01

ตำนานละครเพลง

แค่เสียงโน้ตเพลง Circle of Life ดังขึ้น ฉันก็กลับไปเป็นเด็ก 7 ขวบอีกครั้ง เด็กที่นั่งดูวิดิโอ The Lion King ซ้ำแล้วซ้ำเล่าหน้าจอทีวี และเฝ้ามองการผจญภัยของซิมบ้าอย่างไม่รู้เบื่อ

หลังจากการ์ตูนเรื่องสิงโตเจ้าป่าออกฉายในปี 1994 และประสบความสำเร็จมหาศาล จึงเกิดละครเพลง The Lion King Musical ตามมาในปี 1997 ที่อเมริกา ซึ่งโด่งดังมากจนออกทัวร์ไปแสดงทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 22 ปีแล้ว นับเป็นมิวสิคัลเบอร์ต้นของโลกที่มีผู้ชมละครเพลงเรื่องนี้เกิน 100 ล้านคนทั่วโลก สร้างรายได้มากกว่า 1 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ และเป็นละครเพลงที่เล่นต่อเนื่องมายาวนานที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก (รองจาก The Phantom of the Opera และ Chicago)

ข่าวดีมากของเมืองไทยตอนนี้ คือ The Lion King Musical ฉบับ International Tour กำลังมาเล่นที่เมืองไทย ตั้งแต่เดือนกันยายน – 10 พฤศจิกายน หลังจากเดินทางไปเล่นทั่วเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ เกาหลี สิงคโปร์ ไต้หวัน โดยนักแสดง 52 คน คนทำงานเบื้องหลัง 80 คน และทีมงานท้องถิ่น ทุ่มเทสร้างโลกสิงโตเจ้าป่าอันน่าทึ่งในโรงละครทุกค่ำคืน

นอกจากนั่งดูละครเพลงที่ใฝ่ฝันอยากดูมาตลอด ฉันได้โอกาสเข้าหลังเวทีรัชดาลัยเธียเตอร์ ไปสำรวจการทำงานของทีมสร้างสรรค์ และนั่งสัมภาษณ์นักแสดงหลักอย่างใกล้ชิด ยิ่งอ่านยิ่งฟังเรื่องราวของละครเวทีในตำนานเรื่องนี้ บอกเลยว่าไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนตัวยงของการ์ตูนดิสนีย์ หรือติดตามมิวสิคัลมาก่อนหรือไม่ นี่คือผลงานสร้างสรรค์ระดับโลกที่ไม่ควรพลาด

02

ดีไซน์เจ้าป่า

The Lion King Musical กวาดรางวัล Tony Awards 6 รางวัลในปี 1998 ทั้งละครเพลงยอดเยี่ยม ฉากยอดเยี่ยม เครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม แสงยอดเยี่ยม การออกแบบท่าทางยอดเยี่ยม และการกำกับยอดเยี่ยม เรียกได้ว่าเหมาหมด แถมยังได้รางวัลละครเพลงอีกกว่า 70 รางวัลจากทั่วโลก 

บุคคลสำคัญที่ออกแบบผลงานชิ้นโบว์แดงนี้คือหญิงมหัศจรรย์ จูลี่ เทย์มอร์ (Julie Taymor) ผู้กำกับคนแรกของ The Lion King Musical ที่ทั้งออกแบบเครื่องแต่งกาย และร่วมออกแบบหน้ากาก หุ่น และแต่งเนื้อเพลง เธอสร้างสรรค์ระบบที่เปลี่ยนแปลงวงการละครเพลงไปโดยสิ้นเชิง คือสร้าง Double Event ผสมผสานหุ่นเชิดเข้าไปในละคร ให้ผู้ชมได้เห็นนักแสดงและหุ่นเชิดไปพร้อมกัน ออกแบบให้ผู้ชมได้เห็นทั้งความเป็นคนและสัตว์ของแต่ละตัวละคร จากแต่เดิมที่นักเชิดหุ่นต้องสวมชุดดำ ซ่อนลำตัวและใบหน้าให้คนเห็นแต่หุ่นเท่านั้น แต่การออกแบบเสื้อผ้าหน้าผม หุ่น และหน้ากากของเธอ กลับเปิดเผยตัวคนและกลไกอย่างชาญฉลาด ทำให้ตัวละครและเรื่องราวมีชีวิต มีจิตวิญญาณขึ้นมา เช่น หน้ากากสิงโตที่อยู่เหนือศีรษะนักแสดง เผยให้เห็นใบหน้ามนุษย์ของมูฟาซา สการ์ ซิมบ้า และนาล่า ที่เผชิญความสุขและความเจ็บปวดเช่นเดียวกับผู้คนทั่วไปตลอดเรื่อง 

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย
เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

เมื่อเข้าไปเยี่ยมพื้นที่ทำงานของฝ่ายหน้ากากและหุ่น ได้เจอ ทิม ลูคัส (Tim Lucas) หัวหน้าฝ่ายหน้ากากและหุ่นของคณะละครชุดปัจจุบันนี้เคยทำงานที่ดิสนีย์แลนด์เซี่ยงไฮ้มาก่อน เขาเล่าว่าทีมงานดูแลหน้ากากและหุ่นมีแค่ 3 คนเท่านั้น มีหน้าที่รับผิดชอบหุ่น 235 ตัวให้สวยงาม อยู่ในสภาพดี โดยซ่อมแซมและทำความสะอาดให้พร้อมใช้งานตลอดเวลาทั้งก่อนและหลังการแสดง ซ้ำยังสแตนด์บายอยู่หลังฉากตลอดเรื่อง หากหุ่นหรือหน้ากากแตกหักเสียหายระหว่างการแสดงก็จะรีบเข้าไปดูแลทันที

ปัจจุบันดีไซน์ที่เห็นในเรื่องยังเป็นของดั้งเดิม แต่เติมการพัฒนาและเทคโนโลยีตามเวลาที่ผ่านไป เช่นใช้คาร์บอนไฟเบอร์ ทำโครงหน้ากากให้แข็งแรงขึ้นแต่เบาหวิว ส่วนหน้ากากมูฟาซาและสการ์ ประดับตกแต่งด้วยขนม้าบ้าง หางนกยูงบ้าง ให้ดูสวยงามและได้กลิ่นอายของสัตว์ป่า หน้ากากของตัวละครหลักมีแค่อย่างละอันเท่านั้น แต่ของตัวประกอบจะมีสำรองเผื่อไว้

หุ่นแต่ละตัวมีความซับซ้อนแตกต่างกันไป โดยเฉพาะหุ่นนกซาซูที่มีกลไกละเอียดอ่อน นักแสดงต้องใช้มือหนึ่งคุมลำตัวกับปีก อีกมือคุมหน้า ดวงตา จงอยปาก และลำคอที่ยืดหดได้ 

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

ส่วนที่มุมแต่งหน้าทำผม เฮทเธอร์ – เจ รอส (Heather – Jay Ross) หัวหน้าฝ่ายช่างทำผมและแต่งหน้า เล่าว่าทีมแต่งหน้า 4 คนมีตู้แต่งหน้าของตัวเอง ก่อนเริ่มการแสดงในแต่ละประเทศ ทีมงานต้องมาถึงก่อนนักแสดง 3 วันเพื่อเตรียมอุปกรณ์และข้าวของ ตั้งสถานีแต่งหน้า ซักวิกผม และสอนช่างแต่งหน้าท้องถิ่น 2 คนให้ช่วยแต่งหน้าเป็น เธอเล่าว่าเรื่องนี้ใช้เวลาแต่งหน้าแต่งวิก 1 ชั่วโมงก่อนการแสดงเริ่ม หลังจบองค์หนึ่งก็แต่งต่อ 20 นาที จึงต้องทำงานรวดเร็วมาก

เทคนิคการแต่งหน้าก็คล้ายๆ หุ่นและหน้ากาก คือใส่ความเป็นสัตว์บางส่วนบนหน้ามนุษย์ แต่ไม่ได้ซ่อนใบหน้าเพื่อเปลี่ยนเป็นสัตว์จริงๆ การแต่งหน้าทุกแบบมีคู่มือตัวอย่าง และเฉดสีที่สั่งทำเฉพาะ ซึ่งต้องพยายามทำให้เหมือนเดิมทุกครั้ง เครื่องสำอางเหล่านี้แต่งง่ายและลบได้ง่าย เพราะนักแสดงส่วนใหญ่ต้องเปลี่ยนบทบาทบ่อยๆ และแต่งหน้าซ้ำๆ ทุกคืน

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย
เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

นักแสดงแต่งหน้าเองบางส่วน เช่น ลงรองพื้น ลงสโมกกี้อาย หรือเหล่าไฮยีน่าที่แต่งหน้าแบบกราฟิกเอง แต่ทีมงานจะแต่งหน้าให้ตัวละครหลักๆ เช่น ซาซู สการ์ ราฟิกิ พุมบ้า ทีโมน ซิมบ้า นาล่า มูฟาซา และสิงโตเด็กทั้งคู่ โดยตัวละครที่แต่งหน้ายากที่สุดคือซาซู เพราะต้องค่อยๆ แต่งหน้าเป็นสีน้ำเงินและเกลี่ยสีขาวรอบดวงตา ส่วนวิกที่อลังการที่สุดคือวิกของเจ้าหมูป่าพุมบ้าที่ใหญ่โตอลังการ เฮทเธอร์แอบบอกว่าที่เห็นตัวละครแต่ละตัวผมสวยฟูฟ่อง หรือถักเปียสารพัดแบบแอฟริกัน แทบทั้งหมดนั้นคือวิกทั้งหมด อย่างนาล่าที่ถักเปียสั้นแนบทั้งศีรษะ ก็มีวิกตั้ง 3 อันเอาไว้ผลัดเปลี่ยนใช้งานตลอดการทัวร์

“เรามีทีมที่ดีที่ทำให้ทุกสิ่งพร้อม พวกเขาเหมือนซูเปอร์ฮีโร่ที่ดูแลทุกอย่าง เพราะเป็นการแสดงสด อะไรจะเกิดก็ได้ เราต้องพร้อมที่จะแก้ไข และพยายามรับมือปัญหาทุกอย่างที่อาจเกิดขึ้น” 

โอมาร์ โรดริเกรซ (Omar Rodriguez) ผู้กำกับการแสดงคณะละครทัวร์ The Lion King Musical เล่าว่านักแสดงและทีมงานซักซ้อมกันราว 2 เดือนก่อนออกทัวร์ไปทั่วโลก โดยระหว่างการแสดงก็ซ้อมด้วย เพื่อให้การแสดงสดใหม่ คุณภาพดี เพื่อไม่ให้การเล่นเรื่องเดิมซ้ำๆ น่าเบื่อหน่าย เป็นหน้าที่ของเขาที่จะให้การบ้านท้าทายนักแสดง มีโจทย์ใหม่ๆ ให้คิดให้แสดง และฝึกฝนนักแสดงตัวสำรองให้พร้อมออกไปเล่นอยู่เสมอ

03

ของขวัญแห่งโลกละคร

นักแสดง The Lion King Musical ต่างเติบโตมากับการ์ตูนดิสนีย์รุ่นดั้งเดิม เหมือนเด็กยุคแปดศูนย์เก้าศูนย์ทั่วโลกที่หลงใหลเรื่องราวผจญภัยของสิงโตเจ้าป่า 

“ผมได้ดูเรื่องนี้ครั้งแรกตอนประถมต้น เราถูกเรียกไปรวมตัวกันที่ห้องวิดิโอ ผมตื่นเต้นสุดๆ และร้องเพลงคลอไปตลอดจนครูต้องสั่งให้เงียบ ผมรู้สึกคุ้นเคยกับเรื่องเพราะเพลงแอฟริกันที่ผมเข้าใจ พอโตขึ้นมา พ่อผมซื้อซีดีละครเพลงไว้ในรถ ผมนั่งฟังเพลง The Lion King ในรถได้ทั้งวันจนรถแบตเตอรี่หมด” มีโทโคซีสิ เอ็มเคย์ คานยาล (Mthokozisi Emkay Khanyile) เล่าให้ฟังพร้อมหัวเราะ ชายหนุ่มเสียงทุ้มต่ำรับบทมูฟาซา พ่อของซิมบ้า มา 5 ปีแล้ว 

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

“ผมก็โตมากับวิดิโอ The Lion King เป็นหนังโปรดที่ผมท่องได้ทุกประโยค รู้หมดแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นแต่ก็ยังดู จนอายุยี่สิบต้นๆ ผมไปดูละครเพลงเรื่องนี้ครั้งแรก ผมมั่นใจว่ามันต้องเหมือนในหนัง แต่พอละครเริ่มเล่นผมก็รู้ตัวว่าคิดผิดทั้งหมด มันไม่เหมือนเลย ผมทึ่งกับการเล่าเรื่องและการออกแบบของจูลี่ เทย์มอร์ มันเป็นเรื่องเดิม แต่มันก็ต่างออกไป สิ่งที่ดึงดูดผมก็ต่างออกไปจากตอนเด็กๆ อะไรที่เคยขำก็ไม่ขำแล้ว อะไรที่ไม่เข้าใจตอนเด็กก็เริ่มเข้าใจ”

“เหตุผลที่ผมอยากเล่นเรื่องนี้มากๆ เพราะมันเป็นเรื่องที่คนทุกวัยชื่นชอบ คนที่เคยดูเรื่องนี้เมื่อ 20 ปีก่อน ถ้ามาดูเรื่องนี้พรุ่งนี้ คุณจะได้เห็นการแสดงที่ต่างไปโดยสิ้นเชิง เพราะชีวิต 20 ปีที่ผ่านมาของคุณทำให้ประสบการณ์การดูต่างออกไป บางการแสดง คุณอาจจะคิดว่าวันนี้จะออกไปเล่นให้เด็กๆ ดู แต่เรื่องนี้คนดูได้ทุกวัย และทุกคนจะได้สิ่งที่ต่างออกไปหลังละครจบ”

แอนโทนี่ ลอเรนซ์ (Antony Lawrence) เจ้าของบทสการ์ สิงโตตัวร้ายทรงเสน่ห์ผู้เป็นอาของซิมบ้าเอ่ยสมทบ 

“ผมเชื่อว่าThe Lion King เป็นของขวัญ อาชีพนักแสดงมีอายุการทำงานสั้นมาก เราได้ของขวัญเป็นการได้เล่น The Lion King ในช่วงสั้นๆ ของเรา เส้นทางการงานของเราเดินไปข้างหน้า วันหนึ่งก็จะหยุดชะงักและต้องจากไป เมื่อมีเด็กรุ่นใหม่ก้าวเข้ามาแทนที่ตลอดเวลา ช่วงเวลาเหล่านี้จึงมีค่ามาก เป็นความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เล่นเรื่องนี้ครับ”

04

นักแสดงจากทั่วโลก

กว่าจะมาเล่นเรื่องนี้ นักแสดง 52 ชีวิตจากหลายเชื้อชาติ ผ่านการออดิชันจากทั่วโลก บางคนมีพื้นฐานจากการเล่นเป็น Ensemble หมู่มวลตัวประกอบมาก่อน บางคนถนัดการเต้น กายกรรม การเชิดหุ่น การร้องเพลง หรือสารพัดความสามารถพิเศษต่างๆ อย่าง อองเดรย์ จิวสัน (André Jewson) ผู้เชิดหุ่นซาซู นกเงือกปากแดง มหาดเล็กคู่ใจมูฟาซา ที่ดูแลซิมบ้าตั้งแต่อ้อนแต่ออก เรื่องนี้เขาทั้งร้องเพลง เชิดหุ่นนก และแสดงบทบาทตลกขบขันไปพร้อมๆ กันได้อย่างน่าทึ่ง เป็นตัวละครที่เด็กๆ โปรดปรานเป็นพิเศษ

“ละครเรื่องนี้เป็นส่วนผสมของหลายสิ่งที่ผมชอบ การเชิดหุ่น การเล่าเรื่อง การร้องเพลง ผมพยายามเก็บลักษณะตัวละครในหนัง และพยายามข้ามมาตรฐานความคาดหวังคนดู แต่การพากย์เสียงกับการเล่นละครเพลงบนเวทีไม่เหมือนกันเลย” อองเดรย์อธิบาย

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

นักแสดงทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าการ์ตูน The Lion King นั้นคลาสสิกขึ้นหิ้งมากๆ การพยายามเลียนแบบเสียงนักพากย์เหล่านั้นไม่มีทางจะทำได้ดีกว่า พวกเขาหยิบยืมลักษณะตัวละครดั้งเดิม มาสร้างตัวละครในแบบของตัวเองที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือนได้

อแมนด้า คูนีน (Amanda Kunene) นักแสดงสาวร่างเล็กที่รับบทนาล่า สิงโตคู่รักของซิมบ้าเล่าว่าตอนออดิชั่นละครเรื่องนี้ เธอหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตทั้งวันทั้งคืน หายใจหายคอกินนอนเป็นนาล่า เพราะอยากรู้จักตัวละครนี้อย่างถ่องแท้

“ฉันประทับใจมากที่นักแสดงทุกคนที่เล่นเป็นนาล่ามาก่อนฉันไม่เหมือนกันเลย ทุกคนตีความต่างกันไป บางคนถนัดเรื่องการเคลื่อนไหว บางคนถนัดเรื่องเสียง พวกเธอเป็นแรงบันดาลใจให้นาล่าแบบของฉัน ฉันเรียนรู้จากคนที่ทำงานในวงการนี้มานาน ฉันค้นข้อมูลเยอะมาก เรียนรู้จากพวกเธอ และสุดท้ายก็ถอดนาล่าออก เป็นแค่อแมนด้า ตอนนั้นแหละที่เป็นช่วงเวลาที่ฉันกลัวที่สุด ตัวละครนี้แข็งแกร่งมากๆ ฉันโตมาในครอบครัวผู้หญิงแกร่ง เมื่อคิดถึงนาล่า ฉันจะคิดถึงสมาชิกครอบครัวที่กล้าหาญและแข็งแกร่งมากๆ ฉันได้ค้นพบและสร้างนาล่าที่สดใหม่ขึ้นมาในแบบของตัวเอง”

เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย
เบื้องหลัง The Lion King Musical มิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

“มี The Lion King หลากหลายเวอร์ชั่นเล่นตลอดเวลาทั่วโลก ราฟิกิทุกคนเล่นแบบที่ดีที่สุดในแบบของตัวเอง ตอนเริ่มเล่นฉันก็ดูวิดิโอที่คนอื่นเล่น เพราะฉันไม่แน่ใจว่าราฟิกิเป็นยังไง ตอนแรกฉันเริ่มจากเล่นเป็นตัวประกอบ ไม่รู้ว่าแม่หมอนี้เป็นยังไงกันแน่ เลยดูวิดิโอซ้ำๆ จนมีผู้กำกับคนนึงบอกว่าฉันพูดและเคลื่อนไหวเหมือนคนนั้นคนนี้ ฉันเลยต้องเลิกดู และพยายามหาว่าราฟิกิเป็นใครกันแน่ ในแบบของตัวเอง”

“คนแอฟริกาใต้หลายต่อหลายคนเดินทางไป Zangoma (หมู่บ้านที่ขึ้นชื่อเรื่องเวทมนต์) เพื่อรับสมุนไพรรักษา หรือทำนายอนาคต ฉันไม่ได้โตมาแบบนั้น เลยต้องพยายามขุดหารากการเป็นชาวแอฟริกันและวิธีการเป็นราฟิกิ จะลงไปคลานสี่เท้าเป็นลิงก็ได้ แต่ฉันพยายามทำให้เธอเป็นมนุษย์มากขึ้น จริงมากขึ้น แม้ไม่พูดอะไรเลย แต่คุณรู้สึกได้ว่าเธอเปี่ยมไปด้วยความรักความเอาใส่ใจ เธอคือผู้เยียวยา”

เเซปา พิทเจง (Ntsepa Pitjeng) ผู้รับบทลิงปุโรหิตย้อนความหลังให้ฟัง ราฟิกิเวอร์ชั่นละครเพลงเป็นตัวละครที่เพศต่างจากในการ์ตูน เพราะผู้กำกับจูลี่ เทย์มอร์เห็นว่าไม่มีตัวละครหญิงที่รับบทบาทสำคัญในเรื่องนี้เพียงพอ เลยปรับบทลิงแมนดริลจากเพศชายเป็นเพศหญิง 

แซปาเล่นเป็นราฟิกิมา 8 ปีแล้ว เธอสวมบทบาทเป็นผู้เยียวยาทางจิตวิญญาณของลูกสิงโตเจ้าป่าสัปดาห์ละ 8 รอบ ความท้าทายของการรับบทเดิมซ้ำๆ คือการเอาชนะตัวเองอยู่เสมอ หาความสดใหม่ให้ตัวเองและเพื่อนร่วมเวที โดยไม่เชื่อว่าตัวเอง ‘เอาอยู่’ หากไม่พยายาม

เบื้องหลังมิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

“ผมเพิ่งมาร่วมงานกับนักแสดงทีมนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์นี้เอง ไม่เคยเล่นเป็นซิมบ้ามาก่อน แต่พอเล่นเรื่องเดียวแปดรอบต่อสัปดาห์ ครอบครัวผมถามซ้ำๆ ว่าไม่เบื่อเลยเหรอ ทำได้ไง ผมโชคดีที่ผมหลงใหลสิ่งที่ผมทำ และพยายามทำเต็มที่ทุกวัน พยายามซึมซับเรื่องราว การเคลื่อนไหว แสงไฟ และทุกสิ่งบนเวที บางครั้งผมร้องไห้ระหว่างช่วงพักการแสดง มีความรู้สึกว่าทุกชีวิตทั้งบนเวทีและหลังฉาก กำลังพยายามทำให้สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดเกิดขึ้น”

“บางคนอาจจะเคยดู The Lion King Musical มาแล้ว แต่ผมพยายามคิดว่าทุกคนมาดูเรื่องนี้ครั้งแรก และนี่อาจเป็นประสบการณ์แรกในโรงละครของพวกเขา หน้าที่ของผมคือช่วยให้พวกเขาอยากมาดูละครเวทีอีก หรืออยากดูเรื่องนี้อีก หรืออยากฟังเพลงอีก” 

จอร์แดน ชอว์ (Jordan Shaw) ซิมบ้าหนุ่มไฟแรงจากลอนดอนกล่าวปิดท้าย จากเด็กชายที่ไปโรงละครทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ เติบโตมากับการยืนจ้องโปสเตอร์ The Lion King Musical หน้าโรงละคร สิงโตเจ้าป่ามีความหมายสำหรับเขามาก และเขาเชื่อว่าละครเรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจให้คนมากมาย

“พอได้เล่นก็ได้เรียนรู้ว่าเรื่องนี้ลึกซึ้งขนาดไหน มีคนดูที่ร้องไห้และบอกผมว่าเขาดูเรื่องนี้แล้วนึกถึงตัวเองตอนที่เสียพ่อไป หรือการดูเรื่องนี้ช่วยให้เขาอยากกลับไปเผชิญหน้ากับบาดแผลในอดีต ทุกคืนที่เล่นผมไม่มีทางลืมเรื่องเหล่านี้ เลยพยายามทำงานหนักและพัฒนาตัวเองต่อไปครับ”

เบื้องหลังมิวสิคัลอันดับหนึ่งของโลกที่กำลังแสดงในเมืองไทย

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

3 กุมภาพันธ์ 2561
11 K

Scene 1

“ชวนฉันมากินข้าว จะจีบฉันเหรอ?”

หญิงสาวพูดหน้าตาเรียบเฉย ชายหนุ่มตักข้าวเข้าปาก สบตาเธอยิ้มๆ เหนือโต๊ะดินเนอร์บรรยากาศโรแมนติก

“ไง จีบได้ป้ะ?”

เธอยิ้มขวยเขิน เขายิ้มตาม รอยยิ้มทั้งคู่สว่างเจิดจ้าบนหน้าจอขนาด 8 เมตรข้างศาลหลักเมืองขอนแก่น พาเอาคนดูที่เงยหน้ามองจากลานฉายหนังกลางแปลงยิ้มตามไปด้วย ค่ำคืนนี้ความรักหนุ่มสาวผลิบานจากเครื่องฉายไฟล์ดิจิทัลบนรถกระบะสีสดฉูดฉาด ข้างรถเพนต์ชื่อ ‘ประดิษฐ์ฟิล์ม’ ตัวเบ้อเริ่ม

หนังกลางแปลง

ประดิษฐ์ฟิล์ม

ประดิษฐ์ แก้วสิมมา เจ้าของบริการฉายหนังเร่และหนังกลางแปลงยืนดูหนังอยู่ข้าง หมวย ผู้เป็นภรรยา ทีมงานพร้อมสรรพรวมตัวกันอยู่รอบรถกระบะ หน่วยหนังเคลื่อนที่นี้ประจำอยู่ที่ศาลหลักเมืองขอนแก่น เพราะคนที่นี่ชอบบนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยการฉายหนังกลางแปลงให้เจ้าพ่อศาลหลักเมือง มีตั้งแต่สัญญาว่าจะฉาย 2 – 3 เรื่องยามหัวค่ำ ไปจนยิงยาว 9 เรื่องยันสว่าง เหตุการณ์สมหวังน่ายินดีอย่างเจ้านายเลื่อนตำแหน่งให้ ลูกสาวสอบได้ ลูกชายติดตำรวจ ทำให้ข้างศาลเจ้ามีความบันเทิงจากไทย จีน ฝรั่ง มาฉายฟรีอย่างสม่ำเสมอ

คืนนี้เป็นคิวของหนังรักไทย ฝนโปรยบางๆ ส่งผลให้ผู้ชมบางตา แสงจากหน้าจอสะท้อนลงบนใบหน้าเด็กและผู้ใหญ่ที่ดูหนังอย่างตั้งอกตั้งใจ

“ปูเสื่อดูด้วยกัน สนุกกว่าดูคนเดียวนะ”

ชายวัยกลางคนมองกลุ่มผู้ชมแล้วเอ่ยเบาๆ

วันนี้ไม่ใช่วันที่คึกคักสุดของบริษัทหนังกลางแปลง พูดกันตามตรง ยุคเรืองรองของคาราวานหนังเคลื่อนที่จบลงไปแล้ว ในวันที่ความบันเทิงมหาศาลบรรจุตัวอยู่ในโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็ก ธุรกิจฉายภาพเคลื่อนไหวขนาดยักษ์ปรับตัวไปเดินสายฉายตามงานเทศกาล งานบุญ และตำบลเล็กๆ ทั่วภาคอีสาน เสน่ห์หนังกลางแปลงไม่ได้อยู่ที่ความสะดวกสบาย กลิ่นอายอดีตและบรรยากาศชุมนุมดูหนังกลางแจ้งต่างหากที่ทำให้กิจกรรมนี้ชวนถวิลหา

เหลือบตามองในจอ เรื่องรักหวานฉ่ำดำเนินต่อไป แต่ตอนนี้ขอตัดฉากปิดเครื่องฉาย แล้วเปิดซีนใหม่ที่ม้วนฟิล์มกรอกลับ ยามกลางวันที่สำนักงานใหญ่ของประดิษฐ์ฟิล์ม สองสามีภรรยาถ่ายทอดความรุ่งโรจน์ของหนังเร่ทั่วอีสานตั้งแต่ยุค 70 ผ่านเรื่องราวของประดิษฐ์ในวัยหนุ่มคะนอง

ประดิษฐ์ฟิล์ม

 

Scene 2

“ก่อนมาฉายหนัง ผมเป็นคนคุมเสียงหนังเงียบตั้งแต่ พ.ศ. 2517 ทำหน้าที่เปิดเสียงพากย์ให้ตรงกับปากตัวละคร เราจะมีม้วนเทปคาสเซตต์ โรงหนังทุกโรงจะมีเครื่องเปิดเทปนี้คู่กับเครื่องฉายฟิล์ม 16 มม. บริษัทจะทำตารางให้เราเดินสาย ขอนแก่นรามา ราชา ปริ๊นซ์ เพชรสยาม บันเทิงจิต ไปอุดร นครพนม มุกดาหาร พูดง่ายๆ ว่าภาคอีสานมีโรงหนังที่ไหน ผมไปหมด”

เจ้าของบริการฉายหนังกล่าว ดวงตาเป็นประกาย น้ำเสียงสนุกสนาน

โปสเตอร์หนัง

โปสเตอร์หนัง

“เมื่อก่อนคนดูหนังดี ที่กันดารแค่ไหนก็มีโรงหนังเสมอ ไปไหนคนก็อยากมาดูหนังกับเรา อย่างหนังชอว์บราเดอร์สมาไทยแล้วเต็มทุกโรง ตั๋วราคาสิบบาท สิบห้าบาท ต่อมาก็หนังเฉินหลง คนนี้เดินทางทั่วภาคอีสาน ผมก็เป็นคอหนังเฉินหลง ส่วนหนังไทยต้องยกให้สรพงษ์ ชาตรี เมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน แผลเก่า ได้รับความนิยมมาก ไปที่ไหนก็โรงแตก”

ความสนุกจากการเดินทางไปสร้างความบันเทิงทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือดำเนินต่อเนื่องไปหลายปี จนกระทั่งเมื่อยุคหนังเงียบจบลงเพราะสู้ความนิยมเสียงในฟิล์มที่เข้ามากับฟิล์ม 35 มม. ไม่ไหว หน้าที่คุมเสียงพากย์ไม่จำเป็นอีกต่อไปเพราะนักแสดงพูดด้วยเสียงของตัวเอง ประดิษฐ์จึงหันมาเปิดบริการฉายหนังเคลื่อนที่ตั้งแต่ พ.ศ. 2537

 

Scene 3

หนังกลางแปลง

หนังกลางแปลง

ยุคต่อมาคือยุคทองของประดิษฐ์ฟิล์มแห่งขอนแก่น และบริการฉายหนังฟิล์มทั่วภาคอีสาน เจ้าของกิจการแบ่งประเภทหนังเป็น 2 แบบ คือหนังเร่ที่เก็บเงินผู้ชม และหนังกลางแปลงที่เจ้าภาพจ้างเหมาให้คนดูฟรี

“โรงหนังเร่จะไปตั้งจอ ล้อมผ้า ปิดเป็นวิกตามหมู่บ้านนั้น อำเภอนี้ ใครอยากดูก็จ่ายเงินค่าตั๋วก่อนถึงจะเข้ามาดูในผ้าได้ เราฉายหนังอย่าง นางนาก พระนเรศวรฯ เรื่องที่ดังที่สุดของเราคือ องค์บาก หนังที่จา พนม แสดงเรื่องแรก เขาเกิดเพราะเรื่องนี้ คุณพนา ฤทธิไกร ผู้กำกับก็เกิดเพราะหนังเรื่องนี้ และผมก็ได้เกิด ได้ชื่อเสียงเงินทองก็เพราะหนังเรื่องนี้เหมือนกัน ผมซื้อสิทธิ์จากสหมงคลฟิล์มมาฉายที่ขอนแก่นกับมหาสารคาม ได้รับความนิยมมาก”

วิธีการทำงานของหนังเร่เริ่มจากการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าอย่างน้อย 2 – 3 วัน ทีมงานจะติดป้ายโฆษณาหนัง บอกวัน เวลา และสถานที่ไว้ในหมู่บ้าน จากนั้นก็ใช้รถแห่ติดเครื่องเสียงออกไปวนประกาศ ระหว่างที่รถเร่ออกไปตั้งจอฉาย ช่วงขาขึ้นที่สุดอย่างองค์บาก ประดิษฐ์เล่าว่าเขาต้องใช้รถแห่ 2 – 3 คัน และออกรถเร่ 4 – 5 หน่วยในคืนเดียว แม้เก็บค่าตั๋วราคาถูก แต่หนังแอ็กชั่นไทยใน พ.ศ. 2546 เรื่องนี้ทำให้เงินให้เขาถึงหลักล้านบาท

รูปถ่าย

รูปถ่าย

“หนังเร่จบไปก่อนหนังกลางแปลง สมัยนี้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่รายได้จากค่าตั๋วลดลง แต่ถ้าหนังเร่แรงจริง รายได้จะดีกว่าหนังกลางแปลงมาก เพราะหนังทำเงินฉายได้หลายๆ รอบในคืนเดียว สมมติเราเร่ 5 หน่วย เงินก็เข้ามาจากทุกจอ ตกเย็นผมไปขายตั๋วจอหนึ่ง คุณนายไปจอหนึ่ง ลูกไปอีกจอ วิถีหนังเร่เป็นแบบนี้”

ประดิษฐ์เล่าว่าบางจังหวัด เช่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ยังมีการเร่หนังอยู่บ้างในปัจจุบัน แต่ก็เหลือน้อยเต็มที ส่วนใหญ่จะเหลือแต่หนังกลางแปลงที่เจ้าภาพจ้างบริการหนังไปฉายตามงานเทศกาล งานบวช งานบุญแจกข้าว งานงิ้ว โดยหนังที่ถูกใจเจ้าภาพยุคก่อนคือหนังที่เฉินหลงหรือหลิวเต๋อหัวร่วมแสดง แต่ยุคนี้เน้นหนังฮอลลีวูด

พื้นที่ลิขสิทธิ์ของประดิษฐ์ฟิล์มคือจังหวัดขอนแก่นและกาฬสินธุ์ มีบริการจอให้เลือกตั้งแต่ขนาด 8 – 16 เมตร ให้ดูกันอย่างจุใจ ส่วนใหญ่แล้วธุรกิจนี้จะมีงานชุกชุมช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน และช่วงปลายปี

“ตอนนี้ทั้งอีสานมีบริการหนังทั้งเล็กทั้งใหญ่หลายร้อยบริการ เฉพาะในขอนแก่นก็ราวๆ 20 บริการ ดูเหมือนเยอะ แต่ส่วนใหญ่เป็นเจ้าเล็กๆ ฉายในพื้นที่ใกล้บ้านเขา คนเลิกกิจการไปเยอะมาก”

สมุด

ประดิษฐ์ฟิล์ม

เจ้าของบริการหนังเก่าแก่อธิบายว่ายุคฟิล์มจบลงใน พ.ศ. 2556 ไม่ใช่เพราะอุปกรณ์เก่าแก่เสียหาย แต่เพราะวงการภาพยนตร์เลิกใช้ฟิล์ม แล้วหันไปใช้การถ่ายทำแบบดิจิทัลแทน ทำให้ไม่มีฟิล์มหนังใหม่ๆ มาฉายอีกต่อไป แต่ถ้าเจ้าภาพยังต้องการดูหนังจากฟิล์มอยู่ ประดิษฐ์ฟิล์มก็จัดฉายหนังเก่าๆ ให้ได้ ม้วนฟิล์มหนังมากมายที่เคยสั่งซื้อจากกรุงเทพฯ บรรจุอยู่ในกล่องสีเขียวมากมายในออฟฟิศ ซึ่งตัวเขาเคยนำมาฉายเองและแบ่งปันให้คนอื่นเช่าฉาย

“สมัยก่อน 2 อาทิตย์หลังหนังฉายที่กรุงเทพฯ เราจะได้ก็อปปี้หนังใส่ลังกระดาษมา เราก็มาตัดต่อใส่กล่องสีเขียว แล้วก็กรอหนัง ม้วนใส่ลีนขาว สมมติหนังเฉินหลงมี 5 ม้วนก็ตัดต่อใส่ 5 ลีน”

ฟิล์มหนัง

เครื่องฉายหนัง

“ฟิล์มยุคเก่าถ้าตัดต่อไม่ดี ตอนสาวหน้างานจะขาด ภาพจะสะดุด แต่ในยุคฟิล์มทองก็ไม่ค่อยขาดแล้วนะครับ ถ้าขาดก็ซ่อมกันหน้างาน”

ประดิษฐ์สาธิตการใช้อุปกรณ์อย่างทะนุถนอม แล้วยกเครื่องฉายหนังกลมๆ รุ่นเก่าแบบใส่ถ่านออกมาให้ดู อุปกรณ์ฉายฟิล์มลงบนหน้าจอยังคงสภาพดี และยังเป็นเครื่องเตือนความทรงจำถึงวันเวลาเก่าๆ ที่งดงาม

“ตอนหนังดังๆ เข้ามาสนุกน่าดูครับ คนดูเต็มโรง เราก็มีความสุข”

เครื่องฉายหนัง

โปสเตอร์หนัง

 

Scene 4

นอกจากคาราวานหนังเร่ ประดิษฐ์ยังลงทุนกับธุรกิจโรงหนังสแตนด์อะโลนหลายแห่งในภาคอีสาน โดยสำรวจสภาพโรงหนังเก่า กระบวนการซื้อฟิล์มจากสายหนัง และจำนวนประชากร ก่อนจะตัดสินใจซื้อโรงหนังมาปรับปรุง เช่น โรงหนังเจ้าพระยาขนาด 400 กว่าที่นั่งที่จังหวัดชัยภูมิ โรงหนังปารีสขนาด 500 กว่าที่นั่งที่จังหวัดสกลนคร และโรงภาพยนตร์ปิรามิด อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ที่เสริมเก้าอี้ได้ถึง 700 ที่นั่ง

“โรงหนังเฉลิม ป. ที่อำเภอปากช่อง เป็นโรงเดี่ยว 500 กว่าที่นั่ง ตอนแรกเป็นเก้าอี้ไม้ ผมไปปรับปรุงใหม่ ลงทุนสองสามล้าน เปลี่ยนเป็นเก้าอี้กำมะหยี่ใหม่หมดและติดแอร์ คนปากช่องชอบดูหนังครับ ที่นี่มีโรงงานเยอะ โรงหนังเฉลิม ป. เป็นที่สุดท้ายที่ผมเลิกทำ เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ราคาตั๋วสุดท้ายอยู่ที่ 30 บาท”

รูปถ่าย

รูปถ่าย

ตั๋วหนัง

อดีตเจ้าของโรงหนังเปิดอัลบั้มภาพถ่ายฟิล์มประกอบเรื่องเล่า คู่แข่งสำคัญของโรงหนังเดี่ยวคือห้างสรรพสินค้าที่มีโรงหนังหลายโรง ได้ปันส่วนก๊อปปี้หนังมากกว่าและเร็วกว่ามาก ในช่วงท้ายๆ ของยุคฟิล์มที่จำนวนฟิล์มน้อยลงทุกที โรงหนังเดี่ยวจึงทยอยปิดตัวลงไปโดยปริยาย

แม้ไม่คุ้นเคย ประดิษฐ์ฟิล์มและบริการหนังรายย่อยอื่นๆ ได้ก้าวเท้าเข้าสู่ยุคดิจิทัลเรียบร้อยแล้ว

โปสเตอร์หนัง

Scene 5

ในยุคเทคโนโลยีใหม่ การอคอยภาพยนตร์ต้องใช้เวลานานขึ้นเป็น 2 – 3 เดือน หลังหนังลาโรงทั่วประเทศแล้ว บริการฉายหนังจึงได้สิทธิ์ซื้อหนังใส่ hard disk จากสายหนังมาฉาย ปัจจุบันประดิษฐ์ฟิล์มจะซื้อหนังราว 20 กว่าเรื่องต่อปี ไม่มากมายเท่ายุคฟิล์มที่ซื้อหนังนับร้อยๆ เรื่อง แต่เพียงพอสำหรับขบวนความสุขเล็กๆ ที่เดินทางไปจอดฉายให้เจ้าภาพยามค่ำคืน เคล็ดลับของนักฉายหนังคือจัดหนังตลกไว้เรื่องแรกๆ เพื่อให้คนหัวเราะให้หนำใจ ก่อนจะฉายเรื่องที่อ่อนกว่าในช่วงที่ผู้ชมเริ่มทยอยกลับบ้านกันแล้ว

แดดที่สาดเข้ามาย้อมโปสเตอร์หนังเต็มกำแพงสำนักงานจางลงทุกที ทีมงานเตรียมอุปกรณ์ขึ้นกระบะเพื่อไปฉายหนังที่ศาลหลักเมืองขอนแก่นตามเวลาที่กำหนดไว้ ก่อนแยกย้ายกันเดินทางไปดูหนังในฐานะคนฉายและคนดู ประดิษฐ์เล่าเรื่องที่น่าดีใจเรื่องหนึ่งให้ฟัง

ประดิษฐ์ฟิล์ม

หลังจากเห็นความสำเร็จของหนังท้องถิ่นที่โดนใจตลาดอีสานอย่าง ‘ไทบ้านเดอะซีรีส์’ กลุ่มบริการหนังแห่งภาคอีสานก็จับมือกันสนับสนุนการทำหนังเรื่อง ‘ยองบ่าง’ จากวงดนตรีชื่อเดียวกัน และจัดฉายหนังเรื่องนี้ในเดือนพฤศจิกายน 2560

หนังเล็กๆ เรื่องนี้อาจไม่ได้เป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย แต่สำหรับคนฉายหนังรายย่อยในภาคอีสาน มันเป็นสัญญาณว่าพวกเขายังคงมีชีวิต และภาพในจอหนังของพวกเขายังคงเคลื่อนไหว

โปสเตอร์หนัง

เครื่องฉายหนัง

 

ประดิษฐ์ฟิล์ม

ติดต่อ 081-708-5696, 089-274-0990

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load