22 พฤษภาคม 2563
6 PAGES
11 K

The Cloud x ไทยประกันชีวิต
แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

จุดหมายปลายทางของเราในวันนี้ คือหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดบึงกาฬ ที่แทบจะเรียกได้ว่าอยู่ไกลออกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือที่สุดของประเทศ

ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน จังหวัดบึงกาฬในวันวานยังถือเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดหนองคาย ภาพบ้านเกิดที่แจ่มชัดในความทรงจำ คือมวลไม้สีเขียวสุดลูกหูลูกตาที่ห้อมล้อมหมู่บ้านเอาไว้ 

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“ผมโตมากับความงดงามที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งใดๆ เดินไปทางไหนก็เจอนกร้อง เดินไปทางไหนก็มีพืชผลให้เก็บกิน พูดให้เห็นภาพก็คือบ้านนอกนั่นแหละ” ขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ ฟู้ดสไตลิสต์ระดับแนวหน้าของไทย ผู้มีถิ่นฐานบ้านเกิดที่นี่เริ่มต้นเล่า

ในวัยกลางคน ขาบตัดสินใจกลับสู่ที่ที่เขาจากมา โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านอาหารท้องถิ่นและความเข้าใจเรื่องงานพัฒนาชุมชน จากการเป็นอาสาสมัครมูลนิธิโครงการหลวง ที่เขาทำงานร่วมกับเกษตรกรทางภาคเหนือมากว่า 10 ปี มาพัฒนาบ้านเกิด

เรียกได้ว่าเขาคือ ‘นวัตกรชุมชน’ ผู้ตั้งใจพัฒนาชุมชนในทุกด้านไปพร้อมกันอย่างบูรณาการ ทั้งด้านเศรษฐกิจ เกษตรกรรม สังคม พร้อมไปกับการสืบทอดอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมแบบอีสานดั้งเดิม โดยใช้ศาสตร์ในด้านอาหารและศิลปะที่เขาเชี่ยวชาญ

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

โดยการพัฒนาชุมชนบ้านเกิดของขาบ เริ่มต้นที่ ‘พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต’ เรือนอีสานโบราณอายุกว่า 70 ปีที่ได้รับการบูรณะอย่างประณีต จนทุกวันนี้กลายเป็นศูนย์กลางการแผ่ขยายความยั่งยืนของชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ และยังเป็นต้นแบบให้คนอีกมากมายเดินทางมาเรียนรู้โมเดลการพัฒนาชุมชนแบบนวัตวิถี ที่การพัฒนางอกงามไปพร้อมกับการอนุรักษ์

เมื่อปีที่แล้วเขาพาจังหวัดบึงกาฬคว้ากูมองต์ อะวอร์ด (Gourmand Awards) ณ ประเทศฝรั่งเศส รางวัลเกียรติยศที่คนแวดวงอาหารทั่วโลกต่างให้การยอมรับ หรือที่รู้จักกันในชื่อรางวัลออสการ์อาหารโลก จากการนำเสนอความรุ่มรวยของวัฒนธรรมการกินพื้นถิ่นอีสานในหนังสือ Local Food BUENGKAN ซึ่งพื้นที่ห่างไกลแห่งนี้คือแหล่งของ Great Mekong Food และพิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิตก็ได้รับรางวัลในประเภทสาขาสถาบันเพื่อสาธารณะ (Institutions) จากเวทีนี้ด้วยเช่นกัน 

“จงทำในสิ่งที่คุณเชี่ยวชาญ ทำในสิ่งที่คุณทำได้” ขาบย้ำกับเราตลอดบทสนทนา แล้วสิ่งเล็กๆ ที่คุณทำ จะขยายเป็นโครงข่ายการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่อย่างที่คุณเองก็อาจคิดไม่ถึงทีเดียว

01

อีสานในความทรงจำ

“หมู่บ้านที่ผมเติบโตมา ประกอบไปด้วยบ้านเรือนแค่สี่สิบห้าหลังคาเรือนเท่านั้น 

“หมู่บ้านผมตั้งอยู่บนที่ดอนแปลว่าน้ำท่วมไม่ถึง ล้อมรอบด้วยนาข้าว ดังนั้นตอนหน้าฝน ที่นี่จะมีทัศนียภาพงดงามมาก เพราะมองเห็นฟ้าครามสะท้อนน้ำในทุ่งนา เว้นเพียงแค่หย่อมเขียวหย่อมน้อย ซึ่งก็คือหมู่บ้านที่ไม่สามารถขยับขยายไปมากกว่าสี่สิบห้าหลังคาเรือน เพราะที่ดอนมีขนาดเพียงเท่านี้ สวยงามเหมือนภาพฝันในความทรงจำ

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“ชาวบ้านที่นี่มีที่นาสำหรับปลูกข้าวไว้กิน นอกจากนี้ยังมีห้วย หนอง คลอง บึง และเรือกสวนไร่นาแบบผสมผสาน เกษตรกรรมมาจากวิถีชีวิตนี้ ในการดำรงชีวิต เราแทบไม่ต้องซื้อหาอะไรเลย เพราะอยู่อย่างพึ่งพิงธรรมชาติ โดยมีความพอเพียงเป็นพื้นหลัง ตั้งแต่อดีตจนถึงเมื่อแปดปีที่แล้ว”

เมื่อพื้นที่บริเวณนี้ถูกประกาศให้เป็นจังหวัดใหม่แห่งล่าสุดของประเทศไทย การพัฒนาและความเปลี่ยนแปลงก็หลั่งไหลเข้ามา ขาบบอกว่าชาวบ้านถูกชักชวนให้ปลูกยางพารา ซึ่งเหมือนจะดีในแง่เศรษฐกิจช่วง 3 – 4 ปีแรก แต่หลังจากนั้นกลับไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดหวัง นอกจากเรื่องรายได้ การเปลี่ยนแปลงนี้ยังกระทบคุณภาพชีวิต

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“เมื่อก่อนชาวบ้านทำนา เวลาว่างก็มีอาชีพเสริมโดยการนำต้นคล้า พืชท้องถิ่นที่ขึ้นรอบหมู่บ้านมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ส่งขาย โดยเฉพาะกระติ๊บข้าวเหนียว ภาพที่ผมเห็นจนชินตาคือปฏิสัมพันธ์ของชาวบ้านระหว่างสานคล้าที่พูดคุยเล่นกันไป ทำงานกันไปด้วย ทำให้ชุมชนเหนียวแน่นเข้มแข็งและมีชีวิตชีวา

“พอเปลี่ยนมาปลูกยางพารา วิถีชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย ชาวบ้านต้องตื่นตั้งแต่ตีสามเพื่อไปกรีดยางแต่เช้ามืด หลังกรีดยางเสร็จ สายๆ ทุกคนแยกย้ายไปนอนเอาแรงจนถึงบ่ายแก่ๆ จากหมู่บ้านที่เคยคึกคักเปลี่ยนเป็นเงียบเชียบ เหมือนเมืองร้าง ไม่มีคน ไม่มีกิจกรรม ความสุนทรีย์ในชีวิตค่อยๆ หายไป” ขาบเอ่ยขึ้นช้าๆ

02

ต่อจิ๊กซอว์ชีวิต

“ผมเรียนชั้นประถมที่บ้านนอก พอโตขึ้นก็เข้ามาเรียนในตัวอำเภอและจังหวัดตามลำดับ ที่ต้องเข้ามาเรียนในเมือง เพราะที่ชนบทในสมัยนั้น อนาคตโอกาสทางการศึกษาถือว่าน้อยกว่าในเมืองมาก จึงแล้วแต่ว่าครอบครัวไหนมองเห็นและให้ความสำคัญกับเรื่องโอกาสทางการศึกษา ก็ต้องแลกกับการส่งลูกเข้ามาเรียนในเมือง”

ขาบรู้ตัวมาตลอดว่าชอบงานด้านศิลปะ แต่เพราะตอนนั้นไม่รู้ว่ามันคืออะไร และควรต่อยอดไปทางด้านไหน เขาจึงเลือกเรียนบริหารการตลาด และจบปริญญาตรีได้ภายในสามปี “ผมเรียนมหาวิทยาลัยเปิด ใครมีความมุ่งมั่น ก็ขยันเก็บหน่วยกิตเอา เผอิญผมเป็นคนรักเรียน และตระหนักอยู่เสมอว่านี่คือโอกาสทางการศึกษา

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“เมื่อมีเวลาว่างพอจัดสรรได้ ผมก็ทำอยู่สองอย่างคืองานจิตอาสาและเข้าร้านหนังสือ โดยเฉพาะหนังสืออาหารต่างประเทศที่มีการจัดเรียงภาพสวยงาม ประณีตและแปลกใหม่ โดยในหนังสือแต่ละเล่มจะมีรายละเอียดเขียนไว้เลยว่า เรื่อง ภาพถ่ายและฟู้ดสไตลิ่ง (Food Styling) โดยใคร ผมไม่รู้จักคำว่าฟู้ดสไตลิสต์ (Food Stylist) มาก่อน แต่เห็นเท่านั้นก็จับได้ทันทีว่ามันคืออาชีพ

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต
สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“ตั้งแต่เล็กแถวหมู่บ้านเป็นชุมชนอินโดจีน ผมวิ่งเล่นโตมากับเพื่อนคนไทย ลาว เวียด ทำให้ได้คลุกคลีกับอาหารพื้นถิ่นหลายที่มา เรื่องอาหารจึงอยู่ในสายเลือด ประกอบกับความชอบในศิลปะ พอได้เห็นหนังสืออาหารต่างประเทศเหล่านั้น มันจึงเป็นแรงบันดาลใจมหาศาลให้ผมอยากฝึกฝนด้านฟู้ดสไตลิ่ง แต่เพราะไม่มีโอกาสได้เรียนศิลปะมาโดยตรง ฉะนั้นหนังสือคือครู ผมเปิดดูหนังสือเยอะมากนับไม่ถ้วน”

แต่นั่นก็ไม่เพียงพอ ความรู้ต้องมาพร้อมการฝึกฝนด้วย ขาบเริ่มหิ้วตะกร้าไปจ่ายตลาดทุกวันหยุด เขารื้อฟื้นการปรุงอาหารเวียดนามกับอาหารลาว ไปพร้อมๆ กับการหัดทำฟู้ดสไตลิ่งแบบฝรั่งตามที่เห็นในหนังสือ

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

 “ปรุงเอง จัดสไตลิ่งเอง ถ่ายรูปเอง กินเอง อร่อยบ้าง ไม่อร่อยบ้าง แต่พอมันเข้าที่เข้าทาง จะเหมือนเวลาต่อจิ๊กซอว์แล้วลงล็อก เราอยากค้นหา อยากทำมันต่อไปเรื่อยๆ” เขาเอ่ยยิ้มๆ 

03

รู้จักวัตถุดิบ รู้จักตัวเอง

“บุคคลที่ผมให้ความเคารพและชื่นชมคือ ครูโต-หม่อมหลวงจิราธร จิรประวัติ ท่านเป็นฟู้ดสไตลิสต์ที่มีผลงานมากมาย วันหนึ่งมีโอกาสเจอครูโตโดยบังเอิญ ผมเลยเดินเข้าไปสวัสดีและแนะนำตัวเพื่อขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ ครูโตคงเห็นว่าเจ้าคนนี้ดูมีความตั้งใจใสซื่อ เลยให้โอกาสรับเป็นลูกศิษย์ หลังจากนั้นเวลาครูโตมีงาน ท่านก็จะให้ผมติดสอยห้อยตามไปด้วย ผมจึงเรียนรู้จากการสังเกตและจดจำคำครูโต

“ท่านสอนทุกอย่างตั้งแต่ความรู้ทางศิลปะ เทคนิคในการทำงาน ไปจนถึงการใช้ชีวิต กระบวนการเรียนการสอนกับครูโตเน้นที่ลงมือทำ ท่านปล่อยให้ผมทำและอธิบายอย่างละเอียดหลังจบงานว่าต้องเสริมหรือปรับปรุงในส่วนไหนบ้าง ความเคี่ยวกรำทำให้ผมเก่งขึ้น ครูโตคือผู้ให้ที่มอบโอกาสให้ชีวิต ท่านคือครูที่ดีที่สุดสำหรับผม”

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

ขาบอธิบายว่า หลักของคำว่าฟู้ดสไตลิ่ง อย่างแรกต้องเข้าใจวัตถุดิบ อย่างที่สองต้องเข้าใจธรรมชาติการกินของมนุษย์ และสุดท้ายต้องมีความเข้าใจในองค์ประกอบของศิลปะ เพราะสุดท้ายแล้วชิ้นงานของเราคืออาหาร ดังนั้นมันจะสวยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องอร่อยด้วย

“จานอาหารตรงหน้าจะสวยได้อย่างไร เป็นเรื่องของการจัดองค์ประกอบและการจัดพื้นที่วางคู่สี วัตถุดิบสีนี้ต้องจับคู่กับภาชนะสีอะไร แล้วต้องจัดวางแบบไหน โดยให้ความสำคัญกับอาหารในจานเป็นที่หนึ่ง ของที่อยู่ในจานจะต้องสวยโดดเด่นของออกมาโดยไม่พึ่งพร็อพ บางคนไปให้ความสำคัญกับพร็อพก่อนอาหารในจานก่อนเสียอย่างงั้น”

ทุกวันนี้ ขาบคือฟู้ดสไตลิสต์ชื่อดังที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการอาหารมากว่า 20 ปี มีรางวัลระดับโลกการันตีฝีมือมากมาย ในขณะเดียวกันเขาก็ยังไม่ทิ้งความชอบในการทำงานจิตอาสา ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ขาบเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญผู้ทำงานอาสาสมัครในมูลนิธิโครงการหลวง 

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต
สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“อย่างที่ทราบกันว่ามูลนิธิโครงการหลวงเป็นแหล่งวัตถุดิบชั้นเยี่ยม มีผลิตภัณฑ์คุณภาพดีมากมาย ขายให้ประชาชนในราคาย่อมเยา และที่สำคัญคือมอบองค์ความรู้และสร้างอาชีพเกษตรกรรมยั่งยืนให้คนชนบท โดยเฉพาะชาวเขาที่อยู่บนพื้นที่สูงทางภาคเหนือ ผมต้องขึ้นไปบนดอยต่างๆ เพื่อตามหาวัตถุดิบสำหรับนำมาพัฒนาเป็นอาหารสร้างสรรค์ ทำให้ได้ไปพูดคุยกับเกษตรกรมากมายในพื้นที่

“ผมได้เห็นว่าความยั่งยืนถูกทำให้จับต้องได้อย่างไร โดยหลอมรวมเข้ากับการทำเกษตรกรรม วิถีชีวิตที่เรียบง่ายและการพัฒนาชุมชน แม้พื้นเพผมเป็นคนอีสาน แต่ที่ที่ผมจากมาก็มีบริบทใกล้เคียงกัน ทำให้ผมซึบซับและอินกับเรื่องพวกนี้ พวกเราล้วนซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณและพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของรัชกาลที่ 9

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“ผมเลยคิดไว้ในใจอยู่เสมอว่า วันหนึ่งเมื่อมีความพร้อม เราจะต้องกลับไปพัฒนาความยั่งยืนนี้ที่บ้านเราด้วย เพราะบ้านในความทรงจำของผมนั้นสวยงาม แต่ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ทำให้ทุกวันนี้หมู่บ้านที่เคยมีสีสัน เงียบเหงาและไม่เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เลยตั้งปณิธานไว้ว่าเมื่อถึงวันที่พร้อม ผมจะเป็นคนคนนั้น คนที่กลับบ้านไปต่อยอดภูมิปัญญาให้มีมูลค่าและคุณค่าที่ยั่งยืน”

04

เปลี่ยนบ้านให้เป็นพิพิธภัณฑ์

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว 2 เหตุการณ์สำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนการกระทำของขาบ คือรัชกาลที่ 9 สวรรคตและต่อมาเพียงเดือนเดียวคุณแม่ของเขาจากไป “การสูญเสียบุคคลที่เคารพรักที่สุดในชีวิตพร้อมๆ กัน ทำให้ผมเสียหลักในชีวิตไปเลย พอตั้งสติได้ ค่อยๆ ทบทวนอย่างถี่ถ้วน ก็คิดว่าคงถึงเวลาแล้วที่จะทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้นาน นั่นคือทำอะไรอย่างอย่างให้กับที่ๆ เราเกิดมา และสานต่อพระราชปณิธานในการก่อร่างความยั่งยืนให้ประเทศไทย”

จากส่วนหนึ่งของจังหวัดหนองคาย ทุกวันนี้บ้านเกิดในหมู่บ้านขนาด 45 หลังคาเรือนของขาบ กลายเป็นพื้นที่ตำบลหนองพันทา อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ 

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“ผมสนใจเรื่องนวัตกรรมการท่องเที่ยว เพราะผมอยากฟื้นคืนความสุขสดชื่นของหมู่บ้านให้กลับมา และผมเชื่อว่ามันต้องมีหนทางในการสร้างรายได้ให้ชุมชน จากการนำภูมิปัญญามาต่อยอดและเก็บรักษา มรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าเอาไว้ ตัวผมเองทำงานด้านฟู้ดสไตลิ่ง การสร้างงานศิลปะและการสร้างแบรนด์มานานเป็นสิบๆ ปี ผมจะใช้ทักษะนี้ ทำให้บ้านของผมเป็นชุมชนแห่งการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนให้ได้” 

ครอบครัวสุริยะอุทิศเรือนไทยอีสานโบราณอายุ 70 ปีของครอบครัวให้เป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้แบบดั้งเดิมของชาวอีสานไว้ตามพื้นที่ส่วนต่างๆ ของบ้าน ตั้งแต่เรื่องบ้าน การใช้ชีวิต การปรุงอาหาร การแต่งกาย เชื่อมโยงไปจนถึงวิถีเกษตรกรรมและหัตถกรรมของชุมชน เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสและเรียนรู้วิถีชุมชนของครอบครัวคนชนบทในอดีต ที่เรียกว่า ‘มีชีวิต’ เพราะบ้านหลังนี้ยังคงเป็นที่พำนักของครอบครัวสุริยะ ยังมีการใช้ชีวิตดำเนินไปภายใต้พิพิธภัณฑ์ที่เปิดต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมเยียน

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต
สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

ขาบออกแบบและดูแลการปรับปรุงบ้านด้วยตัวเอง อัตลักษณ์ของบ้านตามแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมถูกเก็บไว้อย่างครบถ้วน และเพิ่มเอกลักษณ์ด้วยการทาสีบานประตูหน้าต่างด้วยสีเขียวสดใส สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ธรรมชาติในพื้นที่ โดยเลือกใช้สีไทยโทนอย่างสีเขียวตั้งแช 

“หัวใจของบ้านคือห้องครัว ผมเติบโต ปลูกฝังความรักอาหารจากก้นครัวแห่งนี้ เราจัดแสดงข้าวของในครัวแบบอีสานชนบทแท้ๆ เอาไว้อย่างสมบูรณ์ มีทั้งชิ้นที่เคยใช้งานจริงและชิ้นที่ยังคงใช้งานอยู่ มีห้องจัดแสดงผ้า ซึ่งเป็นผ้าซิ่นไหมมรดกตกทอดของตระกูลที่ดูแลรักษาเป็นอย่างดีจากรุ่นสู่รุ่นจัดแสดงอยู่ด้วย

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“เอกลักษณ์สำคัญของบ้านไทยอีสาน คือระเบียงบ้านกว้างขวางสำหรับทำกิจกรรมต่างๆ ในครอบครัว พื้นที่ตรงนี้ผมทำงานร่วมกับคนในหมู่บ้าน บริการจัดสำรับทานอาหารและทำพิธีบายศรีให้นักท่องเที่ยว ชุมชนเป็นผู้หุงหาสำรับโดยใช้วัตถุดิบพื้นถิ่นที่ซื้อจากเกษตรกรในพื้นที่ เมื่อมีนักท่องเที่ยว ก็มีเงินหมุนเวียนเข้ามาสู่หมู่บ้าน เราได้อนุรักษ์และสร้างรายได้ไปพร้อมๆ กัน”

05

ชุบชีวิตชุมชนด้วยนวัตวิถี

ขาบบอกว่า พิพิธภัณฑ์คือจุดเริ่มต้นที่จะค่อยๆ ผลักดันให้เกิดกิจกรรมต่างๆ ขึ้นภายในหมู่บ้าน แต่ต้องอาศัยความเข้าใจและความใส่ใจอย่างมาก ทุกอย่างจึงเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป “เราค่อยๆ ดึงคนในหมู่บ้านเข้ามาเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนกิจกรรม จากงานเล็กๆ อย่างการจัดสำหรับและทำพิธีบายศรี กิจกรรมของเราก็ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นเป็นตลาดชุมชนและอีเวนต์เทศกาลสำคัญอย่างงานบุญบั้งไฟพญานาค

“หมู่บ้านของเรามีความเชื่อเรื่องพญานาคมายาวนาน โจทย์คือจะทำอย่างไรให้สิ่งที่อยู่มานานนั้นร่วมสมัย จึงเกิดเป็นโปรเจกต์ชื่อ ‘วาดบ้าน แปลงเมือง’ ที่ชุมชนของเราทำร่วมกับนักศึกษา หลักสูตรจิตรกรรมเพื่อสังคม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อสร้างชิ้นงานศิลปะตามตรอกซอกซอยรอบหมู่บ้าน 

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต
สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“โดยนำความป๊อปและร่วมสมัยเข้าไปใส่ในจิตวิญญาณเรื่องพญานาคของชาวบ้าน ออกมาเป็นงานกราฟิตี้ป๊อปอาร์ตสีสันสดใส ที่ช่วยสื่อสารเรื่องวัฒนธรรมอันยาวนานให้เข้าใกล้คนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น ไม่เฉพาะคนรุ่นใหม่ในชุมชนเท่านั้น แต่หมายถึงคนรุ่นใหม่ทั่วไปทุกคนที่จะขับเคลื่อนประเทศต่อไปในอนาคต”

ขาบบอกว่าเขาเชื่อเรื่องของการพัฒนาคนและการพัฒนาทักษะ เพราะนั่นคือการพัฒนาที่ยั่งยืนที่สุด 

“อย่างแรก การพัฒนาคน ตอนนี้เรามีการขยายเครือข่าย ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดารวมถึงสถาบันการศึกษาอื่นๆ เพื่อส่งเด็กในพื้นที่ที่ขาดโอกาสไปศึกษาต่อทั้งสายสามัญและสายอาชีพ วันหนึ่งข้างหน้า เด็กๆ เหล่านี้ที่เติบโตมาโดยมีความผูกพันกับชุมชน มีองค์ความรู้หลากหลาย เขาก็จะกลายเป็นผู้ผลักดันการพัฒนาและเก็บรักษาคุณค่าเหล่านี้เอาไว้

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“อย่างที่สอง การพัฒนาทักษะ ความเชี่ยวชาญน่ะ ชาวบ้านมีอยู่แล้ว เขาสานต้นคล้าเป็นผลิตภัณฑ์มานานนับสิบปี สิ่งที่ต้องเพิ่มคือความคิดสร้างสรรค์ เมื่อก่อนกระติ๊บข้าวเหนียวขายได้ราคาไม่กี่สิบบาท กลุ่มลูกค้าก็มีจำกัด เพราะไม่ใช่ทุกบ้านจะต้องมีกระติ๊บ เราเลยชวนดีไซเนอร์ท้องถิ่นมาร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์กับชุมชน ทุกวันนี้เรามีผลิตภัณฑ์เกือบร้อยแบบ จากภูมิปัญญาเดิมคือสานคล้า กลุ่มลูกค้าก็ขยายไปไกล อย่างกระเป๋าคล้าเนี่ย คนญี่ปุ่นให้ความสนใจกันมาก

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต
สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“มีหลายคนไม่เชื่อว่าสิ่งที่เราทำมันสร้างเงิน สร้างความยั่งยืนได้จริง ผมจะไม่ขอให้คุณเชื่อ แต่อยากให้คุณมาสัมผัส มาเห็นด้วยตาตัวเอง เมื่อสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย ผมอยากชวนคุณมาเยี่ยมหมู่บ้านของเรา อาหาร กิจกรรม ผลิตภัณฑ์มีอยู่รอบหมู่บ้าน เดี๋ยวเงินก็จะออกจากกระเป๋าคุณเอง” ขาบพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

06

อดีต ปัจจุบัน อนาคต

สิ่งที่ต้องตระหนักเมื่อการพัฒนาถูกปลูกขึ้นและเจริญงอกงามคือ “บึงกาฬยังมีความเป็นธรรมชาติและงดงาม เพราะที่นี่เป็นจังหวัดใหม่ ทรัพยากรต่างๆ จึงยังเก็บรักษาไว้อย่างดี ถ้าเราสร้างการพัฒนาด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่เหมาะสม ด้วยจำนวนทรัพยากรที่ไม่มากหรือน้อยเกินไป ศักยภาพอันดีงามจะเกิดขึ้น

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นที่รู้จัก เมื่อความอุดมสมบูรณ์ถูกบอกเล่าต่อกันออกไป ย่อมมีคนมองเห็นโอกาสในการฉกฉวยผลประโยชน์ อย่างหมู่บ้านของเราเคยเป็นหมู่บ้านที่เงียบเหงา วันหนึ่งกลายเป็นที่พูดถึง มีนักท่องเที่ยวมากมายหลั่งไหลเข้ามา มูลค่าของพื้นที่ย่อมมากขึ้นตามไปด้วย 

“ดังนั้น ความเข้มแข็งและความเข้าใจในการมองเห็นสิ่งเดียวกันของชุมชนจึงสำคัญมาก เพื่อเก็บรักษาพื้นที่และสืบทอดอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมต่อไปให้คนรุ่นหลัง”

ขาบกล่าวทิ้งท้าย “เมื่อพูดว่าพัฒนาชุมชน หลายคนอาจมองว่าช่างยากเย็นและแสนไกลตัว จริงๆ แล้วการพัฒนามีหลายบริบท ดังนั้นจงทำในสิ่งที่คุณเชี่ยวชาญ ทำในสิ่งที่คุณทำได้

“ถ้าคนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่กลับบ้าน และนำความเชี่ยวชาญมามองหาหนทางพัฒนาบ้านเกิดให้ดีขึ้น การกระทำเล็กๆ จากคนตัวเล็กๆ ที่มีมุมมองแบบเดียวกัน จะเชื่อมโยงกันเป็นโครงข่ายที่แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ จากหนึ่งชุมชนไปสู่อีกหลายๆ ชุมชน กลายเป็นภูมิภาคและประเทศในที่สุด”

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Do NOT follow this link or you will be banned from the site!