหมทองคำเจ้าแรกของไทย ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเชียงรายที่ไม่ทำร้ายวงจรผีเสื้อ

จากเดิมชาวบ้านเลี้ยงหนอนไหมใน ‘จ่อ’ หรือกระด้งแผ่นกลม หนอนไหมก็พ่นเส้นใยรอบตัวเพื่อสร้างรัง ได้เส้นใยอยู่รอบรังไหมรูปวงรี แต่จินนาลักษณ์เสนอให้ทดลองเลี้ยงไหมบนเฟรมไม้ที่ใช้ทำกระดาษสา ฝึกน้องหนอนไหมให้พ่นเส้นใยออกมาเป็นแผ่น โดยยังม้วนตัวกลายเป็นดักแด้ได้ (รังไหมกลายเป็นแผ่นไปแล้ว) ระหว่างนั้น 7 วันมีการให้ความอบอุ่นจนดักแด้กลายเป็นผีเสื้อครบวงจรชีวิต ซึ่งกระบวนการตั้งแต่วันแรกจนสำเร็จใช้เวลาทดลอง 2 ปี

“ระหว่างสองปีที่ร่วมกันวิจัย เราต้องรับหน้าที่เป็นฝ่ายการตลาดให้เด็กๆ ด้วยการรับซื้อหนอนไหมจากชาวบ้าน ช่วงนั้นชาวบ้านก็มีรายได้มากขึ้น ยายๆ ได้มีเวลาพักผ่อน เพราะไม่ต้องนั่งสาวไหม ประหยัดเวลา

“หลังจากได้รางวัลสุดยอดนวัตกรรมก็ว่าจะหยุดทำแล้ว แต่ชาวบ้านมาขอร้องว่าอย่าหยุดทำได้มั้ย ช่วยรับซื้อจนกว่าพวกยายจะไม่อยู่กันแล้ว เรามานั่งคิดว่าจะทำยังไงดี ก็เลยเป็นที่มาของการต่อยอดครั้งนี้” 

ไม่เพียงวิจัยเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมการพ่นเส้นใย เธอยังร่วมกับกรมหม่อนไหมพัฒนาสายพันธุ์ไหม จนได้คู่สายพันธุ์ที่ดีที่สุดและมีโปรตีนไหมสูงที่สุด ได้แก่ คู่สายพันธุ์ทับทิมสยามและสายพันธุ์วนาสวรรค์ ได้แผ่นใยไหมสีเหลืองที่ต้องแสงไฟจะมองเห็นเป็นแผ่นใยไหมสีทองอร่าม ซึ่งผ่านการทดสอบแล้วว่าเป็นคู่สายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้

CEILK มาสก์ใยไหมทองคำเจ้าแรกของไทย ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเชียงรายที่ไม่ทำร้ายวงจรผีเสื้อ

CEILK ต่อยอดนวัตกรรมเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่มีความเป็นธรรมชาติมากที่สุด โดยใช้แผ่นใยไหมทองคำและโปรตีนไหมเป็นตัวชูโรง โปรตีนไหม หรือ Silk Sericin จะเคลือบติดอยู่ที่เส้นไหมทั่วทั้งแผ่น ซึ่งมีค่าโปรตีนสูงถึง 35 เปอร์เซ็นต์

แล้วโปรตีนไหมที่ภาษาบ้านๆ เรียกว่า เมือกหรือน้ำลายไหม ดีงามกับผิวหน้ายังไง-เราสงสัย

“ตัวเมือกไหมหรือโปรตีนไหมมีผลงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งห้องแล็ปมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงด้วยนะคะ ว่ามีกรดอะมิโนสิบแปดชนิดที่ใกล้เคียงกับผิวมนุษย์มากที่สุด เมื่อซึมเข้าผิวแล้วจะช่วยกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นมาใหม่ แม้ในวัยที่ไม่สร้างแล้วก็ตาม มีคุณสมบัติบำรุงผิว กันรังสียูวีได้ถึงสามชนิด และมีแอนตี้แบคทีเรียช่วยลดการอักเสบของผิว”

แผ่นใยไหมทองคำผ่านการฆ่าเชื้อจากสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ก่อนนำมาทำผลิตภัณฑ์ ซึ่งสินค้าภายใต้แบรนด์ซิลค์มีให้เลือกบำรุงทั้งหมด 6 แบบ แบ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้แผ่นใยไหมทองคำ 2 ชนิด คือ แผ่นมาส์กหน้าใยไหมทองคำและแผ่นพัฟล้างหน้าใยไหมทองคำ และผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารสกัดโปรตีนไหม 4 ชนิด คือ ครีมบำรุงผิวหน้า ซิลค์ไนท์ครีม ครีมบำรุงผิวหน้า ซิลค์เดย์ครีม เซรั่มบำรุงผิวหน้า และสบู่ล้างหน้าใยไหมทองคำ

สำหรับแผ่นมาส์กหน้าใยไหมธรรมชาติ จินนาลักษณ์กระซิบว่า เธอให้น้องหนอนไหมทอแผ่นใยไหมให้หนา แม้ต้นทุนการผลิตเพิ่ม แต่กลับได้แผ่นมาสก์ที่ใช้งานได้มากถึง 3 ครั้ง เพราะเธอทดสอบในห้องแล็บแล้วว่า โปรตีนไหมที่มีประโยชน์ไม่ได้หายไปในหนึ่งรอบการใช้งาน เมื่อใช้เสร็จให้เก็บแผ่นมาสก์ในซองฟอยล์แล้วแช่ช่องฟรีช ค่อยนำกลับมาใช้ใหม่ เมื่อใช้มาสก์ครบ 3 ครั้ง ก็ยังใช้แผ่นมาสก์ดีท็อกซ์ผิวหน้าร่วมกับการมาสก์หน้าไข่ขาวได้อีก เธอว่าอยากให้ผู้บริโภคคุ้มค่าที่สุด!

ส่วนแผ่นพัฟล้างหน้าใยไหมธรรมชาติก็เป็นเหมือนสครับแบบอ่อนโยน เส้นใยไหมจะซอกซอนทำความสะอาดบนผิวหน้าและช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วอย่างนุ่มนวล ทำให้รูขุมขนกระชับ ผิวหน้าสว่างใสขึ้น เจ้าของแบรนด์แนะว่าให้ใช้คู่กับสบู่ใยไหมทองคำสูตรน้ำมันเมล็ดชา ที่ใช้กลีเซอรีนบริสุทธิ์จากน้ำมันเมล็ดชา ผลิตโดยมูลนิธิชัยพัฒนา 

CEILK มาสก์ใยไหมทองคำเจ้าแรกของไทย ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเชียงรายที่ไม่ทำร้ายวงจรผีเสื้อ
CEILK มาสก์ใยไหมทองคำเจ้าแรกของไทย ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเชียงรายที่ไม่ทำร้ายวงจรผีเสื้อ

ส่วนผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 ชนิดที่มีสารสกัดโปรตีนไหมเข้มข้นที่เป็นส่วนผสมหลักยังอุดมด้วยสารอาหารอันเป็นประโยชน์ต่อผิวหน้า อาทิ สารสกัดสาหร่ายสีแดง เปลือกต้นสน เปปไทด์ ฯลฯ 

มหัศจรรย์ความงามจากธรรมชาติเลื่องชื่อลือชาจนมีลูกค้าจากหลายประเทศ จินนาลักษณ์บอกว่าสมัยการท่องเที่ยวคึกคักมีชาวฮ่องกงมาเหมาแผ่นมาสก์หน้าใยไหมธรรมชาติกลับบ้านกันเพียบ แถมเธอปรับเปลี่ยนโรงงานกระดาษสาเป็นศูนย์การเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวชุมชน พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ซิลค์ให้เป็นสปาชุมชนจนเป็นที่รู้จัก

ความนิยมยังพานวัตกรรมฝีมือคนไทยไปโลดแล่นยังประเทศเกาหลี ดินแดนความสวยความงาม เพราะคุณภาพและประสิทธิภาพของโปรตีนไหมแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ชาวโสมวางใจและยอมรับในผลิตภัณฑ์ แต่ด้วยความต้องการของตลาดเกาหลีมีมาก ชาวบ้านมีกำลังการผลิตไม่เพียงพอ จินนาลักษณ์และกรมหม่อนไหมเห็นพ้องต้องกันว่า หากผลิตระบบอุตสาหกรรมจะกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้าน การทอผ้าไหมอาจหายไป จึงกลับมาตั้งหลักพัฒนาสินค้าแทน

“ช่วงที่เราส่งไปประเทศเกาหลี ชาวบ้านก็หันมาทำใยไหมกันแทบทุกครัวเรือน ตอนนั้นสำรวจแล้วเกือบพันครัวเรือน มีรายได้เพิ่มขึ้นกันเยอะเลย ถ้าเราทำการตลาดได้ดีกว่านี้ ผลลัพธ์จะไปตกอยู่ที่ชาวบ้านแน่นอน”

แม้การผลิตจะชะลอตัวและสถานการณ์โควิด-19 เข้ามาเยือน แต่จินนาลักษณ์พูดเต็มปากว่า CEILK ทำให้ชาวบ้านที่ทำงานด้วยกันยังมีรายได้ เพราะลูกค้าติดใจคุณภาพจนวนกลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ค่อนข้างมีอายุ มีทั้งชาย-หญิงที่มองหาผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ทำเคมีบำบัด แม้กระทั่งกลุ่มอาจารย์หมอและแพทย์จากคลินิกความงาม ก็ใช้ผลิตภัณฑ์จากซิลค์ในการปลอบประโลมและฟื้นฟูผิวหลังจากทำเลเซอร์หรือทรีทเมนต์ผิวหน้า

CEILK CEILK มาสก์ใยไหมทองคำบำรุงผิวหน้าจากแผ่นใยไหมทองคำและโปรตีนไหมธรรมชาติ ด้วยภูมิปัญญาปลูกหม่อนเลี้ยงไหมฝีมือชาวบ้าน จ.เชียงราย
CEILK CEILK มาสก์ใยไหมทองคำบำรุงผิวหน้าจากแผ่นใยไหมทองคำและโปรตีนไหมธรรมชาติ ด้วยภูมิปัญญาปลูกหม่อนเลี้ยงไหมฝีมือชาวบ้าน จ.เชียงราย

จากความตั้งใจส่งต่อผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่แฝงภูมิปัญญา ทำให้ CEILK ได้รับรางวัลชนะเลิศ อันดับที่ 1 ประเภทธุรกิจนวัตกรรม NSP Innovation Award (พ.ศ. 2558) รางวัลชมเชย ระดับพื้นที่ภาคเหนือ ประเภทวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม STI Thailand Award (พ.ศ. 2558) และผลิตภัณฑ์ซิลค์ยังได้เครื่องหมายรับรองจาก Earth Safe ด้วย

“เราอยากเป็นผลิตภัณฑ์แบรนด์หนึ่งที่อยู่หน้าตู้กระจกของคุณผู้หญิง คุณผู้ชาย” สาวเจ้าพูดด้วยรอยยิ้ม “ซิลค์มาจากงานวิจัย เป็นนวัตกรรมของคนไทย อยากให้คนที่ลองใช้ผลิตภัณฑ์รู้สึกมีความสุข มีความสุขที่ได้ช่วยเหลือชาวบ้าน มีความสุขที่ได้ปล่อยผีเสื้อคืนสู่ธรรมชาติ ที่สำคัญ เราตั้งใจให้ซิลค์เป็นความภูมิใจของคนไทยทุกคน”

จินนาลักษณ์หมายมั่นว่าจะพัฒนาซิลค์ให้กลายเป็นสินค้าพรีเมี่ยมทั้งในประเทศและต่างประเทศไปพร้อมกับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของเชียงราย สร้างรายได้และอาชีพยั่งยืนให้กับชาวบ้าน ตลอดจนมอบประสบการณ์อ่อนเยาว์เหนือกาลเวลาด้วยแผ่นใยไหมทองคำและโปรตีนไหมธรรมชาติให้กับทุกเพศทุกวัย 

CEILK CEILK มาสก์ใยไหมทองคำบำรุงผิวหน้าจากแผ่นใยไหมทองคำและโปรตีนไหมธรรมชาติ ด้วยภูมิปัญญาปลูกหม่อนเลี้ยงไหมฝีมือชาวบ้าน จ.เชียงราย

อุดหนุนผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจาก CEILK ได้ที่

Line ID : @CEILK (https://lin.ee/9pH1dJz)

โทรศัพท์ : 08 4536 9324

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ปฏิเวธ ยืนธรรม

สถาปนิกอิสระ ชื่นชอบการถ่ายภาพเป็นงานอดิเรก ชื่นชมแสงธรรมชาติสวยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load