วัยเยาว์นั้นแสนสั้น เพียงไม่กี่พริบตาเราต่างเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ไม่ใช่เวลามากมายนักที่เรามีโอกาสสร้างประสบการณ์และทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ มอบความทรงจำล้ำค่า ให้อยู่สะสมติดตัวลูกหลานคนรุ่นหลังเราไปตลอดชีวิต

แต่ความวุ่นวายของโลกสมัยใหม่ ทำให้พ่อแม่จำนวนมากไม่อาจมีเวลาคุณภาพกับเจ้าตัวน้อย ต้องปล่อยให้พวกเขาจดจ่ออยู่กับอุปกรณ์ดิจิทัลเพียงลำพัง หรือไม่ก็ฝากความหวังไว้กับคุณครู ที่หลายครั้งต้องแบกรับหน้าที่ตามระบบ จนไม่มีเวลาดูแลเด็กๆ แต่ละคนอย่างใกล้ชิด บ้างก็หมดมุก ไม่รู้จะเอาอะไรมาสอนให้ตื่นตาตื่นใจแล้ว

LittleLot คือธุรกิจที่เห็นถึงปัญหานี้ และคิดค้นนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้สำหรับเด็ก ด้วยความเชื่อว่า การเล่นและการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ เป็นดั่งการหมั่นรดน้ำดูแลเอาใจใส่ จนเมล็ดพันธุ์ในตัวเด็กเติบโตได้อย่างงดงาม

ก่อตั้งโดยคู่ภรรยาสามี แตงกวา-นัชชา จิระคุณ และ ป๊อปปี้-ภาณุ จิระคุณ (คุณอาจเคยฟังเพลงและรู้จักเขาในฐานะหัวหน้าวง K-OTIC

LittleLot นวัตกรรมเกมของคู่รัก ที่ทำให้เด็กขยับกายและเรียนรู้ด้วยใจไม่ต้องบังคับ

“เราชอบพูดเสมอว่า LittleLot คือสะพานที่เชื่อมระหว่างโลกกายภาพ (Physical) กับดิจิทัล เชื่อมระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ด้วยเทคโนโลยีที่เป็นมิตร ในชีวิตช่วงแรกของเด็ก ซึ่งสำคัญมาก” ทั้งสองอธิบายแนวคิด พลางหยิบ ‘BiiNo’ อุปกรณ์หมอนผ้าและไม้ยางพารารูปร่างคล้ายถั่ว ที่แฝงฟังก์ชันพิเศษไว้แบบไม่ปรากฏชัดต่อสายตา จนกว่าจะเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ดิจิทัล

จากเดิมเป็นโปรเจกต์ในรั้วมหาวิทยาลัย ปัจจุบัน LittleLot ดำเนินการมาราว 4 ปีกว่า เป็นงานที่ทั้งสองทุ่มเทเวลาชีวิตให้อย่างมีความสุข สร้างสรรค์ด้วยความสนุก ได้รับเสียงตอบรับน่าชื่นใจจากทั้งคุณครู โรงเรียน พ่อแม่ และบรรดาเด็กๆ ผู้ใช้งาน

ปิดไฟให้มืด เปิดโปรเจกเตอร์ฉายแสงกระทบเพดาน ตัวละครและฉากอันน่ารักปรากฏขึ้นทักทายเราเบื้องหน้า ทั้งสองลองสาธิตการเล่นเกมที่ออกแบบไว้หลากหลายให้เราดู ชวนหวนนึกถึงเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก หากมีสื่อเหล่านี้ การเรียนรู้คงไม่น่าเบื่อ และวันเวลาคงมีสีสันน่าจดจำเป็นแน่แท้

ถ้าอยากรู้ว่าเป็นอย่างไร มาลองกดสตาร์ทเกมไปด้วยกัน

LittleLot นวัตกรรมเกมของคู่รัก ที่ทำให้เด็กขยับกายและเรียนรู้ด้วยใจไม่ต้องบังคับ

Level 1

สวนสนุกในฝัน 

“ตอนเด็กๆ เวลาคนถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ผมจะพูดตลอดว่าอยากมีสวนสนุกเป็นของตัวเอง” ผู้ประกอบการวัย 29 ปีเล่าความฝันวัยซนให้ฟัง “เพราะสวนสนุกเป็นพื้นที่ที่คนเข้ามาแล้วรู้สึกสนุก และเปิดจินตนาการให้ไปได้ไกลมาก” 

เมื่อเติบโตขึ้น เรารู้กันว่าป๊อปปี้ไม่ได้เปิดสวนสนุกจริงๆ เขาเลือกเดินเส้นทางสายศิลปิน และศึกษาต่อด้านออกแบบสถาปัตยกรรมที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในช่วงเวลานี้ เขาได้พบน้องร่วมคณะอย่างแตงกวา ผู้สนใจเรื่องดนตรีและเด็กร่วมกัน

“สมัยเรียน เราสอนเปียโนไปด้วย มีนักเรียนของเราคนหนึ่งที่มีภาวะการเรียนรู้การเข้าใจไม่เหมือนนักเรียนคนอื่นๆ ทำให้พบว่าหนังสือหรือสื่อที่ใช้สอนอยู่ ไม่ได้รองรับความเข้าใจที่แตกต่างออกไป ทั้งเนื้อหาภาพและวิธีการ เลยเริ่มศึกษาเพิ่มเติม” แตงกวาเล่าถึงจุดเริ่มต้น การศึกษาครั้งนั้นกลายเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ของเธอ

ตัวต้นแบบในวันนั้น หน้าตาและฟังก์ชันคล้าย BiiNo ที่อยู่ตรงหน้าเราในวันนี้ แนวคิดคือมีซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์เป็นสองส่วนที่เชื่อมต่อกัน 

ตัวซอฟต์แวร์เป็นแอปพลิเคชันเกมดนตรีที่มีด่านหลากหลาย มีตัวการ์ตูนน่ารักๆ คอยดำเนินเรื่อง ดาวน์โหลดได้จากอุปกรณ์อย่างแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน ส่วนฮาร์ดแวร์เป็นหมอนผ้าและไม้ยางพาราที่ติดไฟ LED เปลี่ยนสีได้ เมื่อเด็กปฏิสัมพันธ์กับเครื่องมือนี้ ตัวเกมบนเครื่องจะเปลี่ยนตามสิ่งที่เด็กทำไปด้วย ไม่ว่าจะมองจอหรือไม่ก็ตาม ทำให้เกิดการฝึกทักษะ เช่น การฟัง การแต่งทำนองดนตรี

LittleLot นวัตกรรมเกมของคู่รัก ที่ทำให้เด็กขยับกายและเรียนรู้ด้วยใจไม่ต้องบังคับ

“ตอนแตงกวาทำวิทยานิพนธ์เสร็จแล้ว เราคุยกันว่าเจ๋งมากเลย ลองทำสิ่งนี้จริงจังดูไหม เป็นสิ่งที่เราสนุกที่ได้ลงมือทำ ต่อมาเราได้รับทุนสนับสนุนโครงการจากหน่วยงานภาครัฐ ต้องจดทะเบียนบริษัท เราก็เริ่มทำให้เป็นรูปร่าง” ป๊อปปี้เสริม ก่อนหน้านั้นเขาเปิดสตูดิโอสอนดนตรีและจัดค่ายไปสอนเด็กๆ อยู่บ่อยครั้ง โดยมีแตงกวาร่วมขบวนด้วยเพื่อศึกษาทำโปรเจกต์ของเธอ

จากประสบการณ์ของทั้งสอง พวกเขาสังเกตเห็นว่าคนชอบแยกการศึกษาให้อยู่ส่วนการศึกษา งานออกแบบก็อยู่ส่วนงานออกแบบ แต่หากเราเชื่อมทั้งสองศาสตร์เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว คงเปิดประตูใหม่ๆ ให้เป็นทางออกแก่ปัญหาเดิมๆ 

LittleLot จึงถือกำเนิดขึ้น โดยชื่อย่อมาจากสโลแกนว่า ‘Little by little, a little makes a lot.” 

สิ่งเล็กๆ อย่างการเล่นในแต่ละวัน เมื่อผสมรวมกันเรื่อยๆ ก็กลายเป็นสิ่งล้ำค่าสำหรับชีวิตเด็กบางคน 

“นี่คงเป็นสวนสนุกในนิยามของเราเหมือนกัน มันอาจไม่ได้เป็นพื้นที่ แต่เราทำตรงนี้แล้วสนุกมาก และเด็กๆ ก็สนุกด้วย”

LittleLot นวัตกรรมเกมของคู่รัก ที่ทำให้เด็กขยับกายและเรียนรู้ด้วยใจไม่ต้องบังคับ

Level 2

ออกแบบให้รักการเรียนรู้

ความสนุกและสร้างสรรค์ของ LittleLot ถูกนำเสนอผ่าน 4 รูปแบบหลัก โดยมีแก่นสำคัญคือประสบการณ์การเรียนรู้แบบผสม (Hybrid Learning Experience) ที่ผสานทั้งโลกกายภาพและดิจิทัลเข้าด้วยกัน

หนึ่ง ของเล่น ทั้ง BiiNo ที่พัฒนาขึ้นจากตัวต้นแบบเดิม ปัจจุบันมี 5 มินิเกมที่แตกต่างกัน เช่น ‘Jiggly Jams’ เกมบรรเลงโน้ตดนตรีให้ตรงจังหวะ และ ‘Little Loopers’ ชวนเหล่าสัตว์แต่งเพลง รวมๆ แล้วมีมากกว่า 60 เลเวลให้เพลิดเพลิน

และผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างการ์ดคำศัพท์ที่วาดเขียนลงไปได้ตามจินตนาการ ช่วยเสริมการเรียนรู้แบบเชื่อมโยงกับโลกความเป็นจริง

สอง ระบบสื่อการเรียนแบบอินเทอร์แอคทีฟสำหรับโรงเรียน ปรับเปลี่ยนเนื้อหาตามบทเรียนของหลักสูตรให้อยู่ในรูปแบบเกมที่ฉายผ่านโปรเจกเตอร์ เด็กๆ จะเล่นและเรียนรู้ผ่านการขยับร่างกาย ตัวระบบจะจับการเคลื่อนไหว (Motion Detection) และตอบสนองบนฉากทันที 

เช่น เกม ‘วาทยกรมือฉมัง’ ผู้เล่นสามารถขยับมือ เพื่อให้จังหวะสัตว์น้อยนักดนตรีบนฉากเล่นเครื่องดนตรีตามเรา หรือเกม ‘เที่ยวป่าส่องสัตว์’ ที่ให้เด็กๆ ใช้มือขวาแทนไฟฉาย ส่องหาสัตว์ที่หลบซ่อนอยู่ในป่าให้เจอ

“เด็กจะตื่นเต้นมาก เราพยายามสอดแทรกให้เขาได้สังเกตและรอคอย บางคนได้ยินเสียงสัตว์เคลื่อนไหว หรือสังเกตการเปลี่ยนแปลงของภาพ จะตะโกนช่วยเพื่อนกันลั่นห้องเลย” แตงกวาเอ่ยด้วยความยิ้มแย้ม ปัจจุบันระบบนี้มีเนื้อหาทั้งหมด 24 หมวดใหญ่ เช่น ครอบครัว ธรรมชาติ เทคโนโลยี และอีกมากให้เลือกสรร โดยมีการ์ดและโปสเตอร์ประกอบเนื้อหาให้ทบทวนความเข้าใจ สามารถสแกนเพื่อเชื่อมต่อกับเกมผ่านเทคโนโลยี Augmented Reality (AR) ไว้ตอบคำถามได้อีกด้วย

สาม เวิร์กช็อป เปิดสอนให้เด็กสร้างเมือง หนังสือ และเกมของตัวเองเป็น (ดูตัวอย่างผลงานสุดน่ารักได้ที่ Gameroom

LittleLot นวัตกรรมเกมของคู่รัก ที่ทำให้เด็กขยับกายและเรียนรู้ด้วยใจไม่ต้องบังคับ
LittleLot นวัตกรรมเกมของคู่รัก ที่ทำให้เด็กขยับกายและเรียนรู้ด้วยใจไม่ต้องบังคับ

“ถ้าเด็กสนุกกับการเล่นแล้วได้สร้างให้คนอื่นเป็นผู้เล่นด้วย มันเจ๋งมากเลย ที่ผ่านมา เราพยายามร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่อยากสื่อสารเรื่องราว เช่น การอนุรักษ์สัตว์ป่า ให้เด็กได้ฟังความรู้จากพวกเขา จากนั้นจะสอนให้เขาทำเกม ซึ่งเขาจะเข้าใจเนื้อหามากขึ้น และสอนเพื่อนที่มาเล่นเกมให้ได้เรียนรู้ไปด้วย” ป๊อปปี้เล่าแนวคิดวงจรการเรียนรู้ ที่มีขั้นตอนคือ ฟัง เข้าใจ ทำได้ และสอนคนอื่นเป็น

“ในเวิร์กช็อปออกแบบเมือง เราให้เด็กๆ ประดิษฐ์เมืองทำมือขึ้นมา แล้วฉายภาพ (Projection Mapping) ให้ดูเหมือนจริง เขาจะเห็นว่าเมืองเป็นแบบไหน อะไรเด่น ปัญหาของเมืองที่เขาสร้างขึ้นมาคืออะไร เช่น รถไฟฟ้าไปไม่ถึงบางพื้นที่ ตึกสูงเยอะเกินไป ขาดพื้นที่สีเขียว เกิดการคุยกันเองโดยที่เราไม่ต้องไปบอกเลยว่าเมืองที่ดีต้องเป็นอย่างไร เป็นการชวนคุยแล้วให้ตกตะกอนเองมากกว่า” ทั้งคู่ช่วยกันเสริม

“มีเด็กที่ทำแล้วบอกว่าโตขึ้นอยากเป็นสถาปนิก อยากเรียนเขียนโค้ดด้วย เวลาเห็นเด็กสนุก เรียนรู้และช่วยเหลือกัน มันใจฟูมากเลย”

LittleLot นวัตกรรมเกมของคู่รัก ที่ทำให้เด็กขยับกายและเรียนรู้ด้วยใจไม่ต้องบังคับ

และสี่ รับเป็นที่ปรึกษาด้านออกแบบการเรียนรู้ให้หน่วยงานต่างๆ เช่น โรงเรียนที่ต้องการปรับเปลี่ยนการสอนให้สอดแทรกทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Skills) 

ทั้งหมดนี้ ผ่านการศึกษาเพิ่มเติมอย่างเข้มข้น ทั้งสองทราบดีว่าพัฒนาการเด็กเป็นเรื่องละเอียดอ่อน นอกจากใช้ประสบการณ์ที่เคยคลุกคลีอยู่กับเด็กจากการสอนเปียโน แตงกวายังเรียนรู้เพิ่มเติมและปรึกษากับคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อนำมาออกแบบงานต่อ และมีการจัดเวิร์กช็อปอยู่หลายครั้งเพื่อเข้าใจผู้เรียนมากขึ้น ส่วนทางป๊อปปี้รับบทดูแลด้านเทคโนโลยี เกมที่เราเห็นกันวันนี้ส่วนหนึ่งมาจากฝีมือการเขียนโปรแกรมของเขาเอง

Level 3

ศึกษาดิจิทัล

“ผู้ใหญ่หลายท่านอาจกลัวเทคโนโลยี” แตงกวาเล่าความกังวลใจของพ่อแม่และคุณครูที่เคยเจอมา หลายคนมีภาพจำเกี่ยวกับเกมไม่ค่อยดีเสียเท่าไร หรืออีกกรณีตรงข้ามกันคือ ใช้เทคโนโลยีเป็นทางลัดแก้ปัญหา โดยไม่ทราบวิธีใช้ที่เหมาะสมและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเด็ก

“การยื่นแท็บเล็ตให้เด็กตอนกินข้าว ร้องไห้ หรือนั่งว่างๆ ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่เหมาะเสมอไป มันเป็นการใช้เทคโนโลยีแบบให้เด็กดูหรือรับสารเฉยๆ (Passive) สิ่งที่เราพยายามสร้างคือเทคโนโลยีที่ไม่ได้น่ากลัว สร้างปฏิสัมพันธ์ให้เกิดการตอบโต้ มีเงื่อนไขให้คิด รวมถึงสนับสนุนให้เขาทำอย่างอื่น เช่น เก็บคำถามไปคุยกับพ่อแม่

“แน่นอนว่าต่อไปในอนาคตเขาต้องใช้เครื่องมือพวกนี้อยู่แล้ว แต่ตอนเด็กเขาควรได้ใช้ด้วยวิธีที่เหมาะกับวัย ได้สังเกต จับ ขยับ แบบมีระยะห่างกับหน้าจอ เราจึงหาวิธีเปลี่ยนสิ่งที่พ่อแม่หลายคนมีอยู่นี้ ให้ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีกับเด็ก”

LittleLot นวัตกรรมเกมของคู่รัก ที่ทำให้เด็กขยับกายและเรียนรู้ด้วยใจไม่ต้องบังคับ

เมื่อนวัตกรรมเป็นสิ่งใหม่ที่คนยังไม่คุ้นเคยและตั้งข้อสงสัย วิธีขั้นต้นในการออกแบบให้ตอบโจทย์คือ ทำความเข้าใจสิ่งที่พวกเขาต้องการให้ถ่องแท้ก่อน

“ตอนแรกเราต้องเรียนรู้กันพอสมควร แต่พอมีทีมที่ปรึกษาทางด้านการศึกษา เราเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าโรงเรียนต้องการอะไร และคิดว่าจะทำให้มันเป็นระบบที่สอดคล้องกับหลักสูตรได้อย่างไร เพราะสุดท้าย โรงเรียนอยากประเมินเด็กๆ ให้ได้ว่าเล่นแล้วเกิดความเข้าใจในสิ่งที่สอนจริงไหม

“เนื้อหาของระบบที่ใช้กับโรงเรียนจึงเกิดจากการกางหลักสูตรของโรงเรียนและกระทรวงออกมาดู แล้วค่อยเสริมแง่มุมที่หนังสือไม่มีหรือไม่ได้อัปเดตไปตามกาลเวลา ซึ่งหนึ่งเรื่องพูดได้หลายอย่างมาก เช่น โลกใต้ทะเล มีได้ตั้งแต่เรื่องสัตว์ใต้ทะเลมีอะไรบ้าง การทิ้งขว้างหลอดและพลาสติกจะส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตสัตว์อย่างไร

“หรือเรื่องค่านิยมในสังคม เราสื่อสารได้ว่าอาชีพบนโลกนี้ไม่ได้มีแค่ตามหนังสือและบทเรียนที่เห็นปกติทั่วไป เด็กแต่ละคนมีความเก่งไม่เหมือนกัน ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องชอบสีชมพู ผู้ชายไม่จำเป็นต้องชอบสีฟ้า” ทั้งคู่เสริม พร้อมบอกว่าตอนนี้กำลังพัฒนาระบบให้มีสื่อเพิ่มเติมและประเมินได้แบบครบจบในที่เดียว

LittleLot นวัตกรรมเกมของคู่รัก ที่ทำให้เด็กขยับกายและเรียนรู้ด้วยใจไม่ต้องบังคับ

เมื่อพัฒนาระบบจากความเข้าใจนี้แล้ว วิธีทำให้คนเชื่อเหมือนกันคือ พิสูจน์ให้เห็นกับตา

“เวลาไปโรงเรียน เราจะขอจัดห้องให้เด็กลองเล่นเลย ผู้ใหญ่จะเห็นว่าเด็กมีความสุขที่ได้เล่นมากจริงๆ และเข้าใจเนื้อหาโดยไม่ต้องเขียนอะไรบนกระดานเลย เพราะเขาคิดผ่านเงื่อนไขในเกมไปแล้ว” แตงกวาเล่าประสบการณ์เข้าไปทดลองใช้จริงที่โรงเรียน สิ่งที่เธอและป๊อปปี้จะใช้ประเมินผลงานตัวเองไปด้วยคือเด็กต้องรู้สึกสนุก เกิดแรงบันดาลใจ และได้ความรู้

“แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือทำให้เขาอยากเรียน เดี๋ยวนี้ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเยอะมาก ถ้าเขาอยากเรียนรู้ขึ้นมาเมื่อไร เขาจะหาข้อมูลบนโลกนี้ได้หมดเลย” 

หากทดลองแล้วมีผลตอบรับหรือข้อแนะนำกลับมา Littlelot สามารถปรับเปลี่ยนระบบและเนื้อหาจากเบื้องหลังได้เรื่อยๆ เป็นความงดงามของการใช้ดิจิทัลเข้ามาเสริมโลกการศึกษา

Level 4

สิ่งเล็กๆ

“เราไม่ได้รีบเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ และรู้ว่าสิ่งที่เราทำไม่ได้เห็นผลทันตาด้วย แต่เราอยากค่อยๆ ศึกษา ทำสื่อออกมาให้ดีจริง และรับผิดชอบกับสิ่งที่ทำ” สองผู้ประกอบการเล่าธรรมชาติและแนวคิดของธุรกิจนี้ ปัจจุบัน LittleLot มีสมาชิกหลักอยู่ 3 คนเท่านั้น พร้อมขับเคลื่อนการทำงานด้วยความสนุกและใส่ใจ

“ทุกครั้งที่ทำเกมเสร็จ เราจะมานั่งเล่นกัน เวลาคิดอะไรไม่ออกก็คุยกันหรือไปเล่นบอร์ดเกม ดูว่ามีวิธีคิดเกมแบบไหนบ้าง หาอะไรทดลองตลอดเวลา สนุกดีนะ” 

หลังเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ระบบการศึกษาเกิดการพลิกผันครั้งใหญ่ นักเรียนต้องอยู่ที่บ้านเพื่อเรียนออนไลน์ คุณครูและพ่อแม่ต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตามไปด้วย ในปีนี้ LittleLot จึงวางทิศทางการทำงานให้มุ่งเน้น 2 เรื่องมากขึ้น เตรียมพร้อมสำหรับการศึกษาหลังความปกติใหม่

หนึ่ง สร้างระบบการเรียนรู้ภายในบ้าน เด็กๆ ไปโรงเรียนแล้วกลับมามีเครื่องมือทบทวนที่บ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือใครเลือกเรียนแบบโฮมสคูลก็มีตัวช่วยติดอาวุธให้แข็งแกร่ง

สอง สนับสนุนและลดภาระของคุณครูที่โรงเรียน

“ทุกวันนี้คุณครูเหนื่อยมาก ต้องวางโครงสร้างสอน คิดใบงาน ประเมิน ดูแลเด็กหลายสิบ ถ้าเกิดมีใบงานที่เขาดาวน์โหลดไปใช้ได้เลย หรือเกมที่ทำให้เด็กๆ เล่นได้โดยไม่ต้องถูกคะยั้นคะยอ คุณครูจะมีเวลาคิดและดูแลเด็กมากขึ้น เมื่อคุณครูดูแลเด็กได้อย่างมีคุณภาพ การศึกษาน่าจะเดินไปข้างหน้า” ทั้งคู่วาดภาพความฝันที่อยากให้เกิดขึ้นจริงในอนาคต แม้รู้ดีว่าการปรับทั้งระบบเป็นเรื่องยากและใช้เวลา 

แต่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ มักเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ทั้งนั้นไม่ใช่หรือ 

Little by little, a Little makes a Lot. 

LittleLot นวัตกรรมเกมของคู่รัก ที่ทำให้เด็กขยับกายและเรียนรู้ด้วยใจไม่ต้องบังคับ

Epilogue

“ตอนเด็กๆ เล่นของเล่นอะไรกัน” เราถามเรื่องเมื่อราว 20 ปีก่อนด้วยความสงสัย

“ชอบเล่นเลโก้ ใช้เวลาอยู่ได้เป็นวันเลย” ฝ่ายหญิงตอบ

“ชอบอยู่นอกบ้าน เล่นกีฬา ของเล่นที่มีจะเป็นตัวต่อเล็กๆ น้อยๆ พอโตขึ้นก็เริ่มเล่นพวกเพลย์สเตชัน” ฝ่ายชายตอบบ้าง

“แล้วตอนนี้เล่นเกมอะไร” 

“Pikmin 3” 

“Civilization VI และบอร์ดเกม พยายามหาเวลาไปเล่นอยู่เรื่อยๆ” 

ติดตามรายละเอียดและค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ LittleLot ได้ที่

Facebook : LittleLot

Website : LittleLot

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ปัญหาสิ่งแวดล้อม สภาวะโลกร้อน ยุคของการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6

หลายคนอาจเคยได้เห็น ได้ฟังคำเหล่านี้ผ่านสื่อมาบ้าง แต่อาจรู้สึกว่ามันช่างเป็นเรื่องใหญ่ไกลตัว จับต้องได้ยากเหลือเกิน และแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าการปรับตัว หันมาใช้ชีวิตแบบที่เขาเรียกกันว่า ‘ไลฟ์สไตล์แบบรักษ์โลก’ นั้นจำเป็นแค่ไหน แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นต้องการต้นทุนทั้งทางการเงิน ความรู้ และความเข้าใจ

ดังนั้น การปลูกฝังให้เด็กๆ ทั้งเข้าใจและใส่ใจกับเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่เยาว์วัยจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ไม่ใช่แค่เพราะโลกต้องการพวกเขา แต่พวกเขาเองก็ต้องการโลกที่อยู่อาศัยได้ต่อไปเช่นกัน

น่าเสียดายที่การสอนเรื่องความสำคัญของธรรมชาติ การเข้าใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างอย่างเป็นระบบ ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนในระบบการศึกษาหลักของประเทศไทย แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีใครพยายามผลักดันเรื่องนี้ 

อย่างน้อยก็มีโรงเรียนแห่งหนึ่งย่านชานเมืองกรุงเทพฯ พยายามผลักดันการศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วยกิจกรรมทั้งในและนอกหลักสูตรอย่างโรงเรียนนานาชาติ Harrow หนึ่งในโรงเรียนที่เข้าร่วม Eco Schools โครงการด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีเป้าหมายในการทำให้โรงเรียนเป็นแหล่งบ่มเพาะจิตสำนึกสิ่งแวดล้อมให้กับเด็กๆ ผ่านการส่งเสริมพลังบวกให้กับคนรุ่นใหม่ พร้อมกับเรียนรู้อย่างสนุกและเต็มใจ จัดโดย Foundation for Environmental Education (FEE) ส่วนในประเทศไทยดำเนินการโดย FEE และ WWF ประเทศไทย

Jessica Lam ครูฮ่องกงผู้ทำให้เด็กเต็มใจสานสัมพันธ์กับธรรมชาติ ผ่านการเรียนและการเล่น

วันนี้เรามีโอกาสได้ฟังเรื่องราวของคุณครูนักขับเคลื่อน จากโรงเรียนที่พยายามผลักดันการศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อม จากกิจกรรมทั้งในและนอกหลักสูตรของโรงเรียนนานาชาติ Harrow หนึ่งในโรงเรียนที่เข้าร่วม Eco Schools โดย WWF ประเทศไทยที่มีเป้าหมายในการทำให้โรงเรียนเป็นแหล่งบ่มเพาะจิตสำนึกสิ่งแวดล้อมให้กับเด็กๆ

คุณครูคนนี้คือ เจสสิกา แลม (Jessica Lam) หนึ่งในทีมครูผู้ผลักดันกิจกรรมหลากหลายในโรงเรียน เธอจะมาเล่าเส้นทางชีวิตใหัฟัง ตั้งแต่ยังเป็นเด็กชาวเมืองที่ชีวิตเปลี่ยนไปเพราะได้สัมผัสกับธรรมชาติ สู่บทบาทของการเป็นผู้ผลักดันให้เด็กๆ สานสัมพันธ์กับโลกรอบตัว

เพราะเธอเชื่อเหลือเกินว่า เด็กคือตัวแปรสำคัญที่จะผันเปลี่ยนอนาคตของเราทุกคน

Jessica Lam ครูฮ่องกงผู้ทำให้เด็กเต็มใจสานสัมพันธ์กับธรรมชาติ ผ่านการเรียนและการเล่น

เด็กหญิงเจสสิกา

ย้อนกลับไปในวันที่เจสสิกายังเป็นเด็กหญิงตัวน้อย เธอเติบโตมาในครอบครัวขนาดเล็ก ในเมืองที่นาฬิกาชีวิตเดินเร็วอย่างฮ่องกง ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก และมีบรรยากาศความกดดันรายล้อมเป็นหมอกจางๆ อยู่รอบตัวตลอดเวลา

จึงไม่แปลกที่พ่อแม่ของเจสสิกาอยากให้เธอไปเรียนต่อต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้กับลูกสาว นั่นเองคือการเดินทางก้าวแรกของเด็กหญิงวัย 9 ขวบ จากเมืองแห่งความวุ่นวายสู่บริสตอล เมืองชนบทอันสงบเงียบในอังกฤษ

“เราย้ายไปเรียนที่โรงเรียนประจำแห่งหนึ่ง ก่อนจะไปเราคิดว่าเป็นการผจญภัยครั้งใหม่ เหมือนเราได้ไปเที่ยวยาว” คุณครูเจสสิกาเล่าย้อนความด้วยรอยยิ้ม

“จำได้ว่าพอลงจากเครื่องบิน ในสนามบินวุ่นวายมาก แต่พอขึ้นรถทัวร์ออกไปชนบท เราได้เห็นภาพทุ่งหญ้ากว้าง เห็นคนเดินช้าๆ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่สำหรับเราในตอนนั้น เพราะเราเอาไปเทียบกับฮ่องกงที่มีแต่ตึกระฟ้า มีคนเต็มไปหมดทุกที่”

เมื่อได้เห็นชาวเมืองบริสตอลใช้ชีวิตสุดชิลล์ และได้ใช้เวลากับครอบครัวแบบที่เธอคุ้นเคย เจสสิกาตระหนักได้ว่าชีวิตมีรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ได้มีแต่ด้านที่เร่งร้อนเหมือนในบ้านเกิดเท่านั้น นั่นทำให้เธอมองโลกในมุมใหม่ 

วิถีชีวิตที่เนิบช้าเช่นนั้นทำให้เธอมีเวลาหยุด และคิดถึงสิ่งที่อยู่รอบตัวอย่างธรรมชาติถ้วนถี่ขึ้นกว่าเดิม

Jessica Lam ครูฮ่องกงผู้ทำให้เด็กเต็มใจสานสัมพันธ์กับธรรมชาติ ผ่านการเรียนและการเล่น

“เราไม่ได้เกลียดชีวิตในฮ่องกงนะ” คุณครูสาวตอบเมื่อเราถามว่า ชอบชีวิตที่ไหนมากกว่ากัน “เพียงแต่ตอนเรียนที่อังกฤษ เรามีโอกาสสัมผัสธรรมชาติมากกว่า ซึ่งในฮ่องกงแทบไม่มีเลย”

“โรงเรียนที่อังกฤษจัดทริปให้นักเรียนออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเรื่องปกติ ออกไปผจญภัย ไปใช้ชีวิตข้างนอก สร้างความสัมพันธ์ในกลุ่มนักเรียนด้วยกันเอง นอนค้างในบ้านพักตากอากาศด้วยกันในพื้นที่แถบชนบท โดยเฉพาะเด็กโรงเรียนประจำ เจออะไรแบบนี้เยอะมาก

“นั่นคือโอกาสที่ทำให้เราได้เข้าใกล้ธรรมชาติ เป็นจุดที่ทำให้เราสนใจ และเข้าใจว่าการได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาตินั้นดีแค่ไหน”

Jessica Lam ครูฮ่องกงผู้ทำให้เด็กเต็มใจสานสัมพันธ์กับธรรมชาติ ผ่านการเรียนและการเล่น

แม้จะเป็นธรรมชาติแบบชนบท ไม่ใช่ธรรมชาติแท้ๆ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เจสสิกาเติบโตมาพร้อมกับความคิดเรื่องเกี่ยวกับโลก การอนุรักษ์ และการตระหนักรู้ว่าธรรมชาติมีความหมายกับเธอในฐานะมนุษย์อย่างไรบ้าง

นอกจากกิจกรรมนอกห้องเรียนแล้ว การเรียนการสอนในห้องเรียนที่ประเทศอังกฤษได้เติมเต็มความรู้เรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติในเชิงวิทยาศาสตร์ด้วย นั่นเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ผลักดันให้เธอเลือกเดินบนทางสายสิ่งแวดล้อมต่อในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อเติมเต็มทั้งความรักและความสนใจของเธอที่มีต่อโลกรอบตัว

และเป็นก้าวแรกสู่การเป็นคุณครูผู้พยายามผลักดันประเด็นสิ่งแวดล้อมในห้องเรียน

Jessica Lam ครูฮ่องกงผู้ทำให้เด็กเต็มใจสานสัมพันธ์กับธรรมชาติ ผ่านการเรียนและการเล่น

จากนักเรียน สู่ผู้สร้างห้องเรียนเรื่องสิ่งแวดล้อม

เจสสิกาเล่าว่า ระบบการศึกษาของอังกฤษจะสนับสนุนให้เด็กเลือกเรียนสิ่งที่ตัวเองสนใจ ตอนนั้นเธอชื่นชอบวิชาชีววิทยามากเป็นพิเศษ แม้หลังจบเกรด 11 ซึ่งเธอได้ย้ายกลับมาเรียนที่ฮ่องกง เธอก็ยังได้เรียนในโรงเรียนนานาชาติซึ่งเป็นแนวอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีก

ปัจจัยทุกอย่างพาให้ตัวเธอเอนไปทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

“ตอนนั้นมองอยู่หลายทางเลือก ชีววิทยา ชีววิทยาทางทะเล วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม แต่สุดท้ายก็รู้ตัวว่าเราอยากสำรวจองค์ความรู้ของประเด็นสิ่งแวดล้อมในภาพรวม เราไม่ได้สนใจแค่ชีววิทยา แต่ยังสนใจการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ เช่น การก่อสร้าง เป็นต้น วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเป็นสาขาที่ตอบโจทย์ความสนใจที่หลากหลายของเราได้” เจสสิกาสะท้อนความสนใจของเธอให้เราฟัง 

Jessica Lam ครูฮ่องกงผู้ทำให้เด็กเต็มใจสานสัมพันธ์กับธรรมชาติ ผ่านการเรียนและการเล่น

ดูเหมือนระบบการศึกษาในอังกฤษจะทำให้เจสสิกาเห็นตัวเองชัดขึ้นมากทีเดียว นอกจากนี้ยังมีอีกหลายคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับเธอในช่วงวัยรุ่น เธอบอกว่า เธอยังไม่ได้รู้หรือเข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อมลึกซึ้งมากนัก แต่มีครูที่เป็นตัวอย่างให้เธอมาตลอดตั้งแต่เรียน เห็นคนทำงานด้านสิ่งแวดล้อมที่ประสบความสำเร็จ เธอจึงอยากเป็นแบบพวกเขาบ้าง 

การเรียนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมตอบโจทย์ความกระหายใคร่รู้ของเธอได้เป็นอย่างดี “มันเป็นสาขาที่กว้างใหญ่ไพศาล” เจสสิกาอธิบาย “เข้าไปแล้วก็ต้องเลือกเรียนในสิ่งที่เราชอบและเจาะลึกลงไป เช่น ถ้าเรียนสายเคมีก็ต้องเรียนเรื่องสารเคมีต่างๆ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมถ้าสารเคมีเหล่านั้นรั่วไหลลงไปปนเปื้อนในทะเล

“เราไม่เก่งเคมี เลยเลือกเรียนด้านการอนุรักษ์และชีววิทยาเป็นหลัก ลงเรียนบางวิชาที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผลประทบสิ่งแวดล้อมด้วย ช่วงปิดเทอมก็ไปเรียนรู้เรื่องการทำปุ๋ยหมัก เครื่องหมักปุ๋ยจากเศษอาหารบ้าง ซึ่งเป็นเหมือนส่วนผสมของสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราทำได้ดี และสิ่งที่เราสนใจ” 

ฟังดูแล้วไม่น่าแปลกใจที่สาวคนนี้จะกระโดดออกจากห้องเรียนสายสิ่งแวดล้อมในมหาวิทยาลัย มาเป็นนักรณรงค์หรือคุณครูที่เล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมในทันที แต่ชีวิตของเธอก็มีทางอ้อมอยู่เล็กน้อยเหมือนกัน

Jessica Lam ครูฮ่องกงผู้ทำให้เด็กเต็มใจสานสัมพันธ์กับธรรมชาติ ผ่านการเรียนและการเล่น
วิธีสอนเรื่องธรรมชาติแบบครูชาวฮ่องกงของโรงเรียน Harrow ซึ่งร่วมโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ใหญ่สุดในโลก Eco Schools ของ WWF

“งานแรกของเราคือการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในไซต์ก่อสร้างค่ะ เราไม่เคยจินตนาการมาก่อนว่าวันหนึ่งจะมาเป็นครูที่ขับเคลื่อนเรื่องสิ่งแวดล้อม เราก็ทำงานแรกนั้นไป เรียนรู้เรื่องกฎระเบียบ กฎหมาย วิธีการทำเอกสารต่างๆ อยู่ระยะหนึ่ง

“มีช่วงหนึ่งเราได้ไปทำงานในสวนสัตว์แห่งหนึ่งในฮ่องกง มีหน้าที่อธิบายให้คนที่มาเที่ยวเข้าใจเรื่องสัตว์ต่างๆ นั่นเป็นครั้งแรกที่เราคิดได้ว่า เราน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ความรู้กับคนทั่วไปว่า ทำไมประเด็นสัตว์และสิ่งแวดล้อมถึงมีความสำคัญ และไม่ควรถูกมองข้าม” 

เมื่อเจสสิการู้ว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างได้ถ้าได้ทำงานในระบบการศึกษา เธอก็ตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทด้านการศึกษา และเริ่มมุ่งเข้าสู่เส้นทางของการเป็นคุณครูในโรงเรียนที่อังกฤษ

เด็ก อนาคต และสิ่งแวดล้อม คือเรื่องเดียวกัน

การศึกษาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เป็นวิชาที่อยู่ในหลักสูตรของอังกฤษอยู่แล้ว คุณครูจากฮ่องกงคนนี้มีหน้าที่เลือกหัวข้อที่คิดว่าเด็กน่าจะสนใจมาสอนเท่านั้น 

“โรงเรียนที่เราสอนตอนนั้นเน้นการทำให้เด็กใกล้ชิดธรรมชาติ เพราะโรงเรียนตั้งอยู่ในเมืองใหญ่อย่างลอนดอน นักเรียนเป็นเด็กเมือง บางคนอาจจะคุ้นเคยกับธรรมชาติ แต่เด็กบางคนไม่กล้าแตะใบไม้ด้วยซ้ำ งานหลักของเราจึงเป็นเรื่องการเปลี่ยนวิธีคิดของเด็ก

“การพาพวกเขาออกไปสัมผัสธรรมชาติ สอนให้เข้าใจโลกที่กว้างขึ้น สอนเรื่องมลพิษ เรื่องชีวิต จึงสำคัญ เพื่อให้เขาคุ้นเคยและเติบโตมาพร้อมความตระหนักรู้ในประเด็นเหล่านี้ ซึ่งในแต่ละประเทศและแต่ละโรงเรียนก็แตกต่างกันออกไป”

วิธีสอนเรื่องธรรมชาติแบบครูชาวฮ่องกงของโรงเรียน Harrow ซึ่งร่วมโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ใหญ่สุดในโลก Eco Schools ของ WWF

การย้ายที่ทำงานจากอังกฤษมาสู่ประเทศไทย ซึ่งยังไม่มีการเรียนการสอนด้านสิ่งแวดล้อมจริงจังนัก ย่อมเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับเจสสิกา

“ช่วงแรกเราไม่ได้ตั้งใจจะเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนหรอกค่ะ” คุณครูสาวสารภาพ “เราแค่อยากสอนเด็กๆ ให้เติบโตอย่างเข้าใจโลกรอบตัวเท่านั้น

“แต่พอสอนไปสักพัก เราเห็นว่ามีลู่ทางให้ไปมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับแก้ไขหลักสูตร การเรียนการสอน เพื่อให้เด็กๆ เชื่อมโยงเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้ากับประเด็นที่เราสอนได้มากขึ้น เด็กที่เราสอนก็ค่อนข้างเป็นเด็กเล็กมาก การสอดแทรกเรื่องพวกนี้ไปกับการเรียนการสอนจึงมีความยืดหยุ่นมากกว่าการสอนเด็กโต ซึ่งเนื้อหาที่เรียนมีกรอบชัดเจนกว่า”

วิธีสอนเรื่องธรรมชาติแบบครูชาวฮ่องกงของโรงเรียน Harrow ซึ่งร่วมโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ใหญ่สุดในโลก Eco Schools ของ WWF
วิธีสอนเรื่องธรรมชาติแบบครูชาวฮ่องกงของโรงเรียน Harrow ซึ่งร่วมโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ใหญ่สุดในโลก Eco Schools ของ WWF

โชคดีที่โรงเรียนนานาชาติ Harrow มอบอิสระให้เธอและเหล่าเพื่อนครูได้ริเริ่มการเรียนการสอนและกิจกรรมนอกห้องเรียน เพื่อปลูกฝังความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมให้กับผู้เรียน

แต่ผ่านด่านโรงเรียนหรือระบบมาได้ ก็ยังมีความท้าทายในการชวนเด็กๆ มามีส่วนร่วมกับกิจกรรมอีก ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้เด็กเข้าใจเรื่องที่ยากและไกลตัวอย่างปัญหาสิ่งแวดล้อม เราจึงอยากรู้ว่าเธอกับเพื่อนครูทำได้อย่างไร

“กิจกรรมการเรียนการสอนจะแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงชั้นเรียน เด็กโตหน่อยอาจจะได้เรียนเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงจริยธรรมในวิชาธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ มีโอกาสออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน ซึ่งค่อนข้างสอดคล้องกับเนื้อหาในหลักสูตร เพราะพวกเขาต้องเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย” เจสสิกาเริ่มต้นให้ข้อมูล

“ส่วนเด็กเล็กเราพยายามปลูกฝังให้เขามีบทบาทในการเป็นผู้นำมากขึ้น แม้ว่าเด็กเล็กจะไม่เข้าใจเต็มร้อยว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมคืออะไร ส่งผลอะไรกับเขาบ้าง เพราะเขายังเด็กมาก แต่เขาก็ให้ความสนใจเรื่องสัตว์ทะเลและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างเห็นได้ชัด ในระดับโรงเรียน เรามีโครงการอนุรักษ์ปะการังที่ประสบความสำเร็จมากๆ อยู่ด้วย” 

วิธีสอนเรื่องธรรมชาติแบบครูชาวฮ่องกงของโรงเรียน Harrow ซึ่งร่วมโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ใหญ่สุดในโลก Eco Schools ของ WWF
วิธีสอนเรื่องธรรมชาติแบบครูชาวฮ่องกงของโรงเรียน Harrow ซึ่งร่วมโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ใหญ่สุดในโลก Eco Schools ของ WWF

ทุกกิจกรรมที่โรงเรียนนานาชาติ Harrow จัดขึ้น เน้นการมีส่วนร่วมตามความสนใจและความสมัครใจของเด็กแต่ละคน เช่น ในกิจกรรม Eco-week เด็กๆ ได้ทดลองทำเสื้อผ้าขึ้นมาจากเศษขยะ หรือ Reuse เสื้อผ้าเก่า แต่งตัวเป็นสัตว์น้ำ และเด็กทุกคนก็ได้ทดสอบทดลองทักษะของตัวเองไปด้วยในตัว

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่เด็กๆ ได้ลองชวนผู้ปกครองมามีส่วนร่วมด้วย เช่น รับประทานอาหารมังสวิรัติด้วยกัน 1 สัปดาห์ หรือแข่งขันลดปริมาณขยะที่สร้างขึ้น มีของรางวัลให้เล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างแรงกระตุ้น กิจกรรมเหล่านี้จะสร้างความตระหนักรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมให้พวกเขา แล้วเขาจะไปเป็นกระบอกเสียงสื่อสารเรื่องนี้ต่อให้คนรอบตัวเขาอีกทอด

วิธีสอนเรื่องธรรมชาติแบบครูชาวฮ่องกงของโรงเรียน Harrow ซึ่งร่วมโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ใหญ่สุดในโลก Eco Schools ของ WWF
วิธีสอนเรื่องธรรมชาติแบบครูชาวฮ่องกงของโรงเรียน Harrow ซึ่งร่วมโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ใหญ่สุดในโลก Eco Schools ของ WWF

“นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำให้พวกเขารู้สึกว่า ได้ริเริ่มทำอะไรบางอย่างด้วยตัวเองเพื่อสิ่งแวดล้อม มีความรู้สึกเป็นเจ้าของสิ่งที่ทำ และได้เรียนรู้ว่าพวกเขาสนใจเรื่องอะไรไปด้วยในเวลาเดียวกันค่ะ” เจสสิกาอธิบายแนวคิดเบื้องหลังกิจกรรมเหล่าทั้งหมด

“สิ่งสุดท้ายที่เราต้องการคือ การเป็นผู้ใหญ่ที่ชี้นิ้วบอกกับเด็กรุ่นใหม่ว่า เขาต้องหรือไม่ต้องทำอะไร เราอยากมอบแรงบันดาลใจให้เขามากกว่า เมื่อเขามีแนวทาง มีแผนการแล้ว เราค่อยสนับสนุนให้เขาทำสิ่งนั้นเท่าที่จะทำได้” คุณครูสาวชาวฮ่องกงเน้นย้ำถึงพลังของเด็กๆ ว่า พวกเขาคือผู้ชี้ชะตาอนาคต

“เราต้องสอดแทรกเรื่องนี้เข้าไปตั้งแต่ยังเด็ก ถ้าเราเริ่มตั้งแต่อายุน้อย เราจะมีคนรุ่นใหม่อีกรุ่นที่ใส่ใจกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเรื่องปกติของชีวิตของเรา นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมได้ในที่สุด” เจสสิกาสรุปส่งท้าย

เราแอบถามเธอก่อนจะจากกันว่า ภารกิจของคุณครูเจสสิกาเรียกว่าประสบความสำเร็จได้แล้วหรือยัง เธอลังเลเล็กน้อยก่อนจะบอกว่า สถานการณ์โควิด-19 อาจทำให้บางโครงการล่าช้าหรือต้องเลื่อนออกไป แต่ที่ผ่านมา ทั้งห้องเรียนและกิจกรรมต่างๆ ได้เริ่มหว่านเมล็ดแห่งความตระหนักรู้ให้กับเด็กๆ ไปหลายต่อหลายรุ่นแล้ว

อีกไม่นานเมื่อเด็กๆ กลับมาเรียนได้ พวกเขาก็จะได้กลับมาสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมได้อีกครั้ง

 ภาพ : เจสสิกา แลม

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load