01

ก่อนจะรู้จักคำว่ายากจน มีแต่ ‘ความสุข’

หนังสือเล่มหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจทำให้เราอยากออกเดินทาง มีชื่อว่า อนาคตอันเก่าแก่ (Ancient Future) 

บทเรียนจากวิถีธรรมชาติแห่งดินแดนทิเบตน้อย เขียนโดย เฮเลนา นอร์เบิร์ก-ฮ็อดซ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ และนักสิ่งแวดล้อมชาวสวีเดน เธอเดินทางไปเมืองเลห์ แคว้นลาดัก เพื่อรวบรวมนิทานพื้นบ้านของที่นั่นในตอนแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป เธอได้เห็นสภาพการพัฒนาที่ทำให้วิถีคนลาดักเปลี่ยนไป เธอจึงเริ่มตั้งคำถามกับสังคมอุตสาหกรรมและการบริโภค และปีที่เราได้อ่านหนังสือเล่มนั้น เธอก็เดินทางมาประเทศไทยเพื่อบรรยายในหัวข้อ ‘เศรษฐศาสตร์แห่งความสุข’ และได้รับรางวัลสัมมาชีพพอดี 

ยิ่งได้อ่าน ได้ฟัง ได้เจอตัวจริงของเธอ ยิ่งทำให้ เลห์ ลาดัก (Leh Ladakh) เป็นจุดหมายปลายทางหนึ่งที่เราปักธงไว้ว่าต้องไปให้ได้ และตอนนั้นต้องสารภาพเลยว่า ไม่รู้จริงๆ ว่า เลห์ ลาดัก อยู่ในประเทศอินเดีย คิดว่าอยู่ในประเทศทิเบต 

จากหนังสือ อนาคตอันเก่าแก่ (Ancient Future) หนังสือบันทึกเอาไว้ใน พ.ศ. 2503 ว่า ชาวลาดักไม่รู้จักคำว่ายากจน มีแค่คำว่า ความสุข เพียงไม่กี่สิบปีเท่านั้น ชาวลาดักคิดว่าพวกเขายากจน และร้องขอเงินจากนักท่องเที่ยว 

ช่วงชีวิตที่เราได้ออกทดลองบินและอยู่กินในอินเดียหลายปี วันหนึ่งก็ดูแผนที่อินเดียแล้วก็เห็นชื่อเมืองเลห์ ลาดัก อยู่ในแผนที่อินเดีย! ตอนนั้นเป็นเดือนสุดท้ายของหน้าร้อนที่จะขึ้นไปที่นั่นได้ เรารีบมองหาตั๋วรถไฟไปที่นั่นทันที แต่ที่ที่ เราจะไปไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวทั่วไปแน่ๆ จำได้ว่าเคยรู้จักกับแม่ชีคนหนึ่งในการอบรมเกี่ยวกับนักกิจกรรมนานาชาติ จึงรีบหาทางติดต่อ และได้รับอีเมลว่ายินดีต้อนรับ ให้รีบขึ้นมา เพราะมีเวลาอีกเพียง 2 สัปดาห์​ ถนนที่ขึ้นลาดักจะปิดสำหรับฤดูกาลนี้แล้ว 

เราเลือกเดินทางด้วยรถไฟ ไปทางรัฐจามู และต้องพักที่แคชเมียร์​เพื่อที่จะปรับระดับร่างกายกับความสูง ไม่เลือกที่จะบินไปที่จะใช้เวลาเพียงหนึี่งชั่วโมงจากเดลี เพราะเราอาจถูกโจมตีด้วยโรคปรับระดับความสูงไม่ได้ ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย

เนื่องจากฤดูทางกำลังจะปิดในอีก 2 สัปดาห์​ ทางขึ้นไปด้วยรถยนต์จึงติดมากๆ รถบรรทุกขนส่งสินค้าจำนวนมากขนสินค้าขึ้นไปที่เมืองเลห์ และลาดัก เราติดอยู่จากรัฐจามูก่อนจะถึงแคชเมียร์ถึง 12 ชั่วโมง ทั้งๆ ที่ปกติใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง กว่าจะไปถึงแคชเมียร์ก็ตีสอง แท็กซี่ที่เราแชร์กันขึ้นไปพาเราไปส่งที่เกสเฮาส์

ตอนเช้ามาลุงชาวแคชเมียร์เจ้าของเกสเฮาส์เคาะประตูปลุกหน้าห้องให้ออกมากินอาหารเช้าแล้วพาเดินชมเมือง ลุงบอกว่า ต้องปรับร่างกายให้ตื่นตัว อย่านอนมากถ้าจะขึ้นต่อไปลาดัก เราไม่รู้เลยว่าเกสเฮาส์ที่แท็กซี่พาเราไปส่งเป็นโฮมสเตย์ เลยได้นั่งกินข้าวกับครอบครัวลุง ได้เดินไปส่งหลานของลุงไปโรงเรียน ไปจ่ายตลาดทำกับข้าวกับลุง 

ที่นี้ก็มาถึงที่ไฮไลต์ ที่กะพริบตาไม่ได้เลย เส้นทางจากแคชเมียร์ ไปที่ลาดัก ไม่รู้จะบรรยายความสวยงามและสีพาสเทล ​(สีเทียน) ของภูเขาตลอดสองข้างทางที่เราเห็นได้อย่างไร 

สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย
สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย

และไม่รู้ว่าจะเล่าให้ใครฟังดี เส้นทางตรงนั้นทำให้เรารู้สึกว่า ต้องมีคนรักสักคนไว้สักคนเพื่อเล่าความสวยงามที่เราได้เห็นอยู่ตรงหน้าตอนนี้ แต่เมื่อไม่มีใครพิเศษคนนั้นให้โทรหา ให้ส่งข้อความไปเล่าในตอนนั้น ก็เลยเขียนเป็นเพลงซะ! (เขียนเนื้อเพลงเป็นภาษาอังกฤษ แปลเป็นภาษาไทยอาจจะฟังไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่)

Along the way, on the way, Hey. (ระหว่างทางเส้นนั้น) 

Blue white sky on top of the Pastel Mountains. (ท้องฟ้าสีขาวฟ้า บนยอดของภูเขาสีเทียน)

You really need a friend, and just the special friend. (เธอต้องการเพื่อนที่เป็นคนพิเศษสำหรับเธอจริงๆ) 

On the spiritual path, friend flag really need it. (เพื่อพากันไปสู่เส้นทางและธงแห่งจิตวิญญาน)

02

วรรณะผู้หญิงมีอยู่จริง

เสียงเคาะระฆังดังตั้งแต่ตีีสี่ เสียงเบาๆ ของฝีเท้าของแม่ชีในสมาคมแม่ชีลาดัก (Ladakh Nuns Association) ค่อยๆ เข้ามาในหอสวดมนต์ เราค่อยๆ คลี่ตัวออกจากผ้าห่ม อากาศน่าจะเกือบติดลบ ถุงเท้าที่เอามาบางเกินไป เดินตามเสียงฝีเท้าแม่ชีเข้าไปหอประชุม ตั้งกล้องถ่ายอย่างเงียบๆ 

ขณะสวดมนต์จะมีแม่ชีน้อยๆ เดินเสิร์ฟน้ำชาให้กับแม่ชีอาวุโส แต่่ละคนนั่งสวดมนต์ บทสวดมนต์ขลังและสงบมากๆ เสร็จแล้วแม่ชีน้อยแต่ละคนจะกลับไปที่ห้องของตัวเอง ทำภารกิจ ทำความสะอาด ทำอาหาร กินอาหาร อาหารเช้าที่นี่เป็นอาหารเส้นแป้งหนักๆ ในน้ำเหนียวๆ หนืดๆ เขาว่าอาหารแบบนี้ให้ความอบอุ่นกับร่างกายดีกว่าอาหารเบาท้อง แล้วแม่ชีน้อยก็เตรียมตัวไปโรงเรียน 

สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย

เราเดินตามแม่ชีน้อยไปรอรถบัสของโรงเรียนด้วย ตอนนั้นได้คุยกับแม่ชีน้อยหลายคนว่าทำไมถึงมาบวช ชีน้อยคนหนึ่งอายุน่าจะราวๆ 16 ปีบอกเราว่า 

“เกิดมาเป็นผู้หญิงที่นี่ ต้องรับใช้สามี ลูกชาย ครอบครัว แต่ถ้าบวชเป็นชี ได้รับใช้สังคม” 

คำตอบนั้นหนาวกว่าอากาศที่เกือบจะติดลบซะอีก 

ตอนแม่ชีน้อยจัดกระเป๋านักเรียน เราถามว่า ไปเรียนอะไรกันที่โรงเรียน แม่ชีบอกว่า ก็เป็นวิชาทางโลกทั่วไป อ่านให้ออกเขียนให้ได้ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการเข้าสังคม ส่วนท่ี่เรียนที่สมาคมแม่ชีนี้ เป็นการเรียนเรื่องทางธรรม ศาสนา เรียนเพื่อให้พ้นจากทุกข์ 

สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย

03

ใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือเปลี่ยนวรรณะ 

แม่ชีอาวุโส พลาโม่ เป็นผู้ที่ก่อตั้งสมาคมแม่ชีลาดักนี้ตั้งแต่อายุ 16 ตอนนั้นมีแต่คนบอกว่าแกเป็นผู้หญิงบ้า และไม่ได้รับการเชื่อถือเพราะอายุยังน้อย แม่ชีพลาโม่บอกว่าแกทำถึงขนาดไปย้อมผมให้ขาวทั้งหัว เพื่อให้ดูมีอายุ แกมองการณ์ไกลว่าสมาคมแม่ชีลาดักนี้จะเป็นพื้นที่ใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือเปลี่ยนแปลงวรรณะผู้หญิง ซึ่งถูกซ่อนเอาไว้ ไม่มีพื้นที่แม้จะระบุในวรรณะที่ในอินเดียจัดกันไว้ 

อีกจุดมุ่งหมายของสมาคมนี้ คืออยากให้สมาคมนี้เป็นบ้านให้กับแม่ชีที่ถูกตัดขาดจากครอบครัว เมื่อตัดสินใจเดินเข้ามาในเส้นทางสายนี้ แน่นอนว่าจะต้องมีครอบครัวที่ไม่เห็นด้วย ถึงขนาดตัดเป็นตัดตาย ตัดสายสัมพันธ์กัน และเมื่อแม่ชีเหล่านี้แก่ตัวแล้วจะไม่มีที่ไป ไม่มีที่กลับ ที่นี่จึงเป็นบ้านเป็นครอบครัวในยามแก่เฒ่าให้กันและกันด้วย 

สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย

04

การรักษาด้วยธรรมชาติและธรรมะ 

ช่วงสายๆ ในสมาคมแม่ชีนี้จะเงียบเหงาหน่อยๆ หลังจากแม่ชีน้อยๆ ไปโรงเรียนกันหมดแล้ว 

เราได้ยินเสียงครกตำอะไรสักอย่าง และเสียงฮึมฮำเป็นภาษาถิ่น สายวันนั้นเรามีเวลาว่างที่จะเดินตามหาต้นเสียงนั้น แล้วเราก็พบห้องตำยา มีคุณตาตาบอดคนหนึ่งกำลังตำยาสมุนไพรต่างๆ อยู่ มองคุณตาสักพัก คุณตาดูจะรู้ดีว่าตัวเองกำลังตำยาสมุนไพรตัวไหน ด้วยผิวสัมผัสและการดมกลิ่น 

สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย
สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย

เราเข้าไปคุยกับคุณตา ใช่ว่าจะคุยรู้เรื่อง แต่ก็บอกไปว่า อยากจะถ่ายวิดีโอคุณตา กดเสียงลั่นชัตเตอร์ให้คุณตาได้ยิน 

คุณตาพยักหน้า แล้วก็ตำสมุนไพรของตาไป แล้วสักพัก ก็ร้องเพลงด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มให้ฟัง เพลงแล้วเพลงเล่า เราก็บันทึกเสียงและภาพไว้ พอตกเย็นก็ให้แม่ชีน้อยที่กลับจากโรงเรียนแปลให้ฟัง แม่ชีน้อยบอกว่า คุณตาร้องเพลงในงานพิธีเทศกาลต่างๆ ของลาดัก เช่น เวลางานแต่ง เกี่ยวข้าว 

สมาคมแม่ชีนี้ยังตั้งคลินิกสมุนไพรพื้นบ้านด้วย ทุกๆ ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน แม่ชีจะขึ้นไปบนเขาเพื่อไปเก็บสมุนไพรต่างๆ มาบดทำยาในฤดูหนาว โดยมีคลินิกรักษาอยู่ในตัวเมืองเลห์ วันรุ่งขึ้นเราจะได้ตามแม่ชีที่เป็นหมอไปรักษาที่คลินิกด้วย เลห์อาจจะเป็นเมืองที่น่าตืี่นเต้นสำหรับนักท่องเที่ยว แต่สำหรับเราไม่ได้ขนาดนั้น รู้สึกว่ามันเหมือนกับถนนข้าวสารที่อยู่บนหลังคาโลก นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศแทบจะเดินชนกัน 

สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย

ยังไม่ทันจะเปิดคลินิกดี ผู้หญิงคนหนึ่งวิิ่งมาบอกกับแม่ชีหมอว่า พ่อเธอไม่สบาย หายใจติดขัดอยู่ที่บ้าน เธอมีรถมารับหมอไปด้วยกัน เราได้โอกาสติดตามแม่ชีหมอไปด้วย ทำให้ได้โอกาสเข้าบ้านชนบทของชาวเลห์อย่างแท้จริง ห้องน้ำของที่นั่นที่เป็นแบบคอมโพสต์ ย่อยสลายได้ โถนั่งเป็นไม้ เย็นก้นดีแท้

สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย

เมื่อแม่ชีหมอจับข้อมือ จับชีพจรของคุณตาดูแล้ว ก็ฝังเข็ม ให้ยา บอกว่าอาการเป็นอย่างไร และบอกว่าจะจัดยาให้คุณตากลับมากับรถที่จะมาส่งเรา ระหว่างทางคุยกับหมอแม่ชี ถามว่าที่่นี่มีโรคอะไรที่เป็นกันเยอะ คำตอบน่าแปลกใจมากๆ คือ โรคเครียดและซึมเศร้า แม่ชีบอกว่า ไม่กี่สิบปีนี้ สังคมที่เลห์เปลี่ยนไปไวมาก ผู้คนที่ไม่รู้จักคำว่าจน มีแต่ความสุข อยู่กันอย่างเรียบง่าย ก็ต้องรู้จักคำว่าจน และต้องร้องขอเงินทองจากนักท่องเที่ยว ทุกอย่างต้องซื้อหามาจากเมืองหลวง ต้องใช้สินค้าที่มีราคาแพงมากเพราะค่าขนส่ง 

06

หัวใจน้อยๆ รู้จักความเหงา 

คืนวันนั้นเป็นคืนที่หนาวเหน็บที่สุดเท่าที่เคยได้สัมผัสมา หนาวจนเราอยู่ใต้ผ้าห่มในห้องนอนกันไม่ไหว ต้องออกมาทำอะไรกินกันในห้องอาหาร แล้วอยู่ดีๆ ไฟก็ดับ ทันใดนั้นเราก็ได้สัมผัสกับหัวใจน้อยๆ ของแม่ชีที่อยู่ที่นั่น มือแม่ชีน้อยที่นั่งข้างๆ มาจับมือเรา และเหมือนเราสัมผัสได้ถึงตัวที่สั่นและเสียงร้องไห้กระซิกๆ 

มีคนจุดเทียน เราถึงได้เห็นน้ำตาของแม่ชีน้อยนั้น พอเราสบตากัน แม่ชีน้อยก็ยิ้มให้ทั้งน้ำตาและบอกว่า “รู้สึกเหงา รู้สึกคิดถึงบ้าน รู้สึกคิดถึงครอบครัว” และบอกว่าจะอยู่ในเส้นทางที่เลือกนี้ได้จริงหรือเปล่านะ ทุกสิ่งที่เราเลือกในชีวิตมีราคาที่ต้องแลก เรากอดกันพักใหญ่ๆ น้ำตาของแม่ชีน้อยเปียกซึมทะลุเสื้อหนาวกันมาทีเดียว 

แล้วไฟก็ติดขึ้นมา แม่ชีน้อยคนนั้นปาดน้ำตา หัวเราะขึ้นมาทันที และถามเราว่าเป็นนักเดินทางแบบนี้ ต้องเดินทางไปในที่ที่ไม่รู้จัก ไปเจอใครก็ไม่รู้ ไปอยู่กับใครก็ไม่รู้ แล้วก็ต้องไปทำความรู้จักชีวิตพวกเขา เราไม่รู้สึกเหงา รู้สึกกลัวอะไรบ้างหรือ

เราก็บอกตรงๆ กับแม่ชีว่า ไม่ค่อยมีความรู้สึกแบบนั้น เพราะว่าธงของเราปักหลักชัดว่า เราทำแบบนี้เพื่ออะไร แต่ก็มีบางห้วงขณะเหมือนกันที่ทำให้รู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวบ้าง เช่น ตอนนั่งรถขึ้นมาที่นี่ ผ่านภูเขาสีเทียนที่แสนจะสวยงาม เราก็อยากจะมีคนพิเศษของเราที่จะแบ่งปันวินาทีที่พิเศษแบบนั้นร่วมกัน 

แม่ชีน้อยปาดน้ำตาอีกครั้งและชวนว่า คืนนี้เรานอนด้วยกันมั้ย นอนกอดกัน เป็นคำชวนปลอบใจที่น่ารักมาก

07

หัวใจที่เข้าใจทุกข์ เข้าใกล้ธรรมะได้มากกว่า 

วันหนึ่งแม่ชีพลาโม่บอกกับเราว่า เธอจะกลับไปในหมู่บ้านของเธอ เพราะพ่อของเธอป่วยและกำลังจะสิ้นลม

เธออนุญาตให้เราไปด้วยได้ แต่ขอไม่ให้บันทึกภาพใดๆ ในบ้านของเธอ เรายินดีและบอกว่าเราไม่จำเป็นต้องไปก็ได้นะ แต่แม่ชีพลาโม่บอกว่าอยากให้เราไปรู้ไปเห็นด้วย เราเองนั่นล่ะที่กลับกลัวว่า ถ้าเราไปเจอช่วงเวลาที่พ่อของแม่ชีกำลังจะสิ้นใจ เราจะทำอย่างไรดี 

ในบรรยากาศของบ้านที่พ่อเสาหลักของบ้านจะจากไป บรรยากาศเงียบสงบ เศร้า ทีมแม่ชีที่มาด้วยกันเริ่มพิธีสวดมนต์ ยกเว้นแม่ชีพลาโม่ที่ไปนั่งข้างๆ พ่อ จับมือพ่อ นวดให้พ่อ ทำความสะอาดเช็ดตัวให้พ่อ หอมพ่อ กอดพ่อของเธอ ห้วงเวลาเหล่านั้นหลายคนมองด้วยสายตาที่อบอุ่นนองน้ำตา

ก่อนพระอาทิตย์จะสิ้นแสง พ่อของแม่ชีพลาโม่ก็หมดลมหายใจไปอย่างสงบ พวกเราอยู่ค้างที่บ้านจัดเตรียมพิธีงานศพ ในวันรุ่งขึ้นถึงเดินทางกลับไปที่สมาคมด้วยกัน เราได้นั่งรถข้างหน้ามากับแม่ชีพลาโม่เพราะเป็นเจ้าแม่เมารถ เรานั่งอย่างเกร็งนิดหน่อย เพราะไม่รู้ว่าจะต้องปลอบใจหัวหน้าแม่ชีอย่างไรดี 

ถ้าเป็นคนธรรมดาคงปลอบใจง่ายกว่าแม่ชี เหมือนแม่ชีจะเข้าใจความรู้สึกเรา เธอบอกว่าแม่ชีก็คือผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งเหมือนกัน เวลาที่ผู้หญิงนั่งด้วยกัน ฟังกัน ผู้หญิงด้วยกันจะเข้าใจความทุกข์ของกันและกันได้มากกว่าใคร และการเรียนรู้ที่จะเข้าใจความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันจริงๆ จะเป็นหนทางที่นำไปสู่การพ้นทุกข์ ไม่ใช่การท่องจำ สวดมนต์ เรียนธรรมะ 

หากเราเข้าใจถึงความรู้สึกที่แท้จริงที่เพื่อนมนุษย์ได้รับได้ด้วยหัวใจ ไม่ใช่ด้วยเหตุผล เท่ากับเราฝึกความเมตตา น้อมนำความรักความเมตตานั้นเข้ามาในตัวเรา ทำให้เราเข้าใกล้ธรรมะที่แท้ได้มากกว่า พัฒนาความรักความเมตตาด้วยการเข้าใจทุกข์

แทนที่เราจะเป็นคนปลอบคนสูญเสีย แม่ชีที่เข้าใจโลกมากกว่าเป็นคนปลอบเราก่อนนั่นเอง 

สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย

08

ทั้งทางโลกและทางธรรม 

วันหยุดวันอาทิตย์เป็นวันพักผ่อนที่ดูเหมือนจะไม่พักผ่อนสักหน่อยของสมาคมแม่ชีแห่งนี้ ในสมาคมคึกคัก ดูเหมือนทุกคนสาละวนกับการทำอะไรสักอย่าง อาบน้ำ โกนหัวให้กันและกัน ตัดเล็บ ซักเสื้อผ้าถุงเท้า เอาที่นอนผ้าห่มออกมาผึ่งแดด แล้วก็ท่องบทสวดมนต์ อ่านหนังสือเตรียมสอบ

สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย
สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย

เราเฝ้ามองกิจกรรมต่างๆ อยู่ครึ่งวัน จนในที่สุดยามบ่าย เราก็เข้าไปแหย่แม่ชีน้อยๆ ที่ดูเหมือนกำลังท่องหนังสือกันอย่างคร่ำเคร่ง เราบอกว่ามีคำถามที่อยากได้คำตอบ เราถามแม่ชีน้อยๆ ว่า หัวใจของพุทธะในความคิดของแม่ชี หมายความว่าอะไร แม่ชีน้อยคิดนิดหนึ่งและตอบว่า หัวใจของพุทธะคือหัวใจที่เบิกบาน ตื่นรู้ 

เราถามแม่ชีน้อยๆ ต่อว่า แล้วหัวใจที่เบิกบานตื่นรู้ ต้องเครียดกับการเตรียมสอบด้วยหรือเปล่า 

แม่ชีน้อยองค์หนึ่งถึงกับเอ๊ะ แล้วบอกว่า นั่นสิ! ทำไมเราต้องเครียดกับการอ่านหนังสือขนาดนี้ ไม่สนุกเลย ทำไมไม่อ่านด้วยใจที่เบิกบาน แล้วแม่ชีนั้นก็ทำหน้าเศร้า เขกหัวเหม่งที่เพิ่งโกนเมื่อเช้าของตัวเอง แล้วก็บอกว่า 

“นี่ฉันกำลังไม่มีความสุข ไม่อยู่กับปัจจุบัน แปลว่าฉันไม่เข้าใจหัวใจของพุทธศาสนาเลย” 

ว่าแล้ว แม่ชีน้อยๆ กลุ่มนั้น ก็ปิดหนังสือ แล้วก็ไปโยนผ้าห่มที่ตากไว้บนดาดฟ้าเล่นกันเฉย

เด็กก็คือเด็กนั่นเอง 

สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย

09

นิพพานไม่ไกลสุดหลังคาโลก 

สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย

หลังสวดมนต์เช้าและค่ำเสร็จ แม่ชีแต่ละคนจะเวียนกันพูดอะไรบางอย่าง วันหนึ่งที่แม่ชีพลาโม่กลับมาจากจัดงานศพพ่อเสร็จแล้ว แม่ชีพลาโม่พูดเรื่องพลังภายใน แม่ชีเล่าว่าเส้นทางยาวนานในการก่อตั้งสมาคมแม่ชีแห่งนี้ พลังและเรี่ยวแรงของเธอมาจากปณิธานที่อยากบรรลุนิพพานในชาตินี้ แต่หลังจากการสูญเสียพ่อของเธอไป ทำให้เธอได้รู้ว่าเธอยังมีความโศกเศร้าอาลัย และยังอยู่ห่างไกลนิพพานที่เธออยากจะเข้าถึงอีกมากนัก 

กว่าจะไปถึงจุดนั้น ในทุกวันที่สวดมนต์ ในห้วงเวลาที่เราตื่นมาในแต่ละวันด้วยพลังบวก ด้วยความเชื่อที่ว่าเรามีหัวใจที่เป็นธรรมะ และพร้อมที่จะเห็นธรรมะ และน้อมนำธรรมะนั้นมาใช้ในชีวิตของเรา เราอาจจะพบภาวะที่เรียกว่า นิพพานชั่วขณะได้ ขอให้พวกเราทุกคนในชุมชนนี้ฝึกและเรียนรู้สิ่งนี้ไปด้วยกัน 

การศึกษาเรียนรู้ที่เราเห็นในสมาคมแม่ชีลาดักนี้ ประกอบไปด้วยทั้งทางโลกและทางธรรม เราไม่สามารถหยุดกระแสการพัฒนาที่โถมเข้ามาสู่ดินแดนหลังคาโลกนี้ แต่เราหยุดที่ใจเราได้ 

ยิ่งโลกพัฒนาไปไกลมากเท่าไหร่ เราต้องหยุดกลับมาดูที่ต้นธารแห่งความทุกข์ของชีวิต เข้าใจปัญหา และความทุกข์ของตัวเองให้มากที่สุด และการศึกษาแก่นแท้ของธรรมะนั่นล่ะที่ทำให้เรามีจิตตั้งต้น ที่จะทำให้เรากลับมาจับที่ใจของเราเองทัน 

สุดท้ายเรายังได้เห็นว่าสำหรับที่นี่ การศึกษาเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดช่องว่างทางวรรณะของผู้หญิง ที่ดูเหมือนจะไม่ได้ถูกระบุชัดไว้ในระบบวรรณะที่ชัดเจนของอินเดีย 

สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย

ติดตามเพิ่มเติมเรื่องราวเกี่ยวกับการศึกษาทางเลือกรอบโลก ในรายการบินสิ! ได้ทางทางสถานีไทยพีบีเอส

Writer & Photographer

เสาวนีย์ สังขาระ

Film Maker, Farmer, Facilitator ผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีอิสระ บินสิ! โปรดักส์ชั่นเฮาส์ และรายการบินสิ! ผู้ก่อตั้งและอำนวยการเรียนการสอน ที่สวนศิลป์บินสิ Films Farm School

โรงเรียนทางเลือก

เรื่องราวของโรงเรียนทางเลือกเปลี่ยนโลกจากทั่วโลก

เติบโตอย่างมีหนาม

Thistle คือ หนามที่แหลมคมของดอกไม้ 

Purple Thistle Center เป็นพื้นที่ศิลปะและกิจกรรมที่ดำเนินการโดยเยาวชนขบถ หรือ Dropout ที่เขาเชื่อว่า ทุกคนต่างมี ‘หนาม’ เป็นของตัวเอง แต่บางคนซ่อนมันไว้ บางคนก็กางหนามออกมาเพื่อป้องกันตัวและปกปิดตัวเองอยู่ตลอดเวลา ที่นี่อยากให้ทุกคนมาแบ่งปันหนามของตัวเองให้กันและกัน ในความสัมพันธ์แนวราบและเป็นมิตร

Purple Thistle Center พื้นที่ศิลปะของเยาวชนขบถแคนาดา ที่เชื่อว่าเราต่างมี ‘หนาม’ ของตัวเอง
Purple Thistle Center พื้นที่ศิลปะของเยาวชนขบถแคนาดา ที่เชื่อว่าเราต่างมี ‘หนาม’ ของตัวเอง
Purple Thistle Center พื้นที่ศิลปะของเยาวชนขบถแคนาดา ที่เชื่อว่าเราต่างมี ‘หนาม’ ของตัวเอง

“ทุกวันนี้ไม่ง่ายเลยที่จะเป็นเด็ก โดยเฉพาะการเติบโตเป็นวัยรุ่น เกือบเป็นเรื่องเจ็บปวดและราคาแพงมากกว่า กดดันมากกว่ารุ่นพ่อแม่ของพวกเขา แต่ความเจ็บปวดและราคาที่ต้องจ่ายมากกว่านั้น กลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้พวกเขาไม่ยอมแพ้ และเป็นความหมายที่ควรค่ากับการต่อสู้เพื่อเติบโต” 

ข้อความจากหนังสือ Stay Solid!: A Radical Handbook for Youth (‘เข้มแข็งเข้าไว้’ หนังสือคู่มือการใช้ชีวิตสำหรับเยาวชนขบถ) เขียนรวบรวมและเรียบเรียงโดย แมตต์ เฮิร์น (Matt Hern) นักการศึกษาทางเลือกและขบถ ผู้ก่อตั้งศูนย์เยาวชน Purple Thistle Center ใจกลางเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา 

ในหนังสือเล่มนี้ยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดการกับเพื่อนๆ ของคุณในโรงเรียนและชุมชน ทั้งปัญหาความสัมพันธ์ไปจนถึงยาเสพติด เรื่องเพศ เรื่องการจัดการกับตำรวจ ชนชั้น อาชีพ รายได้ สุขภาพจิต และการบำบัด เพื่อให้วัยรุ่นเหล่านั้นกลับมายึดมั่นและเห็นคุณค่าในการใช้ชีวิตกันอีกครั้ง แค่พอเห็นเนื้อหาในหนังสือที่แมตต์เรียบเรียงเล่มนี้ ก็พอจะบอกได้ว่า ประสบการณ์การทำงานของพวกเขากับวัยรุ่นในศูนย์โน้มเอียงไปทางไหน และทำไมเขาถึงเชื่อว่า ทุกวันนี้เด็กๆ และวัยรุ่นของเราจึงต้องผลิหนาม และกางเขี้ยวเล็บออกมาป้องกันตัวกันมากกว่ายุคสมัยใดๆ 

นอกจากนั้น แมตต์ยังเป็นผู้เขียนหนังสืออีกหลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็น Deschooling Our Lives; Getting Society Out of School, Field Day, Why Safer Isn’t Always Better

Purple Thistle Center พื้นที่ศิลปะของเยาวชนขบถแคนาดา ที่เชื่อว่าเราต่างมี ‘หนาม’ ของตัวเอง
Purple Thistle Center พื้นที่ศิลปะของเยาวชนขบถแคนาดา ที่เชื่อว่าเราต่างมี ‘หนาม’ ของตัวเอง
Purple Thistle Center พื้นที่ศิลปะของเยาวชนขบถแคนาดา ที่เชื่อว่าเราต่างมี ‘หนาม’ ของตัวเอง

ไม่อนุญาตให้ทำลายความรักการเรียนรู้ 

ครั้งแรกที่เราได้พบ แมตต์ ฮาร์น เขามีชื่อเป็นอาจารย์บรรยายเรื่องเกี่ยวกับเยาวชนที่ต้องผลิหนามและกางเขี้ยวเล็บที่เรียกว่า Dropout ผู้ชายร่างใหญ่ โกนหัว เจาะหูใส่ห่วงติ่งใหญ่ ใส่เสื้อแขนกุดโชว์กล้าม ขึ้นไปบรรยายบนเวทีการประชุมการศึกษาทางเลือกได้อย่างมีชีวิตมีลีลา ราวกับว่ากำลังแสดงคอนเสิร์ตแร็ป บนเวทีการประชุมการศึกษาทางเลือกในนิวยอร์ก 

ใครจะรู้ว่าครั้งที่สองที่เราได้พบกับเขา ก็เป็นที่บ้านของเขาในแวนคูเวอร์ แคนาดา ปีถัดมา เสียงผู้ชายกำลังเล่านิทานให้ลูกสาวสองคนในห้องใต้บันไดตรงมุมหน้าต่างที่เรามองย้อนแสงไป ราวกับโรงละครหุ่นเงายามบ่าย เป็นภาพจำที่เราไม่เคยลืม ผู้ชายตัวใหญ่คนนั้นดูอบอุ่นขึ้นมาทันที

หนังสือชื่อ Field Day (วันภาคสนาม) ที่เขาเขียนมีคำถามพื้นฐาน 2 ข้อ คือการสร้างสถาบันอันใดอันหนึ่งให้เด็กไปอยู่เป็นเวลา 6 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 12 ปี เป็นสิ่งที่ดีที่สุดซึ่งเราทำให้เด็กๆ ของเราหรือไม่ และเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ที่คิดว่าเรื่องนี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้

ในหนังสือเล่มนี้แมตต์โต้แย้งว่าเราเปลี่ยนแปลงโรงเรียนได้ โดยต้องมองให้โรงเรียนเป็นสถาบันที่มีประชาธิปไตย หมายความว่าเราต้องได้ยินเสียงของผู้ที่เป็นหุ้นส่วนในโรงเรียนนั้นอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นผู้เรียน ครู ผู้ปกครอง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เราไม่จำเป็นต้องสร้างวงล้อขึ้นมาใหม่ ถ้าเราจัดให้โรงเรียนเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ที่ไม่ทำลายความรักในการอยากเรียนรู้ของเด็กได้ 

การศึกษาภาคบังคับที่มีหลักสูตรที่แข็งตัว มาจากพื้นฐานการผลิตซ้ำทางสังคม การเรียนรู้ที่ผู้เรียนและชุมชนสร้างหลักสูตรขึ้นมาเองได้เฉพาะตน เป็นการสะท้อนความกล้าหาญที่จะแหวกแนวล้อมจากการศึกษาภาคบังคับ เพื่อให้เกิดพื้นที่สาธารณะในการเรียนรู้ตามธรรมชาติของเด็กๆ ผู้เรียน ด้วยความคิดที่เป็นอิสระและนับถือตัวเอง 

Purple Thistle Center พื้นที่ศิลปะของเยาวชนขบถแคนาดา ที่เชื่อว่าเราต่างมี ‘หนาม’ ของตัวเอง

Dropout – Drop In 

เมื่ออ่านนิทานให้ลูกสาวทั้งสองคนและพาเข้านอนเรียบร้อย แมตต์ก็มานั่งคุยกับเรา เราขอลายเซ็นหนังสือก่อนอื่นใด เพราะพลาดลายเซ็นของเขาไปที่นิวยอร์ก แมตต์จัดที่นอนให้เราในห้องรับแขก เขาพาไปดูห้องหนังสือในบ้านของเขา แล้วบอกว่าพรุ่งนี้จะพาไปที่ศูนย์ Purple Thistle Center ตอนบ่ายๆ 

แมตต์ตั้งศูนย์การเรียนนี้เพราะเด็กวัยรุ่น 7 คนซึ่งต้องการพื้นที่ทางเลือกสำหรับเยาวชน ผู้รู้สึกว่าไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้พวกเขาแสดงออกสิ่งที่พวกเขาคิดเห็นและเป็นอยู่ พวกเขาไม่อยากได้โรงเรียน ศูนย์เยาวชน สถาบัน หรือแม้แต่สตูดิโอ เลยพากันคิดว่าพื้นที่ที่พวกเขาต้องการควรเป็นแบบไหน เป็นอะไรดี 

ระหว่างนั้นความคิดต่างๆ ก็ผุดขึ้นมามากมาย พวกเขาเริ่มพูดคุยถึงกิจกรรมที่อยากทำ ไม่ว่าการเขียนบทภาพยนตร์ การวาดภาพ การสร้างเว็บไซต์ การแสดงบทกวี การเขียนการ์ตูน ซึ่งใช้ความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้นพวกเขาจึงคิดว่าเรามาเริ่มจากสิ่งที่พวกเราอยากทำกันก่อน 

จากนั้นพื้นที่ 2,500 ตารางฟุต มีอุปกรณ์เครื่องมือวัสดุการเรียนรู้ การทำเวิร์กช็อปต่างๆ มากมาย และฟรีทั้งหมด มีห้องสมุด มีมุมซ่อมจักรยาน ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ห้องซิลค์สกรีน ห้องเย็บผ้า ห้องมืด ทั้งหมดนี้ดำเนินการโดยกลุ่มเยาวชนที่พวกเขาชักชวนกันมา มีกิจกรรมทำกันทั้งวัน 

จากเยาวชนที่เอาแต่เตร็ดเตร่อยู่นอกโรงเรียน บนท้องถนน เพราะไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่เขาสนใจให้ทำอย่างเป็นอิสระ พวกเขามีพื้นที่แสดงออกอย่างเป็นอิสระ และดำเนินการเองอย่างมีอิสระ จากที่เคยเป็นเด็ก Dropout กลายเป็นเด็ก Drop In 

พวกเขาอยากเรียกที่นี่ว่าบ้านหรือศูนย์ทรัพยากรที่พวกเขารู้สึกปลอดภัย ถอดเขี้ยวเล็บและสลัดหนามออกได้บ้าง 

Purple Thistle Center พื้นที่ศิลปะของเยาวชนขบถแคนาดา ที่เชื่อว่าเราต่างมี ‘หนาม’ ของตัวเอง
Purple Thistle Center พื้นที่ศิลปะของเยาวชนขบถแคนาดา ที่เชื่อว่าเราต่างมี ‘หนาม’ ของตัวเอง
Purple Thistle Center พื้นที่ศิลปะของเยาวชนขบถแคนาดา ที่เชื่อว่าเราต่างมี ‘หนาม’ ของตัวเอง

การเป็นเจ้าของ มีราคาที่ต้องจ่าย 

Purple Thistle Center ดำเนินการโดยกลุ่มเยาวชนอาสาสมัคร 12 – 20 คน (อายุ 15 – 30 ปี) ซึ่งแต่ละคนมีกุญแจสำคัญของแต่ละช็อป เปิดพื้นที่ให้เข้ากะ 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สมาชิกกลุ่มจะพบกันทุกคืนวันจันทร์​เวลาหนึ่งทุ่ม เพื่อร่วมกันตัดสินใจเรื่องพื้นที่ สร้างตารางเวลา สร้างโครงการ สร้างเวิร์กช็อป รวมถึงรับฟังสิ่งที่ต่างฝ่ายต้องการพูดและแลกเปลี่ยน เปิดให้ทุกคนที่มามีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกัน และตัดสินใจอย่างเปิดกว้าง

ใครสนใจอยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ก็เพียงแต่เข้าร่วมสังเกตการณ์ประชุมวันจันทร์ 2 – 3 ครั้ง และทำความรู้จักกับทุกคน กับสถานที่ วิธีการเข้ามามีส่วนร่วมมากน้อยแค่ไหนและอย่างไร เป็นอิสระที่แต่ละคนมี โดยกลุ่มจะถามในที่ประชุมรวม เพื่อให้เกิดการสื่อสาร รับฟัง ยินยอม ยอมรับ และเปิดรับในทุกเสียงที่แตกต่าง 

กลุ่มจะไม่ใช้วิธีการลงมติเสียงข้างมาก แล้วทิ้งเสียงของคนข้้างน้อยไว้ข้างหลัง เพราะเขาเชื่อว่านั่นเป็นการกดขี่ข่มเหงเสียงข้างน้อย พวกเขาเคารพในเสียงทุกเสียง ไม่มีใครเหนือใคร แต่เท่าเทียม และเชื่อว่าพื้นที่นี้มีช่องว่างและทรัพยากรเพียงพอให้ทุกคนเรียนรู้ในแบบที่ตัวเองเป็น 

แมตต์เล่าว่าที่นี่ยินดีมาก เวลามีคำถามมากมายจากคนหนุ่มสาว แต่เขาจะขอให้คุณคิดก่อนเริ่มพูดคุยกันในที่ประชุม เพื่อกระชับและเคารพเวลาของทุกคน หากใครมีความคิดเกี่ยวกับโครงการ ต้องการพื้นที่ อุปกรณ์และที่ปรึกษา ทุกคนที่นี่พร้อมสนับสนุนให้ราบรื่นที่สุด แต่ละคนจะสร้างโปรแกรมของตัวเองก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีคำตอบทั้งหมด หรือรู้ทั้งหมดว่าต้องเริ่มจากตรงไหน 

Purple Thistle Center พื้นที่ศิลปะของเยาวชนขบถแคนาดา ที่เชื่อว่าเราต่างมี ‘หนาม’ ของตัวเอง
Purple Thistle Center พื้นที่ศิลปะของเยาวชนขบถแคนาดา ที่เชื่อว่าเราต่างมี ‘หนาม’ ของตัวเอง
Purple Thistle Center พื้นที่ศิลปะของเยาวชนขบถแคนาดา ที่เชื่อว่าเราต่างมี ‘หนาม’ ของตัวเอง

ทุนดำเนินการ ค่าเล่าเรียน 

ศูนย์ต้องต่อสู้กับเรื่องเงินทุนตลอดเวลาที่ดำเนินการ แน่นอนว่าค่าเล่าเรียนต้องฟรี พวกเขาเชื่อว่ามีทรัพยากรและแรงสนับสนุนมากมาย มีคนพร้อมแบ่งปันเพื่อสร้างพื้นที่เรียนรู้ของเยาวชนอย่างแท้จริง หน้าที่ของพวกเขาคือหาให้เจอ และเชื่อมโยงให้ตัวละครที่พร้อมสนับสนุนนั้นพบเวทีที่พวกเขาจะแบ่งปันได้ ตั้งแต่เจ้าของอาคารที่รักพวกเขา แม่ค้าในตลาดสดที่พร้อมแบ่งผักฟรีให้ตลอด เจ้าของห้างร้านกิจการที่อยากให้อุปกรณ์ดำเนินการศึกษา เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกหลานของพวกเขาเตร็ดเตร่ในท้องถนน 

กลุ่มเปิดกว้างเสมอให้กับคนที่มีเวลาและใจอยากช่วยระดมทุนเพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายอุปกรณ์การเรียนต่างๆ และในบางครั้งพวกเขาเองก็แบ่งเงินจากการทำงานพิเศษเข้ากองกลางเพื่อดำเนินการในศูนย์

 พบปะและใฝ่ฝัน

Purple Thistle Center ไม่เคยตั้งธงเป็นสถาบันหรือโรงเรียนทางเลือกใดๆ แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนได้พบปะและใฝ่ฝันที่จะทำอะไรร่วมกันแล้วได้ลงมือทำ กว่า 14 ปีครึ่งที่พื้นที่เปิดตัว สิ่งที่น่าภาคภูมิใจและจดจำ คือเรื่องราวของวัยรุ่นคนแล้วคนเล่าที่ก้าวเข้ามากับหนามที่แหลมคม พร้อมทิ่มแทงใครคนใดคนหนึ่ง สังคม หรือแม้แต่ตัวเอง ค่อยๆ สลัดหนามในต้นไม้ดอกไม้ของพวกเขาออกด้วยความรู้สึกปลอดภัย และปล่อยให้กลีบดอกไม้บางได้เบ่งบานล้อเล่นกับลมอย่างเป็นอิสระ 

ภาพ : www.purplethistle.ca

Writer

เสาวนีย์ สังขาระ

Film Maker, Farmer, Facilitator ผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีอิสระ บินสิ! โปรดักส์ชั่นเฮาส์ และรายการบินสิ! ผู้ก่อตั้งและอำนวยการเรียนการสอน ที่สวนศิลป์บินสิ Films Farm School

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load