บ่ายวันหนึ่งระหว่างการทำงานหน้าคอม from Home

มีเสียงสัญญาณจากโปรแกรมแชตอันทรงอิทธิพลดังผ่านหูฟังไร้สายว่ามีคนส่งข้อความใหม่เข้ามา…

“อยากชวนมาสัมภาษณ์ลิปตาให้ The Cloud ในวาระเปิดค่ายใหม่ครับ”

หลังจากที่อ่านข้อความจบ กระบวนการตัดสินใจจากคำเชิญชวนนั้นก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แบบที่ไม่ต้องขบคิดอะไรให้มากนัก ทั้งจากประเด็นที่เชิญ ไปจนถึงคนชวนที่คุ้นเคยกันมายาวนานร่วม 20 ปี 

นับตั้งแต่ผมเป็นนักหัดเขียนที่มีโอกาสเข้าไปแวะเวียนในบริษัทของเขาคนนี้ ที่เพิ่งดำรงตำแหน่งผู้ช่วยบรรณาธิการบริหารของนิตยสารอันดับต้นๆ ของแวดวงในเวลานั้นได้ไม่นานมาก ซึ่งด้วยอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่เปี่ยมด้วยไฟฝันในงานเขียนเหมือนๆ กัน ทำให้เราสนิทกันได้ไม่ยากนัก

ก่อนหน้าที่ผมจะก้าวเข้าสู่วงการนิตยสารแบบเต็มตัวในเวลาต่อมา และด้วยเส้นทางสายนี้เองก็ทำให้ได้ร่วมงานกับกลุ่มคนที่เพื่อนคนนี้ชวนให้สัมภาษณ์ คือ แทน-ธารณ ลิปตพัลลภ กับ คัตโตะ-อารมณ์ โพธิ์หาญ ผู้เป็นฝั่งดนตรีกับฝ่ายเสียงร้องตามลำดับให้กับดูโอที่มีชื่อว่า ‘ลิปตา’ ซึ่งถึงวันนี้ก็ได้ร่วมงานกันนานถึง 16 ปีแล้ว

16 ปีบนเส้นทางสายดนตรีของแทนและคัตโตะ จาก Lipta สู่การเปิดค่ายเพลง Kicks Record

นานพอที่จะเคี่ยวกรำประสบการณ์ในทุกด้าน ทุกมุม ของวงการเพลงได้อย่างถ่องแท้และรอบด้าน

และก็นานพอที่จะทำให้ ‘ลิปตา’ เป็นมากกว่าเพียงคู่ดูโอที่ผลิตเพลงป๊อปมากคุณภาพ ทว่าก้าวไปเป็นทีมดนตรีที่คนแวดวงดนตรีให้การยอมรับเรื่อยไปจนถึงมาใช้บริการ กระทั่งก้าวมาสู่การเป็นค่ายเพลงที่จะปลุกปั้นศิลปินใหม่ๆ ให้กับวงการต่อไป

คำถามก็คือ ทำไมต้องเป็น ณ เวลานี้ ที่โควิด-19 ได้ทำลายธุรกิจทุกแขนงจนแทบราบคาบไปหมดแล้ว แน่นอนว่ารวมถึงอุตสาหกรรมดนตรี เรื่อยไปจนถึงศิลปินอิสระจำนวนมากที่ได้ถอดใจและถอนตัวออกจากวงการนี้ไปแบบถาวร  

พวกเขามีแผนอะไรอยู่ในใจ…

16 ปีบนเส้นทางสายดนตรีของแทนและคัตโตะ จาก Lipta สู่การเปิดค่ายเพลง Kicks Record

Part 1 : Kickoff

“สวัสดีครับ แทน กับ คัตโตะ ไม่เจอกันนานมาก” ผมกล่าวทักทาย หลังจากที่ทั้งคู่ปรากฏตัวผ่านหน้าจอโปรแกรม Zoom ซึ่งให้บรรยากาศแทบไม่ต่างไปจากการได้สัมภาษณ์แบบเห็นหน้าเห็นตัวกัน อันเป็นข้อดีของเทคโนโลยีที่ก้าวไกล แม้ว่าด้วยพัฒนาการของนวัตกรรมจะเป็นผู้ร้ายสำคัญที่ Disrupt วงการเพลงจนย่อยยับ แต่ในอีกมุมหนึ่งของเหรียญก็นำมาซึ่งความสะดวกสบายนานาประการเช่นกัน 

โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเมื่อ 13 ปีก่อนที่ผมต้องพานักร้อง-นักดนตรีหลากหลายคนเดินทางไปไกลถึงถนนอักษะ อันเป็นย่านที่พักของแทน เพื่อบันทึกเสียงเพลงโปรเจกต์พิเศษประจำปีของนิตยสารที่ผมสังกัดอยู่ 

ตลอดระยะเวลา 5 ปีชั่วอายุของนิตยสาร พอถึงช่วงใกล้สิ้นปี ก็จะมีการหาทีมทำเพลงไปจนถึงนักร้อง นักดนตรีที่มีผลงานโดดเด่นในรอบปี เพื่อมาทำเพลงพิเศษรับปีใหม่ด้วยกัน โดยช่วงปลาย พ.ศ. 2551 นั้น แทนได้รับเลือกให้มาเป็นโปรดิวเซอร์และคนแต่งเพลงประจำปีนั้น ด้วยผลงานเพลงอันโดดเด่นของลิปตา

“สิบสาม สิบสี่ปีที่แล้วเลยนะนี่ ตอนนั้นยังมี โฟร์-มด อยู่เลย” แทนรำลึกความหลัง โดยกล่าวถึงศิลปินคู่ดูโอทีนไอดอลที่มีชื่อเสียงในเวลานั้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวงรวมดาวในโปรเจกต์เพลงพิเศษเพลงนั้น สะท้อนถึงไอเดียและความสามารถในการทำเพลงของแทน ซึ่งยังคงโดดเด่นมาจนปัจจุบัน

กระทั่งไม่น่าแปลกใจที่เขาจะกลายมาเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับหลายๆ ศิลปิน ซึ่งจำนวนมากก็เป็นอันดับต้นๆ ทั้งสิ้น อย่างล่าสุดก็ อิ้งค์-วรันธร เปานิล กับซิงเกิล เก่งเเต่เรื่องคนอื่น ทว่าความแข็งแรงในด้าน Music Production นั้น ก็ไม่ถือว่าเป็นต้นทุนที่จะรับประกันความสำเร็จของการทำค่ายเพลงซะทีเดียว โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ จึงนำมาซึ่งคำถามที่ติดค้างอยู่ในใจมาตั้งแต่แรกว่า ทำไม

“จริงๆ คัตโตะชวนผมทำค่ายกันมาประมาณสี่ปีแล้วครับ” คือคำตอบของแทน ก่อนที่จะกล่าวต่อไปว่า “แต่เหมือนผมยังไม่กล้า แล้วเราก็ยังต้องโปรดิวซ์ให้กับงานของหลายๆ คน รวมถึงงานของลิปตาด้วย นอกจากนั้นก็ยังมีเล่นคอนเสิร์ตอีก ซึ่งมันค่อนข้างใช้เวลาเยอะ จนกระทั่งมีโควิดก็ส่งผลให้เราไม่มีงานเลย ทำให้ได้มีเวลาคิด ได้มีเวลาหาคน ไปจนถึงได้มีเวลาหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ก็เลยมาบอกกับคัตโตะว่า เออ กูพร้อมละ คงต้องทำตอนนี้แหละ”

เพราะว่าว่างแล้ว ? -ผมถามไปแบบทีเล่นทีจริง ซึ่งแทนก็พยักหน้ารับ ก่อนจะเสริมต่อไปด้วยทรรศนะและมุมมองที่น่าสนใจมากว่า

“นอกจากนั้นช่วงนี้เป็นช่วงที่ทุกอย่างมันฮวบหมดเลย ซึ่งผมมองว่า ตอนที่มันถึงจุดต่ำสุดนี่น่าจะเป็นตอนที่เริ่มต้นได้ดีที่สุด เพราะจากนี้ไปมันก็จะมีแต่ขึ้น เลยตัดสินใจทำค่ายขึ้นมา โดยเราเริ่มคุยกันตั้งแต่ปีที่แล้ว จนเริ่มจริงจังคือปีนี้ แล้วก็เพิ่งเริ่มเปิดตัวเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ.​ 2021”

แล้วในมุมของคัตโตะล่ะครับ มองยังไงกับการ Kickoff กันตอนที่จุดที่ทุกอย่างฮวบไปกันหมด-ผมหันไปถามคนที่นั่งเงียบอยู่ข้างๆ แทนในจอ

“มันจะมีปัจจัยเรื่องของ Resource ที่เรามีด้วย คือแทนเขาจะดูแลเรื่อง Music Production ทำเรื่อง Management ได้ดี แล้วก็ทำเรื่อง Finance ได้ดีด้วย ส่วนผมทำพวกครีเอทีฟ เรื่องโครงสร้างบริษัท วิธีการทำเงิน ผมจะไปมองกลยุทธ์แบบ Marketing Plan พวกนี้มากกว่า ผมมองว่าเราเป็นทีมที่มีสองมุมซึ่งมันครบแล้ว และหลังจากที่เราทำงานมากับหลายๆ หน่วยงาน ผมเลยมองว่าด้วยต้นทุนที่เรามีเหมาะกับธุรกิจนี้ ถึงแม้ว่าตอนนี้มันจะยังไม่ค่อยดีก็ตาม” คัตโตะอธิบาย 

16 ปีบนเส้นทางสายดนตรีของแทนและคัตโตะ จาก Lipta สู่การเปิดค่ายเพลง Kicks Record

“ซึ่งผมก็ไม่รู้นะว่าอนาคตจะเป็นยังไง แต่แค่รู้สึกว่ามีโอกาสชนะมากกว่าแพ้ ผมก็เลยชวนแทนทำมาเรื่อยๆ คือคิดมานาน ไม่ได้คิดแบบขำๆ แบบเด็กวัยรุ่นอยากมีค่าย

“คือเราเองดูแลลิปตามาโดยไม่มีค่ายนี่ก็เกือบจะสิบปีแล้ว ซึ่งไม่ได้ยาก เพราะว่าเราทำกันเองทุกอย่างอยู่แล้ว แต่คราวนี้พอต้องมีค่าย มันก็จะต้องมีสตาฟ In House สักสามสี่คน แล้วเราก็เริ่มต้องดูแลคนอื่นแบบจริงจัง โดยดูแลมากกว่าแค่โปรดิวซ์เพลง แต่มีการลงทุนทั้งเวลา สตางค์ ลงทุนทุกอย่างลงไปในศิลปิน ฉะนั้นมันเลยเป็นอะไรที่ต้องใช้เวลาคิดหลายๆ อย่าง”

“แล้วความที่ในสามสี่ปีที่ผ่านมา เราผ่านการทำงานกับค่ายเพลง ก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง เลยคิดว่าน่าจะพร้อม แต่ผมก็บอกกับคัตโตะว่า เราจะเริ่มทำค่ายก็ต่อเมื่อเราเจอศิลปินเบอร์แรก เหมือนเช่นวันที่ พี่สุกี้ (กมล สุโกศล แคลปป์) เจอ Moderndog วันแรก แล้วเขาถึงตัดสินใจทำค่าย Bakery Music ขึ้นมา เพราะไม่อยากปล่อยโมเดิร์นด็อกไปอยู่ที่อื่น” แทนสรุปแนวคิดที่นำมาสู่จุดเริ่มต้นของค่ายเพลงที่พวกเขาตั้งชื่อให้ว่า ‘Kicks Records’ หลังจากที่พวกเขาได้พบกับศิลปินเบอร์แรกตามที่ตั้งใจเอาไว้แล้ว

แล้วทำไม Jeanius ถึงเป็นคนที่ใช่-ผมถามกลับไปถึง จีเนียส-โนวา มาคูก์เลีย ศิลปินคนแรกของ Kicks Records ซึ่งเปิดตัวด้วยซิงเกิล บอกชอบยังไง (ให้เธอไม่เกลียด) ซึ่งเป็นเพลงป๊อปที่ให้สัมผัสในแบบแจ๊สได้อย่างเหมาะเจาะ

“จริงๆ ก่อนหน้าที่จะเป็น Jeanius เราคุยมาหลายคนเหมือนกันครับ ผมก็ Scout มาบ้าง คัตโตะก็พามาคุยบ้าง แต่ก็ยังไม่รู้สึกร้อยเปอร์เซ็นต์ จนมาเจอ Jeanius ทาง YouTube” แทนอธิบายถึงเหตุผลที่เขาเลือกนักร้องนักแต่งเพลงหน้าใหม่คนนี้มาเป็นศิลปินเบอร์แรก ซึ่งเปรียบเสมือนภาพแรกของค่ายเพลงของเขาไปในคราวเดียวกันด้วย

“ผมรู้สึกว่าจีมีความคล้ายพวกเราอยู่ คือไม่ได้เป็นคนเก่งอะไรมากมาตั้งแต่แรก แต่เป็นคนที่พยายาม เป็นคนที่มานั่งเขียนเพลงทุกๆ อาทิตย์ ไม่ว่าเราอยากจะให้แก้อะไร เราอยากให้การบ้านอะไร เขาก็กลับไปทำมา เป็นเด็กที่มีความตั้งใจสูงมาก มีความทะเยอทะยาน อยากจะไปถึงจุดตรงนั้นที่ฝันไว้ให้ได้ แล้วก็ถูกปฏิเสธมาจากหลายค่ายเพลง ผมว่าผมเห็นแววตาบางอย่างที่รู้สึกว่าเขาน่าจะ Fit in กับเรา” แทนกล่าว ซึ่งหุ้นส่วนของเขาก็เห็นพ้องด้วย

“จริงๆ ผมก็ไม่ได้ซื้อแต่แรกนะ เพราะผมว่าจีไม่ใช่คนที่รู้สึกใช่ในแวบแรก แต่พอได้เห็นวิธีการทำงานแล้วก็ลูกฮึด ลูกสู้ มันก็สะท้อนตัวตนอะไรหลายๆ อย่างที่ดูมีความเป็นลิปตาเหมือนกัน ทำให้รู้สึกว่า เออ เราก็เคยเป็นแบบนี้นี่หว่า น่าจะลองทำอะไรกับเขาดู” 

“เรื่องภาพแรกของค่ายเนี่ย จริงๆ ผมซีเรียสนะครับ แต่ทำไปทำมาก็ปล่อยให้มันเป็นธรรมชาติไป ผมรู้สึกว่าบางครั้งไปยึดติดอะไรมากมันเหนื่อย ซึ่งเพลงของจีจริงๆ ก็มีหลายเพลงมาก แต่ท้ายสุดเราประชุมกันแล้วก็เลือกเพลงนี้ (บอกชอบยังไง (ให้เธอไม่เกลียด)) เพราะว่าเพลงแรกเราก็อยากให้ทุกคนได้เห็นครบทุกด้านของเขา ทั้งด้านการร้อง การแต่งเพลง แล้วก็การเต้น ผมว่าให้เป็นธรรมชาติของเขาแล้วเราก็สนุกไปกับตรงนั้น ซึ่งทั้ง จี จีเนียส กับศิลปินคนที่สองคือ เบนซ์ นั้นต่างเป็นเด็กอายุน้อยที่เขียนเพลงกันเก่งมาก เลยรู้สึกว่า เออ นั่นคงเป็นดีเอ็นเอของค่ายเรามั้ง” แทนอธิบาย

“ถ้าเป็นสมัยก่อน เราอาจจะเลือกศิลปินจากเสียงร้อง แต่สมัยนี้ผมเจอเด็กจากการที่เขาเขียนเพลงกันเอง อย่างจี ผมก็ไปเจอจากใน YouTube เอง คือผมว่ามันต้องเริ่มจากที่เขาต้องเริ่มทำอะไรสักอย่างก่อน ถ้าเขาฝึกร้องเพลงอยู่กับบ้านอย่างเดียว เราก็คงไม่มีทางไปเจอเขา อีกอย่างหนึ่งที่ผมจะใช้ในการพิจารณาเลยก็คือ คนนี้มีอะไรแตกต่างจากคนอื่นหรือเปล่า อย่างจี เพลงแรกๆ ที่ได้ฟัง ผมก็รู้สึกได้เลยว่า คนนี้ไม่เหมือนใคร หรืออย่างศิลปินคนที่สองนี่ยิ่งแล้วใหญ่ ไม่เหมือนใครเลย ผมเลยรู้สึกว่านั่นคือสิ่งที่ผมมองหา คือต้องเป็นคนที่อยู่นอกกรอบนิดๆ หรืออยู่ในกรอบหน่อยๆ ผมรู้สึกว่าตรงนี้เป็นเส้นที่ดีของการเป็นศิลปิน” 

“คือเราก็คาดหวังที่จะได้คนร้องดีอย่างนั้น เขียนเพลงได้อย่างนี้ ทุกคนต่างก็มีความคาดหวัง แต่ในความเป็นจริง มันก็เหมือนกับ…” คัตโตะหยุดที่ตรงนี้ก่อนที่จะหันไปหาแทน “เหมือนกับหาแฟนไหมพี่แทน สิ่งที่พี่แทนคิดกับสิ่งที่พี่แทนได้” 

16 ปีบนเส้นทางสายดนตรีของแทนและคัตโตะ จาก Lipta สู่การเปิดค่ายเพลง Kicks Record

“มันคนละอย่างกันนะครับ” แทนรีบปฏิเสธพร้อมหัวเราะลั่น

“พอถึงเวลาจริง อาจจะปุ๊บปั๊บๆ แล้วคลิกกันเลย” คัตโตะยังคงยืนกรานสานต่อมุกของเขาต่อไป

“แต่ผมไม่ค่อยปุ๊บปั๊บเท่าไหร่นะ” แทนยังคงปฏิเสธ 

“แต่ผมปุ๊บปั๊บไง” คัตโตะจึงยุติมุกไปซะเอง ก่อนจะหัวเราะร่าอย่างสาแก่ใจ

แม้จะถูกสลับฉากด้วยมุกสดล้นอารมณ์ขันของคัตโตะ สมกับที่สร้างชื่อให้ตัวเองในฐานะส่วนหนึ่งทีมเสือร้องไห้ ที่เป็นเซียนการสร้างคอนเทนต์โดนๆ มานักต่อนัก แต่จากข้อมูลศิลปิน 2 เบอร์แรกของ Kicks Records ที่ทั้งคู่กล่าวมาว่าต่างก็เป็นคนรุ่นใหม่ มีคาแรกเตอร์ มุมมองแนวคิด ไปจนถึงการใช้ชีวิตที่มีความเฉพาะตัวในแบบฉบับของเจนเนอเรชันปัจจุบัน ก็ดึงดูดความน่าสนใจได้ไม่น้อย สำหรับส่วนผสมของดีเอ็นเอระหว่างผู้บริหารค่ายที่เป็นคนรุ่นหนึ่ง (Gen Y) กับศิลปินที่เป็นคนอีกรุ่นหนึ่ง (Gen Z) 

“ผมเพิ่งคุยกับ ข้าว Fellow Fellow (ปณิธิ เลิศอุดมธนา) ไปเองว่า ยุคต่อจากนี้เป็นต้นไป ผมรู้สึกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของศิลปินที่เป็นเด็กของยุคนี้จะเขียนเพลงเองได้หมด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าแต่ละคนก็จะมีอะไรที่ชัดไปเลยว่าเขามาแนวไหน อาจจะต้องการแค่โปรดิวเซอร์มาคอยตัดขอบให้อีกทีเท่านั้น” แทนแสดงความคิดเห็นถึงกลุ่มคนที่จะกลายมาเป็นกำลังสำคัญของค่ายที่ลิปตาร่วมก่อร่างสร้างกันขึ้นมา ขณะที่คัตโตะก็เสริมว่า

 “ผมว่าในแต่ละเจนเนอเรชัน ค่ายมันมีความเป็นค่ายของยุคๆ นั้นอยู่น่ะ แล้วก็สิ่งที่ยุคก่อนหน้านี้เขาทำกันมันก็เป็นการทำให้เหมาะกับยุคนั้นๆ นั่นแหละ ขณะที่ผมรู้สึกว่าต่อไปศิลปินใหม่ๆ เขาก็จะมีวิธีการทำงานแบบใหม่ๆ ซึ่งเราก็ควรจะมีทั้งเรื่องสัญญา เรื่องวิธีการทำงานที่ซัพพอร์ตกับเขา สิ่งที่เราทำอยู่ก็เป็นอะไรที่มันอัปเดตแล้ว ส่วนศิลปินที่เรามีตอนนี้ ผมว่าพวกเขาก็เป็นตัวแทนของยุคตัวเองจริงๆ เชื่อว่าอีกหน่อยพวกเขาก็จะต้องเบ่งบานแน่นอน”

ทะยานจาก '0' สู่ 'ลิปตา' การเดินทางเอาตัวรอดบนเส้นทางสายดนตรีของคู่หูแทนและคัตโตะ สู่การเป็นผู้บริหารค่ายเพลงใหม่

Part 2 : Kick-Start 

เมื่อการสนทนาดำเนินมาจนถึงตอนนี้ ภาพในหัวของผมก็พลันย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นในสมัยที่ลิปตายังเป็นศิลปินหน้าใหม่ทั้งของยุคสมัย ของวงการ และสำหรับการรับรู้จากของตัวผมเองเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว 

เป็นเริ่มต้นที่แรกก่อตัวจากจุดเล็กๆ ในฐานะศิลปินอินดี้ที่ยังไม่ได้สังกัดกับค่ายไหนเลยด้วยซ้ำ ทว่าเพลงเปิดตัวของพวกเขาคือ ‘กอดตัวเอง’ ก็สามารถสร้างกระแสในคลื่นวิทยุที่เปิดกว้างในเลือกเปิดเพลงอย่าง Fat Radio ได้ไม่เบา ในฐานะเจ้าของเพลงป๊อปน้ำดีทั้งที่ยังเป็นหน้าใหม่ของวงการ

ความโดดเด่นของ กอดตัวเอง นั้นมากพอที่จะสะดุดความสนใจของ บอย โกสิยพงษ์ ที่เพิ่งออกจากค่าย Bakery Music มาได้ไม่นาน ให้ตัดสินใจดึงลิปตาไปอยู่ในค่ายใหม่ของเขาคือ LOVEiS ใน พ.ศ. 2548

อันเป็นช่วงปีที่วงการเพลงเริ่มถูก Disrupt อย่างรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเทคโนโลยีการแชร์ไฟล์เพลงกันได้เพียงปลายนิ้วคลิก  ทั้งจากโปรแกรมอย่าง Napster ผู้บุกเบิกโมเดล Peer-to-Peer คือการแชร์เพลงจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งสู่คอมพิวเตอร์อีกเครื่อง ซึ่งขยับขยายการบ่อนทำลายธุรกิจเพลงออกไป จากรูปแบบการโจรกรรมทรัพย์สินทางเสียงเพลงในรูปแบบมาตรฐานเวลานั้นอย่างเทปผีซีดีเถื่อน 

ซึ่งวงการดนตรีต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่จะเริ่มตั้งหลักจากซากปรักของธุรกิจเพลงได้ 

ลิปตาเองได้เริ่มต้นมาจากช่วงเวลาแห่งสถานภาพที่ใกล้ล่มสลายนั้น ทว่าก็คงไม่ผิดแผกไปจากที่ Noel Gallagher อดีตแกนนำของวง Oasis ได้เคยกล่าวเอาไว้เมื่อครั้งหนึ่งว่า

“ถึงเวลาเทคโนโลยีจะลิดรอนรายได้เกือบทั้งหมดไปจากศิลปิน แต่ความคิดฝันที่อยากทำงานเพลงของคนจำนวนมากกลับไม่ลดน้อยลงเลย”

เมื่อความคิดมาตกอยู่ในจุดนี้ ผมก็เกิดคำถามขึ้นว่า เมื่อมองกลับไปยังช่วงวันอันแสนบอบบางของวงการ ณ 16 – 17 ปีที่แล้ว พวกเขามองเห็นภาพอะไรกันบ้าง ในวันที่สถานการณ์รอบด้านได้ถูก Disrupt อีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้เป็นเรื่องของโรคระบาดครั้งใหญ่ มิใช่ปัจจัยในด้านเทคโนโลยีอย่างในคราวนั้น

“เอาเข้าจริงผมไม่ได้คิดอะไรมากมายในตอนนั้นนะครับ เราอาจจะโชคดีที่ลิปตาไม่ได้เริ่มจากการขายเทปได้ล้านตลับ แต่เราเริ่มจากวันที่ลิปตาขายซีดีได้ประมาณหมื่นแผ่น ซึ่งหมื่นแผ่นถ้ามาตอนนี้ โคตรเยอะ แต่ตอนนั้นถือได้ว่าไม่ประสบความสำเร็จเลย ดังนั้น เราจึงเหมือนสตาร์ทจากตรงจุดที่เป็นศูนย์ ณ จุดต่ำสุดของการขายซีดีเลย ขณะที่ MP3 กำลัง Big มาก แต่เพราะเราไม่ได้เริ่มจากการที่ขายได้ล้านแผ่น แล้วมาเจอ MP3 Disrupt จนกระเจิดกระเจิง ตอนนั้นเลยไม่ค่อยรู้สึกว่ามันเป็นปัญหา” แทนรำลึกถึงจุดเริ่มต้นของลิปตาเอาไว้เช่นนั้น ขณะที่คัตโตะก็ให้ข้อคิดเห็นเสริมในประเด็นนี้ว่า

“ผมว่ามันก็มีปัญหาทุกยุคแหละ ถ้าเราย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ ทุกธุรกิจ หรือประวัติศาสตร์วงการเพลงก็มีปัญหาอยู่เสมอ อย่างเช่นสมัยก่อน นักดนตรีเล่นดนตรีอย่างเดียว ห้างแผ่นเสียงก็ขายแผ่นไป จนกระทั่งมีวิทยุเข้ามาก็เลยเริ่มขายแผ่นเสียงไม่ได้” คัตโตะให้ข้อคิดเห็น ขณะที่แทนก็ตามน้ำทันที 

“แล้วแผ่นเสียงก็โดน Disrupt โดย Cassette Tape” 

“วิทยุก็โดน Disrupt โดยทีวี ทีวีก็โดน YouTube โดนอินเทอร์เน็ต Disrupt อีกทีหนึ่ง” คัตโตะสรุป ก่อนจะขยายความว่า “คือมันจะมีช่วงหลุมๆ ที่ยากอยู่จุดหนึ่งเสมอ แต่สุดท้ายแล้ว ด้วยความเป็นศิลปิน ถ้าเพลงคุณดี คาแรกเตอร์คุณดี จะวางลงตรงไหนก็ยังพอไหวอยู่บ้าง แน่นอนมันก็จะมีหลุมที่ยาก แต่ก็ต้องฝ่ามันไปให้ได้ด้วยวิธีหลายๆ อย่าง รวมทั้งต้องปรับตัว เพราะฉะนั้น การทำธุรกิจค่ายเพลงต่อไปในทุกยุคจากนี้ไปก็คงจะมีอะไร Disrupt มาอีกเรื่อยๆ ก็ต้องเผื่อใจแล้วก็ยอมรับว่า มันจะมีหลุมให้ต้องปรับตัวอยู่เสมอ” 

ทะยานจาก '0' สู่ 'ลิปตา' การเดินทางเอาตัวรอดบนเส้นทางสายดนตรีของคู่หูแทนและคัตโตะ สู่การเป็นผู้บริหารค่ายเพลงใหม่
ทะยานจาก '0' สู่ 'ลิปตา' การเดินทางเอาตัวรอดบนเส้นทางสายดนตรีของคู่หูแทนและคัตโตะ สู่การเป็นผู้บริหารค่ายเพลงใหม่

ด้วยชุดความคิดและทัศนคติเช่นนี้ มีส่วนสำคัญที่ทำให้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานานถึง 16 ปี ลิปตายังคงมีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่สามารถออกผลงานในรูปแบบของอัลบั้มอย่างสม่ำเสมอได้ อย่างอัลบั้มชุดหลังสุดคือ Young ก็ออกมาตั้งแต่ ค.ศ. 2014 กว่าที่ได้กลับมากับอัลบั้มใหม่คือ Super Serious ใน ค.ศ. 2021 นี้เอง แต่กับเรื่องของการออกเพลงใหม่ๆ นั้น ลิปตาไม่เคยปล่อยแฟนเพลงต้องรอคอยกันนาน แม้ช่วงเวลาที่ผ่านมาพวกเขาจะต้องเผชิญกับสารพันหลุมพรางที่เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ ตลอดทาง 

แต่ก็อย่างที่คัตโตะได้กล่าวเอาไว้ว่า คนที่อยู่รอดคือคนที่รู้จักปรับตัว การก้าวมาถึงวันนี้ที่ขยับขึ้นมาพ่วงตำแหน่งเจ้าของค่ายเพลง จึงไม่ใช่เรื่องฟลุ๊กหรือความคิดคะนองชั่วแล่นเท่านั้น 

“พออายุเปลี่ยนไป เราก็ควรจะปรับการทำงานให้มันเหมาะกับยุคและวัยของตัวเองด้วย ช่วงเริ่มต้นอาจจะเคยทำงานด้วยสกิลล์ระดับหนึ่ง แต่พอเวลาผ่านไป เราก็ต้องปรับมาทำด้วยสกิลล์บวกเข้ากับความเก๋า แล้วพอมาถึงตอนนี้ ก็เป็นการเริ่มชีวิตในสายการบริหารงาน ซึ่งผมว่าเหมาะสมกับวัยดีครับ” คัตโตะกล่าว 

“แต่ละสเตจของธุรกิจนี้มันก็มีหลายอย่างที่ต้องทำ ทั้งในจอ นอกจอ ทั้งก่อนเวที หลังเวที แล้วก็มีเรื่องที่ต้องเรียนรู้เรื่อยๆ ซึ่งการเรียนรู้ที่ผ่านมาทำให้ผมค่อยๆ รู้ว่า แผนที่ดีที่สุดก็คือแผนที่ Flexible ปรับตัวให้ไว ขณะเดียวกันการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดก็คือไม่วางแผน เพราะการแก้ปัญหามันแพลนยาก ต้องใช้ประสบการณ์ในการดีลถึงจะทำได้ดี ซึ่งไอ้ Know How ตรงนี้ของเราก็น่าจะช่วย Shortcut ศิลปินในค่ายของเราได้ ยิ่งถ้าได้ทำงานกับคนที่เขามีความเชื่อในตัวเรา แล้วรู้จักเอาไปปรับปรุงเป็นของเขาเอง ผมว่าเขาก็จะเรียนรู้ได้เร็ว”  

แปลว่าประสบการณ์สิบหกปี ก็ทำให้พวกคุณสามารถวางแผนหรือเอาตัวรอดได้อยู่มือขึ้นใช่ไหม-ผมถาม ซึ่งคราวนี้แทนเป็นฝ่ายตอบบ้าง

 “แน่นอนครับ เพราะว่าประสบการณ์ที่เราทำธุรกิจเรื่องดนตรีมาสิบหกปี มันก็เหมือนคนทำอาหารทุกวันน่ะครับ ก็ย่อมมีประสบการณ์ มีความชำนาญ นอกจากนั้น ด้วยระยะเวลาสิบหกปีที่ถือว่านานพอสมควร เราทำตรงนี้มาเยอะจนได้รู้เรื่องตรงนี้ครบทั้งลูปแล้วว่ามีอะไรบ้าง นอกจากนั้นเราก็มีพี่น้องในวงการเยอะมาก ให้คอยถามปรึกษาหารือ มันก็เลยโอเค” 

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ที่เป็นทั้ง 16 ปีแห่งความหลัง และ 16 ปีแห่งความหวังของทั้งสองคนจึงเป็นเส้นทางที่ยืนนานและมั่นคง แม้จะไม่เคยราบเรียบจนสามารถกล่าวได้ว่าราบรื่น จนอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้เหมือนกันว่า สาเหตุที่ทำให้ทั้งคู่ยังคงเลือกที่จะร่วมทางกัน และเลยเถิดมาจนถึงการร่วมหุ้นทำธุรกิจด้วยกันในวันนี้คืออะไร ซึ่งคำตอบของแทนคือ

“ผมว่าวงจะอยู่ด้วยกันได้ ความสัมพันธ์ในวงมันต้องเป็นความสัมพันธ์ที่โอเคระดับหนึ่งเลย ถ้ามัน Fake หรือคบเพื่อผลประโยชน์อย่างเดียว ไม่มีทางยืดมาได้ถึงสิบหกปี” 

  “งั้นขาดกัน (หัวเราะ)” มุกของคัตโตะยังคงแพรวพราว

“ใจเย็นๆ” แทนรับลูกพร้อมหัวเราะ “ความสัมพันธ์ในวงต้องเป็นความสัมพันธ์ที่พูดกันตรงๆ ได้ ต้องไม่หยุมหยิมกัน ผมว่าอันนี้เป็นหัวใจหลักเลย คราวนี้พอความสัมพันธ์ในวงมันโอเค งานที่ออกไประหว่างสิบหกปีนี้มันก็ต้องเป็นงานที่โอเคในระดับหนึ่งด้วย ถึงยังคงมีงานต่อมาเรื่อยๆ ซึ่งก็เป็นผลจากการทำงานหนักของทั้งคู่ว่า เฮ้ย เราจะทำอะไรกันต่อ เฮ้ย แนวดนตรีชุดนี้ควรมีการปรับเปลี่ยนอะไรยังไงบ้าง แล้วพอได้ออกไปเล่นโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ และทุกคนร้องเพลง ฝืน กันได้ ทั้งๆ ที่ในวันที่เราปล่อยเพลงเมื่อสิบหกปีที่แล้ว น้องๆ เขาอาจจะยังไม่เกิดเลยด้วยซ้ำไป ผมว่าตรงนั้นมันก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าวงมันยังไปได้” 

“ผมว่ามันเป็นเรื่องวิ่งระยะยาวที่แต่ละคนไม่ต้องวิ่งเร็วมาก เพียงแค่อย่าหยุดวิ่ง วิ่งไปเรื่อยๆ ภาพของลิปตาในความคิดของผมน่าจะเป็นประมาณนั้น” คัตโตะอธิบาย ขณะที่แทนก็เสริมว่า

“ถ้าผมวิ่งช้าหน่อย คัตโตะก็จะคอย เฮ้ย เร็วขึ้นหน่อยสิวะ ผมว่าข้อดีคือมันมีคนคอยดึงๆ กันอยู่ครับ”  

ถ้าคุณกลับไปยังวันที่เพิ่งทำเพลง กอดตัวเอง ออกมาได้ คุณอยากบอกกับตัวเองว่าอะไร-ก๊อกคำถามผมยังคงพรั่งพรู 

“อย่างแรกเลย คัตโตะมาตรงเวลามากขึ้นครับ (หัวเราะ) สมัยนั้นคัตโตะมาที่ห้องอัดสายสองชั่วโมงครึ่งถึงสามชั่วโมงเลยครับ ซึ่งทุกวันนี้ก็ตรงเวลามากขึ้นครับ สำหรับตัวผมเหรอครับ (นิ่งคิด) ผมก็คิดถึงตัวเองสมัยสิบหก สิบเจ็ดปีที่แล้วมากเหมือนกัน เป็นช่วงวันที่เราเขียนเพลงโดยไม่ต้องพะวงอะไร ไม่ต้องมาคิดว่ามันจะดังหรือไม่ โดยรวมมีความเป็นเด็กวัยขบเผาะมาก แค่ได้ทำเพลง ได้ทำอัลบั้ม ก็ดีใจมากแล้ว ไม่ต้องคิดเลยว่าเพลงจะดังไหม แค่ทำออกมาตามที่เราชอบ ซึ่งถ้าให้กลับไปเขียนเพลงแบบนั้นสิบหกปีให้หลังก็ทำไม่ได้แล้ว

“ส่วนที่อยากบอกก็คงแค่… มึงก็ทำต่อไปเรื่อยๆ อย่าหยุดก็แล้วกัน แค่นั้น มึงมีหน้าที่เขียนเพลงก็เขียนเพลงไป แล้ววันหนึ่งมึงก็จะไปเจอทางที่ค่อยๆ เปิดออกไปอีกเรื่อยๆ จากที่ทำลิปตา ก็ได้เริ่มโปรดิวซ์ โปรดิวซ์ไปซักพักหนึ่งก็ทำค่าย ทุกอย่างก็เป็นสเต็ปไป สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จึงเกิดมาจากที่พวกเราทำงานกันหนัก” แทนอธิบาย 

“สำหรับผมมองกลับไปก็รู้สึกดีครับ สนุกดี มาไกลดี” คัตโตะรับช่วงต่อ

“เมื่อก่อนอาจจะเดายากว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปบ้าง แต่พอเห็นรากฐานของอดีตแล้วก็พอจะเดาได้ว่า อนาคตพอจะทำอะไรได้บ้าง มันก็ทำให้เราไม่ตื่นตระหนกกับอนาคตมากจนเกินไป ส่วนอยากบอกอะไรกับตัวเองเหรอ ก็คงจะบอกว่า อีกหน่อยมึงจะโอเค ไม่ต้องเป็นห่วง มึงทำๆ ไปเถอะ (หัวเราะ) ผมเป็นคนไม่ชอบทำงาน สมัยก่อนผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะทำอะไรที่มันจะดีได้ แต่พอผ่านมาแล้วก็โอเค มันก็มีวิธีของมันอยู่นั่นแหละ สู้ๆ นะมึง เดี๋ยววันหนึ่งมึงก็จะมีข้าวกิน (หัวเราะ)”  

ทะยานจาก '0' สู่ 'ลิปตา' การเดินทางเอาตัวรอดบนเส้นทางสายดนตรีของคู่หูแทนและคัตโตะ สู่การเป็นผู้บริหารค่ายเพลงใหม่

“ตลอดเวลาสิบหกปีมานี้ ในระหว่างที่ทำงานกันมาเรื่อยๆ ทำกันแบบไม่หยุดพัก ก็มีศิลปินที่หายกันไปเยอะเหมือนกัน เป็นการเดินทางที่ยาวนานมาก เชื่อไหมว่าสิบหกปีที่แล้วเรายังทัวร์แคมปัสกับ กอล์ฟ-ไมค์ อยู่เลย” แทน รำลึก

“เดี๋ยวนี้พวกเราเป็นไม้กอล์ฟแทนแล้ว (หัวเราะ)” คัตโตะเสริม 

“ตอนนั้นมี กอล์ฟ-ไมค์ เฟย์ฟางแก้ว โฟร์-มด อยู่ในจุดพีก จากวันนั้นมาวันนี้ก็มีวงใหม่ๆ ขึ้นมาอีกเพียบเลย โดยที่ลิปตาก็ยังคงมีผลงานออกมาอยู่ ถือว่าเราก็ใช้ได้เหมือนกัน” แทนกล่าวอย่างภาคภูมิใจ

บอกกับตัวเองไปแล้ว งั้นมีอะไรอยากบอกกับนักร้องนักดนตรีรุ่นใหม่ๆ อีกบ้างครับ-ผมขมวดเข้าสู่คำถามชุดท้ายๆ หลังจากที่เวลาได้ผ่านไปนานกว่าชั่วโมงแล้ว

“ตบไหล่ๆ สู้ๆ นะมึง (หัวเราะ)” 

แทนกล่าวทีเล่น ขณะที่คราวนี้เป็นทีของคัตโตะที่จะกล่าวทีจริงบ้าง

“ผมจะบอกเขาว่าไม่ต้องฝันเยอะมาก ฝันวันละนิดก็พอ ผมเคยฟังเรื่องของทฤษฎีหนึ่งองศา ที่บอกว่าเราไม่ต้องคิดทำอะไรใหญ่โต มีความสำเร็จมากๆ ไปซะทั้งหมดหรอก บางครั้งที่หัวใจไม่ค่อยแข็งแรง ก็ให้คิดแค่องศาเดียว เช่นวันนี้ ตื่นขึ้นมาแล้วพับผ้าปูเตียงนั่นก็ถือเป็นความสำเร็จแล้ว หรือถ้าอยากจะเป็นนักร้อง ก็ยังไม่ต้องไปคิดว่าวันนี้จะต้องได้ออกอัลบั้ม คิดแค่วันนี้ได้ออกไปร้องเพลงให้สักคนหนึ่งฟัง ต่อไปก็ค่อยๆ เพิ่มเป็นสองสามคน ไม่ต้องคิดมาก คิดแค่วันละหนึ่งจ๊อบ วันละหนึ่งองศา ซึ่งแม้จะดูว่าเล็กน้อยมาก แต่แค่องศาเดียวเนี่ยแหละ พอเวลาผ่านไปสิบปี ก็กลายเป็นระยะห่างที่กว้างมากเลย”

  “ผม (แทน) ว่าศิลปินไม่ต้องเครียดอะไรมากครับ พวกผมสิต้องเครียด (หัวเราะ) ศิลปินนี่จากศูนย์ มีแต่ขึ้น ห้าขึ้น สิบขึ้น ร้อยครับ” 

“สบายเลยใช่ไหม” คัตโตะดักคอ

“ก็ไม่สบายมาก แต่ว่าก็ง่ายกว่าพวกผมสมัยเมื่อสิบหกปีที่แล้ว ลิปตานี่ทุกอย่างเริ่มต้นมาแบบป๊องแป๊งเลย แต่ไอ้ป๊องแป๊งที่ว่านั้นมันก็ทำให้เรามาได้ถึงวันนี้ครับ” แทนกล่าว

  “ตอนแรกที่บอกจะทำค่ายกัน แทนบอก เฮ้ย อยากทำกับพาร์ตเนอร์ใหญ่ๆ แต่ผมบอกกับแทนว่า ต้องเริ่มแบบป๊องแป๊งสิถึงจะดี ช่วงหนึ่งถึงสองปีแรกจะยากหน่อย แต่สุดท้ายว่าเราจะได้ Environment ได้ Ecosystem ได้ต้นไม้ป่าหญ้า แล้วก็ได้กล้ามเนื้อด้วย ผมว่ามันต้องลองลุยดู หัดคิด หัดทำ หัดเดินไปเรื่อยๆ อาจจะช้าหน่อย แต่มันจะแข็งแรง จะเสถียร แล้วก็จะมั่นคงกว่าแน่นอน” คัตโตะเอ่ยตบท้าย

ทะยานจาก '0' สู่ 'ลิปตา' การเดินทางเอาตัวรอดบนเส้นทางสายดนตรีของคู่หูแทนและคัตโตะ สู่การเป็นผู้บริหารค่ายเพลงใหม่

Part 3 : Bottom Up

หน้าจอคอมพิวเตอร์กลับมาสู่หน้า Desktop อีกครั้ง หลังจากที่ได้ร่ำลากับแทนและคัตโตะ พร้อมกับปิดโปรแกรม Zoom เพื่อบทสนทนาได้ไปถึงช่วงเวลาสุดท้าย

หากความคิดในหัวของผมยังคงโลดแล่นอยู่กับสารพันเรื่อง สารพัดเสียงที่เพิ่งเสร็จสิ้นไป

“จุดต่ำที่สุดน่าจะเป็นตอนที่เริ่มต้นได้ดีที่สุด” 

จากคำพูดนี้ของแทน ทำให้มีคำคำหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของผม

คำนั้นคือคำว่า ‘Bottom’ 

  ซึ่งเป็นคำที่สะท้อนถึงหลากหลายคำพูดของทั้งแทนและคัตโตะตลอดการสัมภาษณ์ ที่ระบุอย่างชัดเจนว่า จุดเริ่มต้นในแต่ละบทของเส้นทางสายนี้ของลิปตานั้นต่างต้องผ่านจุดที่อยู่ในแนวระนาบเดียวกับเลข 0 มาแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะในฐานะลิปตาเมื่อกว่า 10 ปีก่อน หรือในฐานะเจ้าของค่าย Kicks Records ใน ค.ศ. 2021 นี้

แต่ถึงอย่างนั้น จากจุดเริ่มต้นที่เป็นศูนย์ที่ว่านั้น ก็ต่อยอดทอดยาวมาจนถึงทุกวันนี้… ที่กลับมายืนศูนย์ในอีกบริบทหนึ่ง ในอีกบทบาทหนึ่งได้

เพียงแต่เป็นจุดศูนย์ที่ไม่ใช่ Bottom ซึ่งหมายความถึง ต่ำสุด หรือ ท้าย อีกต่อไป

ทว่าปรับเปลี่ยนไปเปรียบได้กับคำว่า Bottom Line แทน ซึ่งให้ความหมายได้ทั้ง ‘ผลดำเนินการ’ และ ‘ส่วนสำคัญที่สุด’ 

เพราะดังที่ทั้งสองคนได้กล่าวเอาไว้ ว่าตราบเท่าที่ทั้งคู่ยังคงมุ่งมั่นทำงาน และยังคงมุ่งหน้าไปพร้อมกับความเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำอย่างไม่ลดละ ไม่ว่าแต่ละก้าวที่ย่างไปนั้นจะเร็วหรือจะช้าสักเพียงใด หรือเป้าหมายที่ปลายทางจะอยู่ไกลลิบตาก็ตาม

ตราบนั้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นย่อมมีแต่จะดีขึ้น สูงขึ้น และมีส่วนสำคัญมากยิ่งขึ้นทั้งต่อตัวเอง และต่อบริบทต่างๆ ของสังคมได้แน่นอน

ลิปตาได้ใช้เวลา 16 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็น… ด้วยชีวิตและความฝันของพวกเขาแล้ว

ทะยานจาก '0' สู่ 'ลิปตา' การเดินทางเอาตัวรอดบนเส้นทางสายดนตรีของคู่หูแทนและคัตโตะ สู่การเป็นผู้บริหารค่ายเพลงใหม่

Writer

Avatar

พีรภัทร โพธิสารัตนะ

คนรักดนตรีที่เริ่มต้นชีวิตนัก(อยาก)เขียนด้วยการเป็นนักวิจารณ์ดนตรีอิสระที่มีผล งานลงในนิตยสาร a day, Hamburger, Esquire และอีกมากมาย รวมถึงเคยถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตคนดังออกมาเป็นตัวหนังสือประเภทอัตชีวประวัติ มาแล้วหลายคน หลายเรื่องในหลายเล่ม ผ่านทั้งชื่อจริงและนามปากกาอย่าง ภัทรภี พุทธวัณณ นิทาน สรรพสิริ และวรวิทย์ เต็มวุฒิการ ก่อนหน้าที่จะผันตัวเองเป็น “บรรณาธิการตัวเล็ก” ให้กับนิตยสาร DDTแล้วนับจากนั้นบรรณาธิการตัวเล็กคนนี้ก็ไม่อาจหลีกหนีไปจากมนต์เสน่ห์ของานหนังสือได้อีกเลย ปัจจุบันทำหน้าที่บรรณาธิการบริหารให้กับนิตยสารแจกฟรีภาษาจีนที่ชื่อ “Bangkok Youth” และยังคงฟังเพลง เขียนหนังสือ และเสาะหาเรื่องดีๆ มาประดับความคิดอ่านอยู่เสมอ

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

2 กุมภาพันธ์ 2566
1 K

สวัสดีเดือนกุมภาพันธ์ 

หากใครกำลังมีความรักที่ผลิบานก็ยินดีด้วย แต่หากใครรักไปแล้วหัวใจต้องแตกทุกครั้งก็ขอชวนมาเข้าแก๊ง 

วันนี้เรานัดกันที่ร้านดังย่านเมืองเอก เพื่อพูดคุยกับ ‘เรนิษรา เจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด ท่ามกลางตารางทัวร์คอนเสิร์ตที่แน่นยาวไปจนถึงมีนาคม 

ไม่ต้องรอให้สิ้นหน้าหนาว จากคนสองคนที่เชื่อว่าตนถูกเลือกให้ผิดหวัง พวกเขากลับมามีหวังอีกครั้ง เพราะเพลงที่ปล่อยออกมาอย่างไม่ตั้งใจนั้นเปลี่ยนชีวิตทั้งคู่ไปตลอดกาล

เบื้องหลังเสียงร้องชวนฝัน คือ ตั้ม-ชยพล ล้วนเส้ง และ สบาย-เรนิษรา ลี​ประโคน ดูโอ้คู่รักวัย 20 ต้น ๆ ที่จะมาเปิดอกคุยถึงความหลังอันเจ็บช้ำกับ The Cloud เป็นที่แรก ตั้งแต่วันที่เกลียดตัวเองสุดขีด การถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องรักของพวกเขาที่ทำให้วันนี้เป็นมากกว่าฝัน และก้าวใหม่ของเรนิษราในวันที่รับบทเป็นผู้เลือก

บทสนทนาขาดห้วงจากการเดินลัดเลาะไปตามทางเพื่อเก็บภาพ John Lennon กับ Yoko Ono ได้รับรู้อีกนิดหน่อยว่าพวกเขามีครอบครัวมาดูแลข้างเวที แถมยังขับรถตู้คันโตไปส่งเล่นดนตรีไม่ว่าที่ไหน

ตกดึกแล้วอากาศเย็นชะมัด แต่คนตรงหน้าเราทำให้รู้สึกอบอุ่น

ขอให้ทุกคนโชคดีและไม่ผิดหวังอีกเลย

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

ลุควันนี้แสบสันมาก ได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร

ตั้ม : (หัวเราะ)

สบาย : วันนี้ที่ร้านเป็นธีม Y2K จริง ๆ จะใส่เสื้อหนังไบเกอร์ค่ะ แต่ว่าเก็บไว้ก่อนเป็นเซอร์ไพรส์ ส่วนของตั้มเป็นเสื้อทรง 80s แบบดิสโก้ ใส่ออกกำลังกาย ได้ตอนไปเล่นงานที่บุรีรัมย์จากร้านฮิปปี้แนวย้อนยุค

ทั้งคู่เป็นคนชอบแต่งตัวอยู่แล้วไหม

(ตอบพร้อมกันว่าใช่)

ตั้ม : แต่ก็ไม่ได้เป็นแฟชั่นจ๋าขนาดนั้นนะ ผมอยากแต่งแค่ตอนไปเล่นงานครับ ถ้าไม่เล่นงานก็ใส่เสื้อยืด

สบาย : ใส่เสื้อขาด ๆ (หัวเราะ)

แต่ในโซเชียลจะเห็นตั้มแต่งตัว Feminine มากเลย ส่วนสบายก็แต่งตัวสีฉูดฉาด 

ตั้ม : อ๋อ เพราะว่าอยู่ในกล้องด้วย มีใส่ไปเรียนบ้าง แต่น้อยมากครับ เพราะผมมองว่าการแต่งตัวคือการแสดงออก ต้องแคร์คนอื่นอยู่แล้ว 

สบาย : ใช่ ๆ บายเคยอ่านอะไรสักอย่างเกี่ยวกับสัตว์ชนิดหนึ่ง น่าจะเป็นปลา เลือกสวยแค่ตอนจะสืบพันธุ์ ตอนหากินปกติมันก็ทำสีให้จืด ๆ ธรรมดา ถ้าเข้าใจว่าเราเป็นสัตว์เหมือนกันก็เป็นเรื่องปกติ

ตั้ม : บางทีการแต่งตัวออกไปข้างนอกแล้วพยายามใส่อะไรที่แตกต่างมาก ผมว่ามันเหนื่อยตัวเองนะ การแสดงออกต้องได้อะไรกลับมาบ้าง 

ตอนนี้นอกจากทัวร์ร้องเพลงทุกวัน ทำอะไรกันอยู่

ตั้ม : ยังเรียนอยู่ครับ ปี 4 ที่ศิลปากร 

คณะอะไร

ตั้ม : ผมเรียนดุริยางค์ครับ

สบาย : บายเรียนโบราณคดี เอกอังกฤษ ไม่เข้ากันเลย

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

นั่นสิ ทำไมถึงมาลงเอยกัน

ตั้ม : เรามาเจอกันตอนปี 1 ครับ เป็นวิชาเรียนรวมที่ต้องไปเรียนคณะดุริยางคฯ

สบาย : วิชาศิลปะ วิชาออกแบบ

เล่าได้ไหมว่าเส้นทางรักของพวกคุณเป็นยังไง

สบาย : เราเป็นเพื่อนกันมาก่อนค่ะ เริ่มจากชวนคุย แล้วก็มียืมปากกาวาดรูปเรียนวิชาศิลปะ

ตั้ม : เราชวนกันคุยเรื่องชีวิต เพลง ทัศนคติ ผมดูเหมือนจะพูดเก่งนะ แต่ผมเป็นคนไม่ค่อยคุยกับใครเท่าไหร่

สบาย : เจอกันครั้งแรกคุยกันเรื่องการเมืองแล้วก็ตีกันไปช่วงหนึ่งค่ะ เพราะตั้มเป็นคนชัดเจน บายเป็นคนไม่ค่อยออกความเห็น ตั้มก็จะบังคับให้บายออกความเห็นบ้าง

ตั้ม : แค่อยากรู้เฉย ๆ ว่าคิดยังไง เราจะได้คุยกันและปรับตัวเข้าหากันได้ถูก อาจจะเป็นเรื่องเล็กนะ เรื่องทัศนคติการเมือง แต่อนาคตก็มีผลต่อครอบครัว ต่อลูก 

จุดไหนที่ความสัมพันธ์เริ่มพัฒนา

สบาย : เราก็คุยเล่นกันไป 4 – 5 เดือนค่ะ แล้วก็เจอกันทุกวัน มีเดินไปส่งที่ป้ายรถเมล์บ้าง

ตั้มเป็นคนไปส่ง?

ตั้ม : เขาเดินมาส่งผม ไม่ใช่ครับ! ต่างคนต่างเดินไปส่งกันครับ (หัวเราะ)

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

สบายชอบอะไรในตัวตั้ม

สบาย : ตอนแรกเข้าไปหาตั้มเพราะเขาดูไม่สนใจคนอื่นค่ะ หนูชอบคนที่อยู่กับตัวเอง เพราะจะทำให้เขาเป็นตัวของตัวเองด้วย ส่วนหนึ่งเพราะหนูไม่ได้เป็นแบบนั้น แล้วมันก็เป็นสิ่งที่หนูอยากเป็น แรก ๆ หนูเอาใจคนอื่นมากเลย พยายามทำให้คนอื่นชอบ แต่งตัวไปเรียนแบบจัดเต็ม อยากเป็นจุดสนใจ 

ตั้ม : เพราะเมื่อก่อนไม่ได้รับไง เป็นปกติของคนแหละ

สบาย : ใช่ เพราะเมื่อก่อนหนูไม่ได้หน้าแบบนี้ หนูโดนบูลลี่เยอะมาก จนบอกแม่ว่า ขึ้นมหาลัยขอทำจมูกได้ไหม พอเราเปลี่ยนไปเยอะก็ปรับตัวรับแสงไม่ทันค่ะ อึดอัดตัวเอง 

คือบางทีไม่อยากใส่สั้น ไม่อยากแต่งอะไร แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่า ถ้าเราแต่งตัวน่าเกลียดคนจะว่าเราไหม เพราะตอนแรกคนชมว่าเราสวย มาหลัง ๆ เราก็คิดว่าคนชมเขาให้อะไรเราบ้าง เราได้แค่คำชม ไปเรียนหนังสือ แล้วก็เดินตากแดดกลับบ้านเหมือนเดิม เลยใส่มอมแมม ๆ ไปเรียนแล้วค่ะ สบายใจมากกว่า ตอนเจอตั้มคือเขาใส่เสื้อขาด ๆ กับกางเกงชาวเล (หัวเราะ)

แล้วตั้มชอบอะไรในตัวสบาย

ตั้ม : สบายเป็นคนเอาใจครับ ด้วยความที่ผมไม่ค่อยสนใจอะไรเท่าไหร่ ตอนแรกบายก็ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองนะ แต่งตัวเวอร์มาก เหมือนใส่ชุดเชียร์ลีดเดอร์ คนละขั้วกันเลย แต่ถึงเราไม่เหมือนกัน เราก็จะไม่บังคับกัน ใครอยากทำอะไรก็ทำ มีความสุขกับตัวเอง 

ผมเคยคบกับแฟนเก่าที่รู้สึกเหมือนถูกบังคับตลอดเลย ไม่ชอบคนไว้ผมยาว ไม่ชอบให้ไว้หนวด เขาเหมือนจะตีกรอบว่า เฮ้ย ผู้ชายที่ไว้ผมยาวสกปรกเลอะ ๆ บางทีก็ดูเป็นเพศที่สาม พอเขาบังคับเรามาก ๆ มันเป็นเหมือนปมที่มีผลกระทบต่อชีวิตผมในเรื่องของตัวตน 

อีกเรื่องคือผมทำเพลงมานานแล้วครับ ผมเคยประกวด Hot Wave ปี 2018 ได้เข้ารอบชิง แต่ด้วยเหตุผลทางธุรกิจหลายอย่าง ทำให้เราไม่ได้เข้าไปทำงานในค่ายต่อ ซึ่งก็เฟลมากครับ แล้วแฟนเก่าผมก็ให้คำแนะนำอะไรแปลก ๆ 

นั่นคือ

ตั้ม : เขาจะออกแนวว่าเรามากกว่าว่า ทำไมทำเพลงอย่างนี้ ผมก็แบบ เชี่ย ก็กูเป็นแบบนี้ ซึ่งผมไม่ได้แคร์นะ การที่เข้ารอบไปแล้วค่ายเขาจะไม่เอาเรา ผมก็ช่างแม่ง จนมาเจอบายก็ได้ทำเพลงด้วยกัน ประเด็นหลักคือบายไม่ได้บังคับอะไรผม มันเลยออกมาเป็นเรนิษราทุกวันนี้ เพราะผมทำเพลงตามใจ ไม่ได้มีกรอบว่าต้องทำอะไร

สบาย : สมัยที่ตั้มทำวงแรกกับเพื่อน เขาเป็นวงร็อกเลยค่ะ หนัก ๆ แต่หนูไม่ได้ว่า เพราะหนูฟังเพลงทุกแนว มันก็เพราะในแบบของมัน 

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

แล้วพวกคุณมาทำวงเรนิษราร่วมกันได้ยังไง

สบาย : หลังจากนั้นตั้มก็แยกวงมาทำเพลงกับบายแนวดิสโก้หน่อย แล้วก็ไม่ดังค่ะ เราคิดว่าชื่อวงมันไม่มีเอกลักษณ์ ตอนนั้นชื่อ Winterberry หนูเลยคิดจะตั้งใหม่ แล้วช่วงปี 1 หนูเกลียดตัวเองตอนมัธยมมาก เพราะว่าหนูโดนบูลลี่เยอะ ก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็นเรนิษรา ดัดแปลงมาจาก เรนิตา เป็นภาษาละติน แปลว่า เกิดใหม่ 

ช่วงนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

สบาย : เรื่องแรกที่ทำให้หนูติดเรื่องค่านิยมขึ้นมา คือการที่เพื่อนผู้ชายในห้องบอกว่า ทำไมหนูขนขาเยอะจัง (หัวเราะ) 

พอขึ้นมัธยมหนูก็เริ่มมีความรัก เริ่มรู้ว่าในประเทศนี้ใครคือสวย ใครคือไม่สวย พอมองกระจกแล้วเราคือฝั่งที่ไม่สวย เราตรงข้ามหมดเลยทั้งสีผิวทั้งหน้าตา ม.ปลาย น่าจะโดนเยอะสุดว่าหน้าเหมือนกะเทย นักมวย เหมือนไดโนเสาร์ ทุกวันนี้ก็ยังโดนนะคะ เพราะเราเป็นคนแต่งหน้าจัด แล้วผู้หญิงปกติจะแต่งหน้าใส ๆ แต่จริง ๆ เราแค่ชอบยุค 60 ที่เขานิยมแต่งหน้าเหมือนตุ๊กตามากกว่า 

คิดว่าการเปลี่ยนชื่อทำให้ลืมเรื่องเก่า ๆ ได้จริงรึเปล่า

สบาย : ไม่ลืมค่ะ (หัวเราะ) หนูเหมือนหลอกตัวเองว่าหนูลืมได้มากกว่า

ตอนนี้ปัญหาในอดีตยังมารบกวนจิตใจอยู่เหรอ

ตั้ม : ทุกวันนี้ยังมีอยู่เลย

สบาย : ก็มีคนที่โรงเรียนเก่ามาส่องบ้าง แต่หนูก็ไม่ได้สนใจค่ะ เพราะหนูตอนนี้กับตอนนั้นเหมือนคนละคนกันแล้ว คือถ้าไม่มีใครรู้ว่าหนูชื่อบายก็คงจำหนูไม่ได้ (หัวเราะ) หน้าหนูไม่เหมือนเดิม ชื่อไม่เหมือนเดิม เหลือแค่นามสกุลแล้วตอนนี้ที่ยังไม่ได้เปลี่ยน

ตอนที่บายบอกว่าอยากตั้งชื่อวงด้วยชื่อตัวเอง ตั้มโอเคไหม

ตั้ม : โอเคเลยครับ

สบาย : ตอนแรกก็มีคิดเหมือนกันค่ะว่า ตั้มชื่อชยพล หรือจะเปลี่ยนเป็น เชนิษรา แต่ไม่เอาดีกว่า (หัวเราะ) 

พวกคุณเคยมีทัศนคติหลาย ๆ อย่างขัดแย้งกัน ความชอบเรื่องการทำเพลงของคุณสวนทางกันด้วยรึเปล่า 

สบาย : เราชอบเหมือนกันค่ะ

ตั้ม : ผมเป็นคนชอบฟังเพลงเก่าครับ The Beatles เป็นวงดนตรีที่ผมชอบที่สุด ถ้าไม่มี The Beatles ก็คงไม่มีผมในตอนนี้ครับ ผมสักรูป John Lennon ไว้ สักโน้ตเพลง All You Need is Love ไว้ด้วย เป็นขวัญกำลังใจให้ตัวเอง

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด
จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ทำไมต้องเพลงนี้

ตั้ม : เพราะมันแปลไทยประมาณว่า ไม่มีอะไรที่คุณทำไม่ได้ถ้าคุณอยากทำ ไม่มีภาษาไหนที่คุณจะพูดไม่ได้ถ้าคุณอยากพูด ไม่มีเพลงไหนที่คุณร้องไม่เป็นถ้าคุณอยากร้อง ไม่ว่าทุกสิ่งจะเป็นยังไง จะเศร้าจะเหงา คุณแค่ต้องการความรัก ผมก็มองแค่นั้นแหละ 

ผมมองรอยสักเพื่อเข้าใจตัวเองว่าเราแค่ต้องการความรักนี่หว่า บางทีเราอ่านคอมเมนต์ก็รู้สึกแย่นะ บางคนก็ด่าเละเลย เสียงแบบนี้ใครจะไปร้องตามได้ ดนตรีก็ฟังไม่รู้เรื่อง คือกูไปทำอะไรให้มึง คนไม่แคร์มันก็ต้องมีสักนิดในความรู้สึกที่ยังแคร์คนอื่นอยู่ เราต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลก

อะไรทำให้ The Beatles มีอิทธิพลกับคุณ

ตั้ม : ผมเป็นเด็กชุมพรที่ขึ้นมาเรียนกรุงเทพฯ แล้วก็มีอาการ Homesick ไม่ได้กลับบ้าน เหมือนคนอื่นเรียนเสร็จเขามีบ้าน ได้กลับไปนอน ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีบ้าน อยู่ชุมพรเรามีมอเตอร์ไซค์ขับรถได้ แต่พอมาอยู่ที่นี่เราไม่มีอะไรเลย เดินอย่างเดียว ครอบครัวผมก็ไม่ได้เรียกว่าอบอุ่น พ่อก็ทำงานหนัก แม่ก็ทำงานหนัก ไม่ค่อยได้เจอกัน พอมาฟัง The Beatles ก็รู้ว่า John Lennon เขาขาดพ่อขาดแม่แต่ก็็ยังทำเพลงได้ ซึ่งผมต่างจากบายที่ชอบเพลงป๊อปทันสมัย

สบาย : ใช่ค่ะ ตั้มก็จะไม่รู้จักเพลงใหม่ บายก็จะไม่รู้จักเพลงเก่า บายฟังพวก Cardi B, Nicki Minaj, Doja Cat แต่ที่เข้ากันได้ เพราะว่าทุกคนที่หนูฟัง เขามีอดีตลากไปถึงสิ่งที่ตั้มฟัง ป๊อป R&B ก็มาจาก Marvin Gaye ค่ะ 

แต่บายเรียนโบราณคดีไม่ใช่เหรอ ความรู้สึกอยากทำเพลง เริ่มขึ้นมาได้ยังไง

สบาย : จริง ๆ อยากร้องเพลงทำเพลงตั้งแต่ช่วง ม.ปลายแล้วค่ะ แต่เรากดความรู้สึกไว้เพราะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ หน้าตาเราไม่ดี คงเป็นสินค้าให้คนอื่นขายไม่ได้ คงไม่มีใครซื้อเรา

ตั้ม : วงการนี้ของไทยมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ นะ ถ้าหน้าตาแย่แล้วอยากประสบความสำเร็จก็ต้องตลก

นึกถึงเพลงหนึ่งของคุณที่ร้องว่า “ไม่ได้เกิดมาเป็นลูกเศรษฐี” แล้วจริง ๆ คุณเป็นลูกใคร

ตั้ม : (หัวเราะ) เอาแล้วไงทีนี้

ผมไม่ได้เรียกว่าลำบากนะครับ แค่ต้องเล่นดนตรีและเรียนไปด้วย ไม่ค่อยได้กลับบ้าน เพราะจะนอนโรงเรียนมากกว่า ที่บ้านผมถ้าพอมีตังค์ก็จะไม่ค่อยถึงผมเท่าไหร่ ต้องหาใช้เอาเองบ้าง ดิ้นร้นบ้าง เราไม่ได้มีต้นทุนชีวิตอะไร แค่ต้องเชื่อในตัวเอง 

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ตัดภาพมาที่ตอนนี้ดังเป็นพลุแตก เป็นยังไงบ้าง

ตั้ม : งงครับ (หัวเราะ) เพราะเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง จริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะโปรโมตอะไรเลย แค่ลงไปเฉย ๆ ดูจาก MV ก็น่าจะรู้ 

สบาย : จริง ๆ MV ถ่ายเหมือนคนมักง่าย (หัวเราะ)

ตั้ม : ก็เพราะว่าเราไม่มีตังค์จริง ๆ ครับ ไม่มีเงินจริง ๆ ก็เลยได้ MV เป็นฟีลธรรมชาติ 

ช่วยเล่าที่มาที่ไปของเพลงนี้ให้ฟังหน่อย

ตั้ม : จริง ๆ ตอนแรกมันไม่เกี่ยวกับตัวผมและไม่เกี่ยวกับตัวบาย 

คืออย่างนี้ครับ เราเป็นนักแต่งเพลง ผมก็จะดูทวิตเตอร์ดูอะไรไปเรื่อย ๆ ผมไปเจอคำว่า ความผิดหวังมักเลือกฉันเสมอ ผมก็คิดว่า เออ งั้นมีคำว่า ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง แล้วกัน ซึ่งไม่รู้มันมาจากไหน มั่วมากเลย แม่บายก็มาบอกมันแปลกดี เพราะปกติคำว่าผู้ถูกเลือกมักจะเป็นแง่บวก 

พอทำไปเรื่อย ๆ ฟังไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่าเออจริง ๆ มันเข้ากับเรานี่หว่า เพราะเราเป็นคนทำอะไรไม่เคยสมหวัง ประกวด Hot Wave ได้เข้ารอบชิงมาก็ไม่ได้เซ็นสัญญา แต่เพื่อนที่อยู่รอบข้างเราได้เซ็นสัญญา ได้เห็นเขาออกไปเป็นศิลปินค่ายใหญ่

เคยพยายามหาคำตอบไหมว่าทำไม

ตั้ม : จริง ๆ ผมโทษตัวเองมากกว่าครับ เมื่อก่อนตอนเด็กเราโทษเขา ตอนนี้ผมโทษตัวเองว่ามันเป็นเรื่องของธุรกิจ เราขายไม่ได้ เราไม่พร้อมที่จะปั้นเป็นสินค้า ผมไม่อยากไปว่าใคร ผมแก้ที่ตัวเองก็ได้ เพราะว่าเราแก้ที่เขาไม่ได้ มันก็แค่นั้นเอง

เรื่องนี้เป็นปมในใจตั้มไหม

ตั้ม : เป็นครับ เป็นเลย จนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นครับ ทุกวันนี้เลยรู้สึกสะใจนิดหนึ่งที่วงประสบความสำเร็จ เพราะคำว่าผมขายไม่ได้นี่แหละครับ

ผมเคยโดนบอกว่า หน้าแบบผมไม่มีใครเลือกหรอก จะไปอยู่ในค่ายเพลงที่ไหนได้ ไม่มีใครฟัง ไม่มีใครดูหรอก ตอนนั้นเพลง ผู้ถูกเลือกฯ ยังไม่ออก เขาเปิดเพลงเราฟังแล้วก็นั่งชี้เลยว่าไม่แมสหรอก ทำไปก็ไม่มีคนฟัง เขามองว่าวงเราขายไม่ได้ เขาไม่ชอบแนวนี้ เราก็เถียง เพราะเป็นเพลงเรา ผมบอกว่า เห้ย มันเป็นความคิดเห็นของพี่คนเดียวหรือเปล่าที่ไม่แมส เพราะว่าเพลงมันต้องเอาไปเจอคนนะ ซึ่งตอนนั้นเพลงผมก็ไม่แมสจริงแหละครับ ยอดวิวหลักหมื่น 

กลับบ้านมาด้วยความรู้สึกโกรธหรือเสียใจ

ตั้ม : แค้นครับ

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

มันไม่ได้เสียใจนะครับ เพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิด ผมก็ทำเพลงของผม แต่ว่าคุณเรียกเราไปด่าทำไม ไม่มีเหตุผล ผมไม่เคยไปขอเขาอยู่ค่าย ไม่เคยไปขอเขากินข้าว ไม่เคยไปขออะไรสักอย่าง เขาเป็นคนชวนเราไปคุยเรื่องฝึกงาน แต่พอไปนั่งปุ๊บเขาก็เปิดเพลงเลยและก็นั่งวิจารณ์เพลงผม

จากนั้นมาน่าจะไม่ถึงเดือน ผมก็ปล่อยเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง พอเริ่มประสบความสำเร็จก็เลยเหมือนได้ตบหน้า และค่ายเพลงหลาย ๆ ค่าย แม้กระทั่งค่ายที่ปฏิเสธเรา เขาก็ติดต่อมาแสดงความยินดี ผมก็ไม่ค่อยได้ตอบ

สบาย : เขาทักมาจะจ้างงานเรา

ไปรึเปล่า

ตั้ม : ไม่ไปครับ

กระแสตอบรับจากเพลงนี้มากมายท่วมท้นขนาดไหน รับมือไหวไหม

ตั้ม : ช่วงแรกรับมือไม่ไหวครับ โทรศัพท์ผมเมื่อก่อนไม่มีอะไรเลย ใช้เรียน ดูหนัง ทำเพลง ชีวิตมีแค่นั้น ว่าง ๆ โล่ง ๆ ครับ แต่พอลงเพลงไปสัก 1 – 2 อาทิตย์ได้ โทรศัพท์มันเด้ง ๆๆ เปิด TikTok ก็มีเพลงเรา มีคนโทรมาทั้งวัน ถามแบบจะจ้างงาน แล้วก็เพื่อนที่ไม่ได้คุยกันเลยเป็น 10 ปีก็ทักมาคุยด้วย เพิ่งรู้ว่าเราร้องเพลง วุ่นวายไปหมดมีแต่คนเข้ามาหา

สบาย : หนูก็จะล้อ ๆ ตั้ม สวัสดีพี่ชื่อติ๋วน้อง ๆ แม่ต่ายอะไรแบบนี้แบบไปเรื่อยค่ะ (หัวเราะ)

ตั้ม : คือมึงเป็นใครวะ ไม่เคยคุยกันเลย เจอกันแบบในโรงเรียนแค่รอบเดียว (หัวเราะ) ไม่ได้อะไรกับเขาหรอกครับ เราก็ขอบคุณมาก แต่มันแค่แปลกสำหรับเราไง เพราะเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจเรา 

เห็นชอบมีคนมาเถียงกันว่าใครเป็นคนร้องเพลงกันแน่

ตั้ม : เราร้องคู่แต่เสียงเราคล้ายกัน ผมเป็นคนเสียงเป็ด ๆ เสียงสูง บายเป็นผู้หญิงเสียงใหญ่ แล้วพอร้องมันก็เลยเข้ากันพอดีจนแยกไม่ออก

จากชื่อเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง แต่หลังเพลงดังกลับกลายเป็นผู้ถูกเลือกให้สมหวัง กลัวไหมถ้าเกิดว่าดังเพลงเดียว 

ตั้ม : ผมไม่คิดว่าจะดังเพลงเดียว มั่นใจ แต่คิดว่าเพลงอื่นไม่น่าจะดังเท่าเพลงนี้แล้วแหละ แค่ประครองให้วงเราอยู่ได้ ซึ่งก็พยายามหาทางอยู่ครับ 

ผมก็มีไปคุยกับค่ายหลาย ๆ ค่าย แต่ก็มานั่งคิดอยู่ว่าเราจะเอายังไงดี เรียกว่าทุกวงก็มีระยะเวลาเป็นของตัวเอง หมายถึง ไม่ใช่ทุกวงที่จะอยู่ไปตลอด ยิ่งพวกวงอินดี้ เดี๋ยวแป๊บ ๆ มันก็เปลี่ยนแล้ว

สบาย : มีหน้าใหม่ขึ้นมาเยอะมาก ใครก็ใช้คำว่าอินดี้ได้

กดดันไหมกับเพลงต่อไป

ตั้ม : ไม่ได้กดดันเลย เรียกว่าไม่ได้สนใจมากกว่าครับ

สบาย : เราฟังแล้วชอบก็โอเคแล้ว

ตั้ม : เอาจริง มันดูแย่นะ ผมแคร์แฟนคลับเหมือนกันแต่ก็เหมือนไม่ได้แคร์เท่าไหร่

หมายความว่า

สบาย : เราว่าแฟนคลับชอบสิ่งที่เราชอบ

ตั้ม : อืม เราไม่ได้แคร์ความคิดเห็นใคร บางทีมีคนมาเมนต์แม้กระทั่งรายละเอียดเบส เบสเบาไป เสียงร้องทำไมสูงจัง ผมแคร์แค่คนที่ชอบ ก็เลยไม่ได้สนใจครับว่ามันจะเป็นยังไง เพราะเมื่อก่อนวิวหลักหมื่นเราก็อยู่ได้ เราก็ยังทำมันต่อ ผมทำวงมาแค่ปีเดียวแต่ว่าปล่อยมา 10 เพลง ซึ่งผมทำคนเดียวหมดเลยเพราะไม่มีตังค์จ้างใคร

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ระยะเวลา 1 ปี 10 เพลง กับยอดวิวหลักหมื่น มีท้อบ้างไหม

ตั้ม : มีท้อแค่แวบเดียวก็กลับมา เป็นโชคดีของเราที่ยังเรียนไม่จบ ผมเรียนไปด้วย รับงานนอกไปด้วย รับงานลูกค้า แต่งเพลง ทำเพลงโฆษณา แต่ถ้าเรียนจบคงท้อกว่านี้เพราะต้องไปทำงานประจำ อาจจะหมดเวลา หมดไฟ

แสดงว่า 10 เพลงที่ผ่านมา ทำด้วยแพสชันล้วน ๆ

ตั้ม : ใช่

ถามจริง อยากดังไหม

ตั้ม : ไม่เลยครับ คือวิวน้อยไม่ได้แปลว่าเพลงไม่ดีนะ แต่คนคงไม่เจอแค่นั้นเอง ถ้าเมื่อไหร่คนเจอเดี๋ยวมันก็มาเอง เราก็สู้ทำไปเรื่อย ๆ ผมดูจากศิลปินต่างประเทศ อย่าง Katy Perry ทำเพลง 3 อัลบั้มกว่าจะดัง ซึ่งผมก็คิดว่า ไอ้เชี่ยเราทำแค่ 10 เพลง แค่อัลบั้มเดียวเอง เขายังสู้เลย เราทำเยอะก็มีเพลงเล่นสดเยอะ ผมคิดแค่นั้น มันดันมาดังเพลงที่ 10 แต่ถ้าไม่ดังก็ยังทำต่อครับ

แต่เพลงแรก ๆ อย่าง คุณจะไปแคร์เหี้ยอะไร ดูแตกต่างจาก ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง มาก 

ตั้ม : ผมไม่ได้มองว่าต้องทำอะไรเหมือนเดิม มนุษย์ทุกคนมีเส้นทางการเดินที่แตกต่างกันจริง ๆ เราแต่งเพลงป๊อปมานานแล้ว แต่ผมแค่อยากเปิดด้วยเพลงที่แสดงความเป็นตัวเองก่อน ซึ่งรู้อยู่แล้วว่ามันไม่มีคนฟัง แต่มันมีความพิเศษ คนจะฟังเยอะฟังน้อยเราไม่ได้สนใจ 

แล้วทั้งสองคนเป็นคนไม่ค่อยแคร์เหี้ยอะไรรึเปล่า

สบาย : เมื่อก่อนหนูยังฝืนที่จะไม่แคร์ค่ะ เพราะว่าหนูอยากดัดนิสัยตัวเอง แต่ตอนนี้คือไม่แคร์จริง ๆ ค่ะ (หัวเราะ) ถ้าแฟนคลับมาเจอเราไปตลาด จะเห็นใส่กางเกงลายสก็อตหรือกางเกงลายชบาออกมาซื้อส้มตำเป็นปกติ 

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด
จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

เป้าหมายยิ่งใหญ่ที่สุดที่เรนิษราจินตนาการไว้คือ

ตั้ม : หาเงินครับ จริง ๆ ด้วยความที่ไม่ค่อยมีเงิน เราก็แค่ทำเพื่อหาเงิน มีหลาย ๆ คนถามว่ามีเฟสติวัลในฝันไหมที่อยากขึ้น ผมตอบว่าไม่มีนะครับ แต่ผมขึ้นได้ทุกเวที ถ้าเขาเชิญไปเล่นเราก็ไปสนุกได้ แต่ผมไม่ได้มีความฝันว่าเราต้องการไปตรงนั้น ผมอาจจะชอบ The Beatles ด้วยแหละ เขาเป็นวงที่ไม่ค่อยได้ทัวร์และเขาปล่อยเพลงถี่มาก 

แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องเงิน ก็อาจจะแค่มีเพลงอมตะที่ฟังได้ตลอด อีก 10 ปีก็ยังฟังเพลงนี้อยู่ อยากเป็น Radio Star ไม่ได้อยากเป็น Video Star เหมือนที่ ไมเคิล แจ็คสัน เคยมีดราม่า 

แล้วบายล่ะ 

สบาย : ถ้าเป็นตอน ม.ปลาย จะอยากไปโคเชลล่า แต่บายเป็นเด็กอ้วนด้วยค่ะ (หัวเราะ) พอมาทำเพลงจริง ๆ ก็เลยมีความฝันว่าอยากกินก๋วยเตี๋ยวพิเศษโดยที่ไม่ต้องคิดว่าถ้าเพิ่มเงินมา 5 บาท แล้วจะเสียดายเงิน

ตั้ม : สรุปเราคือพวกงกนั่นเอง

แล้วในมุมของศิลปิน คิดว่าอีก 10 ปีข้างหน้า กลับมาฟังเพลงตัวเองจะรู้สึกยังไง

ตั้ม : ถ้าคิดล่วงหน้าในตอนนี้ ผมก็มองว่าเป็นวัยครับ มันดีที่สุดแล้วในตอนนั้น ผมเป็นคนไม่ค่อยเสียดายกับสิ่งที่ตัวเองทำในอดีตเท่าไหร่ รู้สึกว่าถ้าไม่มีเราในอดีตก็ไม่มีเราในวันนี้ เราแก้มันไม่ได้ 

ฟังเพลงเรนิษราตอนไหนถึงจะเพราะที่สุด

สบาย : ส่วนใหญ่เป็นเพลงเศร้าอะ อาจจะต้องช่วงที่เศร้า ๆ หน่อย

ตั้ม :  ผมมองว่าเป็นเพลงฟังสบาย จังหวะไม่ได้เร็วไม่ได้ช้า ฟังตอนขับรถคงจะเพลิน 

ในฐานะที่พวกคุณคุยกับ The Cloud เป็นที่แรก ขอ 1 เรื่องเข้าใจผิดที่อยากแก้ข่าว

สบาย : แรก ๆ เวลาคนบอกว่าหนูเป็นกะเทย หนูก็หงุดหงิด แต่หลัง ๆ นี้เขามาถามว่าเป็นผู้หญิงหรือกะเทย หนูก็ตอบไปเลยว่าเป็นชายแท้ที่ไว้ผมยาว แล้วก็ชอบแต่งหน้าเหมือนแดร็กควีน หนูรำคาญ (หัวเราะ)

ตั้ม : แต่เป็นกะเทยก็ได้ น่ารักดีนะ

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load