วัยเยาว์นั้นแสนสั้น เพียงไม่กี่พริบตาเราต่างเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ไม่ใช่เวลามากมายนักที่เรามีโอกาสสร้างประสบการณ์และทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ มอบความทรงจำล้ำค่า ให้อยู่สะสมติดตัวลูกหลานคนรุ่นหลังเราไปตลอดชีวิต

แต่ความวุ่นวายของโลกสมัยใหม่ ทำให้พ่อแม่จำนวนมากไม่อาจมีเวลาคุณภาพกับเจ้าตัวน้อย ต้องปล่อยให้พวกเขาจดจ่ออยู่กับอุปกรณ์ดิจิทัลเพียงลำพัง หรือไม่ก็ฝากความหวังไว้กับคุณครู ที่หลายครั้งต้องแบกรับหน้าที่ตามระบบ จนไม่มีเวลาดูแลเด็กๆ แต่ละคนอย่างใกล้ชิด บ้างก็หมดมุก ไม่รู้จะเอาอะไรมาสอนให้ตื่นตาตื่นใจแล้ว

LittleLot คือธุรกิจที่เห็นถึงปัญหานี้ และคิดค้นนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้สำหรับเด็ก ด้วยความเชื่อว่า การเล่นและการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ เป็นดั่งการหมั่นรดน้ำดูแลเอาใจใส่ จนเมล็ดพันธุ์ในตัวเด็กเติบโตได้อย่างงดงาม

ก่อตั้งโดยคู่ภรรยาสามี แตงกวา-นัชชา จิระคุณ และ ป๊อปปี้-ภาณุ จิระคุณ (คุณอาจเคยฟังเพลงและรู้จักเขาในฐานะหัวหน้าวง K-OTIC

LittleLot นวัตกรรมเกมของคู่รัก ที่ทำให้เด็กขยับกายและเรียนรู้ด้วยใจไม่ต้องบังคับ

“เราชอบพูดเสมอว่า LittleLot คือสะพานที่เชื่อมระหว่างโลกกายภาพ (Physical) กับดิจิทัล เชื่อมระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ด้วยเทคโนโลยีที่เป็นมิตร ในชีวิตช่วงแรกของเด็ก ซึ่งสำคัญมาก” ทั้งสองอธิบายแนวคิด พลางหยิบ ‘BiiNo’ อุปกรณ์หมอนผ้าและไม้ยางพารารูปร่างคล้ายถั่ว ที่แฝงฟังก์ชันพิเศษไว้แบบไม่ปรากฏชัดต่อสายตา จนกว่าจะเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ดิจิทัล

จากเดิมเป็นโปรเจกต์ในรั้วมหาวิทยาลัย ปัจจุบัน LittleLot ดำเนินการมาราว 4 ปีกว่า เป็นงานที่ทั้งสองทุ่มเทเวลาชีวิตให้อย่างมีความสุข สร้างสรรค์ด้วยความสนุก ได้รับเสียงตอบรับน่าชื่นใจจากทั้งคุณครู โรงเรียน พ่อแม่ และบรรดาเด็กๆ ผู้ใช้งาน

ปิดไฟให้มืด เปิดโปรเจกเตอร์ฉายแสงกระทบเพดาน ตัวละครและฉากอันน่ารักปรากฏขึ้นทักทายเราเบื้องหน้า ทั้งสองลองสาธิตการเล่นเกมที่ออกแบบไว้หลากหลายให้เราดู ชวนหวนนึกถึงเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก หากมีสื่อเหล่านี้ การเรียนรู้คงไม่น่าเบื่อ และวันเวลาคงมีสีสันน่าจดจำเป็นแน่แท้

ถ้าอยากรู้ว่าเป็นอย่างไร มาลองกดสตาร์ทเกมไปด้วยกัน

LittleLot นวัตกรรมเกมของคู่รัก ที่ทำให้เด็กขยับกายและเรียนรู้ด้วยใจไม่ต้องบังคับ

Level 1

สวนสนุกในฝัน 

“ตอนเด็กๆ เวลาคนถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ผมจะพูดตลอดว่าอยากมีสวนสนุกเป็นของตัวเอง” ผู้ประกอบการวัย 29 ปีเล่าความฝันวัยซนให้ฟัง “เพราะสวนสนุกเป็นพื้นที่ที่คนเข้ามาแล้วรู้สึกสนุก และเปิดจินตนาการให้ไปได้ไกลมาก” 

เมื่อเติบโตขึ้น เรารู้กันว่าป๊อปปี้ไม่ได้เปิดสวนสนุกจริงๆ เขาเลือกเดินเส้นทางสายศิลปิน และศึกษาต่อด้านออกแบบสถาปัตยกรรมที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในช่วงเวลานี้ เขาได้พบน้องร่วมคณะอย่างแตงกวา ผู้สนใจเรื่องดนตรีและเด็กร่วมกัน

“สมัยเรียน เราสอนเปียโนไปด้วย มีนักเรียนของเราคนหนึ่งที่มีภาวะการเรียนรู้การเข้าใจไม่เหมือนนักเรียนคนอื่นๆ ทำให้พบว่าหนังสือหรือสื่อที่ใช้สอนอยู่ ไม่ได้รองรับความเข้าใจที่แตกต่างออกไป ทั้งเนื้อหาภาพและวิธีการ เลยเริ่มศึกษาเพิ่มเติม” แตงกวาเล่าถึงจุดเริ่มต้น การศึกษาครั้งนั้นกลายเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ของเธอ

ตัวต้นแบบในวันนั้น หน้าตาและฟังก์ชันคล้าย BiiNo ที่อยู่ตรงหน้าเราในวันนี้ แนวคิดคือมีซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์เป็นสองส่วนที่เชื่อมต่อกัน 

ตัวซอฟต์แวร์เป็นแอปพลิเคชันเกมดนตรีที่มีด่านหลากหลาย มีตัวการ์ตูนน่ารักๆ คอยดำเนินเรื่อง ดาวน์โหลดได้จากอุปกรณ์อย่างแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน ส่วนฮาร์ดแวร์เป็นหมอนผ้าและไม้ยางพาราที่ติดไฟ LED เปลี่ยนสีได้ เมื่อเด็กปฏิสัมพันธ์กับเครื่องมือนี้ ตัวเกมบนเครื่องจะเปลี่ยนตามสิ่งที่เด็กทำไปด้วย ไม่ว่าจะมองจอหรือไม่ก็ตาม ทำให้เกิดการฝึกทักษะ เช่น การฟัง การแต่งทำนองดนตรี

LittleLot นวัตกรรมเกมของคู่รัก ที่ทำให้เด็กขยับกายและเรียนรู้ด้วยใจไม่ต้องบังคับ

“ตอนแตงกวาทำวิทยานิพนธ์เสร็จแล้ว เราคุยกันว่าเจ๋งมากเลย ลองทำสิ่งนี้จริงจังดูไหม เป็นสิ่งที่เราสนุกที่ได้ลงมือทำ ต่อมาเราได้รับทุนสนับสนุนโครงการจากหน่วยงานภาครัฐ ต้องจดทะเบียนบริษัท เราก็เริ่มทำให้เป็นรูปร่าง” ป๊อปปี้เสริม ก่อนหน้านั้นเขาเปิดสตูดิโอสอนดนตรีและจัดค่ายไปสอนเด็กๆ อยู่บ่อยครั้ง โดยมีแตงกวาร่วมขบวนด้วยเพื่อศึกษาทำโปรเจกต์ของเธอ

จากประสบการณ์ของทั้งสอง พวกเขาสังเกตเห็นว่าคนชอบแยกการศึกษาให้อยู่ส่วนการศึกษา งานออกแบบก็อยู่ส่วนงานออกแบบ แต่หากเราเชื่อมทั้งสองศาสตร์เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว คงเปิดประตูใหม่ๆ ให้เป็นทางออกแก่ปัญหาเดิมๆ 

LittleLot จึงถือกำเนิดขึ้น โดยชื่อย่อมาจากสโลแกนว่า ‘Little by little, a little makes a lot.” 

สิ่งเล็กๆ อย่างการเล่นในแต่ละวัน เมื่อผสมรวมกันเรื่อยๆ ก็กลายเป็นสิ่งล้ำค่าสำหรับชีวิตเด็กบางคน 

“นี่คงเป็นสวนสนุกในนิยามของเราเหมือนกัน มันอาจไม่ได้เป็นพื้นที่ แต่เราทำตรงนี้แล้วสนุกมาก และเด็กๆ ก็สนุกด้วย”

LittleLot นวัตกรรมเกมของคู่รัก ที่ทำให้เด็กขยับกายและเรียนรู้ด้วยใจไม่ต้องบังคับ

Level 2

ออกแบบให้รักการเรียนรู้

ความสนุกและสร้างสรรค์ของ LittleLot ถูกนำเสนอผ่าน 4 รูปแบบหลัก โดยมีแก่นสำคัญคือประสบการณ์การเรียนรู้แบบผสม (Hybrid Learning Experience) ที่ผสานทั้งโลกกายภาพและดิจิทัลเข้าด้วยกัน

หนึ่ง ของเล่น ทั้ง BiiNo ที่พัฒนาขึ้นจากตัวต้นแบบเดิม ปัจจุบันมี 5 มินิเกมที่แตกต่างกัน เช่น ‘Jiggly Jams’ เกมบรรเลงโน้ตดนตรีให้ตรงจังหวะ และ ‘Little Loopers’ ชวนเหล่าสัตว์แต่งเพลง รวมๆ แล้วมีมากกว่า 60 เลเวลให้เพลิดเพลิน

และผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างการ์ดคำศัพท์ที่วาดเขียนลงไปได้ตามจินตนาการ ช่วยเสริมการเรียนรู้แบบเชื่อมโยงกับโลกความเป็นจริง

สอง ระบบสื่อการเรียนแบบอินเทอร์แอคทีฟสำหรับโรงเรียน ปรับเปลี่ยนเนื้อหาตามบทเรียนของหลักสูตรให้อยู่ในรูปแบบเกมที่ฉายผ่านโปรเจกเตอร์ เด็กๆ จะเล่นและเรียนรู้ผ่านการขยับร่างกาย ตัวระบบจะจับการเคลื่อนไหว (Motion Detection) และตอบสนองบนฉากทันที 

เช่น เกม ‘วาทยกรมือฉมัง’ ผู้เล่นสามารถขยับมือ เพื่อให้จังหวะสัตว์น้อยนักดนตรีบนฉากเล่นเครื่องดนตรีตามเรา หรือเกม ‘เที่ยวป่าส่องสัตว์’ ที่ให้เด็กๆ ใช้มือขวาแทนไฟฉาย ส่องหาสัตว์ที่หลบซ่อนอยู่ในป่าให้เจอ

“เด็กจะตื่นเต้นมาก เราพยายามสอดแทรกให้เขาได้สังเกตและรอคอย บางคนได้ยินเสียงสัตว์เคลื่อนไหว หรือสังเกตการเปลี่ยนแปลงของภาพ จะตะโกนช่วยเพื่อนกันลั่นห้องเลย” แตงกวาเอ่ยด้วยความยิ้มแย้ม ปัจจุบันระบบนี้มีเนื้อหาทั้งหมด 24 หมวดใหญ่ เช่น ครอบครัว ธรรมชาติ เทคโนโลยี และอีกมากให้เลือกสรร โดยมีการ์ดและโปสเตอร์ประกอบเนื้อหาให้ทบทวนความเข้าใจ สามารถสแกนเพื่อเชื่อมต่อกับเกมผ่านเทคโนโลยี Augmented Reality (AR) ไว้ตอบคำถามได้อีกด้วย

สาม เวิร์กช็อป เปิดสอนให้เด็กสร้างเมือง หนังสือ และเกมของตัวเองเป็น (ดูตัวอย่างผลงานสุดน่ารักได้ที่ Gameroom

LittleLot นวัตกรรมเกมของคู่รัก ที่ทำให้เด็กขยับกายและเรียนรู้ด้วยใจไม่ต้องบังคับ
LittleLot นวัตกรรมเกมของคู่รัก ที่ทำให้เด็กขยับกายและเรียนรู้ด้วยใจไม่ต้องบังคับ

“ถ้าเด็กสนุกกับการเล่นแล้วได้สร้างให้คนอื่นเป็นผู้เล่นด้วย มันเจ๋งมากเลย ที่ผ่านมา เราพยายามร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่อยากสื่อสารเรื่องราว เช่น การอนุรักษ์สัตว์ป่า ให้เด็กได้ฟังความรู้จากพวกเขา จากนั้นจะสอนให้เขาทำเกม ซึ่งเขาจะเข้าใจเนื้อหามากขึ้น และสอนเพื่อนที่มาเล่นเกมให้ได้เรียนรู้ไปด้วย” ป๊อปปี้เล่าแนวคิดวงจรการเรียนรู้ ที่มีขั้นตอนคือ ฟัง เข้าใจ ทำได้ และสอนคนอื่นเป็น

“ในเวิร์กช็อปออกแบบเมือง เราให้เด็กๆ ประดิษฐ์เมืองทำมือขึ้นมา แล้วฉายภาพ (Projection Mapping) ให้ดูเหมือนจริง เขาจะเห็นว่าเมืองเป็นแบบไหน อะไรเด่น ปัญหาของเมืองที่เขาสร้างขึ้นมาคืออะไร เช่น รถไฟฟ้าไปไม่ถึงบางพื้นที่ ตึกสูงเยอะเกินไป ขาดพื้นที่สีเขียว เกิดการคุยกันเองโดยที่เราไม่ต้องไปบอกเลยว่าเมืองที่ดีต้องเป็นอย่างไร เป็นการชวนคุยแล้วให้ตกตะกอนเองมากกว่า” ทั้งคู่ช่วยกันเสริม

“มีเด็กที่ทำแล้วบอกว่าโตขึ้นอยากเป็นสถาปนิก อยากเรียนเขียนโค้ดด้วย เวลาเห็นเด็กสนุก เรียนรู้และช่วยเหลือกัน มันใจฟูมากเลย”

LittleLot นวัตกรรมเกมของคู่รัก ที่ทำให้เด็กขยับกายและเรียนรู้ด้วยใจไม่ต้องบังคับ

และสี่ รับเป็นที่ปรึกษาด้านออกแบบการเรียนรู้ให้หน่วยงานต่างๆ เช่น โรงเรียนที่ต้องการปรับเปลี่ยนการสอนให้สอดแทรกทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Skills) 

ทั้งหมดนี้ ผ่านการศึกษาเพิ่มเติมอย่างเข้มข้น ทั้งสองทราบดีว่าพัฒนาการเด็กเป็นเรื่องละเอียดอ่อน นอกจากใช้ประสบการณ์ที่เคยคลุกคลีอยู่กับเด็กจากการสอนเปียโน แตงกวายังเรียนรู้เพิ่มเติมและปรึกษากับคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อนำมาออกแบบงานต่อ และมีการจัดเวิร์กช็อปอยู่หลายครั้งเพื่อเข้าใจผู้เรียนมากขึ้น ส่วนทางป๊อปปี้รับบทดูแลด้านเทคโนโลยี เกมที่เราเห็นกันวันนี้ส่วนหนึ่งมาจากฝีมือการเขียนโปรแกรมของเขาเอง

Level 3

ศึกษาดิจิทัล

“ผู้ใหญ่หลายท่านอาจกลัวเทคโนโลยี” แตงกวาเล่าความกังวลใจของพ่อแม่และคุณครูที่เคยเจอมา หลายคนมีภาพจำเกี่ยวกับเกมไม่ค่อยดีเสียเท่าไร หรืออีกกรณีตรงข้ามกันคือ ใช้เทคโนโลยีเป็นทางลัดแก้ปัญหา โดยไม่ทราบวิธีใช้ที่เหมาะสมและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเด็ก

“การยื่นแท็บเล็ตให้เด็กตอนกินข้าว ร้องไห้ หรือนั่งว่างๆ ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่เหมาะเสมอไป มันเป็นการใช้เทคโนโลยีแบบให้เด็กดูหรือรับสารเฉยๆ (Passive) สิ่งที่เราพยายามสร้างคือเทคโนโลยีที่ไม่ได้น่ากลัว สร้างปฏิสัมพันธ์ให้เกิดการตอบโต้ มีเงื่อนไขให้คิด รวมถึงสนับสนุนให้เขาทำอย่างอื่น เช่น เก็บคำถามไปคุยกับพ่อแม่

“แน่นอนว่าต่อไปในอนาคตเขาต้องใช้เครื่องมือพวกนี้อยู่แล้ว แต่ตอนเด็กเขาควรได้ใช้ด้วยวิธีที่เหมาะกับวัย ได้สังเกต จับ ขยับ แบบมีระยะห่างกับหน้าจอ เราจึงหาวิธีเปลี่ยนสิ่งที่พ่อแม่หลายคนมีอยู่นี้ ให้ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีกับเด็ก”

LittleLot นวัตกรรมเกมของคู่รัก ที่ทำให้เด็กขยับกายและเรียนรู้ด้วยใจไม่ต้องบังคับ

เมื่อนวัตกรรมเป็นสิ่งใหม่ที่คนยังไม่คุ้นเคยและตั้งข้อสงสัย วิธีขั้นต้นในการออกแบบให้ตอบโจทย์คือ ทำความเข้าใจสิ่งที่พวกเขาต้องการให้ถ่องแท้ก่อน

“ตอนแรกเราต้องเรียนรู้กันพอสมควร แต่พอมีทีมที่ปรึกษาทางด้านการศึกษา เราเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าโรงเรียนต้องการอะไร และคิดว่าจะทำให้มันเป็นระบบที่สอดคล้องกับหลักสูตรได้อย่างไร เพราะสุดท้าย โรงเรียนอยากประเมินเด็กๆ ให้ได้ว่าเล่นแล้วเกิดความเข้าใจในสิ่งที่สอนจริงไหม

“เนื้อหาของระบบที่ใช้กับโรงเรียนจึงเกิดจากการกางหลักสูตรของโรงเรียนและกระทรวงออกมาดู แล้วค่อยเสริมแง่มุมที่หนังสือไม่มีหรือไม่ได้อัปเดตไปตามกาลเวลา ซึ่งหนึ่งเรื่องพูดได้หลายอย่างมาก เช่น โลกใต้ทะเล มีได้ตั้งแต่เรื่องสัตว์ใต้ทะเลมีอะไรบ้าง การทิ้งขว้างหลอดและพลาสติกจะส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตสัตว์อย่างไร

“หรือเรื่องค่านิยมในสังคม เราสื่อสารได้ว่าอาชีพบนโลกนี้ไม่ได้มีแค่ตามหนังสือและบทเรียนที่เห็นปกติทั่วไป เด็กแต่ละคนมีความเก่งไม่เหมือนกัน ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องชอบสีชมพู ผู้ชายไม่จำเป็นต้องชอบสีฟ้า” ทั้งคู่เสริม พร้อมบอกว่าตอนนี้กำลังพัฒนาระบบให้มีสื่อเพิ่มเติมและประเมินได้แบบครบจบในที่เดียว

LittleLot นวัตกรรมเกมของคู่รัก ที่ทำให้เด็กขยับกายและเรียนรู้ด้วยใจไม่ต้องบังคับ

เมื่อพัฒนาระบบจากความเข้าใจนี้แล้ว วิธีทำให้คนเชื่อเหมือนกันคือ พิสูจน์ให้เห็นกับตา

“เวลาไปโรงเรียน เราจะขอจัดห้องให้เด็กลองเล่นเลย ผู้ใหญ่จะเห็นว่าเด็กมีความสุขที่ได้เล่นมากจริงๆ และเข้าใจเนื้อหาโดยไม่ต้องเขียนอะไรบนกระดานเลย เพราะเขาคิดผ่านเงื่อนไขในเกมไปแล้ว” แตงกวาเล่าประสบการณ์เข้าไปทดลองใช้จริงที่โรงเรียน สิ่งที่เธอและป๊อปปี้จะใช้ประเมินผลงานตัวเองไปด้วยคือเด็กต้องรู้สึกสนุก เกิดแรงบันดาลใจ และได้ความรู้

“แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือทำให้เขาอยากเรียน เดี๋ยวนี้ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเยอะมาก ถ้าเขาอยากเรียนรู้ขึ้นมาเมื่อไร เขาจะหาข้อมูลบนโลกนี้ได้หมดเลย” 

หากทดลองแล้วมีผลตอบรับหรือข้อแนะนำกลับมา Littlelot สามารถปรับเปลี่ยนระบบและเนื้อหาจากเบื้องหลังได้เรื่อยๆ เป็นความงดงามของการใช้ดิจิทัลเข้ามาเสริมโลกการศึกษา

Level 4

สิ่งเล็กๆ

“เราไม่ได้รีบเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ และรู้ว่าสิ่งที่เราทำไม่ได้เห็นผลทันตาด้วย แต่เราอยากค่อยๆ ศึกษา ทำสื่อออกมาให้ดีจริง และรับผิดชอบกับสิ่งที่ทำ” สองผู้ประกอบการเล่าธรรมชาติและแนวคิดของธุรกิจนี้ ปัจจุบัน LittleLot มีสมาชิกหลักอยู่ 3 คนเท่านั้น พร้อมขับเคลื่อนการทำงานด้วยความสนุกและใส่ใจ

“ทุกครั้งที่ทำเกมเสร็จ เราจะมานั่งเล่นกัน เวลาคิดอะไรไม่ออกก็คุยกันหรือไปเล่นบอร์ดเกม ดูว่ามีวิธีคิดเกมแบบไหนบ้าง หาอะไรทดลองตลอดเวลา สนุกดีนะ” 

หลังเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ระบบการศึกษาเกิดการพลิกผันครั้งใหญ่ นักเรียนต้องอยู่ที่บ้านเพื่อเรียนออนไลน์ คุณครูและพ่อแม่ต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตามไปด้วย ในปีนี้ LittleLot จึงวางทิศทางการทำงานให้มุ่งเน้น 2 เรื่องมากขึ้น เตรียมพร้อมสำหรับการศึกษาหลังความปกติใหม่

หนึ่ง สร้างระบบการเรียนรู้ภายในบ้าน เด็กๆ ไปโรงเรียนแล้วกลับมามีเครื่องมือทบทวนที่บ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือใครเลือกเรียนแบบโฮมสคูลก็มีตัวช่วยติดอาวุธให้แข็งแกร่ง

สอง สนับสนุนและลดภาระของคุณครูที่โรงเรียน

“ทุกวันนี้คุณครูเหนื่อยมาก ต้องวางโครงสร้างสอน คิดใบงาน ประเมิน ดูแลเด็กหลายสิบ ถ้าเกิดมีใบงานที่เขาดาวน์โหลดไปใช้ได้เลย หรือเกมที่ทำให้เด็กๆ เล่นได้โดยไม่ต้องถูกคะยั้นคะยอ คุณครูจะมีเวลาคิดและดูแลเด็กมากขึ้น เมื่อคุณครูดูแลเด็กได้อย่างมีคุณภาพ การศึกษาน่าจะเดินไปข้างหน้า” ทั้งคู่วาดภาพความฝันที่อยากให้เกิดขึ้นจริงในอนาคต แม้รู้ดีว่าการปรับทั้งระบบเป็นเรื่องยากและใช้เวลา 

แต่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ มักเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ทั้งนั้นไม่ใช่หรือ 

Little by little, a Little makes a Lot. 

LittleLot นวัตกรรมเกมของคู่รัก ที่ทำให้เด็กขยับกายและเรียนรู้ด้วยใจไม่ต้องบังคับ

Epilogue

“ตอนเด็กๆ เล่นของเล่นอะไรกัน” เราถามเรื่องเมื่อราว 20 ปีก่อนด้วยความสงสัย

“ชอบเล่นเลโก้ ใช้เวลาอยู่ได้เป็นวันเลย” ฝ่ายหญิงตอบ

“ชอบอยู่นอกบ้าน เล่นกีฬา ของเล่นที่มีจะเป็นตัวต่อเล็กๆ น้อยๆ พอโตขึ้นก็เริ่มเล่นพวกเพลย์สเตชัน” ฝ่ายชายตอบบ้าง

“แล้วตอนนี้เล่นเกมอะไร” 

“Pikmin 3” 

“Civilization VI และบอร์ดเกม พยายามหาเวลาไปเล่นอยู่เรื่อยๆ” 

ติดตามรายละเอียดและค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ LittleLot ได้ที่

Facebook : LittleLot

Website : LittleLot

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

เราขอเวลาชีวิตคุณแค่ 10 นาที เพื่ออ่านและรับฟังความคิดของ วิน-กวิน เจิดจรรยาพงศ์ คนรุ่นใหม่ที่อยากแก้ไขปัญหาใหญ่ของสังคม และคุณอาจเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเขารักษาชีวิตใครสักคนให้มีแรงอยู่บนโลกใบนี้ต่อไป

ไม่ต้องทำอะไรซับซ้อนเลย แค่เริ่มจากนั่งเฉยๆ และฟัง ก็มีความหมายมากพอแล้ว

วิกฤตที่ว่าคือ องค์การอนามัยโลก (WHO) คาดการณ์ว่า พ.ศ. 2573 ‘โรคซึมเศร้า’ จะเป็นภาระโรคหรือสาเหตุความสูญเสียทางสุขภาพอันดับหนึ่ง แซงหน้าโรคมะเร็งและหัวใจ ทำให้ประชากรโลกสูญเสียรวมราว 12,000 ล้านวันทำงานในทุกปีไปกับความเจ็บป่วย เสียหายมากกว่า 480 ล้านล้านบาท รวมถึงหลายพันหมื่นชีวิตที่ต้องจบลงเพราะไม่อาจหาหลุดพ้นจากความทุกข์ระทม 

ปัญหานี้ยิ่งเห็นชัดขึ้นช่วง COVID-19 ที่กระทบชีวิตจิตใจผู้คนจำนวนมาก วินและ บอส-อุดมพล ทิวากรกฎ สองหนุ่มที่เข้าใจโรคซึมเศร้าจากประสบการณ์ชีวิตจริง จึงพัฒนาสตาร์ทอัพ ‘Hearing Heart’ แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึก (Deep Listener) ที่จะช่วยรับฟังเรื่องราวของเพื่อนมนุษย์ด้วยไมตรีจิต ไม่ว่าจะป่วยใจหรือไม่ก็ตาม และบรรเทาความอ้างว้างว่างเปล่าในใจ

Hearing Heart แพลตฟอร์ม HealthTech สร้างนักฟังเชิงลึกของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจโรคซึมเศร้า

พวกเขาร่วมมือกับหน่วยงานด้านสุขภาพจิตของภาครัฐและโรงพยาบาลเอกชน สร้างหลักสูตรออนไลน์ที่ผ่านการรับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นเครื่องมือให้บริการ ด้วยความหวังว่าในอนาคต บริการด้านสุขภาพจิตจะเป็นจุดแข็งใหม่ของประเทศไทย และเรามีนักฟังเชิงลึกที่ช่วยทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้นทั่วประเทศ

“การฟังอาจดูเหมือนง่าย แต่หลายคนคิดว่าตัวเองฟังอยู่ ทั้งที่จริงเขาแค่ได้ยิน มันต่างกันนะ” วินพูดถึงคำกริยาที่เราทำกันมาตั้งแต่เกิด แต่อาจยังไม่เคยเข้าใจความหมายที่แท้จริง

ในวันที่โลกดูเร่งรีบเสียเหลือเกิน เราจะเป็นนักฟังเชิงลึกที่ดีได้อย่างไร ขอชวนคุณเปิดหูเปิดใจให้กว้าง แล้วมาเดินทางเคียงข้าง Hearing Heart ไปด้วยกัน

Hearing Heart แพลตฟอร์ม HealthTech สร้างนักฟังเชิงลึกของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจโรคซึมเศร้า
วิน (ซ้าย) – บอส (ขวา)
01

มุมมองที่เข้าใจ

Hearing Heart คือความฝันที่เกิดขึ้นจากร่องรอยบาดแผล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเด็กผู้ชายสองคนมานานกว่า 10 ปี

“แม่เราเป็นโรคซึมเศร้าตั้งแต่เมื่อยี่สิบปีก่อน ตอนที่เรายังเป็นเด็ก” วินเล่าสาเหตุที่เขาสนใจเรื่องสุขภาพจิต 

“แม่จะวิตกกังวลง่าย ตอนนั้นเรา คนรอบตัว และสังคม ยังไม่เข้าใจหรอกว่าโรคนี้คืออะไร รู้แค่ว่าเราเป็นห่วงแม่มากว่าสักวันหนึ่งจะเป็นอะไรหรือเปล่า

“สุดท้าย แม่อาการหนักขึ้นเรื่อยๆ จนบอกว่าไม่อยากอยู่แล้ว และเขาทำสำเร็จ” 

เมื่อเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด วินใช้การเขียนเป็นเครื่องมือสะท้อนความคิด ตกตะกอนและคลี่คลายความรู้สึกของตัวเอง พออยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาช่วง พ.ศ. 2556 เขาเปิดเพจเฟซบุ๊กชื่อ ‘มุมมอง’ เขียนแบ่งปันแง่มุมชีวิต จนมีคนติดตามหลักหมื่นและทักทายเข้ามาปรึกษาปัญหาชีวิต 

“เราอยากช่วยให้ได้มากที่สุด แต่เราคนเดียวไม่สามารถรับฟังคนจำนวนมากได้ขนาดนั้น เรารับไม่ไหวเหมือนกัน เลยเกิดความคิดว่าต้องสร้างนักฟังขึ้นมาในสังคมแทน” วินเล่า ความคิดนี้ทำให้หนุ่มคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชวนบอส เพื่อนจากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่เคยเผชิญประสบการณ์โรคซึมเศร้า ร่วมกันพัฒนา moom-mong.com เป็นกระดานสนทนาที่ให้คนเข้ามาถามตอบอย่างอิสระ เผื่อจะช่วยเยียวยาความทุกข์ในชีวิตได้บ้าง

“เราสองคนอินเรื่องนี้มาก เคยเจอคนที่ไม่เข้าใจและบอกว่าอาการซึมเศร้าเป็นเรื่องที่คิดไปเอง เรียกร้องความสนใจ เราคือเด็กสองคนที่อยากทำให้ทุกคนรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แบบที่เข้าใจกัน”

Hearing Heart แพลตฟอร์ม HealthTech สร้างนักฟังเชิงลึกของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจโรคซึมเศร้า

ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน วินบอกว่าเขาไม่เคยลืมความตั้งใจนี้เลย เพราะไม่อยากเห็นใครต้องเป็นแบบแม่ของเขาอีกแล้ว ความมุ่งมั่นนี้ทำให้เขาบังเอิญพบกับ พญ.โชษิตา ภาวสุทธิไพศิฐ จากสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ (CAMRI) ที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสุขภาพจิตและให้การรับรองหลักสูตรในไทย ภายในงานสัมมนาเรื่องโรคซึมเศร้า 

พญ.โชษิตาเล็งเห็นว่าสิ่งที่วินและบอสทำนั้นน่าสนใจ จึงแนะนำให้รู้จักกับ พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผู้อำนวยการสถาบัน ซึ่งยินดีสนับสนุนและชวนต่อยอดมุมมองเป็นแพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึก (Deep Listener) ผ่านช่องทางออนไลน์ให้แก่ประชาชนทั่วไป

เพราะนี่คือหนึ่งในวาระเร่งด่วนระดับชาติ

02

นักฟังเชิงลึก

“ประเทศเรายังขาดบุคลากรทางจิตเวชอยู่เยอะมาก ไม่เพียงพอต่อความต้องการเลย ยิ่งช่วง COVID-19 คนยิ่งเครียด ไปไหนต่อไหนก็ไม่ได้” วินเกริ่นปัญหาภาพรวมให้ฟัง

หากเปิดดูตัวเลขของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ทรัพยากร กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2563 จะพบว่าเรามีผู้เชี่ยวชาญการบำบัดโรคทางจิตเวช (จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา) เพียง 3.49 คนต่อประชากรไทย 100,000 คน และพยาบาลจิตเวชผู้ให้คำปรึกษาจำนวน 8.71 ต่อ 100,000 คน 

ในขณะที่มีบุคคลทั่วไปติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ปีละ 600,000 – 800,000 สาย แต่มีกำลังของนักจิตวิทยาการปรึกษารับสายได้เพียง 200,000 สายเท่านั้น โดยบุคลากรเหล่านี้ต้องตรากตรำผ่านการเรียนและฝึกฝนเฉพาะทาง ใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์ ประเทศเราจึงยังผลิตได้ไม่มากพอ แม้จะเร่งพัฒนาแล้วก็ตาม

สิ่งที่พอช่วยแก้สถานการณ์ความขาดแคลนและภาระอันหนักอึ้งของบุคลากร คือการพัฒนาบุคคลทั่วไปให้มีศักยภาพพร้อมเป็นผู้ฟังที่ดี 

“การฟังที่ดีคือการไม่ตัดสินคนอื่นจากประสบการณ์ของตัวเอง เพราะแต่ละคนมีเงื่อนไขชีวิตแตกต่างกัน เราฟังเพื่อเข้าใจว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไรอยู่ ซึ่งอารมณ์มันไม่มีถูกหรือผิดนะ” วินเน้น พร้อมย้ำว่าการฟังมีพลังมาก เพราะทำให้คนรู้สึกว่าตัวตนของเขามีความหมายและได้การยอมรับ ยิ่งรอบตัวเรามีผู้รับฟังที่ดีมากขึ้นแค่ไหน สังคมจะยิ่งน่าอยู่มากขึ้นตามไปด้วย เพราะทุกคนต่างประคับประคองกันด้วยความเข้าใจ

Hearing Heart แพลตฟอร์ม HealthTech สร้างนักฟังเชิงลึกของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจโรคซึมเศร้า

ในเชิงการแพทย์ มีงานวิจัยว่าการฟังเพื่อบำบัด (Therapeutic Listening) ควบคู่ไปกับการรับประทานยาจะช่วยให้รักษาผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้นเช่นกัน

“การรับประทานยาเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่ได้ผล และผู้ป่วยควรได้ปรึกษาแพทย์ แต่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นเมื่อมีการนั่งจับเข่าคุยกันด้วยว่าทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้ ชีวิตผ่านอะไรมาบ้าง มันมีเหตุผลเสมอ สิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้ป่วยถือเป็นอีกสิ่งสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการรักษา” วินกล่าวอย่างหนักแน่นว่าการรักษาควรดำเนินไปควบคู่กัน

เมื่อเปิดดูแผนงานของกรมสุขภาพจิต อัตราส่วนในอุดมคติของบุคลากรที่พึงมีคือ 1 : 10 : 100 หมายถึงว่า ประเทศเราควรมีนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ (Mental Therapist) 1 คน ต่อ พยาบาลจิตเวชหรือนักสังคมสงเคราะห์ (Counselor) 10 คน ต่อ นักฟังเชิงลึกภาคประชาชน 100 คน

วินและบอสจึงร่วมมือกับ CAMRI รับภารกิจช่วยสร้างส่วน 100 คนที่ทำได้ผ่านช่องทางออนไลน์และสร้างได้เร็วกว่า พัฒนาเป็น Hearing Heart ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตพวกเราทุกคน

เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการบริการทางจิตเวช แต่ทุกคนต้องการใครสักคนคอยรับฟังในชีวิตแน่ๆ 

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ
03

เปิดใจ

เส้นทางสู่การเป็นนักฟังเชิงลึกของ Hearing Heart เริ่มต้นจากการสมัครเรียนคอร์สออนไลน์

ในขั้นตอนแรก คุณจะได้ทำแบบทดสอบและเรียนประมาณ 30 นาที โดยบทเรียนแรกคือการตรวจสอบตัวเองว่าพร้อมฟังผู้อื่นไหม

“เราต้องเอาตัวเองให้รอดก่อน ปัญหาหลักที่เจอเวลาเราคุยกับผู้ดูแลผู้ป่วยคืออาการ Toxic เพราะเขาต้องรับฟังหรืออยู่กับปัญหาหนักๆ ทุกวัน ไม่รู้จะไประบายกับใคร ดังนั้น ต้องเริ่มจากจัดการตัวเองก่อน” วินอธิบาย นอกจากจะทำให้คนพูดรู้สึกสบายใจแล้ว การฟังที่ดีจะไม่ทำร้ายตัวคนฟังเองด้วย

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

เมื่อเรียนจบ ระบบจะสุ่มวิดีโอสถานการณ์ตัวอย่าง มีคนมาเล่าปัญหาชีวิตให้คุณได้ลองเปิดกล้องฟังอย่างตั้งใจ หลังจากนั้นจะมีผู้เชี่ยวชาญช่วยแนะนำว่าที่ทำไปเป็นอย่างไร หากผ่านการประเมิน ผู้เข้าเรียนจะได้รับประกาศนียบัตรที่ผู้อำนวยการ CAMRI ลงชื่อรับรอง

“เราถือเป็นรายแรกๆ ที่หน่วยงานรัฐบาลอนุญาตให้มีการออกประกาศนียบัตรด้านนี้ เราอยากทำให้เกิดมาตรฐาน ตอนแรกมันอาจจะยังไม่มีคุณค่ามาก แต่เมื่อหลายคนเริ่มนำไปใช้ คุยกันว่าสิ่งนี้คืออะไร มันจะมีความหมายขึ้นมา ต่อไปอยากให้เกิดแคมเปญไวรัลที่ไม่น่าเบื่อด้วย” วินเล่าแนวคิด 

เขามองว่าในอนาคต บุคคลทั่วไปอาจนำใบนี้ไปประกอบการสัมภาษณ์งานได้ด้วย เพราะองค์กรย่อมต้องการคนที่รับฟังผู้อื่น พร้อมทำงานเป็นทีม ส่วนภาคธุรกิจหรือโรงเรียน ก็นำแพลตฟอร์มนี้ไปใช้พัฒนาพนักงานหรือคุณครูได้เช่นกัน ใช้ได้กับทุกคน 

ยิ่งมีผู้ใช้งานในวงกว้าง Hearing Heart จะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีให้มีบริการที่อัจฉริยะขึ้นในแบบฉบับภาษาไทย ไม่แพ้แพลตฟอร์มต่างประเทศ เช่น การวิเคราะห์อารมณ์จากน้ำเสียง

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

ทั้งนี้ อาจมีคนตั้งคำถามว่าการเรียน 30 นาทีจะมีผลกับชีวิตมากขนาดนั้นเชียวหรือ

“ไม่ขนาดนั้นหรอก” วินตอบอย่างรวดเร็ว เพราะการฟังเป็นทักษะที่ต้องฝึกบ่อยๆ คล้ายการเล่นดนตรีหรือออกกำลังกาย

“แต่เราเชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ภาครัฐเองก็ยินดีสนับสนุนอย่างมาก ถ้าคนเรียนเยอะแล้วมาคุยกัน มันเหมือนการเติมน้ำดีเข้าไปในระบบเรื่อยๆ สักวันมันจะเกิดการเปลี่ยนแปลง 

“ต่อไปคงมีการสร้างคอร์สเพิ่มอีก เช่น การฟังเชิงลึกขั้นสูง การฟังสำหรับสถานประกอบการหรือคอลเซนเตอร์ ถ้าสลับหัวไปคิดในเชิงการตลาด ตรงนี้ถือเป็นโอกาสมหาศาลที่ยังไม่มีใครทำ” 

04

Startup Mindset

“เราเรียกตัวเองว่าเป็นสตาร์ทอัพที่จำเป็นต้องอยู่รอดทางธุรกิจให้ได้ เพราะไม่อย่างนั้นจะเหนื่อยฟรีและไม่ยั่งยืนเลย มีแพทย์มาช่วยเราตั้งเยอะ ถ้าทำแล้วไม่รอดก็ไม่เกิดประโยชน์เลย” วิน อดีตพนักงานบริษัทที่ลาออกมาทำงานนี้เต็มตัว อธิบายหลักการคิดโมเดลสตาร์ทอัพในตลาดที่ถือว่าใหม่มากในไทย และคนมักกล้าๆ กลัวๆ ที่จะเก็บค่าบริการจากบุคคลที่อาจต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต

“ตอนแรกคิดว่าจะทำฟรี ไม่กล้าตั้งราคาเลย แต่การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลในสายนี้ต้องทำให้ได้ตามมาตรฐานหลายอย่าง ราคาจะเป็นเครื่องสะท้อนคุณค่า ความน่าเชื่อ และคุณภาพของบริการที่เราตั้งใจมอบให้ผู้ใช้งาน รวมถึงเมื่อหน่วยงานรัฐบาล เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จะสนับสนุนผู้มาขอทุนอย่างเรา เพื่อเติมเต็มบริการสุขภาพจิตที่ขาดไปในไทย เขาต้องรู้โครงสร้างค่าใช้จ่ายและรายได้ด้วย เป็นเหตุให้เราตั้งราคาขึ้นมา

“แต่เราไม่อยากไปรบกวนผู้ป่วย ลำพังการต้องแบกรับความเข้าใจผิดๆ ของสังคมก็เหนื่อยมากแล้ว ถ้าต้องมาจ่ายเงินนั่งเรียนอีก เรารู้ว่าคนแบบแม่เราจะทำไม่ไหวแน่ๆ เลยพยายามเน้นสร้างโมเดลไปที่คนรอบข้างผู้ป่วยมากกว่า ให้ช่วยกันเรียนรู้และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีเพื่อพวกเขา”

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

ช่วงเริ่มต้นนี้ รายได้ของ Hearing Heart เกิดจากค่าสมัครเรียนคอร์ส โดยอาจมีการเก็บอัตราที่หลากหลายในอนาคต เมื่อมีการสเกลบริการและกลุ่มผู้ใช้งานในวงกว้าง หรือเจาะเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เช่น HR องค์กรที่ต้องการเทรนนิ่ง แต่ในเบื้องต้น หลังจากทดลองกับลูกค้าจริงแล้ว วินพบว่าคนยินดียอมจ่ายเงินเพื่อสนับสนุนบริการนี้

รวมถึงมีนักลงทุนที่เห็นศักยภาพ พร้อมร่วมลงทุนใน Hearing Heart

“ที่ผ่านมา ธุรกิจมักเน้นไปที่สุขภาพกายจนหลายๆ โรคเริ่มรักษาหายได้แล้ว แต่สุขภาพใจถือเป็นเรื่องใหม่และเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต ตอนแรกไม่คิดเหมือนกันว่าจะมีคนเข้ามาลงทุนกับหน้าใหม่อย่างเรา บางทีสิ่งที่เราทำมันดูโลกสวย แต่ตอนนี้บอกได้แล้วว่าเป็นเรื่องที่คนสนใจแน่ๆ และยังต้องการให้คนเข้ามาช่วยกันทำ” 

วินและบอสยอมรับว่าสตาร์ทอัพนี้ยังอยู่ระยะแรกเริ่ม ต้องผ่านการพิสูจน์อีกยาวไกล แต่สิ่งที่พวกเขาเรียนรู้และอยากบอกคนที่อยากเข้ามาแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพจิตหรือปัญหาใดๆ ก็ตามคือ การคิดเชิงกลยุทธ์ให้ถึงระดับประเทศ จะช่วยให้ทำงานได้ง่ายขึ้นและเกิดผลในวงกว้าง

“การสร้างอะไรสักอย่างขึ้นมาดีกว่าไม่สร้าง แต่ต้องมีกลยุทธ์ ลองมองดูว่าถ้าเราทำสิ่งที่เราทำไปในทิศทางนี้สักหนึ่งปี มันตอบโจทย์ในสเกลระดับประเทศหรือเปล่า แล้วอีกสามปี ห้าปีล่ะ จะตอบโจทย์ไหม ไม่ใช่ว่าทำไปโดยไม่รู้ Roadmap ว่าประเทศกำลังขาดอะไรอยู่ ไม่อย่างนั้นคุณอาจจะคิดไปเองว่าสังคมขาดเรื่องนี้ ทั้งที่จริงไม่ใช่ และความหลงใหลคุณจะมอดดับลงไป พร้อมกับผลลัพธ์ที่ไม่คุ้มเหนื่อยเลย”

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ
05

ผู้เล่นในสนาม

1 ปีที่ผ่านมา วินและบอสได้รับการสนับสนุนจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมากมาย 

ตั้งแต่กรมสุขภาพจิตที่รับรองให้ใช้ประกาศนียบัตร 

CAMRI​ ที่พัฒนาหลักสูตร 

สสส. ที่สนับสนุนเงินทุนให้สร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ 

โรงพยาบาลเอกชนที่เปิดให้ทดลองใช้งานจริง และนักลงทุน

เรียกได้ว่าครบทั้งห่วงโซ่ 

“ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดสิ่งนี้ขึ้น ยิ่ง HealthTech เป็นธุรกิจที่ไม่เหมือนธุรกิจอื่นๆ ตรงที่มันส่งผลกระทบต่อชีวิตคนโดยตรงเลย การพัฒนาต้องอาศัยการคิดแบบองค์รวม (Holistic) ตั้งแต่ต้นทางยันผู้ใช้งาน เลยดีใจมากๆ ที่มีโอกาสได้ร่วมมือกับทุกคน” วินกล่าวความประทับใจ ภารกิจนี้ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพ แต่เป็นงานที่ทุกคนต้องลงแรงกายใจไปด้วยกัน

รวมถึงบรรดาแพลตฟอร์มสุขภาพจิตที่ต่างมีจุดเด่นของตัวเอง หากรวมพลังกันแล้ว เราอาจหยุดเหตุการณ์ร้าย และรักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์ไว้ได้อีกมาก

ประสบการณ์การสร้าง Hearing Heart ทำให้วินค้นพบว่าผู้ใหญ่หลายคนในหน่วยงานภาครัฐยินดีสนับสนุนคนรุ่นใหม่และตั้งใจทำงานกันอย่างหนัก แบบที่คนภายนอกอาจไม่เคยได้เห็นและเข้าใจ

“เราเป็นคนธรรมดาไม่ได้มีเส้นสายอะไร แต่ได้รับโอกาสเข้าไปคุยกับอธิบดีกรมสุขภาพจิต แพทย์จาก CAMRI นัดหมายคุยสัปดาห์ละสามครั้ง มีโครงการอะไรใหม่ก็ติดต่อมาถามว่าอยากไปทำงานด้วยกันไหมตลอด เขาทำงานกันหนักมาก เที่ยงคืนหรือเจ็ดโมงเช้าก็ยินดีตอบ จนเรารู้สึกศรัทธาและเลิกด่าคนแบบเหมารวมไปเลย

“เพราะมันทำให้คนทำงานหามรุ่งหามค่ำรู้สึกท้อ และพวกเขาไม่มีปากเสียงในโลกโซเชียลหรอก เพราะเอาเวลาไปทำงานกัน คนไม่ดีมีอยู่มาก แต่คนดีๆ ที่ต้องการกำลังใจก็มีอยู่เยอะเหมือนกัน”

แน่นอนว่าเราสามารถวิพากษ์วิจารณ์บุคคลที่พึงปฏิบัติตามหน้าที่จากภาษีของประชาชน แต่วินมองเห็นว่าการด่าทอทุกวันนี้ในหลายกรณีเป็นการตามกระแสโดยขาดความเข้าใจที่แท้จริง สุดท้าย อาจไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรในประเทศที่มีปัญหามากมายนี้เลย

และหากการเปลี่ยนแปลงสังคมเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดจริง ปฏิเสธไม่ได้ว่าการรู้จักผูกมิตร ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างถูกวิธี จะช่วยนำพาไปสู่ผลลัพธ์ที่เราอยากเห็น มากกว่าวางตัวเป็นศัตรูกันในหลายๆ กรณี

“ปีนี้จะมีงานด้านสุขภาพจิตที่จัดร่วมกับรัฐบาลต่างประเทศ แพทย์เขาก็ชวนเราไปเข้าร่วม วันก่อนมีพี่พนักงานไอทีจาก CAMRI โทรศัพท์มาบอกว่าอยากช่วยออกแบบ Dashboard ให้ใช้งานได้จริง ทั้งที่เขาไม่ต้องทำก็ได้ เราตื้นตันใจที่ได้รับการสนับสนุนมากๆ คนทั่วไปอาจไม่เคยเห็นพวกเขาเลย เราอยากชวนให้ตามหาว่าคนดีๆ แบบนี้อยู่ที่ไหนในระบบ แล้วมาช่วยกันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ
06

หัวใจที่รับฟัง

“เราฝันใหญ่มากและไม่รู้ว่าเป็นไปได้จริงไหม แต่เราชอบบอกกันว่าประเทศไทยเป็น Land of Smile ใช่ไหม จริงๆ เราว่ามันอาจเป็น Land of Listening หรืออะไรทำนองนั้นได้ด้วย” วินเผยสิ่งที่เขาจินตนาการ 

แต่ละประเทศมักจะมี Positioning เด่นในด้านต่างๆ ของตัวเองชัดเจน เช่น อุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลีใต้ที่เป็นเอกลักษณ์และโด่งดังไปทั่วโลก วินมองว่าประเทศไทยต้องหา Strategic Positioning ของตัวเองที่เข้มแข็งให้พร้อมสำหรับอนาคต ซึ่ง HealthTech และการดูแลสุขภาพจิตอาจถือเป็นหนึ่งในความเป็นไปได้ที่เราจะไม่น้อยหน้าใคร

หลังจากฝันถึงสิ่งนี้มารวมกันนานกว่า 10 ปี ตอนนี้ Hearing Heart ของวินและบอสเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในวันเวลาที่เหมาะสม พร้อมขับเคลื่อนการสร้างนักฟังเชิงลึกให้เกิดขึ้นทั่วภูมิภาคและสร้างเอกลักษณ์ใหม่ให้ประเทศ

ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่พวกเขาตระเตรียมหัวใจไว้สำหรับภารกิจนี้แล้ว

“เราคิดมาเสมอว่าจะต้องทำสิ่งนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะจุดใดจุดหนึ่งในชีวิต ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ ก็จะทำอีกทีตอนแก่ เรารู้สึกไฟลุกทุกครั้งที่ได้ทำงานนี้ร่วมกับคนที่แพสชันเหมือนเรา ไม่ตั้งคำถามเลยว่าจะทำไปทำไม เที่ยงคืนตีหนึ่งก็ยังทำงานอยู่ได้แบบไม่เหนื่อย 

“เพราะสิ่งที่ทำมันมีความหมาย และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว”

เราหวังว่าบทสนทนาครั้งต่อไปของคุณจะมีการฟังด้วยหัวใจอยู่ในห้วงเวลานั้น ทั้งจากคุณและคู่สนทนา

เพราะมันอาจมีพลังและความหมายมากพอ

พอที่จะรักษาชีวิตใครคนหนึ่งไว้ให้มีลมหายใจก้าวเดินต่อไป

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

ใครสนใจเรียนเป็นนักฟังเชิงลึกและช่วยพัฒนาแพลตฟอร์ม Hearing Heart ให้ดียิ่งขึ้น เราขอชวนลงทะเบียนที่แบบฟอร์มนี้

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ และ Facebook ของ Hearing Heart 

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load