‘ถ้าแฟนฝ่าไฟแดง จะท้องมั้ย’

‘หนูผิวขาว แต่น้องสาวคล้ำมาก เป็นเพราะอะไรคะ’

‘มีอะไรกับแฟนแล้วไม่เคยฟินเลย ทำยังไงดี’

‘ผู้หญิงช่วยตัวเองจะบาปมั้ยคะ’

สารพันปัญหาเรื่องเพศของสาวเล็ก-สาวใหญ่ ที่เจอได้ตามเว็บบอร์ดชื่อดัง บางกระทู้ก็ได้คำตอบดีงามพร้อมใช้งานกลับไป บางกระทู้ก็มีผู้เชี่ยวชาญไม่จริงมาตอบทีเล่นทีจริง ทำเอาปวดใจกว่าเดิม หันซ้ายหันขวาถามใครไม่ได้ จะถามเพื่อนก็เขินตัวบิด ยิ่งปรึกษาครอบครัวก็แล้วใหญ่ ใครจะกล้าพูดเรื่องแบบนั้น จนต้องเลือกหมอกูเกิลเป็นคำตอบสุดท้าย แต่จะเชื่อสนิทใจไม่ได้ บางทีแค่ปวดหัวหนักมาก แต่กูเกิลบอกว่าเราเป็นมะเร็ง! เอากับเขาสิ

น้องสาว เพจที่ชวนหญิงไทยรู้จักและรักร่างกายตัวเองผ่านการคุยเรื่องจิ๋ม

แต่กำแพงความเขินอายก็ถูกทำลายด้วยนารีขี่ลูกพีชอย่าง น้ำอ้อย-ขวัญชนก หอมแสงประดิษฐ หมอเวชศาสตร์ครอบครัวเจ้าของเพจน้องสาว เพจที่ตั้งใจสื่อสารเรื่องความสุขทางเพศของผู้หญิงและสุขภาพทางกายของน้องสาว แถมยังเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้หญิงคุยกันอย่างถึงพริกถึงขิง จนมีผู้ติดตามมากถึงหลักแสน

ถ้าอยากรู้ว่าหมอครอบครัวคุยเรื่องจิ๋มยังไงให้สนุกและเป็นมิตร ขอชวนสาวสาวสาวมานั่งฟังด้วยกัน

น้องสาว เพจที่ชวนหญิงไทยรู้จักและรักร่างกายตัวเองผ่านการคุยเรื่องจิ๋ม

จิ๋ม = น้องสาว

หมอน้ำอ้อยเริ่มสนใจเรื่องจุ๋มจิ๋ม ตั้งแต่ตอนเรียนต่อเฉพาะทางเวชศาสตร์ครอบครัวและไปดูงาน Sexual Health Clinic เธอตั้งหน้าตั้งตาศึกษาเพิ่มเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศของผู้หญิง จนสังเกตว่าหญิงไทยแทบไม่มีพื้นที่ให้พูดเรื่องเพศเลย

“ตลอดระยะเวลาหกปีที่เรียนแพทย์ เราแทบไม่เคยรู้จักว่ามีการดูแลเรื่องเพศแบบนี้อยู่ เราเรียนแค่ว่าผู้ชายไม่แข็งตัวเป็นโรคอะไร ผู้หญิงเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ต้องใช้เจลนะ ส่วนผู้ชายก็มีคลินิกดูแลสุขภาพเพศชาย แต่พอเรามาย้อนดู กลับพบว่าผู้หญิงแทบไม่มีพื้นที่เรื่องเพศเลย เราไม่เคยเห็นคลินิกสุขภาพเพศหญิงที่ไหน ไม่เคยเห็นสังคมที่พูดคุยเรื่องเพศได้อย่างเปิดเผย เราเลยมองว่ามันเป็นความรู้ที่ควรได้รับการเติมเต็ม

“เลยตั้งความฝันอันยิ่งใหญ่ว่า อยากจะพัฒนาสุขภาพทางเพศของหญิงไทยให้เจริญก้าวหน้ารุ่งเรือง” 

น้องสาว เพจที่ชวนหญิงไทยรู้จักและรักร่างกายตัวเองผ่านการคุยเรื่องจิ๋ม

จากความสนใจและความฝันก้อนใหญ่เมื่อ 5 เดือนก่อน พาเธอมารู้จักกับคนมากถึง 2 แสน!

ใช่ เธอสร้างเพจน่าเอ็นดูชื่อ ‘น้องสาว’

“น้องสาวเป็นคำที่เราใช้เรียกแทนคำว่าจิ๋ม มันเป็นคำที่ดูน่ารัก พูดได้แบบไม่เขินอาย แล้วยังมีอารมณ์ของผู้หญิงคนหนึ่งที่อยากจะมอบความรักและความดูแลเอาใจใส่ให้กับน้องสาวตัวเอง”  พี่สาวเล่าที่มาของ ‘น้องสาว’

ทำความรู้จักน้องสาว

“ตอนแรกเราอยากทำเพจให้ความรู้เรื่องความสุขทางเพศของผู้หญิง เสร็จ ไม่เสร็จ เสียว ไม่เสียว แต่พอลงมือทำก็รู้ว่าความสุขกับสุขภาพ สองเรื่องนี้มันแยกจากกันไม่ได้ เช่น ผู้หญิงบางคนไม่มีอารมณ์ทางเพศเพราะมีตกขาว ผู้หญิงมีเพศสัมพันธ์แล้วเจ็บเพราะอาจติดเชื้อบางอย่าง เลยกลายเป็นเพจรวมเรื่องสุขภาพทางเพศของผู้หญิงแทน

“เพจเราแบ่งเนื้อหาเป็นสามจิ๋ม จิ๋มแรกคือ จิ๋มสุข พูดเรื่องความสุขทางเพศ จิ๋มที่สองคือ จิ๋มสะอาด พูดถึงการดูแลตัวเองขั้นพื้นฐาน การล้างจิ๋มให้ถูกวิธี และจิ๋มปลอดภัย ทั้งทางนรีเวชและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์”

นอกจากสารพัดความรู้ที่หมอน้ำอ้อยตั้งใจสื่อสารกับผู้หญิงด้วยภาษาที่อ่อนโยน เป็นมิตรกับน้องสาว ยังมีอีกหนึ่งอย่างที่เห็นแล้วต้องอุทาน So Cute! นั่นคือภาพประกอบที่ใช้สัญญะแทนน้องสาว (จิ๋ม) และน้องชาย (จู๋)

“เราพยายามทำให้ภาพดูเป็นกันเอง สบายๆ ตอนแรกก็วาดเองบ้าง ตอนหลังก็มีเพื่อนมาช่วย เราอยากให้มันดูน่ารักเข้ากับทุกคน ไม่ใช่กำลังอ่านตอนอยู่บนรถไฟฟ้าแล้วต้องปัดทิ้ง ส่วนตัวเราไม่ชอบแบบนั้น เลยใช้ภาพเชิงสัญลักษณ์แทน ให้คนได้ลองตีความกัน” ภาพประกอบเนื้อหาในเพจเลยเป็นผักผลไม้บ้าง ดอกไม้กำเบ่งบานบ้าง เช่น ภาพกล้วยกับส้มแทนการเล่าเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ของชายหญิง ภาพดอกไม้สีชมพูแทนน้องสาว ฯลฯ

น้องสาว เพจที่ชวนหญิงไทยรู้จักและรักร่างกายตัวเองผ่านการคุยเรื่องจิ๋ม

น้องสาวเม้ามอย

จากเพจที่มีจุดประสงค์ในการคืนความสุขให้น้องสาวด้วยเนื้อหาที่ให้ความรู้เรื่องความสุขทางเพศ กลับกลายเป็นพื้นที่ให้ความรู้เรื่องสุขภาพเพศหญิงแบบครอบคลุม แล้วเป้าหมายหลักของเพจคืออะไร เราถาม

 “ตอนเริ่มต้นแค่ต้องการให้ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่พอทำไปเหมือนเราได้ Reflection กลับมาตกตะกอนกับตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ จนได้จุดประสงค์หลักอีกอันของเพจ คืออยากให้เพจเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร เช่น แชร์โพสต์เราแล้วแท็กแม่ให้พาไปฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก เหมือนเป็นการพูดแทนกันระหว่างพี่สาวน้องสาว แล้วเรารู้สึกมีความสุขมากตอนที่ข้อมูลของเรามีประโยชน์ต่อคนอื่นและเขาได้รับความรู้ที่ถูกต้อง”

นอกจากเพจน้องสาวจะเป็นแหล่งความรู้ในการแบ่งปันข้อมูลเรื่องความสุขทางเพศและสุขภาพน้องจิ๋ม ยังมีกลุ่มลับที่คุยเรื่องไม่ลับ อย่าง ‘น้องสาวเม้าท์มอย’ เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้หญิงคุยเรื่องเพศได้อย่างเปิดเผย

 “กลุ่มน้องสาวเม้าท์มอยเริ่มจากลูกเพจคนหนึ่งเสนอว่าอยากได้กลุ่มที่มีแค่ผู้หญิงไว้สำหรับพูดคุย เราเลยตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมาและมันก็เริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อมีกลุ่มลับ ตอนนี้มีสมาชิกทั้งหมดประมาณเจ็ดพันกว่าคนที่มาแลกเปลี่ยน ปรึกษาเรื่องราวทางเพศ แต่เราอยากให้เกิดการพูดคุยเรื่องเพศกับคนใกล้ตัวมากกว่าคนแปลกหน้า”

น้องสาว เพจที่ชวนหญิงไทยรู้จักและรักร่างกายตัวเองผ่านการคุยเรื่องจิ๋ม
น้องสาว เพจที่ชวนหญิงไทยรู้จักและรักร่างกายตัวเองผ่านการคุยเรื่องจิ๋ม

ภาพสะท้อนจากน้องสาว

ไหนจะต้องรับฟังปัญหาหลังไมค์ คอยแก้ไขความเข้าใจผิดจากความเชื่อ เขาว่ากันว่า เขาบอกมาแบบนี้ บ้างพอมีปัญหาก็โทษการศึกษา มันสะท้อนอะไรบ้างในมุมมองหมอเวชศาสตร์ครอบครัวที่เป็นแอดมินเพจน้องสาว

“อย่างแรกมันสะท้อนว่าที่ผ่านมาไม่มีช่องทางอะไรให้เขาถามได้เลย หรือการที่เขาไม่รู้สิทธิ์ในการรักษาตัวเอง บอกว่าแพง ไม่มีเงิน แต่ทุกคนมีสิทธิ์การรักษาสามสิบบาท บางคนกลัวพ่อแม่รู้ เลยให้เราบอกชื่อยา เขาจะไปหาซื้อเอง ภาพรวมปัญหาหลักๆ ที่เรารับรู้คือผู้หญิงไม่เข้าใจปัญหาเรื่องทางเพศเลย”

จะว่าไปก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า ผู้หญิงขาดความรู้เรื่องเพศ ทั้งที่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งใกล้ตัวผู้หญิงเรามากที่สุด “คุณหมอคิดว่าอะไรคือสาเหตุให้ผู้หญิงขาดความเข้าใจเรื่องเพศ” เราถามด้วยความสงสัย

 “เรามองว่า หนึ่ง เพราะผู้หญิงโตมาในสังคมที่ไม่ให้พูดเรื่องนี้ อย่างครอบครัวไม่มีใครมาสอนเรื่องใส่ถุงยาง ยาคุมกำเนิดกินยังไง สอง เรื่องกลุ่มเพื่อนผู้หญิงไม่เหมือนกลุ่มเพื่อนผู้ชายที่จะพูดตลกโปกฮา ถุงยางไซส์เท่าไหร่ อวดช้างน้อยกันหน่อย ผู้หญิงจะพูดกันแค่ ขอยืมผ้าอนามัยหน่อย สาม เรื่องการศึกษา จะสอนเรื่องอสุจิผสมกับไข่แล้วท้อง สอนเรื่องการใช้ถุงยาง แต่ไม่ได้สอนละเอียดในเรื่องคุมกำเนิดแบบไหนถึงจะเหมาะสม

“จนถึงเรื่อง Sexual Consent หากเราไม่อยากมีเซ็กส์ปฏิเสธอย่างไร ดังนั้นเมื่อผู้หญิงขาดการพูดคุย ก็ขาดการแลกเปลี่ยนความรู้กัน สุดท้ายเลยหันหน้าไปพูดคุยกับคนแปลกหน้าในโลกอินเทอร์เน็ต แล้วหันหลังให้กับคนใกล้ตัว ความเชื่อผิดๆ เลยเริ่มต้นขึ้นจากการขาดพื้นที่พูดคุย” เธอคลายความสงสัยให้เราจนกระจ่าง

น้องสาว เพจที่ชวนหญิงไทยรู้จักและรักร่างกายตัวเองผ่านการคุยเรื่องจิ๋ม

เรื่องขำที่ไม่ขำ

คำถามยอดฮิตที่มักเจอในเพจเป็นเรื่องแบบไหน

“คำถามยอดฮิตของเราจะวนเวียนอยู่กับเรื่องเซ็กส์เป็นส่วนใหญ่ เพราะคนส่วนมากที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายจะกังวลเรื่องท้องมากที่สุด ไม่มีใครมาถามว่าแบบนี้จะติดเอดส์ไหม ติดเชื้ออะไรไหม ถ้าเป็นคำถามยอดฮิตจะมี 

“ฝ่าไฟแดงท้องไหม”

“แค่ถูไถภายนอกจะท้องไหม”

“ใช้ยาคุมกำเนิดยี่ห้อนี้แล้วท้องเพราะอะไร”

“ยาคุมฉุกเฉินกินได้แค่สองครั้งในชีวิตจริงหรือเปล่า”

“ตั้งท้องอยู่แล้ว มีเซ็กส์จะท้องไหม”

 “บางคำถามหากมองผิวเผินดูเป็นเรื่องที่ตลก แต่พอลองวิเคราะห์แล้วมันกลับเป็นเรื่องที่ไม่ขำเลย เรามองว่าปัญหาเรื่องเพศเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถ้าได้มีช่องทางการเรียนรู้ด้านสุขภาพทางเพศที่ถูกต้อง เรื่องเพศก็จะพัฒนาได้ ตอนนี้เรากำลังทำหนังสือ Sister to Sister พูดคุยเรื่องจุ๋มจิ๋มของน้องสาว เป็นหนังสือรวบรวมบทความในเพจมาตีพิมพ์เป็นเล่ม

“การทำหนังสือ การทำเพจของเรา มันเป็นเพียงแค่ฟันเฟืองเล็กๆ ที่ช่วยผลักดันเรื่องนี้ แต่ถ้าคนเหล่านั้นไม่ได้เล่นเฟซบุ๊กหรือหาซื้อหนังสือไม่ได้ เขาก็เข้าถึงข้อมูลความรู้ในส่วนนี้ไม่ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราควรเริ่มตั้งแต่รากฐานเลย คือสถาบันการศึกษาและสถาบันครอบครัว”

น้องสาว เพจที่ชวนหญิงไทยรู้จักและรักร่างกายตัวเองผ่านการคุยเรื่องจิ๋ม

Writer

พาฝัน หน่อแก้ว

เด็กวารสารศาสตร์ ผู้ใช้ชีวิตไปกับการเดินทางตามจังหวะเสียงเพลงโฟล์คซองและ R&B จุดอ่อนแพ้ทางของเซลล์ทุกชนิด

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

‘เที่ยวรอบโลก’ ความฝันวัยเด็กของใครหลาย ๆ คนที่พูดง่าย แต่ยากที่จะตั้งให้เป็นเป้าหมายในชีวิต

เชษฏ์ สุวรรณรัตน์ อดีตพนักงานประจำ ปัจจุบันเป็นเจ้าของเพจ ‘วิ่งรอบโลก: Running The World’ คือผู้ท้าชิงคนนั้น เขาตั้งใจวิ่งเพื่อบันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน และอยากแบ่งปันให้ทุกคนบนโลกออนไลน์

จุดออกตัว

“จุดที่ทำให้เริ่มสนใจการวิ่ง คือเหตุการณ์ระเบิดที่บอสตันมาราธอน ในปี 2013 เราไปยืนถ่ายรูปเล่นแถวเส้นชัย และ 1 ชั่วโมงหลังจากที่เดินออกมากินข้าว มันเกิดระเบิดขึ้น” เชษฏ์เผยจุดเริ่มต้นที่มาจากเรื่องสะเทือนใจชนิดหวิดเอาชีวิตไม่รอด

หลังจากนั้นบอสตันจัดงานวิ่งการกุศล เพื่อระดมเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ด้วยความรู้สึกร่วมของคนที่อยู่ในเหตุการณ์ และคำว่า Boston Strong ที่สกรีนอยู่บนเสื้อ ทำให้เชษฏ์สมัครเข้าร่วมงานวิ่งครั้งนั้นเป็นสนามแรก แม้จะไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน

“ตอนไปเรียนและทำงานที่อเมริกา เราใช้ชีวิตแบบพนักงานออฟฟิศทั่วไป ไม่ออกกำลังกาย กินฟาสต์ฟู้ด เราอ้วนจนถึงจุดที่มีน้ำหนัก 80 กิโลกรัม แล้วก็ไปวิ่ง 4 กิโลเมตร โอ้โห พอวิ่งจบแล้วรู้สึกเหมือนเกือบตาย ทำให้รู้ว่าที่ผ่านมาเราไม่ได้ดูแลสุขภาพร่างกายตัวเองเลย ตอนนั้นแหละที่จุดประกายความคิดว่า เราอยากจะวิ่งบอสตันมาราธอนสักครั้งในชีวิต” 

เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ถูกปักหมุด แต่ไม่นานนักก็หลุดออกมา เมื่อเขาลงสมัครงานวิ่ง 5 กิโลเมตรจนรู้สึกเหนื่อย และเปรียบเทียบระยะวิ่ง 42 กิโลเมตรว่าเกินความจำเป็นต่อชีวิต Bucket List งานบอสตันมาราธอนจึงถูกขีดฆ่าไป

อย่างไรก็ตาม 2 ปีต่อมา บอสตันมาราธอนก็ส่งแรงกระตุ้นให้เชษฏ์อีกครั้ง วันนั้นเขาได้เห็นคนกำลังวิ่งในสนามยามฝนตกหนัก ขณะที่เขายืนจิบกาแฟอุ่น ๆ ในร้านข้างลู่วิ่ง

“คนที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราคือ รีเบกก้า เกรกอรี่ (Rebekah Gregory) ในปี 2013 เธอโดนระเบิดตอนวิ่งใกล้ถึงเส้นชัย กลายเป็นนักกีฬาที่ต้องโดนตัดขา เราว่ามันคงใจสลายมาก แต่ในปี 2015 เธอเขียนจดหมายถึงบอสตันมาราธอน เพื่อขอวิ่งต่อจากระยะทางที่เหลืออีกไม่กี่ฟุตในวันนั้น เธอรู้สึกว่ากำลังจะได้รับเหรียญรางวัลแต่ดันล้มลงก่อน เธอจึงพยายามซ้อมวิ่งบนขาเทียมตลอด 2 ปี เพื่อขอวิ่งอีก 5 กิโลเมตรสุดท้ายในปีนี้

“พอถึงวันจริง มีนักข่าวมาถ่ายภาพเธอและเราก็ยืนอยู่ตรงนั้นด้วย ทำให้เรามองกลับมาที่ตัวเอง เราเคยตั้งเป้าว่าจะวิ่งบอสตันมาราธอนให้ได้ แต่แล้วก็ปัดตกไปด้วยสนาม 5 กิโลเมตร เพราะคิดว่าเหนื่อยและดีต่อสุขภาพแล้ว เขาขาขาด แต่เขายังวิ่งได้ เราก้มดูขาตัวเอง ยังมีอยู่ครบ 32 ทุกอย่าง ไม่ได้แล้วเว้ย ปีหน้าฉันจะวิ่งบอสตันมาราธอน อันนั้นแหละเป็นจุดที่ทำให้ตัดสินใจขึ้นมาอย่างจริงจัง” และในวันนั้น Bucket List เดิมของเชษฏ์ก็วนกลับมาเป็นเป้าให้พุ่งชนอีกครั้ง

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ฝันที่เป็นจริง

เมื่อกำหนดเป้าหมายไว้ชัดเจน วิธีที่ช่วยพาไปถึงปลายทางก็ปรากฏ เชษฏ์แพลนตารางฟิตซ้อมร่างกายเพื่อพัฒนาเวลาวิ่งให้ตรงตามเงื่อนไขการสมัครบอสตันมาราธอน แต่ด้วยระยะเวลาเพียง 1 ปี จึงไม่ใช่เรื่องง่าย

ไม่ว่าเชษฏ์จะมีพัฒนาการก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้นแค่ไหน แต่เวลาที่ทำได้จากการวิ่งมาราธอนสนามอื่นในช่วงระหว่างทาง ยิ่งตอกย้ำว่าไม่มีทางทำได้ ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหน แต่เขาก็ดิ้นรนหาทางออก จนในที่สุดจึงค้นพบการสมัครแบบการกุศล

เงื่อนไขคือต้องหาเงินให้ได้ 5,000 เหรียญฯ เชษฏ์ทั้งเปิดรับบริจาคเงินจากการสอนทำอาหารไทยในโรงเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ และเล่นดนตรีเปิดหมวกกับกลุ่มเพื่อนบน Facebook Live ภายใต้ชื่อเพจ ‘On My Way To Boston Marathon’

การยื่นสมัครในรูปแบบนี้ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนักโดยเฉพาะในแวดวงนักวิ่งไทย เชษฏ์คือคนแรก ๆ ที่เจอ แล้วนำข้อมูลมาส่งต่อบนเพจและพิสูจน์ให้เห็นว่าทำได้จริง ทำให้ได้รับความสนใจ มียอดผู้ติดตามหลักพันในระยะเวลา 5 เดือน โดยปราศจากการบูสต์โพสต์

สุดท้ายยอดบริจาคก็ทะลุเป้า ความฝันที่อยากวิ่งบอสตันมาราธอนก็กลายเป็นจริง Bucket List ถูกขีดฆ่า และไร้การเคลื่อนไหวบนเพจ On My Way To Boston Marathon อีกต่อไป

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ทางที่เลือกด้วยตัวเอง

หลังการวิ่งบอสตันมาราธอนอย่างบ้าคลั่ง และตารางซ้อมที่หักโหมเกินร่างกายต้านไหว ทำให้เชษฏ์ต้องหยุดพักฟื้นร่างกายอยู่ครึ่งปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาตัดสินใจลาออกจากงานประจำ

ตั้งแต่เด็ก เชษฏ์มีอาชีพในฝันที่ดันวิ่งสวนทางกับครอบครัว ทำให้เขาต้องประนีประนอมเลือกอนาคตที่ไม่ได้ชอบนักมาตลอด ตั้งแต่เรียนคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนปริญญาตรี เรียนต่อปริญญาโทสาขา Information System ใน Northeastern University College of Engineering ที่สหรัฐอเมริกา และจบมาทำงาน Software Engineer ที่บอสตัน

“จริง ๆ สิ่งที่เราอยากเรียนคือศิลปกรรม นิเทศ หรืออะไรก็ได้ในแวดวงเต้นกินรำกิน แต่ที่ครอบครัวพูดมาเราก็เข้าใจ เพราะงานนี้สร้างเม็ดเงินและเป็นสิ่งที่เราทำได้ดี”

ทั้งความสามารถที่ไต่เต้าจนถึงตำแหน่ง Director และประสบการณ์เฉพาะทางซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในตลาด ทำให้กล่องข้อความ LinkedIn ของเชษฏ์มีแจ้งเตือนขอซื้อตัวทุก ๆ เช้าเย็น ณ ตอนนั้นเขามีรายได้มากพอจะเปิดบริษัทให้คำปรึกษาเป็นของตัวเอง และบริหารทั้งสองบริษัทควบคู่กันไป

จากเนื้องานเชิงสร้างสรรค์ สู่เนื้องานเชิงบริหารอย่างเต็มตัว หน้าที่หลักคือสอนงานลูกน้อง รับมือกับการเปลี่ยนผ่านของลูกทีม และคุยงานกับลูกค้าจากต่างประเทศ ความสนุกหรือความสุขเพียงเล็กน้อยไม่มีให้เสพอีกต่อไป จนวันหนึ่งเข็มความอดทนเดินมาชนขีดจำกัด เชษฏ์จึงตัดสินใจเก็บเงินก้อนหนึ่งและลาออกไปใช้ชีวิต

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

“คนเราจะประสบความสำเร็จแบบมีความสุขได้ ต้องได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ทำสิ่งนั้นได้ดี และทำในสิ่งที่คนต้องการ ซึ่งอย่างน้อยอาชีพเรามี 2 อย่างหลัง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เรารัก

“ตอนนั้นแค่บอกตัวเองว่า ขอหยุดแบบไม่ทำอะไรเลย 1 ปีเต็ม ๆ อยากลองใช้ชีวิตแบบเช้าวันนี้หยิบกาแฟขึ้นมาจิบ แล้วนั่งเสิร์ชดูตั๋วเครื่องบินว่าที่ไหนถูก วันรุ่งขึ้นก็บินเลย แบกเป้ตะลุยไปประเทศที่อยากไป พอใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่ 1 ปี ก็รู้สึกว่าติดการใช้ชีวิตแบบนี้ จนมองไม่เห็นภาพตัวเองกลับไปทำงานออฟฟิศอีกแล้ว” 

ช่วงพักผ่อนในปลายปี 2016 เมื่อหายจากอาการบาดเจ็บ เชษฏ์ไปเที่ยวฮาวายแล้วลงสมัครงานวิ่ง Honolulu Marathon แบบไม่ซีเรียสเรื่องการทำเวลา และมองเป็นเพียงกิจกรรมรับลมชมวิวระหว่างทริป แต่นั่นทำให้เขาได้สัมผัสกับความสุขบางอย่าง

ต้นปีถัดมาที่ได้เยือนปารีส เขาเริ่มค้นหามาราธอนที่จัดในเมืองไปด้วย กิมมิกนี้กลายมาเป็นความสนุกที่เขาทำควบคู่ไปกับความฝันจะเที่ยวรอบโลก จนท้ายที่สุดก็ได้ถือกำเนิดเพจวิ่งรอบโลกขึ้นมาโดยอาศัยเครดิตจากเพจเก่า

“เรานิยามวิ่งรอบโลกว่า ถ้าได้ไปประเทศไหน แล้วได้วิ่ง Full Marathon เรานับแล้วล่ะว่ามาวิ่งและได้มาเหยียบประเทศนี้จริง ๆ เลย Rename ชื่อเพจตัวเองแค่นั้นเองครับ หลังจากนั้นก็ตั้งเป้าหมายชีวิตขึ้นมาว่า ก่อนตายขอวิ่งมาราธอนให้ครบทั้ง 196 ประเทศทั่วโลก”

เป้าหมายใหญ่จึงสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยใช้สมุดบันทึกที่ชื่อว่า ‘วิ่งรอบโลก’

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

วิ่งทีละก้าว

ตอนแรก ๆ มีแค่รูปถ่าย แคปชั่น หลัง ๆ เริ่มมีวิดีโอที่ทำให้คนรู้จักเอกลักษณ์ของเพจ เราถือกล้องวิ่งไปถ่ายไป ระหว่างทางก็ถ่ายบ้างหยุดบ้าง แต่ตั้งแต่จุดสตาร์ทไปจนถึงเส้นชัย เรามีอะไรให้เขาดูแล้วรู้สึกเหมือนได้มาวิ่งสนามนั้นด้วยกัน” เชษฏ์เล่าบรรยากาศการบันทึกสมุดหน้าแรก ๆ ให้ฟัง

ทุกวันนี้เพจขยายไปบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บไซต์ แต่ 1 คือจำนวนทีมงานที่ผลิตคอนเทนต์ทุกรูปแบบจากเพจวิ่งรอบโลกตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ทั้งเขียนงาน ถ่ายภาพ แต่งภาพ ตัดต่อ ทำเว็บไซต์ รวมถึงอีกหลายรูปแบบและหลายขั้นตอน ซึ่งครีเอเตอร์สมัยนี้จะสร้างขึ้นมาด้วยความช่วยเหลือกันเป็นทีม แต่ทั้งหมดคือสิ่งที่ชายคนนี้สร้างขึ้นมากับมือแบบ One-man Show

วิ่งเสร็จก็มานั่งตัดต่อ วันรุ่งขึ้นก็ลงคลิปเลย คนชอบคิดว่า โห มีทีมงานเยอะขนาดนั้นเลย วิ่งเสร็จแล้วไม่พักเลยเหรอ ก็เนี่ย นั่งตัดวิดีโอนี่แหละคือการพักของเรา (หัวเราะ)” ในแง่หนึ่ง เขามองว่าสิ่งนี้สานฝันความชอบในงานด้านนิเทศอยู่กลาย ๆ

วิ่งรอบโลกยังไม่หยุดแต่เพียงเท่านี้ เบื้องหลังที่เชษฏ์คิดไว้ ยังมีแพลนจะต่อยอดไปอีกมากมาย แต่ตอนนี้มีแค่ชิ้นเดียวที่ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง คือ การจัดทริปวิ่งในต่างประเทศ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2020 ที่โควิด-19 ระบาดหนัก งานวิ่งทั่วโลกประกาศยกเลิกและเพจต้องหยุดชะงัก วิ่งรอบโลกจึงจัด Virtual Run ขึ้น โดยเปิดรับสมัครบนแพลตฟอร์มของ LET’S RACE THAILAND และประสบความสำเร็จ พวกเขาจึงร่วมมือกันเปิดบริษัทนำเที่ยวแบบมีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย โดยใช้ชื่อของพวกเขาทั้งสองมารวมกัน กลายเป็น ‘LET’S RUN THE WORLD’ (RUNNING THE WORLD + LET’S RACE THAILAND)

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

“บริษัทเราพยายามเลี่ยงคำว่าทัวร์ แต่เรียกเป็น ‘ทริป’ ที่พาไปวิ่งต่างประเทศ จำนวนคนไม่ได้เยอะ เพราะอยากให้ทุกคนในทริปรู้จักกันแบบอบอุ่น ไม่ได้เป็นทัวร์ทั่วไปที่พาคุณไปทิ้งไว้ตรงนั้นตรงนี้ สิ่งที่ต่างกันคือ ตัวเราไปด้วยจริง ๆ คนที่ไปก็ไปวิ่งมาราธอนกับเราจริง ๆ แล้วก็พาเขาไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เราไป

“เวลาไปที่ไหน เราก็พยายามศึกษาหาข้อมูลไปก่อนด้วยว่า ประเทศนั้นมีอะไรให้เที่ยวบ้าง ไม่ใช่ไปวิ่งอย่างเดียวแล้วจบ แต่เราใช้มาราธอนเป็นข้ออ้างให้พาตัวเองไปประเทศนั้น แล้วเราก็จะได้เที่ยวด้วย”

ปัจจุบันเพจมีกระบวนการทำงานที่ใหญ่ขึ้น เริ่มมีส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและมีรายได้ที่มากพอจะหาคนมาช่วย แต่ส่วนผลิตคอนเทนต์ยังเป็นเชษฏ์เหมือนเดิม

“ที่ผ่านมาเพจไม่ได้สร้างรายได้ เลยไม่รู้จะจ้างทีมงานไปทำไม และไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาจ้าง แต่อันนี้มันเริ่มเป็นธุรกิจจริงจัง ก็เลยมีน้องแอดมิน 2 – 3 คนช่วยตอบและโพสต์คอนเทนต์ที่เราเตรียมไว้ให้ แต่เพจวิ่งรอบโลกก็ยังเป็นตัวเราทำเองคนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ”

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน
วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ห้องสมุดนักวิ่ง

เชษฏ์ชวนเราจินตนาการว่า เพจวิ่งรอบโลกมีความสนใจอยู่ 2 วงหลัก ๆ คือ ‘เที่ยวรอบโลก’ และ ‘วิ่ง’ เพราะฉะนั้น หากเอาทั้งสองวงมาทับซ้อนกัน คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเพจ คือส่วนที่ทั้งสองวงนั้นเหลื่อมกันเป็นหลัก และอาจมีเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยถ้าพูดในเชิงการตลาด ซึ่งรวมกันแล้วมีจำนวนน้อยมาก

นี่เป็นสิ่งที่เขารู้มาตั้งแต่วันแรกแต่ก็ยังจะทำต่อไป เพราะไม่ได้หวังสร้างรายได้จากเพจมาตั้งแต่ต้น แต่อยากให้เป็นพื้นที่บันทึกเรื่องราวระหว่างทางที่ทำตามฝันเท่านั้น

เราไปมาหลายประเทศ ก็อาจจะได้เห็นอะไรที่คนอื่นไม่มีโอกาสเห็น จึงอยากเอามาแบ่งปัน มาบอกกล่าว ว่าประเทศนี้เป็นอย่างนี้นะ ประเทศนี้ทำอย่างนี้นะ แล้วก็มีข้อมูลให้เขา เผื่อใครอยากไปต้องทำยังไง มีพื้นที่ตรงไหนไม่ปลอดภัย จองโรงแรมยังไง ทำวีซ่ายังไง อะไรประมาณนั้นมากกว่า

การไปเที่ยวรอบโลกเปิดโลกสำหรับเรามาก มันทำให้ได้เจออะไรใหม่ ๆ ได้เรียนรู้ภาษา เจอคน วัฒนธรรม การเมืองการปกครอง ซึ่งก็ทำให้เรากลับมามองเปรียบเทียบกับตัวเราและประเทศของเรา 

แล้วยังรู้สึกว่าลดอัตตาหรือความเป็นตัวตนไปได้ด้วย”

เราปิดด้วยคำถามทิ้งท้ายว่า วันแรกที่ลาออกจากงานประจำ กับวันนี้ที่วิ่งมาถึงก้าวที่ 42 คิดว่าตัวเองเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

“รู้สึกว่าทุกวันนี้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาก ๆ แค่นั้นเลย เราได้เจอสิ่งที่เรารักที่จะทำ แล้วเราก็มีเป้าหมายในชีวิต” เชษฏ์ตอบ

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ภาพ : วิ่งรอบโลก: Running The World

Writer

ภูรินทร์ บุระคร

มนุษย์ที่กำลังตามหาความหมายของชีวิต มักคิดว่าจิตสำนึกเป็นลาภอันประเสริฐ และชอบเปิดมินิคอนเสิร์ตทุกครั้งที่อาบน้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load