The Cloud x ไทยประกันชีวิต
แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

จุดหมายปลายทางของเราในวันนี้ คือหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดบึงกาฬ ที่แทบจะเรียกได้ว่าอยู่ไกลออกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือที่สุดของประเทศ

ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน จังหวัดบึงกาฬในวันวานยังถือเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดหนองคาย ภาพบ้านเกิดที่แจ่มชัดในความทรงจำ คือมวลไม้สีเขียวสุดลูกหูลูกตาที่ห้อมล้อมหมู่บ้านเอาไว้ 

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“ผมโตมากับความงดงามที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งใดๆ เดินไปทางไหนก็เจอนกร้อง เดินไปทางไหนก็มีพืชผลให้เก็บกิน พูดให้เห็นภาพก็คือบ้านนอกนั่นแหละ” ขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ ฟู้ดสไตลิสต์ระดับแนวหน้าของไทย ผู้มีถิ่นฐานบ้านเกิดที่นี่เริ่มต้นเล่า

ในวัยกลางคน ขาบตัดสินใจกลับสู่ที่ที่เขาจากมา โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านอาหารท้องถิ่นและความเข้าใจเรื่องงานพัฒนาชุมชน จากการเป็นอาสาสมัครมูลนิธิโครงการหลวง ที่เขาทำงานร่วมกับเกษตรกรทางภาคเหนือมากว่า 10 ปี มาพัฒนาบ้านเกิด

เรียกได้ว่าเขาคือ ‘นวัตกรชุมชน’ ผู้ตั้งใจพัฒนาชุมชนในทุกด้านไปพร้อมกันอย่างบูรณาการ ทั้งด้านเศรษฐกิจ เกษตรกรรม สังคม พร้อมไปกับการสืบทอดอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมแบบอีสานดั้งเดิม โดยใช้ศาสตร์ในด้านอาหารและศิลปะที่เขาเชี่ยวชาญ

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

โดยการพัฒนาชุมชนบ้านเกิดของขาบ เริ่มต้นที่ ‘พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต’ เรือนอีสานโบราณอายุกว่า 70 ปีที่ได้รับการบูรณะอย่างประณีต จนทุกวันนี้กลายเป็นศูนย์กลางการแผ่ขยายความยั่งยืนของชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ และยังเป็นต้นแบบให้คนอีกมากมายเดินทางมาเรียนรู้โมเดลการพัฒนาชุมชนแบบนวัตวิถี ที่การพัฒนางอกงามไปพร้อมกับการอนุรักษ์

เมื่อปีที่แล้วเขาพาจังหวัดบึงกาฬคว้ากูมองต์ อะวอร์ด (Gourmand Awards) ณ ประเทศฝรั่งเศส รางวัลเกียรติยศที่คนแวดวงอาหารทั่วโลกต่างให้การยอมรับ หรือที่รู้จักกันในชื่อรางวัลออสการ์อาหารโลก จากการนำเสนอความรุ่มรวยของวัฒนธรรมการกินพื้นถิ่นอีสานในหนังสือ Local Food BUENGKAN ซึ่งพื้นที่ห่างไกลแห่งนี้คือแหล่งของ Great Mekong Food และพิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิตก็ได้รับรางวัลในประเภทสาขาสถาบันเพื่อสาธารณะ (Institutions) จากเวทีนี้ด้วยเช่นกัน 

“จงทำในสิ่งที่คุณเชี่ยวชาญ ทำในสิ่งที่คุณทำได้” ขาบย้ำกับเราตลอดบทสนทนา แล้วสิ่งเล็กๆ ที่คุณทำ จะขยายเป็นโครงข่ายการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่อย่างที่คุณเองก็อาจคิดไม่ถึงทีเดียว

01

อีสานในความทรงจำ

“หมู่บ้านที่ผมเติบโตมา ประกอบไปด้วยบ้านเรือนแค่สี่สิบห้าหลังคาเรือนเท่านั้น 

“หมู่บ้านผมตั้งอยู่บนที่ดอนแปลว่าน้ำท่วมไม่ถึง ล้อมรอบด้วยนาข้าว ดังนั้นตอนหน้าฝน ที่นี่จะมีทัศนียภาพงดงามมาก เพราะมองเห็นฟ้าครามสะท้อนน้ำในทุ่งนา เว้นเพียงแค่หย่อมเขียวหย่อมน้อย ซึ่งก็คือหมู่บ้านที่ไม่สามารถขยับขยายไปมากกว่าสี่สิบห้าหลังคาเรือน เพราะที่ดอนมีขนาดเพียงเท่านี้ สวยงามเหมือนภาพฝันในความทรงจำ

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“ชาวบ้านที่นี่มีที่นาสำหรับปลูกข้าวไว้กิน นอกจากนี้ยังมีห้วย หนอง คลอง บึง และเรือกสวนไร่นาแบบผสมผสาน เกษตรกรรมมาจากวิถีชีวิตนี้ ในการดำรงชีวิต เราแทบไม่ต้องซื้อหาอะไรเลย เพราะอยู่อย่างพึ่งพิงธรรมชาติ โดยมีความพอเพียงเป็นพื้นหลัง ตั้งแต่อดีตจนถึงเมื่อแปดปีที่แล้ว”

เมื่อพื้นที่บริเวณนี้ถูกประกาศให้เป็นจังหวัดใหม่แห่งล่าสุดของประเทศไทย การพัฒนาและความเปลี่ยนแปลงก็หลั่งไหลเข้ามา ขาบบอกว่าชาวบ้านถูกชักชวนให้ปลูกยางพารา ซึ่งเหมือนจะดีในแง่เศรษฐกิจช่วง 3 – 4 ปีแรก แต่หลังจากนั้นกลับไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดหวัง นอกจากเรื่องรายได้ การเปลี่ยนแปลงนี้ยังกระทบคุณภาพชีวิต

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“เมื่อก่อนชาวบ้านทำนา เวลาว่างก็มีอาชีพเสริมโดยการนำต้นคล้า พืชท้องถิ่นที่ขึ้นรอบหมู่บ้านมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ส่งขาย โดยเฉพาะกระติ๊บข้าวเหนียว ภาพที่ผมเห็นจนชินตาคือปฏิสัมพันธ์ของชาวบ้านระหว่างสานคล้าที่พูดคุยเล่นกันไป ทำงานกันไปด้วย ทำให้ชุมชนเหนียวแน่นเข้มแข็งและมีชีวิตชีวา

“พอเปลี่ยนมาปลูกยางพารา วิถีชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย ชาวบ้านต้องตื่นตั้งแต่ตีสามเพื่อไปกรีดยางแต่เช้ามืด หลังกรีดยางเสร็จ สายๆ ทุกคนแยกย้ายไปนอนเอาแรงจนถึงบ่ายแก่ๆ จากหมู่บ้านที่เคยคึกคักเปลี่ยนเป็นเงียบเชียบ เหมือนเมืองร้าง ไม่มีคน ไม่มีกิจกรรม ความสุนทรีย์ในชีวิตค่อยๆ หายไป” ขาบเอ่ยขึ้นช้าๆ

02

ต่อจิ๊กซอว์ชีวิต

“ผมเรียนชั้นประถมที่บ้านนอก พอโตขึ้นก็เข้ามาเรียนในตัวอำเภอและจังหวัดตามลำดับ ที่ต้องเข้ามาเรียนในเมือง เพราะที่ชนบทในสมัยนั้น อนาคตโอกาสทางการศึกษาถือว่าน้อยกว่าในเมืองมาก จึงแล้วแต่ว่าครอบครัวไหนมองเห็นและให้ความสำคัญกับเรื่องโอกาสทางการศึกษา ก็ต้องแลกกับการส่งลูกเข้ามาเรียนในเมือง”

ขาบรู้ตัวมาตลอดว่าชอบงานด้านศิลปะ แต่เพราะตอนนั้นไม่รู้ว่ามันคืออะไร และควรต่อยอดไปทางด้านไหน เขาจึงเลือกเรียนบริหารการตลาด และจบปริญญาตรีได้ภายในสามปี “ผมเรียนมหาวิทยาลัยเปิด ใครมีความมุ่งมั่น ก็ขยันเก็บหน่วยกิตเอา เผอิญผมเป็นคนรักเรียน และตระหนักอยู่เสมอว่านี่คือโอกาสทางการศึกษา

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“เมื่อมีเวลาว่างพอจัดสรรได้ ผมก็ทำอยู่สองอย่างคืองานจิตอาสาและเข้าร้านหนังสือ โดยเฉพาะหนังสืออาหารต่างประเทศที่มีการจัดเรียงภาพสวยงาม ประณีตและแปลกใหม่ โดยในหนังสือแต่ละเล่มจะมีรายละเอียดเขียนไว้เลยว่า เรื่อง ภาพถ่ายและฟู้ดสไตลิ่ง (Food Styling) โดยใคร ผมไม่รู้จักคำว่าฟู้ดสไตลิสต์ (Food Stylist) มาก่อน แต่เห็นเท่านั้นก็จับได้ทันทีว่ามันคืออาชีพ

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต
สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“ตั้งแต่เล็กแถวหมู่บ้านเป็นชุมชนอินโดจีน ผมวิ่งเล่นโตมากับเพื่อนคนไทย ลาว เวียด ทำให้ได้คลุกคลีกับอาหารพื้นถิ่นหลายที่มา เรื่องอาหารจึงอยู่ในสายเลือด ประกอบกับความชอบในศิลปะ พอได้เห็นหนังสืออาหารต่างประเทศเหล่านั้น มันจึงเป็นแรงบันดาลใจมหาศาลให้ผมอยากฝึกฝนด้านฟู้ดสไตลิ่ง แต่เพราะไม่มีโอกาสได้เรียนศิลปะมาโดยตรง ฉะนั้นหนังสือคือครู ผมเปิดดูหนังสือเยอะมากนับไม่ถ้วน”

แต่นั่นก็ไม่เพียงพอ ความรู้ต้องมาพร้อมการฝึกฝนด้วย ขาบเริ่มหิ้วตะกร้าไปจ่ายตลาดทุกวันหยุด เขารื้อฟื้นการปรุงอาหารเวียดนามกับอาหารลาว ไปพร้อมๆ กับการหัดทำฟู้ดสไตลิ่งแบบฝรั่งตามที่เห็นในหนังสือ

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

 “ปรุงเอง จัดสไตลิ่งเอง ถ่ายรูปเอง กินเอง อร่อยบ้าง ไม่อร่อยบ้าง แต่พอมันเข้าที่เข้าทาง จะเหมือนเวลาต่อจิ๊กซอว์แล้วลงล็อก เราอยากค้นหา อยากทำมันต่อไปเรื่อยๆ” เขาเอ่ยยิ้มๆ 

03

รู้จักวัตถุดิบ รู้จักตัวเอง

“บุคคลที่ผมให้ความเคารพและชื่นชมคือ ครูโต-หม่อมหลวงจิราธร จิรประวัติ ท่านเป็นฟู้ดสไตลิสต์ที่มีผลงานมากมาย วันหนึ่งมีโอกาสเจอครูโตโดยบังเอิญ ผมเลยเดินเข้าไปสวัสดีและแนะนำตัวเพื่อขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ ครูโตคงเห็นว่าเจ้าคนนี้ดูมีความตั้งใจใสซื่อ เลยให้โอกาสรับเป็นลูกศิษย์ หลังจากนั้นเวลาครูโตมีงาน ท่านก็จะให้ผมติดสอยห้อยตามไปด้วย ผมจึงเรียนรู้จากการสังเกตและจดจำคำครูโต

“ท่านสอนทุกอย่างตั้งแต่ความรู้ทางศิลปะ เทคนิคในการทำงาน ไปจนถึงการใช้ชีวิต กระบวนการเรียนการสอนกับครูโตเน้นที่ลงมือทำ ท่านปล่อยให้ผมทำและอธิบายอย่างละเอียดหลังจบงานว่าต้องเสริมหรือปรับปรุงในส่วนไหนบ้าง ความเคี่ยวกรำทำให้ผมเก่งขึ้น ครูโตคือผู้ให้ที่มอบโอกาสให้ชีวิต ท่านคือครูที่ดีที่สุดสำหรับผม”

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

ขาบอธิบายว่า หลักของคำว่าฟู้ดสไตลิ่ง อย่างแรกต้องเข้าใจวัตถุดิบ อย่างที่สองต้องเข้าใจธรรมชาติการกินของมนุษย์ และสุดท้ายต้องมีความเข้าใจในองค์ประกอบของศิลปะ เพราะสุดท้ายแล้วชิ้นงานของเราคืออาหาร ดังนั้นมันจะสวยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องอร่อยด้วย

“จานอาหารตรงหน้าจะสวยได้อย่างไร เป็นเรื่องของการจัดองค์ประกอบและการจัดพื้นที่วางคู่สี วัตถุดิบสีนี้ต้องจับคู่กับภาชนะสีอะไร แล้วต้องจัดวางแบบไหน โดยให้ความสำคัญกับอาหารในจานเป็นที่หนึ่ง ของที่อยู่ในจานจะต้องสวยโดดเด่นของออกมาโดยไม่พึ่งพร็อพ บางคนไปให้ความสำคัญกับพร็อพก่อนอาหารในจานก่อนเสียอย่างงั้น”

ทุกวันนี้ ขาบคือฟู้ดสไตลิสต์ชื่อดังที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการอาหารมากว่า 20 ปี มีรางวัลระดับโลกการันตีฝีมือมากมาย ในขณะเดียวกันเขาก็ยังไม่ทิ้งความชอบในการทำงานจิตอาสา ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ขาบเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญผู้ทำงานอาสาสมัครในมูลนิธิโครงการหลวง 

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต
สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“อย่างที่ทราบกันว่ามูลนิธิโครงการหลวงเป็นแหล่งวัตถุดิบชั้นเยี่ยม มีผลิตภัณฑ์คุณภาพดีมากมาย ขายให้ประชาชนในราคาย่อมเยา และที่สำคัญคือมอบองค์ความรู้และสร้างอาชีพเกษตรกรรมยั่งยืนให้คนชนบท โดยเฉพาะชาวเขาที่อยู่บนพื้นที่สูงทางภาคเหนือ ผมต้องขึ้นไปบนดอยต่างๆ เพื่อตามหาวัตถุดิบสำหรับนำมาพัฒนาเป็นอาหารสร้างสรรค์ ทำให้ได้ไปพูดคุยกับเกษตรกรมากมายในพื้นที่

“ผมได้เห็นว่าความยั่งยืนถูกทำให้จับต้องได้อย่างไร โดยหลอมรวมเข้ากับการทำเกษตรกรรม วิถีชีวิตที่เรียบง่ายและการพัฒนาชุมชน แม้พื้นเพผมเป็นคนอีสาน แต่ที่ที่ผมจากมาก็มีบริบทใกล้เคียงกัน ทำให้ผมซึบซับและอินกับเรื่องพวกนี้ พวกเราล้วนซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณและพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของรัชกาลที่ 9

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“ผมเลยคิดไว้ในใจอยู่เสมอว่า วันหนึ่งเมื่อมีความพร้อม เราจะต้องกลับไปพัฒนาความยั่งยืนนี้ที่บ้านเราด้วย เพราะบ้านในความทรงจำของผมนั้นสวยงาม แต่ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ทำให้ทุกวันนี้หมู่บ้านที่เคยมีสีสัน เงียบเหงาและไม่เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เลยตั้งปณิธานไว้ว่าเมื่อถึงวันที่พร้อม ผมจะเป็นคนคนนั้น คนที่กลับบ้านไปต่อยอดภูมิปัญญาให้มีมูลค่าและคุณค่าที่ยั่งยืน”

04

เปลี่ยนบ้านให้เป็นพิพิธภัณฑ์

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว 2 เหตุการณ์สำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนการกระทำของขาบ คือรัชกาลที่ 9 สวรรคตและต่อมาเพียงเดือนเดียวคุณแม่ของเขาจากไป “การสูญเสียบุคคลที่เคารพรักที่สุดในชีวิตพร้อมๆ กัน ทำให้ผมเสียหลักในชีวิตไปเลย พอตั้งสติได้ ค่อยๆ ทบทวนอย่างถี่ถ้วน ก็คิดว่าคงถึงเวลาแล้วที่จะทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้นาน นั่นคือทำอะไรอย่างอย่างให้กับที่ๆ เราเกิดมา และสานต่อพระราชปณิธานในการก่อร่างความยั่งยืนให้ประเทศไทย”

จากส่วนหนึ่งของจังหวัดหนองคาย ทุกวันนี้บ้านเกิดในหมู่บ้านขนาด 45 หลังคาเรือนของขาบ กลายเป็นพื้นที่ตำบลหนองพันทา อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ 

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“ผมสนใจเรื่องนวัตกรรมการท่องเที่ยว เพราะผมอยากฟื้นคืนความสุขสดชื่นของหมู่บ้านให้กลับมา และผมเชื่อว่ามันต้องมีหนทางในการสร้างรายได้ให้ชุมชน จากการนำภูมิปัญญามาต่อยอดและเก็บรักษา มรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าเอาไว้ ตัวผมเองทำงานด้านฟู้ดสไตลิ่ง การสร้างงานศิลปะและการสร้างแบรนด์มานานเป็นสิบๆ ปี ผมจะใช้ทักษะนี้ ทำให้บ้านของผมเป็นชุมชนแห่งการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนให้ได้” 

ครอบครัวสุริยะอุทิศเรือนไทยอีสานโบราณอายุ 70 ปีของครอบครัวให้เป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้แบบดั้งเดิมของชาวอีสานไว้ตามพื้นที่ส่วนต่างๆ ของบ้าน ตั้งแต่เรื่องบ้าน การใช้ชีวิต การปรุงอาหาร การแต่งกาย เชื่อมโยงไปจนถึงวิถีเกษตรกรรมและหัตถกรรมของชุมชน เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสและเรียนรู้วิถีชุมชนของครอบครัวคนชนบทในอดีต ที่เรียกว่า ‘มีชีวิต’ เพราะบ้านหลังนี้ยังคงเป็นที่พำนักของครอบครัวสุริยะ ยังมีการใช้ชีวิตดำเนินไปภายใต้พิพิธภัณฑ์ที่เปิดต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมเยียน

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต
สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

ขาบออกแบบและดูแลการปรับปรุงบ้านด้วยตัวเอง อัตลักษณ์ของบ้านตามแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมถูกเก็บไว้อย่างครบถ้วน และเพิ่มเอกลักษณ์ด้วยการทาสีบานประตูหน้าต่างด้วยสีเขียวสดใส สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ธรรมชาติในพื้นที่ โดยเลือกใช้สีไทยโทนอย่างสีเขียวตั้งแช 

“หัวใจของบ้านคือห้องครัว ผมเติบโต ปลูกฝังความรักอาหารจากก้นครัวแห่งนี้ เราจัดแสดงข้าวของในครัวแบบอีสานชนบทแท้ๆ เอาไว้อย่างสมบูรณ์ มีทั้งชิ้นที่เคยใช้งานจริงและชิ้นที่ยังคงใช้งานอยู่ มีห้องจัดแสดงผ้า ซึ่งเป็นผ้าซิ่นไหมมรดกตกทอดของตระกูลที่ดูแลรักษาเป็นอย่างดีจากรุ่นสู่รุ่นจัดแสดงอยู่ด้วย

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“เอกลักษณ์สำคัญของบ้านไทยอีสาน คือระเบียงบ้านกว้างขวางสำหรับทำกิจกรรมต่างๆ ในครอบครัว พื้นที่ตรงนี้ผมทำงานร่วมกับคนในหมู่บ้าน บริการจัดสำรับทานอาหารและทำพิธีบายศรีให้นักท่องเที่ยว ชุมชนเป็นผู้หุงหาสำรับโดยใช้วัตถุดิบพื้นถิ่นที่ซื้อจากเกษตรกรในพื้นที่ เมื่อมีนักท่องเที่ยว ก็มีเงินหมุนเวียนเข้ามาสู่หมู่บ้าน เราได้อนุรักษ์และสร้างรายได้ไปพร้อมๆ กัน”

05

ชุบชีวิตชุมชนด้วยนวัตวิถี

ขาบบอกว่า พิพิธภัณฑ์คือจุดเริ่มต้นที่จะค่อยๆ ผลักดันให้เกิดกิจกรรมต่างๆ ขึ้นภายในหมู่บ้าน แต่ต้องอาศัยความเข้าใจและความใส่ใจอย่างมาก ทุกอย่างจึงเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป “เราค่อยๆ ดึงคนในหมู่บ้านเข้ามาเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนกิจกรรม จากงานเล็กๆ อย่างการจัดสำหรับและทำพิธีบายศรี กิจกรรมของเราก็ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นเป็นตลาดชุมชนและอีเวนต์เทศกาลสำคัญอย่างงานบุญบั้งไฟพญานาค

“หมู่บ้านของเรามีความเชื่อเรื่องพญานาคมายาวนาน โจทย์คือจะทำอย่างไรให้สิ่งที่อยู่มานานนั้นร่วมสมัย จึงเกิดเป็นโปรเจกต์ชื่อ ‘วาดบ้าน แปลงเมือง’ ที่ชุมชนของเราทำร่วมกับนักศึกษา หลักสูตรจิตรกรรมเพื่อสังคม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อสร้างชิ้นงานศิลปะตามตรอกซอกซอยรอบหมู่บ้าน 

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต
สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“โดยนำความป๊อปและร่วมสมัยเข้าไปใส่ในจิตวิญญาณเรื่องพญานาคของชาวบ้าน ออกมาเป็นงานกราฟิตี้ป๊อปอาร์ตสีสันสดใส ที่ช่วยสื่อสารเรื่องวัฒนธรรมอันยาวนานให้เข้าใกล้คนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น ไม่เฉพาะคนรุ่นใหม่ในชุมชนเท่านั้น แต่หมายถึงคนรุ่นใหม่ทั่วไปทุกคนที่จะขับเคลื่อนประเทศต่อไปในอนาคต”

ขาบบอกว่าเขาเชื่อเรื่องของการพัฒนาคนและการพัฒนาทักษะ เพราะนั่นคือการพัฒนาที่ยั่งยืนที่สุด 

“อย่างแรก การพัฒนาคน ตอนนี้เรามีการขยายเครือข่าย ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดารวมถึงสถาบันการศึกษาอื่นๆ เพื่อส่งเด็กในพื้นที่ที่ขาดโอกาสไปศึกษาต่อทั้งสายสามัญและสายอาชีพ วันหนึ่งข้างหน้า เด็กๆ เหล่านี้ที่เติบโตมาโดยมีความผูกพันกับชุมชน มีองค์ความรู้หลากหลาย เขาก็จะกลายเป็นผู้ผลักดันการพัฒนาและเก็บรักษาคุณค่าเหล่านี้เอาไว้

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“อย่างที่สอง การพัฒนาทักษะ ความเชี่ยวชาญน่ะ ชาวบ้านมีอยู่แล้ว เขาสานต้นคล้าเป็นผลิตภัณฑ์มานานนับสิบปี สิ่งที่ต้องเพิ่มคือความคิดสร้างสรรค์ เมื่อก่อนกระติ๊บข้าวเหนียวขายได้ราคาไม่กี่สิบบาท กลุ่มลูกค้าก็มีจำกัด เพราะไม่ใช่ทุกบ้านจะต้องมีกระติ๊บ เราเลยชวนดีไซเนอร์ท้องถิ่นมาร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์กับชุมชน ทุกวันนี้เรามีผลิตภัณฑ์เกือบร้อยแบบ จากภูมิปัญญาเดิมคือสานคล้า กลุ่มลูกค้าก็ขยายไปไกล อย่างกระเป๋าคล้าเนี่ย คนญี่ปุ่นให้ความสนใจกันมาก

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต
สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“มีหลายคนไม่เชื่อว่าสิ่งที่เราทำมันสร้างเงิน สร้างความยั่งยืนได้จริง ผมจะไม่ขอให้คุณเชื่อ แต่อยากให้คุณมาสัมผัส มาเห็นด้วยตาตัวเอง เมื่อสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย ผมอยากชวนคุณมาเยี่ยมหมู่บ้านของเรา อาหาร กิจกรรม ผลิตภัณฑ์มีอยู่รอบหมู่บ้าน เดี๋ยวเงินก็จะออกจากกระเป๋าคุณเอง” ขาบพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

06

อดีต ปัจจุบัน อนาคต

สิ่งที่ต้องตระหนักเมื่อการพัฒนาถูกปลูกขึ้นและเจริญงอกงามคือ “บึงกาฬยังมีความเป็นธรรมชาติและงดงาม เพราะที่นี่เป็นจังหวัดใหม่ ทรัพยากรต่างๆ จึงยังเก็บรักษาไว้อย่างดี ถ้าเราสร้างการพัฒนาด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่เหมาะสม ด้วยจำนวนทรัพยากรที่ไม่มากหรือน้อยเกินไป ศักยภาพอันดีงามจะเกิดขึ้น

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

“แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นที่รู้จัก เมื่อความอุดมสมบูรณ์ถูกบอกเล่าต่อกันออกไป ย่อมมีคนมองเห็นโอกาสในการฉกฉวยผลประโยชน์ อย่างหมู่บ้านของเราเคยเป็นหมู่บ้านที่เงียบเหงา วันหนึ่งกลายเป็นที่พูดถึง มีนักท่องเที่ยวมากมายหลั่งไหลเข้ามา มูลค่าของพื้นที่ย่อมมากขึ้นตามไปด้วย 

“ดังนั้น ความเข้มแข็งและความเข้าใจในการมองเห็นสิ่งเดียวกันของชุมชนจึงสำคัญมาก เพื่อเก็บรักษาพื้นที่และสืบทอดอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมต่อไปให้คนรุ่นหลัง”

ขาบกล่าวทิ้งท้าย “เมื่อพูดว่าพัฒนาชุมชน หลายคนอาจมองว่าช่างยากเย็นและแสนไกลตัว จริงๆ แล้วการพัฒนามีหลายบริบท ดังนั้นจงทำในสิ่งที่คุณเชี่ยวชาญ ทำในสิ่งที่คุณทำได้

“ถ้าคนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่กลับบ้าน และนำความเชี่ยวชาญมามองหาหนทางพัฒนาบ้านเกิดให้ดีขึ้น การกระทำเล็กๆ จากคนตัวเล็กๆ ที่มีมุมมองแบบเดียวกัน จะเชื่อมโยงกันเป็นโครงข่ายที่แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ จากหนึ่งชุมชนไปสู่อีกหลายๆ ชุมชน กลายเป็นภูมิภาคและประเทศในที่สุด”

สุทธิพงษ์ สุริยะ Food Stylist ผู้พัฒนาชุมชนบึงกาฬด้วยศิลปะและสร้างพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

20 พฤศจิกายน 2563
11 K

The Cloud X ไทยประกันชีวิต

คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตึกสูงกลางเมืองย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ในซอยโยธี เป็นโรงเรียนทันตแพทย์เก่าแก่ของไทย ปลุกปั้นทันตแพทย์เก่งๆ ทำงานในสังคมไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2517

บรรยากาศโดยรวมในอาคารค่อนข้างแปลกตา ถ้าเทียบกับสถานโรงพยาบาลรัฐอื่นๆ ที่นี่มีความโมเดิร์น ตกแต่งโทนสีขาวสบายตาไม่อึดอัด เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยมาก เพื่อรองรับการทำงานของอาจารย์ การเรียนของเหล่านักศึกษาทันตแพทย์ และรองรับคนไข้ในงานทันตกรรมทุกด้าน

วันนี้เรากดลิฟต์ขึ้นชั้น 9 มายังคลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกร คุยกับ ผศ. ดร. ทพ.ณัฐดนัย โชติประเสริฐ อาจารย์ผู้ควบคุมคลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกร โครงการอะไหล่มนุษย์ อะไหล่ชีวิต

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

เพื่อทำความรู้จักกับภาควิชาทันตกรรมประดิษฐ์แห่งเดียวในไทย ที่มีหลักสูตรการทำอวัยวะเทียมอย่างเป็นทางการ (Maxillofacial Prosthesis Service) ทำการรักษาและเติมเต็มอวัยวะให้กับผู้ป่วยที่มีความพิการทางใบหน้าและขากรรไกร เพื่อให้พวกเขาดำเนินชีวิตในสังคมได้ตามปกติ

คุณหมอณัฐดนัยอธิบายกับเราในเบื้องต้นว่า ผู้ป่วยมีความพิการบริเวณใบหน้าและขากรรไกรมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ 

หนึ่ง คือพิการแต่กำเนิด เช่น ผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ หรือเด็กที่มีใบหูพิการ 

และสอง ผู้ป่วยที่พิการหลังกำเนิด ผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกชนิดต่างๆ ผู้ป่วยมะเร็งบนใบหน้า แพทย์ต้องผ่าตัดอวัยวะบางส่วนบนใบหน้าพวกเขาออกไป ทำให้ใบหน้าไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม การรักษาโดยวิธีศัลยกรรมตกแต่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาผู้ป่วยใบหน้าพิการทุกราย คนไข้เหล่านั้นจึงถูกส่งต่อมาให้ทีมแพทย์ที่คลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกร มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นคนรักษาต่อ

วันนี้เรามาทำความรู้จักศาสตร์วิชาการแพทย์ที่ยังมีคนรู้จักน้อยมากๆ ในบ้านเรา

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

01

เริ่มจากความตั้งใจที่อยากให้คนไข้มีกำลังใจใช้ชีวิต

คลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรแห่งนี้เกิดขึ้นได้จากความตั้งใจของ ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณทันตแพทย์เบ็ญจพจน์ ยศเนืองนิตย์ อดีตหัวหน้าภาคทันตกรรมประดิษฐ์ ที่อยากช่วยคนไข้ไม่รู้สึกกลัวการใช้ชีวิตในสังคม

ย้อนกลับไปเมื่อราว 40 ปีที่แล้ว คุณหมอเบญจพจน์ได้เดินทางไปศึกษาต่อสาขาประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรที่ประเทศอเมริกา เมื่อกลับมายังประเทศไทย ท่านก็เริ่มรับคนไข้เข้ามารักษา ทำอวัยวะเทียมเพื่อเติมเต็มอวัยวะบนใบหน้า ตอนนั้นยังทำงานภายใต้คลินิกทำฟันปลอม

“คนไข้กลุ่มแรกๆ คือคนไข้กลุ่มมะเร็งใบหน้าที่ต้องตัดโพรงจมูกและตัดขากรรไกรออก หมอก็จะส่งให้ทันตแพทย์มาใส่ฟันปลอม คนไข้ที่ถูกตัดใบหน้าออกไปมาก สมัยก่อนหมอศัลยกรรมตกแต่งเขาก็จะเอาเนื้อส่วนก้นมาแปะ ซึ่งมันก็จะไม่ได้เป็นรูปร่างลักษณะของใบหน้า เป็นก้อนเนื้อมาแปะไว้เฉยๆ ซึ่งถ้าพูดในแง่ของฟังก์ชันก็ใช้งานได้ กลืนน้ำได้ ไม่สำลัก แต่ว่าเรื่องความสวยงามไม่ได้ คนไข้กลุ่มนี้จึงไม่กล้าออกไปข้างนอกหรืออยู่ในสังคม

“อาจารย์หมอเบญจพจน์ตระหนักถึงคุณภาพชีวิตของคนไข้เหล่านี้ เลยพยายามผลักดันงานแบบนี้มากขึ้น สมัยแรกๆ เราทำเฉพาะฟันปลอม คนไข้กลืนไม่ได้ก็มาทำเพดานปากให้เคี้ยวอาหารได้บ้าง ใส่ฟันปลอมได้บ้าง พออาจารย์เบญจพจน์กลับมาจากอเมริกาก็ขยายงานเพิ่มขึ้น เป็นทำใบหูเทียม ใบหน้าเทียม ดวงตาเทียม และทำเบ้าตาเทียม” คุณหมอณัฐดนัยเล่าถึงจุดเริ่มต้นเมื่อหลายสิบปีก่อนให้ฟัง

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล
อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

ศาสตร์การทำอวัยวะเทียมมีมานานแล้วที่ประเทศอังกฤษและอเมริกา มีสาขาอาชีพที่เรียกว่า Anaplastologist เป็นวิชาชีพทางการแพทย์ที่สรรค์สร้างอวัยวะเทียมอย่างสมจริง ผู้ที่จะทำอาชีพนี้ได้ต้องร่ำเรียนเป็นเวลา 4 ปี เมื่อจบออกมาก็ทำงานร่วมกับแพทย์ในโรงพยาบาล แต่ในประเทศไทยยังไม่มีคณะและวิชาชีพนี้อย่างเป็นทางการ แต่ผู้ที่ทำงานได้ใกล้เคียงที่สุดก็คือทันตแพทย์ สาขาทันตกรรมประดิษฐ์ เนื่องจากหมอทันตกรรมประดิษฐ์ต้องทำฟันปลอมหรือทำรากฟันเทียมอยู่แล้ว เป็นงานที่ต้องใช้ความเก่งทั้งศาสตร์และศิลป์

เมื่อคุณหมอเบญจพจน์รับรักษาคนไข้อยู่ได้สักระยะหนึ่ง จำนวนคนไข้ก็มากขึ้นเรื่อยๆ เกินกว่าที่กำลังหมอคนเดียวจะจัดการไหว จึงตัดสินใจรับอาจารย์มาเพิ่ม หนึ่งในนั้นคือ รศ. ทพ. หม่อมหลวงธีรธวัช ศรีธวัช ผู้เป็นหัวหน้าโครงการในปัจจุบัน พร้อมเปิดเป็นหลักสูตรแห่งแรกและแห่งเดียวในไทย สอนนักศึกษาทันตแพทย์ที่สนใจมาเรียนเฉพาะทางด้านนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2547 

“เราเปิดหลักสูตรครั้งแรกตอน พ.ศ. 2547 แต่ตอนนั้นยังเป็น Advanced Clinic เป็นคลินิกรวมที่หลายแผนกใช้ร่วมกัน ยังไม่มีคลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรตามผังโรงพยาบาล เป็นแค่หน่วยประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรเท่านั้น จนงานของเราเป็นที่รับรู้ของสังคมและของหมอจากโรงพยาบาลต่างๆ ที่ Refer คนไข้มาเยอะ ทางคณะเลยตั้งเป็นคลินิกอย่างที่เห็นทุกวันนี้ เป็นคลินิกหนึ่งในคณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมหาวิทยาลัยอื่นหรือโรงพยาบาลอื่นไม่มีคลินิกนี้

“มันเป็นศาสตร์ที่คนไทยไม่รู้จักเลย แล้วก็มีแพทย์ที่ทำได้น้อย ตอนนี้เราก็มีคุณหมออาสาสมัคร ซึ่งจะเป็นคุณหมอจัดฟัน คุณหมอรักษารากฟัน คุณหมออุดฟัน คุณหมอรักษาโรคเหงือก และคุณหมอตา หมอเหล่านี้เข้ามาช่วยโดยไม่ได้รับเงินสักบาท อันนี้ผมก็ต้องให้คณะทำหนังสือขอบคุณทุกปี” หมอณัฐดนัยเล่า ก่อนขอตัวไปตรวจคนไข้สักพักหนึ่ง

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

02

รักษาร่างกายและรักษาใจ

คลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรรับรักษาคนไข้มาแล้วนับหมื่นเคส ทีมแพทย์เจอทั้งเคสง่ายไปจนถึงเคสที่ยากมาก เช่น คุณป้าผู้ป่วยมะเร็งบนใบหน้าที่ต้องผ่านการผ่าตัด จนสูญเสียอวัยวะบนใบหน้าไปเกินครึ่ง

“ผมกับอาจารย์หม่อมดูแลเคสนั้น เป็นเคสใหญ่มากของเรา จนทีมต้องคิดกันหนักเลยว่าจะเริ่มยังไงดี หนึ่งคือจะยึดใบหน้าเขายังไง ใบหน้าเป็นโพรงจนเห็นอวัยวะข้างใน มีการเจาะเต็มไปหมดเลยครับ คนไข้ถ่ายรูปยังไม่มองกล้องเลย ประโยคแรกที่คุยกัน เขาบอกว่าคุณหมอมาช่วยชีวิตเขาทำไม เขาอยากตาย

“พอเราเจอแบบนี้ก็คิดหนักเลยว่าจะช่วยคนไข้อย่างไรดี คนไข้จะกลืนอาหารยังไงเพราะเขาไม่มีเพดานปาก ไม่มีอะไรเลย กว่าจะทำออกมาได้สำเร็จใช้เวลานานเหมือนกัน เราก็พิมพ์แบบใบหน้าเทียมที่เราทำมา มีฟันปลอม มีเพดานปาก มีอวัยวะใบหน้าทั้งหมด 

“อาจารย์หม่อมบอกเราว่า เคสนี้ใหญ่มาก สมัยอยู่อเมริกาก็ไม่เคยเจอ เรารักษาคุณป้าจนลูกสาวสนิทกับพวกผู้ช่วย ลูกสาวบอกว่า ตอนแรกคุณแม่ไม่ยอมไปไหน ไม่ยอมออกจากบ้านเลย ไม่กล้าส่องกระจก ในบ้านห้ามมีอะไรที่จะให้เห็นตัวเอง 

“ปรากฏว่าพอได้ใบหน้าไปแล้ว คุณป้าก็ออกไปไหนมาไหน คุณป้าไปตลาด ไปเที่ยวข้างนอกบ้าน และทุกครั้งที่มาเช็กอุปกรณ์ที่โรงพยาบาล ป้าจะไปสอยมะม่วงมาแจกหมอๆ ลูกสาวก็บอกว่าเขาเห็นความเปลี่ยนไปของคุณแม่เขา คุณแม่เขามีกำลังใจที่จะอยู่มากขึ้น แต่ก็นั่นแหละ ด้วยความที่เป็นมะเร็ง พออยู่ไปอีกประมาณสี่ปี มะเร็งมันกินเข้าไปถึงฐานสมอง แล้วก็ทะลุเข้าไปในสมอง” 

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล
อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

คุณหมอณัฐดนัยเล่าให้เราฟังถึงอีกเคสที่เก็บไว้สอนนักเรียนแพทย์ เป็นคุณลุงคนหนึ่งที่เจ็บปวดจากโรคมะเร็งใบหน้า เข้ามารับการรักษากับทีมคุณหมอตั้งแต่ พ.ศ. 2544

“ค่ารักษาคุณลุงประมาณล้านบาท เพราะต้องใส่จมูกเทียม สร้างเพดานปากขึ้นมาใหม่ และใส่ตัวรากเทียมยาวขึ้นไปยึดถึงกระดูกด้านในใบหน้า โดยปกติรากเทียมจะยึดแค่เหงือกกับกระดูกขากรรไกร แต่เคสนี้กระดูกขากรรไกรไม่เหลือแล้ว เลยต้องไปยึดขึ้นไปถึงกระดูกแถวโหนกแก้ม เป็นเคสที่เรามีหมอจากต่างประเทศมาทำ Life Surgery ที่แผนกศัลยศาสตร์ช่องปาก ทำ VDO Conference ได้รับความร่วมมือจากหลายๆ ภาคส่วน

“ตอนหลังมะเร็งมันขึ้นตา ก็ต้องผ่าตาออกข้างหนึ่ง เข้ามาทำอวัยวะเพิ่ม ค่ารักษาคุณลุงจริงๆ เป็นล้าน แต่คุณลุงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพราะที่บ้านยากจน ขอสังคมสงเคราะห์จากทางคณะ ก็เป็นอีกหนึ่งเคสตำนาน คุณลุงออกรายการทีวีด้วย แกบอกว่าแกอยากมาให้ความรู้กับคนที่เจอเรื่องแบบเดียวกัน” คุณหมอเล่าพร้อมเปิดภาพการรักษาบางส่วนให้เราดู

อย่างหนึ่งที่เราเห็นชัด คือที่แห่งนี้เป็นที่รักษาทั้งร่างกายและจิตใจ ช่วยให้ผู้ป่วยรับความกระทบกระเทือนทางจิตใจลดลงหลังจากสูญเสียอวัยวะนั้นไป จนผู้ที่ได้มารับการรักษา ก็อยากถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ แบบนี้กับผู้อื่นในสังคมด้วย

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

03

มุ่งมั่นต่อไปอย่างสุดกำลัง

คุณหมอณัฐดนัยพาเราไปดูอุปกรณ์ทางการแพทย์อันทันสมัยที่คลินิกมี รวมถึงวิธีการรักษาคนไข้จริงๆ ของทีมแพทย์ที่นี่ 

เช้าวันนี้มีคนไข้เข้ามาไม่เยอะนัก พวกเขากำลังนั่งรอคิวบริเวณโถงตรงกลาง อีกด้านหนึ่งเป็นห้องแล็บผลิตอวัยวะเทียม มีเจ้าหน้าที่ช่างทันตกรรมประจำการ คอยทำหน้าที่ผลิตอวัยวะเทียมตามคำสั่งของเหล่าคุณหมอทุกวัน

ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาจากที่นี่ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ด้อยโอกาสทางสังคม ยิ่งได้รับความพิการบนใบหน้า ก็ทำให้ไม่กล้าออกไปทำงานหรือใช้ชีวิตอีก เหล่าทีมแพทย์ที่คลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรจึงมุ่งมั่นรักษาผู้ป่วยอย่างสุดกำลัง 

“ห้าหกปีหลังมานี้บุคลากรเราน้อย ทีมเราก็ทำได้แค่ตั้งรับ อย่างคนไข้ดวงตาเทียมมีคิวอยู่ในสต๊อกหกร้อยกว่าคน เรามีแพลนเปิดคลินิกนอกเวลา ให้คุณหมอนักศึกษาที่เรียนไปกลับมาช่วยทำ จะเริ่มเปิดเดือนหน้าในวันที่ 1 ธันวาคม ส่วนอีกหนึ่งแพลนที่ว่าจะทำ คือเป็นโครงการทำดวงตาเทียมสำเร็จรูป คิดว่าถ้าเราทำเอง ต้นทุนจะถูกลงมากๆ เพราะไม่ต้องไปซื้อจากต่างประเทศเหมือนที่เป็นอยู่

“ผมคุยกับอาจารย์หม่อมมานานแล้วล่ะ หวังอยากให้ทันตแพทย์ดูแลคนไข้กลุ่มนี้ได้ คือบรรจุลงไปในหลักสูตรทันตแพทย์เลย แต่ว่ามันก็ยากถ้าไปปรับหลักสูตรทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต ผมก็มองว่าเป็นไปได้ไหม ถ้าให้หมอที่ไปอยู่ตามโรงพยาบาลชุมชนต่างๆ มาพัฒนาความรู้ ความสามารถ แล้วรักษาคนไข้ในที่นั่นได้เลย เพราะมีคุณหมอที่อยู่ตามชุมชนเจอคนไข้แบบนี้แล้วไม่รู้จะทำยังไง ถ้าเราเอาเข้าไปเป็นนโยบายของกระทรวงได้ เราจะมีหมอที่ทำสิ่งนี้ได้เยอะขึ้น แต่ถ้าบทความนี้ออกไปแล้วมีคุณหมอที่สนใจอยากช่วยคนไข้กลุ่มนี้ ผมยินดีมากครับ”

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

Writer

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load