10 เมษายน 2564
6.01 K

สู่ดินแดนทิเบตน้อย

เสียงพึมพำเริ่มดังขึ้นรอบตัว ปลุกให้ฉันตื่นจากการเผลองีบไปเมื่อไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงที่แล้ว ฉันรู้ได้ทันทีโดยไม่ต้องลืมตาขึ้นมาดู ว่าเหตุใดผู้คนรอบกายจึงพากันส่งเสียงพึมพำที่แฝงไปด้วยความตื่นเต้นเช่นนี้ ใช่แล้ว! ฉันกำลังอยู่บนเครื่องบินที่มีจุดหมายปลายทางคือ เลห์ (Leh) เมืองหลวงของดินแดนสหภาพลาดัก (Union Territory of Ladakh) ที่เพิ่งถูกแยกออกมาจากรัฐจัมมูและแคชเมียร์อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 2019 ที่ผ่านมา

ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างเครื่องบิน พร้อมกับค่อยๆ คว้ากล้องถ่ายรูปออกมา มีคนเคยบอกว่า เที่ยวบินเส้นทางนี้วิวสวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว เบื้องล่างนั่นคือเทือกเขาหิมาลัยอันสลับซับซ้อน ยอดเขาปกคลุมด้วยหิมะสีขาวโพลน มองลงไปชวนให้รู้สึกว่าเครื่องบินเรานั้นช่างบินต่ำและอยู่ใกล้ยอดเขาเสียเหลือเกิน

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

ทริปนี้เป็นทริปที่ 2 ในชีวิตที่ฉันตัดสินใจขอเป็นหญิงสาวฉายเดี่ยวเที่ยวตามใจตนเอง ฉันเดินทางช่วงปลายเดือนตุลาคม ที่ลาดักกำลังจะสิ้นสุดฤดูใบไม้ร่วง ยังมีใบไม้สีทองปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไป แต่ก็ถือว่าเป็นช่วงใกล้สิ้นสุดฤดูกาลท่องเที่ยวของที่นี่ อากาศเริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะเข้าสู่ฤดูหนาวอันหนาวเหน็บในเดือนถัดมา

เที่ยวบินของฉันมาถึงสนามบินที่เลห์ตอนช่วงสายๆ อากาศอุ่นกว่าที่คาดการณ์ไว้ ฉันจัดการนัดหมายเจ้าของเกสต์เฮาส์ให้มารับที่สนามบินไว้ก่อนล่วงหน้า เพราะหลังจากนี้เป็นต้นไป ตลอดเวลาที่อยู่ลาดัก นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ จะไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตใช้งาน นอกเสียจากไวไฟตามโรงแรมหรือร้านอาหารเท่านั้น 

ลาดักอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลค่อนข้างมาก ออกซิเจนเบาบางกว่าปกติ อาจทำให้เกิดอาการแพ้ความสูง (Acute Mountain Sickness) ขึ้นได้ อาการที่พบบ่อยคือ ปวดศีรษะ มึนศีรษะ เหนื่อยง่าย นอนไม่หลับ โดยทั่วไปร่างกายปรับตัวได้เองใน 1 – 2 วัน ดังนั้น สิ่งแรกที่ทุกคนต้องทำเมื่อมาถึงคือนอนพัก เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัว ระหว่างอยู่บนที่สูงก็พยายามดื่มน้ำบ่อยๆ ระวังอย่าให้ร่างกายขาดน้ำ อย่าหักโหมออกแรงมากๆ หรือเคลื่อนไหวเร็วเกินไป 

ซึ่งฉันนอนหลับยาวจนถึงบ่าย 4 โมงเย็น ถึงเวลาต้องออกไปเดินเล่นที่ตลาด (Main Bazaar) เพื่อตามหาเอเจนซี่จัดการเรื่องรถและไกด์ ซึ่งจะพาฉันเดินทางท่องเที่ยวในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า 

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

ฉันเลือกเหมารถเดินทางเพียงคนเดียว ไม่แชร์ค่ารถกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ตลอดการเดินทางในทริปนี้ จะมีแค่ฉันกับคนขับรถ ทำหน้าที่เป็นทั้งคนขับรถและไกด์ไปด้วยในตัว แต่แล้วความหน้าแตกดังโป๊ะแรกก็เกิดขึ้นจนได้ นั่นคือ เงินสดที่พกติดตัวมาด้วยไม่พอจ่ายค่ามัดจำทัวร์ขั้นต่ำด้วยซ้ำ พอเจ้าของเอเจนซี่ทัวร์รู้ดังนั้น กลับไม่ว่าอะไร ตรงกันข้าม เธอหยิบเงินฉันไปแค่ไม่กี่รูปี พร้อมกับบอกว่ามัดจำแค่นี้ก็พอแล้ว เดี๋ยวเธอไม่มีเงินไปเดินตลาดต่อนะ 

ฉันได้ยินแบบนั้นแทบจะร้องไห้เลยทีเดียว ทำไมคนที่นี่ใจดีแบบนี้ล่ะ

จุดบรรจบของแม่น้ำสองสีและดินแดนโลกพระจันทร์

คนขับรถเป็นผู้ชายวัยกลางคน เชื้อสายทิเบต ท่าทางใจดี อัธยาศัยดี พูดภาษาอังกฤษคล่อง มารับฉันตอน 8 โมงเช้าตามนัดหมายกันไว้ คุณลุงแนะนำตนเองว่าชื่อ Karma เส้นทางที่เราจะเดินทางวันนี้ อยู่ที่ระดับความสูงใกล้เคียงกับเลห์ ถือว่าเป็นการให้เวลาร่างกายได้ปรับตัวต่ออีกหนึ่งวัน ก่อนจะขึ้นสู่ระดับความสูงที่มากขึ้นในวันพรุ่งนี้

จุดแรกที่ฉันผ่านคือ Sangam View Point เป็นจุดที่แม่น้ำสินธุ (Indus) และ แม่น้ำซันสการ์ (Zanskar) มาบรรจบกัน เห็นสีฟ้าสองโทนต่างกันชัดเจน ถ้ามาช่วงหน้าร้อน จะไม่เห็นสีฟ้าแบบนี้นะ เพราะหิมะบนภูเขาจะละลายพาโคลนไหลมา แม่น้ำจะกลายเป็นสีโคลนแทน ฉันมุ่งหน้าต่อไปเรื่อยๆ ปลายทาง คือ ลามายูรุ (Lamayuru) ที่ได้รับสมญานามว่าเป็นดินแดนโลกพระจันทร์ (Moon Land) เพราะภูมิประเทศแถบนี้คล้ายกับบนดวงจันทร์ 

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

ฉันเริ่มมีอาการปวดหัวเล็กน้อย น่าจะเป็นเพราะเมื่อคืนนอนไม่พอ คุณลุง Karma ชวนดื่มชาเขียวกับแครกเกอร์ปราศจากน้ำตาลเป็นการพักเบรก ช่วยให้อาการดีขึ้นมาก ก่อนจะเดินขึ้นไปชม Lamayuru Monastery คนที่นี่ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายวัชรยาน ถ้าเทียบกับบ้านเรา Monastery ก็คล้ายๆ วัด มีพระ เณร อาศัยและเรียนหนังสือ 

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

ขับรถขึ้นถนนที่สูงที่สุดในโลก มุ่งสู่ Nubra Valley 

การเดินทางต่อจากนี้ ฉันได้คนขับคนใหม่เป็นชายหนุ่มอายุประมาณ 30 ชื่อ Stanzin ท่าทางเฟรนด์ลี่สุดๆ พูดภาษาอังกฤษคล่องปร๋อ มาพร้อมเสียงเพลงภาษาท้องถิ่นอันครึกครื้นในรถ จุดหมายวันนี้ เดินทางไกลไป Nubra Valley โดยขับผ่าน Khardung La Pass เป็นถนนที่มีความสูง 5,359 เมตรจากระดับน้ำทะเล (ดอยอินทนนท์สูง 2,565 เมตร)

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก
สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

ฉันมีอาการปวดหัวเล็กน้อยก่อนจะถึง Khardung La แต่พอได้กิน Maggie คล้ายๆ มาม่าต้มยำ และเครื่องดื่มที่ขาดไม่ได้เวลามาอินเดียคือ ชานมหรือ Chai อาการก็ดีขึ้นในฉับพลัน ข้างบน Khardung La Pass มีหิมะตก อากาศหนาวมาก น้ำแทบทุกแห่งกลายเป็นน้ำแข็ง รวมถึงในห้องน้ำด้วย คงไม่ต้องบอกนะว่าน้ำอะไร ทับถมกันเป็นชั้นๆ เชียว

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

วันนี้เราจะเดินทางยิงยาวถึงหมู่บ้าน Turtuk ประมาณบ่าย 4 โมงครึ่ง ตอนแรกจินตนาการไว้ว่า ถนนไปสู่หมู่บ้านสุดชายแดนมันต้องโยกเยกโคลงเคลงตลอดทางแน่ๆ แต่พอเจอของจริง กลับไม่เหมือนที่คิดไว้เลยสักนิด ถนนดีมาก ถึงจะเป็นเลนกว้างขนาดเท่ารถคันเดียว แต่ลาดยางเรียบเกือบตลอดสาย คนในหมู่บ้าน Turtuk หน้าตาจะคล้ายชาวปากีสถาน นับถือศาสนาอิสลาม หมู่บ้านแห่งนี้เคยอยู่ภายใต้การปกครองของปากีสถาน แต่หลังจากเกิดสงครามระหว่างอินเดียกับปากีสถาน อินเดียเป็นฝ่ายชนะ หมู่บ้านนี้จึงตกมาอยู่ภายใต้การปกครองของอินเดีย ตั้งแต่ ค.ศ. 1971 เป็นต้นมา 

แต่ถึงกระนั้น ผู้คนที่นี่ก็ยังคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตและความเชื่อดั้งเดิมแบบบรรพบุรุษ

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

นี่คือสะพานเข้าหมู่บ้าน รถจะเข้ามาจอดได้ถึงแค่ตรงนี้ จากนี้ฉันจะพกเฉพาะสัมภาระจำเป็น เดินข้ามสะพานเข้าสู่หมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนเนินสูง Stanzin ช่วยตามหาเกสต์เฮาส์ที่ฉันหาข้อมูลล่วงหน้าในอินเทอร์เน็ต เมื่อติดต่อห้องพักและจัดแจงเก็บข้าวของเรียบร้อย ยังพอมีเวลาเดินเล่นชมหมู่บ้าน ก่อนกลับมาทานอาหารเย็นที่เจ้าของบ้านจัดเตรียมไว้ให้ หมู่บ้านแห่งนี้เงียบสงบมาก เหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่ง หลีกเร้นจากความวุ่นวายของโลกภายนอกชั่วคราว

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

วันรุ่งขึ้น หลังทานอาหารเช้าเสร็จ Stanzin พาเดินลัดเลาะไปชมวิวจากบนเนินเขา วิวเบื้องล่างคือหมู่บ้านที่เราเพิ่งเดินจากมาและแม่น้ำ Shyok ที่ไหลเข้าไปยังประเทศปากีสถาน จากจุดนี้ เราจะมองเห็นยอดเขาแหลมๆ อยู่ตรงกลางระหว่างภูเขาสองลูก คือยอดเขา K2 ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงเป็นอันดับสองรองจาก Mt. Everest 

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

เราจะเดินทางย้อนกลับทางเดิม ไปเยี่ยมชม Diskit Monastery ที่หมู่บ้าน Diskit อันเป็นบ้านเกิดขององค์ดาไลดามะ มีพระพุทธรูปพระศรีอริยเมตไตรย ขนาดองค์ใหญ่มาก ประดิษฐานอยู่บนเขา มองเห็นเด่นได้แต่ไกล

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

กลางหุบเขาแห่งนี้ มีทะเลทรายด้วยนะ คือ Hunder Sand Dunes อันโด่งดัง 

ใครมาที่นี่จะต้องไม่พลาดการถ่ายรูปกับเหล่าน้องอูฐที่หน้าตาหน้ายิ้มแย้มรับแขกตลอดเวลา

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

Pangong Tso ทะเลสาบที่อยู่สูงที่สุดในโลก

เริ่มต้นเช้าวันใหม่ วันนี้เป็นวันที่เดินทางไกลที่สุดของทริป เราเดินทางออกจาก Nubra Valley มุ่งหน้าสู่ Pangong Tso หรือ ทะเลสาบปางกอง (Tso แปลว่า ทะเลสาบ) โด่งดังจากการเป็นฉากจบในภาพยนตร์อินเดียชื่อดังเรื่อง 3 Idiots ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 4,225 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีความยาวประมาณ 134 กิโลเมตร 

ปางกองเป็นทะเลสาบ 2 ประเทศ ฝั่งตะวันตกเป็นของอินเดีย ฝั่งตะวันออกเป็นของจีน พื้นที่แถบนี้เป็นพื้นที่อ่อนไหว และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในกรณีพิพาทระหว่างทั้งสองประเทศที่เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

ยินดีต้อนรับสู่ครอบครัวใหม่ที่เลห์

ช่วงเวลาอีกไม่กี่วันที่เหลือของทริปนี้ ฉันกลับมาอยู่ที่ตัวเมืองเลห์ จองที่พักแบบโฮมสเตย์ของครอบครัวชาวลาดักกี้แท้ๆ ฉันได้พบสมาชิกในบ้านทั้งหมด 5 คน คุณปู่ คุณพ่อ คุณแม่ คุณลุง และลูกชายที่เพิ่งเรียนจบวิศวกรรมศาสตร์มาหมาดๆ ซึ่งตั้งใจกลับมาช่วยดูแลกิจการโฮมสเตย์ของที่บ้าน ส่วนคุณปู่อายุ 80 กว่าแล้วแต่ยังแข็งแรง อดีตเคยเป็นนักเรียนทุน มีผลงานเขียนหนังสือประวัติศาสตร์ท้องถิ่น แถมยังเคยเดินทางมาจังหวัดเชียงใหม่บ้านเกิดฉันด้วย 

คุณปู่แม้ปกติจะหลงๆ ลืมๆ บ้างตามประสาผู้สูงอายุ แต่พอได้ยินคำว่า เชียงใหม่ ความทรงจำมากมายในอดีตของท่านก็กลับแลดูชัดเจนขึ้น เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฉันฟังราวกับว่าเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง 

ทุกคนในบ้านบอกว่าการจะเที่ยวตัวเมืองเลห์ให้สนุกนั้นต้องใช้วิธีเดิน คุณแม่จึงรับหน้าที่เป็นไกด์พาฉันเดินเล่นยามเช้าไปยังศานติสถูป (Shanti Stupa) เจดีย์สีขาวที่สร้างโดยพระชาวญี่ปุ่น เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพและเป็นการฉลองครบรอบ 2,500 ปี ของพระพุทธศาสนา จากศานติสถูป คุณแม่พาฉันเดินข้ามไปยังเขตเมืองเก่าและพระราชวังเลห์ (Leh Palace) ซึ่งตั้งอยู่อีกฟากฝั่งหนึ่งของเมือง เพื่อส่งมอบหน้าที่ไกด์ภาคบ่ายให้กับคุณพ่อ

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก
สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

คุณพ่อทำงานให้กับองค์กรด้านการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น กำลังมีโปรเจกต์บูรณะอาคารเก่าในเขตเมืองเก่าของเลห์ ท่านจึงถือโอกาสนี้พาฉันเดินเยี่ยมอาคารเก่าที่กำลังได้รับการซ่อมแซม คุณพ่อบอกว่าเป็นงานที่เงินเดือนไม่มาก แต่มีคุณค่าและจำเป็นอย่างยิ่งต่อเลห์

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

บ้านหลังนี้ไม่มีไวไฟ หากจำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ต เจ้าของบ้านเปิดฮอตสปอตให้ได้ แต่การไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ที่นี่กลับเป็นเรื่องดีซะอีก ทำให้ฉันมีโอกาสตั้งวงนั่งคุยกับสมาชิกในบ้านอย่างจริงจังทุกวันหลังอาหารเย็น ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องราวหลายๆ อย่างร่วมกัน เป็นกิจกรรมที่ดูเหมือนจะห่างหายไปจากชีวิตตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ 

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

ลูกชายของบ้านชื่อ Jigmet มีกิจวัตรประจำวันคือ ตื่นแต่เช้ามืดมาวิ่งทุกเช้า กลับบ้านมานั่งดื่มชา อ่านหนังสือ รับแสงแดดอุ่นๆ ยามเช้าที่ส่องลอดเข้ามาทางหน้าต่าง ให้ตัวเองได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง เขาบอกว่าการที่ทำแบบนี้ทุกเช้า จะทำให้ตัวเองมีวินัยและเป็นคนที่มีประสิทธิภาพ ใช้เวลาได้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น เจ้าของบ้านบอกกับฉันว่าสำหรับพวกเขาแล้ว “Everyday is Sunday.” ซึ่งเราก็ทำให้เป็นแบบนั้นได้ ไม่ได้หมายถึงการมีวันหยุดทุกวันหรือไม่ได้ทำงาน แต่มันคือการออกแบบชีวิตของเราให้เป็นแบบที่เราต้องการ เพราะนั่นคือชีวิตของเราและเรามีแค่ชีวิตเดียวเท่านั้น 

Before we go … Be more thoughtful

วันนี้ถึงเวลาต้องกล่าวคำอำลาครอบครัวใหม่แล้ว เครื่องบินจะออกจากเลห์ตอน 10.25 น. ตอนเช้าจึงยังมีเวลาดื่มชา ทานอาหารเช้า สบายๆ เหมือนเช่นเคย ระหว่างทานอาหารเช้า Jigmet มีข้อความฝากส่งต่อถึงทุกคนว่า เวลาทานอาหาร ใช้น้ำ ไฟฟ้า หรือทรัพยากรอะไรก็ตามอย่างสิ้นเปลืองนั้น อยากให้ลองคิดถึงคนอื่นที่ขาดแคลนสิ่งเหล่านี้ เช่น ลาดักมีฤดูหนาวยาวนาน อาหารขาดแคลน เพาะปลูกไม่ได้ น้ำก็หายากเพราะเป็นน้ำแข็งไปหมด หรือบางประเทศแห้งแล้งขาดแคลนน้ำสะอาด บางครั้งต้องยอมเดินเท้าไกลหลายกิโล เพียงเพื่อจะให้ได้มาซึ่งน้ำแก้วเดียว 

ดังนั้น พยายามใช้สิ่งต่างๆ อย่างรู้คุณค่า คิดถึงคนอื่นให้มากขึ้น “Be more thoughtful.” 

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

ตลอดเวลาที่อยู่ลาดักได้พบเจอคนดีๆ มากมาย คอยช่วยเหลือตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย ไม่มีวันไหนที่รู้สึกเป็นคนต่างถิ่นแปลกหน้าเลย แถมยังถูกพวกเขาค่อยๆ หล่อหลอมให้อยากเป็นคนที่ดีขึ้น หวังว่าเรื่องราวการเดินทางครั้งนี้จะมีส่วนช่วยเป็นแรงบันดาลใจ (แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี) ให้ใครก็ตามได้ก้าวข้าม Comfort Zone ออกไปผจญภัยกัน

Life is short, world is wide.

Julley!

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ศศิวิมล งามทิพย์

ทันตแพทย์หญิงที่ในหัวมีแต่แผนการท่องเที่ยว และเชื่อว่าเมื่อได้ออกเดินทาง เราจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

2 มิถุนายน 2565
1.20 K

“อามีกู้ อามีกู้…หนีห่าว หนีห่าว” เสียงเล็ก ๆ ทักทายผมอย่างร่าเริงเป็นภาษาโปรตุเกส 

คำว่า Amigo แปลว่า เพื่อน ส่วน หนีห่าว ก็พอเดาได้ว่าเจ้าหนูทึกทักว่าผมเป็นชาวจีน

ผมมาถึง อียา ดือ โมซัมบิก (Ilha de Moçambique) 4 – 5 วันเข้าไปแล้ว ทุก ๆ เช้าที่ผมเดินออกจากโรงแรมเพื่อสำรวจเกาะก็เจอเด็กกลุ่มนี้ ทักทายแบบนี้เป็นประจำ เด็ก ๆ ไม่เพียงทักทายเฉย ๆ แต่คอยเดินตามตื๊อชนิดถึงเนื้อถึงตัว เพื่อขอเศษสตางค์ ลูกอมหรือขนมต่าง ๆ รวมทั้งของใช้ ไม่ว่าปากกา สมุดจด แม้กระทั่งเสื้อและรองเท้าที่เรากำลังใส่อยู่

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก
อียา ดือ โมซัมบิก เต็มไปด้วยอาคารสวยงามในสถาปัตยกรรมยุโรปและอีกหลากหลาย

อีย่า ดือ โมซัมบิก เป็นเกาะขนาดเล็ก มีความยาวเพียง 3 กิโลเมตร แบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ กล่าวคือ พื้นที่ยาวประมาณ 1.5 กิโลเมตรแรกที่อยู่ปลายติ่งของเกาะ ยื่นออกไปในทะเลนั้น เป็นพื้นที่ที่เรียกว่า Stone Town ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นเขตที่มีอาคารสร้างจากหิน เป็นสถาปัตยกรรมยุโรปอันงดงาม โอ่โถง ไม่ว่าจะเป็นอาคารที่ทำการรัฐบาล อดีตจวนผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของกษัตริย์โปรตุเกส ที่ทำการศุลกากร โรงพยาบาล โบสถ์ วิหาร และตลาด 

ในอดีต บริเวณนี้เป็นที่อยู่อาศัยของชนชั้นปกครอง สงวนไว้สำหรับคนผิวขาวเท่านั้น คนผิวสีชาวแอฟริกันมักถูกกีดกันให้อยู่อีกส่วนหนึ่งของเกาะ ในพื้นที่ 1.5 กิโลเมตรที่เหลืออยู่ใกล้แผ่นดิน บริเวณนั้นเป็นแหล่งเสื่อมโทรมที่เรียกว่า ‘มากูตี (Macúti)’ แน่นอนว่าเด็ก ๆ เหล่านี้มาจากมากูตีนั่นเอง

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก
นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก

“อามีกู้ อามีกู้…หนีห่าว หนีห่าว”  เด็ก ๆ ยังคงตามตื๊ออย่างต่อเนื่อง แม้ว่าผมทำเป็นไม่สนใจ

“Não. Sou Tailandês – ไม่ใช่ พี่เป็นคนไทย” ผมชักเหลืออดจนต้องหันหน้ากลับมาสวนด้วยภาษาโปรตุเกสสั้น ๆ

“อามีกู้ไม่ได้มาจาก Japão เหรอ จริง ๆ แล้วมาจาก Japão ใช่ไหม”  

โอย ยังไม่เลิกอีก ก็บอกแล้วไงว่าเป็นคนไทย ไม่ใช่คนจีน คนญี่ปุ่น หรือชาติไหน ๆ

“มีปากกาไหม มีสมุดไหม อยากได้ อยากเอาไว้ไปเรียนหนังสือ หรือเซนยอร์จะให้รองเท้าแตะก็ได้นะ 

“ขอนะ ขอนะ ไม่ก็เสื้อของเซนยอร์ก็ได้” น้อง ๆ ยังคงตื๊อต่อไปเรื่อย ๆ

“Não ปากกาไม่มี สมุดก็ไม่มี และจะไม่ให้อะไรทั้งนั้น” ผมเริ่มหงุดหงิดขึ้นเรื่อย ๆ

ความจริงใจก็แอบสงสารและอยากให้ของเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พอจะช่วยเหลือเด็ก ๆ เหล่านี้ แต่เมื่อคิดว่าเราอาจจะกำลังสร้างขอทานอาชีพก็ต้องใจแข็ง ตลอด 4 – 5 วันที่ผ่านมาผมเลือกที่จะเดินหนี ไม่สนใจและไม่โต้ตอบใด ๆ 

ทำเหมือนน้อง ๆ กลุ่มนี้เป็นเพียงอากาศธาตุ แต่วันนี้ผมไม่อยากทำแบบเดิมอีกต่อไป

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก
เซนยอร์ไตลานเด๊ช และอาสาสมัครมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก

“ฟังพี่นะ” ผมหันกลับไปพูดกับเด็กกลุ่มนี้อย่างจริงจัง “ถ้าวัน ๆ เอาแต่มาเดินตื๊อขอข้าวของจากนักท่องเที่ยวแบบนี้ อีกหน่อยจะไม่มีใครมาเที่ยวที่อียา ดือ โมซัมบิก อีก เพราะมันน่ารำคาญมาก ๆ พี่จะไม่ให้เด็ดขาด เลิกตื๊อได้แล้ว” 

เด็ก ๆ ดูอึ้งไปทันทีเมื่อผมพยายามอธิบายข้อความนี้ด้วยภาษาโปรตุเกส ซึ่งเป็นภาษาที่ผมเพิ่งเริ่มเรียน ผสมภาษาอังกฤษกับสเปน พร้อมทำมือทำไม้ออกอาการให้วุ่น แต่ผมคิดว่าเด็ก ๆ เข้าใจ

“ถ้าอยากได้ของ ก็ต้องทำงานแลก เข้าใจใช่ไหม” ผมพยายามสื่อสารต่อพร้อมกับปิ๊งไอเดียขึ้นมาหนึ่งอย่าง 

“เอาอย่างนี้ ถ้ามาพาพี่เดินเที่ยวอียา ดือ โมซัมบิก ให้ทั่ว แล้วพี่จะพาไปซื้อขนมที่ตลาด เอ่อ ที่แมรกาดู เซนตราล” และผมก็ตั้งใจจริง ๆ ที่จะพาพวกน้อง ๆ ไปเลือกซื้อขนมที่ Mercado Central เมื่อพวกเขาทำภารกิจสำเร็จ

ดังนั้น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’ จึงเกิดขึ้นในตอนสายของวันนั้นนั่นเอง โดยผมและน้อง ๆ มีข้อตกลงร่วมกันว่า เราไปกันแค่ 5 คนนี้เท่านั้น ห้ามไปชวนคนอื่นมาอีก น้อง ๆ ต้องพยายามอธิบายสถานที่ต่าง ๆ โดยใช้ภาษาโปรตุเกสเป็นหลัก แต่ถ้าหากผมถามเป็นภาษาอังกฤษ ก็ขอให้พยายามตอบกลับมาเป็นภาษาอังกฤษเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้ผมจะได้ฝึกภาษาโปรตุเกสที่กำลังร่ำเรียนอยู่ ในขณะที่น้อง ๆ ก็ได้ฝึกภาษาอังกฤษไปด้วย และเมื่อการเที่ยวของเราจบลง น้อง ๆ ก็จะได้ไปเลือกขนมที่ตัวเองชอบจากแผงในตลาดมาเป็นรางวัล โดยผมกำหนดมูลค่าเอาไว้ในใจ

น้อง ๆ ดูกระตือรือร้นขึ้นมาทันทีที่รู้ว่าถ้าเขาได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่บางอย่าง และเขาก็ทำตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัด เวลามีเด็กอื่น ๆ เดินรี่เข้ามาหาผม พวกน้อง ๆ จะรีบไปกันทันที 

“ไม่ต้อง ไม่ต้องยุ่งกับเซนยอร์คนนี้” อันนี้เป็นไปตามข้อตกลงข้อแรกที่เราไปกันแค่ 5 คนเท่านั้น

เด็ก ๆ พยายามอธิบายสถานที่ต่าง ๆ เท่าที่ทำได้ด้วยภาษาโปรตุเกสแบบช้า ๆ ชัด ๆ สำหรับเซนยอร์ไตยลานเด๊ชคนนี้ และเวลาที่ผมลองถามพวกเขาเป็นภาษาอังกฤษ น้อง ๆ ก็พยายามตอบกลับมาด้วยภาษาเดียวกัน 

อันนี้เจ๋งมาก ๆ ผมนี่แอบปลื้มจนยิ้มตาหยีเลย 

เกาะอียา ดือ โมซัมบิก (Ilha de Moçambique) สถานที่ที่ วาชกู ดา กามา (Vasco da Gama) นักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่ชาวโปรตุเกสได้ย่างเท้าขึ้นสัมผัสแผ่นดินแอฟริกาตะวันออกเป็นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1498 หลังจากรอนแรมฝ่าพายุในท้องมหาสมุทรกว้างใหญ่มาเป็นเวลานาน ขณะนั้นสุลต่านอาหรับนามว่า Ali Musa Mbiki ยังเป็นเจ้าผู้ครองนครแห่งนี้อยู่ ต่อมาเมื่อโปรตุเกสเข้ายึดเป็นอาณานิคม นามของท่านสุลต่านซึ่งออกเสียงว่า มูซา อึมบิกิ จึงได้กร่อนจนกลายเป็นคำว่า ‘โมซัมบิก (Moçambique)’ อันเป็นชื่อของประเทศนี้อย่างเป็นทางการมาจนปัจจุบัน

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก

เกาะอียา ดือ โมซัมบิก นอกจากมีความสำคัญในฐานะอดีตเมืองหลวงแห่งแรกของประเทศแล้ว ยังเป็นจุดกำเนิดที่พัฒนาให้โมซัมบิกกลายเป็นดินแดนพหุสังคมที่หลอมรวมผู้คนหลายเชื้อชาติ หลากวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน 

บนเกาะเล็ก ๆ ความยาวเพียง 3 กิโลเมตรแห่งนี้ อัดแน่นด้วยอาคารเก่าสถาปัตยกรรมแบบยุโรปอันสวยงาม สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมแอฟริกัน อาหรับ และเอเชีย เราจึงพบเห็นทั้งโบสถ์คาธอลิก มัสยิดอิสลาม วิหารฮินดู และบ้านดินแบบแอฟริกัน ตั้งอยู่ปะปนกันเป็นจำนวนมาก จนยูเนสโกได้ประกาศขึ้นทะเบียนเกาะอียา ดือ โมซัมบิก ให้เป็นพื้นที่มรดกโลก (World’s Heritage Site) มาตั้งแต่ ค.ศ. 1977

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก

คณะทัวร์ของเราเริ่มที่ปลายสุดของเกาะ นั่นคือที่ป้อมเซา เซบาชเตียว (São Sebastião) ป้อมปราการหินโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่บนหน้าผา เด็ก ๆ ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปภายใน จึงทำได้แค่ส่งผมตรงปากประตูทางเข้าเท่านั้น

“ต้องดูอะไรบ้างที่พวกนายคิดว่าเจ๋งสุด” ผมกระซิบถามไกด์ตัวน้อย

“เซนยอร์ต้องไปดูโบสถ์เล็ก ๆ ที่ปลายแหลม นั่นคือโบสถ์บาลูอาร์ตือ (Baluarte Chapel) เชื่อกันว่าเป็นโบสถ์คริสต์ที่เก่าแก่ที่สุดในแผ่นดินแอฟริกา แล้วก็อย่าลืมไปดูห้องโถงเก็บน้ำ เป็นห้องโถงที่ใหญ่มาก ๆ สูงมาก ๆ ใช้กักเก็บน้ำฝนไว้ใช้บนเกาะมาตั้งแต่โบราณ และด้วยการออกแบบที่ชาญฉลาด น้ำฝนที่ตกบนหลังคาหรือบนตัวป้อมปราการทุกเม็ดจะไหลมารวมกันในห้องโถงแห่งนี้ มันเป็นโถงที่สูงเหมือนตึกหลายชั้น และทุกวันนี้ก็ยังเป็นแหล่งสะสมน้ำจืดที่สำคัญที่สุด เซนยอร์ต้องเดินไปทั่ว ๆ นะ วิวสวยมาก ๆ เซนยอร์จะต้องชอบแน่ ๆ” หัวหน้าทัวร์ตัวน้อยแนะนำ

แน่นอนว่าเซนยอร์ลูกทัวร์อย่างผมก็ทำตามแต่โดยดี

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก
โบสถ์บาลูอาร์ตือ (Baluarte Chapel)

เมื่อผมสำรวจป้อมเซา เซบาชเตียว เสร็จเรียบร้อย ผมก็รีบออกมาพบน้อง ๆ เพื่อเที่ยวต่อ สารภาพตรง ๆ เลยนะครับว่าผมจำรายละเอียดไม่ได้ทั้งหมดว่าประวัติความเป็นมาของแต่ละสถานที่นั้นเป็นอย่างไร แต่ผมเดินเที่ยวกับน้อง ๆ อย่างสนุกสนานมาก พวกเขาแย่งกันเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เท่าที่จำได้ และถ่ายทอดออกมาอย่างเต็มความสามารถ

“นี่วาชกู ดา กามา นักสำรวจชาวโปรตุเกสที่เดินทางจากยุโรปมาแอฟริกาแล้วมาค้นพบอียา ดือ โมซัมบิก ก่อนข้าทะเลต่อไปยังเมืองโกอา (Goa) ในอินเดียและมาเก๊า (Macau) ในจีน แล้วชื่อประเทศโมซัมบิก ก็มาจากอีย่า ดือ โมซัมบิก นี่แหละ” เด็ก ๆ เล่าเมื่อพาผมมาหยุดยืนที่หน้าอนุสาวรีย์ของ Vasco da Gama

นักท่องเที่ยวไทยชวนเด็ก ๆ เป็นไกด์ท้องถิ่น ตะลอนทัวร์เกาะโบราณ 204 ปีของโมซัมบิก
อนุสาวรีย์ของวาชกู ดา กามา

“นี่โบสถ์ซานตู อันโตนีอู รู้จักซานตู อันโตนีอูไหม เป็นนักบุญศักดิ์สิทธิ์ที่ใคร ๆ มักจะมาขอพรท่านเพื่อให้กำเนิดบุตรชายหญิงที่แข็งแรง” เรื่องเล่านี้มาที่หน้าโบสถ์ชื่อเดียวกัน

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’
โบสถ์ซานตู อันโตนีอู (Santo Antonio) 

“นี่โรงพยาบาล และนี่ก็ศาลาว่าการเมือง” อาคารโรงพยาบาลเก่าของอียา ดือ โมซัมบิก ยังคงงดงามแม้ยืนท้าแดดท้าฝนมาหลายศตวรรษจนดูเหมือนโบราณสถานปรักหักพัง แต่ที่ผมประหลาดใจก็คือ เมื่อผมลองเดินไปด้านหลังของอาคาร ผมก็พบว่าบางส่วนยังเปิดใช้เป็นคลินิกอยู่ มีหมอ มีคนไข้ มีนางพยาบาลอยู่ครบ

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’
โรงพยาบาล

“อันนี้สถานีตำรวจ… อ๊ะ ๆ เซนยอร์อย่าถ่ายรูปนะ เอากล้องลงเดี๋ยวนี้ เอาลงกล้องลงเดี๋ยวนี้เลย ตำรวจที่นี่โหดจริงอะไรจริงนะ” นี่เป็นคำเตือน และอย่างที่น้อง ๆ บอกนะครับ นักท่องเที่ยวอย่างเราอย่าได้เผลอไปถ่ายภาพสถานที่ราชการเข้าโดยเด็ดขาด เพราะเรื่องอาจลุกลามบานปลายได้ ว่าแล้วผมก็เก็บกล้องลงทันที

“เวลาออกมาเดินกลางคืน เซนยอร์อย่าเอามือถือออกมาจากกระเป๋านะ เอาออกมาแค่ตอนถ่ายรูป แล้วต้องเก็บลงกระเป๋านะ อย่าถือไว้ในมือตลอดเวลาแบบนี้ มันอันตรายมาก ๆ” อันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งคำเตือนจากเด็ก ๆ

เราเดินเล่นเลาะเมืองสวยแห่งนี้ไปตามตรอกซอกซอย จนผ่านประตูบ้านที่ทำจากไม้สลักเสลางดงาม

“โห ประตูบานนี้สวยจัง บ้านใครน่ะ” ผมถาม

“อันนี้คือบ้านของกามอยช์ เขาเป็นกวีคนสำคัญของโปรตุเกส และเคยอาศัยอยู่ที่นี่นานหลายปี” เด็ก ๆ กำลังพูดถึง Luís Vaz de Camoẽs ผู้ที่นอกจากเป็นกวีคนสำคัญของโปรตุเกสแล้ว ยังนับว่าเป็นกวีคนสำคัญของโลกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทกวีนามว่า Os Lusíadas ที่เขาเขียนพรรณนาถึงเกาะอียา ดือ โมซัมบิก แห่งนี้ไว้อย่างซาบซึ้งใจ

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’
ประตูบ้านของกามอยช์

อียา ดือ โมซัมบิก เป็นเมืองที่มีเสน่ห์มาก ๆ อาคารเก่าในสถาปัตยกรรมยุโรปผสมผสานอาหรับและแอฟริกันสวยงามชวนหลงใหล สีพาสเทลที่ฉาบอาคารอาจดูเก่าและทรุดโทรมตามกาลเวลา แต่ไม่ได้ทำให้เสน่ห์ของเมืองลดลงเลย เราเดินสำรวจเกาะกันจนบ่ายและมาจบที่ตลาดปลา วันนี้ไม่มีปลาขายสักตัว และผมคิดว่าน้อง ๆ ควรได้รับรางวัลกันแล้ว

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’
ตลาดปลา ที่หมายสุดท้าย

“ไป แมรกาดู เซนตราล กัน ไปเลือกขนมที่ชอบเลย แถมน้ำคนละกระป๋องนะ” 

เด็ก ๆ ดีใจ และผมก็ได้ทำตามสัญญาก่อนเราแยกย้ายจากกัน

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’
ตลาดกลางหรือแมรกาดู เซนตราล (Mercado Central)

บันทึกฉบับนี้คงจะจบลงไม่ได้ ถ้าผมไม่ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในวันรุ่งขึ้น 

เมื่อผมได้มีโอกาสพบกับเด็กน้อยคนหนึ่งในกลุ่มมัคคุเทศก์ยุวชนที่พาผมเดินเที่ยวเมื่อวานนี้ 

เขาคือ เด็กชายเฟาชตีนู่ (Faustino) 

ในวันรุ่งขึ้น หลังจากที่ผมไปดำน้ำตามเกาะแก่งต่าง ๆ รอบอียา ดือ โมซัมบิก เสร็จเรียบร้อยและกลับมาที่โรงแรมเมื่อตอนบ่ายแก่ ๆ ผมก็พบว่าเด็กชายเฟาชตีนู่กำลังยืนรอผมอยู่ที่หน้าโรงแรม

หนูน้อยเฟาชตีนู่ไม่ได้มามือเปล่า แต่เขานำเอาภาพวาดมาด้วยจำนวนหนึ่ง

“เซนยอร์ ไตยลานเด๊ช…. เซนยอร์ ไตยลานเด๊ช… หนีห่าว” เฟาชตีนู่เรียกผมแบบเขิน ๆ 

เฮ่อ หนีห่าวอีกละ ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ยังเรียกประเทศถูก

“ผมวาดรูปมา นี่วาชกู ดา กามา นี่โรงเรียนผม แล้วนี่รูปบ้านผมที่มากูตี” 

เฟาชตีนู่ค่อย ๆ แอบหยิบภาพออกมาที่ละภาพสองภาพไปเรื่อย ๆ

“เฮ้ย” ผมแอบตกใจ “นี่ไปวาดรูปเอามาให้พี่เหรอ ซึ้งใจ ๆ”

“เปล่าครับ ผมเอามาขายเซนยอร์รูปละ 100 เมติไกช์ครับ”  

เฟาชตีนู่ทำเอาหยาดน้ำตาแห่งความซึ้งใจของผมแห้งลงทันที แต่ผมกำลังแอบยิ้ม

ชวนเด็ก ๆ บนเกาะ Ilha de Moçambique เป็นไกด์ท้องถิ่นพาเที่ยว ตั้งเป็น ‘โครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก’

เจ้าหนูนี่เซ็งลี้ฮ้อมาก ๆ เพราะวาดรูปมา 8 รูป เพื่อนำมาขายผมรูปละ 100 เมติไกช์ ตกประมาณรูปละ 50 บาท

“เซนยอร์ ไตยลานเด๊ช บอกว่าต้องทำงานแลกเงินไง” เฟาชตีนู่พูดต่อ “ผมเลยวาดรูปมาขาย” ผมถึงกับฮาสนั่น

“100 เมติไกช์แพงไปนะ เฟาชตีนู่” ผมเริ่มต่อราคา

“เซนยอร์จะซื้อกี่รูปล่ะ” เฟาชตีนู่รุก

“ถ้าเหมาหมด 300 เมติไกช์ล่ะ” ผมชิงบอกราคาแบบมั่ว ๆ ไปก่อน

“350 ละกัน นะ ๆ เซนยอร์” เฟาชตีนู่ไม่ยอมแพ้

“ได้ งั้นเหมา 8 รูป 350 เมติไกช์” ผมตกลง และยื่นเงินให้ในราคารูปละ 20 บาทโดยประมาณ

ผมรีบเดินเข้าไปหาพนักงานต้อนรับในโรงแรม ให้มาช่วยแปลประโยคที่ผมกำลังจะบอกเขาว่า

“เฟาชตีนู่ นายเจ๋งมาก ๆ ขอให้นายหัดวาดรูปให้เก่ง พูดภาษาอังกฤษให้เก่ง ๆ จะได้พานักท่องเที่ยวเดินเที่ยวอียา ดือ โมซัมบิก หรือไม่ก็วันหนึ่งนายอาจจะได้เป็นศิลปินและทำงานศิลปะสวย ๆ มาขายนักท่องเที่ยวนะ”

ผมรู้ดีว่ามันอาจไม่ใช่การแก้ปัญหาความยากจนที่หมักหมมอยู่ในประเทศนี้แบบถาวร แต่ผมหวังว่ามันจะทำให้เด็กชายคนหนึ่งพยายามดิ้นรนให้มากขึ้นกว่าการเดินขอเงิน ขอขนม ขอปากกา ขอสมุดไปวัน ๆ

หากมาอียา ดือ โมซัมบิก แล้วเจอเฟาชตีนู่แถว ๆ หน้าโรงแรม Villa Sand เดินเข้ามาขายภาพหรือเดินเข้ามาขออนุญาตพาคุณเที่ยวอียา ดือ โมซัมบิก แล้วล่ะก็ ผมฝากให้อุดหนุนเขาด้วยนะครับ

สิ่งสุดท้ายที่ผมทำก่อนจะเดินทางออกจากเกาะแสนสวยแห่งนี้คือ ผมได้ฝากโครงการมัคคุเทศก์ยุวชนแห่งอียา ดือ โมซัมบิก ไว้กับมาร์กุส เจ้าของโรงแรมที่ผมไปพักอยู่ด้วย และผมหวังว่าโครงการนี้จะยังมีอยู่ตราบจนถึงวันนี้

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected]ndground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load