The Cloud X สารคดีสัญชาติไทย

เช้ามืด ดวงอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นสันเขา

เสือโคร่งตัวนั้นนั่งหันหลังให้ผม เราอยู่ห่างกันราว 5 เมตร ไม่มีอะไรขวางกั้น ผมไม่ได้ซ่อนตัวอยู่ในซุ้มบังไพร ไม่มีแม้แต่พุ่มไม้หรือใบไม้ขวางกั้นระหว่างเรา ในระยะแค่นี้ เพียงมันขยับเบาๆ ก็จะถึงตัวผมอย่างง่ายดาย ใช่ว่ามันไม่รู้ว่าผมอยู่ใกล้ๆ แต่การกระโจนเข้าหาจะไม่เกิดขึ้นหรอก เพราะมันคือเสือที่เพิ่งฟื้นจากฤทธิ์ยาสลบแค่ 2 ชั่วโมง

หลังรู้สึกตัว เสือจะนอนนิ่งๆ สักพัก ลืมตา พยายามผงกหัวขึ้นมองรอบๆ แกว่งหางไปทางซ้าย ทางขวา ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงจึงจะขยับตัวลุกขึ้นนั่งได้

จากนั้นอีกสักครึ่งชั่วโมงมันจะลุกขึ้นยืน เซไปเซมา อาจล้มลงนอนอีกครั้งสองครั้ง ต่อจากนั้นก็จะเดินได้อย่างมั่นคง ถึงตอนนั้นเป็นเวลาที่พละกำลังรวมทั้งสติของมันฟื้นคืนครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว และนั่นย่อมไม่ใช่เวลาที่ผมจะอยู่กับมันในระยะใกล้เช่นนี้

เป็นระยะที่ใกล้เกินกว่าระยะที่มันอนุญาต

แต่ตอนนี้เสือเพิ่งลุกขึ้นนั่งหันหลังให้ ผมมีเวลาอยู่ตรงนี้อีกพอสมควร ก่อนโลกแห่งความเป็นจริงระหว่างเราจะกลับมา มันหันมองทางซ้าย ทางขวา ทำท่าราวกับทบทวนว่าช่วงที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น มันหันมาทางผม สายตาเราพบกัน  

ไม่มีอาการก้าวร้าวในแววตา ไร้เสียงขู่คำราม

ผมยกกล้องขึ้นแนบสายตากับช่องมอง กล้องที่ติดเลนส์ 24 มิลลิเมตร กดชัตเตอร์

ธรรมชาติ ห้องเรียนตลอดชีวิตของ ม.ล.ปริญญากร ช่างภาพสัตว์ป่าและธรรมชาติชั้นครู
เสือที่เพิ่งฟื้นจากฤทธิ์ยาสลบจะอยู่นิ่งกว่า 2 ชั่วโมงก่อนลุกขึ้นเดินจากไป

ผมนั่งนิ่งๆ  อีก 15 นาที ก่อนค่อยๆ ขยับคลานออกมา ถอยออกมาไกลพอสมควร ผมลุกขึ้นยืน ลายเหลืองดำ ของเสือเลือนรางอยู่ในพุ่มไม้ที่ใบเป็นสีเหลืองแห้งๆ ผมนั่งลงอีกครั้ง เอนหลังพิงต้นเต็งขนาดใหญ่ ป่าเต็งรังในช่วงฤดูแล้งโปร่งโล่ง

กล้องที่ติดเลนส์ 24 มิลลิเมตรในมือบอกให้รู้ว่า ถึงวันนี้ระยะห่างระหว่างผมกับสัตว์ป่าไม่มากนัก สัตว์ป่า อนุญาตให้ผมเข้าใกล้ได้บ้าง อีกนั่นแหละ กว่าจะเป็นเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายนักหรอก ไม่เพียงแค่เวลายาวนาน แต่มันหมายถึงตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมไม่เคยไปไหนพ้นจาก ‘ห้องเรียน’

ผมเริ่มต้นถ่ายภาพในห้องเรียนที่เป็นบึงน้ำ ตั้งแต่เช้าตรู่ เรือหางยาวจะมาส่งผมที่จุดหมายอันเหมือนบ้านหลังเล็กๆ ที่สร้างอยู่กลางบึงน้ำกว้าง เป็นบ้านที่มีแค่สี่เสา ด้านข้างและหลังคาหุ้มไว้ด้วยผ้าสีฟ้าซีดๆ

“ค่ำๆ เจอกันครับ” ชายผิวคล้ำ หน้าเข้ม ผู้ทำหน้าที่ขับเรือพูด 

ผมมุดเข้าบ้านหลังเล็กนั่น เรือหางยาวจากไป

ผมเริ่มต้นจัดที่ทาง กว่า 10 ชั่วโมงที่ผมต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ทำเช่นนี้มาแล้วกว่า 1 สัปดาห์

ในนี้ สิ่งอำนวยความสะดวกสบายที่พอหาได้คือเก้าอี้พับตัวเล็ก ไม่ต้องนั่งขัดสมาธิบนพื้นและคุกเข่า เพื่อให้ตาแนบกับช่องมองภาพ เท่านี้ก็สบายที่สุดแล้ว

เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม พนม คราวจันทึก ชายผิวคล้ำ หน้าเข้ม เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าแห่งเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด ออกสำรวจเมื่อพบการวางไข่ของนกน้ำ บนแพจอกแหนโล่งๆ เขาทำซุ้มบังไพรใกล้ๆ และแจ้งข่าวให้ผมรู้

นี่คล้ายเป็นความคุ้นเคยและผูกพัน ก่อนหน้านี้ เขาทำเช่นนี้ให้พ่อผม ซึ่งมาเฝ้าถ่ายนกเหล่านี้เช่นกัน 

ช่วงเวลาหนึ่ง ผมมาที่บึงน้ำติดต่อกันนานหลายปี ว่าตามจริง มันค่อนข้างซ้ำซากจำเจ มีรูปเหมือนๆ กันมากมายแต่ผมรู้สึกว่าการได้มาเฝ้าถ่ายรังนกน้ำอยู่ในซุ้มบังไพรแคบๆ เฝ้าดูความรัก ความห่วงใย ที่พ่อแม่นกมีให้กับลูก เป็นความรื่นรมย์อย่างหนึ่ง

การต้องอยู่ลำพังในที่ไม่มีทางจะถอยหนีไปทางใด รอบๆ มีเพียงผืนน้ำกว้าง ไม่ต่างจากการติดอยู่ในกรงแคบๆ

ธรรมชาติ ห้องเรียนตลอดชีวิตของ ม.ล.ปริญญากร ช่างภาพสัตว์ป่าและธรรมชาติชั้นครู

สำหรับผม นี่คือ ‘ด่าน’ ทดสอบกำลังใจอย่างหนึ่ง ที่สำคัญมันคือช่วงเวลาที่ผมได้รับบทเรียนจาก ‘ครู’ อย่างจริงจัง

ตั้งกล้องเสร็จ ผมลองปรับระยะชัดเลนส์เทเลโฟโต 560 มิลลิเมตรไปที่รังนกเป็ดผี ซึ่งเห็นเพียงเศษวัชพืชกองสุมอยู่ นี่คือลักษณะปกติของรังนกเป็ดผีและนกน้ำอีกหลายชนิด ทุกครั้งเมื่อมีอันตรายเข้ามาใกล้ พ่อหรือแม่นกที่กกไข่อยู่จะรีบลุกขึ้นคาบเศษหญ้ามาปิดไข่สีขาวอมเหลืองไว้อย่างรวดเร็ว และตัวเองจะลงจากรัง มุดน้ำหายไป 

มันจะกลับมาเมื่อทุกอย่างปกติ พวกมันจะเริ่มระแวงตั้งแต่เรือเข้ามาใกล้แล้ว การที่เรือแล่นกลับไป อาจทำให้ มันสบายใจขึ้น

ผมเคยเชื่อว่านก คงนับจำนวนไม่ได้

การเข้ามาสองคนและกลับออกไปคนหนึ่ง ทำให้นกคิดว่าอันตรายไปแล้ว คนที่เฝ้าในซุ้มจะได้อยู่กับนกอย่างใกล้ชิด

ได้อยู่กับนกอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพราะมันนับจำนวนไม่ได้หรอก เหตุผลที่ผมได้อยู่อย่างใกล้ชิดเป็นเพราะนก อนุญาตให้ผมเรียน 

เมื่อไม่มีสิ่งผิดปกติ บ้านหลังเล็กนั่นสร้างมานาน นกคุ้นเคยดี ไม่ระแวง

ธรรมชาติ ห้องเรียนตลอดชีวิตของ ม.ล.ปริญญากร ช่างภาพสัตว์ป่าและธรรมชาติชั้นครู
ธรรมชาติ ห้องเรียนตลอดชีวิตของ ม.ล.ปริญญากร ช่างภาพสัตว์ป่าและธรรมชาติชั้นครู
ลูกนกที่ออกจากไข่แล้วจะอยู่บนหลังพ่อหรือแม่เกือบตลอดเวลา

นกกลับมา มันปีนขึ้นรัง น้ำเกาะตามขนเป็นเม็ดๆ ก้มลงคาบหญ้าที่ปิดรังออก ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่ง ขยับหาท่าถนัด ดวงตากลมโตมองรอบๆ

นกเป็ดผีคือหนึ่งในจำนวนที่เรียกกันว่า นกน้ำ พวกมันมีรูปร่างคล้ายเป็ดขนาดเล็ก แต่ไม่ได้อยู่ในประเภทเดียวกับเหล่านกเป็ดน้ำ

เวลาผ่านไป แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าตรู่เปลี่ยนเป็นแสงแดดร้อนแรง ในซุ้มบังไพรทวีความร้อนอบอ้าว ดอกบัว สีชมพูที่ชูช่อไสวข้างบ้านหลังเล็กทยอยหุบเหลือเพียงดอกตูมๆ

แม่นกนั่งกกไข่นิ่งๆ นาน แทบไม่ขยับตัว นอกจากอ้าปากกว้างคล้ายเป็นการระบายความร้อน ผมเฝ้าดูกระทั่งพลบค่ำ กดชัตเตอร์เป็นระยะ ในห้องเรียนแคบๆ วันนั้น ครูสอนบทเรียนเรื่องความอดทน

ขณะมองเสือ ผมนึกถึงครั้งเริ่มต้นเรียนในโรงเรียนที่อยู่ในบึงน้ำ เสียงแกรกกรากจากการเดินเหยียบใบไม้แห้ง ของเสือค่อยๆ เบาลง เสือเดินจากไปแล้ว จากนี้ไปอีกหลายเดือน วิทยุที่ติดอยู่กับปลอกคอที่มันสวมอยู่จะส่งข้อมูลให้รู้ว่ามันไปอยู่ที่ไหน นักวิจัยจะตามเข้าไปตรวจสอบว่ามันทำอะไรบ้างได้อย่างละเอียด

ผมใช้เลนส์มุมกว้างกับเสือ ผู้เป็นครูที่อนุญาตให้เรียนด้วยอย่างใกล้ชิด เลนส์มุมกว้างช่วยให้ไม่เห็นรอบตัวเพียงมุมแคบๆ

เวลาผ่านมานาน ผมยังคงอยู่ในห้องเรียน ‘ห้องเรียน’ ที่ผมอยู่ไม่ได้กว้างใหญ่ขึ้นหรอก เพียงแต่บทเรียนต่างๆ ที่ได้เรียนจากครูทำให้ผมตัวเล็กลง

สารคดีสัญชาติไทย

Writer & Photographer

ปริญญากร วรวรรณ

ถ่ายทอดเรื่องราวของสัตว์ป่าและดงลึกทั่วประเทศไทยผ่านเลนส์และปลายปากกามากว่า 30 ปี มล. ปริญญากร ถือเป็นแบบอย่างสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างเคารพธรรมชาติให้คนกิจกรรมกลางแจ้งและช่างภาพธรรมชาติรุ่นปัจจุบัน

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

3 สิงหาคม 2560
9.18 K
The Cloud X  สารคดีสัญชาติไทย

ร้อยกว่าปีแห่งความโดดเดี่ยวของปู่จอร์จ เต่ายักษ์ตัวสุดท้ายของเกาะพินตา (Pinta) แห่งกาลาปากอส (Galapagos) นั้น เป็นเรื่องเศร้าราวกับนิยายรันทดที่แต่งขึ้นจากปลายปากกาของนักประพันธ์

แต่ทุกสิ่งทั้งหมดนี้คือเรื่องจริง… เรื่องราวของโลกที่ร้างไร้คู่ของปู่จอร์จผู้รอคู่ของมันจนวาระสุดท้ายของชีวิต

ผมมีโอกาสพบกับปู่จอร์จครั้งแรกในปี 2005 เป็นครั้งแรกที่ผมไปเยือนหมู่เกาะกาลาปากอส ซึ่งตั้งอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกทางฝั่งตะวันตกของประเทศเอกวาดอร์ หลังจากที่เราใช้เวลานานกว่าสัปดาห์ล่องเรือไปดำน้ำตามหมู่เกาะต่างๆ ของกาลาปากอส วันสุดท้ายเรือของเราก็มาจอดที่หน้า Charles Darwin Reserch Station ซึ่งเป็นบ้านหลังสุดท้ายของปู่จอร์จ

กาลาปากอส

เต่ายักษ์แห่งหมู่เกาะกาลาปากอสเป็นเต่าบกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ที่พบในบริเวณหมู่เกาะกาลาปากอสกลางมหาสมุทรแปซิฟิกนั้นมีชนิดแยกย่อยไปมากกว่า 14 สายพันธุ์ กระจัดกระจายกันอยู่ไปตามเกาะแก่งต่างๆ ในบริเวณหมู่เกาะแห่งนี้

เต่ายักษ์แห่งกาลาปากอสเป็นเต่าบกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สิ่งที่น่าสนใจนอกเหนือจากขนาดใหญ่โตของมันก็คือ ในหมู่เกาะกาลาปากอสนั้น เต่ายักษ์ที่พบในแต่ละเกาะมีชนิดย่อยที่มีลักษณะแตกต่างกันไปตามลักษณะของแหล่งอาหารและการกินอาหารของมัน ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ชาร์ลส์ ดาร์วิน นักชีววิทยาชาวอังกฤษที่มีโอกาสมาเยือนเกาะแห่งนี้เมื่อปี 1835 ได้ข้อสรุปในทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติ หรือ Natural Selection และตีพิมพ์หนังสือชื่อยาวมากๆ คือ On the Origin of Species by Means of Natural Selection, or the Preservation of Favoured Races in the Struggle for Life หรือที่เรารู้จักกันในชื่อย่อๆ ว่า On the Origin of Species ขึ้นมาในปี 1859 ไม่ใช่เพียงแค่พื้นฐานของการศึกษาวิชาชีววิทยาสมัยใหม่เท่านั้น ในอีกมุมหนึ่ง หนังสือเล่มนี้คือการปรับเปลี่ยนพื้นฐานทางความคิดครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ จากแนวคิดที่ว่าสิ่งมีชีวิตถูกสรรค์สร้างขึ้นมาอย่างสมบูรณ์โดยพระผู้เป็นเจ้า กลายมาเป็นทฤษฎีที่ว่าด้วยวิวัฒนาการของสรรพสิ่งในธรรมชาติบนโลกใบนี้

ปู่จอร์จเป็นเต่าตัวสุดท้ายของเผ่าพันธุ์เฉพาะถิ่นที่พบบนเกาะพินตา คือ Chelonoidis abingdonii ถูกพบอยู่เพียงลำพังตัวเดียวท่ามกลางฝูงแกะ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 1971 บนเกาะที่แห้งแล้งปราศจากพืชพันธุ์ที่เต่ายักษ์แห่งเกาะพินตาสามารถใช้เป็นอาหารได้เลย เนื่องมาจากการขยายพันธุ์ของฝูงแกะที่ชาวเรือผู้มาตั้งถิ่นฐานในยุคแรกได้นำมาปล่อยไว้บนเกาะเพื่อใช้เป็นอาหาร และฝูงแกะผู้รุกรานนั้นได้ขยายเผ่าพันธุ์ไปจนมีเป็นจำนวนมาก และทำให้พืชพันธุ์ที่อยู่ในระดับสูงพอที่เต่ายักษ์บนเกาะแห่งนี้จะเอื้อมคอขึ้นกินถึงได้นั้นหายไปหมด และสิ่งนั้นเองคือที่มาของการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์

ปู่จอร์จถูกนำกลับมาดูแลที่ Charles Darwin Reserch Station และนักวิทยาศาสตร์ยังคงไม่ละความพยายามที่จะค้นหาคู่ให้ปู่จอร์จมาตลอด 40 ปี ในทางทฤษฎีแล้วอาจจะถือว่าเต่ายักษ์แห่งเกาะพินตานั้นได้เริ่มต้นนับถอยหลังสู่วันที่จะสูญพันธุ์นับตั้งแต่วันที่เราค้นพบปู่จอร์จแล้ว

มิถุนายน 2012 ผมกลับมาเยือนหมู่เกาะกาลาปากอสอีกครั้งหนึ่ง วันสุดท้ายของการเดินทางผมก็ไปเดินใน Charles Darwin Reserch Station อีกเช่นเคย ในวันนั้นเราเห็นปู่จอร์จนอนอยู่ใต้ร่มไม้ในมุมที่ห่างไกลเพียงลำพัง และไม่มีใครล่วงรู้ได้เลยว่าเราจะไม่ได้มีโอกาสพบกับปู่จอร์จอีกแล้ว

กาลาปากอส

หมู่เกาะกาลาปากอสกลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่เกิดขึ้นจากเถ้าลาวาของภูเขาไฟ เมื่อประมาณ 7-8 ล้านปีที่แล้ว เป็นดินแดนที่สะท้อนถึงกระบวนการวิวัฒนาการของสายพันธุ์ต่างๆ ที่เด่นชัดที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

กาลาปากอส

ปู่จอร์จและฉลามหัวค้อนคือสัญลักษณ์ที่อยู่บนตราประทับของอุทยานแห่งชาติกาลาปากอส ซึ่งจะประทับลงไปบนหนังสือเดินทางทุกเล่มของผู้ที่มาเยือนหมู่เกาะแห่งนี้

24 มิถุนายน 2012 ปู่จอร์จในวันที่มีอายุมากกว่า 100 ปี (ไม่มีใครรู้ว่าปู่จอร์จมีอายุจริงๆ เท่าไรกันแน่) ก็จากโลกไปพร้อมกับสายพันธุ์เต่ายักษ์แห่งเกาะพินตาตัวสุดท้ายที่ถูกบันทึกว่าสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปจากโลกใบนี้

แล้วเต่าตัวหนึ่งที่สูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปจากธรรมชาตินั้นมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับพวกเรา ก็แค่เต่าตัวหนึ่งที่น่าสงสาร หรือว่าเป็นแค่เผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอก็แพ้ไปเท่านั้นหรือ…

ในแต่ละวัน นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่ามีสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นพืชพันธุ์ แมลง หรือว่าสัตว์ต่างๆ สูญพันธุ์ไปจากโลกนับร้อยชนิด และสาเหตุส่วนใหญ่ของการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์นั้นเกิดจากมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม

กิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการล่าเพื่อหาอาหาร การเปิดพื้นที่เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ สร้างโรงไฟฟ้า สร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ หรือแม้กระทั่งขนย้ายเอาสัตว์ต่างถิ่นเข้ามาเลี้ยงจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ย่อมส่งผลกระทบต่อการคัดสรรทางธรรมชาติอย่างที่เราอาจจะคาดไม่ถึง เช่น การปรับเปลี่ยนโครงสร้างของเมือง ทำให้ท้องทุ่งริมป่าที่เคยเป็นที่อยู่อาศัยของสมันในแถบชายทุ่งรังสิตเมื่อ ร้อยกว่าปีก่อนกลายมาเป็นพื้นที่ทางการเกษตร ก่อนจะกลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรม และหมู่บ้านจัดสรรในปัจจุบัน ย่อมทำให้ไม่มีสมันเหลืออยู่บนโลกใบนี้ เพราะสูญสิ้นแหล่งอาศัยไปตลอดกาลแล้ว

กาลาปากอส

ลักษณะของคอและรูปทรงของกระดองหลังที่แตกต่างกันไปของเต่ายักษ์กาลาปากอสแต่ละสายพันธุ์ย่อยนั้นเกิดจากการลักษณะของการกินอาหารในภูมิประเทศที่แตกต่างกันไปของแต่ละเกาะในหมู่เกาะกาลาปากอสแห่งนี้ เป็นแรงบันดาลใจให้ชาร์ลส์ ดาร์วิน นำเสนอทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติหรือ Natural selection อันโด่งดังขึ้นมา

กรณีของปลาซักเกอร์ ปลาที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ กลายเป็นสายพันธุ์ต่างถิ่นที่เข้ามารุกรานแหล่งน้ำแทบทุกแห่งในประเทศไทย ในช่วงเวลาไม่ถึง 30 ปีที่ผ่านมานี้เอง อาจจะส่งผลให้ปลาหลายสายพันธุ์ที่เป็นพันธุ์พื้นเมืองสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปได้ในอนาคตอันใกล้

ในช่วงชีวิตของเรามีสรรพสิ่งรอบๆ ตัวที่สูญพันธุ์ไปมากและรวดเร็วกว่าสิ่งที่เราค้นพบ และดูเหมือนว่าอัตราเร่งของการสูญพันธุ์จะยิ่งรวดเร็ว รุนแรง เพิ่มขึ้นทุกปีตามการขยายตัวของมนุษยชาติ

โลกเพิ่งจะได้รู้จักกับเต่ายักษ์แห่งหมู่เกาะกาลาปากอสเมื่อไม่ถึง 200 ปีมานี้เอง ช่วงเวลา 200 ปีที่ดูเหมือนจะยาวนานในความรู้สึกเมื่อเทียบกับชีวิตอันแสนสั้นของเรา

แต่เชื่อไหมว่าระยะเวลา 200 ปีที่ผ่านไปนั้น อาจจะไม่ใช่เวลาที่ยาวนานเท่าไรของโลกและธรรมชาติ

กาลาปากอส

หลังจากที่ปู่จอร์จ เต่ายักษ์กาลาปากอสตัวสุดท้ายแห่งเกาะพินตาเสียชีวิตลง หมายถึงการสูญสิ้นของเต่าสายพันธุ์นี้ไปตลอดกาล ปู่จอร์จถูกส่งไปสตัฟฟ์และจัดแสดงไว้ที่ American Museum of Natural History ในมหานครนิวยอร์กชั่วคราว ก่อนที่จะถูกส่งกลับมาจัดแสดงไว้ที่ Charles Darwin Research Station เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธุ์ 2017 ที่ผ่านมานี้เอง

Harriet เต่ากาลาปากอสตัวหนึ่งที่ชาร์ลส์ ดาร์วิน นำใส่เรือ HMS Beagal กลับไปอังกฤษด้วย และถูกส่งไปอยู่ที่ออสเตรเลียในที่สุด เนื่องจากมีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะกว่าในอังกฤษนั้น เพิ่งจะตายลงในปี 2006 และมีอายุราวๆ 175 ปี

ในขณะที่ชาร์ลส์ ดาร์วิน จากโลกนี้ไปตั้งแต่ปี 1882 สิ่งหนึ่งที่ดาร์วินอาจจะไม่มีโอกาสได้รู้ก็คือ ในช่วงระยะเวลาร้อยกว่าปีหลังจากทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติของเขาได้รับการตีพิมพ์ มนุษย์ก็ได้ทำหน้าที่ในการคัดเลือกสายพันธุ์ที่จะคงเหลือไว้แทนที่ธรรมชาติ

มรดกที่ดาร์วินทิ้งไว้ให้กับเราก็คือ คำถามที่มนุษย์เพียรพร่ำหาคำตอบมาแต่โบราณกาล อาจจะตั้งแต่แรกมีมนุษย์คนแรกเกิดขึ้นบนโลกนี้ก็คือ เรามาจากที่ไหน

แต่สิ่งที่คนรุ่นเราอาจจะต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ก็คือ แล้วอนาคต ถ้าหากมนุษย์ได้ทำลายกฎเกณฑ์ต่างๆ ของธรรมชาติบนโลกใบนี้ไปจนหมดสิ้นแล้ว

เผ่าพันธุ์ของเราจะไปอยู่ที่ไหน…

Save

Writer

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load