ถ้าพูดถึงงานจิตรกรรมในไทย คงจะมีมากมายไม่หวาดไม่ไหว แต่ถ้าบอกว่างานจิตรกรรมที่เป็นภาพล้อเลียน เชื่อว่าทุกคนน่าจะร้องอ๋อเมื่อเห็นภาพของ ลำพู กันเสนาะ ไม่ว่าจะด้วยหน้าตาทะเล้น ยียวน และหัวที่โต จนทำคนดูแอบหัวเราะฮิๆ ภาพจิตรกรรมของลำพูก็ดึงคนดูด้วยความตลกแต่แอบแฝงด้วยความประชดประชันได้ตลอดมา

สายๆ วันจันทร์ เราฝ่ารถติดออกจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าล่องไปแม่กลอง เข้าอำเภออัมพวา ลัดเลาะเข้าซอยเล็กยุบยิบที่สองข้างทางเป็นสวนมะพร้าว เพื่อไปเยี่ยมชมสตูดิโอของศิลปินภาพจิตรกรรมที่โดดเด่นจากการวาดภาพล้อเลียน ซึ่งแอบแฝงตัวอยู่ท่ามกลางสวนมะพร้าวและบ้านเรือนชาวอัมพวา

เราเลยวัด ข้ามคลอง แม่น้ำ ผ่านสวน ท้องร่อง ที่จินตนาการไว้แต่แรกว่าอัมพวาจะหน้าตาเป็นแบบนี้ แต่สิ่งที่กูเกิลแมปส์ไม่ได้บอกตอนปักหมุดมุ่งหน้ามาที่นี่คือ หุ่นมาริโอ้ 8 bit หน้าบ้านปูนเปลือยยกสูงซึ่งมีบานเฟี้ยม ชานเรือนไม้ และร่มเงาของหูกระจงใหญ่ 2 ต้น เป็นส่วนประกอบ

เราว่าไม่ผิดทางหรอก เรามาถึงที่หมายแล้ว

หมาอ้วน 2 ตัววิ่งออกมาต้อนรับด้วยความเป็นมิตร ภายในสตูดิโอปูนเปลือย นอกจากผลงานรูปคุณลุงหน้ายิ้มในชุดนักเรียนแล้ว แคนวาสอื่นๆ ก็ไม่ยอมเผยตัวเพราะถูกห่อด้วยบับเบิ้ล ใต้นั่งร้านสีเหลืองมีอุปกรณ์วาดเขียน พู่กันนับสิบ และสีกองพะเนินเหมือนจอมปลวกอยู่บนเศษผ้าแคนวาส ทำให้อดจินตนาการช่วงเวลาการทำงานของเจ้าของบ้านไม่ได้

บ้านและที่ทำงานของ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินจิตรกรรมล้อเลียนแนวหัวโต ผู้หยิบเอาคนใกล้บ้านและอารมณ์ขันมาสร้างสรรค์งานเสียดสีสังคม

“งานส่วนใหญ่เป็นสีน้ำมัน ตอนทำงานจะบีบบนกองนี้เลย เราบีบมาใช้ทับๆ กันเรื่อยๆ สีน้ำมันพอแห้งแล้วจะเอากลับมาใช้ไม่ได้ ก็จะกองพะเนินขึ้นมาแบบนี้ บางครั้งสูงไปก็ต้องหักออก เราจำตำแหน่งวางของมันได้เลยไม่เปลี่ยนมัน” เจ้าของบ้านอธิบาย 

“ส่วนรูปนี้เป็นชุดที่ต่อมาจากชุด ‘อเมซิ่งไทยแลนด์’ เขียนถึงเรื่องความเป็นไทยเราที่มีกิจกรรมแปลกๆ อันนี้เป็นพวกคนที่มาขายของตามร้านอาหาร จุดขายเขาคือจะใส่ชุดนักเรียนมา ไม่รู้เดี๋ยวนี้ยังมีอยู่มั้ยนะ แต่เราก็มองออกว่าลักษณะของเขาไม่น่าใช่นักเรียนแล้ว เราก็เลยเขียนประชดให้เป็นคนแก่ไปเลย”

ลำพูพาเราดูงานคร่าวๆ เธอเรียนจบจากคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากรเมื่อ พ.ศ. 2550 ผ่านมา 2 ปี ก็กลับมาบ้านเพื่อดูแลแม่ที่ป่วย ก่อนจะสร้างสตูดิโอเพื่อทำงานอยู่ในเมืองที่เธอเติบโตมาตั้งแต่ 4 ขวบ

01

ออกจากบ้าน

“เราเรียนไม่เก่งค่ะ เรียนวิชาอะไรไม่เก่งเลย” ลำพูเล่าให้ฟังถึงวัยเด็ก ก่อนที่เธอจะตัดสินใจเดินตามพี่ชาย หนีไปสอบเข้าช่างศิลป์ลาดกระบัง พอสอบติดก็ออกจากบ้านที่อัมพวาเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ท่ามกลางเสียงทัดทานและความเป็นห่วงจากคุณพ่อ 

“เราชอบวาดการ์ตูนมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว พวกเซเลอร์มูน หรือการ์ตูนตามทีวี พวกการ์ตูนสาวน้อยน่ะค่ะ”

โลกในโรงเรียนศิลปะอย่างช่างศิลป์เป็นอะไรที่ใหม่มากสำหรับลำพู 

“เหมือนไม่ได้ไปโรงเรียน ตอนเด็กๆ เราไม่รู้เลยว่าโลกนี้มีโรงเรียนแบบนี้มาก่อน

“สำหรับเราก็มีความสุขมากที่ได้เจอโรงเรียนที่เราไม่ได้ไปเรียน”

บ้านและที่ทำงานของ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินจิตรกรรมล้อเลียนแนวหัวโต ผู้หยิบเอาคนใกล้บ้านและอารมณ์ขันมาสร้างสรรค์งานเสียดสีสังคม

แต่การเรียนก็ใช่ว่าจะง่ายอย่างที่คิด เพราะในขณะที่เพื่อนๆ เคยได้ติว ได้เรียนพิเศษ กันมาก่อนแล้ว ลำพูกลับไม่เคยได้ฝึกเขียนภาพนิ่งเลย เหมือนเริ่มนับหนึ่งใหม่ ดังนั้น เธอจึงต้องขยันกว่าคนอื่น ฝึกมากกว่าหลายเท่า ถ้าอาจารย์ให้ส่ง 1 ชิ้น ลำพูจะส่ง 3 หรือ 4 ชิ้น เพื่อพัฒนาตัวเองเรื่อยๆ

ด้วยความขยัน ลำพูก็สอบเข้าคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ และภาพวาดล้อเลียนหัวโตที่เป็นซิกเนเจอร์ของเธอก็เริ่มขึ้นที่นั่น

02

หัวโต

ภาพวาดล้อเลียนของลำพูเริ่มช่วงปี 3 จากที่อาจารย์ให้สร้างสรรค์ผลงานส่วนตัว เพื่อประหยัดงบประมาณ เธอจึงเขียนรูปด้วยสีน้ำมันลงบนพลาสติกที่เป็นลายเหมือนลายผ้าปูโต๊ะแทนผ้าแคนวาส และแบบที่เธอเลือกมาวาดก็คือเพื่อนๆ ที่คณะ 

“พวกเขาผมเผ้ารุงรัง ลักษณะไม่เหมือนนักศึกษา” เธอพูดยิ้มๆ “บุคลิกพวกเขาจะต่างจากที่เห็น พอเราเป็นเพื่อนกันเราก็เห็นว่านิสัยบางคนตรงกันข้ามกับลักษณะที่เห็นเลย เราเลยวาดเล่าเรื่องของเขาที่ภายในและภายนอกต่างกัน” 

สำหรับลำพูแล้ว ภาพวาดล้อเลียนแนวหัวโตเป็นตัวแทนของเรื่องราวที่เธอนำเสนอ ตั้งแต่เรื่องที่พูดถึงกลุ่มเพื่อนและคนใกล้ชิด ไปจนถึงเรื่องราวที่เกี่ยวกับสังคมโดยตรง โดยเฉพาะเรื่องราวประชดประชัน เสียดสี ถูกนำเสนอออกมาให้สะท้อนบางมุมที่คนทั่วไปไม่ได้นึกถึง ผ่านรูปแบบที่ดูขบขัน สนุกสนาน เช่นวัฒนธรรมเซลฟี่ในผลงานแสดงเดี่ยวครั้งล่าสุดของเธอ 

ในขณะที่ผลงานจิตรกรรมอื่นๆ จะเน้นเรื่องที่กว้างหรือเป็นนามธรรมกว่า ลำพูมองว่าการหยิบเอาอารมณ์ขันมาเล่าเรื่องราวของเธอ เป็นเหมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดให้คนดูงานนานกว่าเดิม 

“สีหน้า แววตาที่สื่อ ไปจนถึงส่วนประกอบชวนตลกอย่างน้ำลาย น้ำตา น้ำมูก ของรูปเรา พอเขาดูรายละเอียดทีละอย่างเขาก็จะเห็นเรื่องราวที่เราสื่อในภาพ”

03

กลับบ้าน

“ตอนเด็กแม่ต้องไปทำงานในกรุงเทพฯ มันลำบาก เราเลยรู้สึกไม่ชอบกรุงเทพฯ แต่พออายุ 15 เราเองก็ต้องไปเรียนที่นั่น ตลอดช่วงวัยรุ่นประมาณสิบกว่าปี คิดมาตลอดว่าไม่อยากอยู่ในเมือง พอแม่ป่วยปี 2009 ต้องกลับมาดูแลแม่ จึงอยากจะสร้างสตูดิโออยู่ใกล้ๆ เขา พอสร้างเสร็จแม่ก็เสีย เลยอยู่ตรงนี้มาเรื่อยๆ ความจริงเราชอบต่างจังหวัดมากกว่ากรุงเทพฯ” 

ลำพูเล่าถึงชีวิตวัยรุ่น ก่อนจะบอกว่าไม่ได้เกิดที่นี่ เธอเกิดจังหวัดน่าน แม่เป็นคนน่าน พ่อเป็นคนอัมพวาและเป็นครูที่นี่ พอ 4 ขวบจึงย้ายมาอัมพวา พักบ้านพักราชการ ส่วนบ้านและสตูดิโอที่เห็น เธอปลูกหลังจากที่โตเป็นศิลปินเต็มตัว

“ข้อดีของสมุทรสงครามคือเรามีเพื่อนตั้งแต่เด็ก ทุกคนกลับมาบ้านหมดเลย กลับมาทำงาน มีร้านอาหาร ทำตลาดปลา มีกิจการของเขา เป็นเมืองเล็กๆ เราก็มีเพื่อนอยู่ใกล้กัน วิ่งไปหากันแค่ 5 นาที จังหวัดนี้มี 3 อำเภอเอง เป็นจังหวัดเล็กๆ”

เมื่ออยู่บ้าน เธอจึงเปลี่ยนแบบที่นำมาวาด จากคนใกล้ตัว มาเป็นคนใกล้บ้านแทน 

“ใกล้ๆ นี้จะมีโรงมะพร้าว มีคนอยู่เยอะ ตั้งแต่เด็ก คนแก่ ผู้หญิง ผู้ชาย เราก็จ้างเขามาเป็นแบบถ่ายรูป เวลาวาดเสร็จ มีงานแสดง มีแคตตาล็อก ก็เอาไปให้เขาดู เขาก็ขำกันทุกที” 

เธอเปรียบเทียบการหาแบบวาดรูปกับการหานักแสดงในภาพยนตร์ที่เธออยากเล่าลงบนภาพจิตรกรรมของเธอ ที่ไม่ใช่หยิบใครก็ได้มาถ่ายในเวลานิดเดียว 

“ความซับซ้อนของการหาแบบข้างนอกคือ เขาแสดงไม่ได้ ทำสีหน้าไม่ได้ เราก็ต้องเปลี่ยนคน ต้องรอเขาเลิกงาน แสงเองก็สำคัญ เหมือนการถ่ายแบบ ถ่ายหนังเลย คือเราต้องมีภาพในหัว มีสเกตช์ก่อน ปีนี้เรารู้แล้วว่าเราจะวาดกี่ชิ้น ก็จะสเกตช์ไว้เลย มีฉาก มีเรื่องราวอย่างไร มีใครอยู่บ้าง กี่คน หลังจากนั้นก็ออกไปหา แล้วมาสเกตช์อีกที ถึงจะทำงานจริง” 

บ้านและที่ทำงานของ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินจิตรกรรมล้อเลียนแนวหัวโต ผู้หยิบเอาคนใกล้บ้านและอารมณ์ขันมาสร้างสรรค์งานเสียดสีสังคม

ต่างกับตอนเรียนที่เธอเล่าเรื่องเพื่อนๆ ผ่านรูปภาพของเขาโดยใช้เขาเป็นแบบ การทำงานตอนโต เธอนำแบบมาแสดงในเรื่องที่เธออยากจะเล่าแทน 

“ชิ้นล่าสุดที่ไปแสดงที่ ChiangMai Art Museum เขียนไปยี่สิบกว่าคนในรูปเดียว เราเอาทั้งโรงมาผลัดกันถ่ายเลย เขาสนุกกันใหญ่ เขารู้ว่าเราเอาไปวาด ก็เลยไม่ได้หวาดระแวงว่าจะเอาไปใช้ทำอะไรไม่ดี เพราะรู้ๆ กันอยู่ บ้านก็อยู่ใกล้ๆ กัน”

04

อยู่บ้าน

หากคิดถึงอัมพวา ก็จะคิดถึงตลาดน้ำกับหิ่งห้อย และถ้าคิดถึงหิ่งห้อยแล้ว ก็จะทำให้นึกถึงต้นลำพู ต้นลำพูเป็นต้นไม้ขนาดไม่ใหญ่มาก ขึ้นตามริมแม่น้ำหรือลำคลอง เป็นต้นไม้ที่ชอบมีหิ่งห้อยมาเกาะ

“ชื่อเรามาจากต้นลำพู ตอนเด็กๆ เป็นปมด้อยมากเลย เพราะชื่อฟังแล้วตลกๆ สระอำ สระอู ลำพู” ส่วนระเบียงของบ้านอยู่ติดกับคลองจิ๋ว มีต้นไม้ขึ้นเต็มแบบบ้านสวน ทำให้รอบบ้านเต็มไปด้วยต้นไม้และคลองลำน้อยๆ ลำพูชี้ไปที่ด้านหลังคลองแล้วเล่าว่า 

“ที่บ้านนี่ก็เคยมีต้นลำพู มันโค่นไปแล้ว แต่ก็ยังมีหิ่งห้อยเต็มเลยนะคะ ส่วนใหญ่หิ่งห้อยจะอยู่ตามพื้นที่ที่สะอาด ตอนกลางคืนจะส่องแสงสวยมากเลย”

บ้านและที่ทำงานของ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินจิตรกรรมล้อเลียนแนวหัวโต ผู้หยิบเอาคนใกล้บ้านและอารมณ์ขันมาสร้างสรรค์งานเสียดสีสังคม

หลังจากที่ปรับปรุงไป 2 รอบ สตูดิโอของลำพูก็ลงตัว เธอออกแบบให้เป็นเหมือนทั้งบ้านและที่ทำงาน ข้างบนเป็นห้องนอนกับดาดฟ้าเพื่อพักผ่อนหรือปาร์ตี้กับเพื่อนๆ ส่วนครัวไปทำที่บ้านอีกหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นบ้านเดิมของเธอ ตั้งอยู่ด้านหลังสตูดิโอ เธอสร้างขึ้นมาก่อนบ้านหลังนี้ ตอนแรกมีคุณพ่ออาศัยอยู่ด้วย ก่อนเขาจะย้ายกลับไปอยู่น่าน 

ด้านล่างของบ้านเป็นส่วนสตูดิโอทำงานและโซฟารับแขก เธอเก็บสเกตช์หรือต้นแบบของผลงานเก่าๆ เอาไว้ เช่น ต้นแบบประติมากรรม ‘วันวานยังหวานอยู่’ ขนาดวางบนสองฝ่ามือได้ ในขณะที่ผลงานจริงเธอนำมาขยายเพื่อหล่อประติมากรรมออกมาเป็นชิ้นใหญ่ขนาดกว่า 2 เมตร และรูปสเกตช์ลายเส้นผลงานชุด ‘รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง’ เคยจัดแสดงที่ ARDEL Gallery of Modern Art เธอวาดเกี่ยวกับชีวิตคู่ของเธอกับคนรักที่อยู่ด้วยกัน ผ่านร้อนผ่านหนาวในทุกช่วงชีวิต เปรียบเทียบชีวิตคู่กับอาชีพหรือสถานการณ์ต่างๆ 

“อันนั้นเป็นรูปคู่เรากับแฟนค่ะ มัดลงโลงด้วยกันเป็นคู่ไปเลย” ลำพูชี้ให้เห็นผลงานเก่าๆ ซึ่งวางเก็บไว้ดูต่างหน้าผลงานที่เอาไปแสดงที่สตูดิโอของเธอ 

 “โซฟาตรงนี้ ตอนแรกเราเอาไว้เก็บงาน พวกเฟรมหรืองานที่เสร็จแล้ว แต่ตอนหลังก็ไปซื้อตึกอีกที่หนึ่ง ขนงานที่เสร็จแล้วไปเก็บไว้ พอบ้านอยู่ในสวนก็ชื้น ราขึ้นผ้าใบ ก็เลยเปลี่ยนไปใช้ผ้าลินินแทน ราจะขึ้นยากกว่าหน่อย” ลำพูพาเราเดินดูสตูดิโอของเธอ ส่วนปัญหาของการอยู่บ้านสวน นอกจากราแล้วก็คือ ปลวก 

“จริงๆ พื้นไม้ตรงนี้มันสภาพดีกว่านี้ แต่ตอนนี้เริ่มโดนปลวกกินไปแล้ว เมื่อก่อนเราปลูกต้นไม้ให้ปลวกกินต้นหนึ่ง มันก็กินไปหมดแล้ว ตอนนี้ก็ลามมาที่พื้น เรารอให้มันกินๆ ไปให้หมดก่อน ค่อยเปลี่ยนไม้ ตอนแรกเราก็ไม่อยากกำจัดนะ แต่ไม่ไหวจริงๆ มันจะหมดบ้านแล้ว ต้องเปลี่ยนไปใช้ไม้เทียม เลยให้มันกินไปหมดก่อน ยิ่งผ้าใบนี่มันชอบกินมากเลย ก็ต้องฉีดปลวกตรงส่วนที่ทำงาน” เธอพูดพลางหัวเราะ

“นั่งร้านนั้นเราซื้อมาเพราะต้องทำงานชิ้นใหญ่ เลยต้องปีนนั่งร้านขึ้นไปนั่งทำ ก่อนหน้านี้เราใช้บันได นั่งร้านจะเสียเวลาตอนที่ลงมาเล็งดูรูป แต่บันไดก็หอบอุปกรณ์ทั้งหมดขึ้นไปไม่ได้ ความจริงนั่งร้านพับเก็บได้นะคะ ถ้าไม่ได้ใช้ก็จะถอดเก็บ” เธอหยิบผ้าผืนน้อยขึ้นมาอธิบายว่า “พาเลตต์สีนี่เราใช้เศษผ้าจากแคนวาส ปกติจะใช้ไปเรื่อยๆ พอมันเริ่มหนักก็เปลี่ยนไปใช้เศษผ้าอันใหม่” และพอถามถึงลู่วิ่งอันใหญ่ที่วางพิงเสาอยู่ ว่าอันนี้ใช้ทำงานหรือใช้วิ่ง ลำพูก็หัวเราะพร้อมตอบว่า “ลู่วิ่งตรงนี้เราใช้วิ่งทุกวันนะ เวลาจะใช้ค่อยหยิบลงมา ไม่ได้ใช้ทำงานนะคะ” 

เราอดไม่ได้ที่จะถามถึงหุ่นมาริโอ้ 8 bit ลำพูเล่าว่า เธอไม่ได้ทำเอง แต่เพื่อนในละแวกบ้านทำ ก็เลยช่วยอุดหนุนเขา ส่วนต้นหูกระจงเธอเล่าว่า “เขาให้ปลูกห่างจากบ้านกัน เพราะรากมันชอนไชทำลายโครงบ้าน แต่โชคดีที่บ้านเรายกตัวเรือนสูง เลยไม่ได้กระทบมาก”

บรรยากาศสบายๆ ของบ้านบวกกับอากาศฤดูฝนแบบนี้ ชวนให้นอนกลางวันได้ทั้งวัน 

บ้านและที่ทำงานของ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินจิตรกรรมล้อเลียนแนวหัวโต ผู้หยิบเอาคนใกล้บ้านและอารมณ์ขันมาสร้างสรรค์งานเสียดสีสังคม

“การมีสตูดิโอที่อัมพวา ข้อดีคือมีสมาธิ ได้ทำงานมากกว่า แต่ข้อเสียคือเวลาอยู่บ้านจะคิดไม่ออก ต้องไปเที่ยว ไปเจอผู้คน มีการพูดคุย หาประสบการณ์” 

เธอเล่าว่า ช่วงแรกที่กลับมาอยู่บ้าน พอสบายเกินไปก็เลยขี้เกียจ ยิ่งเธอมีเพื่อนๆ อยู่ในละแวกบ้าน เธอก็ยิ่งเถลไถล ผ่อนผัน ทำงานบ้างไม่ทำบ้าง 

“เราเป็นแบบนั้นอยู่สักพัก จนมาคิดได้ว่าเพื่อนเราหลายคนทำงานออฟฟิศเขาได้งานทุกวันเลย เทียบกับเรา วันๆ ไม่ได้อะไรเลย” ลำพูกล่าว 

เธอเล่าว่าหลังจากนั้นจึงเริ่มมีวินัยกับตัวเอง ใน 1 ปีเธอกำหนดจำนวนงานที่ต้องทำให้เสร็จ เวลาที่ต้องใช้ในการทำงาน แม้กระทั่งเวลาพักจากงานไปเก็บประสบการณ์

“ถึงอย่างนั้น เราก็ยังได้งานน้อยกว่าตอนไปทำข้างนอกอยู่ดี” ลำพูกล่าว ทำให้อยากรู้ว่าเธอไปไหนมาแล้วบ้าง

05

ออกนอกบ้าน

ลำพูเล่าว่า หลังจากมีชื่อเสียงจากการได้รับรางวัลยุวศิลปินไทย Young Thai Artist Award นอกจากจะมีสื่อที่ให้ความสนใจผลงานเธอแล้ว ก็มีคนในวงการศิลปะทั้งในไทยและต่างชาติเห็นผลงานของเธอ สิ่งที่ตามมาคือ ลำพูได้รับเชิญไปเวิร์กช็อป หรือไปเป็นศิลปินพำนักตามมหาวิทยาลัยหรือพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศอยู่เรื่อยๆ เช่น ญี่ปุ่น เม็กซิโก เวียดนาม ล่าสุดเธอเองก็เพิ่งกลับมาจากประเทศจีน

“เราไปเป็นศิลปินพำนักที่ Fukuoka Asian Art Museum ที่ฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น อยู่ที่นั่น 2 เดือน มีอพาร์ตเมนต์ที่เดินไปทำงานได้ ก็เหมือนเป็นการเปลี่ยนสตูดิโอไปเลย”

นอกจากจะเปลี่ยนสถานที่ทำงานแล้ว วิธีการทำงานของเธอก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เช่นอุปกรณ์ที่ไม่เหมือนกันและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ลำพูเล่าว่า “เราชอบญี่ปุ่นนะ แปลกดี มีเรื่องอะไรที่เราคาดไม่ถึง หลายอย่างที่เราวางแผนไว้ก็เอามาใช้จริงไม่ได้ บางครั้งจะมีพวกอาสาสมัครที่มาทำงานช่วยศิลปินในสตูดิโอ เด็กๆ ที่มาดูงานเรา เขาก็จะให้ความร่วมมือมาเป็นแบบให้เรา คนก็จะต่างกันไปเลย”

พอผู้คนต่างกัน ผลตอบรับต่างกันแล้วแต่ที่ ในขณะที่ผลงานบางชิ้น เมื่อแสดงในไทยจะได้รับการตอบรับอย่างดี ก็อาจจะไม่เหมาะกับบริบทต่างประเทศ ลำพูแนะนำว่า เมื่อไปทำงานต่างประเทศก็ต้องเขียนเรื่องที่สากลขึ้น เรื่องที่ทั่วโลกเข้าใจได้ หรือวิถีชีวิตและประเด็นสังคมที่กว้างขึ้น

06

จากวันนั้นถึงวันนี้

ลำพูโด่งดังหลังจากรางวัลศิลปะต่างๆ หนึ่งในนั้นก็คือรางวัลยอดเยี่ยมสาขาศิลปะสองมิติ Young Thai Artist Award โดยมูลนิธิเอสซีจี ครั้งที่ 3 ช่วงปริญญาตรีปี 5 ด้วยผลงาน ‘นางสาวภาพยนตร์’ 

นางสาวภาพยนตร์เล่าถึงคุณค่าของชีวิต เป็นภาพล้อเลียนคุณยายข้างบ้าน ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจคนหนึ่งของลำพู 

“ยายเป็นคนขยัน แล้วก็มีวินัยมาก ตื่นมาตี 4 หุงข้าว เริ่มทำงาน 8 โมงเช้า เลิกงาน 5 โมงเย็นทุกวัน เพราะเป็นคนทำงาน เขาเคยเป็นคนค้าขาย พอตอนนี้เกษียณแล้วก็ยังอยู่เฉยไม่ได้ ทำโน่นทำนี่ ทำสวนปลูกต้นไม้ตลอด” ลำพูเล่าถึงยายต่ออีกว่า “หลานเขาเรียกยายภาพยนตร์ๆ เราเลยคิดว่าเขาชื่อนี้ แต่จริงๆ เขาชื่อสุภาพนะคะ” เธอหัวเราะ “ตอนวันรับรางวัลเราไม่ได้ไปเพราะติดไปต่างประเทศ เลยให้คุณแม่ไปกับยายภาพแทน” เธอเล่าถึงเวทีประกวด “ยายตื่นเต้นมากเลย เพราะมีคนมาขอสัมภาษณ์เต็มเลยค่ะ”

รางวัล Young Thai Artist Award สำหรับเธอแล้วเป็นรางวัลที่ใหญ่มาก นอกจากเธอจะภาคภูมิใจกับความสำเร็จในฐานะศิลปินคนหนึ่ง ภูมิใจกับประเด็นสังคมที่สื่อออกไปให้คนรับรู้จนให้การยอมรับ เธอยังนำรางวัลมาต่อยอด ต่อเติมบ้านและเริ่มสร้างสตูดิโอ รวมไปถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ก็คือการนำเงินรางวัลมาเลี้ยงดูแม่ให้แม่ได้เลิกทำงานที่กรุงเทพฯ อย่างที่ฝันไว้ตั้งแต่เด็ก และกลับมาอยู่บ้านที่อัมพวา ลำพูเล่าว่า รางวัลนี้เปลี่ยนชีวิตเธอเลยก็ว่าได้

บ้านและที่ทำงานของ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินจิตรกรรมล้อเลียนแนวหัวโต ผู้หยิบเอาคนใกล้บ้านและอารมณ์ขันมาสร้างสรรค์งานเสียดสีสังคม

เมื่อเราถามถึงการพัฒนาผลงาน ลำพูก็เล่าว่า ช่วงที่ยังเรียนอยู่เธอจะหยิบเอาเรื่องจากคนใกล้ตัวมาเล่า แต่หลังจากการได้รับรางวัล เธอก็เปลี่ยนกระบวนการคิดงาน โดยเริ่มจากการคุยกันในกลุ่มเพื่อนแทน บางทีเพื่อนจะเสริมมุกนู้นมุกนี้เข้ามา รวมทั้งการออกไปเจอเรื่องจริง ลำพูมองว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปหลังจากการประกวดจนถึงตอนนี้อีกอย่าง คือเนื้อเรื่องที่จะสื่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่ร่วมสมัยขึ้น เป็นเรื่องที่เข้าถึงผู้คนวงกว้างกว่า เมื่อมีสื่อให้ความสนใจชื่อเสียงมากขึ้น ก็มีผู้คนเห็นผลงาน สนใจผลงานมากขึ้น เรื่องที่เธอจะเล่าบนภาพวาดจึงกลายเป็นเรื่องที่ผู้ชมมีประสบการณ์ร่วมมากกว่าประสบการณ์เฉพาะกลุ่มเพื่อน กลุ่มคนในมหาวิทยาลัย

ลำพูเดินไปแกะงานที่ห่อบับเบิ้ลอยู่มาเปิดให้พวกเราดู เป็นรูปเด็กเอเชียหน้าตี๋ ผิวคล้ำ และผู้ใหญ่ในร่างเด็กผมทอง หน้าอมส้ม ที่มองปราดเดียวก็ถามเธอว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์ใช่มั้ยคะ” ลำพูหัวเราะแล้วอธิบายว่า “อันนี้เป็นชุดใหม่ล่าสุดที่จะไปแสดงที่จีน ตอนนี้หัวเหว่ยกับอเมริกากำลังมีปัญหากันอยู่ ก็เลยเขียนเป็นนักเรียน เด็กเล่นกัน เราพูดถึงการกลั่นแกล้งกัน แต่จะวาดเด็กฝรั่งก็อาจดูเป็นการเหยียดเชื้อชาติ เลยใช้เป็นตัวบุคคลไปเลย คนดูจะได้เข้าใจกว่า”

บ้านและที่ทำงานของ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินจิตรกรรมล้อเลียนแนวหัวโต ผู้หยิบเอาคนใกล้บ้านและอารมณ์ขันมาสร้างสรรค์งานเสียดสีสังคม

ช่วงที่ทำงานแนวภาพล้อเลียนมาได้สิบกว่าปีพอดี เธอเองก็ลังเลว่าจะเปลี่ยนสไตล์การทำงานไปเลย จนอาจารย์ท่านหนึ่งบอกเธอว่า “การที่เราจะพอหรือไม่พอ มันอยู่ที่ตัวเรา ว่าจะต้องเปลี่ยนมั้ย” สำหรับเธอแล้ว การจะวาดภาพล้อเลียนสไตล์หัวโตต่อไป ขึ้นอยู่กับว่าเทคนิคนี้ยังสื่อกับผลงานของเธอได้หรือไม่ บางเรื่องที่เธอไม่รู้สึกขำกับมันแล้ว ก็อาจจะใช้ไม่ได้อีก 

ในยุคที่มุกตลก การ์ตูนแก๊ก หรือเรื่องตลกทั่วไปสามารถหาได้ตามโลกออนไลน์ในจำนวนมาก ลำพูมองว่า “รูปที่เห็นตามสื่อออนไลน์ต่างกับเราตรงที่ลักษณะของเขาจะเป็นรูปแบบการ์ตูนเล็กๆ หาดูได้ง่าย รวดเร็ว เราอาจไม่ได้ดีกว่าเขา แต่เราคิดว่าถึงจะเป็นเรื่องตลกคล้ายๆ กัน แต่ความละเอียดลออของงานจิตรกรรม การเคลื่อนไหวของฝีแปรง ที่เกิดมิติมากกว่าการเปิดดูภาพแล้วขำเพียงชั่วขณะ สิ่งเหล่านี้ดึงดูดผู้ชมให้อยากดูผลงานของเราต่อไปเรื่อยๆ”

หากคุณอายุ 18 – 25 ปีแล้วสนใจ ขอบอกว่าโครงการรางวัลยุวศิลปินไทยหรือ Young Thai Artist Award โดยมูลนิธิเอสซีจีประจำปีนี้กำลังเปิดรับผลงานแล้วตั้งแต่วันนี้ถึงช่วงปลายกรกฎาคม มีทั้งหมด 6 สาขา ประกอบด้วย สาขาศิลปะ 2 มิติ สาขาศิลปะ 3 มิติ สาขาการประพันธ์ดนตรี สาขาวรรณกรรม สาขาภาพยนตร์ และสาขาภาพถ่าย แต่ละสาขามีเงื่อนไขและวันเปิด-ปิดรับสมัครแตกต่างกัน เข้าไปดูรายละเอียดในเพจเฟซบุ๊ก YoungThaiArtistAward ได้เลย ดาวน์โหลดใบสมัครที่นี่

Writer

พีรมณฑ์ ตุลวรรธนะ

เจ้าของเพจ ‘ศิลปะเข้าใจยากจริงหรือ’ อยากให้คนเข้าใจศิลปะ-วัฒนธรรมมากขึ้น แต่ก็อยากกินของอร่อยแล้วก็อยากมีเงินชอปปิ้งด้วย

Photographers

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

กรริน วิจิตรประไพ

อดีตนักเรียนออกแบบที่สนใจการเล่าเรื่องผ่านภาพถ่าย ปัจจุบันเป็นช่างภาพอิสระ ศึกษาปริญญาโทด้านการถ่ายภาพที่มิลาน

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

บัทม์ แก้วงอก เป็นชื่อที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้เมื่อพูดถึงวงการเซรามิกประเทศไทย เพราะเขาคือศิลปินมือวิเศษผู้เปลี่ยนก้อนดินธรรมดาให้มีมูลค่า จนเป็นที่ตามหาของนักสะสมถ้วยชามเซรามิกทั้งในและต่างประเทศ 

เมื่อปลายปีที่แล้ว ผลงานของเขาถูกกวาดไปเกลี้ยงห้องจัดแสดงนิทรรศการ WOODS of Masterpieces ผลงานล่าสุดของเขาและภรรยา นาโอมิ ไดมารู นักจัดดอกไม้อิเคบานะมืออาชีพ 

แต่รู้หรือไม่ว่า จะต้องใช้ทั้งความดื้อและความบ้าระดับสูง กว่าจะได้เป็นศิลปินเซรามิก

ดื้อพอที่จะเป็นเด็กบ้านนอกเมืองเพชรบุรีที่เชื่อในดิน ตั้งแต่สมัยยังไม่มีศิลปินเซรามิกตัวจริงในประเทศไทย 

บ้าพอที่จะหาทางไปเรียนเซรามิกที่ญี่ปุ่นจนได้ทั้ง ๆ ที่ไม่มีสตางค์ และกลายเป็นศิษย์คนเดียวของยอดศิลปินเซรามิกแห่งเมืองอิกะ

เขาทำทั้งหมดทั้งมวลเพียงเพื่อให้ได้อยู่กับดิน

ชีวิตที่มีดินนำทางของ ‘บัทม์ แก้วงอก’ ศิลปินเซรามิกไทยแห่งสำนักหนองเสือ ปทุมธานี

Studio Visit คราวนี้จึงขอชวนทุกคนไปฟังและเรียนรู้จากเส้นทางสู่การเป็นศิลปินเซรามิกของ บัทม์ แก้วงอก ซึ่งสอนให้เขาเห็นคุณค่าในวิถีชีวิตที่ใกล้ชิดกับดินบ้านนอก ในวันที่คนกับธรรมชาติห่างเหินกันมากขึ้น

เรื่องเล่าบนเสื่อทาทามิ

ท่ามกลางทุ่งนาสีเขียวของอำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี คือสตูดิโอของศิลปินที่เราและเหล่าคนคลั่งรักเซรามิกยกขบวนกันมาเยี่ยมเยียน

พอเห็นแขกเดินผ่านรั้วเข้ามา เจ้าของสตูดิโอก็เดินไปปิดเพลงญี่ปุ่นที่กำลังบรรเลงก้องพื้นที่และกล่าวคำทักทาย พร้อมเอ่ยขอโทษเล็กน้อยที่ชวนให้เดินทางมาไกลถึงหนองเสือ แต่ที่นี่คือสถานที่ทำงานจริง ซึ่งเขาอยู่มากกว่ากรุงเทพฯ เสียอีก เพราะใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนอยู่กับดินได้โดยไม่มีสิ่งรบกวน 

บัทม์นำพวกเราเข้าไปในห้องกระจกซึ่งมีเสื่อทาทามิวางเป็นแนวยาวอยู่หนึ่งผืน และมีผลงานเซรามิกหลากหลายรูปแบบเรียงรายขนาบอยู่สองข้าง

ดอกไม้ในแจกันจัดแบบอิเคบานะวางอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของห้องยังดูสดชื่น เพราะภรรยาของศิลปินเจ้าถิ่นเพิ่งนำมาเปลี่ยนเมื่อไม่กี่วันก่อนเพื่อต้อนรับพวกเราโดยเฉพาะ

เมื่อทุกคนนั่งลงหามุมสบายบนเสื่อทาทามิเรียบร้อยแล้ว เรื่องราวของบัทม์ก็เริ่มขึ้น 

ชีวิตที่มีดินนำทางของ ‘บัทม์ แก้วงอก’ ศิลปินเซรามิกไทยแห่งสำนักหนองเสือ ปทุมธานี

กูจะเป็นศิลปิน!

บัทม์เกิดและโตที่จังหวัดเพชรบุรี ครอบครัวฝั่งแม่เป็นครู ส่วนฝั่งพ่อเป็นครอบครัวทหาร เพราะฉะนั้น เขาไม่ได้เติบโตท่ามกลางงานศิลป์

แต่บางอย่างดึงดูดเขาเข้าหาการขีดเขียน

“ผมชอบศิลปะตั้งแต่ประมาณ ป.3 ตอนนั้นจำได้ว่าเอาแท่งถ่านไปเขียนฝาบ้าน ไม่ได้เขียนแต่บ้านตัวเองนะ เขียนทุกบ้านในหมู่บ้านเลย” เขาเริ่มเรื่องด้วยวีรกรรมแสบ ๆ ที่เคยก่อไว้สมัยเด็ก แม้จะเป็นเหตุให้โดนไล่เตะ ไล่ตี แต่ก็ยังทำ พอขึ้น ม.1 โรงเรียนให้เลือกวิชาเอก บัทม์ไม่ลังเลเลือกเรียนเอกศิลปะตั้งแต่ตอนนั้น 

แต่เขามาค้นพบความชอบที่แท้จริงของตัวเองเอาตอนที่ย้ายไปเรียนวิทยาลัยช่างศิลป โรงเรียนศิลปะในกรุงเทพฯ 

“ตอนที่เรียนมีทั้งวิชาจิตรกรรมและประติมากรรม แต่เรากลับหลงรักเซรามิกหลังจากที่ได้ลองนำงานเข้าเตาเผาแค่ 2 ครั้ง เพราะเวลาทำต้องลุ้นว่างานจะออกมาสวยหรือไม่สวย”

“ผมขออยู่ที่ตึกเซรามิกตลอดเวลาได้มั้ย” เด็กชายบัทม์บอกครู

ชีวิตที่มีดินนำทางของ ‘บัทม์ แก้วงอก’ ศิลปินเซรามิกไทยแห่งสำนักหนองเสือ ปทุมธานี

เมื่อถึงคราวสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อน ๆ ต่างเลือกคณะจิตรกรรม ม.ศิลปากร กันยกรุ่น มีเพียงบัทม์เท่านั้นที่มุ่งมั่นเข้าคณะศิลปกรรม จุฬาฯ สาขาเซรามิกเพียงอย่างเดียว

เขาใช้เวลาสอบถึง 4 ครั้งกว่าจะติด

ที่ยอมทิ้งชีวิตไป 4 ปี ก็เพียงเพื่อแลกกับการได้ศึกษาในมหาวิทยาลัยที่จะให้เขาคลุกคลีกับ ‘เตาเผาเซรามิก’ มากที่สุด

 แต่เมื่อสอบติด ความพยายามทั้งสิ้นเกือบจะสูญเปล่า เพราะทั้งรุ่นมีคนสนใจเรียนเซรามิกแค่ 2 คน ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการแยกภาค

ท่ามกลางที่ประชุมซึ่งจัดขึ้นเพื่อหาทางออกให้กับปัญหานี้ ประธานรุ่นอย่างบัทม์ แก้วงอก ลุกขึ้นประท้วง “ทำอย่างนี้ไม่ได้นะครับ! ผมมาเพื่อเซรามิก”

แต่ถึงขั้นนั้นแล้ว ผู้ร่วมประชุมยังไม่มีใครโอนอ่อนไปตามคำยืนกรานของเขาเลย

โชคดีที่อาจารย์ที่ปรึกษาของบัทม์เกิดนึกขึ้นได้ว่าวันสอบสัมภาษณ์ ศิษย์คนนี้เคยเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ว่า ‘ผมตั้งใจมาเรียนที่นี่เพื่อเลือกเอกเซรามิก’ ที่ประชุมจึงลงมติอนุญาตให้เปิดสาขาเซรามิกเพื่อนักศึกษาเพียง 2 คนได้ตามที่บัทม์ตั้งใจ 

“รู้ไหม ผมยืนปฏิญาณตนกลางหมู่เพื่อนว่า “กูจะเป็นศิลปิน!” ตั้งแต่ตอน ป.6 แล้ว

“ผมบ้าตั้งแต่เด็ก”

ขอร้องล่ะ นาโอมิซัง! 

“พอเรียนจบมหาลัย เพื่อน ๆ ไปเรียนต่อเมืองนอกกันหมด เราก็อยากไปแต่ไม่มีสตางค์” 

ความฝันของบัทม์ในตอนนั้นคือไปเรียนเซรามิกตะวันออกที่ญี่ปุ่น แต่เส้นทางชีวิตของเขาก็พลิกผันเพราะหนังสือเล่มเดียว 

ชีวิตที่มีดินนำทางของ ‘บัทม์ แก้วงอก’ ศิลปินเซรามิกไทยแห่งสำนักหนองเสือ ปทุมธานี

“วันหนึ่งไปที่ห้องสมุดของ Japan Foundation แล้วเจอหนังสือ ‘รวม 30 ศิลปินเซรามิก’

“ชอบทุกคนเลยเว้ย” เขาคิดในตอนนั้น “ก็เลยถ่ายเอกสารมาทั้งเล่ม”

ระหว่างนั่งรถเมล์จากห้องสมุดกลับมหาวิทยาลัย บัทม์เกิดนึกขึ้นได้ว่า ท้ายเล่มมีที่อยู่ของศิลปินแต่ละคน ตอนนั้นเองที่เขาเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา

“งั้นเขียนจดหมายขอเป็นศิษย์ดื้อ ๆ เลยแล้วกัน!” หลายคนอาจจะคิดว่าบ้า แต่สำหรับเขา นี่คือโอกาส

บัทม์ลงมือร่างจดหมายเป็นภาษาไทย 30 ฉบับ สำหรับส่งให้ศิลปินญี่ปุ่น 30 คน แล้วเดินตรงไปที่ คณะอักษรศาสตร์

“เราไปขอร้องเพื่อนญี่ปุ่นคนหนึ่ง ชื่อ นาโอมิ ที่เรียนเอกภาษาไทยให้ช่วยแปลจดหมาย” 

“ญี่ปุ่นเขาไม่มีวัฒนธรรมรับแบบนี้” นาโอมิปฏิเสธทันที

“ช่วยหน่อยเหอะ ไม่เสียหายอะไรนี่ เดี๋ยวเลี้ยงข้าว” บัทม์ไม่ยอมถอย 

นาโอมิหยุดคิดครู่หนึ่งก่อนยื่นข้อเสนอสุดท้าย “งั้น 2 จานนะ” 

จดหมาย 30 ฉบับของอาจารย์บัทม์เลยได้รับการแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นในที่สุด 

Dear Sensei 

ถึง เซ็นเซย์

ผมชื่อ บัทม์ แก้วงอก 

ผมเขียนจดหมายนี้เพื่อขอเรียนปั้นเซรามิกกับท่านเป็นระยะเวลา 2 ปี 

ผมมีความตั้งใจที่จะทำให้คนไทยกลับมาใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้อง ผูกพันกับเซรามิก เหมือนประเทศญี่ปุ่นหรือจีน เพราะที่ประเทศบ้านเกิดของผมยังนิยมการใช้ถ้วยชามจากเมลามีนและพลาสติกอยู่ 

ผมยินดีช่วยงานทุกอย่าง ไม่จำกัดอยู่แค่งานที่เกี่ยวข้องกับเซรามิก และไม่ต้องการเงินกลับประเทศไทย แต่ในกรณีที่ท่านไม่มีห้องให้อาศัย ขอความกรุณาเช่าบ้านให้ผมอยู่ด้วย 

สุดท้ายนี้ เพื่อทดแทนพระคุณ ผมจะทำเซรามิกให้ดีที่สุดเมื่อกลับมาประเทศไทย

บัทม์ แก้วงอก 

พ.ศ. 2540

*จำลองจดหมายจริงจากคำเล่าของบัทม์*

ชีวิตที่มีดินนำทางของ ‘บัทม์ แก้วงอก’ ศิลปินเซรามิกไทยแห่งสำนักหนองเสือ ปทุมธานี

จดหมาย 30 ฉบับถูกส่งไปที่ต่าง ๆ ในประเทศญี่ปุ่น 

หลังจากนั่งคอยวันแล้ววันเล่า ในที่สุดก็มีจดหมายตอบกลับมา 30 ฉบับ 

“แคนเซิลหมดเลย” 

เรากำลังร่วมลุ้นจนตัวโก่ง เกือบหน้าทิ่มไถกับเสื่อทาทามิ เสียแรงที่นาโอมิอุตส่าห์แปลจดหมายให้จริง ๆ

“มีแค่ฉบับที่ 29 จาก อาจารย์คันจิ อาตาราชิ ที่รับ” ผู้ฟังกลับมานั่งหูผึ่ง หลังตรงอีกครั้ง 

คันจิ อาตาราชิ ท่านนี้เป็นศิลปินเซรามิกที่พำนักอยู่ที่อิกะอูเอโนชิ หรือ เมืองอิกะ 

เขา คือหนึ่งใน 30 ยอดฝีมือด้านเซรามิกของญี่ปุ่นในสมัยนั้น 

และเขาไม่เคยรับใครเป็นศิษย์มาก่อนเลยในชีวิต

ชีวิตที่มีดินนำทางของ ‘บัทม์ แก้วงอก’ ศิลปินเซรามิกไทยแห่งสำนักหนองเสือ ปทุมธานี

บัทม์มารู้ถึงเหตุผลที่เขายอมรับเด็กไทยไร้ชื่อคนหนึ่งเข้าเป็นศิษย์เอาทีหลัง ตอนที่เข้าใจภาษาแล้ว จากปากของ ‘โอก้าซัง’ หรือภรรยาของคันจิ อาตาราชิเซ็นเซ

“ครอบครัวนี้มีลูกชาย ชื่อ มานาบุ อายุ 27 ปี ซึ่งตั้งแต่วัยรุ่นก็อยู่และทำงานที่โตเกียวมาตลอด โอก้าซังอยากให้ลูกชายกลับมาสานต่องานเซรามิกจากพ่อ แต่ลูกชายกับพ่อดันไม่คุยกัน

“วันหนึ่ง โอก้าซังเปิดจดหมายเห็นเป็นเด็กไทยมาขอเป็นศิษย์ เลยบอกให้สามีรับไว้ก่อน เพื่อที่วันหนึ่ง พอผมสำเร็จวิชาจากอาจารย์​แล้ว จะได้เรียกลูกชายให้กลับมาเป็นลูกศิษย์ผมแทน” 

ด้วยเหตุนี้ บัทม์ แก้วงอก จึงกลายเป็นลูกศิษย์คนแรกและคนเดียวของ อาจารย์คันจิ อาตาราชิจวบจนทุกวันนี้ 

ฝึกวิชาบนยอดเขาอิกะ 

บัทม์ยกถ้วยสาเกและถ้วยชาวานสไตล์อิกะ (ถ้วยที่ใช้ในพิธีชงชาของญี่ปุ่น) จากชั้นวางผลงานด้านข้าง เพื่ออธิบายให้เราเข้าใจศิลปะซึ่งเขาในวัย 27 ปีกำลังจะไปศึกษา

“เซรามิกสายอิกะ น่าจะโหดที่สุดในเกาะญี่ปุ่น แต่ว่างาน High-end ที่สุด” 

ชีวิตที่มีดินนำทางของ ‘บัทม์ แก้วงอก’ ศิลปินเซรามิกไทยแห่งสำนักหนองเสือ ปทุมธานี

เขาชวนให้เราสังเกตพื้นผิวและลวดลายบนถ้วยชาวาน

“นี่คือคราบที่เกิดจากฟืน ส่วนรอยด่างดวงตรงนี้ เกิดจากการเบียดกันกับจานอีกใบซึ่งเราควบคุมไม่ได้ นี่แหละคือเสน่ห์ของงานเตาฟืนแบบอิกะ”

ชีวิตที่มีดินนำทางของ ‘บัทม์ แก้วงอก’ ศิลปินเซรามิกไทยแห่งสำนักหนองเสือ ปทุมธานี

“แล้วก็” อาจารย์บัทม์หยิบถ้วยสาเกขึ้นมา “งานดินอิกะไม่สนใจว่าแม่บ้านล้างจานได้หรือไม่ได้” เขาหยอกงานเซรามิกในมือ เพราะลักษณะเด่นอีกประการของอิกะ คือความหยาบและขรุขระแบบธรรมชาติของเนื้อดิน 

การเดินทางตามดินของเด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี

เมื่ออธิบายจบจึงเล่าต่อถึงประสบการณ์สมัยไปเรียนญี่ปุ่นแรก ๆ

“6 เดือนแรกผมกับอาจารย์สื่อสารกันไม่ได้เลย เพราะผมไปด้วยภาษาญี่ปุ่นศูนย์ ส่วนเซ็นเซย์ภาษาอังกฤษศูนย์ ก็เลยใช้วิธีเขียนการ์ตูนคุยกัน” 

ทุกวันบนสตูดิโอที่ตั้งอยู่บนยอดเขาเมืองอิกะ เขาไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากนวดดิน แล้วส่งให้อาจารย์ขึ้นรูป บัทม์จึงทำได้เพียงสังเกตวิธีการทำงานของอาจารย์ และบันทึกทุกอย่างที่ ‘ขโมยผ่านสายตา’ เป็นภาพลงในไดอารี่

แต่แล้ววันหนึ่งเซ็นเซย์ก็ค้นพบสมุดเล่มนี้ซึ่งบันทึกเทคนิคของท่านไว้อย่างละเอียด 

“ตอนแรกคิดว่าโดนแล้ว เหมือนเราไปล้วงเคล็ดลับเขา” 

แต่ผิดคาด วันนั้นหลังจากอ่านจบ เซ็นเซย์เรียกบัทม์ไปที่แป้น และเริ่มถ่ายทอดวิชาให้เป็นวันแรก 

เล่นกับไฟ

การทำงานเซรามิก คือการทำงานร่วมกับธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ อากาศ และไฟ ซึ่งการทำงานกับธาตุตัวสุดท้ายนี่แหละที่ ‘โคตรมัน’ เพราะไฟคือเหตุที่ทำให้งานแต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน 

“ผลงานที่ออกมาอาจจะไม่เหมือนกับที่คิดไว้ในหัวร้อยเปอร์เซ็นต์ เราต้องเผื่อที่ให้ไฟมันเถียงเราด้วย” 

“ถ้าเผาเซรามิกช่วงฤดูร้อนก็จะได้สีเขียวแบบหนึ่ง แต่ถ้าเผาฤดูฝนก็จะเกิดสีเขียวอีกแบบหนึ่ง พูดง่าย ๆ ก็คือ ทั้งอุณหภูมินอกเตาและในเตามีส่วนต่อการปรับสีของเนื้อดินทั้งนั้น”

เตาเปรียบเสมือนพู่กันของศิลปินเซรามิก ส่วนไฟคือหลอดสี เพราะฉะนั้น ศิลปินเซรามิกที่ดีจะต้องฝึกประมาณอุณหภูมิของไฟด้วยตาเปล่า 

การเดินทางตามดินของเด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี

ครั้งหนึ่ง คันจิ อาตาราชิ เซ็นเซย์ สาธิตทักษะนี้แก่บัทม์ขณะ ‘สูบบุหรี่’

ปลายบุหรี่ที่เพิ่งจุดเป็นสีอ่อน ๆ

“ขณะนี้ 700 องศา” เซ็นเซย์ประกาศต่อหน้าศิษย์ผู้กำลังทึ่งกับวิชาเบื้องหน้า

เขาดูดลมเข้าแรง ๆ อีกครั้ง 

“ส่วนตอนนี้ 1,280 องศา” 

บัทม์ยอมรับว่าเขาต้อง ‘ทิ้งทุกอย่าง” ที่เคยเข้าใจสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งเน้นเทคนิคแบบตะวันตกไปก่อน เพื่อรองรับเทคนิคฉบับแดนอาทิตย์อุทัยให้ได้มากที่สุด

“ตอนเรียนที่มหาวิทยาลัย แป้นหมุนจะหมุนทวนเข็มนาฬิกา ซึ่งเป็นทิศที่ใช้เหมือนกันทั่วโลก มีแต่ประเทศญี่ปุ่นนี่แหละที่หมุนตามเข็มนาฬิกา เพราะเขาถือว่าเป็นการหมุนตามแรงเหวี่ยงของจักรวาล” 

การเดินทางตามดินของเด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี

นอกจากนั้นบัทม์ยังต้องเรียนรู้วัฒนธรรมการใช้ภาชนะเซรามิกแบบญี่ปุ่น ซึ่งต่างจากไทยและประเทศฝั่งตะวันตกโดยสิ้นเชิง

“ญี่ปุ่นเขาถือว่าภาชนะเซรามิกทุกชิ้นเป็นงานศิลปะ”

“เวลากินข้าว ทุกคนมีเซ็ตอาหารของตัวเอง ซึ่งประกอบด้วยถ้วยเล็กถ้วยน้อยหลากหลายแบบ ความกว้าง และความยาวของแต่ละชิ้นล้วนมีเหตุผลในตัวเองทั้งนั้น” 

แต่ก็เพราะสามารถนำองค์ความรู้ทั้งแบบอเมริกาและญี่ปุ่นมาประยุกต์ใช้ได้ เซรามิกของบัทม์ แก้วงอก จึงมีความน่าสนใจเฉพาะตัว

สำนักหนองเสือ 

หลังจากสำเร็จการศึกษาจากญี่ปุ่นและกลับมาบ้านเกิดของตนได้ระยะหนึ่ง บัทม์ก็เริ่มมองหา Green Zone ที่กว้างพอสำหรับการทำเตาเผาขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับจำนวนชิ้นงานที่เขานั่งปั้นอย่างขะมักเขม้นในแต่ละวัน

ชื่อแรกที่ขึ้นมาหลังจากกดค้นหา คือ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี สตูดิโอที่เรานั่งกันอยู่ ณ ขณะนี้จึงถือกำเนิดขึ้น

ระหว่างก่อสร้างสตูดิโอแห่งใหม่ บัทม์บังเอิญค้นพบคุณสมบัติพิเศษบางประการของดินหนองเสือ

“ดินมันติดรองเท้ากลับบ้านมาด้วย ผมเลยแงะออกมาจากพื้นรองเท้า แล้วลองเอามาเผาดู ปรากฏว่า เฮ้ย! มันทนไฟนี่” ตั้งแต่นั้นต่อมา ผลงานทุกชิ้นของบัทม์สร้างสรรค์จากดินที่ขุดได้รอบ ๆ สตูดิโอทั้งหมด จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของเขาไปโดยปริยาย 

สตูดิโอหนองเสือไม่ได้สร้างเพื่อเป็นสถานที่ทำงานของบัทม์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นโรงเรียนเล็ก ๆ ที่แบ่งปันความรู้เกี่ยวกับเซรามิกแก่ผู้ที่สนใจอีกด้วย 

เป้าหมายสำคัญของการเรียนการสอนของที่นี่ไม่ใช่เพื่อให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาออกไปปั้นเซรามิกได้อย่าง บัทม์ แก้วงอก แต่คือการให้พวกเขาได้ค้นพบสไตล์การปั้นเซรามิกที่มีอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง

การเดินทางตามดินของเด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี
วิธีการนวดดินที่ญี่ปุ่นเรียก Kikuneri หรือ นวดแบบดอกเบญจมาศ​

ที่นี่ไม่ใช่เพียงที่ทำงานหรือพื้นที่จัดเก็บผลงานของบัทม์ แต่คือพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเซรามิก ซึ่งใครที่กลับไปจากที่นี่จะได้เห็นก้อนดินในมุมใหม่ไม่มากก็น้อย 

คำว่า ‘สตูดิโอ’ จึงอาจจะแคบไป เราขอเรียกที่นี่ว่า ‘สำนักหนองเสือ’ คงจะเหมาะกว่า

ไม่ได้กินเพราะไม่ได้หา

ถึงตอนนี้ เราชวนบัทม์คุยเรื่องผลงานที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้น จนได้รับโอกาสให้ไปจัดแสดงเดี่ยวที่กินซ่า ล้ำหน้าศิลปินญี่ปุ่นอีกเป็นแสนคน

ผลงานดังกล่าวคือ นิทรรศการ ‘ดินบ้านนอก’ ซึ่งจัดแสดงที่ Japan Foundation ใน พ.ศ. 2550

“ผมอยากจัดแสดงอะไรที่ทำให้เกิดความ Contrast กับสถานะของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่เจริญและร่ำรวยมากในตอนนั้น” บัทม์เล่าที่มาที่ไปของคอนเซ็ปต์ดินบ้านนอก 

การเดินทางตามดินของเด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี

“พอดีว่าตอนนั้นผมอยู่ศาลายา ก็เลยใช้ดินและวิธีคิดจากศาลาบ้านนอกของตัวเองมาเล่าวิถีของคนที่อยู่ชายขอบ

“ทาง Japan Foundation ได้ฟังก็ซื้อไอเดียนี้ทันที เขาบอกว่าเดิมบ้านเขาก็มาจากดิน แต่ตอนนี้กลับเหินห่าง งานของผมเหมือนเอาดินกลับไปไว้ในบ้านเขาเหมือนเดิม”

ไม่น่าเชื่อว่าเขาใช้เวลาเพียง 1 เดือนในการสร้างสรรค์ผลงานซึ่งมีอยู่ละลานตาเต็มห้องจัดแสดง

“ผมเป็นคนไม่ทำงานนานเลย” เขาอธิบาย

“ความว่องไวช่วยเก็บความสดของงานไว้ ทำให้มีร่องรอยฉีกขาดและความขรุขระของผิวที่ไม่ประดิดประดอย เหมือนการทำงานแบบ Expressionism ผมอยากเก็บดินและไฟ ณ ขณะนั้นไว้ในผลงานให้คนที่มาชมนิทรรศการได้เห็น”

การเดินทางตามดินของ บัทม์ แก้วงอก เด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี

แต่ผลงานซึ่งบัทม์ใช้เวลามากที่สุด และรู้สึกว่าท้าทายที่สุด คือชิ้นที่ได้แรงบันดาลใจมาจากคำพูดของพ่อ 

“ตอนนั้นผมอยู่ ป.5 จำได้ว่าพ่อยืนกอดอกถือแห รอปลาขึ้นฮุบบนผิวน้ำ อยู่ดี ๆ แกก็พูดขึ้นมาลอย ๆ ว่า “ไม่ได้กินเพราะไม่ได้หา” 

เขาซึ่งนั่งเขียนดินเล่นอยู่ข้าง ๆ จำคำพูดนี้ได้ขึ้นใจ แม้ว่าตอนนั้นจะไม่เข้าใจความหมายก็ตาม คำของพ่อผุดขึ้นมาในความทรงจำอีกครั้ง ขณะกำลังเตรียมการสำหรับงาน ‘ดินบ้านนอก’ 

“เราอยากให้มีแหพ่อของจริงเป็นพื้นหลัง เลยกลับเพชรบุรีไปตามหาแหพ่อ ต้องไล่ถามคนรู้จักหลายคนกว่าจะได้แหจริงมาแสดง เลยต้องยกให้งานชิ้นนี้เป็นชิ้นที่หินที่สุด” แต่ก็เป็นชิ้นที่คนชื่นชมมากที่สุดเช่นกัน 

ทุกวันนี้ ประโยค “ไม่ได้กินเพราะไม่ได้หา” สลักไว้บนผนังเหนือชั้นวางผลงานของผู้เป็นลูกชาย ณ สำนักหนองเสือ 

การเดินทางตามดินของเด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี

ดอกไม้กับแจกัน

บัทม์ แก้วงอก ได้เรียนรู้อะไรจากการเป็นคนปั้นเซรามิกบ้างในชีวิตนี้ – เราถามเป็นคำถามสุดท้ายก่อนลากลับ

“โอ้ หลายอย่าง” เขาตอบทันที 

“ข้อหนึ่ง มันสอนให้ผมเป็นคนที่เรียบง่าย”

“ข้อสอง ผมเคารพเสียงของมนุษย์เหมือนที่ผมเคารพเสียงของไฟและดิน เป็นสิ่งที่ทำให้แรงปะทะเสียดทานผมน้อยลง เมื่อก่อนผมโคตรซ่าเลย แต่ตอนนี้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่ฟังทุกคนเพราะมีดินนำทาง”

“ข้อสาม ผมได้เดินทางไปทั่วโลกเพราะดิน ผมเกิดมาจากการโดนไม่เชื่อ พี่น้องเพื่อนฝูงไม่มีใครเชื่อสักคนว่าจะเป็นศิลปินเซรามิกได้ แต่ผมเชื่อดิน ก็เลยมี บัทม์ แก้วงอก ในทุกวันนี้”

การเดินทางตามดินของเด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี

นอกจากนี้ศิลปะเซรามิกยังให้อะไรกับชีวิตคู่ของเขา และภรรยาชาวญี่ปุ่นนักจัดดอกไม้อีกด้วย

“เวลามีการจัดแสดงงานคู่กัน ทำให้เราเรียนรู้ว่า บางทีดอกไม้ต้องเกรงใจแจกัน แจกันบางทีต้องเกรงใจดอกไม้ ถ้าต่างคนต่างตกแต่งแบบไม่ยอมงานของอีกฝ่าย ผลงานร่วมจะดูไม่เด่นทันที แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างประนีประนอมซึ่งกันและกัน คอยดูภาพรวมของผลงาน งานจะดูน่าสนใจขึ้นมาก” 

ทุกวันนี้บัทม์มีความสุขกับการใช้เวลาทุกวันที่สำนักหนองเสืออยู่กับดินและเตาไฟ 

“อาชีพนี้ทำได้ถึงอายุ 80 – 90 เลยนะ อาจารย์ผมอายุ 80 ปีแล้ว ก็ยังนั่งปั้นดินอยู่ทุกวัน” เขาบอก 

“และผมก็คิดว่าศิลปะเซรามิกเองก็จะอยู่คู่กับเราไปอีกนาน อย่างที่อยู่คู่มนุษย์มาร่วมหมื่นปีไม่เปลี่ยนแปลง” 

ก่อนกลับเรามีโอกาสดูบัทม์สาธิตการปั้นเซรามิก เขาซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่หน้าแป้นขึ้นดิน ดูสงบราวกับนั่งวิปัสสนา

การเดินทางตามดินของบัทม์ แก้วงอก เด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี

เราลองเอาดินที่เหลือจากการสาธิตมา นวด กด และปั้นเป็นก้อนเล็ก ๆ ตามภาษาคนไม่รู้วิชา ก่อนจะนำกลับไปรวมกับกองใหญ่อีกครั้ง จนถึงตอนนี้ปลายนิ้วยังจำความนุ่มและเย็นของก้อนดินได้

เราเชื่อว่าวันหนึ่ง ความทรงจำเกี่ยวกับดินในครั้งนี้จะพาเรากลับไปที่สำนักหนองเสืออีกครั้ง 

ทุ่งข้าวสีเขียวค่อย ๆ ไกลลิบลงเรื่อย ๆ เริ่มเห็นตึกสูงสลับกับบ้านเรือน และไฟสีแดงเป็นแถวจากท้ายรถที่ต่างมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ

เริ่มคิดถึงดินเสียแล้วสิ

การเดินทางตามดินของ บัทม์ แก้วงอก เด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี

Writer

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load