The Cloud x ไทยประกันชีวิต
แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

จุดหมายปลายทางของเราในวันนี้ คือหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดบึงกาฬ ที่แทบจะเรียกได้ว่าอยู่ไกลออกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือที่สุดของประเทศ

ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน จังหวัดบึงกาฬในวันวานยังถือเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดหนองคาย ภาพบ้านเกิดที่แจ่มชัดในความทรงจำ คือมวลไม้สีเขียวสุดลูกหูลูกตาที่ห้อมล้อมหมู่บ้านเอาไว้ 

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“ผมโตมากับความงดงามที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งใดๆ เดินไปทางไหนก็เจอนกร้อง เดินไปทางไหนก็มีพืชผลให้เก็บกิน พูดให้เห็นภาพก็คือบ้านนอกนั่นแหละ” ขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ ฟู้ดสไตลิสต์ระดับแนวหน้าของไทย ผู้มีถิ่นฐานบ้านเกิดที่นี่เริ่มต้นเล่า

ในวัยกลางคน ขาบตัดสินใจกลับสู่ที่ที่เขาจากมา โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านอาหารท้องถิ่นและความเข้าใจเรื่องงานพัฒนาชุมชน จากการเป็นอาสาสมัครมูลนิธิโครงการหลวง ที่เขาทำงานร่วมกับเกษตรกรทางภาคเหนือมากว่า 10 ปี มาพัฒนาบ้านเกิด

เรียกได้ว่าเขาคือ ‘นวัตกรชุมชน’ ผู้ตั้งใจพัฒนาชุมชนในทุกด้านไปพร้อมกันอย่างบูรณาการ ทั้งด้านเศรษฐกิจ เกษตรกรรม สังคม พร้อมไปกับการสืบทอดอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมแบบอีสานดั้งเดิม โดยใช้ศาสตร์ในด้านอาหารและศิลปะที่เขาเชี่ยวชาญ

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

โดยการพัฒนาชุมชนบ้านเกิดของขาบ เริ่มต้นที่ ‘พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต’ เรือนอีสานโบราณอายุกว่า 70 ปีที่ได้รับการบูรณะอย่างประณีต จนทุกวันนี้กลายเป็นศูนย์กลางการแผ่ขยายความยั่งยืนของชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ และยังเป็นต้นแบบให้คนอีกมากมายเดินทางมาเรียนรู้โมเดลการพัฒนาชุมชนแบบนวัตวิถี ที่การพัฒนางอกงามไปพร้อมกับการอนุรักษ์

เมื่อปีที่แล้วเขาพาจังหวัดบึงกาฬคว้ากูมองต์ อะวอร์ด (Gourmand Awards) ณ ประเทศฝรั่งเศส รางวัลเกียรติยศที่คนแวดวงอาหารทั่วโลกต่างให้การยอมรับ หรือที่รู้จักกันในชื่อรางวัลออสการ์อาหารโลก จากการนำเสนอความรุ่มรวยของวัฒนธรรมการกินพื้นถิ่นอีสานในหนังสือ Local Food BUENGKAN ซึ่งพื้นที่ห่างไกลแห่งนี้คือแหล่งของ Great Mekong Food และพิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิตก็ได้รับรางวัลในประเภทสาขาสถาบันเพื่อสาธารณะ (Institutions) จากเวทีนี้ด้วยเช่นกัน 

“จงทำในสิ่งที่คุณเชี่ยวชาญ ทำในสิ่งที่คุณทำได้” ขาบย้ำกับเราตลอดบทสนทนา แล้วสิ่งเล็กๆ ที่คุณทำ จะขยายเป็นโครงข่ายการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่อย่างที่คุณเองก็อาจคิดไม่ถึงทีเดียว

01

อีสานในความทรงจำ

“หมู่บ้านที่ผมเติบโตมา ประกอบไปด้วยบ้านเรือนแค่สี่สิบห้าหลังคาเรือนเท่านั้น 

“หมู่บ้านผมตั้งอยู่บนที่ดอนแปลว่าน้ำท่วมไม่ถึง ล้อมรอบด้วยนาข้าว ดังนั้นตอนหน้าฝน ที่นี่จะมีทัศนียภาพงดงามมาก เพราะมองเห็นฟ้าครามสะท้อนน้ำในทุ่งนา เว้นเพียงแค่หย่อมเขียวหย่อมน้อย ซึ่งก็คือหมู่บ้านที่ไม่สามารถขยับขยายไปมากกว่าสี่สิบห้าหลังคาเรือน เพราะที่ดอนมีขนาดเพียงเท่านี้ สวยงามเหมือนภาพฝันในความทรงจำ

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“ชาวบ้านที่นี่มีที่นาสำหรับปลูกข้าวไว้กิน นอกจากนี้ยังมีห้วย หนอง คลอง บึง และเรือกสวนไร่นาแบบผสมผสาน เกษตรกรรมมาจากวิถีชีวิตนี้ ในการดำรงชีวิต เราแทบไม่ต้องซื้อหาอะไรเลย เพราะอยู่อย่างพึ่งพิงธรรมชาติ โดยมีความพอเพียงเป็นพื้นหลัง ตั้งแต่อดีตจนถึงเมื่อแปดปีที่แล้ว”

เมื่อพื้นที่บริเวณนี้ถูกประกาศให้เป็นจังหวัดใหม่แห่งล่าสุดของประเทศไทย การพัฒนาและความเปลี่ยนแปลงก็หลั่งไหลเข้ามา ขาบบอกว่าชาวบ้านถูกชักชวนให้ปลูกยางพารา ซึ่งเหมือนจะดีในแง่เศรษฐกิจช่วง 3 – 4 ปีแรก แต่หลังจากนั้นกลับไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดหวัง นอกจากเรื่องรายได้ การเปลี่ยนแปลงนี้ยังกระทบคุณภาพชีวิต

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“เมื่อก่อนชาวบ้านทำนา เวลาว่างก็มีอาชีพเสริมโดยการนำต้นคล้า พืชท้องถิ่นที่ขึ้นรอบหมู่บ้านมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ส่งขาย โดยเฉพาะกระติ๊บข้าวเหนียว ภาพที่ผมเห็นจนชินตาคือปฏิสัมพันธ์ของชาวบ้านระหว่างสานคล้าที่พูดคุยเล่นกันไป ทำงานกันไปด้วย ทำให้ชุมชนเหนียวแน่นเข้มแข็งและมีชีวิตชีวา

“พอเปลี่ยนมาปลูกยางพารา วิถีชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย ชาวบ้านต้องตื่นตั้งแต่ตีสามเพื่อไปกรีดยางแต่เช้ามืด หลังกรีดยางเสร็จ สายๆ ทุกคนแยกย้ายไปนอนเอาแรงจนถึงบ่ายแก่ๆ จากหมู่บ้านที่เคยคึกคักเปลี่ยนเป็นเงียบเชียบ เหมือนเมืองร้าง ไม่มีคน ไม่มีกิจกรรม ความสุนทรีย์ในชีวิตค่อยๆ หายไป” ขาบเอ่ยขึ้นช้าๆ

02

ต่อจิ๊กซอว์ชีวิต

“ผมเรียนชั้นประถมที่บ้านนอก พอโตขึ้นก็เข้ามาเรียนในตัวอำเภอและจังหวัดตามลำดับ ที่ต้องเข้ามาเรียนในเมือง เพราะที่ชนบทในสมัยนั้น อนาคตโอกาสทางการศึกษาถือว่าน้อยกว่าในเมืองมาก จึงแล้วแต่ว่าครอบครัวไหนมองเห็นและให้ความสำคัญกับเรื่องโอกาสทางการศึกษา ก็ต้องแลกกับการส่งลูกเข้ามาเรียนในเมือง”

ขาบรู้ตัวมาตลอดว่าชอบงานด้านศิลปะ แต่เพราะตอนนั้นไม่รู้ว่ามันคืออะไร และควรต่อยอดไปทางด้านไหน เขาจึงเลือกเรียนบริหารการตลาด และจบปริญญาตรีได้ภายในสามปี “ผมเรียนมหาวิทยาลัยเปิด ใครมีความมุ่งมั่น ก็ขยันเก็บหน่วยกิตเอา เผอิญผมเป็นคนรักเรียน และตระหนักอยู่เสมอว่านี่คือโอกาสทางการศึกษา

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“เมื่อมีเวลาว่างพอจัดสรรได้ ผมก็ทำอยู่สองอย่างคืองานจิตอาสาและเข้าร้านหนังสือ โดยเฉพาะหนังสืออาหารต่างประเทศที่มีการจัดเรียงภาพสวยงาม ประณีตและแปลกใหม่ โดยในหนังสือแต่ละเล่มจะมีรายละเอียดเขียนไว้เลยว่า เรื่อง ภาพถ่ายและฟู้ดสไตลิ่ง (Food Styling) โดยใคร ผมไม่รู้จักคำว่าฟู้ดสไตลิสต์ (Food Stylist) มาก่อน แต่เห็นเท่านั้นก็จับได้ทันทีว่ามันคืออาชีพ

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต
สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“ตั้งแต่เล็กแถวหมู่บ้านเป็นชุมชนอินโดจีน ผมวิ่งเล่นโตมากับเพื่อนคนไทย ลาว เวียด ทำให้ได้คลุกคลีกับอาหารพื้นถิ่นหลายที่มา เรื่องอาหารจึงอยู่ในสายเลือด ประกอบกับความชอบในศิลปะ พอได้เห็นหนังสืออาหารต่างประเทศเหล่านั้น มันจึงเป็นแรงบันดาลใจมหาศาลให้ผมอยากฝึกฝนด้านฟู้ดสไตลิ่ง แต่เพราะไม่มีโอกาสได้เรียนศิลปะมาโดยตรง ฉะนั้นหนังสือคือครู ผมเปิดดูหนังสือเยอะมากนับไม่ถ้วน”

แต่นั่นก็ไม่เพียงพอ ความรู้ต้องมาพร้อมการฝึกฝนด้วย ขาบเริ่มหิ้วตะกร้าไปจ่ายตลาดทุกวันหยุด เขารื้อฟื้นการปรุงอาหารเวียดนามกับอาหารลาว ไปพร้อมๆ กับการหัดทำฟู้ดสไตลิ่งแบบฝรั่งตามที่เห็นในหนังสือ

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

 “ปรุงเอง จัดสไตลิ่งเอง ถ่ายรูปเอง กินเอง อร่อยบ้าง ไม่อร่อยบ้าง แต่พอมันเข้าที่เข้าทาง จะเหมือนเวลาต่อจิ๊กซอว์แล้วลงล็อก เราอยากค้นหา อยากทำมันต่อไปเรื่อยๆ” เขาเอ่ยยิ้มๆ 

03

รู้จักวัตถุดิบ รู้จักตัวเอง

“บุคคลที่ผมให้ความเคารพและชื่นชมคือ ครูโต-หม่อมหลวงจิราธร จิรประวัติ ท่านเป็นฟู้ดสไตลิสต์ที่มีผลงานมากมาย วันหนึ่งมีโอกาสเจอครูโตโดยบังเอิญ ผมเลยเดินเข้าไปสวัสดีและแนะนำตัวเพื่อขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ ครูโตคงเห็นว่าเจ้าคนนี้ดูมีความตั้งใจใสซื่อ เลยให้โอกาสรับเป็นลูกศิษย์ หลังจากนั้นเวลาครูโตมีงาน ท่านก็จะให้ผมติดสอยห้อยตามไปด้วย ผมจึงเรียนรู้จากการสังเกตและจดจำคำครูโต

“ท่านสอนทุกอย่างตั้งแต่ความรู้ทางศิลปะ เทคนิคในการทำงาน ไปจนถึงการใช้ชีวิต กระบวนการเรียนการสอนกับครูโตเน้นที่ลงมือทำ ท่านปล่อยให้ผมทำและอธิบายอย่างละเอียดหลังจบงานว่าต้องเสริมหรือปรับปรุงในส่วนไหนบ้าง ความเคี่ยวกรำทำให้ผมเก่งขึ้น ครูโตคือผู้ให้ที่มอบโอกาสให้ชีวิต ท่านคือครูที่ดีที่สุดสำหรับผม”

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

ขาบอธิบายว่า หลักของคำว่าฟู้ดสไตลิ่ง อย่างแรกต้องเข้าใจวัตถุดิบ อย่างที่สองต้องเข้าใจธรรมชาติการกินของมนุษย์ และสุดท้ายต้องมีความเข้าใจในองค์ประกอบของศิลปะ เพราะสุดท้ายแล้วชิ้นงานของเราคืออาหาร ดังนั้นมันจะสวยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องอร่อยด้วย

“จานอาหารตรงหน้าจะสวยได้อย่างไร เป็นเรื่องของการจัดองค์ประกอบและการจัดพื้นที่วางคู่สี วัตถุดิบสีนี้ต้องจับคู่กับภาชนะสีอะไร แล้วต้องจัดวางแบบไหน โดยให้ความสำคัญกับอาหารในจานเป็นที่หนึ่ง ของที่อยู่ในจานจะต้องสวยโดดเด่นของออกมาโดยไม่พึ่งพร็อพ บางคนไปให้ความสำคัญกับพร็อพก่อนอาหารในจานก่อนเสียอย่างงั้น”

ทุกวันนี้ ขาบคือฟู้ดสไตลิสต์ชื่อดังที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการอาหารมากว่า 20 ปี มีรางวัลระดับโลกการันตีฝีมือมากมาย ในขณะเดียวกันเขาก็ยังไม่ทิ้งความชอบในการทำงานจิตอาสา ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ขาบเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญผู้ทำงานอาสาสมัครในมูลนิธิโครงการหลวง 

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต
สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“อย่างที่ทราบกันว่ามูลนิธิโครงการหลวงเป็นแหล่งวัตถุดิบชั้นเยี่ยม มีผลิตภัณฑ์คุณภาพดีมากมาย ขายให้ประชาชนในราคาย่อมเยา และที่สำคัญคือมอบองค์ความรู้และสร้างอาชีพเกษตรกรรมยั่งยืนให้คนชนบท โดยเฉพาะชาวเขาที่อยู่บนพื้นที่สูงทางภาคเหนือ ผมต้องขึ้นไปบนดอยต่างๆ เพื่อตามหาวัตถุดิบสำหรับนำมาพัฒนาเป็นอาหารสร้างสรรค์ ทำให้ได้ไปพูดคุยกับเกษตรกรมากมายในพื้นที่

“ผมได้เห็นว่าความยั่งยืนถูกทำให้จับต้องได้อย่างไร โดยหลอมรวมเข้ากับการทำเกษตรกรรม วิถีชีวิตที่เรียบง่ายและการพัฒนาชุมชน แม้พื้นเพผมเป็นคนอีสาน แต่ที่ที่ผมจากมาก็มีบริบทใกล้เคียงกัน ทำให้ผมซึบซับและอินกับเรื่องพวกนี้ พวกเราล้วนซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณและพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของรัชกาลที่ 9

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“ผมเลยคิดไว้ในใจอยู่เสมอว่า วันหนึ่งเมื่อมีความพร้อม เราจะต้องกลับไปพัฒนาความยั่งยืนนี้ที่บ้านเราด้วย เพราะบ้านในความทรงจำของผมนั้นสวยงาม แต่ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ทำให้ทุกวันนี้หมู่บ้านที่เคยมีสีสัน เงียบเหงาและไม่เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เลยตั้งปณิธานไว้ว่าเมื่อถึงวันที่พร้อม ผมจะเป็นคนคนนั้น คนที่กลับบ้านไปต่อยอดภูมิปัญญาให้มีมูลค่าและคุณค่าที่ยั่งยืน”

04

เปลี่ยนบ้านให้เป็นพิพิธภัณฑ์

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว 2 เหตุการณ์สำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนการกระทำของขาบ คือรัชกาลที่ 9 สวรรคตและต่อมาเพียงเดือนเดียวคุณแม่ของเขาจากไป “การสูญเสียบุคคลที่เคารพรักที่สุดในชีวิตพร้อมๆ กัน ทำให้ผมเสียหลักในชีวิตไปเลย พอตั้งสติได้ ค่อยๆ ทบทวนอย่างถี่ถ้วน ก็คิดว่าคงถึงเวลาแล้วที่จะทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้นาน นั่นคือทำอะไรอย่างอย่างให้กับที่ๆ เราเกิดมา และสานต่อพระราชปณิธานในการก่อร่างความยั่งยืนให้ประเทศไทย”

จากส่วนหนึ่งของจังหวัดหนองคาย ทุกวันนี้บ้านเกิดในหมู่บ้านขนาด 45 หลังคาเรือนของขาบ กลายเป็นพื้นที่ตำบลหนองพันทา อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ 

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“ผมสนใจเรื่องนวัตกรรมการท่องเที่ยว เพราะผมอยากฟื้นคืนความสุขสดชื่นของหมู่บ้านให้กลับมา และผมเชื่อว่ามันต้องมีหนทางในการสร้างรายได้ให้ชุมชน จากการนำภูมิปัญญามาต่อยอดและเก็บรักษา มรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าเอาไว้ ตัวผมเองทำงานด้านฟู้ดสไตลิ่ง การสร้างงานศิลปะและการสร้างแบรนด์มานานเป็นสิบๆ ปี ผมจะใช้ทักษะนี้ ทำให้บ้านของผมเป็นชุมชนแห่งการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนให้ได้” 

ครอบครัวสุริยะอุทิศเรือนไทยอีสานโบราณอายุ 70 ปีของครอบครัวให้เป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้แบบดั้งเดิมของชาวอีสานไว้ตามพื้นที่ส่วนต่างๆ ของบ้าน ตั้งแต่เรื่องบ้าน การใช้ชีวิต การปรุงอาหาร การแต่งกาย เชื่อมโยงไปจนถึงวิถีเกษตรกรรมและหัตถกรรมของชุมชน เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสและเรียนรู้วิถีชุมชนของครอบครัวคนชนบทในอดีต ที่เรียกว่า ‘มีชีวิต’ เพราะบ้านหลังนี้ยังคงเป็นที่พำนักของครอบครัวสุริยะ ยังมีการใช้ชีวิตดำเนินไปภายใต้พิพิธภัณฑ์ที่เปิดต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมเยียน

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต
สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

ขาบออกแบบและดูแลการปรับปรุงบ้านด้วยตัวเอง อัตลักษณ์ของบ้านตามแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมถูกเก็บไว้อย่างครบถ้วน และเพิ่มเอกลักษณ์ด้วยการทาสีบานประตูหน้าต่างด้วยสีเขียวสดใส สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ธรรมชาติในพื้นที่ โดยเลือกใช้สีไทยโทนอย่างสีเขียวตั้งแช 

“หัวใจของบ้านคือห้องครัว ผมเติบโต ปลูกฝังความรักอาหารจากก้นครัวแห่งนี้ เราจัดแสดงข้าวของในครัวแบบอีสานชนบทแท้ๆ เอาไว้อย่างสมบูรณ์ มีทั้งชิ้นที่เคยใช้งานจริงและชิ้นที่ยังคงใช้งานอยู่ มีห้องจัดแสดงผ้า ซึ่งเป็นผ้าซิ่นไหมมรดกตกทอดของตระกูลที่ดูแลรักษาเป็นอย่างดีจากรุ่นสู่รุ่นจัดแสดงอยู่ด้วย

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“เอกลักษณ์สำคัญของบ้านไทยอีสาน คือระเบียงบ้านกว้างขวางสำหรับทำกิจกรรมต่างๆ ในครอบครัว พื้นที่ตรงนี้ผมทำงานร่วมกับคนในหมู่บ้าน บริการจัดสำรับทานอาหารและทำพิธีบายศรีให้นักท่องเที่ยว ชุมชนเป็นผู้หุงหาสำรับโดยใช้วัตถุดิบพื้นถิ่นที่ซื้อจากเกษตรกรในพื้นที่ เมื่อมีนักท่องเที่ยว ก็มีเงินหมุนเวียนเข้ามาสู่หมู่บ้าน เราได้อนุรักษ์และสร้างรายได้ไปพร้อมๆ กัน”

05

ชุบชีวิตชุมชนด้วยนวัตวิถี

ขาบบอกว่า พิพิธภัณฑ์คือจุดเริ่มต้นที่จะค่อยๆ ผลักดันให้เกิดกิจกรรมต่างๆ ขึ้นภายในหมู่บ้าน แต่ต้องอาศัยความเข้าใจและความใส่ใจอย่างมาก ทุกอย่างจึงเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป “เราค่อยๆ ดึงคนในหมู่บ้านเข้ามาเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนกิจกรรม จากงานเล็กๆ อย่างการจัดสำหรับและทำพิธีบายศรี กิจกรรมของเราก็ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นเป็นตลาดชุมชนและอีเวนต์เทศกาลสำคัญอย่างงานบุญบั้งไฟพญานาค

“หมู่บ้านของเรามีความเชื่อเรื่องพญานาคมายาวนาน โจทย์คือจะทำอย่างไรให้สิ่งที่อยู่มานานนั้นร่วมสมัย จึงเกิดเป็นโปรเจกต์ชื่อ ‘วาดบ้าน แปลงเมือง’ ที่ชุมชนของเราทำร่วมกับนักศึกษา หลักสูตรจิตรกรรมเพื่อสังคม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อสร้างชิ้นงานศิลปะตามตรอกซอกซอยรอบหมู่บ้าน 

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต
สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“โดยนำความป๊อปและร่วมสมัยเข้าไปใส่ในจิตวิญญาณเรื่องพญานาคของชาวบ้าน ออกมาเป็นงานกราฟิตี้ป๊อปอาร์ตสีสันสดใส ที่ช่วยสื่อสารเรื่องวัฒนธรรมอันยาวนานให้เข้าใกล้คนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น ไม่เฉพาะคนรุ่นใหม่ในชุมชนเท่านั้น แต่หมายถึงคนรุ่นใหม่ทั่วไปทุกคนที่จะขับเคลื่อนประเทศต่อไปในอนาคต”

ขาบบอกว่าเขาเชื่อเรื่องของการพัฒนาคนและการพัฒนาทักษะ เพราะนั่นคือการพัฒนาที่ยั่งยืนที่สุด 

“อย่างแรก การพัฒนาคน ตอนนี้เรามีการขยายเครือข่าย ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดารวมถึงสถาบันการศึกษาอื่นๆ เพื่อส่งเด็กในพื้นที่ที่ขาดโอกาสไปศึกษาต่อทั้งสายสามัญและสายอาชีพ วันหนึ่งข้างหน้า เด็กๆ เหล่านี้ที่เติบโตมาโดยมีความผูกพันกับชุมชน มีองค์ความรู้หลากหลาย เขาก็จะกลายเป็นผู้ผลักดันการพัฒนาและเก็บรักษาคุณค่าเหล่านี้เอาไว้

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“อย่างที่สอง การพัฒนาทักษะ ความเชี่ยวชาญน่ะ ชาวบ้านมีอยู่แล้ว เขาสานต้นคล้าเป็นผลิตภัณฑ์มานานนับสิบปี สิ่งที่ต้องเพิ่มคือความคิดสร้างสรรค์ เมื่อก่อนกระติ๊บข้าวเหนียวขายได้ราคาไม่กี่สิบบาท กลุ่มลูกค้าก็มีจำกัด เพราะไม่ใช่ทุกบ้านจะต้องมีกระติ๊บ เราเลยชวนดีไซเนอร์ท้องถิ่นมาร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์กับชุมชน ทุกวันนี้เรามีผลิตภัณฑ์เกือบร้อยแบบ จากภูมิปัญญาเดิมคือสานคล้า กลุ่มลูกค้าก็ขยายไปไกล อย่างกระเป๋าคล้าเนี่ย คนญี่ปุ่นให้ความสนใจกันมาก

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต
สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“มีหลายคนไม่เชื่อว่าสิ่งที่เราทำมันสร้างเงิน สร้างความยั่งยืนได้จริง ผมจะไม่ขอให้คุณเชื่อ แต่อยากให้คุณมาสัมผัส มาเห็นด้วยตาตัวเอง เมื่อสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย ผมอยากชวนคุณมาเยี่ยมหมู่บ้านของเรา อาหาร กิจกรรม ผลิตภัณฑ์มีอยู่รอบหมู่บ้าน เดี๋ยวเงินก็จะออกจากกระเป๋าคุณเอง” ขาบพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

06

อดีต ปัจจุบัน อนาคต

สิ่งที่ต้องตระหนักเมื่อการพัฒนาถูกปลูกขึ้นและเจริญงอกงามคือ “บึงกาฬยังมีความเป็นธรรมชาติและงดงาม เพราะที่นี่เป็นจังหวัดใหม่ ทรัพยากรต่างๆ จึงยังเก็บรักษาไว้อย่างดี ถ้าเราสร้างการพัฒนาด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่เหมาะสม ด้วยจำนวนทรัพยากรที่ไม่มากหรือน้อยเกินไป ศักยภาพอันดีงามจะเกิดขึ้น

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นที่รู้จัก เมื่อความอุดมสมบูรณ์ถูกบอกเล่าต่อกันออกไป ย่อมมีคนมองเห็นโอกาสในการฉกฉวยผลประโยชน์ อย่างหมู่บ้านของเราเคยเป็นหมู่บ้านที่เงียบเหงา วันหนึ่งกลายเป็นที่พูดถึง มีนักท่องเที่ยวมากมายหลั่งไหลเข้ามา มูลค่าของพื้นที่ย่อมมากขึ้นตามไปด้วย 

“ดังนั้น ความเข้มแข็งและความเข้าใจในการมองเห็นสิ่งเดียวกันของชุมชนจึงสำคัญมาก เพื่อเก็บรักษาพื้นที่และสืบทอดอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมต่อไปให้คนรุ่นหลัง”

ขาบกล่าวทิ้งท้าย “เมื่อพูดว่าพัฒนาชุมชน หลายคนอาจมองว่าช่างยากเย็นและแสนไกลตัว จริงๆ แล้วการพัฒนามีหลายบริบท ดังนั้นจงทำในสิ่งที่คุณเชี่ยวชาญ ทำในสิ่งที่คุณทำได้

“ถ้าคนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่กลับบ้าน และนำความเชี่ยวชาญมามองหาหนทางพัฒนาบ้านเกิดให้ดีขึ้น การกระทำเล็กๆ จากคนตัวเล็กๆ ที่มีมุมมองแบบเดียวกัน จะเชื่อมโยงกันเป็นโครงข่ายที่แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ จากหนึ่งชุมชนไปสู่อีกหลายๆ ชุมชน กลายเป็นภูมิภาคและประเทศในที่สุด”

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

6 พฤศจิกายน 2563
3 K

The Cloud X ไทยประกันชีวิต

Taboo หรือเรื่องต้องห้าม อาจรวมไปถึงการห้ามถาม ห้ามอยากรู้ ห้ามสงสัย แต่หารู้ไม่ว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมการตั้งคำถามตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก และเพื่อชวนกันมาตั้งคำถามในสิ่งที่เด็กๆ นึกสงสัยให้มีคำตอบ รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์ จึงจัดตั้งเว็บไซต์ในชื่อ ‘หิ่งห้อยน้อย’ ขึ้น เสมือนเป็นกลุ่มลับสำหรับเด็กๆ ขี้สงสัยโดยเฉพาะ

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

ตอนยังเป็นเด็ก รวงทัพพ์บอกว่าเธอสงสัยต่อสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่อาจหาคำตอบให้กับเธอได้ และนั่นกลับกลายเป็นความกลัวในวัยเด็กที่เธอต้องเผชิญ จากคำถามที่ไม่เคยได้รับคำตอบ อย่างเช่นเรื่องของความตาย 

“เราเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับเด็กที่เสียแม่ไป เราไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กคนนั้นถึงอยากนอนมากกว่าตื่น เพราะว่าเขาอยากหนีความจริงไงคะ ความจริงบางอย่างถ้ามันไม่ได้ถูกอธิบายเหตุผล มันก็จะยาก แล้วจะกลายเป็นปมที่ใหญ่ขึ้น เราก็เลยเพิ่งมาเข้าใจว่าทำไมเราถึงกลัวมากในวันที่เสียพ่อไป เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

“คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเด็กไม่สามารถจะรับรู้อะไร ไม่เชื่อว่าเด็กคือคนที่รับรู้ หรือทำความเข้าใจกับอะไรได้ ทั้งกับเรื่องความสูญเสียหรือว่าเรื่องที่ซับซ้อน แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย”

ในวันที่เทคโลยีไม่ใช่กำแพงข้อจำกัดด้านเพศและวัย แต่กลายเป็นสะพานเพื่อสร้างการเรียนรู้ให้มนุษยชาติ การค้นหาคำตอบให้คำถามของเด็กเยาวชน อาจไม่ได้ตั้งต้นจากแหล่งๆ เดิมอีกต่อไป แต่มีประตูสู่โลกกว้างมากมายเปิดกว้างรออยู่ 

ดังนั้นหิ่งห้อยน้อย จึงเป็นพื้นที่แห่งการตั้งคำถามและหาคำตอบ ไปจนถึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมถึงแสดงออกทางความคิดเห็นต่อเรื่องอ่อนไหวในสังคมได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศศึกษา การคุกคามทางเพศ ท้องไม่พร้อม อนามัยเจริญพันธุ์ การหย่าร้าง การกลั่นแกล้งรังแก ความหลากหลายทางเพศ ไปจนถึงความตาย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการสร้างความคิดแบบ Critical Thinking ให้เยาวชน

“ทำไมมันถึงจะพูดไม่ได้ล่ะ ทำไมเราถึงหาคำตอบไม่ได้ เราก็เลยต้องทำสื่อแล้วกันที่จะช่วยให้เขา เอ๊ะ อ๋อ ให้สิ่งที่เขาตั้งคำถามกับมัน”

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

01

หิ่งห้อยถือกำเนิด

“รวงเป็นเด็กต่างจังหวัดค่ะ เป็นเด็กจังหวัดนครศรีธรรมราช พ่อกับแม่เป็นครู แล้วเขาก็คงจะเห็นระบบการศึกษาว่าการศึกษามันมีหลากหลายมาก เขาอ่านหนังสือการเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยนู้นแล้ว เราก็เลยเป็นเด็กที่ทำทุกอย่างได้แล้วไปโรงเรียน” เธอเริ่มต้นเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอตั้งแต่ต้น 

“เราชอบอ่านหนังสือ และที่บ้านจะพาไปร้านหนังสือทุกๆ เดือน เราเองก็ชอบอยู่ในห้องสมุด เป็นหนอนหนังสือเลย ได้อ่านหนังสือพวก หลายชีวิต ของคึกฤทธิ์ ปราโมช หรืออะไรแปลกๆ ตั้งแต่ประถม พอมัธยมก็อ่านงานของ อัลแบร์ กามูว์ แบบหนักๆ แล้ว เราก็เลยไม่ค่อยอินกับระบบโรงเรียนมาก เป็นเด็กที่ค่อนข้างประหลาดเหมือนกัน”

เธอบอกกับเราว่า เธอเป็นเด็กที่ครูมักจะมองว่าเป็นเด็กดื้อ

“ครูเขาพูดกับเราไม่ดีและคุกคามเราด้วย ทุกครั้งที่เราเข้าห้องเรียน เราจะถูกด่า เขาเคยพูดกับเราว่า พฤติกรรมแบบนี้คือพ่อแม่ไม่สั่งสอน เราก็จะยิ่งเจ็บ แต่สำหรับมุมเรา พ่อแม่เราเขาสอนดี แต่ที่เราเป็นแบบนี้เพราะเราเป็นเอง จากนั้นเราก็เลยไม่ไปโรงเรียนเลยสามเดือน แม่ก็คงเห็นแหละว่าเราไม่ค่อยโอเค ระหว่างสามเดือนนั้นเราก็ไปห้องสมุด ไปพิพิธภัณฑ์ ไปวัด ไปดูต้นไม้ แล้วมันก็ทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องเชื่อมั่นในตัวของเรา ว่าเราไม่ได้เกเร จนพี่ชายเข้าไปที่โรงเรียนแล้วก็ดูว่ามันเกิดอะไรกับน้อง พอพี่เขาเห็นความรุนแรงแบบนั้นจริง เขาก็เลยให้เราย้ายโรงเรียน ซึ่งตามหลักอำนาจนิยม เราจะเห็นว่าครูหรือผู้ใหญ่กดขี่เรามากแค่ไหน” หลังจากนั้นเธอจึงไม่เชื่อมั่นในการเรียนในโรงเรียนอีก

จากนั้นเธอก็เริ่มมีคำถามกับตัวเอง 

“แล้วเราเป็นคนที่แอบชอบผู้หญิงด้วย แล้วก็แอบชอบผู้ชายด้วย มันก็เกิดคำถามว่า ‘แล้วเราเป็นอะไรวะ’ แล้วยุคนั้นมันไม่ได้มีอะไรที่จะบอกเราได้เลย ในสังคมจะบอกว่ามีแค่กะเทย มีทอม ก็มีแค่นั้นอะ แล้วเราเป็นอะไรล่ะ เราไม่เข้าใจในสิ่งที่เราเป็น เราก็เลยเข้าไปในหาข้อมูลเองตามเว็บไซต์ต่างๆ สมัยนั้น”

และเป็นอีกครั้งที่เธอพบกับเหตุการณ์ที่ทำให้เธอตั้งคำถามสำคัญกับตัวเอง แต่เช่นเคยที่คำถามไม่เคยได้รับคำตอบสร้างปมความเจ็บปวดทางจิตใจกับเธอมาจนถึงปัจจุบัน

“ตอนเราอายุสิบสอง พ่อเราเสีย คืนนั้นทุกคนไปโรงพยาบาลกันหมด ส่วนเราไปในเช้าวันที่พ่อกำลังจะเสียแล้ว ผู้ใหญ่คนอื่นไม่ให้เราออกไปข้างนอก แล้วจะให้เราทำยังไงล่ะ ในเมื่อพ่อเราตาย แล้วเราก็เห็นว่าเราต้องย้ายบ้านนะ แล้วก็เห็นคนมาจีบแม่เรา เราเห็นความเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ซึ่งผู้ใหญ่ไม่กล้าพูดเลยว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเราต้องใส่ชุดดำร้อยวัน เหมือนต้องอยู่กับความทุกข์หรือสีดำในแบบที่เขาบอก เราก็สงสัยว่ามันจะเปลี่ยนไปในด้านไหน เด็กอายุสิบสองมันไม่เหมือนเด็กอายุห้าขวบ ในเรื่องของการรับรู้ทางความตาย แต่ผู้ใหญ่คนไทยก็ชอบบอกว่า เขาขึ้นสวรรค์ หรือว่า เดี๋ยวเขาก็กลับมา ซึ่งมันเจ็บปวดมาก เราก็รู้แล้วแหละว่าพ่อตาย แต่ว่าเราจะทำความเข้าใจยังไงว่ามันจะต้องก้าวต่อไปนะ” 

และเพราะการที่เธอชอบอ่านหนังสือยากๆ ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ทำให้เธอเริ่มเข้าใจว่าเธอเองก็ทำหนังสือได้ เพื่อที่จะสื่อสารเรื่องราวที่ผู้ใหญ่มักไม่พูดกันโดยตรง อย่างเรื่องของความตายหรือความเจ็บป่วยทางด้านจิตใจ

“เพราะบางครั้งคำพูดของผู้ใหญ่ เขาก็มีเรื่องที่ไม่พูดตรงไปตรงมา มันไม่ชัด ทำให้เราสงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่ เราก็เลยอยากเป็นนักเขียนหนังสือเด็กตั้งแต่ตอนนั้น” 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

02

หิ่งห้อยสร้างสรรค์

เมื่อรวงทัพพ์เรียนจบจากสาขาวรรณกรรมสำหรับเด็ก เธอได้มีโอกาสไปทำงานตามสำนักพิมพ์ มูลนิธิต่างๆ และเห็นว่ามีหลายประเด็นที่ไม่เคยได้รับการพูดถึง

 “พอเวลาเราเจอเด็กในพื้นที่จริง แล้วเด็กบอกว่าเด็กถูกล่วงละเมิด ความรู้หรือข้อมูลที่มันปิด มันไม่พอที่จะช่วยเขาเลย ปกติสื่อจะเสนอแค่สิ่งที่เขาอยากให้เห็น แต่ว่ามันมีอะไรอีกมากที่ไม่ได้พูดออกไป อย่างตอนนี้มีสื่อทางเลือกเยอะมาก ที่ทำให้คนตั้งคำถามว่าชีวิตเราเป็นแบบนี้จริงไหม แต่เราเห็นว่ามันไม่มีพื้นที่ให้เด็กได้รู้ข้อมูลพวกนี้เลย

“อีกอย่างคือที่ไทยไม่มีหนังสือที่พูดถึงความตายมากกับเด็กๆ ทั้งที่ในต่างประเทศ เราเห็นว่าเขามีสื่อในรูปแบบของนิทานเด็กที่อธิบายเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง นี่เกี่ยวข้องกับประจำเดือนนะ หรือถ้าที่อินเดียจะมี Do and Don’t ด้วยซ้ำ แต่ที่ไทยเหมือนเราทำให้เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนห้ามพูด แล้วไปหาความรู้เอาเอง ซึ่งมันผิดมาก 

 “ตอนเราทำงานมูลนิธิในส่วนของการพัฒนาหนังสือเด็ก เวลาเราลงพื้นที่ เราก็จะเห็นเด็กที่ครอบครัวแตกแยก แล้วไม่มีใครลงไปคุยกับเขาเลย เรื่องเพศ เรื่องทำแท้งปลอดภัย เรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิของเขาโดยตรง เราเลยรู้สึกว่า เราจะทำงานแบบนี้ ในระบบที่มันไม่มีสื่อแบบนี้ได้หรอ ก็เลยสอบชิงทุนไปเรียนที่อินเดีย ซึ่งเป็นการเรียนหนึ่งปีที่ไม่มีวุฒินะ เป็นการเรียนเพื่อเรียนอย่างเดียว

“คนก่อตั้งคือ ซาเบรีย เทนเบอร์เกน ผู้หญิงตาบอดผู้ก่อตั้งโรงเรียนให้เด็กตาบอดที่ธิเบต เป็นหนึ่งในผู้เข้าชิงรางวัลโนเบล ผู้หญิงคนนี้เป็นเมนเทอร์ของเรา แล้วเขาก็เข้าใจความซับซ้อนของเราด้วย เพราะเขาเป็น Queer เราเพิ่งไปเข้าใจตอนนั้นเองว่าเราเป็น Queer ตอนที่เราต้องติ๊กว่าเราเป็นเพศอะไร มันก็จะมีหญิง ชาย แล้วก็อื่นๆ ใช่ไหมคะ โรงเรียนก็จะมีแพลตฟอร์มให้เราเลือก เห้ย เราเป็นอื่นๆ ได้ด้วย”

เธอเล่าถึงตอนที่เธอสัมผัสถึงปัญหาผ่านสังคมต่างประเทศในอีกมุมที่น่าสนใจ 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

“ก่อนหน้าที่เราจะไปอินเดีย เราได้ไปยูกันดา โปแลนด์ เยอรมนี เพราะว่าเราเจอเพื่อนบางคนที่เขาพาเราไปทางนั้น เราก็เลยได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น อย่างตอนที่เราไปเยอรมนีช่วงที่มีผู้ลี้ภัยหนีสงครามมา ช่วงนั้นเราเห็นว่าเขามีนิทรรศการเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยในห้องสมุดเด็ก ซึ่งมันเป็นประเด็นที่เราไม่พูด เช่นเรื่องชาวโรฮีนจา เราจะไม่พูด เราจะไม่สนใจ แต่ที่นั่นเขาพูด

“หรืออย่างโปแลนด์ ที่เราเห็นคือเขาค่อนข้าง Conservative มาก แต่ว่าคนออกมาพูดเรื่องการทำแท้งปลอดภัยกันทั้งเมือง ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย คนแก่ พูดกันทั้งเมือง เห้ย มันก็พูดได้นี่หว่า หรือที่ยูกันดา เขามีโรงเรียนทางเลือกให้คนที่ไม่ได้มีเงินแต่ว่ามีความตั้งใจมาเรียน ก็คล้ายๆ กับที่เราไปเรียนที่อินเดีย คนมีลูกเขาก็นั่งอุ้มลูกไปด้วย นั่งเรียนคอมพิวเตอร์ไปด้วย แล้วมีโปรเจกต์ ทำยังไงให้มีน้ำหรือให้มีพื้นที่ที่ซ่อมรถได้ยี่สิบสี่ชั่วโมง เพราะมันไม่มีน้ำหรือที่ซ่อมรถได้ในที่ทุรกันดาร ซึ่งมันน่าสนใจมาก 

“แล้วพอเราได้ไปเรียน เราก็เห็นปัญหาที่อินเดียเยอะมาก ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิ เกี่ยวกับเพศ มันก็เลยเป็นการเขย่าเราอีกรอบ 

 “เราไม่ต้องอยู่ในระบบการเรียนแบบเดิมอีกแล้วพอเราไปเรียนที่อินเดีย ตอนนั้นเราเลือกเรียนทางด้านศิลปะ เพราะว่าเรามาจากการเขียนและการทำหนังสือเด็ก มันก็พัฒนาเราไป จากตอนแรกที่เราคิดว่าจะทำหนังสือเด็กตอนเรียนจบแต่เราก็เปลี่ยนใจ เพราะว่าลักษณะการเสพสื่อของเด็กเปลี่ยนไป การเข้าถึงที่เป็นอิสระและเป็นออนไลน์มากขึ้น เราเลยคิดกลับมาสร้างสื่อเพื่อเด็กในรูปแบบออนไลน์ดีกว่า”

03

หิ่งห้อยน้อยคลับ

หิ่งห้อยน้อยจึงปรากฏตัวขึ้น ในฐานะของเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊กที่เปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ได้มาพูดคุยกัน และเมื่อเราถามถึงเหตุผลว่าทำไมจะต้องเป็นหิ่งห้อย รวงทัพพ์ก็บอกกับเราว่า

“จริงๆ หิ่งห้อยเป็นเหมือนความลับบางอย่างที่เด็กสงสัย เราคิดว่าหลายคนก็อาจจะชอบมัน แล้วมันก็เป็นเพื่อนของเราได้ในเวลาที่มืดมาก หิ่งห้อยเชื่อมโยงกับเด็กมาก เพราะในความเชื่อของเรา เราคิดว่าเด็กจะเติบโตได้ในสิ่งแวดล้อมที่ดีเท่านั้น หิ่งห้อยก็เหมือนกัน จะเติบโตได้ในดินดี น้ำดี อากาศดี อีกอย่างมันไม่ได้สว่างตลอด มีตอนที่มันมืดด้วย ก็เลยเลือกใช้หิ่งห้อยแทนความสงสัยของเด็กๆ ด้วย

“ที่ไทยไม่มีเว็บไซต์ให้เด็กนะ แล้วเราก็รู้แหละว่าเว็บไซต์จะไม่ได้ฮิตมาก แต่ว่าเว็บไซต์ของเราพิเศษตรงที่เด็กเข้ามาแล้วสามารถไปตั้งแอคเคาต์นิรนาม เพื่อถามเรื่องที่เขาสนใจได้

“การออกแบบก็คือชื่อว่าหิ่งห้อยน้อยคลับ เป็นภาพต้นไม้ที่เกาะกลางน้ำ ซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ว่าจะไม่มีใครตามเขาเข้าไปได้ เราจะพูดอะไรก็ได้ แล้วพวกเขาก็อยู่ด้วยกันในนั้นได้ ต่อมาก็จะมีหอประกายข่าว เป็นพื้นที่บอกข่าวว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้างในเชิงเรื่องต้องห้ามต่างๆ อย่างเรื่องเพศหรือเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็จะมีพื้นที่บอร์ดรวมให้เขามาคุยกัน ส่วนที่อธิบายเกี่ยวกับเราว่าเราทำงานอะไร แล้วก็ในส่วนของมีนโยบายด้วย”

หากถามว่าแล้วในประเด็นต้องห้ามทั้งหลาย มีเรื่องอะไรบ้างที่เด็กๆ สนใจ เราก็พบคำตอบ 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

“เรื่องที่เด็กเขาสนใจเยอะที่สุดคือเรื่องการบูลลี่ นอกจากนี้ก็มีเรื่องเพศ เรื่องประจำเดือนด้วย ซึ่งเรื่องเหล่านี้มันไม่ใช่การส่งเสริมเรื่องจริยธรรมอะไร เพียงแต่เรามองว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติมากที่ควรพูดถึงได้

“เราเลยพยายามจะสร้างให้สื่อของเรา เพื่อใช้อธิบายแทนคำพูดที่เราจะพูดไปตรงๆ อย่างเช่นเราทำเพลงที่พูดถึงคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว ที่ต้องรับมือกับลูกที่เมนส์มาครั้งแรก คือเราก็จะเข้าไปแทนใจของผู้ปกครองด้วย แล้วก็แทนใจของเด็กด้วย หลายคนก็บอกว่าดูแล้วร้องไห้นะ เพราะว่าตอนเด็กๆ เขาอยู่กับพ่อที่เลิกกับแม่ แล้วตอนที่เขาเมนส์มา เขาก็ไม่กล้าบอกพ่อ มันก็เหมือนไปโดนใจคนบางกลุ่ม”

“บางคนเป็นซึมเศร้าที่กำลังรักษาอยู่แต่ไม่รู้ว่าจะคุยกับใคร เขาก็มาคุยกับเรา บางทีก็ตลกมาก ทำการบ้านเลขไม่ถูกเขาก็มาให้เราช่วย หรือว่ามีปัญหาเรื่องเพื่อน เรื่องท้องไม่พร้อม ถ้าเรามีแพลตฟอร์มอื่นที่เราส่งต่อ เราก็จะส่งต่อไปให้เขาดูแลต่อ” 

ด้วยการพัฒนาสื่อจากหนังสือเล่มสู่แอนิเมชันและเพลงเกี่ยวกับประเด็นที่เด็กๆ สงสัย ก็จำเป็นต้องทุ่มทั้งเวลาและกำลัง

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“เราเพิ่งทำงานได้ปีกว่าๆ เอง แล้วเราทำงานคนเดียวค่ะ เปิดเว็บไซต์ คิดรูปแบบ ทำเองหมด ถ้าเรามีแหล่งทุน หรือว่ามีบุคลากรที่เข้าใจในงานนี้ มันก็จะไปเร็วกว่านี้ แต่ว่าเนื่องจากเวลาด้วย แล้วก็ COVID-19 ด้วย ทำให้เรายังไม่ได้โปรโมต และยังไปคุยกับเด็กๆ ที่โรงเรียนไม่ได้ว่าเว็บไซต์เราใช้งานยังไง ตอนนี้ในเฟซบุ๊กเลยได้รับการตอบรับจากเด็กเป็นส่วนมาก ก็น่าสนใจที่เด็กเลือกจะมาคุยกับเราในข้อความจริงๆ ดังนั้นการทำงานที่เราทำอยู่จะไม่เหมือนงานเด็กนะ มันเป็นงานสิทธิและงานสื่อที่เอามารวมกันมากกว่า”

“เราเรียกตัวเองว่าเป็น Artivist นะ เราคือศิลปินที่ใช้ศิลปะมาเพื่อทำงานเชิง Action ที่จะช่วยเหลือเด็กๆ ในเรื่องสิทธิ มันอธิบายความเป็นเราได้ดีกว่าการบอกว่าเราเป็นนักกิจกรรม เพราะนักกิจกรรมอาจจะต้องพูดเร็วๆ 

ถ้าเทียบกับพริก 5 สี เธอบอกว่าหิ่งห้อยน้อยจะเป็นพริกสีม่วงที่ต่างจากพริกสีอื่นๆ

“Kanthari แปลว่าพริกขี้หนูที่มันเผ็ดร้อน มีห้าสี สีเขียว สีเหลือง สีส้ม สีแดง แล้วก็สีม่วง เราเป็นสีม่วง เป็นคันธารีที่ทำงานศิลปะ เราจะเป็นสีประหลาดๆ ขึ้นมาให้มันต่างจากสีพริกทั่วไป งานที่เราทำก็เลยเป็นงานศิลปะ เป็นเพลง แอนิเมชัน ที่ใช้เวลาหน่อย ใช้ความร่วมมือของศิลปินมาทำ”

นอกจากการขับเคลื่อนบนแพลตฟอร์มออนไลน์แล้ว เธอยังลงพื้นที่เพื่อไปช่วยเหลือเด็กๆ ในพื้นที่จริงอีกด้วย 

“ช่วง COVID-19 ที่เราก็ลงพื้นที่ เราพยายามขยายเรื่องผ้าอนามัย เพราะว่ามันจำเป็นจริงๆ ถ้าไม่ทำ คนที่ได้รับผลกระทบก็จะไม่ได้รับการช่วยเหลือ อย่างเรื่องถุงยังชีพหลายใบก็ไม่ได้ใส่ผ้าอนามัยใช่ไหมคะ เราก็เลยลงพื้นที่ให้เห็นเลยว่า ถ้าเขาไม่มีผ้าอนามัย เขาไปเอาข้าวแจกไม่ได้นะ

“อย่างเราเจอเคสในคลองเตย ที่เขาออกไปเอาข้าวตามจุดแจกไม่ได้ เพราะว่าเขาเมนส์มาแล้วเขาไม่มีผ้าอนามัย ซึ่งถ้าเราถามหลายคนในช่วงนั้น เขาก็จะบอกว่าเขาใช้ทิชชู ใช้กระดาษแทนผ้าอนามัย คือเขาไม่มีจริงๆ เพราะช่วง COVID-19 เป็นช่วงที่ล็อกดาวน์ หลายคนไม่มีงานทำ เราก็เลยขอรับบริจาคผ้าอนามัย เพื่อเปลี่ยนความคิดเขาว่ามันจำเป็นนะ ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีคนส่งมาและเราก็ยังขอรับอยู่ พอเราได้รับมาเราก็จะส่งต่อ ให้กลุ่มผู้หญิงบริการ หรือว่ากลุ่มเด็กที่ต้องการต่อไป 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“แล้วก็มีเรื่องเพศในม็อบ เราร่วมกับผู้หญิงปลดแอกเพื่อขยายเรื่องนี้ เพราะเรารู้สึกว่าที่เด็กออกมาเรียกร้อง คือเรื่องที่เด็กอยากจะพูด มีเด็กคนหนึ่งเขามาบอกว่าเขาเป็นเกย์ แล้วเขาโดนครูผู้ชายจับก้น แต่พอเขาไปบอก ผอ. เขาก็บอกว่าเขารู้แล้ว แต่ไม่ทำอะไร ไม่สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น นั่นเลยเป็นสาเหตุที่เขาออกมาเคลื่อนไหว นี่คือความจริงของเด็กที่พูดไม่ได้

“เพราะว่าหลายคนอาจไม่เข้าใจว่า สิทธิเด็กคือสิทธิมนุษยชน แล้วไม่เข้าใจว่าเด็กที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องคือนักกิจกรรมเด็ก กฎหมายไทยไม่ได้ปกป้องหรือไม่ได้ทำงานลงมาถึงนักกิจกรรมเด็ก” 

“ในส่วนที่เราช่วยได้ คือเราช่วยทำเป็นงานศิลปะให้ได้ แต่ถ้าเราพูดแบบตรงๆ เลย เด็กจะมีความรู้สึกว่าถูกคุกคาม เราเลยทำยังไงให้สันติมากที่สุด ซึ่งงานนี้ก็ต้องคุยกับนักสันติวิธี ว่าจะทำยังไงให้ศิลปินผลิตผลงานที่ไม่ผลิตซ้ำความรุนแรง เพราะว่าภาพบางภาพที่อยู่ในช่วงนี้มันก็รุนแรงมาก แล้วมันก็จะสร้างความบอบช้ำทางจิตใจซ้ำกับเด็กอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งยากและท้าทายมาก” 

04

หิ่งห้อยกับเรื่องต้องห้าม

“เพราะว่าความจริงมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราต้องเผชิญ หลายคนอาจบอกว่าเด็กเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ แต่พอเราโตมาแล้วเราจะรู้สึกว่าเราไม่ได้บริสุทธิ์หรอก เราเรียนรู้เยอะมากด้วยศักยภาพของเราเอง แล้วอีกอย่างคือมนุษย์เกิดมาด้วยความสงสัยอยู่แล้ว ความจริงจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ที่เราจะต้องสงสัยได้ เราก็คิดว่าเราอยากทำให้เขาได้รู้ บางทีก็ความจริงนั้นอาจจะเจ็บบ้าง แต่มันก็คือความจริง” 

หลายครั้งเรื่องต้องห้ามพูดถึง ส่วนหนึ่งคือเรื่องที่เรากลัวเมื่อต้องพูด

“จริงๆ เด็กๆ ไม่ได้กลัวนะคะ แต่เขาถูกหล่อหลอมให้กลัวมากกว่า อย่างหลานสาวเนี่ยเขาฟันน้ำนมจะหลุด นี่คือความเจ็บปวดทางด้านร่างกายนะ แล้วบ้านเรามีแต่ให้โยนฟันขึ้นไปข้างบน แต่มันก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้เด็กรู้สึกผ่อนคลายได้เลย ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราก็เลยเขียนนิทานกลอนอันหนึ่งให้เขาถอนฟันเองได้ บอกเขาว่ามันจะเจ็บแป๊บเดียว แล้วฟันมันก็จะงอกขึ้นมาใหม่นะ

“ทุกครั้งพอเขาถอนฟันเอง เขาก็จะเก็บใส่กล่อง แล้วเขาบอกว่าหนูอยากเป็นหมอฟัน เรารู้สึกดีที่มันเกิดขึ้น เพราะเราเห็นว่าเขาไม่กลัวกับความเจ็บปวดที่มันต้องเกิด” 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“เราควรคุยกันค่ะ เพราะว่าเรามาจากยุคที่ไม่เหมือนกัน มันมีหนังสือที่น่าสนใจเรื่อง Walden Pond ของเฮนรี เดวิด ธอโร (Henry David Thoreau) พูดประมาณว่า คุณเป็นผู้ใหญ่ คุณบอกไม่ได้หรอกว่าสิ่งนี้มันจะถูกและดีด้วยวิธีการนี้เสมอไป เพราะเรามาจากฐานยุคหรือฐานของประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกันเลย เราสอนกันไม่ได้ สิ่งที่คุณทำได้คือการที่คุณคอยซัพพอร์ตเขา 

“เราเลยอยากเป็นคนซัพพอร์ตเด็ก แต่เราจะไม่บอกว่านี่คือถูก นี่คือผิด เราพูดไม่ได้ เพราะเขาเลือกเองได้ เขาคิดเองได้ คุณก็คิดเองได้ ทุกคนคิดเองได้ ของที่อยู่ในหัว ใครจะมาบงการไม่ได้เลย แต่ตอนนี้ เหมือนคนเรากำลังเจาะดูในหัว ว่า เห้ย นี่ผิดนะ เอาความคิดมาตัดสินกัน”

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

05

หิ่งห้อยในอนาคต

เมื่อพูดถึงโปรเจกต์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไปของหิ่งห้อยน้อย

“เรากำลังมีโปรเจกต์หนึ่งที่น่าจะออกช่วงวันเด็กปีหน้าค่ะ เราอยากทำงานอาร์ตจากเรื่องราวของเด็กๆ ที่พูดถึงความทุกข์ของเด็กไทยประมาณสามสิบภาพ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เรามี แล้วก็จะจัดนิทรรศการจริงให้มันอยู่ในชีวิตประจำวันได้ นี่คือสิ่งที่เราจะทำต่อไป”

การได้พบปะกับหิ่งห้อยน้อยตัวเป็นๆ ในปัจจุบัน เธอก็บอกว่าเห็นความเปลี่ยนแปลงของเด็กๆ หลายคนที่กล้าออกมาตั้งคำถามกันมากขึ้น

“เราไม่ได้จะบอกว่าเด็กเดี๋ยวนี้เก่งขึ้นนะ เราคิดว่าเด็กจริงๆ เป็นแบบนี้ แต่เราต่างหากที่ไม่ถูกทำให้พัฒนาต่อยอดไป เหมือนถูกกดไว้ ไม่ถูกสอนให้ตั้งคำถาม เราเห็นความแตกต่างเลยนะเวลาเข้าไปในโรงเรียนในเมือง เด็กจะไม่กล้าพูด ไม่มียกมือเลย ถ้าเราไปโรงเรียนการศึกษาทางเลือก เราจะพบว่าเขาแย่งกันพูดเลย ถามกันไม่หยุด”

นี่จึงเป็นเหตุผลที่อยากให้เด็กๆ เริ่มต้นตั้งคำถาม

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“อยากให้เขาเริ่มตั้งคำถามค่ะ อาจจะเริ่มกับชีวิตตัวเองก่อนก็ได้ ว่าอยากได้อะไร หรือถ้าไม่อยากได้อะไรก็ปฏิเสธได้ แล้วก็หาความสุขให้กับตัวเอง ข้างในเรามันถามอยู่ตลอดเวลา มันไม่กลัวที่จะถาม หาคำตอบให้ตัวเอง เรื่องที่พูดไม่ได้อย่างตรงไปตรงมา”

“สังคมตอนนี้เราว่าก็เริ่มเห็นอะไรที่เป็นทิศทางของการตั้งคำถามมากขึ้น แล้วก็มีการเขย่ากันเยอะ ดังนั้นมันจะมีการสั่นมาก สังคมที่เราอยากเห็นคือสังคมที่มีพื้นที่ให้กับทุกคน ให้ทุกคนได้เป็นตัวของตัวเองได้ ได้มีความภูมิใจ ว่าสิ่งที่ตัวเองคิดและเชื่อจะมีพื้นที่ให้เขาแน่นอน ทั้งในการแสดงความคิดหรือการดำเนินชีวิต เราก็อยากเป็นสื่อทางเลือกหนึ่ง 

“ตอนนี้เราว่าถ้าผู้ใหญ่คิดว่าเด็กเป็นส่วนหนึ่งของประชาชน เราเชื่อว่าผู้ใหญ่ก็ได้พลังเยอะนะที่จะพัฒนาประเทศนี้ ทุกคนก็ทำงานกันอยู่ เด็กเองก็กำลังทำงานของเขาอยู่เหมือนกัน” เธอบอกเราทิ้งท้ายก่อนที่บทสนทนาจะจบลง

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load