ถ้าพูดถึงงานจิตรกรรมในไทย คงจะมีมากมายไม่หวาดไม่ไหว แต่ถ้าบอกว่างานจิตรกรรมที่เป็นภาพล้อเลียน เชื่อว่าทุกคนน่าจะร้องอ๋อเมื่อเห็นภาพของ ลำพู กันเสนาะ ไม่ว่าจะด้วยหน้าตาทะเล้น ยียวน และหัวที่โต จนทำคนดูแอบหัวเราะฮิๆ ภาพจิตรกรรมของลำพูก็ดึงคนดูด้วยความตลกแต่แอบแฝงด้วยความประชดประชันได้ตลอดมา

สายๆ วันจันทร์ เราฝ่ารถติดออกจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าล่องไปแม่กลอง เข้าอำเภออัมพวา ลัดเลาะเข้าซอยเล็กยุบยิบที่สองข้างทางเป็นสวนมะพร้าว เพื่อไปเยี่ยมชมสตูดิโอของศิลปินภาพจิตรกรรมที่โดดเด่นจากการวาดภาพล้อเลียน ซึ่งแอบแฝงตัวอยู่ท่ามกลางสวนมะพร้าวและบ้านเรือนชาวอัมพวา

เราเลยวัด ข้ามคลอง แม่น้ำ ผ่านสวน ท้องร่อง ที่จินตนาการไว้แต่แรกว่าอัมพวาจะหน้าตาเป็นแบบนี้ แต่สิ่งที่กูเกิลแมปส์ไม่ได้บอกตอนปักหมุดมุ่งหน้ามาที่นี่คือ หุ่นมาริโอ้ 8 bit หน้าบ้านปูนเปลือยยกสูงซึ่งมีบานเฟี้ยม ชานเรือนไม้ และร่มเงาของหูกระจงใหญ่ 2 ต้น เป็นส่วนประกอบ

เราว่าไม่ผิดทางหรอก เรามาถึงที่หมายแล้ว

หมาอ้วน 2 ตัววิ่งออกมาต้อนรับด้วยความเป็นมิตร ภายในสตูดิโอปูนเปลือย นอกจากผลงานรูปคุณลุงหน้ายิ้มในชุดนักเรียนแล้ว แคนวาสอื่นๆ ก็ไม่ยอมเผยตัวเพราะถูกห่อด้วยบับเบิ้ล ใต้นั่งร้านสีเหลืองมีอุปกรณ์วาดเขียน พู่กันนับสิบ และสีกองพะเนินเหมือนจอมปลวกอยู่บนเศษผ้าแคนวาส ทำให้อดจินตนาการช่วงเวลาการทำงานของเจ้าของบ้านไม่ได้

บ้านและที่ทำงานของ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินจิตรกรรมล้อเลียนแนวหัวโต ผู้หยิบเอาคนใกล้บ้านและอารมณ์ขันมาสร้างสรรค์งานเสียดสีสังคม

“งานส่วนใหญ่เป็นสีน้ำมัน ตอนทำงานจะบีบบนกองนี้เลย เราบีบมาใช้ทับๆ กันเรื่อยๆ สีน้ำมันพอแห้งแล้วจะเอากลับมาใช้ไม่ได้ ก็จะกองพะเนินขึ้นมาแบบนี้ บางครั้งสูงไปก็ต้องหักออก เราจำตำแหน่งวางของมันได้เลยไม่เปลี่ยนมัน” เจ้าของบ้านอธิบาย 

“ส่วนรูปนี้เป็นชุดที่ต่อมาจากชุด ‘อเมซิ่งไทยแลนด์’ เขียนถึงเรื่องความเป็นไทยเราที่มีกิจกรรมแปลกๆ อันนี้เป็นพวกคนที่มาขายของตามร้านอาหาร จุดขายเขาคือจะใส่ชุดนักเรียนมา ไม่รู้เดี๋ยวนี้ยังมีอยู่มั้ยนะ แต่เราก็มองออกว่าลักษณะของเขาไม่น่าใช่นักเรียนแล้ว เราก็เลยเขียนประชดให้เป็นคนแก่ไปเลย”

ลำพูพาเราดูงานคร่าวๆ เธอเรียนจบจากคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากรเมื่อ พ.ศ. 2550 ผ่านมา 2 ปี ก็กลับมาบ้านเพื่อดูแลแม่ที่ป่วย ก่อนจะสร้างสตูดิโอเพื่อทำงานอยู่ในเมืองที่เธอเติบโตมาตั้งแต่ 4 ขวบ

01

ออกจากบ้าน

“เราเรียนไม่เก่งค่ะ เรียนวิชาอะไรไม่เก่งเลย” ลำพูเล่าให้ฟังถึงวัยเด็ก ก่อนที่เธอจะตัดสินใจเดินตามพี่ชาย หนีไปสอบเข้าช่างศิลป์ลาดกระบัง พอสอบติดก็ออกจากบ้านที่อัมพวาเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ท่ามกลางเสียงทัดทานและความเป็นห่วงจากคุณพ่อ 

“เราชอบวาดการ์ตูนมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว พวกเซเลอร์มูน หรือการ์ตูนตามทีวี พวกการ์ตูนสาวน้อยน่ะค่ะ”

โลกในโรงเรียนศิลปะอย่างช่างศิลป์เป็นอะไรที่ใหม่มากสำหรับลำพู 

“เหมือนไม่ได้ไปโรงเรียน ตอนเด็กๆ เราไม่รู้เลยว่าโลกนี้มีโรงเรียนแบบนี้มาก่อน

“สำหรับเราก็มีความสุขมากที่ได้เจอโรงเรียนที่เราไม่ได้ไปเรียน”

บ้านและที่ทำงานของ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินจิตรกรรมล้อเลียนแนวหัวโต ผู้หยิบเอาคนใกล้บ้านและอารมณ์ขันมาสร้างสรรค์งานเสียดสีสังคม

แต่การเรียนก็ใช่ว่าจะง่ายอย่างที่คิด เพราะในขณะที่เพื่อนๆ เคยได้ติว ได้เรียนพิเศษ กันมาก่อนแล้ว ลำพูกลับไม่เคยได้ฝึกเขียนภาพนิ่งเลย เหมือนเริ่มนับหนึ่งใหม่ ดังนั้น เธอจึงต้องขยันกว่าคนอื่น ฝึกมากกว่าหลายเท่า ถ้าอาจารย์ให้ส่ง 1 ชิ้น ลำพูจะส่ง 3 หรือ 4 ชิ้น เพื่อพัฒนาตัวเองเรื่อยๆ

ด้วยความขยัน ลำพูก็สอบเข้าคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ และภาพวาดล้อเลียนหัวโตที่เป็นซิกเนเจอร์ของเธอก็เริ่มขึ้นที่นั่น

02

หัวโต

ภาพวาดล้อเลียนของลำพูเริ่มช่วงปี 3 จากที่อาจารย์ให้สร้างสรรค์ผลงานส่วนตัว เพื่อประหยัดงบประมาณ เธอจึงเขียนรูปด้วยสีน้ำมันลงบนพลาสติกที่เป็นลายเหมือนลายผ้าปูโต๊ะแทนผ้าแคนวาส และแบบที่เธอเลือกมาวาดก็คือเพื่อนๆ ที่คณะ 

“พวกเขาผมเผ้ารุงรัง ลักษณะไม่เหมือนนักศึกษา” เธอพูดยิ้มๆ “บุคลิกพวกเขาจะต่างจากที่เห็น พอเราเป็นเพื่อนกันเราก็เห็นว่านิสัยบางคนตรงกันข้ามกับลักษณะที่เห็นเลย เราเลยวาดเล่าเรื่องของเขาที่ภายในและภายนอกต่างกัน” 

สำหรับลำพูแล้ว ภาพวาดล้อเลียนแนวหัวโตเป็นตัวแทนของเรื่องราวที่เธอนำเสนอ ตั้งแต่เรื่องที่พูดถึงกลุ่มเพื่อนและคนใกล้ชิด ไปจนถึงเรื่องราวที่เกี่ยวกับสังคมโดยตรง โดยเฉพาะเรื่องราวประชดประชัน เสียดสี ถูกนำเสนอออกมาให้สะท้อนบางมุมที่คนทั่วไปไม่ได้นึกถึง ผ่านรูปแบบที่ดูขบขัน สนุกสนาน เช่นวัฒนธรรมเซลฟี่ในผลงานแสดงเดี่ยวครั้งล่าสุดของเธอ 

ในขณะที่ผลงานจิตรกรรมอื่นๆ จะเน้นเรื่องที่กว้างหรือเป็นนามธรรมกว่า ลำพูมองว่าการหยิบเอาอารมณ์ขันมาเล่าเรื่องราวของเธอ เป็นเหมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดให้คนดูงานนานกว่าเดิม 

“สีหน้า แววตาที่สื่อ ไปจนถึงส่วนประกอบชวนตลกอย่างน้ำลาย น้ำตา น้ำมูก ของรูปเรา พอเขาดูรายละเอียดทีละอย่างเขาก็จะเห็นเรื่องราวที่เราสื่อในภาพ”

03

กลับบ้าน

“ตอนเด็กแม่ต้องไปทำงานในกรุงเทพฯ มันลำบาก เราเลยรู้สึกไม่ชอบกรุงเทพฯ แต่พออายุ 15 เราเองก็ต้องไปเรียนที่นั่น ตลอดช่วงวัยรุ่นประมาณสิบกว่าปี คิดมาตลอดว่าไม่อยากอยู่ในเมือง พอแม่ป่วยปี 2009 ต้องกลับมาดูแลแม่ จึงอยากจะสร้างสตูดิโออยู่ใกล้ๆ เขา พอสร้างเสร็จแม่ก็เสีย เลยอยู่ตรงนี้มาเรื่อยๆ ความจริงเราชอบต่างจังหวัดมากกว่ากรุงเทพฯ” 

ลำพูเล่าถึงชีวิตวัยรุ่น ก่อนจะบอกว่าไม่ได้เกิดที่นี่ เธอเกิดจังหวัดน่าน แม่เป็นคนน่าน พ่อเป็นคนอัมพวาและเป็นครูที่นี่ พอ 4 ขวบจึงย้ายมาอัมพวา พักบ้านพักราชการ ส่วนบ้านและสตูดิโอที่เห็น เธอปลูกหลังจากที่โตเป็นศิลปินเต็มตัว

“ข้อดีของสมุทรสงครามคือเรามีเพื่อนตั้งแต่เด็ก ทุกคนกลับมาบ้านหมดเลย กลับมาทำงาน มีร้านอาหาร ทำตลาดปลา มีกิจการของเขา เป็นเมืองเล็กๆ เราก็มีเพื่อนอยู่ใกล้กัน วิ่งไปหากันแค่ 5 นาที จังหวัดนี้มี 3 อำเภอเอง เป็นจังหวัดเล็กๆ”

เมื่ออยู่บ้าน เธอจึงเปลี่ยนแบบที่นำมาวาด จากคนใกล้ตัว มาเป็นคนใกล้บ้านแทน 

“ใกล้ๆ นี้จะมีโรงมะพร้าว มีคนอยู่เยอะ ตั้งแต่เด็ก คนแก่ ผู้หญิง ผู้ชาย เราก็จ้างเขามาเป็นแบบถ่ายรูป เวลาวาดเสร็จ มีงานแสดง มีแคตตาล็อก ก็เอาไปให้เขาดู เขาก็ขำกันทุกที” 

เธอเปรียบเทียบการหาแบบวาดรูปกับการหานักแสดงในภาพยนตร์ที่เธออยากเล่าลงบนภาพจิตรกรรมของเธอ ที่ไม่ใช่หยิบใครก็ได้มาถ่ายในเวลานิดเดียว 

“ความซับซ้อนของการหาแบบข้างนอกคือ เขาแสดงไม่ได้ ทำสีหน้าไม่ได้ เราก็ต้องเปลี่ยนคน ต้องรอเขาเลิกงาน แสงเองก็สำคัญ เหมือนการถ่ายแบบ ถ่ายหนังเลย คือเราต้องมีภาพในหัว มีสเกตช์ก่อน ปีนี้เรารู้แล้วว่าเราจะวาดกี่ชิ้น ก็จะสเกตช์ไว้เลย มีฉาก มีเรื่องราวอย่างไร มีใครอยู่บ้าง กี่คน หลังจากนั้นก็ออกไปหา แล้วมาสเกตช์อีกที ถึงจะทำงานจริง” 

บ้านและที่ทำงานของ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินจิตรกรรมล้อเลียนแนวหัวโต ผู้หยิบเอาคนใกล้บ้านและอารมณ์ขันมาสร้างสรรค์งานเสียดสีสังคม

ต่างกับตอนเรียนที่เธอเล่าเรื่องเพื่อนๆ ผ่านรูปภาพของเขาโดยใช้เขาเป็นแบบ การทำงานตอนโต เธอนำแบบมาแสดงในเรื่องที่เธออยากจะเล่าแทน 

“ชิ้นล่าสุดที่ไปแสดงที่ ChiangMai Art Museum เขียนไปยี่สิบกว่าคนในรูปเดียว เราเอาทั้งโรงมาผลัดกันถ่ายเลย เขาสนุกกันใหญ่ เขารู้ว่าเราเอาไปวาด ก็เลยไม่ได้หวาดระแวงว่าจะเอาไปใช้ทำอะไรไม่ดี เพราะรู้ๆ กันอยู่ บ้านก็อยู่ใกล้ๆ กัน”

04

อยู่บ้าน

หากคิดถึงอัมพวา ก็จะคิดถึงตลาดน้ำกับหิ่งห้อย และถ้าคิดถึงหิ่งห้อยแล้ว ก็จะทำให้นึกถึงต้นลำพู ต้นลำพูเป็นต้นไม้ขนาดไม่ใหญ่มาก ขึ้นตามริมแม่น้ำหรือลำคลอง เป็นต้นไม้ที่ชอบมีหิ่งห้อยมาเกาะ

“ชื่อเรามาจากต้นลำพู ตอนเด็กๆ เป็นปมด้อยมากเลย เพราะชื่อฟังแล้วตลกๆ สระอำ สระอู ลำพู” ส่วนระเบียงของบ้านอยู่ติดกับคลองจิ๋ว มีต้นไม้ขึ้นเต็มแบบบ้านสวน ทำให้รอบบ้านเต็มไปด้วยต้นไม้และคลองลำน้อยๆ ลำพูชี้ไปที่ด้านหลังคลองแล้วเล่าว่า 

“ที่บ้านนี่ก็เคยมีต้นลำพู มันโค่นไปแล้ว แต่ก็ยังมีหิ่งห้อยเต็มเลยนะคะ ส่วนใหญ่หิ่งห้อยจะอยู่ตามพื้นที่ที่สะอาด ตอนกลางคืนจะส่องแสงสวยมากเลย”

บ้านและที่ทำงานของ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินจิตรกรรมล้อเลียนแนวหัวโต ผู้หยิบเอาคนใกล้บ้านและอารมณ์ขันมาสร้างสรรค์งานเสียดสีสังคม

หลังจากที่ปรับปรุงไป 2 รอบ สตูดิโอของลำพูก็ลงตัว เธอออกแบบให้เป็นเหมือนทั้งบ้านและที่ทำงาน ข้างบนเป็นห้องนอนกับดาดฟ้าเพื่อพักผ่อนหรือปาร์ตี้กับเพื่อนๆ ส่วนครัวไปทำที่บ้านอีกหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นบ้านเดิมของเธอ ตั้งอยู่ด้านหลังสตูดิโอ เธอสร้างขึ้นมาก่อนบ้านหลังนี้ ตอนแรกมีคุณพ่ออาศัยอยู่ด้วย ก่อนเขาจะย้ายกลับไปอยู่น่าน 

ด้านล่างของบ้านเป็นส่วนสตูดิโอทำงานและโซฟารับแขก เธอเก็บสเกตช์หรือต้นแบบของผลงานเก่าๆ เอาไว้ เช่น ต้นแบบประติมากรรม ‘วันวานยังหวานอยู่’ ขนาดวางบนสองฝ่ามือได้ ในขณะที่ผลงานจริงเธอนำมาขยายเพื่อหล่อประติมากรรมออกมาเป็นชิ้นใหญ่ขนาดกว่า 2 เมตร และรูปสเกตช์ลายเส้นผลงานชุด ‘รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง’ เคยจัดแสดงที่ ARDEL Gallery of Modern Art เธอวาดเกี่ยวกับชีวิตคู่ของเธอกับคนรักที่อยู่ด้วยกัน ผ่านร้อนผ่านหนาวในทุกช่วงชีวิต เปรียบเทียบชีวิตคู่กับอาชีพหรือสถานการณ์ต่างๆ 

“อันนั้นเป็นรูปคู่เรากับแฟนค่ะ มัดลงโลงด้วยกันเป็นคู่ไปเลย” ลำพูชี้ให้เห็นผลงานเก่าๆ ซึ่งวางเก็บไว้ดูต่างหน้าผลงานที่เอาไปแสดงที่สตูดิโอของเธอ 

 “โซฟาตรงนี้ ตอนแรกเราเอาไว้เก็บงาน พวกเฟรมหรืองานที่เสร็จแล้ว แต่ตอนหลังก็ไปซื้อตึกอีกที่หนึ่ง ขนงานที่เสร็จแล้วไปเก็บไว้ พอบ้านอยู่ในสวนก็ชื้น ราขึ้นผ้าใบ ก็เลยเปลี่ยนไปใช้ผ้าลินินแทน ราจะขึ้นยากกว่าหน่อย” ลำพูพาเราเดินดูสตูดิโอของเธอ ส่วนปัญหาของการอยู่บ้านสวน นอกจากราแล้วก็คือ ปลวก 

“จริงๆ พื้นไม้ตรงนี้มันสภาพดีกว่านี้ แต่ตอนนี้เริ่มโดนปลวกกินไปแล้ว เมื่อก่อนเราปลูกต้นไม้ให้ปลวกกินต้นหนึ่ง มันก็กินไปหมดแล้ว ตอนนี้ก็ลามมาที่พื้น เรารอให้มันกินๆ ไปให้หมดก่อน ค่อยเปลี่ยนไม้ ตอนแรกเราก็ไม่อยากกำจัดนะ แต่ไม่ไหวจริงๆ มันจะหมดบ้านแล้ว ต้องเปลี่ยนไปใช้ไม้เทียม เลยให้มันกินไปหมดก่อน ยิ่งผ้าใบนี่มันชอบกินมากเลย ก็ต้องฉีดปลวกตรงส่วนที่ทำงาน” เธอพูดพลางหัวเราะ

“นั่งร้านนั้นเราซื้อมาเพราะต้องทำงานชิ้นใหญ่ เลยต้องปีนนั่งร้านขึ้นไปนั่งทำ ก่อนหน้านี้เราใช้บันได นั่งร้านจะเสียเวลาตอนที่ลงมาเล็งดูรูป แต่บันไดก็หอบอุปกรณ์ทั้งหมดขึ้นไปไม่ได้ ความจริงนั่งร้านพับเก็บได้นะคะ ถ้าไม่ได้ใช้ก็จะถอดเก็บ” เธอหยิบผ้าผืนน้อยขึ้นมาอธิบายว่า “พาเลตต์สีนี่เราใช้เศษผ้าจากแคนวาส ปกติจะใช้ไปเรื่อยๆ พอมันเริ่มหนักก็เปลี่ยนไปใช้เศษผ้าอันใหม่” และพอถามถึงลู่วิ่งอันใหญ่ที่วางพิงเสาอยู่ ว่าอันนี้ใช้ทำงานหรือใช้วิ่ง ลำพูก็หัวเราะพร้อมตอบว่า “ลู่วิ่งตรงนี้เราใช้วิ่งทุกวันนะ เวลาจะใช้ค่อยหยิบลงมา ไม่ได้ใช้ทำงานนะคะ” 

เราอดไม่ได้ที่จะถามถึงหุ่นมาริโอ้ 8 bit ลำพูเล่าว่า เธอไม่ได้ทำเอง แต่เพื่อนในละแวกบ้านทำ ก็เลยช่วยอุดหนุนเขา ส่วนต้นหูกระจงเธอเล่าว่า “เขาให้ปลูกห่างจากบ้านกัน เพราะรากมันชอนไชทำลายโครงบ้าน แต่โชคดีที่บ้านเรายกตัวเรือนสูง เลยไม่ได้กระทบมาก”

บรรยากาศสบายๆ ของบ้านบวกกับอากาศฤดูฝนแบบนี้ ชวนให้นอนกลางวันได้ทั้งวัน 

บ้านและที่ทำงานของ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินจิตรกรรมล้อเลียนแนวหัวโต ผู้หยิบเอาคนใกล้บ้านและอารมณ์ขันมาสร้างสรรค์งานเสียดสีสังคม

“การมีสตูดิโอที่อัมพวา ข้อดีคือมีสมาธิ ได้ทำงานมากกว่า แต่ข้อเสียคือเวลาอยู่บ้านจะคิดไม่ออก ต้องไปเที่ยว ไปเจอผู้คน มีการพูดคุย หาประสบการณ์” 

เธอเล่าว่า ช่วงแรกที่กลับมาอยู่บ้าน พอสบายเกินไปก็เลยขี้เกียจ ยิ่งเธอมีเพื่อนๆ อยู่ในละแวกบ้าน เธอก็ยิ่งเถลไถล ผ่อนผัน ทำงานบ้างไม่ทำบ้าง 

“เราเป็นแบบนั้นอยู่สักพัก จนมาคิดได้ว่าเพื่อนเราหลายคนทำงานออฟฟิศเขาได้งานทุกวันเลย เทียบกับเรา วันๆ ไม่ได้อะไรเลย” ลำพูกล่าว 

เธอเล่าว่าหลังจากนั้นจึงเริ่มมีวินัยกับตัวเอง ใน 1 ปีเธอกำหนดจำนวนงานที่ต้องทำให้เสร็จ เวลาที่ต้องใช้ในการทำงาน แม้กระทั่งเวลาพักจากงานไปเก็บประสบการณ์

“ถึงอย่างนั้น เราก็ยังได้งานน้อยกว่าตอนไปทำข้างนอกอยู่ดี” ลำพูกล่าว ทำให้อยากรู้ว่าเธอไปไหนมาแล้วบ้าง

05

ออกนอกบ้าน

ลำพูเล่าว่า หลังจากมีชื่อเสียงจากการได้รับรางวัลยุวศิลปินไทย Young Thai Artist Award นอกจากจะมีสื่อที่ให้ความสนใจผลงานเธอแล้ว ก็มีคนในวงการศิลปะทั้งในไทยและต่างชาติเห็นผลงานของเธอ สิ่งที่ตามมาคือ ลำพูได้รับเชิญไปเวิร์กช็อป หรือไปเป็นศิลปินพำนักตามมหาวิทยาลัยหรือพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศอยู่เรื่อยๆ เช่น ญี่ปุ่น เม็กซิโก เวียดนาม ล่าสุดเธอเองก็เพิ่งกลับมาจากประเทศจีน

“เราไปเป็นศิลปินพำนักที่ Fukuoka Asian Art Museum ที่ฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น อยู่ที่นั่น 2 เดือน มีอพาร์ตเมนต์ที่เดินไปทำงานได้ ก็เหมือนเป็นการเปลี่ยนสตูดิโอไปเลย”

นอกจากจะเปลี่ยนสถานที่ทำงานแล้ว วิธีการทำงานของเธอก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เช่นอุปกรณ์ที่ไม่เหมือนกันและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ลำพูเล่าว่า “เราชอบญี่ปุ่นนะ แปลกดี มีเรื่องอะไรที่เราคาดไม่ถึง หลายอย่างที่เราวางแผนไว้ก็เอามาใช้จริงไม่ได้ บางครั้งจะมีพวกอาสาสมัครที่มาทำงานช่วยศิลปินในสตูดิโอ เด็กๆ ที่มาดูงานเรา เขาก็จะให้ความร่วมมือมาเป็นแบบให้เรา คนก็จะต่างกันไปเลย”

พอผู้คนต่างกัน ผลตอบรับต่างกันแล้วแต่ที่ ในขณะที่ผลงานบางชิ้น เมื่อแสดงในไทยจะได้รับการตอบรับอย่างดี ก็อาจจะไม่เหมาะกับบริบทต่างประเทศ ลำพูแนะนำว่า เมื่อไปทำงานต่างประเทศก็ต้องเขียนเรื่องที่สากลขึ้น เรื่องที่ทั่วโลกเข้าใจได้ หรือวิถีชีวิตและประเด็นสังคมที่กว้างขึ้น

06

จากวันนั้นถึงวันนี้

ลำพูโด่งดังหลังจากรางวัลศิลปะต่างๆ หนึ่งในนั้นก็คือรางวัลยอดเยี่ยมสาขาศิลปะสองมิติ Young Thai Artist Award โดยมูลนิธิเอสซีจี ครั้งที่ 3 ช่วงปริญญาตรีปี 5 ด้วยผลงาน ‘นางสาวภาพยนตร์’ 

นางสาวภาพยนตร์เล่าถึงคุณค่าของชีวิต เป็นภาพล้อเลียนคุณยายข้างบ้าน ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจคนหนึ่งของลำพู 

“ยายเป็นคนขยัน แล้วก็มีวินัยมาก ตื่นมาตี 4 หุงข้าว เริ่มทำงาน 8 โมงเช้า เลิกงาน 5 โมงเย็นทุกวัน เพราะเป็นคนทำงาน เขาเคยเป็นคนค้าขาย พอตอนนี้เกษียณแล้วก็ยังอยู่เฉยไม่ได้ ทำโน่นทำนี่ ทำสวนปลูกต้นไม้ตลอด” ลำพูเล่าถึงยายต่ออีกว่า “หลานเขาเรียกยายภาพยนตร์ๆ เราเลยคิดว่าเขาชื่อนี้ แต่จริงๆ เขาชื่อสุภาพนะคะ” เธอหัวเราะ “ตอนวันรับรางวัลเราไม่ได้ไปเพราะติดไปต่างประเทศ เลยให้คุณแม่ไปกับยายภาพแทน” เธอเล่าถึงเวทีประกวด “ยายตื่นเต้นมากเลย เพราะมีคนมาขอสัมภาษณ์เต็มเลยค่ะ”

รางวัล Young Thai Artist Award สำหรับเธอแล้วเป็นรางวัลที่ใหญ่มาก นอกจากเธอจะภาคภูมิใจกับความสำเร็จในฐานะศิลปินคนหนึ่ง ภูมิใจกับประเด็นสังคมที่สื่อออกไปให้คนรับรู้จนให้การยอมรับ เธอยังนำรางวัลมาต่อยอด ต่อเติมบ้านและเริ่มสร้างสตูดิโอ รวมไปถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ก็คือการนำเงินรางวัลมาเลี้ยงดูแม่ให้แม่ได้เลิกทำงานที่กรุงเทพฯ อย่างที่ฝันไว้ตั้งแต่เด็ก และกลับมาอยู่บ้านที่อัมพวา ลำพูเล่าว่า รางวัลนี้เปลี่ยนชีวิตเธอเลยก็ว่าได้

บ้านและที่ทำงานของ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินจิตรกรรมล้อเลียนแนวหัวโต ผู้หยิบเอาคนใกล้บ้านและอารมณ์ขันมาสร้างสรรค์งานเสียดสีสังคม

เมื่อเราถามถึงการพัฒนาผลงาน ลำพูก็เล่าว่า ช่วงที่ยังเรียนอยู่เธอจะหยิบเอาเรื่องจากคนใกล้ตัวมาเล่า แต่หลังจากการได้รับรางวัล เธอก็เปลี่ยนกระบวนการคิดงาน โดยเริ่มจากการคุยกันในกลุ่มเพื่อนแทน บางทีเพื่อนจะเสริมมุกนู้นมุกนี้เข้ามา รวมทั้งการออกไปเจอเรื่องจริง ลำพูมองว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปหลังจากการประกวดจนถึงตอนนี้อีกอย่าง คือเนื้อเรื่องที่จะสื่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่ร่วมสมัยขึ้น เป็นเรื่องที่เข้าถึงผู้คนวงกว้างกว่า เมื่อมีสื่อให้ความสนใจชื่อเสียงมากขึ้น ก็มีผู้คนเห็นผลงาน สนใจผลงานมากขึ้น เรื่องที่เธอจะเล่าบนภาพวาดจึงกลายเป็นเรื่องที่ผู้ชมมีประสบการณ์ร่วมมากกว่าประสบการณ์เฉพาะกลุ่มเพื่อน กลุ่มคนในมหาวิทยาลัย

ลำพูเดินไปแกะงานที่ห่อบับเบิ้ลอยู่มาเปิดให้พวกเราดู เป็นรูปเด็กเอเชียหน้าตี๋ ผิวคล้ำ และผู้ใหญ่ในร่างเด็กผมทอง หน้าอมส้ม ที่มองปราดเดียวก็ถามเธอว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์ใช่มั้ยคะ” ลำพูหัวเราะแล้วอธิบายว่า “อันนี้เป็นชุดใหม่ล่าสุดที่จะไปแสดงที่จีน ตอนนี้หัวเหว่ยกับอเมริกากำลังมีปัญหากันอยู่ ก็เลยเขียนเป็นนักเรียน เด็กเล่นกัน เราพูดถึงการกลั่นแกล้งกัน แต่จะวาดเด็กฝรั่งก็อาจดูเป็นการเหยียดเชื้อชาติ เลยใช้เป็นตัวบุคคลไปเลย คนดูจะได้เข้าใจกว่า”

บ้านและที่ทำงานของ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินจิตรกรรมล้อเลียนแนวหัวโต ผู้หยิบเอาคนใกล้บ้านและอารมณ์ขันมาสร้างสรรค์งานเสียดสีสังคม

ช่วงที่ทำงานแนวภาพล้อเลียนมาได้สิบกว่าปีพอดี เธอเองก็ลังเลว่าจะเปลี่ยนสไตล์การทำงานไปเลย จนอาจารย์ท่านหนึ่งบอกเธอว่า “การที่เราจะพอหรือไม่พอ มันอยู่ที่ตัวเรา ว่าจะต้องเปลี่ยนมั้ย” สำหรับเธอแล้ว การจะวาดภาพล้อเลียนสไตล์หัวโตต่อไป ขึ้นอยู่กับว่าเทคนิคนี้ยังสื่อกับผลงานของเธอได้หรือไม่ บางเรื่องที่เธอไม่รู้สึกขำกับมันแล้ว ก็อาจจะใช้ไม่ได้อีก 

ในยุคที่มุกตลก การ์ตูนแก๊ก หรือเรื่องตลกทั่วไปสามารถหาได้ตามโลกออนไลน์ในจำนวนมาก ลำพูมองว่า “รูปที่เห็นตามสื่อออนไลน์ต่างกับเราตรงที่ลักษณะของเขาจะเป็นรูปแบบการ์ตูนเล็กๆ หาดูได้ง่าย รวดเร็ว เราอาจไม่ได้ดีกว่าเขา แต่เราคิดว่าถึงจะเป็นเรื่องตลกคล้ายๆ กัน แต่ความละเอียดลออของงานจิตรกรรม การเคลื่อนไหวของฝีแปรง ที่เกิดมิติมากกว่าการเปิดดูภาพแล้วขำเพียงชั่วขณะ สิ่งเหล่านี้ดึงดูดผู้ชมให้อยากดูผลงานของเราต่อไปเรื่อยๆ”

หากคุณอายุ 18 – 25 ปีแล้วสนใจ ขอบอกว่าโครงการรางวัลยุวศิลปินไทยหรือ Young Thai Artist Award โดยมูลนิธิเอสซีจีประจำปีนี้กำลังเปิดรับผลงานแล้วตั้งแต่วันนี้ถึงช่วงปลายกรกฎาคม มีทั้งหมด 6 สาขา ประกอบด้วย สาขาศิลปะ 2 มิติ สาขาศิลปะ 3 มิติ สาขาการประพันธ์ดนตรี สาขาวรรณกรรม สาขาภาพยนตร์ และสาขาภาพถ่าย แต่ละสาขามีเงื่อนไขและวันเปิด-ปิดรับสมัครแตกต่างกัน เข้าไปดูรายละเอียดในเพจเฟซบุ๊ก YoungThaiArtistAward ได้เลย ดาวน์โหลดใบสมัครที่นี่

ถ้าพูดถึงงานจิตรกรรมในไทย คงจะมีมากมายไม่หวาดไม่ไหว แต่ถ้าบอกว่างานจิตรกรรมที่เป็นภาพล้อเลียน เชื่อว่าทุกคนน่าจะร้องอ๋อเมื่อเห็นภาพของ ลำพู กันเสนาะ ไม่ว่าจะด้วยหน้าตาทะเล้น ยียวน และหัวที่โต จนทำคนดูแอบหัวเราะฮิๆ ภาพจิตรกรรมของลำพูก็ดึงคนดูด้วยความตลกแต่แอบแฝงด้วยความประชดประชันได้ตลอดมา

สายๆ วันจันทร์ เราฝ่ารถติดออกจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าล่องไปแม่กลอง เข้าอำเภออัมพวา ลัดเลาะเข้าซอยเล็กยุบยิบที่สองข้างทางเป็นสวนมะพร้าว เพื่อไปเยี่ยมชมสตูดิโอของศิลปินภาพจิตรกรรมที่โดดเด่นจากการวาดภาพล้อเลียน ซึ่งแอบแฝงตัวอยู่ท่ามกลางสวนมะพร้าวและบ้านเรือนชาวอัมพวา

เราเลยวัด ข้ามคลอง แม่น้ำ ผ่านสวน ท้องร่อง ที่จินตนาการไว้แต่แรกว่าอัมพวาจะหน้าตาเป็นแบบนี้ แต่สิ่งที่กูเกิลแมปส์ไม่ได้บอกตอนปักหมุดมุ่งหน้ามาที่นี่คือ หุ่นมาริโอ้ 8 bit หน้าบ้านปูนเปลือยยกสูงซึ่งมีบานเฟี้ยม ชานเรือนไม้ และร่มเงาของหูกระจงใหญ่ 2 ต้น เป็นส่วนประกอบ

เราว่าไม่ผิดทางหรอก เรามาถึงที่หมายแล้ว

หมาอ้วน 2 ตัววิ่งออกมาต้อนรับด้วยความเป็นมิตร ภายในสตูดิโอปูนเปลือย นอกจากผลงานรูปคุณลุงหน้ายิ้มในชุดนักเรียนแล้ว แคนวาสอื่นๆ ก็ไม่ยอมเผยตัวเพราะถูกห่อด้วยบับเบิ้ล ใต้นั่งร้านสีเหลืองมีอุปกรณ์วาดเขียน พู่กันนับสิบ และสีกองพะเนินเหมือนจอมปลวกอยู่บนเศษผ้าแคนวาส ทำให้อดจินตนาการช่วงเวลาการทำงานของเจ้าของบ้านไม่ได้

บ้านและที่ทำงานของ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินจิตรกรรมล้อเลียนแนวหัวโต ผู้หยิบเอาคนใกล้บ้านและอารมณ์ขันมาสร้างสรรค์งานเสียดสีสังคม

“งานส่วนใหญ่เป็นสีน้ำมัน ตอนทำงานจะบีบบนกองนี้เลย เราบีบมาใช้ทับๆ กันเรื่อยๆ สีน้ำมันพอแห้งแล้วจะเอากลับมาใช้ไม่ได้ ก็จะกองพะเนินขึ้นมาแบบนี้ บางครั้งสูงไปก็ต้องหักออก เราจำตำแหน่งวางของมันได้เลยไม่เปลี่ยนมัน” เจ้าของบ้านอธิบาย 

“ส่วนรูปนี้เป็นชุดที่ต่อมาจากชุด ‘อเมซิ่งไทยแลนด์’ เขียนถึงเรื่องความเป็นไทยเราที่มีกิจกรรมแปลกๆ อันนี้เป็นพวกคนที่มาขายของตามร้านอาหาร จุดขายเขาคือจะใส่ชุดนักเรียนมา ไม่รู้เดี๋ยวนี้ยังมีอยู่มั้ยนะ แต่เราก็มองออกว่าลักษณะของเขาไม่น่าใช่นักเรียนแล้ว เราก็เลยเขียนประชดให้เป็นคนแก่ไปเลย”

ลำพูพาเราดูงานคร่าวๆ เธอเรียนจบจากคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากรเมื่อ พ.ศ. 2550 ผ่านมา 2 ปี ก็กลับมาบ้านเพื่อดูแลแม่ที่ป่วย ก่อนจะสร้างสตูดิโอเพื่อทำงานอยู่ในเมืองที่เธอเติบโตมาตั้งแต่ 4 ขวบ

01

ออกจากบ้าน

“เราเรียนไม่เก่งค่ะ เรียนวิชาอะไรไม่เก่งเลย” ลำพูเล่าให้ฟังถึงวัยเด็ก ก่อนที่เธอจะตัดสินใจเดินตามพี่ชาย หนีไปสอบเข้าช่างศิลป์ลาดกระบัง พอสอบติดก็ออกจากบ้านที่อัมพวาเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ท่ามกลางเสียงทัดทานและความเป็นห่วงจากคุณพ่อ 

“เราชอบวาดการ์ตูนมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว พวกเซเลอร์มูน หรือการ์ตูนตามทีวี พวกการ์ตูนสาวน้อยน่ะค่ะ”

โลกในโรงเรียนศิลปะอย่างช่างศิลป์เป็นอะไรที่ใหม่มากสำหรับลำพู 

“เหมือนไม่ได้ไปโรงเรียน ตอนเด็กๆ เราไม่รู้เลยว่าโลกนี้มีโรงเรียนแบบนี้มาก่อน

“สำหรับเราก็มีความสุขมากที่ได้เจอโรงเรียนที่เราไม่ได้ไปเรียน”

บ้านและที่ทำงานของ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินจิตรกรรมล้อเลียนแนวหัวโต ผู้หยิบเอาคนใกล้บ้านและอารมณ์ขันมาสร้างสรรค์งานเสียดสีสังคม

แต่การเรียนก็ใช่ว่าจะง่ายอย่างที่คิด เพราะในขณะที่เพื่อนๆ เคยได้ติว ได้เรียนพิเศษ กันมาก่อนแล้ว ลำพูกลับไม่เคยได้ฝึกเขียนภาพนิ่งเลย เหมือนเริ่มนับหนึ่งใหม่ ดังนั้น เธอจึงต้องขยันกว่าคนอื่น ฝึกมากกว่าหลายเท่า ถ้าอาจารย์ให้ส่ง 1 ชิ้น ลำพูจะส่ง 3 หรือ 4 ชิ้น เพื่อพัฒนาตัวเองเรื่อยๆ

ด้วยความขยัน ลำพูก็สอบเข้าคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ และภาพวาดล้อเลียนหัวโตที่เป็นซิกเนเจอร์ของเธอก็เริ่มขึ้นที่นั่น

02

หัวโต

ภาพวาดล้อเลียนของลำพูเริ่มช่วงปี 3 จากที่อาจารย์ให้สร้างสรรค์ผลงานส่วนตัว เพื่อประหยัดงบประมาณ เธอจึงเขียนรูปด้วยสีน้ำมันลงบนพลาสติกที่เป็นลายเหมือนลายผ้าปูโต๊ะแทนผ้าแคนวาส และแบบที่เธอเลือกมาวาดก็คือเพื่อนๆ ที่คณะ 

“พวกเขาผมเผ้ารุงรัง ลักษณะไม่เหมือนนักศึกษา” เธอพูดยิ้มๆ “บุคลิกพวกเขาจะต่างจากที่เห็น พอเราเป็นเพื่อนกันเราก็เห็นว่านิสัยบางคนตรงกันข้ามกับลักษณะที่เห็นเลย เราเลยวาดเล่าเรื่องของเขาที่ภายในและภายนอกต่างกัน” 

สำหรับลำพูแล้ว ภาพวาดล้อเลียนแนวหัวโตเป็นตัวแทนของเรื่องราวที่เธอนำเสนอ ตั้งแต่เรื่องที่พูดถึงกลุ่มเพื่อนและคนใกล้ชิด ไปจนถึงเรื่องราวที่เกี่ยวกับสังคมโดยตรง โดยเฉพาะเรื่องราวประชดประชัน เสียดสี ถูกนำเสนอออกมาให้สะท้อนบางมุมที่คนทั่วไปไม่ได้นึกถึง ผ่านรูปแบบที่ดูขบขัน สนุกสนาน เช่นวัฒนธรรมเซลฟี่ในผลงานแสดงเดี่ยวครั้งล่าสุดของเธอ 

ในขณะที่ผลงานจิตรกรรมอื่นๆ จะเน้นเรื่องที่กว้างหรือเป็นนามธรรมกว่า ลำพูมองว่าการหยิบเอาอารมณ์ขันมาเล่าเรื่องราวของเธอ เป็นเหมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดให้คนดูงานนานกว่าเดิม 

“สีหน้า แววตาที่สื่อ ไปจนถึงส่วนประกอบชวนตลกอย่างน้ำลาย น้ำตา น้ำมูก ของรูปเรา พอเขาดูรายละเอียดทีละอย่างเขาก็จะเห็นเรื่องราวที่เราสื่อในภาพ”

03

กลับบ้าน

“ตอนเด็กแม่ต้องไปทำงานในกรุงเทพฯ มันลำบาก เราเลยรู้สึกไม่ชอบกรุงเทพฯ แต่พออายุ 15 เราเองก็ต้องไปเรียนที่นั่น ตลอดช่วงวัยรุ่นประมาณสิบกว่าปี คิดมาตลอดว่าไม่อยากอยู่ในเมือง พอแม่ป่วยปี 2009 ต้องกลับมาดูแลแม่ จึงอยากจะสร้างสตูดิโออยู่ใกล้ๆ เขา พอสร้างเสร็จแม่ก็เสีย เลยอยู่ตรงนี้มาเรื่อยๆ ความจริงเราชอบต่างจังหวัดมากกว่ากรุงเทพฯ” 

ลำพูเล่าถึงชีวิตวัยรุ่น ก่อนจะบอกว่าไม่ได้เกิดที่นี่ เธอเกิดจังหวัดน่าน แม่เป็นคนน่าน พ่อเป็นคนอัมพวาและเป็นครูที่นี่ พอ 4 ขวบจึงย้ายมาอัมพวา พักบ้านพักราชการ ส่วนบ้านและสตูดิโอที่เห็น เธอปลูกหลังจากที่โตเป็นศิลปินเต็มตัว

“ข้อดีของสมุทรสงครามคือเรามีเพื่อนตั้งแต่เด็ก ทุกคนกลับมาบ้านหมดเลย กลับมาทำงาน มีร้านอาหาร ทำตลาดปลา มีกิจการของเขา เป็นเมืองเล็กๆ เราก็มีเพื่อนอยู่ใกล้กัน วิ่งไปหากันแค่ 5 นาที จังหวัดนี้มี 3 อำเภอเอง เป็นจังหวัดเล็กๆ”

เมื่ออยู่บ้าน เธอจึงเปลี่ยนแบบที่นำมาวาด จากคนใกล้ตัว มาเป็นคนใกล้บ้านแทน 

“ใกล้ๆ นี้จะมีโรงมะพร้าว มีคนอยู่เยอะ ตั้งแต่เด็ก คนแก่ ผู้หญิง ผู้ชาย เราก็จ้างเขามาเป็นแบบถ่ายรูป เวลาวาดเสร็จ มีงานแสดง มีแคตตาล็อก ก็เอาไปให้เขาดู เขาก็ขำกันทุกที” 

เธอเปรียบเทียบการหาแบบวาดรูปกับการหานักแสดงในภาพยนตร์ที่เธออยากเล่าลงบนภาพจิตรกรรมของเธอ ที่ไม่ใช่หยิบใครก็ได้มาถ่ายในเวลานิดเดียว 

“ความซับซ้อนของการหาแบบข้างนอกคือ เขาแสดงไม่ได้ ทำสีหน้าไม่ได้ เราก็ต้องเปลี่ยนคน ต้องรอเขาเลิกงาน แสงเองก็สำคัญ เหมือนการถ่ายแบบ ถ่ายหนังเลย คือเราต้องมีภาพในหัว มีสเกตช์ก่อน ปีนี้เรารู้แล้วว่าเราจะวาดกี่ชิ้น ก็จะสเกตช์ไว้เลย มีฉาก มีเรื่องราวอย่างไร มีใครอยู่บ้าง กี่คน หลังจากนั้นก็ออกไปหา แล้วมาสเกตช์อีกที ถึงจะทำงานจริง” 

บ้านและที่ทำงานของ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินจิตรกรรมล้อเลียนแนวหัวโต ผู้หยิบเอาคนใกล้บ้านและอารมณ์ขันมาสร้างสรรค์งานเสียดสีสังคม

ต่างกับตอนเรียนที่เธอเล่าเรื่องเพื่อนๆ ผ่านรูปภาพของเขาโดยใช้เขาเป็นแบบ การทำงานตอนโต เธอนำแบบมาแสดงในเรื่องที่เธออยากจะเล่าแทน 

“ชิ้นล่าสุดที่ไปแสดงที่ ChiangMai Art Museum เขียนไปยี่สิบกว่าคนในรูปเดียว เราเอาทั้งโรงมาผลัดกันถ่ายเลย เขาสนุกกันใหญ่ เขารู้ว่าเราเอาไปวาด ก็เลยไม่ได้หวาดระแวงว่าจะเอาไปใช้ทำอะไรไม่ดี เพราะรู้ๆ กันอยู่ บ้านก็อยู่ใกล้ๆ กัน”

04

อยู่บ้าน

หากคิดถึงอัมพวา ก็จะคิดถึงตลาดน้ำกับหิ่งห้อย และถ้าคิดถึงหิ่งห้อยแล้ว ก็จะทำให้นึกถึงต้นลำพู ต้นลำพูเป็นต้นไม้ขนาดไม่ใหญ่มาก ขึ้นตามริมแม่น้ำหรือลำคลอง เป็นต้นไม้ที่ชอบมีหิ่งห้อยมาเกาะ

“ชื่อเรามาจากต้นลำพู ตอนเด็กๆ เป็นปมด้อยมากเลย เพราะชื่อฟังแล้วตลกๆ สระอำ สระอู ลำพู” ส่วนระเบียงของบ้านอยู่ติดกับคลองจิ๋ว มีต้นไม้ขึ้นเต็มแบบบ้านสวน ทำให้รอบบ้านเต็มไปด้วยต้นไม้และคลองลำน้อยๆ ลำพูชี้ไปที่ด้านหลังคลองแล้วเล่าว่า 

“ที่บ้านนี่ก็เคยมีต้นลำพู มันโค่นไปแล้ว แต่ก็ยังมีหิ่งห้อยเต็มเลยนะคะ ส่วนใหญ่หิ่งห้อยจะอยู่ตามพื้นที่ที่สะอาด ตอนกลางคืนจะส่องแสงสวยมากเลย”

บ้านและที่ทำงานของ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินจิตรกรรมล้อเลียนแนวหัวโต ผู้หยิบเอาคนใกล้บ้านและอารมณ์ขันมาสร้างสรรค์งานเสียดสีสังคม

หลังจากที่ปรับปรุงไป 2 รอบ สตูดิโอของลำพูก็ลงตัว เธอออกแบบให้เป็นเหมือนทั้งบ้านและที่ทำงาน ข้างบนเป็นห้องนอนกับดาดฟ้าเพื่อพักผ่อนหรือปาร์ตี้กับเพื่อนๆ ส่วนครัวไปทำที่บ้านอีกหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นบ้านเดิมของเธอ ตั้งอยู่ด้านหลังสตูดิโอ เธอสร้างขึ้นมาก่อนบ้านหลังนี้ ตอนแรกมีคุณพ่ออาศัยอยู่ด้วย ก่อนเขาจะย้ายกลับไปอยู่น่าน 

ด้านล่างของบ้านเป็นส่วนสตูดิโอทำงานและโซฟารับแขก เธอเก็บสเกตช์หรือต้นแบบของผลงานเก่าๆ เอาไว้ เช่น ต้นแบบประติมากรรม ‘วันวานยังหวานอยู่’ ขนาดวางบนสองฝ่ามือได้ ในขณะที่ผลงานจริงเธอนำมาขยายเพื่อหล่อประติมากรรมออกมาเป็นชิ้นใหญ่ขนาดกว่า 2 เมตร และรูปสเกตช์ลายเส้นผลงานชุด ‘รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง’ เคยจัดแสดงที่ ARDEL Gallery of Modern Art เธอวาดเกี่ยวกับชีวิตคู่ของเธอกับคนรักที่อยู่ด้วยกัน ผ่านร้อนผ่านหนาวในทุกช่วงชีวิต เปรียบเทียบชีวิตคู่กับอาชีพหรือสถานการณ์ต่างๆ 

“อันนั้นเป็นรูปคู่เรากับแฟนค่ะ มัดลงโลงด้วยกันเป็นคู่ไปเลย” ลำพูชี้ให้เห็นผลงานเก่าๆ ซึ่งวางเก็บไว้ดูต่างหน้าผลงานที่เอาไปแสดงที่สตูดิโอของเธอ 

 “โซฟาตรงนี้ ตอนแรกเราเอาไว้เก็บงาน พวกเฟรมหรืองานที่เสร็จแล้ว แต่ตอนหลังก็ไปซื้อตึกอีกที่หนึ่ง ขนงานที่เสร็จแล้วไปเก็บไว้ พอบ้านอยู่ในสวนก็ชื้น ราขึ้นผ้าใบ ก็เลยเปลี่ยนไปใช้ผ้าลินินแทน ราจะขึ้นยากกว่าหน่อย” ลำพูพาเราเดินดูสตูดิโอของเธอ ส่วนปัญหาของการอยู่บ้านสวน นอกจากราแล้วก็คือ ปลวก 

“จริงๆ พื้นไม้ตรงนี้มันสภาพดีกว่านี้ แต่ตอนนี้เริ่มโดนปลวกกินไปแล้ว เมื่อก่อนเราปลูกต้นไม้ให้ปลวกกินต้นหนึ่ง มันก็กินไปหมดแล้ว ตอนนี้ก็ลามมาที่พื้น เรารอให้มันกินๆ ไปให้หมดก่อน ค่อยเปลี่ยนไม้ ตอนแรกเราก็ไม่อยากกำจัดนะ แต่ไม่ไหวจริงๆ มันจะหมดบ้านแล้ว ต้องเปลี่ยนไปใช้ไม้เทียม เลยให้มันกินไปหมดก่อน ยิ่งผ้าใบนี่มันชอบกินมากเลย ก็ต้องฉีดปลวกตรงส่วนที่ทำงาน” เธอพูดพลางหัวเราะ

“นั่งร้านนั้นเราซื้อมาเพราะต้องทำงานชิ้นใหญ่ เลยต้องปีนนั่งร้านขึ้นไปนั่งทำ ก่อนหน้านี้เราใช้บันได นั่งร้านจะเสียเวลาตอนที่ลงมาเล็งดูรูป แต่บันไดก็หอบอุปกรณ์ทั้งหมดขึ้นไปไม่ได้ ความจริงนั่งร้านพับเก็บได้นะคะ ถ้าไม่ได้ใช้ก็จะถอดเก็บ” เธอหยิบผ้าผืนน้อยขึ้นมาอธิบายว่า “พาเลตต์สีนี่เราใช้เศษผ้าจากแคนวาส ปกติจะใช้ไปเรื่อยๆ พอมันเริ่มหนักก็เปลี่ยนไปใช้เศษผ้าอันใหม่” และพอถามถึงลู่วิ่งอันใหญ่ที่วางพิงเสาอยู่ ว่าอันนี้ใช้ทำงานหรือใช้วิ่ง ลำพูก็หัวเราะพร้อมตอบว่า “ลู่วิ่งตรงนี้เราใช้วิ่งทุกวันนะ เวลาจะใช้ค่อยหยิบลงมา ไม่ได้ใช้ทำงานนะคะ” 

เราอดไม่ได้ที่จะถามถึงหุ่นมาริโอ้ 8 bit ลำพูเล่าว่า เธอไม่ได้ทำเอง แต่เพื่อนในละแวกบ้านทำ ก็เลยช่วยอุดหนุนเขา ส่วนต้นหูกระจงเธอเล่าว่า “เขาให้ปลูกห่างจากบ้านกัน เพราะรากมันชอนไชทำลายโครงบ้าน แต่โชคดีที่บ้านเรายกตัวเรือนสูง เลยไม่ได้กระทบมาก”

บรรยากาศสบายๆ ของบ้านบวกกับอากาศฤดูฝนแบบนี้ ชวนให้นอนกลางวันได้ทั้งวัน 

บ้านและที่ทำงานของ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินจิตรกรรมล้อเลียนแนวหัวโต ผู้หยิบเอาคนใกล้บ้านและอารมณ์ขันมาสร้างสรรค์งานเสียดสีสังคม

“การมีสตูดิโอที่อัมพวา ข้อดีคือมีสมาธิ ได้ทำงานมากกว่า แต่ข้อเสียคือเวลาอยู่บ้านจะคิดไม่ออก ต้องไปเที่ยว ไปเจอผู้คน มีการพูดคุย หาประสบการณ์” 

เธอเล่าว่า ช่วงแรกที่กลับมาอยู่บ้าน พอสบายเกินไปก็เลยขี้เกียจ ยิ่งเธอมีเพื่อนๆ อยู่ในละแวกบ้าน เธอก็ยิ่งเถลไถล ผ่อนผัน ทำงานบ้างไม่ทำบ้าง 

“เราเป็นแบบนั้นอยู่สักพัก จนมาคิดได้ว่าเพื่อนเราหลายคนทำงานออฟฟิศเขาได้งานทุกวันเลย เทียบกับเรา วันๆ ไม่ได้อะไรเลย” ลำพูกล่าว 

เธอเล่าว่าหลังจากนั้นจึงเริ่มมีวินัยกับตัวเอง ใน 1 ปีเธอกำหนดจำนวนงานที่ต้องทำให้เสร็จ เวลาที่ต้องใช้ในการทำงาน แม้กระทั่งเวลาพักจากงานไปเก็บประสบการณ์

“ถึงอย่างนั้น เราก็ยังได้งานน้อยกว่าตอนไปทำข้างนอกอยู่ดี” ลำพูกล่าว ทำให้อยากรู้ว่าเธอไปไหนมาแล้วบ้าง

05

ออกนอกบ้าน

ลำพูเล่าว่า หลังจากมีชื่อเสียงจากการได้รับรางวัลยุวศิลปินไทย Young Thai Artist Award นอกจากจะมีสื่อที่ให้ความสนใจผลงานเธอแล้ว ก็มีคนในวงการศิลปะทั้งในไทยและต่างชาติเห็นผลงานของเธอ สิ่งที่ตามมาคือ ลำพูได้รับเชิญไปเวิร์กช็อป หรือไปเป็นศิลปินพำนักตามมหาวิทยาลัยหรือพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศอยู่เรื่อยๆ เช่น ญี่ปุ่น เม็กซิโก เวียดนาม ล่าสุดเธอเองก็เพิ่งกลับมาจากประเทศจีน

“เราไปเป็นศิลปินพำนักที่ Fukuoka Asian Art Museum ที่ฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น อยู่ที่นั่น 2 เดือน มีอพาร์ตเมนต์ที่เดินไปทำงานได้ ก็เหมือนเป็นการเปลี่ยนสตูดิโอไปเลย”

นอกจากจะเปลี่ยนสถานที่ทำงานแล้ว วิธีการทำงานของเธอก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เช่นอุปกรณ์ที่ไม่เหมือนกันและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ลำพูเล่าว่า “เราชอบญี่ปุ่นนะ แปลกดี มีเรื่องอะไรที่เราคาดไม่ถึง หลายอย่างที่เราวางแผนไว้ก็เอามาใช้จริงไม่ได้ บางครั้งจะมีพวกอาสาสมัครที่มาทำงานช่วยศิลปินในสตูดิโอ เด็กๆ ที่มาดูงานเรา เขาก็จะให้ความร่วมมือมาเป็นแบบให้เรา คนก็จะต่างกันไปเลย”

พอผู้คนต่างกัน ผลตอบรับต่างกันแล้วแต่ที่ ในขณะที่ผลงานบางชิ้น เมื่อแสดงในไทยจะได้รับการตอบรับอย่างดี ก็อาจจะไม่เหมาะกับบริบทต่างประเทศ ลำพูแนะนำว่า เมื่อไปทำงานต่างประเทศก็ต้องเขียนเรื่องที่สากลขึ้น เรื่องที่ทั่วโลกเข้าใจได้ หรือวิถีชีวิตและประเด็นสังคมที่กว้างขึ้น

06

จากวันนั้นถึงวันนี้

ลำพูโด่งดังหลังจากรางวัลศิลปะต่างๆ หนึ่งในนั้นก็คือรางวัลยอดเยี่ยมสาขาศิลปะสองมิติ Young Thai Artist Award โดยมูลนิธิเอสซีจี ครั้งที่ 3 ช่วงปริญญาตรีปี 5 ด้วยผลงาน ‘นางสาวภาพยนตร์’ 

นางสาวภาพยนตร์เล่าถึงคุณค่าของชีวิต เป็นภาพล้อเลียนคุณยายข้างบ้าน ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจคนหนึ่งของลำพู 

“ยายเป็นคนขยัน แล้วก็มีวินัยมาก ตื่นมาตี 4 หุงข้าว เริ่มทำงาน 8 โมงเช้า เลิกงาน 5 โมงเย็นทุกวัน เพราะเป็นคนทำงาน เขาเคยเป็นคนค้าขาย พอตอนนี้เกษียณแล้วก็ยังอยู่เฉยไม่ได้ ทำโน่นทำนี่ ทำสวนปลูกต้นไม้ตลอด” ลำพูเล่าถึงยายต่ออีกว่า “หลานเขาเรียกยายภาพยนตร์ๆ เราเลยคิดว่าเขาชื่อนี้ แต่จริงๆ เขาชื่อสุภาพนะคะ” เธอหัวเราะ “ตอนวันรับรางวัลเราไม่ได้ไปเพราะติดไปต่างประเทศ เลยให้คุณแม่ไปกับยายภาพแทน” เธอเล่าถึงเวทีประกวด “ยายตื่นเต้นมากเลย เพราะมีคนมาขอสัมภาษณ์เต็มเลยค่ะ”

รางวัล Young Thai Artist Award สำหรับเธอแล้วเป็นรางวัลที่ใหญ่มาก นอกจากเธอจะภาคภูมิใจกับความสำเร็จในฐานะศิลปินคนหนึ่ง ภูมิใจกับประเด็นสังคมที่สื่อออกไปให้คนรับรู้จนให้การยอมรับ เธอยังนำรางวัลมาต่อยอด ต่อเติมบ้านและเริ่มสร้างสตูดิโอ รวมไปถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ก็คือการนำเงินรางวัลมาเลี้ยงดูแม่ให้แม่ได้เลิกทำงานที่กรุงเทพฯ อย่างที่ฝันไว้ตั้งแต่เด็ก และกลับมาอยู่บ้านที่อัมพวา ลำพูเล่าว่า รางวัลนี้เปลี่ยนชีวิตเธอเลยก็ว่าได้

บ้านและที่ทำงานของ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินจิตรกรรมล้อเลียนแนวหัวโต ผู้หยิบเอาคนใกล้บ้านและอารมณ์ขันมาสร้างสรรค์งานเสียดสีสังคม

เมื่อเราถามถึงการพัฒนาผลงาน ลำพูก็เล่าว่า ช่วงที่ยังเรียนอยู่เธอจะหยิบเอาเรื่องจากคนใกล้ตัวมาเล่า แต่หลังจากการได้รับรางวัล เธอก็เปลี่ยนกระบวนการคิดงาน โดยเริ่มจากการคุยกันในกลุ่มเพื่อนแทน บางทีเพื่อนจะเสริมมุกนู้นมุกนี้เข้ามา รวมทั้งการออกไปเจอเรื่องจริง ลำพูมองว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปหลังจากการประกวดจนถึงตอนนี้อีกอย่าง คือเนื้อเรื่องที่จะสื่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่ร่วมสมัยขึ้น เป็นเรื่องที่เข้าถึงผู้คนวงกว้างกว่า เมื่อมีสื่อให้ความสนใจชื่อเสียงมากขึ้น ก็มีผู้คนเห็นผลงาน สนใจผลงานมากขึ้น เรื่องที่เธอจะเล่าบนภาพวาดจึงกลายเป็นเรื่องที่ผู้ชมมีประสบการณ์ร่วมมากกว่าประสบการณ์เฉพาะกลุ่มเพื่อน กลุ่มคนในมหาวิทยาลัย

ลำพูเดินไปแกะงานที่ห่อบับเบิ้ลอยู่มาเปิดให้พวกเราดู เป็นรูปเด็กเอเชียหน้าตี๋ ผิวคล้ำ และผู้ใหญ่ในร่างเด็กผมทอง หน้าอมส้ม ที่มองปราดเดียวก็ถามเธอว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์ใช่มั้ยคะ” ลำพูหัวเราะแล้วอธิบายว่า “อันนี้เป็นชุดใหม่ล่าสุดที่จะไปแสดงที่จีน ตอนนี้หัวเหว่ยกับอเมริกากำลังมีปัญหากันอยู่ ก็เลยเขียนเป็นนักเรียน เด็กเล่นกัน เราพูดถึงการกลั่นแกล้งกัน แต่จะวาดเด็กฝรั่งก็อาจดูเป็นการเหยียดเชื้อชาติ เลยใช้เป็นตัวบุคคลไปเลย คนดูจะได้เข้าใจกว่า”

บ้านและที่ทำงานของ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินจิตรกรรมล้อเลียนแนวหัวโต ผู้หยิบเอาคนใกล้บ้านและอารมณ์ขันมาสร้างสรรค์งานเสียดสีสังคม

ช่วงที่ทำงานแนวภาพล้อเลียนมาได้สิบกว่าปีพอดี เธอเองก็ลังเลว่าจะเปลี่ยนสไตล์การทำงานไปเลย จนอาจารย์ท่านหนึ่งบอกเธอว่า “การที่เราจะพอหรือไม่พอ มันอยู่ที่ตัวเรา ว่าจะต้องเปลี่ยนมั้ย” สำหรับเธอแล้ว การจะวาดภาพล้อเลียนสไตล์หัวโตต่อไป ขึ้นอยู่กับว่าเทคนิคนี้ยังสื่อกับผลงานของเธอได้หรือไม่ บางเรื่องที่เธอไม่รู้สึกขำกับมันแล้ว ก็อาจจะใช้ไม่ได้อีก 

ในยุคที่มุกตลก การ์ตูนแก๊ก หรือเรื่องตลกทั่วไปสามารถหาได้ตามโลกออนไลน์ในจำนวนมาก ลำพูมองว่า “รูปที่เห็นตามสื่อออนไลน์ต่างกับเราตรงที่ลักษณะของเขาจะเป็นรูปแบบการ์ตูนเล็กๆ หาดูได้ง่าย รวดเร็ว เราอาจไม่ได้ดีกว่าเขา แต่เราคิดว่าถึงจะเป็นเรื่องตลกคล้ายๆ กัน แต่ความละเอียดลออของงานจิตรกรรม การเคลื่อนไหวของฝีแปรง ที่เกิดมิติมากกว่าการเปิดดูภาพแล้วขำเพียงชั่วขณะ สิ่งเหล่านี้ดึงดูดผู้ชมให้อยากดูผลงานของเราต่อไปเรื่อยๆ”

หากคุณอายุ 18 – 25 ปีแล้วสนใจ ขอบอกว่าโครงการรางวัลยุวศิลปินไทยหรือ Young Thai Artist Award โดยมูลนิธิเอสซีจีประจำปีนี้กำลังเปิดรับผลงานแล้วตั้งแต่วันนี้ถึงช่วงปลายกรกฎาคม มีทั้งหมด 6 สาขา ประกอบด้วย สาขาศิลปะ 2 มิติ สาขาศิลปะ 3 มิติ สาขาการประพันธ์ดนตรี สาขาวรรณกรรม สาขาภาพยนตร์ และสาขาภาพถ่าย แต่ละสาขามีเงื่อนไขและวันเปิด-ปิดรับสมัครแตกต่างกัน เข้าไปดูรายละเอียดในเพจเฟซบุ๊ก YoungThaiArtistAward ได้เลย ดาวน์โหลดใบสมัครที่นี่

Writer

พีรมณฑ์ ตุลวรรธนะ

เจ้าของเพจ ‘ศิลปะเข้าใจยากจริงหรือ’ อยากให้คนเข้าใจศิลปะ-วัฒนธรรมมากขึ้น แต่ก็อยากกินของอร่อยแล้วก็อยากมีเงินชอปปิ้งด้วย

Photographers

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

กรริน วิจิตรประไพ

อดีตนักเรียนออกแบบที่สนใจการเล่าเรื่องผ่านภาพถ่าย ปัจจุบันเป็นช่างภาพอิสระ ศึกษาปริญญาโทด้านการถ่ายภาพที่มิลาน

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

อารัมภบทเป็นส่วนเกินของบทความทันที

เมื่อรู้ว่าวันนี้มีนัดหมายพูดคุยและเยี่ยมชมสตูดิโอของ ติ๊ก-สันติ ลอรัชวี หรือ ‘อาจารย์ติ๊ก’ ของเหล่านักเรียนออกแบบ บิ๊กเนมในวงการกราฟิกดีไซเนอร์และวงการศิลปะของไทย ผู้มีผลงานให้เราได้ทึ่งอยู่เสมอ

บางคนรู้จักสันติในฐานะนักออกแบบกราฟิก ผ่านปกหนังสือ Wisdom Series ของ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา, สิทธารถะ เวอร์ชันแปลไทยโดย สดใส ขันติวรพงศ์ ฉบับ Book Lover Edition และโดยเฉพาะโปรเจกต์ ‘ฉันเป็นนักออกแบบกราฟิกไทย (I am a Thai Graphic Designer™)’ กิจกรรมของกลุ่มวิชาชีพที่เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย

บางคนรู้จักสันติในฐานะศิลปิน ผ่านนิทรรศการ Yes, I am not. (2008), เข้านอกออกใน-อุโมงค์คำว่า “กรุงเทพ” ที่มุดลอดเดินวนเล่นได้อย่างสนุกสนานในงานศิลปวัฒนธรรม “บางกอก…กล๊วย…กล้วย!!” (2009), หรือจากแถวหนังสือหนาเกือบเมตร มีรูเจาะตรงกลาง ในนิทรรศการสถานพักตากอากาศ (2013)

10 ปีแห่งความทรงจำของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิกที่กลั่นเป็นนิทรรศการ MemOyuU

หลายคนรู้จักสันติทั้งสองเวอร์ชัน

น้อยคนรู้ว่า ในฐานะศิลปิน ผลงานของเขาตลอดทศวรรษที่ผ่านมาล้วนมีแม่ผู้ให้กำเนิดคนเดียวกัน

ความทรงจำ-เขาหยิบออกมาใช้อย่างปู้ยี่ปู้ยำจนความรู้สึกตีกันพัลวันพัลเกไปหมด ไม่นานมานี้จึงตกตะกอนได้ว่า ถึงเวลาสังคายนาพวกมันให้อยู่ในรูปแบบที่เป็นมิตรต่อตัวเองมากที่สุด

นิทรรศการ MemOyuU การสับยำความทรงจำแล้วแปลงโฉมเป็นรูปธรรมที่น่ารักจึงถือกำเนิดขึ้นใน CASE Space Revolution แกลเลอรี่ไซส์จิ๋วย่านเจริญกรุง

และนั่นเป็นที่มาของบทสนทนากับสันติโดยสันติวิธีในวันนี้

00 สันติสตู

ตรงหน้าเราคือห้องสี่เหลี่ยมขนาดไม่เล็กเกินกว่าจะใช้งาน แต่ก็ไม่ใหญ่พอเข้าข่ายสตูดิโอทำงานศิลปะขนาดทั่วไปเท่าที่เคยสัมผัสมา แถมไม่มีอุปกรณ์สำหรับทำงานศิลปะเลยสักชิ้นเดียว (หากไม่นับว่าคอมพิวเตอร์ก็ใช้งานได้มีประสิทธิภาพไม่แพ้พู่กันและผืนผ้าใบ) 

ชั้นวางของเบื้องหลังโต๊ะทำงานกินพื้นที่ผนังด้านในสุดของห้องไปอย่างละโมบ เหล่าหนังสือทั้งไทยและเทศนอนเกลื่อนกล่นเรียงรายเต็มทุกชั้น ทิ้งจังหวะตรงกึ่งกลางระหว่างความมีระเบียบและคู่ตรงข้าม มีชีวิตชีวาจากโมเดลตัวการ์ตูนเรื่อง โดราเอมอน ส่วนใหญ่นอนแอ้งแม้งเต็มชั้นด้านข้าง ส่วนน้อยกระจายตัวทั่วทั้งห้อง

10 ปีแห่งความทรงจำของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิกที่กลั่นเป็นนิทรรศการ MemOyuU
สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของ สันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

อีกฟากมีโซฟาขนาดกะทัดรัด เพียงตาสัมผัสก็รู้ว่านุ่มฟู ตั้งอยู่ข้างโต๊ะทำงาน

นอกหน้าต่างคือท้องฟ้าสีเทาครึ้ม 

“อีกไม่นานจะปล่อยฝนลงมา” เหล่าเมฆกระซิบว่าอย่างนั้น

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

01 สันตินิยาม

เรานั่งฝั่งตรงข้ามกับสันติ

“ตอนนี้อาจารย์เรียกตัวเองว่าเป็นอะไร” เราเปิดบทสนทนาด้วยคำถามที่น่าจะยากข้อหนึ่งสำหรับมนุษย์ไฮเปอร์ผู้ทำอะไรหลากหลายไปหมด

“ทุกอาชีพมีพื้นฐานคล้ายกันหมด เพียงแต่ธรรมเนียมและแพลตฟอร์มนั้นต่างกัน สมัยก่อนเส้นแบ่งกิจกรรมของมนุษย์มันเลือนมาตลอด การศึกษาและอาชีพในระบบสายพานแยกพวกมันให้ขาดจากกัน คนในศตวรรษนี้จึงตื่นเต้นกับคำว่าสหวิทยาการไงอีกอย่าง มนุษย์มีแนวโน้มที่จะสรุปและแท็กทุกสิ่งรอบตัว โดยเก็บไว้เพียงหนึ่งเสมอ คำถามนี้เลยถูกถามอยู่ตลอด 

“ถ้าให้ผมเก็บตัวเองเหลือหนึ่ง ผมก็ขอเก็บนักออกแบบไว้ ด้วยอาชีพและวิธีคิด เพราะยังไม่เข้าใจและยังไม่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับคำว่าศิลปิน ผมมองคำนี้เป็นสถานะมากกว่าอาชีพด้วยซ้ำ เหมือนเราไปยืนดูเชฟเก่งๆ ทำกับข้าว เล่นกับไฟกับกระทะ แล้วมองว่ามันโคตรอาร์ตเลย เขาก็ไม่ได้มีอาชีพเป็นศิลปินสักหน่อย

“ใครจะมองผมเป็นศิลปินก็ไม่ติดขัด จะไม่แก้ไขและไปนั่งเถียงด้วย เพราะแต่ละคนรู้จักเราจากมุมมองต่างกัน และถ้าบางคนมองตัวเองเป็นศิลปินก็ไม่ผิดอะไรนะ”

นี่คือสันตินิยาม

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

02 ผมต้องเอาตัวรอดอย่างหนัก

สันติเป็นนักเรียนออกแบบที่ไม่เหมือนใคร

เขาไม่ได้สะสมทักษะทางศิลปะขั้นพื้นฐานมาแต่ต้น เข้ามาเรียนดีไซน์ด้วยเงื่อนไขว่าต้องเอนทรานซ์ให้ติดโดยไม่อ่านหนังสือเพิ่ม และขอแค่ไม่ขายหน้าญาติพี่น้องเป็นพอ

ระบบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยครั้งแรกส่งสันติไปยังปัตตานี คำรบหนึ่งปีถ้วนจึงย้ายกลับมายังมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เดิมทีตั้งใจจะเรียนคณะนิเทศศาสตร์ แต่ครั้นกวาดสายตาไปเจอสาขานิเทศศิลป์ ในคณะศิลปกรรมศาสตร์ จึงเปลี่ยนใจ ลากมือลงมากาสาขานี้

“ผมไม่ได้มีพื้นฐานที่ดี พอมาเจอวิชาทักษะจึงต้องเอาตัวรอดอย่างหนัก มาหายใจหายคอได้ตอนเรียนวิชาดีไซน์ปีสอง เพราะเริ่มรู้จักวิธีทำงานโดยไม่ต้องวาดรูป และอาจารย์ให้ความสำคัญแก่เรื่องแนวคิดมากขึ้น

“ผมพยายามลับเหลี่ยมลับคมอย่างเข้มข้น แน่วแน่ว่าจะเอาตัวรอดด้วยคอนเซปต์ให้ได้ ปกติเป็นคนชอบคิดอยู่แล้ว แต่ก่อนข้ามไปคิดว่าจะทำอะไร ผมย้อนกลับมาคิดว่าต้องคิดอย่างไรก่อน ทักษะเรามีจำกัด ต่อให้คิดจะทำก็ทำไม่ได้อยู่ดี (หัวเราะ) เรามีแค่สาม พยายามให้ตายก็ได้แค่เจ็ด ขณะที่เพื่อนมีเจ็ดอยู่แล้ว พยายามนิดหน่อยก็ได้สิบ ถ้าสู้ทางตรงไม่มีวันชนะแน่นอน

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

“งานผมเลยไม่ได้มีอะไรเยอะแยะ คอลลาจตัดแปะสองรูปก็ชนะได้ ไม่ใช่ว่าไม่สวยนะ ผมไม่ได้ปฏิเสธสุนทรียภาพด้วย แต่ความงามเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานเท่านั้น งานดีไซน์ที่ดีอาจไม่ต้องสวยงามที่สุด ถ้าจัดลำดับจริงๆ ประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อมนุษย์นั้นสำคัญกว่าด้วยซ้ำ”

นี่คือวิธีการเอาตัวรอดแบบสันติวิธี

03 ไอ้พวกมีอุดมการณ์

สันติสะสมความรู้ในรั้วมหาวิทยาลัยจนแน่นปึ้ก

แพสชันอันแรงกล้าในอาชีพกราฟิกดีไซเนอร์ ทำให้เขาปฏิเสธทุนการศึกษาที่คณะจะส่งให้ไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ เพื่อเลือกตอบรับงานตามคำชักชวนของอาจารย์ที่ปรึกษาแทน

ไม่นานสันติในวัยหนุ่มไฟแรงก็เริ่มเบื่อหน่ายรูปแบบการทำงาน สบโอกาสกับที่พี่ชายของเพื่อนจะเปิดบริษัท และพร้อมลงทุนให้สันติกับกลุ่มเพื่อนได้ทำสตูดิโอสมใจอยาก เขาตบปากรับคำพร้อมโบกมือลางานแรกในชีวิต

นามบัตร คือสิ่งแรกที่สันติตั้งใจออกแบบในนามที่ทำงานแห่งใหม่ หมายใจว่าต้องได้รางวัลมาประดับบารมี ซึ่งเป็นไปตามคาด

“ถ้าทำงานไม่มีโจทย์แล้วยังไม่ได้รางวัล มึงไม่ต้องไปทำอะไรแล้ว” เขาว่าพลางหัวเราะ

จากนั้นจึงได้เริ่มทำอาร์ตเวิร์กให้ค่ายเพลง BMG Record ในยุคที่วงอินดี้กำลังเบ่งบาน สถานะของดีไซเนอร์หนุ่มตอนนั้นคือเด็กวัยหัดเดินในวงการ

“ฉากสำคัญฉากหนึ่งคือเคยมีคนให้ผมออกแบบปฏิทินโป๊”

เราวางปากกา เลิกคิ้วทั้งคู่ขึ้นแสดงความสงสัยแก่คู่สนทนา

“ผมได้รับติดต่อให้เข้าไปที่  Victoria Secret พระรามเก้า เขาเอาหนังสือโป๊มากองตรงหน้าตั้งใหญ่ แล้วบอกให้เลือกรูปไปทำปฏิทินสำหรับแจกลูกค้า ผมปฏิเสธแล้วไสคืนไป ตอนนั้นอายุยี่สิบสี่ กูไม่ได้จบมาเพื่อทำอะไรแบบนี้ นี่ไม่ใช่งานที่จะเอาไปอวดใครได้เลย ไหนจะลิขสิทธิ์ภาพอีก จำได้แม่นเลย เขาด่าผมว่า ‘ไอ้พวกมีอุดมการณ์’

“เขานิ่งเงียบสักพัก คิดว่าจะหาอะไรให้ผมทำดีเพื่อเอาชนะ จบที่งานออกแบบโปสเตอร์รณรงค์ต่อต้านยาเสพติดให้มูลนิธิของเขา งานนี้ผมโอเค รับได้ วันตรวจงานเขานัดที่โรงแรมเมโทร ถนนเพชรบุรี ซึ่งเป็นโรงนวด ตอนแรกคิดว่าจะนั่งคุยกันปกติ สรุปให้เราเดินเข้าไปถึงห้องนวดเลย ยังจำภาพเขานอนคว่ำหน้าโชว์ก้นให้หมอนวดนวด แล้วมีดีไซเนอร์หนุ่มคนหนึ่งที่แม่งอยากก้าวหน้า ต้องช้อนโปสเตอร์ที่ทำมาให้เขาดูจากมุมเสยได้ติดตา ทุเรศฉิบหาย นี่กูทำอะไรอยู่วะ

“หมดช่วง Honeymoon Period ถึงได้เจอโลกความจริงว่าไม่หมูเลย ตอนนั้นอายุยังน้อยมาก แม่งไม่มีอำนาจต่อรองอะไรทั้งสิ้น ยากฉิบหาย กลางวันหาลูกค้า ฉีกสมุดปกเหลืองเป็นสามท่อนแจกเพื่อนเพื่อสุ่มโทรไปของานเขาทำ กลางคืนปั่นงาน หักลบกลบหนี้กับ Fixed Cost แล้วขาดทุนยับ จึงเริ่มเข้าใจอาจารย์แล้วว่าเบี้ยล่างสุดๆ เป็นอย่างไร”

แล้วก็เป็นไปตามวัฏจักรของธุรกิจ สตูดิโอขนาดย่อมต้องปิดตัวลงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สมาชิกบางคนอยากไปเรียนต่อ บางคนอยากไปทำอย่างอื่นแทน ส่วนสันติก็ไปเป็นฟรีแลนซ์ตามระเบียบ

“เกมนี้เราแพ้แหละ” เขายอมรับแต่โดยสันติวิธี

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

04 จุดหักมุม

สันติกลับมาตั้งหลักที่บ้าน

งานฟรีแลนซ์แปลงแฮนด์บิลล์ภาพยนตร์จากต่างประเทศเป็นเวอร์ชันไทยดาหน้าเข้ามาหาเขาอย่างต่อเนื่อง เสมือนเป็นแบบฝึกหัดไทโปกราฟีสุดหินที่สอนให้เขาพัฒนาตัวเองอย่างก้าวกระโดด และสปอยล์เขาจนเสียคนไปพร้อมๆ กัน

“คงเป็นช่วงที่ท้อด้วยแหละ อยากทำดีแต่ไม่มีโอกาส พอรู้ว่าไม่ง่ายอย่างที่คิดเลยเบนมาทางหาเงินแทน งานแฮนด์บิลล์ง่ายมาก ไม่มีอะไรเลย สมมติวันนี้มีนัดลูกค้าตรวจงานตอนสี่โมงเย็น ผมเริ่มทำงานตอนบ่ายสอง ครึ่งชั่วโมงเสร็จ ทำอาทิตย์ละปก ได้ปกละหมื่น เดือนหนึ่งทำงานสองชั่วโมง ได้สองหมื่นสบายๆ บางเดือนหนังเข้าเยอะ สัปดาห์ละสี่เรื่อง ได้เดือนเป็นแสนก็มี”

‘อ้วนฉุ ติดเกม’ คือคำที่สันติใช้บรรยายถึงสันติเวอร์ชันเสเพลที่สุดในชีวิต

“แต่ไม่รู้ว่าจุดนี้จะเรียกว่าจุดหักเหได้หรือเปล่านะ” เขาเปลี่ยนโทนเสียงเล่าเรื่อง

“คือใช้ชีวิตแบบนี้ไปสักพักจนเป็นไข้เลือดออกและล้มในห้องน้ำ เข้าโรงพยาบาลสิบวัน เล่นเกมไม่ได้เลยต้องขนหนังสือมาอ่านฆ่าเวลา พยาบาลเข้ามาเช็ดตัวปะแป้งให้เหมือนเด็กปัญญาอ่อนเลยอะ เหตุการณ์นี้ทำให้ผมรู้แน่ชัดแล้วว่านี่แม่งไม่ใช่แล้ว ออกไปคงต้องหยุดชีวิตแบบนี้สักที ไม่ถึงกับคิดได้มากมายอะไรหรอกนะ

“ถ้าไม่ป่วยคงไหลไปเรื่อยแหละ” โชคดีที่เขาเลี้ยวโค้งหักมุมอย่างสันติวิธี

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’
สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

05 Self-Learner

เป็นอีกครั้งที่สันติใช้ชีวิตอย่างจับพลัดจับผลู

การได้บังเอิญเจอกลุ่มรุ่นพี่นักเรียนนอกที่รวมตัวกันกลับไปสมัครเป็นอาจารย์ที่คณะ จุดประกายให้สันติหวนคิดย้อนกลับไปถึงตอนทุนการศึกษาเดินมาหาถึงตรงหน้า และตัดสินใจเข้าร่วมก๊กอย่างไม่ลังเล

“ปรากฏว่าเขารับผม” อาจารย์ติ๊กเฉลยตอนจบของเรื่อง

“แต่ทำให้รุ่นพี่ที่ไปพร้อมกันพลาดโอกาส (หัวเราะ) ซึ่งผมเป็นอาจารย์แบบสัญญาจ้างนะ ทำงานสามวัน แล้วเรามีแค่วุฒิปริญญาตรี เลยต้องทำงานหนักหน่อย ได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจการนักศึกษา แน่นอนว่าผมไม่โอเคอยู่แล้วเพราะไม่ได้ต้องการบทรองขนาดนั้น เป็นอาจารย์ก็ต้องสอนหนังสือสิวะ ผมเลยพัฒนาตัวเองยิ่งกว่าตอนเอาตัวรอดสมัยเรียนหรือช่วงทำงานอีก หัวหน้าภาควิชาให้หนังสืออะไรมาผมอ่านหมด

“ทำงานไปสักพักผมเริ่มมีความคิดอยากไปเรียนต่อมากขึ้นอย่างหนัก เนื่องจากรอบตัวมีแต่คนเรียนสูง และยังยึดติดกับมายาคติว่า ความรู้ต้องมาจากการเรียนแบบมีคนสอนเท่านั้น”

สันติขวนขวายเรียนภาษาอังกฤษอย่างขะมักเขม้น พร้อมแจ้งความจำนงแก่คณะว่าต้องการรับทุนการศึกษา สมัครสาขา Design Study ที่ Central Saint Martins College of Art and Design และได้รับการตอบรับทันทีในปีแรก เขารอทุนจากมหาวิทยาลัยอย่างสันติ กระทั่งวันเวลาล่วงเลยไป 3 ปีเต็มจนเขาเลิกหวัง

“ผมอาจไม่ค่อยน่าสนับสนุนเท่าไหร่ คงไม่เข้าตาผู้ใหญ่” เขากระเซ้าเย้าหยอก ทีเล่นทีจริง

“เตรียมใจไว้ประมาณหนึ่งแล้ว เลยเริ่มศึกษาด้วยตัวเองอย่างจริงจัง แลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนอาจารย์บ่อยขึ้น เชิญวิทยากรเก่งๆ มาบรรยาย และขอลิสต์หนังสือเขาไว้ไปอ่านตาม อ่านหมดเกลี้ยง”

ศิลปินฝั่งตรงข้ามค้นพบว่าวิธีหาความรู้นั้นมีมากมาย ไม่จำเป็นต้องมีดีกรีใดมารองรับ แถมเขาก็ทำหน้าที่ Self-learner ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง จึงตัดใจเรื่องไปเรียนต่อโดยสันติวิธี

06 “มึงไปนิวยอร์กยี่สิบวันเหมือนพวกกูไปปีหนึ่ง”

สันติปิดปมเรื่องการเรียนต่อเมืองนอก ด้วยการพาตัวเองเที่ยวนิวยอร์กให้หายอยากหนึ่งทริป

“ผมไปผมก็ซ่านะ” เขาจั่วหัวทริปในตำนานได้อย่างน่าติดตาม

“ก่อนเดินทาง ผมอีเมลไปยัง School of Visual Arts บอกว่าขอเข้าไปเยี่ยมชมสถานที่ เพราะเป็นที่ที่ผมอยากเรียนมาก พอไปถึง ผู้ช่วยของ สตีเวน เฮลเลอร์ (Steven Heller) คณบดีและผู้เขียนบทความเกี่ยวกับการออกแบบให้ The New York Times ก็พาชมพร้อมเล่าหลักสูตรให้ฟัง จากนั้นผมก็ไป Art Director Club ทิ้งนามบัตรสร้างสัมพันธ์กันเอาไว้ แล้วก็ไปเจอเพื่อนๆ หลายคนในวงการซึ่งเรียนต่ออยู่นั่น

“ผมตกตะกอนได้ว่า หากมีโอกาสมาเปิดหูเปิดตาบ่อยๆ ดูมิวเซียม พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน น่าจะเป็นเรื่องสำคัญกว่าการมาเรียนต่อ กลับมาปีหนึ่ง Art Director Club ติดต่อมาหา เอานิทรรศการมาจัดที่หอศิลป์ ม.กรุงเทพ เพราะเขารู้จักเราเจ้าเดียวในไทย เพื่อนยังแซวว่า มึงไปนิวยอร์กยี่สิบวันเหมือนพวกกูไปปีหนึ่ง”

นี่ค่อยๆ กลายเป็นอีกหนึ่งสันติวิธีในการหาประสบการณ์เข้าตัว แต่เขายังกล่าวอย่างถ่อมตนว่าไม่ถึงกับสร้างคอนเนกชันอะไรมากมาย เพราะภาษาอังกฤษไม่คล่อง

“แค่อยากไปรู้ไปเห็นเฉยๆ อย่างตอนไปอังกฤษ ก็ขอให้ลูกศิษย์พาเข้าไปข้างใน ไปโอซาก้า ผมติดต่อเพื่อนผู้เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยคินได บอกว่าพูดให้ฟรีๆ เลย แต่ขอพาเข้าไปดูหน่อยว่าสอนกันยังไง” เขาเล่าประสบการณ์พลางหัวเราะในสันติวิธี

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

07 วงเหล้าวิชาการ

เรื่องราวดำเนินออกจากปากอย่างพรั่งพรู

บทสนทนาล่วงเลยเข้าสู่ชั่วโมงที่สอง เมฆฝนยังกลั้นหยาดน้ำเอาไว้ได้ แต่เรายังไม่รู้จักสันติในฐานะศิลปินเสียที

“พอไม่หมกมุ่นกับการเรียนต่อ ผมก็ใช้ชีวิตกับเพื่อนอาจารย์สนุกขึ้น” เขาเล่าต่อ

“เราสนิทกันผ่านวงสังสรรค์ เหล้าเบียร์เต็มโต๊ะ แต่บทสนทนาเป็นเรื่องวิชาการข้ามศาสตร์ล้วนๆ เพราะสมาชิกคืออาจารย์จากหลากหลายแขนง ออกรสจนถึงขนาดไม่มีใครอยากขาดนัด ตัวผมเองเป็นพหูสูตเลยตอนนั้น เพราะฟังแล้วจับประเด็นมาค้นคว้าต่อเอง ลับคมทุกวัน”

ก๊วนอาจารย์กระชับความสัมพันธ์กันค่ำแล้วค่ำเล่า นักออกแบบประจำแก๊งอย่างสันติจึงได้รับมอบหมายจากเพื่อนศิลปินให้ช่วยทำสูจิบัตรบ่อยขึ้น จนกลายเป็นที่พึ่งลำดับต้นๆ ประจำใจคนในวงการ กระทั่งได้ช่วยงาน Show Me Thai ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมจัดขึ้นในเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นเมื่อ ค.ศ. 2007 ในฐานะ Art Director ดูแล Key Visual ทั้งหมด

“งานนี้ให้โอกาสผมได้เจอคนเก่งเยอะมาก ได้เห็นกระบวนการหลังบ้านทั้งหมด ตั้งแต่สถานที่ คิวเรเตอร์ ไปจนถึงวัฒนธรรมการเสพศิลปะของประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะตอนกลับไปเก็บงาน ผมได้รู้ว่าพื้นที่ทางศิลปะมีพลังถึงขนาดเปลี่ยนกองขยะเป็นงานศิลปะได้ จึงเห็นว่าพื้นที่นี้น่าหลงใหล วงการนี้น่าสนใจและจริงจังกว่าที่เคยคิดไว้”

สันติเข้าสู่วงการศิลปะโดยสันติวิธีตั้งแต่นั้นมา

“สถานะของผมเหมือนนักออกแบบผู้ชอบทำงานศิลปะมากกว่า งานศิลปะมีความส่วนตัวสูง เป็นเหมือนพื้นที่ให้เราได้ทดลองอะไรกับตัวเอง ตัวตนของเราจึงอยู่ที่นี่ส่วนหนึ่ง เพราะงานสตูดิโอก็คืองานสตูดิโอ ไม่ใช่งานสันติ งานสอนก็ไม่ควรไปเอาเครดิตอะไรนอกจากให้นักเรียน พอได้ก้าวข้ามมาทำก็รู้สึกเติมเต็ม ไม่แหว่งอีกต่อไป ทั้งๆ ที่ใช้เงินเยอะมาก” อาจารย์ติ๊กเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

แล้วอาจารย์แอบขโมยเทคนิคของนักออกแบบกราฟิกมาทำงานศิลปะด้วยหรือเปล่า-เราข้องใจ

“ที่จริงสองอย่างนี้มีอุปกรณ์พื้นฐานเป็น Visual Element เหมือนกัน ต่างกันแค่ตำแหน่งที่คุณเอาไปวาง วันหนึ่งผมอาจใช้กราฟิกดีไซน์ทำงานแล้วเอาไปวางใน Art Scene ก็ได้ ดังนั้น วิธีการไม่ค่อยเปลี่ยน แต่เนื้อหาเปลี่ยน ศิลปะเรามีหน้าที่รับผิดชอบเนื้อหาโดยตรง ต้องเชื่ออย่างที่ทำจริงๆ และพร้อม Stand for เสมอ ไม่ใช่แค่กิมมิกเรียกความหวือหวา”

ศิลปะเป็นอีกพาร์ตที่ช่วยเติมเต็มชีวิตสันติให้สมบูรณ์ขึ้นอย่างสันติวิธี

08 MemOyoU

จาก Yes, I am not. (2008) Solo Exibition ครั้งแรก จนถึงปัจจุบันก็ร่วม 10 ปี สันติเทียวเข้าเทียวออกภายในจิตใจตัวเอง รื้อค้นวัตถุดิบแห่งความทรงจำมาดัดแปลงเป็นนิทรรศการ

“แต่การเข้าไปในตัวเองทำให้ผมเจอว่าแม่งไม่มีอะไรเลยนะ” คู่สนทนาเรายืนยันหนักแน่นก่อนขยายความต่อ

“พบว่าตัวเองเป็นคนลักลั่น ไม่แน่ใจอะไรเลย เคยปรึกษาผู้ใหญ่ว่าผิดไหมหากจะเสนอว่าเราไม่รู้อะไร เขาว่าไม่ผิดหรอก แต่มึงจะเสนอยังไงล่ะ (หัวเราะ) นี่เลยกลายเป็นทางงานของผมอย่างหนึ่ง คือสองแง่สองง่าม ไม่เคาะ เหมือนกับว่าเราไม่ชัวร์”

10 ปีแห่งความทรงจำของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิกที่กลั่นเป็นนิทรรศการ MemOyuU

‘MemOyoU’ คือนิทรรศการครั้งล่าสุดของ สันติ ลอรัชวี คือนิทรรศการครั้งสุดท้ายที่เขาจะหยิบความทรงจำส่วนตัวตลอดทศวรรษนี้มาเป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างงาน และคือก้าวสำคัญที่เขาข้ามมาทำงานเฉกเช่นศิลปินโดยแท้

“ผมใช้เวลาที่งานเลื่อนจากปีก่อน ตกตะกอนความคิดได้ว่า ควรเลิกหากินกับความทรงจำของตัวเองได้แล้ว เพราะแม้มีประโยชน์มาก แต่ก็เจือความเศร้าอยู่ไม่น้อย รื้อออกมาทีหนึ่งผมเจ๊งไปเป็นอาทิตย์

“ปกติความทรงจำของมนุษย์มักถูก Simplify มาแล้วขั้นหนึ่งตอนบันทึก เอารายละเอียดออกไปจนเลือนราง และแตกย่อยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย นิทรรศการครั้งนี้จึงเอามาสับไพ่ใหม่ให้เละ เรียงร้อยเป็นเรื่องราวผ่านโวหาร และแช่แข็งมันไว้เป็นรูปธรรมผ่านข้อความ หนังสือ ภาพถ่ายแม่น้ำ และประติมากรรม ทำ Last Episode ของมันและเลิกใช้เสีย”

ผู้ไม่เรียกตัวเองว่าเป็นศิลปิน ขยายความพลางหยิบส่วนหนึ่งของนิทรรศการออกมา

มันคือกล่องไม้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งซ่อนหนังสือที่สันหนากว่าความกว้างปกอย่างผิดสัดส่วนเอาไว้ และซ่อนเรื่องราวซึ่งร้อยเรียงจากเสี้ยวความทรงจำเอาไว้ในหนังสืออีกที

ดูเป็นประติมากรรมมากกว่าสิ่งพิมพ์-เราคิด

“เป็นนิสัยกราฟิกดีไซเนอร์ที่เคยทำหนังสือแหละ เลยอยากลองทำให้หนาดู เพราะผมเห็นว่าในการเก็บบันทึก สันหนังสือสำคัญกว่าหน้าปก แล้วพอสันหนาขนาดนี้ ความสำคัญจึงอยู่ที่การกินเนื้อที่บนโลกมากกว่าตัวอักษรภายใน อีกอย่างผมตั้งใจให้อ่านลำบากหน่อย เหมือนตอนผมค่อยๆ เก็บสะสมความทรงจำเหล่านี้มา คนจะได้ไม่รับรู้เรื่องราวของเราตรงไปตรงมามากเกินไป”

ลึกซึ้ง

09 Dream, Truth, Freedom, and Love

Riverscape

ถ้าพูดถึงภาพถ่ายทิวทัศน์น้ำ นอกจากต้องเห็นน้ำ โดยสามัญสำนึกก็ควรต้องเห็นรายละเอียดอื่นประกอบกับแหล่งน้ำนั้นด้วย เพื่อให้รู้ว่าคือที่ไหน

สันติทำลายความเชื่อนี้ด้วยภาพถ่ายแม่น้ำ-ส่วนสำคัญในนิทรรศการครั้งนี้

“ผมชอบ สิทธารถะ อยู่แล้ว แต่บังเอิญได้แรงบันดาลใจจากตอนไปดูงานโปสเตอร์ภาพถ่ายแม่น้ำเธมส์ของ โรนิ ฮอร์น (Roni Horn) เขาใส่ตัวเลขลงไปตามจุดต่างๆ เลขแต่ละตัวบอกความหมายต่างกัน เช่น สถิติคนฆ่าตัวตายที่แม่น้ำนี้ใน ค.ศ. 1970 จุดนี้ดำสุดในภาพ ฉันเศร้าว่ะ ผมยืนดูและรู้สึกกับมันเรื่อยๆ เป็นชั่วโมง แล้วเริ่มถ่ายแม่น้ำเป็นต้นมา โชคดีที่ไม่ใช่ช่างภาพ ผมเลยไม่มีข้อจำกัดในเชิงเทคนิค” เขาเปิดภาพถ่ายแม่น้ำฝีมือตัวเองนับร้อยภาพให้เราดูขณะอธิบาย

สันติค่อยๆ แกะห่อกระดาษตรงหน้าเราออกช้าๆ เผยให้เห็นพื้นผิวชั้นบนสุดของประติมากรรม เป็นภาพถ่ายริ้วคลื่นบนผิวน้ำสีเข้ม ชั้นล่างสุดถัดจากชั้นอีพ็อกซีสีใสอมเขียวตรงกลาง คือแผ่นกระดาษเขียนคำว่า ‘Dream’

“นี่เป็นเหมือนการตัดแม่น้ำแล้วยกขึ้นมา” สันติขยายความพลางไสออกจากตัวสู่เรา เป็นนัยว่าเชื้อเชิญให้ดูใกล้ๆ

“ที่จริงมีอีกสามคำ คือ Truth, Freedom, และ Love สื่อถึงการกดทับเก็บซ่อน เพราะทั้งสี่คำนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนมีหมด แต่บางครั้งก็ต้องซ่อนไว้

“งานชิ้นนี้แทรกมาทีหลังเลย เวลาทำโชว์ ถ้ายังไม่สมบูรณ์จะยังรู้สึกว่า แม่งขาดอะไรไปวะ แล้วชอบมารู้เอาทีหลัง แต่ประติมากรรมชิ้นนี้มาเติมเต็มพอดี”

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

สันติใช้แสงเงา ความเข้ม และพื้นผิวของภาพ เล่นกับจินตนาการของผู้ชมได้อย่างเหนือชั้น คงเป็นเสน่ห์ของงานศิลปะนามธรรม และเอกลักษณ์แบบสันติวิธีที่ยืนยันจะไม่ฟันธง

อาจารย์อยากให้คนดูได้อะไรกลับไป-เรากดสูตรโกง ขอเฉลยหน้าซื่อ

“อะไรก็ได้ ขอให้ได้กลับไปบ้างก็พอ เพราะครึ่งหนึ่งของนิทรรศการนี้ เกิดจากเหตุผลส่วนตัวที่ผมอยากทำให้เรียบร้อย ฉะนั้น แค่ได้ทำขึ้นมาก็พึงพอใจแล้ว คงไปกะเกณฑ์ให้คนอื่นมารู้สึกต่อเรื่องราวของเราอย่างไรไม่ได้

“จริงๆ อยากรู้มากกว่าด้วยซ้ำว่าแต่ละคนได้อะไรกลับไป”

สันติทิ้งท้ายอย่างสันติวิธี

MemOyoU นิทรรศการแห่งความทรงจำตลอดทศวรรษครั้งล่าสุดของ สันติ ลอรัชวี จัดแสดงที่ CASE Space Revolution @Broccoli Revolution Charoenkrung แกลเลอรี่ย่านเจริญกรุง ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

นอกจากจะซ่อนไม้ตายทั้งหลายที่เราแอบเอามาแบไต๋จนเกือบหมดเปลือกแล้ว ยังมีกิจกรรมสนุกๆ สอดแทรกในงานอีกด้วย ลองหารูที่ผนังให้เจอแล้วดึงกระดาษออกมาอ่านสิ!ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก : CASE Space Revolution

อารัมภบทเป็นส่วนเกินของบทความทันที

เมื่อรู้ว่าวันนี้มีนัดหมายพูดคุยและเยี่ยมชมสตูดิโอของ ติ๊ก-สันติ ลอรัชวี หรือ ‘อาจารย์ติ๊ก’ ของเหล่านักเรียนออกแบบ บิ๊กเนมในวงการกราฟิกดีไซเนอร์และวงการศิลปะของไทย ผู้มีผลงานให้เราได้ทึ่งอยู่เสมอ

บางคนรู้จักสันติในฐานะนักออกแบบกราฟิก ผ่านปกหนังสือ Wisdom Series ของ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา, สิทธารถะ เวอร์ชันแปลไทยโดย สดใส ขันติวรพงศ์ ฉบับ Book Lover Edition และโดยเฉพาะโปรเจกต์ ‘ฉันเป็นนักออกแบบกราฟิกไทย (I am a Thai Graphic Designer™)’ กิจกรรมของกลุ่มวิชาชีพที่เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย

บางคนรู้จักสันติในฐานะศิลปิน ผ่านนิทรรศการ Yes, I am not. (2008), เข้านอกออกใน-อุโมงค์คำว่า “กรุงเทพ” ที่มุดลอดเดินวนเล่นได้อย่างสนุกสนานในงานศิลปวัฒนธรรม “บางกอก…กล๊วย…กล้วย!!” (2009), หรือจากแถวหนังสือหนาเกือบเมตร มีรูเจาะตรงกลาง ในนิทรรศการสถานพักตากอากาศ (2013)

10 ปีแห่งความทรงจำของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิกที่กลั่นเป็นนิทรรศการ MemOyuU

หลายคนรู้จักสันติทั้งสองเวอร์ชัน

น้อยคนรู้ว่า ในฐานะศิลปิน ผลงานของเขาตลอดทศวรรษที่ผ่านมาล้วนมีแม่ผู้ให้กำเนิดคนเดียวกัน

ความทรงจำ-เขาหยิบออกมาใช้อย่างปู้ยี่ปู้ยำจนความรู้สึกตีกันพัลวันพัลเกไปหมด ไม่นานมานี้จึงตกตะกอนได้ว่า ถึงเวลาสังคายนาพวกมันให้อยู่ในรูปแบบที่เป็นมิตรต่อตัวเองมากที่สุด

นิทรรศการ MemOyuU การสับยำความทรงจำแล้วแปลงโฉมเป็นรูปธรรมที่น่ารักจึงถือกำเนิดขึ้นใน CASE Space Revolution แกลเลอรี่ไซส์จิ๋วย่านเจริญกรุง

และนั่นเป็นที่มาของบทสนทนากับสันติโดยสันติวิธีในวันนี้

00 สันติสตู

ตรงหน้าเราคือห้องสี่เหลี่ยมขนาดไม่เล็กเกินกว่าจะใช้งาน แต่ก็ไม่ใหญ่พอเข้าข่ายสตูดิโอทำงานศิลปะขนาดทั่วไปเท่าที่เคยสัมผัสมา แถมไม่มีอุปกรณ์สำหรับทำงานศิลปะเลยสักชิ้นเดียว (หากไม่นับว่าคอมพิวเตอร์ก็ใช้งานได้มีประสิทธิภาพไม่แพ้พู่กันและผืนผ้าใบ) 

ชั้นวางของเบื้องหลังโต๊ะทำงานกินพื้นที่ผนังด้านในสุดของห้องไปอย่างละโมบ เหล่าหนังสือทั้งไทยและเทศนอนเกลื่อนกล่นเรียงรายเต็มทุกชั้น ทิ้งจังหวะตรงกึ่งกลางระหว่างความมีระเบียบและคู่ตรงข้าม มีชีวิตชีวาจากโมเดลตัวการ์ตูนเรื่อง โดราเอมอน ส่วนใหญ่นอนแอ้งแม้งเต็มชั้นด้านข้าง ส่วนน้อยกระจายตัวทั่วทั้งห้อง

10 ปีแห่งความทรงจำของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิกที่กลั่นเป็นนิทรรศการ MemOyuU
สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของ สันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

อีกฟากมีโซฟาขนาดกะทัดรัด เพียงตาสัมผัสก็รู้ว่านุ่มฟู ตั้งอยู่ข้างโต๊ะทำงาน

นอกหน้าต่างคือท้องฟ้าสีเทาครึ้ม 

“อีกไม่นานจะปล่อยฝนลงมา” เหล่าเมฆกระซิบว่าอย่างนั้น

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

01 สันตินิยาม

เรานั่งฝั่งตรงข้ามกับสันติ

“ตอนนี้อาจารย์เรียกตัวเองว่าเป็นอะไร” เราเปิดบทสนทนาด้วยคำถามที่น่าจะยากข้อหนึ่งสำหรับมนุษย์ไฮเปอร์ผู้ทำอะไรหลากหลายไปหมด

“ทุกอาชีพมีพื้นฐานคล้ายกันหมด เพียงแต่ธรรมเนียมและแพลตฟอร์มนั้นต่างกัน สมัยก่อนเส้นแบ่งกิจกรรมของมนุษย์มันเลือนมาตลอด การศึกษาและอาชีพในระบบสายพานแยกพวกมันให้ขาดจากกัน คนในศตวรรษนี้จึงตื่นเต้นกับคำว่าสหวิทยาการไงอีกอย่าง มนุษย์มีแนวโน้มที่จะสรุปและแท็กทุกสิ่งรอบตัว โดยเก็บไว้เพียงหนึ่งเสมอ คำถามนี้เลยถูกถามอยู่ตลอด 

“ถ้าให้ผมเก็บตัวเองเหลือหนึ่ง ผมก็ขอเก็บนักออกแบบไว้ ด้วยอาชีพและวิธีคิด เพราะยังไม่เข้าใจและยังไม่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับคำว่าศิลปิน ผมมองคำนี้เป็นสถานะมากกว่าอาชีพด้วยซ้ำ เหมือนเราไปยืนดูเชฟเก่งๆ ทำกับข้าว เล่นกับไฟกับกระทะ แล้วมองว่ามันโคตรอาร์ตเลย เขาก็ไม่ได้มีอาชีพเป็นศิลปินสักหน่อย

“ใครจะมองผมเป็นศิลปินก็ไม่ติดขัด จะไม่แก้ไขและไปนั่งเถียงด้วย เพราะแต่ละคนรู้จักเราจากมุมมองต่างกัน และถ้าบางคนมองตัวเองเป็นศิลปินก็ไม่ผิดอะไรนะ”

นี่คือสันตินิยาม

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

02 ผมต้องเอาตัวรอดอย่างหนัก

สันติเป็นนักเรียนออกแบบที่ไม่เหมือนใคร

เขาไม่ได้สะสมทักษะทางศิลปะขั้นพื้นฐานมาแต่ต้น เข้ามาเรียนดีไซน์ด้วยเงื่อนไขว่าต้องเอนทรานซ์ให้ติดโดยไม่อ่านหนังสือเพิ่ม และขอแค่ไม่ขายหน้าญาติพี่น้องเป็นพอ

ระบบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยครั้งแรกส่งสันติไปยังปัตตานี คำรบหนึ่งปีถ้วนจึงย้ายกลับมายังมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เดิมทีตั้งใจจะเรียนคณะนิเทศศาสตร์ แต่ครั้นกวาดสายตาไปเจอสาขานิเทศศิลป์ ในคณะศิลปกรรมศาสตร์ จึงเปลี่ยนใจ ลากมือลงมากาสาขานี้

“ผมไม่ได้มีพื้นฐานที่ดี พอมาเจอวิชาทักษะจึงต้องเอาตัวรอดอย่างหนัก มาหายใจหายคอได้ตอนเรียนวิชาดีไซน์ปีสอง เพราะเริ่มรู้จักวิธีทำงานโดยไม่ต้องวาดรูป และอาจารย์ให้ความสำคัญแก่เรื่องแนวคิดมากขึ้น

“ผมพยายามลับเหลี่ยมลับคมอย่างเข้มข้น แน่วแน่ว่าจะเอาตัวรอดด้วยคอนเซปต์ให้ได้ ปกติเป็นคนชอบคิดอยู่แล้ว แต่ก่อนข้ามไปคิดว่าจะทำอะไร ผมย้อนกลับมาคิดว่าต้องคิดอย่างไรก่อน ทักษะเรามีจำกัด ต่อให้คิดจะทำก็ทำไม่ได้อยู่ดี (หัวเราะ) เรามีแค่สาม พยายามให้ตายก็ได้แค่เจ็ด ขณะที่เพื่อนมีเจ็ดอยู่แล้ว พยายามนิดหน่อยก็ได้สิบ ถ้าสู้ทางตรงไม่มีวันชนะแน่นอน

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

“งานผมเลยไม่ได้มีอะไรเยอะแยะ คอลลาจตัดแปะสองรูปก็ชนะได้ ไม่ใช่ว่าไม่สวยนะ ผมไม่ได้ปฏิเสธสุนทรียภาพด้วย แต่ความงามเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานเท่านั้น งานดีไซน์ที่ดีอาจไม่ต้องสวยงามที่สุด ถ้าจัดลำดับจริงๆ ประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อมนุษย์นั้นสำคัญกว่าด้วยซ้ำ”

นี่คือวิธีการเอาตัวรอดแบบสันติวิธี

03 ไอ้พวกมีอุดมการณ์

สันติสะสมความรู้ในรั้วมหาวิทยาลัยจนแน่นปึ้ก

แพสชันอันแรงกล้าในอาชีพกราฟิกดีไซเนอร์ ทำให้เขาปฏิเสธทุนการศึกษาที่คณะจะส่งให้ไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ เพื่อเลือกตอบรับงานตามคำชักชวนของอาจารย์ที่ปรึกษาแทน

ไม่นานสันติในวัยหนุ่มไฟแรงก็เริ่มเบื่อหน่ายรูปแบบการทำงาน สบโอกาสกับที่พี่ชายของเพื่อนจะเปิดบริษัท และพร้อมลงทุนให้สันติกับกลุ่มเพื่อนได้ทำสตูดิโอสมใจอยาก เขาตบปากรับคำพร้อมโบกมือลางานแรกในชีวิต

นามบัตร คือสิ่งแรกที่สันติตั้งใจออกแบบในนามที่ทำงานแห่งใหม่ หมายใจว่าต้องได้รางวัลมาประดับบารมี ซึ่งเป็นไปตามคาด

“ถ้าทำงานไม่มีโจทย์แล้วยังไม่ได้รางวัล มึงไม่ต้องไปทำอะไรแล้ว” เขาว่าพลางหัวเราะ

จากนั้นจึงได้เริ่มทำอาร์ตเวิร์กให้ค่ายเพลง BMG Record ในยุคที่วงอินดี้กำลังเบ่งบาน สถานะของดีไซเนอร์หนุ่มตอนนั้นคือเด็กวัยหัดเดินในวงการ

“ฉากสำคัญฉากหนึ่งคือเคยมีคนให้ผมออกแบบปฏิทินโป๊”

เราวางปากกา เลิกคิ้วทั้งคู่ขึ้นแสดงความสงสัยแก่คู่สนทนา

“ผมได้รับติดต่อให้เข้าไปที่  Victoria Secret พระรามเก้า เขาเอาหนังสือโป๊มากองตรงหน้าตั้งใหญ่ แล้วบอกให้เลือกรูปไปทำปฏิทินสำหรับแจกลูกค้า ผมปฏิเสธแล้วไสคืนไป ตอนนั้นอายุยี่สิบสี่ กูไม่ได้จบมาเพื่อทำอะไรแบบนี้ นี่ไม่ใช่งานที่จะเอาไปอวดใครได้เลย ไหนจะลิขสิทธิ์ภาพอีก จำได้แม่นเลย เขาด่าผมว่า ‘ไอ้พวกมีอุดมการณ์’

“เขานิ่งเงียบสักพัก คิดว่าจะหาอะไรให้ผมทำดีเพื่อเอาชนะ จบที่งานออกแบบโปสเตอร์รณรงค์ต่อต้านยาเสพติดให้มูลนิธิของเขา งานนี้ผมโอเค รับได้ วันตรวจงานเขานัดที่โรงแรมเมโทร ถนนเพชรบุรี ซึ่งเป็นโรงนวด ตอนแรกคิดว่าจะนั่งคุยกันปกติ สรุปให้เราเดินเข้าไปถึงห้องนวดเลย ยังจำภาพเขานอนคว่ำหน้าโชว์ก้นให้หมอนวดนวด แล้วมีดีไซเนอร์หนุ่มคนหนึ่งที่แม่งอยากก้าวหน้า ต้องช้อนโปสเตอร์ที่ทำมาให้เขาดูจากมุมเสยได้ติดตา ทุเรศฉิบหาย นี่กูทำอะไรอยู่วะ

“หมดช่วง Honeymoon Period ถึงได้เจอโลกความจริงว่าไม่หมูเลย ตอนนั้นอายุยังน้อยมาก แม่งไม่มีอำนาจต่อรองอะไรทั้งสิ้น ยากฉิบหาย กลางวันหาลูกค้า ฉีกสมุดปกเหลืองเป็นสามท่อนแจกเพื่อนเพื่อสุ่มโทรไปของานเขาทำ กลางคืนปั่นงาน หักลบกลบหนี้กับ Fixed Cost แล้วขาดทุนยับ จึงเริ่มเข้าใจอาจารย์แล้วว่าเบี้ยล่างสุดๆ เป็นอย่างไร”

แล้วก็เป็นไปตามวัฏจักรของธุรกิจ สตูดิโอขนาดย่อมต้องปิดตัวลงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สมาชิกบางคนอยากไปเรียนต่อ บางคนอยากไปทำอย่างอื่นแทน ส่วนสันติก็ไปเป็นฟรีแลนซ์ตามระเบียบ

“เกมนี้เราแพ้แหละ” เขายอมรับแต่โดยสันติวิธี

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

04 จุดหักมุม

สันติกลับมาตั้งหลักที่บ้าน

งานฟรีแลนซ์แปลงแฮนด์บิลล์ภาพยนตร์จากต่างประเทศเป็นเวอร์ชันไทยดาหน้าเข้ามาหาเขาอย่างต่อเนื่อง เสมือนเป็นแบบฝึกหัดไทโปกราฟีสุดหินที่สอนให้เขาพัฒนาตัวเองอย่างก้าวกระโดด และสปอยล์เขาจนเสียคนไปพร้อมๆ กัน

“คงเป็นช่วงที่ท้อด้วยแหละ อยากทำดีแต่ไม่มีโอกาส พอรู้ว่าไม่ง่ายอย่างที่คิดเลยเบนมาทางหาเงินแทน งานแฮนด์บิลล์ง่ายมาก ไม่มีอะไรเลย สมมติวันนี้มีนัดลูกค้าตรวจงานตอนสี่โมงเย็น ผมเริ่มทำงานตอนบ่ายสอง ครึ่งชั่วโมงเสร็จ ทำอาทิตย์ละปก ได้ปกละหมื่น เดือนหนึ่งทำงานสองชั่วโมง ได้สองหมื่นสบายๆ บางเดือนหนังเข้าเยอะ สัปดาห์ละสี่เรื่อง ได้เดือนเป็นแสนก็มี”

‘อ้วนฉุ ติดเกม’ คือคำที่สันติใช้บรรยายถึงสันติเวอร์ชันเสเพลที่สุดในชีวิต

“แต่ไม่รู้ว่าจุดนี้จะเรียกว่าจุดหักเหได้หรือเปล่านะ” เขาเปลี่ยนโทนเสียงเล่าเรื่อง

“คือใช้ชีวิตแบบนี้ไปสักพักจนเป็นไข้เลือดออกและล้มในห้องน้ำ เข้าโรงพยาบาลสิบวัน เล่นเกมไม่ได้เลยต้องขนหนังสือมาอ่านฆ่าเวลา พยาบาลเข้ามาเช็ดตัวปะแป้งให้เหมือนเด็กปัญญาอ่อนเลยอะ เหตุการณ์นี้ทำให้ผมรู้แน่ชัดแล้วว่านี่แม่งไม่ใช่แล้ว ออกไปคงต้องหยุดชีวิตแบบนี้สักที ไม่ถึงกับคิดได้มากมายอะไรหรอกนะ

“ถ้าไม่ป่วยคงไหลไปเรื่อยแหละ” โชคดีที่เขาเลี้ยวโค้งหักมุมอย่างสันติวิธี

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’
สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

05 Self-Learner

เป็นอีกครั้งที่สันติใช้ชีวิตอย่างจับพลัดจับผลู

การได้บังเอิญเจอกลุ่มรุ่นพี่นักเรียนนอกที่รวมตัวกันกลับไปสมัครเป็นอาจารย์ที่คณะ จุดประกายให้สันติหวนคิดย้อนกลับไปถึงตอนทุนการศึกษาเดินมาหาถึงตรงหน้า และตัดสินใจเข้าร่วมก๊กอย่างไม่ลังเล

“ปรากฏว่าเขารับผม” อาจารย์ติ๊กเฉลยตอนจบของเรื่อง

“แต่ทำให้รุ่นพี่ที่ไปพร้อมกันพลาดโอกาส (หัวเราะ) ซึ่งผมเป็นอาจารย์แบบสัญญาจ้างนะ ทำงานสามวัน แล้วเรามีแค่วุฒิปริญญาตรี เลยต้องทำงานหนักหน่อย ได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจการนักศึกษา แน่นอนว่าผมไม่โอเคอยู่แล้วเพราะไม่ได้ต้องการบทรองขนาดนั้น เป็นอาจารย์ก็ต้องสอนหนังสือสิวะ ผมเลยพัฒนาตัวเองยิ่งกว่าตอนเอาตัวรอดสมัยเรียนหรือช่วงทำงานอีก หัวหน้าภาควิชาให้หนังสืออะไรมาผมอ่านหมด

“ทำงานไปสักพักผมเริ่มมีความคิดอยากไปเรียนต่อมากขึ้นอย่างหนัก เนื่องจากรอบตัวมีแต่คนเรียนสูง และยังยึดติดกับมายาคติว่า ความรู้ต้องมาจากการเรียนแบบมีคนสอนเท่านั้น”

สันติขวนขวายเรียนภาษาอังกฤษอย่างขะมักเขม้น พร้อมแจ้งความจำนงแก่คณะว่าต้องการรับทุนการศึกษา สมัครสาขา Design Study ที่ Central Saint Martins College of Art and Design และได้รับการตอบรับทันทีในปีแรก เขารอทุนจากมหาวิทยาลัยอย่างสันติ กระทั่งวันเวลาล่วงเลยไป 3 ปีเต็มจนเขาเลิกหวัง

“ผมอาจไม่ค่อยน่าสนับสนุนเท่าไหร่ คงไม่เข้าตาผู้ใหญ่” เขากระเซ้าเย้าหยอก ทีเล่นทีจริง

“เตรียมใจไว้ประมาณหนึ่งแล้ว เลยเริ่มศึกษาด้วยตัวเองอย่างจริงจัง แลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนอาจารย์บ่อยขึ้น เชิญวิทยากรเก่งๆ มาบรรยาย และขอลิสต์หนังสือเขาไว้ไปอ่านตาม อ่านหมดเกลี้ยง”

ศิลปินฝั่งตรงข้ามค้นพบว่าวิธีหาความรู้นั้นมีมากมาย ไม่จำเป็นต้องมีดีกรีใดมารองรับ แถมเขาก็ทำหน้าที่ Self-learner ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง จึงตัดใจเรื่องไปเรียนต่อโดยสันติวิธี

06 “มึงไปนิวยอร์กยี่สิบวันเหมือนพวกกูไปปีหนึ่ง”

สันติปิดปมเรื่องการเรียนต่อเมืองนอก ด้วยการพาตัวเองเที่ยวนิวยอร์กให้หายอยากหนึ่งทริป

“ผมไปผมก็ซ่านะ” เขาจั่วหัวทริปในตำนานได้อย่างน่าติดตาม

“ก่อนเดินทาง ผมอีเมลไปยัง School of Visual Arts บอกว่าขอเข้าไปเยี่ยมชมสถานที่ เพราะเป็นที่ที่ผมอยากเรียนมาก พอไปถึง ผู้ช่วยของ สตีเวน เฮลเลอร์ (Steven Heller) คณบดีและผู้เขียนบทความเกี่ยวกับการออกแบบให้ The New York Times ก็พาชมพร้อมเล่าหลักสูตรให้ฟัง จากนั้นผมก็ไป Art Director Club ทิ้งนามบัตรสร้างสัมพันธ์กันเอาไว้ แล้วก็ไปเจอเพื่อนๆ หลายคนในวงการซึ่งเรียนต่ออยู่นั่น

“ผมตกตะกอนได้ว่า หากมีโอกาสมาเปิดหูเปิดตาบ่อยๆ ดูมิวเซียม พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน น่าจะเป็นเรื่องสำคัญกว่าการมาเรียนต่อ กลับมาปีหนึ่ง Art Director Club ติดต่อมาหา เอานิทรรศการมาจัดที่หอศิลป์ ม.กรุงเทพ เพราะเขารู้จักเราเจ้าเดียวในไทย เพื่อนยังแซวว่า มึงไปนิวยอร์กยี่สิบวันเหมือนพวกกูไปปีหนึ่ง”

นี่ค่อยๆ กลายเป็นอีกหนึ่งสันติวิธีในการหาประสบการณ์เข้าตัว แต่เขายังกล่าวอย่างถ่อมตนว่าไม่ถึงกับสร้างคอนเนกชันอะไรมากมาย เพราะภาษาอังกฤษไม่คล่อง

“แค่อยากไปรู้ไปเห็นเฉยๆ อย่างตอนไปอังกฤษ ก็ขอให้ลูกศิษย์พาเข้าไปข้างใน ไปโอซาก้า ผมติดต่อเพื่อนผู้เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยคินได บอกว่าพูดให้ฟรีๆ เลย แต่ขอพาเข้าไปดูหน่อยว่าสอนกันยังไง” เขาเล่าประสบการณ์พลางหัวเราะในสันติวิธี

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

07 วงเหล้าวิชาการ

เรื่องราวดำเนินออกจากปากอย่างพรั่งพรู

บทสนทนาล่วงเลยเข้าสู่ชั่วโมงที่สอง เมฆฝนยังกลั้นหยาดน้ำเอาไว้ได้ แต่เรายังไม่รู้จักสันติในฐานะศิลปินเสียที

“พอไม่หมกมุ่นกับการเรียนต่อ ผมก็ใช้ชีวิตกับเพื่อนอาจารย์สนุกขึ้น” เขาเล่าต่อ

“เราสนิทกันผ่านวงสังสรรค์ เหล้าเบียร์เต็มโต๊ะ แต่บทสนทนาเป็นเรื่องวิชาการข้ามศาสตร์ล้วนๆ เพราะสมาชิกคืออาจารย์จากหลากหลายแขนง ออกรสจนถึงขนาดไม่มีใครอยากขาดนัด ตัวผมเองเป็นพหูสูตเลยตอนนั้น เพราะฟังแล้วจับประเด็นมาค้นคว้าต่อเอง ลับคมทุกวัน”

ก๊วนอาจารย์กระชับความสัมพันธ์กันค่ำแล้วค่ำเล่า นักออกแบบประจำแก๊งอย่างสันติจึงได้รับมอบหมายจากเพื่อนศิลปินให้ช่วยทำสูจิบัตรบ่อยขึ้น จนกลายเป็นที่พึ่งลำดับต้นๆ ประจำใจคนในวงการ กระทั่งได้ช่วยงาน Show Me Thai ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมจัดขึ้นในเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นเมื่อ ค.ศ. 2007 ในฐานะ Art Director ดูแล Key Visual ทั้งหมด

“งานนี้ให้โอกาสผมได้เจอคนเก่งเยอะมาก ได้เห็นกระบวนการหลังบ้านทั้งหมด ตั้งแต่สถานที่ คิวเรเตอร์ ไปจนถึงวัฒนธรรมการเสพศิลปะของประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะตอนกลับไปเก็บงาน ผมได้รู้ว่าพื้นที่ทางศิลปะมีพลังถึงขนาดเปลี่ยนกองขยะเป็นงานศิลปะได้ จึงเห็นว่าพื้นที่นี้น่าหลงใหล วงการนี้น่าสนใจและจริงจังกว่าที่เคยคิดไว้”

สันติเข้าสู่วงการศิลปะโดยสันติวิธีตั้งแต่นั้นมา

“สถานะของผมเหมือนนักออกแบบผู้ชอบทำงานศิลปะมากกว่า งานศิลปะมีความส่วนตัวสูง เป็นเหมือนพื้นที่ให้เราได้ทดลองอะไรกับตัวเอง ตัวตนของเราจึงอยู่ที่นี่ส่วนหนึ่ง เพราะงานสตูดิโอก็คืองานสตูดิโอ ไม่ใช่งานสันติ งานสอนก็ไม่ควรไปเอาเครดิตอะไรนอกจากให้นักเรียน พอได้ก้าวข้ามมาทำก็รู้สึกเติมเต็ม ไม่แหว่งอีกต่อไป ทั้งๆ ที่ใช้เงินเยอะมาก” อาจารย์ติ๊กเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

แล้วอาจารย์แอบขโมยเทคนิคของนักออกแบบกราฟิกมาทำงานศิลปะด้วยหรือเปล่า-เราข้องใจ

“ที่จริงสองอย่างนี้มีอุปกรณ์พื้นฐานเป็น Visual Element เหมือนกัน ต่างกันแค่ตำแหน่งที่คุณเอาไปวาง วันหนึ่งผมอาจใช้กราฟิกดีไซน์ทำงานแล้วเอาไปวางใน Art Scene ก็ได้ ดังนั้น วิธีการไม่ค่อยเปลี่ยน แต่เนื้อหาเปลี่ยน ศิลปะเรามีหน้าที่รับผิดชอบเนื้อหาโดยตรง ต้องเชื่ออย่างที่ทำจริงๆ และพร้อม Stand for เสมอ ไม่ใช่แค่กิมมิกเรียกความหวือหวา”

ศิลปะเป็นอีกพาร์ตที่ช่วยเติมเต็มชีวิตสันติให้สมบูรณ์ขึ้นอย่างสันติวิธี

08 MemOyoU

จาก Yes, I am not. (2008) Solo Exibition ครั้งแรก จนถึงปัจจุบันก็ร่วม 10 ปี สันติเทียวเข้าเทียวออกภายในจิตใจตัวเอง รื้อค้นวัตถุดิบแห่งความทรงจำมาดัดแปลงเป็นนิทรรศการ

“แต่การเข้าไปในตัวเองทำให้ผมเจอว่าแม่งไม่มีอะไรเลยนะ” คู่สนทนาเรายืนยันหนักแน่นก่อนขยายความต่อ

“พบว่าตัวเองเป็นคนลักลั่น ไม่แน่ใจอะไรเลย เคยปรึกษาผู้ใหญ่ว่าผิดไหมหากจะเสนอว่าเราไม่รู้อะไร เขาว่าไม่ผิดหรอก แต่มึงจะเสนอยังไงล่ะ (หัวเราะ) นี่เลยกลายเป็นทางงานของผมอย่างหนึ่ง คือสองแง่สองง่าม ไม่เคาะ เหมือนกับว่าเราไม่ชัวร์”

10 ปีแห่งความทรงจำของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิกที่กลั่นเป็นนิทรรศการ MemOyuU

‘MemOyoU’ คือนิทรรศการครั้งล่าสุดของ สันติ ลอรัชวี คือนิทรรศการครั้งสุดท้ายที่เขาจะหยิบความทรงจำส่วนตัวตลอดทศวรรษนี้มาเป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างงาน และคือก้าวสำคัญที่เขาข้ามมาทำงานเฉกเช่นศิลปินโดยแท้

“ผมใช้เวลาที่งานเลื่อนจากปีก่อน ตกตะกอนความคิดได้ว่า ควรเลิกหากินกับความทรงจำของตัวเองได้แล้ว เพราะแม้มีประโยชน์มาก แต่ก็เจือความเศร้าอยู่ไม่น้อย รื้อออกมาทีหนึ่งผมเจ๊งไปเป็นอาทิตย์

“ปกติความทรงจำของมนุษย์มักถูก Simplify มาแล้วขั้นหนึ่งตอนบันทึก เอารายละเอียดออกไปจนเลือนราง และแตกย่อยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย นิทรรศการครั้งนี้จึงเอามาสับไพ่ใหม่ให้เละ เรียงร้อยเป็นเรื่องราวผ่านโวหาร และแช่แข็งมันไว้เป็นรูปธรรมผ่านข้อความ หนังสือ ภาพถ่ายแม่น้ำ และประติมากรรม ทำ Last Episode ของมันและเลิกใช้เสีย”

ผู้ไม่เรียกตัวเองว่าเป็นศิลปิน ขยายความพลางหยิบส่วนหนึ่งของนิทรรศการออกมา

มันคือกล่องไม้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งซ่อนหนังสือที่สันหนากว่าความกว้างปกอย่างผิดสัดส่วนเอาไว้ และซ่อนเรื่องราวซึ่งร้อยเรียงจากเสี้ยวความทรงจำเอาไว้ในหนังสืออีกที

ดูเป็นประติมากรรมมากกว่าสิ่งพิมพ์-เราคิด

“เป็นนิสัยกราฟิกดีไซเนอร์ที่เคยทำหนังสือแหละ เลยอยากลองทำให้หนาดู เพราะผมเห็นว่าในการเก็บบันทึก สันหนังสือสำคัญกว่าหน้าปก แล้วพอสันหนาขนาดนี้ ความสำคัญจึงอยู่ที่การกินเนื้อที่บนโลกมากกว่าตัวอักษรภายใน อีกอย่างผมตั้งใจให้อ่านลำบากหน่อย เหมือนตอนผมค่อยๆ เก็บสะสมความทรงจำเหล่านี้มา คนจะได้ไม่รับรู้เรื่องราวของเราตรงไปตรงมามากเกินไป”

ลึกซึ้ง

09 Dream, Truth, Freedom, and Love

Riverscape

ถ้าพูดถึงภาพถ่ายทิวทัศน์น้ำ นอกจากต้องเห็นน้ำ โดยสามัญสำนึกก็ควรต้องเห็นรายละเอียดอื่นประกอบกับแหล่งน้ำนั้นด้วย เพื่อให้รู้ว่าคือที่ไหน

สันติทำลายความเชื่อนี้ด้วยภาพถ่ายแม่น้ำ-ส่วนสำคัญในนิทรรศการครั้งนี้

“ผมชอบ สิทธารถะ อยู่แล้ว แต่บังเอิญได้แรงบันดาลใจจากตอนไปดูงานโปสเตอร์ภาพถ่ายแม่น้ำเธมส์ของ โรนิ ฮอร์น (Roni Horn) เขาใส่ตัวเลขลงไปตามจุดต่างๆ เลขแต่ละตัวบอกความหมายต่างกัน เช่น สถิติคนฆ่าตัวตายที่แม่น้ำนี้ใน ค.ศ. 1970 จุดนี้ดำสุดในภาพ ฉันเศร้าว่ะ ผมยืนดูและรู้สึกกับมันเรื่อยๆ เป็นชั่วโมง แล้วเริ่มถ่ายแม่น้ำเป็นต้นมา โชคดีที่ไม่ใช่ช่างภาพ ผมเลยไม่มีข้อจำกัดในเชิงเทคนิค” เขาเปิดภาพถ่ายแม่น้ำฝีมือตัวเองนับร้อยภาพให้เราดูขณะอธิบาย

สันติค่อยๆ แกะห่อกระดาษตรงหน้าเราออกช้าๆ เผยให้เห็นพื้นผิวชั้นบนสุดของประติมากรรม เป็นภาพถ่ายริ้วคลื่นบนผิวน้ำสีเข้ม ชั้นล่างสุดถัดจากชั้นอีพ็อกซีสีใสอมเขียวตรงกลาง คือแผ่นกระดาษเขียนคำว่า ‘Dream’

“นี่เป็นเหมือนการตัดแม่น้ำแล้วยกขึ้นมา” สันติขยายความพลางไสออกจากตัวสู่เรา เป็นนัยว่าเชื้อเชิญให้ดูใกล้ๆ

“ที่จริงมีอีกสามคำ คือ Truth, Freedom, และ Love สื่อถึงการกดทับเก็บซ่อน เพราะทั้งสี่คำนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนมีหมด แต่บางครั้งก็ต้องซ่อนไว้

“งานชิ้นนี้แทรกมาทีหลังเลย เวลาทำโชว์ ถ้ายังไม่สมบูรณ์จะยังรู้สึกว่า แม่งขาดอะไรไปวะ แล้วชอบมารู้เอาทีหลัง แต่ประติมากรรมชิ้นนี้มาเติมเต็มพอดี”

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

สันติใช้แสงเงา ความเข้ม และพื้นผิวของภาพ เล่นกับจินตนาการของผู้ชมได้อย่างเหนือชั้น คงเป็นเสน่ห์ของงานศิลปะนามธรรม และเอกลักษณ์แบบสันติวิธีที่ยืนยันจะไม่ฟันธง

อาจารย์อยากให้คนดูได้อะไรกลับไป-เรากดสูตรโกง ขอเฉลยหน้าซื่อ

“อะไรก็ได้ ขอให้ได้กลับไปบ้างก็พอ เพราะครึ่งหนึ่งของนิทรรศการนี้ เกิดจากเหตุผลส่วนตัวที่ผมอยากทำให้เรียบร้อย ฉะนั้น แค่ได้ทำขึ้นมาก็พึงพอใจแล้ว คงไปกะเกณฑ์ให้คนอื่นมารู้สึกต่อเรื่องราวของเราอย่างไรไม่ได้

“จริงๆ อยากรู้มากกว่าด้วยซ้ำว่าแต่ละคนได้อะไรกลับไป”

สันติทิ้งท้ายอย่างสันติวิธี

MemOyoU นิทรรศการแห่งความทรงจำตลอดทศวรรษครั้งล่าสุดของ สันติ ลอรัชวี จัดแสดงที่ CASE Space Revolution @Broccoli Revolution Charoenkrung แกลเลอรี่ย่านเจริญกรุง ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

นอกจากจะซ่อนไม้ตายทั้งหลายที่เราแอบเอามาแบไต๋จนเกือบหมดเปลือกแล้ว ยังมีกิจกรรมสนุกๆ สอดแทรกในงานอีกด้วย ลองหารูที่ผนังให้เจอแล้วดึงกระดาษออกมาอ่านสิ!ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก : CASE Space Revolution

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

beautiful and bittersweetly

Photographers

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

วินัย สัตตะรุจาวงษ์

ผู้กำกับรายการและโฆษณาที่ช่วงนี้หันมาสนใจงานแนวสารคดี จึงเน้นทำงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริง ตัวอย่างผลงานที่ผ่านมาคือ รายการ human ride และ เป็น อยู่ คือ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load