สู่ดินแดนทิเบตน้อย

เสียงพึมพำเริ่มดังขึ้นรอบตัว ปลุกให้ฉันตื่นจากการเผลองีบไปเมื่อไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงที่แล้ว ฉันรู้ได้ทันทีโดยไม่ต้องลืมตาขึ้นมาดู ว่าเหตุใดผู้คนรอบกายจึงพากันส่งเสียงพึมพำที่แฝงไปด้วยความตื่นเต้นเช่นนี้ ใช่แล้ว! ฉันกำลังอยู่บนเครื่องบินที่มีจุดหมายปลายทางคือ เลห์ (Leh) เมืองหลวงของดินแดนสหภาพลาดัก (Union Territory of Ladakh) ที่เพิ่งถูกแยกออกมาจากรัฐจัมมูและแคชเมียร์อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 2019 ที่ผ่านมา

ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างเครื่องบิน พร้อมกับค่อยๆ คว้ากล้องถ่ายรูปออกมา มีคนเคยบอกว่า เที่ยวบินเส้นทางนี้วิวสวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว เบื้องล่างนั่นคือเทือกเขาหิมาลัยอันสลับซับซ้อน ยอดเขาปกคลุมด้วยหิมะสีขาวโพลน มองลงไปชวนให้รู้สึกว่าเครื่องบินเรานั้นช่างบินต่ำและอยู่ใกล้ยอดเขาเสียเหลือเกิน

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

ทริปนี้เป็นทริปที่ 2 ในชีวิตที่ฉันตัดสินใจขอเป็นหญิงสาวฉายเดี่ยวเที่ยวตามใจตนเอง ฉันเดินทางช่วงปลายเดือนตุลาคม ที่ลาดักกำลังจะสิ้นสุดฤดูใบไม้ร่วง ยังมีใบไม้สีทองปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไป แต่ก็ถือว่าเป็นช่วงใกล้สิ้นสุดฤดูกาลท่องเที่ยวของที่นี่ อากาศเริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะเข้าสู่ฤดูหนาวอันหนาวเหน็บในเดือนถัดมา

เที่ยวบินของฉันมาถึงสนามบินที่เลห์ตอนช่วงสายๆ อากาศอุ่นกว่าที่คาดการณ์ไว้ ฉันจัดการนัดหมายเจ้าของเกสต์เฮาส์ให้มารับที่สนามบินไว้ก่อนล่วงหน้า เพราะหลังจากนี้เป็นต้นไป ตลอดเวลาที่อยู่ลาดัก นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ จะไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตใช้งาน นอกเสียจากไวไฟตามโรงแรมหรือร้านอาหารเท่านั้น 

ลาดักอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลค่อนข้างมาก ออกซิเจนเบาบางกว่าปกติ อาจทำให้เกิดอาการแพ้ความสูง (Acute Mountain Sickness) ขึ้นได้ อาการที่พบบ่อยคือ ปวดศีรษะ มึนศีรษะ เหนื่อยง่าย นอนไม่หลับ โดยทั่วไปร่างกายปรับตัวได้เองใน 1 – 2 วัน ดังนั้น สิ่งแรกที่ทุกคนต้องทำเมื่อมาถึงคือนอนพัก เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัว ระหว่างอยู่บนที่สูงก็พยายามดื่มน้ำบ่อยๆ ระวังอย่าให้ร่างกายขาดน้ำ อย่าหักโหมออกแรงมากๆ หรือเคลื่อนไหวเร็วเกินไป 

ซึ่งฉันนอนหลับยาวจนถึงบ่าย 4 โมงเย็น ถึงเวลาต้องออกไปเดินเล่นที่ตลาด (Main Bazaar) เพื่อตามหาเอเจนซี่จัดการเรื่องรถและไกด์ ซึ่งจะพาฉันเดินทางท่องเที่ยวในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า 

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

ฉันเลือกเหมารถเดินทางเพียงคนเดียว ไม่แชร์ค่ารถกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ตลอดการเดินทางในทริปนี้ จะมีแค่ฉันกับคนขับรถ ทำหน้าที่เป็นทั้งคนขับรถและไกด์ไปด้วยในตัว แต่แล้วความหน้าแตกดังโป๊ะแรกก็เกิดขึ้นจนได้ นั่นคือ เงินสดที่พกติดตัวมาด้วยไม่พอจ่ายค่ามัดจำทัวร์ขั้นต่ำด้วยซ้ำ พอเจ้าของเอเจนซี่ทัวร์รู้ดังนั้น กลับไม่ว่าอะไร ตรงกันข้าม เธอหยิบเงินฉันไปแค่ไม่กี่รูปี พร้อมกับบอกว่ามัดจำแค่นี้ก็พอแล้ว เดี๋ยวเธอไม่มีเงินไปเดินตลาดต่อนะ 

ฉันได้ยินแบบนั้นแทบจะร้องไห้เลยทีเดียว ทำไมคนที่นี่ใจดีแบบนี้ล่ะ

จุดบรรจบของแม่น้ำสองสีและดินแดนโลกพระจันทร์

คนขับรถเป็นผู้ชายวัยกลางคน เชื้อสายทิเบต ท่าทางใจดี อัธยาศัยดี พูดภาษาอังกฤษคล่อง มารับฉันตอน 8 โมงเช้าตามนัดหมายกันไว้ คุณลุงแนะนำตนเองว่าชื่อ Karma เส้นทางที่เราจะเดินทางวันนี้ อยู่ที่ระดับความสูงใกล้เคียงกับเลห์ ถือว่าเป็นการให้เวลาร่างกายได้ปรับตัวต่ออีกหนึ่งวัน ก่อนจะขึ้นสู่ระดับความสูงที่มากขึ้นในวันพรุ่งนี้

จุดแรกที่ฉันผ่านคือ Sangam View Point เป็นจุดที่แม่น้ำสินธุ (Indus) และ แม่น้ำซันสการ์ (Zanskar) มาบรรจบกัน เห็นสีฟ้าสองโทนต่างกันชัดเจน ถ้ามาช่วงหน้าร้อน จะไม่เห็นสีฟ้าแบบนี้นะ เพราะหิมะบนภูเขาจะละลายพาโคลนไหลมา แม่น้ำจะกลายเป็นสีโคลนแทน ฉันมุ่งหน้าต่อไปเรื่อยๆ ปลายทาง คือ ลามายูรุ (Lamayuru) ที่ได้รับสมญานามว่าเป็นดินแดนโลกพระจันทร์ (Moon Land) เพราะภูมิประเทศแถบนี้คล้ายกับบนดวงจันทร์ 

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

ฉันเริ่มมีอาการปวดหัวเล็กน้อย น่าจะเป็นเพราะเมื่อคืนนอนไม่พอ คุณลุง Karma ชวนดื่มชาเขียวกับแครกเกอร์ปราศจากน้ำตาลเป็นการพักเบรก ช่วยให้อาการดีขึ้นมาก ก่อนจะเดินขึ้นไปชม Lamayuru Monastery คนที่นี่ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายวัชรยาน ถ้าเทียบกับบ้านเรา Monastery ก็คล้ายๆ วัด มีพระ เณร อาศัยและเรียนหนังสือ 

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

ขับรถขึ้นถนนที่สูงที่สุดในโลก มุ่งสู่ Nubra Valley 

การเดินทางต่อจากนี้ ฉันได้คนขับคนใหม่เป็นชายหนุ่มอายุประมาณ 30 ชื่อ Stanzin ท่าทางเฟรนด์ลี่สุดๆ พูดภาษาอังกฤษคล่องปร๋อ มาพร้อมเสียงเพลงภาษาท้องถิ่นอันครึกครื้นในรถ จุดหมายวันนี้ เดินทางไกลไป Nubra Valley โดยขับผ่าน Khardung La Pass เป็นถนนที่มีความสูง 5,359 เมตรจากระดับน้ำทะเล (ดอยอินทนนท์สูง 2,565 เมตร)

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก
สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

ฉันมีอาการปวดหัวเล็กน้อยก่อนจะถึง Khardung La แต่พอได้กิน Maggie คล้ายๆ มาม่าต้มยำ และเครื่องดื่มที่ขาดไม่ได้เวลามาอินเดียคือ ชานมหรือ Chai อาการก็ดีขึ้นในฉับพลัน ข้างบน Khardung La Pass มีหิมะตก อากาศหนาวมาก น้ำแทบทุกแห่งกลายเป็นน้ำแข็ง รวมถึงในห้องน้ำด้วย คงไม่ต้องบอกนะว่าน้ำอะไร ทับถมกันเป็นชั้นๆ เชียว

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

วันนี้เราจะเดินทางยิงยาวถึงหมู่บ้าน Turtuk ประมาณบ่าย 4 โมงครึ่ง ตอนแรกจินตนาการไว้ว่า ถนนไปสู่หมู่บ้านสุดชายแดนมันต้องโยกเยกโคลงเคลงตลอดทางแน่ๆ แต่พอเจอของจริง กลับไม่เหมือนที่คิดไว้เลยสักนิด ถนนดีมาก ถึงจะเป็นเลนกว้างขนาดเท่ารถคันเดียว แต่ลาดยางเรียบเกือบตลอดสาย คนในหมู่บ้าน Turtuk หน้าตาจะคล้ายชาวปากีสถาน นับถือศาสนาอิสลาม หมู่บ้านแห่งนี้เคยอยู่ภายใต้การปกครองของปากีสถาน แต่หลังจากเกิดสงครามระหว่างอินเดียกับปากีสถาน อินเดียเป็นฝ่ายชนะ หมู่บ้านนี้จึงตกมาอยู่ภายใต้การปกครองของอินเดีย ตั้งแต่ ค.ศ. 1971 เป็นต้นมา 

แต่ถึงกระนั้น ผู้คนที่นี่ก็ยังคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตและความเชื่อดั้งเดิมแบบบรรพบุรุษ

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

นี่คือสะพานเข้าหมู่บ้าน รถจะเข้ามาจอดได้ถึงแค่ตรงนี้ จากนี้ฉันจะพกเฉพาะสัมภาระจำเป็น เดินข้ามสะพานเข้าสู่หมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนเนินสูง Stanzin ช่วยตามหาเกสต์เฮาส์ที่ฉันหาข้อมูลล่วงหน้าในอินเทอร์เน็ต เมื่อติดต่อห้องพักและจัดแจงเก็บข้าวของเรียบร้อย ยังพอมีเวลาเดินเล่นชมหมู่บ้าน ก่อนกลับมาทานอาหารเย็นที่เจ้าของบ้านจัดเตรียมไว้ให้ หมู่บ้านแห่งนี้เงียบสงบมาก เหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่ง หลีกเร้นจากความวุ่นวายของโลกภายนอกชั่วคราว

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

วันรุ่งขึ้น หลังทานอาหารเช้าเสร็จ Stanzin พาเดินลัดเลาะไปชมวิวจากบนเนินเขา วิวเบื้องล่างคือหมู่บ้านที่เราเพิ่งเดินจากมาและแม่น้ำ Shyok ที่ไหลเข้าไปยังประเทศปากีสถาน จากจุดนี้ เราจะมองเห็นยอดเขาแหลมๆ อยู่ตรงกลางระหว่างภูเขาสองลูก คือยอดเขา K2 ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงเป็นอันดับสองรองจาก Mt. Everest 

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

เราจะเดินทางย้อนกลับทางเดิม ไปเยี่ยมชม Diskit Monastery ที่หมู่บ้าน Diskit อันเป็นบ้านเกิดขององค์ดาไลดามะ มีพระพุทธรูปพระศรีอริยเมตไตรย ขนาดองค์ใหญ่มาก ประดิษฐานอยู่บนเขา มองเห็นเด่นได้แต่ไกล

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

กลางหุบเขาแห่งนี้ มีทะเลทรายด้วยนะ คือ Hunder Sand Dunes อันโด่งดัง 

ใครมาที่นี่จะต้องไม่พลาดการถ่ายรูปกับเหล่าน้องอูฐที่หน้าตาหน้ายิ้มแย้มรับแขกตลอดเวลา

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

Pangong Tso ทะเลสาบที่อยู่สูงที่สุดในโลก

เริ่มต้นเช้าวันใหม่ วันนี้เป็นวันที่เดินทางไกลที่สุดของทริป เราเดินทางออกจาก Nubra Valley มุ่งหน้าสู่ Pangong Tso หรือ ทะเลสาบปางกอง (Tso แปลว่า ทะเลสาบ) โด่งดังจากการเป็นฉากจบในภาพยนตร์อินเดียชื่อดังเรื่อง 3 Idiots ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 4,225 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีความยาวประมาณ 134 กิโลเมตร 

ปางกองเป็นทะเลสาบ 2 ประเทศ ฝั่งตะวันตกเป็นของอินเดีย ฝั่งตะวันออกเป็นของจีน พื้นที่แถบนี้เป็นพื้นที่อ่อนไหว และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในกรณีพิพาทระหว่างทั้งสองประเทศที่เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

ยินดีต้อนรับสู่ครอบครัวใหม่ที่เลห์

ช่วงเวลาอีกไม่กี่วันที่เหลือของทริปนี้ ฉันกลับมาอยู่ที่ตัวเมืองเลห์ จองที่พักแบบโฮมสเตย์ของครอบครัวชาวลาดักกี้แท้ๆ ฉันได้พบสมาชิกในบ้านทั้งหมด 5 คน คุณปู่ คุณพ่อ คุณแม่ คุณลุง และลูกชายที่เพิ่งเรียนจบวิศวกรรมศาสตร์มาหมาดๆ ซึ่งตั้งใจกลับมาช่วยดูแลกิจการโฮมสเตย์ของที่บ้าน ส่วนคุณปู่อายุ 80 กว่าแล้วแต่ยังแข็งแรง อดีตเคยเป็นนักเรียนทุน มีผลงานเขียนหนังสือประวัติศาสตร์ท้องถิ่น แถมยังเคยเดินทางมาจังหวัดเชียงใหม่บ้านเกิดฉันด้วย 

คุณปู่แม้ปกติจะหลงๆ ลืมๆ บ้างตามประสาผู้สูงอายุ แต่พอได้ยินคำว่า เชียงใหม่ ความทรงจำมากมายในอดีตของท่านก็กลับแลดูชัดเจนขึ้น เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฉันฟังราวกับว่าเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง 

ทุกคนในบ้านบอกว่าการจะเที่ยวตัวเมืองเลห์ให้สนุกนั้นต้องใช้วิธีเดิน คุณแม่จึงรับหน้าที่เป็นไกด์พาฉันเดินเล่นยามเช้าไปยังศานติสถูป (Shanti Stupa) เจดีย์สีขาวที่สร้างโดยพระชาวญี่ปุ่น เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพและเป็นการฉลองครบรอบ 2,500 ปี ของพระพุทธศาสนา จากศานติสถูป คุณแม่พาฉันเดินข้ามไปยังเขตเมืองเก่าและพระราชวังเลห์ (Leh Palace) ซึ่งตั้งอยู่อีกฟากฝั่งหนึ่งของเมือง เพื่อส่งมอบหน้าที่ไกด์ภาคบ่ายให้กับคุณพ่อ

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก
สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

คุณพ่อทำงานให้กับองค์กรด้านการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น กำลังมีโปรเจกต์บูรณะอาคารเก่าในเขตเมืองเก่าของเลห์ ท่านจึงถือโอกาสนี้พาฉันเดินเยี่ยมอาคารเก่าที่กำลังได้รับการซ่อมแซม คุณพ่อบอกว่าเป็นงานที่เงินเดือนไม่มาก แต่มีคุณค่าและจำเป็นอย่างยิ่งต่อเลห์

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

บ้านหลังนี้ไม่มีไวไฟ หากจำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ต เจ้าของบ้านเปิดฮอตสปอตให้ได้ แต่การไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ที่นี่กลับเป็นเรื่องดีซะอีก ทำให้ฉันมีโอกาสตั้งวงนั่งคุยกับสมาชิกในบ้านอย่างจริงจังทุกวันหลังอาหารเย็น ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องราวหลายๆ อย่างร่วมกัน เป็นกิจกรรมที่ดูเหมือนจะห่างหายไปจากชีวิตตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ 

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

ลูกชายของบ้านชื่อ Jigmet มีกิจวัตรประจำวันคือ ตื่นแต่เช้ามืดมาวิ่งทุกเช้า กลับบ้านมานั่งดื่มชา อ่านหนังสือ รับแสงแดดอุ่นๆ ยามเช้าที่ส่องลอดเข้ามาทางหน้าต่าง ให้ตัวเองได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง เขาบอกว่าการที่ทำแบบนี้ทุกเช้า จะทำให้ตัวเองมีวินัยและเป็นคนที่มีประสิทธิภาพ ใช้เวลาได้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น เจ้าของบ้านบอกกับฉันว่าสำหรับพวกเขาแล้ว “Everyday is Sunday.” ซึ่งเราก็ทำให้เป็นแบบนั้นได้ ไม่ได้หมายถึงการมีวันหยุดทุกวันหรือไม่ได้ทำงาน แต่มันคือการออกแบบชีวิตของเราให้เป็นแบบที่เราต้องการ เพราะนั่นคือชีวิตของเราและเรามีแค่ชีวิตเดียวเท่านั้น 

Before we go … Be more thoughtful

วันนี้ถึงเวลาต้องกล่าวคำอำลาครอบครัวใหม่แล้ว เครื่องบินจะออกจากเลห์ตอน 10.25 น. ตอนเช้าจึงยังมีเวลาดื่มชา ทานอาหารเช้า สบายๆ เหมือนเช่นเคย ระหว่างทานอาหารเช้า Jigmet มีข้อความฝากส่งต่อถึงทุกคนว่า เวลาทานอาหาร ใช้น้ำ ไฟฟ้า หรือทรัพยากรอะไรก็ตามอย่างสิ้นเปลืองนั้น อยากให้ลองคิดถึงคนอื่นที่ขาดแคลนสิ่งเหล่านี้ เช่น ลาดักมีฤดูหนาวยาวนาน อาหารขาดแคลน เพาะปลูกไม่ได้ น้ำก็หายากเพราะเป็นน้ำแข็งไปหมด หรือบางประเทศแห้งแล้งขาดแคลนน้ำสะอาด บางครั้งต้องยอมเดินเท้าไกลหลายกิโล เพียงเพื่อจะให้ได้มาซึ่งน้ำแก้วเดียว 

ดังนั้น พยายามใช้สิ่งต่างๆ อย่างรู้คุณค่า คิดถึงคนอื่นให้มากขึ้น “Be more thoughtful.” 

สาวลุยเดี่ยวเที่ยว Leh นอนโฮมสเตย์ ขับรถขึ้นหุบเขา และชมวิวทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก

ตลอดเวลาที่อยู่ลาดักได้พบเจอคนดีๆ มากมาย คอยช่วยเหลือตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย ไม่มีวันไหนที่รู้สึกเป็นคนต่างถิ่นแปลกหน้าเลย แถมยังถูกพวกเขาค่อยๆ หล่อหลอมให้อยากเป็นคนที่ดีขึ้น หวังว่าเรื่องราวการเดินทางครั้งนี้จะมีส่วนช่วยเป็นแรงบันดาลใจ (แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี) ให้ใครก็ตามได้ก้าวข้าม Comfort Zone ออกไปผจญภัยกัน

Life is short, world is wide.

Julley!

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ศศิวิมล งามทิพย์

ทันตแพทย์หญิงที่ในหัวมีแต่แผนการท่องเที่ยว และเชื่อว่าเมื่อได้ออกเดินทาง เราจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

เตรียมพร้อมร่างกายก่อนขึ้นภูเขา

เราเดินทางมาจาก กรุงเทพฯ (DMK) – มาเลเซีย (KLIA) – โกตา คินาบาลุ (KKIA) มาพักในตัวเมืองโกตา คินาบาลุ ก่อน 1 วัน เพื่อปรับสภาพร่างกายให้พร้อมก่อนเดินทางขึ้นยอดเขา วันแรกที่มาถึง เราเดินเล่นชมบรรยากาศในตัวเมือง ด้วยความที่เมืองนี้ติดทะเล ทำให้เห็นวิวสวยงามยามพระอาทิตย์ตก มาถึงเมืองติดทะเลทั้งทีเลยตัดสินใจกินอาหารทะเลในย่านสตรีทฟู้ดของเมือง อาหารทะเลที่ว่าสด อร่อย เด็ด แล้วนั้น เจอของเด็ดกว่าคือ น้ำจิ้ม เพราะเป็นน้ำจิ้มที่ดูเหมือนน้ำพริกกะปิบ้านเรา แต่ผสมน้ำเปล่าลงไปเพื่อให้รสชาติจางลง เปิดประสบการณ์ใหม่ในชีวิตเลย

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

เดินทางไป Kinabalu Park เพื่อเริ่มต้นการเดินขึ้นเขา Gunung Kinabalu

วันต่อมาเราต้องเดินทางไปที่ Kinabalu Park เพื่อเดินขึ้นเขา Kinabalu การมาปีนเขาที่นี่ต้องจองก่อน ซึ่งจองได้ที่เว็บไซต์ของอุทยาน มีหลากหลายโปรมแกรม ทั้ง 2 วัน 1 คืน หรือ 3 วัน 2 คืน โดยจะออกไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ ในอุทยานด้วย เลือกได้ว่าจะพักในตัวเมืองก่อน แล้ววันรุ่งขึ้นให้รถจากอุทยานมารับ หรือจะมาพักที่อุทยานก่อนก็ได้ จะแตกต่างกันแค่เวลาพักผ่อน ถ้าเรานอนที่ตัวเมืองก่อน ในวันเดินขึ้นเขาต้องตื่นเช้าขึ้นเพื่อมาอุทยาน ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง แต่ถ้าเลือกนอนที่อุทยาน จะมีเวลาพักร่างกายได้นานขึ้น

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

เมื่อเดินทางมาถึงที่ Kinabalu Park จะพบกับนักท่องเที่ยวที่ร่วมเดินทางไปกับเรา ซึ่งในหนึ่งวันจำกัดนักท่องเที่ยวไม่เกิน 185 คน ก่อนจะเดินทางขึ้นเขาต้องไปลงทะเบียนและเราได้พี่ไกด์ 1 ท่านเพื่อมาดูแลกลุ่ม แต่ถ้ามาคนเดียวก็แชร์ค่าไกด์กับคนอื่นได้ หรือจะขอไกด์ดูแลเราคนเดียวก็ได้เช่นกัน 

หลังจากลงทะเบียนเรียบร้อย เราได้บัตรประจำตัวเพื่อยืนยันตัวตนว่าจะขึ้น-ลงเขาวันไหน บัตรประจำตัวนี้เปรียบเสมือนของที่ระลึกอันแรก และเป็นสิ่งยืนยันตัวนักท่องเที่ยวท่านนั้นได้ ที่อุทยานมีบริการฝากอุปกรณ์เดินทางขนาดใหญ่ เช่น กระเป๋าเป้ใบใหญ่หรือสัมภาระ ซึ่งควรแบกแค่กระเป๋าเล็ก ๆ เอาสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการอยู่บนนั้นในหนึ่งวันก็พอ

การเดินทางอันแสนยาวไกลได้เริ่มต้น ณ ประตู Timpohon gate

การพิชิต Low’s Peak Summit ที่มีความสูง 4,095 เมตร (ภูเขานี้ถือว่าเป็น ‘ภูเขาใหม่’ ตัวเลขเปลี่ยนแปลงตลอด เพราะยอดเขาสูงขึ้นทุกปี) สูงกว่าภูกระดึงประมาณ 3 เท่า และสูงกว่าฟูจิซัง (3,776 เมตร) ต้องแบ่งเวลาการเดินเขาเป็น 2 วัน วันแรกเดินจาก Timpohon Gate จุดเริ่มต้นไปที่พัก Laban Rata ระยะทาง 6 กม. (ใช้เวลา 5 – 8 ชม.) วันที่สองเดินจากที่พักไปยัง Low’s Peak Summit อีก 2.5 กม. (ใช้เวลา 3 – 4 ชม.) ต้องออกเดินทางตั้งแต่ตี 2 เพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า 

จุดเริ่มต้นวันแรกเริ่มจากประตู Timpohon Gate มีการลงทะเบียนอีกครั้งก่อนออกเดินทาง ซึ่งไกด์ให้คำแนะนำก่อนออกลุยกันตอนเวลา 09.00 น. วิวระหว่างทางในช่วงแรกเห็นต้นไม้หลากหลายชนิดพร้อมน้ำตกน้อย ๆ คอยตอนรับ แต่ความหิน ความโหด ความเจ๋งของที่นี่ คือการได้เจอสภาพอากาศครบ 3 ฤดู ช่วงเริ่มต้นรู้สึกร้อนอบอ้าว พอขึ้นมาอีกสักพักอากาศเย็นขึ้น เพราะไต่มาอยู่ระดับเดียวกับก้อนเมฆ และเมื่อเดินผ่านเข้ากลุ่มก้อนเมฆจะเจอกับฝนและหมอกที่ถาโถมเข้ามา ตลอดเวลาที่เดินขึ้นจึงไม่รู้สึกเบื่อเลย เพราะต้องรอรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวนตลอดเวลา 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

ระหว่างทางมีจุดให้พัก มีห้องน้ำให้เข้า เฉลี่ยทุก ๆ 1 กม. เสน่ห์ของการเดินเขาแห่งนี้อีกอย่างหนึ่งคือการได้เดินสวนทางกับนักท่องเที่ยวกลุ่มก่อนหน้าที่กำลังเดินลงมา เราได้สนทนากับนักท่องเที่ยวหลากหลายชาติ หลายภาษา แต่มีคำพูดหนึ่งที่แปลความหมายเหมือนกันและพบเจอได้ทุกภูเขาทั่วโลก นั่นคือ “สู้ ๆ อีกนิดเดียวจะถึงแล้ว” 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

ตลอดเส้นทางการขึ้นเขานั้น บอกเลยว่ามันคือการเดินขึ้น ขึ้นแบบขั้นบันไดอย่างเดียว ทางลาดปกติมีไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์จากเส้นทางทั้งหมด เพราะฉะนั้นต้องเตรียมร่างกายมาให้แข็งแรงพอสมควร เพราะมีบางคนเจ็บระหว่างทางจนไปไม่ถึงที่พัก เราเดินมาถึงที่พักตอน 19.00 น. พอถึงก็รีบจัดแจงวางกระเป๋าเพื่อไปกินบุฟเฟต์มื้อเย็นตุนพลังงาน 

ห้องพักที่นี่เป็นเตียง 2 ชั้น ห้องน้ำรวมแยกชายหญิง น้ำสำหรับใช้บอกเลยว่าโคตรเย็น เย็นจนแสบผิว ถ้าใครคิดจะอาบน้ำต้องบอกว่าใจกล้ามาก ที่พักมีเครื่องทำน้ำอุ่นให้ แต่ต้องมีแสงแดดด้วย เพราะใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ ซึ่งวันที่เราไปหมอกลงจัด ไฟปั่นไม่มีกำลังพอ น้ำที่อาบวันนี้เลยโคตรหนาวแบบหาคำมาเปรียบไม่ได้จริง ๆ

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

จุดสูงสุดที่ไม่ใช่ทุกคนจะไปถึงได้ง่าย ๆ Kota Kinabalu Low’s Peak Summit

ณ เวลา 02.00 น. เสียงใน Laban Rata เริ่มดังขึ้นอีกครั้งจากนักท่องเที่ยวที่กำลังเตรียมตัวไป Low’s Peak Summit จุดสูงสุดของการเดินทางในครั้งนี้ แต่การเดินทางไปต่อนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ Laban Rata อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 3,272 เมตร บางคนจึงเจอกับอาการ AMS (Acute Mountain Sickness) ที่เกิดขึ้นเมื่ออยู่บนที่สูงมากกว่า 2,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีอาการปวดศีรษะ มึนศีรษะ หายใจไม่สะดวก เหนื่อยง่าย หรือนอนไม่หลับ ต้องใช้เวลา 1 – 2 วัน เพื่อปรับตัว บางคนอาจจะไม่เป็นอะไรเลยก็ได้ ทำให้นักท่องเที่ยวบางคนตัดสินใจไม่เดินทางต่อ 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

การเดินทางรอบนี้ต้องเดินตอนกลางคืน มีแค่แสงไฟจากไฟฉายคาดหัวที่คอยนำทางเท่านั้น ถ้าไม่มีไฟฉายคาดหัว อุทยานไม่อนุญาตให้เดินขึ้น เมื่อถึงเวลาเดินทุกคนก็เริ่มทยอยต่อแถว ความยากคือการเดินขึ้นแบบขั้นบันได มองเห็นทางข้างหน้าแค่ 3 ขั้นเท่านั้น บวกกับสภาพอากาศหนาวเย็นและมีลม ทำให้เราต้องใส่เสื้อกันลมไว้ แต่เมื่อเราใช้พลังงานที่มากขึ้น เริ่มมีเหงื่อ ร่างกายต้องการระบายความร้อนแต่ระบายออกมาไม่ได้ เพราะเสื้อผ้าไม่ระบายอากาศ ทำให้รู้สึกอึดอัดตัวเองหรือเกิดอาการหน้ามืดได้ จนส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางคนตัดสินใจถอยหลังกลับไปที่พัก

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

“จะไปให้ถึงหรือจะหันหลังกลับ แล้วมาแก้ตัวอีกรอบ” 

นี่เป็นคำพูดที่วนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลาท่ามกลางความมืด ความเหนื่อยล้าจากสภาพร่างกายและจิตใจ แต่การนึกภาพว่าเห็นตัวเองอยู่จุดที่สูงสุดพร้อมกางแขนรับความสำเร็จ คือแรงผลักดันทำให้เราก้าวต่อไปเรื่อย ๆ จนถึง Sayat Sayat Gate เป็นจุด Check Point โดยอุทยานแจ้งว่าต้องมาถึงจุดนี้ก่อนเวลาตี 5 ถ้าช้ากว่านี้ไม่อนุญาตให้ขึ้นไปจุด Low Peak เพราะการเดินสวนทางกับนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปแล้วและกำลังลงมาอาจเป็นอันตรายได้ 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

หลังจากเดินผ่านจุดนี้ไปเหมือนจะเดินสบายขึ้น เพราะมองไปไม่เห็นขั้นบันไดแล้ว แต่ที่เห็นคือ เชือกเส้นเดียวใหญ่ ๆ เชือกที่ต้องคอยจับเพื่อไต่ขึ้นเขาต่อไป ใช่ครับ… ต้องไต่ขึ้นไปโดยไม่มีที่กั้นข้างทางเพราะที่นี่เป็นภูเขาหินแกรนิต ไม่มีต้นไม้หรือใบหญ้าบนยอดเขา มีแต่หินก้อนใหญ่ ๆ ที่จับเกาะเพื่อปีนป่ายได้เท่านั้น วันที่เดินทางขึ้นไปนั้นเป็นวันที่หมอกลงเยอะมาก ทำให้วิสัยทัศน์ในการมองค่อนข้างจำกัด การมองหาพี่ไกด์เป็นไปได้ยากมาก หลังจากไต่เชือกขึ้นมาได้ ก็เจอทางเรียบ ๆ แต่มันคือทางเรียบที่เอียงขึ้นไปยอดเขา ต้องเดินระมัดระวัง เพราะค่อนข้างลื่น อาจกลิ้งลงได้

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

ในวันที่เรายืนเหนือก้อนเมฆ เปรียบเสมือนดั่งอยู่ในสวรรค์ ณ Low’s Peak Summit

เราเดินขึ้นมาจนถึงเวลาประมาณ 06.00 น. ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้น มองเห็นรอบด้านชัดเจน ความอลังการของมันก็ปรากฏตัวออกมา เปรียบเสมือนเราได้ชาร์จพลังตัวเองด้วยความสวยงามจากภาพที่ได้เห็น ทำให้มีแรงเดินต่อเพื่อไปจุด Low’s Peak Summit จุดสูงสุดที่ขึ้นไปถึงได้ ต้องปีนป่ายขึ้นยอดเขาอีกเล็กน้อย จนในที่สุดเราก็ถึงเป้าหมาย 

ความรู้สึกแรกที่รู้สึกนั้น มันปลื้มปริ่ม เต็มไปด้วยความสุขทั้งกายและหัวใจ รู้สึกภูมิใจในตัวเองที่พาตัวเองมาถึงจุดนี้จนได้ มองเห็นภาพที่บรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ไม่ดีเท่ากับเห็นด้วยตาตัวเอง มองไปรอบทิศได้เห็นยอดเขาอีกมากมาย เห็นตัวเองยืนเหนือก้อนเมฆ พร้อมได้รับแดดอุ่น ๆ จากพระอาทิตย์ยามเช้า ยิ่งทำให้รู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้คุ้มค่าจริง ๆ

การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย
การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย

ถึงเวลาที่ต้องลงจากยอดเขากันแล้ว ขาขึ้นเราเดินในความมืด จึงไม่ได้มองเห็นวิวข้างทางมากนัก แต่พอถึงเวลาเดินลง พอฟ้าเปิดแล้ว ทำให้มองเห็นภาพได้เต็มตา เป็นภาพเมืองจุดเล็ก ๆ ล้อมรอบด้วยธรรมชาติกว้างใหญ่ เราใช้เวลาเดิน 2 ชั่วโมงจากยอดเขาลงมาถึงที่พัก Laban Rata เพื่อทานอาหารเช้าพร้อมเก็บกระเป๋าเตรียมตัวเดินลงไป Timpohon Gate ต่อไป แต่การที่เราใช้พลังขาไปอย่างหนักหน่วงตั้งแต่เดินขึ้นมา ทำให้ตอนเดินลงมีอาการปวดหัวเข่าเวลาก้าวลงขั้นบันไดทุกครั้ง ต้องฝืนลากตัวเองลงไป 6 ชั่วโมงพร้อมกับโชคที่เข้าข้างอย่างหนัก นั่นคือ ฝนตกตลอดทาง 

การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย

ถือว่าเป็นความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลือนได้เลยในชีวิต เรากลับมาเช็กอินตรง Timpohon Gate และเดินทางต่อไปที่จุดลงทะเบียนในวันแรก สำหรับนักท่องเที่ยวทุกท่านที่ขึ้นไปถึง Low’s Peak Summit จะได้ใบ Certification ว่าเป็นผู้พิชิต สำหรับคนที่ไปถึงเพียงที่พักก็ได้เช่นกัน แต่รูปแบบต่างกันเท่านั้นเอง

ความสุขที่เกิดจากการลงมือทำ ไม่ใช่แค่คิดว่าจะทำแล้วไม่ได้ทำ

มนุษย์ทุกคนย่อมมีพื้นที่ปลอดภัย (Comfort Zone) ที่ทำให้เราอยู่อย่างสบายใจ จนเกิดเป็นความเคยชินโดยไม่ต้องทำอะไรใหม่ ๆ ในชีวิต ตัวผมก็เป็นคนหนึ่งในนั้น กลัวการไปเจอสิ่งใหม่ ๆ กลัวเป็นเรื่องเลวร้ายที่ทำให้ชีวิตแย่ลง จนวันหนึ่งผมได้รู้สึกว่าตัวเองหมดแรงผลักดันทำสิ่งต่าง ๆ เบื่อทุกสิ่งที่ทำทั้งหมด ทำให้ผมต้องตัดสินใจทำอะไรใหม่ ๆ จนเลือกมา Low’s Peak Summit เพื่อปลุกพลังกายและพลังใจให้เลือดสูบฉีดมากขึ้น ถึงผมต้องใช้เวลาเดินกว่า 14 ชั่วโมง ต้องตื่นตี 2 เพื่อมาเดินในที่มืด ๆ ปีนป่ายเชือกเพื่อข้ามก้อนหินต่าง ๆ บนภูเขาโดยไม่มีอะไรกั้นระหว่างทาง

ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามานี้ควรจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกเหนื่อย มีความคิดมากมายลอยเข้ามาในหัวอยู่ตลอดเวลาว่าเอาตัวเองมาลำบากทำไม เราทำไม่ได้หรอก นอนอยู่บ้าน ดูหนังเล่นเกมก็สบายใจแล้ว แต่พอมาถึงจุดสูงสุด ได้เห็นด้วยตาจริง ๆ กลับทำให้ผมรู้สึกขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจเลือกออกเดินทาง แล้วพาตัวเองมาเจอสิ่งที่ทุกคนไม่ได้มีโอกาสมาเจอแบบนี้ ขอบคุณ Kota Kinabalu ที่ทำให้ชีวิตคุ้มมากขึ้น และผมอยากให้ทุกคนได้มาเยือนสักครั้งในชีวิต 

บางครั้งความสุขอาจจะต้องแลกกับความยากลำบาก ความเหนื่อยล้า ความท้อใจ ความคิดตีกันในหัวตลอดเวลาว่า ควรจะกลับดีไหม มาลำบากทำไม เราทำไม่ได้หรอก แต่ถ้าตัดสินใจย้อนกลับระหว่างที่เดินขึ้นเขานั้น ผมจะไม่มีทางได้รู้เลยว่าข้างบนสวยเพียงไหน ผมได้แต่หวังว่ามันจะคุ้มที่เสียแรงเดินทางขึ้นไปบนนั้น

คำตอบที่ผมได้ก็เป็นจริงอย่างที่ตั้งใจ มันงดงามมากกว่าที่ผมคาดหวังไว้เสียอีก นั่นทำให้ผมรู้สึกขอบคุณตัวเอง รักตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม และการเดินทางครั้งนี้ก็สอนผมอยู่อย่าง ‘อย่าประเมินตัวเองว่าทำไม่ได้ ถ้ายังไม่ลงมือทำ’

การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย

อุปกรณ์สำคัญ

  • ถุงมือกันหนาว
  • ไฟฉายคาดหัว! (ถ้าไม่มีไฟฉายคาดหัวจะไม่ให้ขึ้น Low Peak)
  • ไม้เดินเขา (แล้วแต่ความฟิต ไม่ได้บังคับต้องมี)
  • เสื้อกันลม เสื้อกันฝน
  • ยาแก้อาการ AMS หรือยารักษาโรคประจำตัว

สิ่งที่ควรรู้

  • ทางขึ้นค่อนข้างชันและมีการไต่เชือกในบางเส้นทาง ต้องระวังการเดินให้ดี ๆ
  • ข้างบนที่พักมีแผงโซลาร์เซลล์ทำน้ำอุ่นไว้อาบน้ำ แต่ขึ้นอยู่สภาพอากาศวันนั้น ถ้าแสงแดดไม่พอก็จะได้น้ำเย็นมากมาอาบแทน
  • ต้องเตรียมร่างกายมาพอสมควร เพราะต้องเจออากาศหนาว ร้อน ฝนตก ตลอดเส้นทางมีหลายคนที่ไปถึงที่พักและไม่ได้ไปต่อ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ธลินท์ ท.ธรรมธาดา

พนักงานบริษัทฝ่ายทรัพยากรบุคคล ผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวผจญภัยทุกรูปแบบ เดินป่า ปีนเขา ดำน้ำ แคมป์ปิ้ง ชอบสถานที่ประวัติศาสตร์ อารยธรรมโบราณ เพื่อต้องการใช้ชีวิตให้คุ้มค่ามากที่สุด และสร้างความทรงจำการท่องเที่ยวของตัวเองไว้ที่ Tlintrip

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load