01

ก่อนจะรู้จักคำว่ายากจน มีแต่ ‘ความสุข’

หนังสือเล่มหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจทำให้เราอยากออกเดินทาง มีชื่อว่า อนาคตอันเก่าแก่ (Ancient Future) 

บทเรียนจากวิถีธรรมชาติแห่งดินแดนทิเบตน้อย เขียนโดย เฮเลนา นอร์เบิร์ก-ฮ็อดซ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ และนักสิ่งแวดล้อมชาวสวีเดน เธอเดินทางไปเมืองเลห์ แคว้นลาดัก เพื่อรวบรวมนิทานพื้นบ้านของที่นั่นในตอนแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป เธอได้เห็นสภาพการพัฒนาที่ทำให้วิถีคนลาดักเปลี่ยนไป เธอจึงเริ่มตั้งคำถามกับสังคมอุตสาหกรรมและการบริโภค และปีที่เราได้อ่านหนังสือเล่มนั้น เธอก็เดินทางมาประเทศไทยเพื่อบรรยายในหัวข้อ ‘เศรษฐศาสตร์แห่งความสุข’ และได้รับรางวัลสัมมาชีพพอดี 

ยิ่งได้อ่าน ได้ฟัง ได้เจอตัวจริงของเธอ ยิ่งทำให้ เลห์ ลาดัก (Leh Ladakh) เป็นจุดหมายปลายทางหนึ่งที่เราปักธงไว้ว่าต้องไปให้ได้ และตอนนั้นต้องสารภาพเลยว่า ไม่รู้จริงๆ ว่า เลห์ ลาดัก อยู่ในประเทศอินเดีย คิดว่าอยู่ในประเทศทิเบต 

จากหนังสือ อนาคตอันเก่าแก่ (Ancient Future) หนังสือบันทึกเอาไว้ใน พ.ศ. 2503 ว่า ชาวลาดักไม่รู้จักคำว่ายากจน มีแค่คำว่า ความสุข เพียงไม่กี่สิบปีเท่านั้น ชาวลาดักคิดว่าพวกเขายากจน และร้องขอเงินจากนักท่องเที่ยว 

ช่วงชีวิตที่เราได้ออกทดลองบินและอยู่กินในอินเดียหลายปี วันหนึ่งก็ดูแผนที่อินเดียแล้วก็เห็นชื่อเมืองเลห์ ลาดัก อยู่ในแผนที่อินเดีย! ตอนนั้นเป็นเดือนสุดท้ายของหน้าร้อนที่จะขึ้นไปที่นั่นได้ เรารีบมองหาตั๋วรถไฟไปที่นั่นทันที แต่ที่ที่ เราจะไปไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวทั่วไปแน่ๆ จำได้ว่าเคยรู้จักกับแม่ชีคนหนึ่งในการอบรมเกี่ยวกับนักกิจกรรมนานาชาติ จึงรีบหาทางติดต่อ และได้รับอีเมลว่ายินดีต้อนรับ ให้รีบขึ้นมา เพราะมีเวลาอีกเพียง 2 สัปดาห์​ ถนนที่ขึ้นลาดักจะปิดสำหรับฤดูกาลนี้แล้ว 

เราเลือกเดินทางด้วยรถไฟ ไปทางรัฐจามู และต้องพักที่แคชเมียร์​เพื่อที่จะปรับระดับร่างกายกับความสูง ไม่เลือกที่จะบินไปที่จะใช้เวลาเพียงหนึี่งชั่วโมงจากเดลี เพราะเราอาจถูกโจมตีด้วยโรคปรับระดับความสูงไม่ได้ ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย

เนื่องจากฤดูทางกำลังจะปิดในอีก 2 สัปดาห์​ ทางขึ้นไปด้วยรถยนต์จึงติดมากๆ รถบรรทุกขนส่งสินค้าจำนวนมากขนสินค้าขึ้นไปที่เมืองเลห์ และลาดัก เราติดอยู่จากรัฐจามูก่อนจะถึงแคชเมียร์ถึง 12 ชั่วโมง ทั้งๆ ที่ปกติใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง กว่าจะไปถึงแคชเมียร์ก็ตีสอง แท็กซี่ที่เราแชร์กันขึ้นไปพาเราไปส่งที่เกสเฮาส์

ตอนเช้ามาลุงชาวแคชเมียร์เจ้าของเกสเฮาส์เคาะประตูปลุกหน้าห้องให้ออกมากินอาหารเช้าแล้วพาเดินชมเมือง ลุงบอกว่า ต้องปรับร่างกายให้ตื่นตัว อย่านอนมากถ้าจะขึ้นต่อไปลาดัก เราไม่รู้เลยว่าเกสเฮาส์ที่แท็กซี่พาเราไปส่งเป็นโฮมสเตย์ เลยได้นั่งกินข้าวกับครอบครัวลุง ได้เดินไปส่งหลานของลุงไปโรงเรียน ไปจ่ายตลาดทำกับข้าวกับลุง 

ที่นี้ก็มาถึงที่ไฮไลต์ ที่กะพริบตาไม่ได้เลย เส้นทางจากแคชเมียร์ ไปที่ลาดัก ไม่รู้จะบรรยายความสวยงามและสีพาสเทล ​(สีเทียน) ของภูเขาตลอดสองข้างทางที่เราเห็นได้อย่างไร 

สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย
สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย

และไม่รู้ว่าจะเล่าให้ใครฟังดี เส้นทางตรงนั้นทำให้เรารู้สึกว่า ต้องมีคนรักสักคนไว้สักคนเพื่อเล่าความสวยงามที่เราได้เห็นอยู่ตรงหน้าตอนนี้ แต่เมื่อไม่มีใครพิเศษคนนั้นให้โทรหา ให้ส่งข้อความไปเล่าในตอนนั้น ก็เลยเขียนเป็นเพลงซะ! (เขียนเนื้อเพลงเป็นภาษาอังกฤษ แปลเป็นภาษาไทยอาจจะฟังไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่)

Along the way, on the way, Hey. (ระหว่างทางเส้นนั้น) 

Blue white sky on top of the Pastel Mountains. (ท้องฟ้าสีขาวฟ้า บนยอดของภูเขาสีเทียน)

You really need a friend, and just the special friend. (เธอต้องการเพื่อนที่เป็นคนพิเศษสำหรับเธอจริงๆ) 

On the spiritual path, friend flag really need it. (เพื่อพากันไปสู่เส้นทางและธงแห่งจิตวิญญาน)

02

วรรณะผู้หญิงมีอยู่จริง

เสียงเคาะระฆังดังตั้งแต่ตีีสี่ เสียงเบาๆ ของฝีเท้าของแม่ชีในสมาคมแม่ชีลาดัก (Ladakh Nuns Association) ค่อยๆ เข้ามาในหอสวดมนต์ เราค่อยๆ คลี่ตัวออกจากผ้าห่ม อากาศน่าจะเกือบติดลบ ถุงเท้าที่เอามาบางเกินไป เดินตามเสียงฝีเท้าแม่ชีเข้าไปหอประชุม ตั้งกล้องถ่ายอย่างเงียบๆ 

ขณะสวดมนต์จะมีแม่ชีน้อยๆ เดินเสิร์ฟน้ำชาให้กับแม่ชีอาวุโส แต่่ละคนนั่งสวดมนต์ บทสวดมนต์ขลังและสงบมากๆ เสร็จแล้วแม่ชีน้อยแต่ละคนจะกลับไปที่ห้องของตัวเอง ทำภารกิจ ทำความสะอาด ทำอาหาร กินอาหาร อาหารเช้าที่นี่เป็นอาหารเส้นแป้งหนักๆ ในน้ำเหนียวๆ หนืดๆ เขาว่าอาหารแบบนี้ให้ความอบอุ่นกับร่างกายดีกว่าอาหารเบาท้อง แล้วแม่ชีน้อยก็เตรียมตัวไปโรงเรียน 

สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย

เราเดินตามแม่ชีน้อยไปรอรถบัสของโรงเรียนด้วย ตอนนั้นได้คุยกับแม่ชีน้อยหลายคนว่าทำไมถึงมาบวช ชีน้อยคนหนึ่งอายุน่าจะราวๆ 16 ปีบอกเราว่า 

“เกิดมาเป็นผู้หญิงที่นี่ ต้องรับใช้สามี ลูกชาย ครอบครัว แต่ถ้าบวชเป็นชี ได้รับใช้สังคม” 

คำตอบนั้นหนาวกว่าอากาศที่เกือบจะติดลบซะอีก 

ตอนแม่ชีน้อยจัดกระเป๋านักเรียน เราถามว่า ไปเรียนอะไรกันที่โรงเรียน แม่ชีบอกว่า ก็เป็นวิชาทางโลกทั่วไป อ่านให้ออกเขียนให้ได้ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการเข้าสังคม ส่วนท่ี่เรียนที่สมาคมแม่ชีนี้ เป็นการเรียนเรื่องทางธรรม ศาสนา เรียนเพื่อให้พ้นจากทุกข์ 

สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย

03

ใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือเปลี่ยนวรรณะ 

แม่ชีอาวุโส พลาโม่ เป็นผู้ที่ก่อตั้งสมาคมแม่ชีลาดักนี้ตั้งแต่อายุ 16 ตอนนั้นมีแต่คนบอกว่าแกเป็นผู้หญิงบ้า และไม่ได้รับการเชื่อถือเพราะอายุยังน้อย แม่ชีพลาโม่บอกว่าแกทำถึงขนาดไปย้อมผมให้ขาวทั้งหัว เพื่อให้ดูมีอายุ แกมองการณ์ไกลว่าสมาคมแม่ชีลาดักนี้จะเป็นพื้นที่ใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือเปลี่ยนแปลงวรรณะผู้หญิง ซึ่งถูกซ่อนเอาไว้ ไม่มีพื้นที่แม้จะระบุในวรรณะที่ในอินเดียจัดกันไว้ 

อีกจุดมุ่งหมายของสมาคมนี้ คืออยากให้สมาคมนี้เป็นบ้านให้กับแม่ชีที่ถูกตัดขาดจากครอบครัว เมื่อตัดสินใจเดินเข้ามาในเส้นทางสายนี้ แน่นอนว่าจะต้องมีครอบครัวที่ไม่เห็นด้วย ถึงขนาดตัดเป็นตัดตาย ตัดสายสัมพันธ์กัน และเมื่อแม่ชีเหล่านี้แก่ตัวแล้วจะไม่มีที่ไป ไม่มีที่กลับ ที่นี่จึงเป็นบ้านเป็นครอบครัวในยามแก่เฒ่าให้กันและกันด้วย 

สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย

04

การรักษาด้วยธรรมชาติและธรรมะ 

ช่วงสายๆ ในสมาคมแม่ชีนี้จะเงียบเหงาหน่อยๆ หลังจากแม่ชีน้อยๆ ไปโรงเรียนกันหมดแล้ว 

เราได้ยินเสียงครกตำอะไรสักอย่าง และเสียงฮึมฮำเป็นภาษาถิ่น สายวันนั้นเรามีเวลาว่างที่จะเดินตามหาต้นเสียงนั้น แล้วเราก็พบห้องตำยา มีคุณตาตาบอดคนหนึ่งกำลังตำยาสมุนไพรต่างๆ อยู่ มองคุณตาสักพัก คุณตาดูจะรู้ดีว่าตัวเองกำลังตำยาสมุนไพรตัวไหน ด้วยผิวสัมผัสและการดมกลิ่น 

สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย
สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย

เราเข้าไปคุยกับคุณตา ใช่ว่าจะคุยรู้เรื่อง แต่ก็บอกไปว่า อยากจะถ่ายวิดีโอคุณตา กดเสียงลั่นชัตเตอร์ให้คุณตาได้ยิน 

คุณตาพยักหน้า แล้วก็ตำสมุนไพรของตาไป แล้วสักพัก ก็ร้องเพลงด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มให้ฟัง เพลงแล้วเพลงเล่า เราก็บันทึกเสียงและภาพไว้ พอตกเย็นก็ให้แม่ชีน้อยที่กลับจากโรงเรียนแปลให้ฟัง แม่ชีน้อยบอกว่า คุณตาร้องเพลงในงานพิธีเทศกาลต่างๆ ของลาดัก เช่น เวลางานแต่ง เกี่ยวข้าว 

สมาคมแม่ชีนี้ยังตั้งคลินิกสมุนไพรพื้นบ้านด้วย ทุกๆ ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน แม่ชีจะขึ้นไปบนเขาเพื่อไปเก็บสมุนไพรต่างๆ มาบดทำยาในฤดูหนาว โดยมีคลินิกรักษาอยู่ในตัวเมืองเลห์ วันรุ่งขึ้นเราจะได้ตามแม่ชีที่เป็นหมอไปรักษาที่คลินิกด้วย เลห์อาจจะเป็นเมืองที่น่าตืี่นเต้นสำหรับนักท่องเที่ยว แต่สำหรับเราไม่ได้ขนาดนั้น รู้สึกว่ามันเหมือนกับถนนข้าวสารที่อยู่บนหลังคาโลก นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศแทบจะเดินชนกัน 

สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย

ยังไม่ทันจะเปิดคลินิกดี ผู้หญิงคนหนึ่งวิิ่งมาบอกกับแม่ชีหมอว่า พ่อเธอไม่สบาย หายใจติดขัดอยู่ที่บ้าน เธอมีรถมารับหมอไปด้วยกัน เราได้โอกาสติดตามแม่ชีหมอไปด้วย ทำให้ได้โอกาสเข้าบ้านชนบทของชาวเลห์อย่างแท้จริง ห้องน้ำของที่นั่นที่เป็นแบบคอมโพสต์ ย่อยสลายได้ โถนั่งเป็นไม้ เย็นก้นดีแท้

สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย

เมื่อแม่ชีหมอจับข้อมือ จับชีพจรของคุณตาดูแล้ว ก็ฝังเข็ม ให้ยา บอกว่าอาการเป็นอย่างไร และบอกว่าจะจัดยาให้คุณตากลับมากับรถที่จะมาส่งเรา ระหว่างทางคุยกับหมอแม่ชี ถามว่าที่่นี่มีโรคอะไรที่เป็นกันเยอะ คำตอบน่าแปลกใจมากๆ คือ โรคเครียดและซึมเศร้า แม่ชีบอกว่า ไม่กี่สิบปีนี้ สังคมที่เลห์เปลี่ยนไปไวมาก ผู้คนที่ไม่รู้จักคำว่าจน มีแต่ความสุข อยู่กันอย่างเรียบง่าย ก็ต้องรู้จักคำว่าจน และต้องร้องขอเงินทองจากนักท่องเที่ยว ทุกอย่างต้องซื้อหามาจากเมืองหลวง ต้องใช้สินค้าที่มีราคาแพงมากเพราะค่าขนส่ง 

06

หัวใจน้อยๆ รู้จักความเหงา 

คืนวันนั้นเป็นคืนที่หนาวเหน็บที่สุดเท่าที่เคยได้สัมผัสมา หนาวจนเราอยู่ใต้ผ้าห่มในห้องนอนกันไม่ไหว ต้องออกมาทำอะไรกินกันในห้องอาหาร แล้วอยู่ดีๆ ไฟก็ดับ ทันใดนั้นเราก็ได้สัมผัสกับหัวใจน้อยๆ ของแม่ชีที่อยู่ที่นั่น มือแม่ชีน้อยที่นั่งข้างๆ มาจับมือเรา และเหมือนเราสัมผัสได้ถึงตัวที่สั่นและเสียงร้องไห้กระซิกๆ 

มีคนจุดเทียน เราถึงได้เห็นน้ำตาของแม่ชีน้อยนั้น พอเราสบตากัน แม่ชีน้อยก็ยิ้มให้ทั้งน้ำตาและบอกว่า “รู้สึกเหงา รู้สึกคิดถึงบ้าน รู้สึกคิดถึงครอบครัว” และบอกว่าจะอยู่ในเส้นทางที่เลือกนี้ได้จริงหรือเปล่านะ ทุกสิ่งที่เราเลือกในชีวิตมีราคาที่ต้องแลก เรากอดกันพักใหญ่ๆ น้ำตาของแม่ชีน้อยเปียกซึมทะลุเสื้อหนาวกันมาทีเดียว 

แล้วไฟก็ติดขึ้นมา แม่ชีน้อยคนนั้นปาดน้ำตา หัวเราะขึ้นมาทันที และถามเราว่าเป็นนักเดินทางแบบนี้ ต้องเดินทางไปในที่ที่ไม่รู้จัก ไปเจอใครก็ไม่รู้ ไปอยู่กับใครก็ไม่รู้ แล้วก็ต้องไปทำความรู้จักชีวิตพวกเขา เราไม่รู้สึกเหงา รู้สึกกลัวอะไรบ้างหรือ

เราก็บอกตรงๆ กับแม่ชีว่า ไม่ค่อยมีความรู้สึกแบบนั้น เพราะว่าธงของเราปักหลักชัดว่า เราทำแบบนี้เพื่ออะไร แต่ก็มีบางห้วงขณะเหมือนกันที่ทำให้รู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวบ้าง เช่น ตอนนั่งรถขึ้นมาที่นี่ ผ่านภูเขาสีเทียนที่แสนจะสวยงาม เราก็อยากจะมีคนพิเศษของเราที่จะแบ่งปันวินาทีที่พิเศษแบบนั้นร่วมกัน 

แม่ชีน้อยปาดน้ำตาอีกครั้งและชวนว่า คืนนี้เรานอนด้วยกันมั้ย นอนกอดกัน เป็นคำชวนปลอบใจที่น่ารักมาก

07

หัวใจที่เข้าใจทุกข์ เข้าใกล้ธรรมะได้มากกว่า 

วันหนึ่งแม่ชีพลาโม่บอกกับเราว่า เธอจะกลับไปในหมู่บ้านของเธอ เพราะพ่อของเธอป่วยและกำลังจะสิ้นลม

เธออนุญาตให้เราไปด้วยได้ แต่ขอไม่ให้บันทึกภาพใดๆ ในบ้านของเธอ เรายินดีและบอกว่าเราไม่จำเป็นต้องไปก็ได้นะ แต่แม่ชีพลาโม่บอกว่าอยากให้เราไปรู้ไปเห็นด้วย เราเองนั่นล่ะที่กลับกลัวว่า ถ้าเราไปเจอช่วงเวลาที่พ่อของแม่ชีกำลังจะสิ้นใจ เราจะทำอย่างไรดี 

ในบรรยากาศของบ้านที่พ่อเสาหลักของบ้านจะจากไป บรรยากาศเงียบสงบ เศร้า ทีมแม่ชีที่มาด้วยกันเริ่มพิธีสวดมนต์ ยกเว้นแม่ชีพลาโม่ที่ไปนั่งข้างๆ พ่อ จับมือพ่อ นวดให้พ่อ ทำความสะอาดเช็ดตัวให้พ่อ หอมพ่อ กอดพ่อของเธอ ห้วงเวลาเหล่านั้นหลายคนมองด้วยสายตาที่อบอุ่นนองน้ำตา

ก่อนพระอาทิตย์จะสิ้นแสง พ่อของแม่ชีพลาโม่ก็หมดลมหายใจไปอย่างสงบ พวกเราอยู่ค้างที่บ้านจัดเตรียมพิธีงานศพ ในวันรุ่งขึ้นถึงเดินทางกลับไปที่สมาคมด้วยกัน เราได้นั่งรถข้างหน้ามากับแม่ชีพลาโม่เพราะเป็นเจ้าแม่เมารถ เรานั่งอย่างเกร็งนิดหน่อย เพราะไม่รู้ว่าจะต้องปลอบใจหัวหน้าแม่ชีอย่างไรดี 

ถ้าเป็นคนธรรมดาคงปลอบใจง่ายกว่าแม่ชี เหมือนแม่ชีจะเข้าใจความรู้สึกเรา เธอบอกว่าแม่ชีก็คือผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งเหมือนกัน เวลาที่ผู้หญิงนั่งด้วยกัน ฟังกัน ผู้หญิงด้วยกันจะเข้าใจความทุกข์ของกันและกันได้มากกว่าใคร และการเรียนรู้ที่จะเข้าใจความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันจริงๆ จะเป็นหนทางที่นำไปสู่การพ้นทุกข์ ไม่ใช่การท่องจำ สวดมนต์ เรียนธรรมะ 

หากเราเข้าใจถึงความรู้สึกที่แท้จริงที่เพื่อนมนุษย์ได้รับได้ด้วยหัวใจ ไม่ใช่ด้วยเหตุผล เท่ากับเราฝึกความเมตตา น้อมนำความรักความเมตตานั้นเข้ามาในตัวเรา ทำให้เราเข้าใกล้ธรรมะที่แท้ได้มากกว่า พัฒนาความรักความเมตตาด้วยการเข้าใจทุกข์

แทนที่เราจะเป็นคนปลอบคนสูญเสีย แม่ชีที่เข้าใจโลกมากกว่าเป็นคนปลอบเราก่อนนั่นเอง 

สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย

08

ทั้งทางโลกและทางธรรม 

วันหยุดวันอาทิตย์เป็นวันพักผ่อนที่ดูเหมือนจะไม่พักผ่อนสักหน่อยของสมาคมแม่ชีแห่งนี้ ในสมาคมคึกคัก ดูเหมือนทุกคนสาละวนกับการทำอะไรสักอย่าง อาบน้ำ โกนหัวให้กันและกัน ตัดเล็บ ซักเสื้อผ้าถุงเท้า เอาที่นอนผ้าห่มออกมาผึ่งแดด แล้วก็ท่องบทสวดมนต์ อ่านหนังสือเตรียมสอบ

สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย
สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย

เราเฝ้ามองกิจกรรมต่างๆ อยู่ครึ่งวัน จนในที่สุดยามบ่าย เราก็เข้าไปแหย่แม่ชีน้อยๆ ที่ดูเหมือนกำลังท่องหนังสือกันอย่างคร่ำเคร่ง เราบอกว่ามีคำถามที่อยากได้คำตอบ เราถามแม่ชีน้อยๆ ว่า หัวใจของพุทธะในความคิดของแม่ชี หมายความว่าอะไร แม่ชีน้อยคิดนิดหนึ่งและตอบว่า หัวใจของพุทธะคือหัวใจที่เบิกบาน ตื่นรู้ 

เราถามแม่ชีน้อยๆ ต่อว่า แล้วหัวใจที่เบิกบานตื่นรู้ ต้องเครียดกับการเตรียมสอบด้วยหรือเปล่า 

แม่ชีน้อยองค์หนึ่งถึงกับเอ๊ะ แล้วบอกว่า นั่นสิ! ทำไมเราต้องเครียดกับการอ่านหนังสือขนาดนี้ ไม่สนุกเลย ทำไมไม่อ่านด้วยใจที่เบิกบาน แล้วแม่ชีนั้นก็ทำหน้าเศร้า เขกหัวเหม่งที่เพิ่งโกนเมื่อเช้าของตัวเอง แล้วก็บอกว่า 

“นี่ฉันกำลังไม่มีความสุข ไม่อยู่กับปัจจุบัน แปลว่าฉันไม่เข้าใจหัวใจของพุทธศาสนาเลย” 

ว่าแล้ว แม่ชีน้อยๆ กลุ่มนั้น ก็ปิดหนังสือ แล้วก็ไปโยนผ้าห่มที่ตากไว้บนดาดฟ้าเล่นกันเฉย

เด็กก็คือเด็กนั่นเอง 

สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย

09

นิพพานไม่ไกลสุดหลังคาโลก 

สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย

หลังสวดมนต์เช้าและค่ำเสร็จ แม่ชีแต่ละคนจะเวียนกันพูดอะไรบางอย่าง วันหนึ่งที่แม่ชีพลาโม่กลับมาจากจัดงานศพพ่อเสร็จแล้ว แม่ชีพลาโม่พูดเรื่องพลังภายใน แม่ชีเล่าว่าเส้นทางยาวนานในการก่อตั้งสมาคมแม่ชีแห่งนี้ พลังและเรี่ยวแรงของเธอมาจากปณิธานที่อยากบรรลุนิพพานในชาตินี้ แต่หลังจากการสูญเสียพ่อของเธอไป ทำให้เธอได้รู้ว่าเธอยังมีความโศกเศร้าอาลัย และยังอยู่ห่างไกลนิพพานที่เธออยากจะเข้าถึงอีกมากนัก 

กว่าจะไปถึงจุดนั้น ในทุกวันที่สวดมนต์ ในห้วงเวลาที่เราตื่นมาในแต่ละวันด้วยพลังบวก ด้วยความเชื่อที่ว่าเรามีหัวใจที่เป็นธรรมะ และพร้อมที่จะเห็นธรรมะ และน้อมนำธรรมะนั้นมาใช้ในชีวิตของเรา เราอาจจะพบภาวะที่เรียกว่า นิพพานชั่วขณะได้ ขอให้พวกเราทุกคนในชุมชนนี้ฝึกและเรียนรู้สิ่งนี้ไปด้วยกัน 

การศึกษาเรียนรู้ที่เราเห็นในสมาคมแม่ชีลาดักนี้ ประกอบไปด้วยทั้งทางโลกและทางธรรม เราไม่สามารถหยุดกระแสการพัฒนาที่โถมเข้ามาสู่ดินแดนหลังคาโลกนี้ แต่เราหยุดที่ใจเราได้ 

ยิ่งโลกพัฒนาไปไกลมากเท่าไหร่ เราต้องหยุดกลับมาดูที่ต้นธารแห่งความทุกข์ของชีวิต เข้าใจปัญหา และความทุกข์ของตัวเองให้มากที่สุด และการศึกษาแก่นแท้ของธรรมะนั่นล่ะที่ทำให้เรามีจิตตั้งต้น ที่จะทำให้เรากลับมาจับที่ใจของเราเองทัน 

สุดท้ายเรายังได้เห็นว่าสำหรับที่นี่ การศึกษาเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดช่องว่างทางวรรณะของผู้หญิง ที่ดูเหมือนจะไม่ได้ถูกระบุชัดไว้ในระบบวรรณะที่ชัดเจนของอินเดีย 

สมาคมแม่ชีลาดัก, Ladakh Nuns Association, เมืองเลย์ ลาดัก แคว้นแคชเมีย อินเดีย

ติดตามเพิ่มเติมเรื่องราวเกี่ยวกับการศึกษาทางเลือกรอบโลก ในรายการบินสิ! ได้ทางทางสถานีไทยพีบีเอส

Writer & Photographer

เสาวนีย์ สังขาระ

Film Maker, Farmer, Facilitator ผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีอิสระ บินสิ! โปรดักส์ชั่นเฮาส์ และรายการบินสิ! ผู้ก่อตั้งและอำนวยการเรียนการสอน ที่สวนศิลป์บินสิ Films Farm School

โรงเรียนทางเลือก

เรื่องราวของโรงเรียนทางเลือกเปลี่ยนโลกจากทั่วโลก

01 ความรัก ความยุติธรรม และแรงบันดาลใจในการเก็บเมล็ดพันธุ์ 

ยังจำความรู้สึกวันนั้นได้อยู่เลยว่าตื่นเต้นขนาดไหน… 

วันนั้นเป็นวันที่ได้รับอีเมลจากคนต้นแบบของเราคนหนึ่ง ทำให้เราตื่นเต้น จองตั๋วจากอินเดียไปลงเดลี แล้วจองรถไฟจากเดลี ไปที่เมืองเดราดุน (Dehradun) ทางตอนเหนือของอินเดียในวันเดียวกัน ครั้งนั้นเป็นทริปที่ไปอินเดียครั้งที่เท่าไหร่นับไม่ถ้วน แม้ว่าทุกครั้งจะมีเรื่องราวน่าประทับใจไม่ซ้ำกัน แต่ครั้งนี้ฉันกำลังจะได้ไปพบกับป้าคนแกร่งคนหนึ่งของอินเดียชื่อ วันทนา ศิวะ เธอตอบอีเมลด้วยตัวเอง และบอกว่ายินดีมากที่จะให้ฉันเข้าพบและสัมภาษณ์ ในช่วงบ่ายของวันหนึ่งที่ศูนย์การเรียนรู้ ‘นวธัญญะ’ (Navdanya) ตั้งอยู่ริมแม่น้ำยมุนาที่ไหลมาจากเทือกเขาหิมาลัย และมาหลอมรวมเป็นแม่น้ำคงคา ได้ยินมาว่าเมืองนี้สวยมาก 

นวธัญญะ หมายถึง เมล็ดพันธุ์เก้าเมล็ด และ ของขวัญใหม่ เป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม ผู้รักษาเมล็ดพันธุ์คือผู้ให้เมล็ดพันธุ์ที่แท้จริง

โรงเรียนเมล็ดพันธุ์นวธัญญะ การต่อสู้ของหญิงอินเดียเพื่อเอกราชทางอาหารและพืชพื้นบ้าน
โรงเรียนเมล็ดพันธุ์นวธัญญะ การต่อสู้ของหญิงอินเดียเพื่อเอกราชทางอาหารและพืชพื้นบ้าน

แม้เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางจากไทยไปถึงที่นั่นรวดเดียว เพื่อพบ ป้าวันทนา ศิวะ เช้าวันนั้นเราก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลย ถ้าใครรู้จักเธอจากภาพข่าว บทความสัมภาษณ์ หรือสารคดีต่างๆ บทสัมภาษณ์และท่าทางของเธอออกรสออกชาติดุเดือด เมื่อเธอพูดถึงปัญหาการตัดต่อ ครอบครองเมล็ดพันธุ์ของบรรษัทยักษ์ข้ามชาติและรัฐ แต่วันนั้นเธอเดินเข้ามาหาเราด้วยรอยยิ้มเปี่ยมความเมตตาเอ็นดู 

คำถามแรกที่พุ่งไปหาเราพุ่งไปหาเธอเลยคือ “อะไรทำให้เธอมีความกล้าและอาวุธ ที่จะต่อสู้กับบรรษัทยักษ์ใหญ่ที่จ้องจะครอบครองเมล็ดพันธุ์บนโลกใบนี้” 

เธอยิ้มอีกครั้ง แต่สายตาเธอเปลี่ยนไป ความดุดันเอาเรื่องและจริงจังส่อมาในแววตา 

คำตอบของเธอมี 3 ข้อ 

ข้อที่ 1 ‘ความรัก’ เธอบอกว่า เพราะว่าเธอเคยเป็นแม่คน และเป็นลูกสาวมาก่อน เธอทั้งรู้จักและให้และรับ ความรักแบบที่ไม่มีเงื่อนไข เธอบอกว่าเมล็ดพันธุ์ก็มีความรักแบบนั้นให้กับผืนดิน มนุษย์ และสรรพสิ่ง เมล็ดพันธุ์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมีใครครอบครอง ตัดต่อ และหาผลประโยชน์ 

ข้อที่ 2 ‘ความยุติธรรม’ ถึงให้เราแสร้งปิดตา เราก็ต้องเห็นความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับชาวนา เกษตรกรในอินเดียที่ฆ่าตัวตายปีละเป็นแสน เพราะการหลอกลวงของบรรษัทข้ามชาติเหล่านี้ การตัดต่อพันธุกรรมเมล็ดพันธุ์ทำให้วิถีการปลูก การกิน การขาย เป็นไปทางที่พวกเขากำหนดได้ ไม่ว่าจะเป็นราคา วิถีการปลูกที่ต้องใส่ปุ๋ย ยา และตลาดที่พวกเขาสร้างกลไกตลาดขึ้นมา ถ้ามองเห็นความยุติธรรมนี้แล้วไม่ทำอะไร จะมีไปสู่หน้ากับชาวนาที่ปลูกข้าวให้เรากินอยู่ทุกวันได้อย่างไร 

ข้อที่ 3 ‘แรงบันดาลใจ’ เธอได้แรงบันดาลใจจากคานธีที่ต่อสู้กับราชอาณาจักรอังกฤษ โดยใช้เมล็ดฝ้ายเล็กๆ ทำให้คนกลับมาปั่นฝ้าย ทอผ้าฝ้ายใช้เอง ไม่ใช้ผ้านำเข้าจากราชอาณาจักรในยุคสมัยนั้น และปลุกประเทศให้ได้รับเอกราชในเวลาต่อมา 

เธอคิดว่าโรงเรียนเก็บเมล็ดพันธุ์นวธัญญะ กำลังต่อสู้เพื่อเอกราชอีกครั้งของประเทศอินเดีย ด้วยการเก็บเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน 

โรงเรียนเมล็ดพันธุ์นวธัญญะ การต่อสู้ของหญิงอินเดียเพื่อเอกราชทางอาหารและพืชพื้นบ้าน
โรงเรียนเมล็ดพันธุ์นวธัญญะ การต่อสู้ของหญิงอินเดียเพื่อเอกราชทางอาหารและพืชพื้นบ้าน

02 ความฝันเปลี่ยนไป เมื่อรักษาภูเขาลูกนั้นไว้ได้ 

คำถามที่สอง 2 เราคือ “อะไรที่เป็นจุดเปลี่ยนให้ ป้าวันทนา ศิวะ ทำในสิ่งที่ทำทุกวันนี้ ครอบครัว การศึกษา หรืออะไร”

เธอเล่าให้ฟังว่าเคยฝันจะเป็นนักฟิสิกส์ เรียนตรงมาทางสาขานั้น แต่ว่าเติบโตมาในครอบครัวนักกิจกรรมยุคคานธีที่ต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราช จุดเปลี่ยนจากนักฟิสิกส์ของเธอเริ่มจากงานวิจัยชิ้นหนึ่ง เธอต้องออกไปเก็บข้อมูลที่หมู่บ้านในหุบเขาแห่งหนึ่งหกเดือน แทนที่เธอจะได้งานวิจัยฟิสิกส์ของเธอกลับมา เธอกลับได้มีส่วนร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเข้าร่วมขบวนการต่อสู้เพื่อรักษาภูเขาและป่าไม้ตรงนั้น ไม่ให้ถูกสัมปทานโดยบริษัทข้ามชาติ ตั้งแต่นั้นการอยู่ในห้องแล็บไม่มีความหมายกับเธออีกต่อไป 

เธอเริ่มการทำงานกับขบวนการภาคสังคม เพื่อต่อสู้เรียกร้องเรื่องอธิปไตยในการเก็บเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม เพื่อรักษาเมล็ดพันธุ์อันอุดมสมบูรณ์ของอาหารที่หลากหลาย เธอทำงานในท้องไร่ ท้องนา สวนของเกษตรกรเป็นเวลาหลายปี จนเห็นว่ามันจับต้องและเห็นเป็นรูปธรรมได้ยาก จึงตั้งนวธัญญะขึ้นมา

นวธัญญะเป็นทั้งโรงเรียนเรื่องเมล็ดพันธุ์ มหาวิทยาลัยเรื่องนิเวศวิทยาในการดูแลโลก ฟื้นดูดิน น้ำ และความหลากลายทางชีวภาพ ผู้สอนและผู้เรียนส่วนใหญ่เป็นคุณย่าคุณยายชาวนา เกษตรกรชาวบ้านกันเอง รื้อฟื้นความรู้พื้นเมืองที่อุดมไปด้วยอารยธรรมเชิงนิเวศของคนรุ่นก่อน 

นวธัญญะ มีธนาคารเก็บเมล็ดพันธุ์พื้นเมืองจากชุมชนทั่วอินเดียกว่า 150 แห่ง โดยการออม แบ่งปัน และเพาะพันธุ์พันธุ์พื้นเมืองจาก 22 รัฐในอินเดีย เก็บโดยการ ปลูก กิน แจกจ่าย เมล็ดพันธุ์จึงจะมีวงจรชีวิตจริง 

นวธัญญะ ทำให้อาหารไม่ใช่สินค้าที่ผลิตด้วยสารพิษและสารเคมีสังเคราะห์ ซึ่งผลักดันให้สัตว์สูญพันธุ์ ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แพร่โรคภัยไข้เจ็บ และโรคระบาดใหญ่ 

อาหารคือชีวิต อาหารคือสุขภาพ การปลูกอาหารในระบบนิเวศ คือการดูแลโลกและการฟื้นฟูดิน น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพ เมื่อคุณเชื่อมต่อโดยตรงผ่านการรับประทานอาหารออร์แกนิก เพื่อดูแลสุขภาพและสุขภาพของผู้ผลิต เกษตรกร ผู้บริโภค และโลก ไปด้วยกัน 

ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย
ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย

03 กลับมาเรียนรู้จากคนรุ่นย่ายาย 

คำถามที่ 3 คือ “เธอเรียนรู้เรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์นี้จากไหน” 

เธอชี้ไปยังผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังนั่งแกะเมล็ดข้าวโพด เธอบอกว่าป้าคนนั้นชื่อ บิจา (Bija) เป็นคนทำงานในบ้านของเธอตั้งแต่ยังเล็ก ลำพังเธอเองโตมากับการศึกษากระแสหลักในโรงเรียน ไม่เคยได้เรียนรู้เรื่องเหล่านี้หรอก ตอนที่เธอประกาศว่าจะทำโรงเรียนเก็บเมล็ดพันธุ์ เธอก็ให้ป้าบิจาพาไปที่หมู่บ้านที่ป้าเกิด และเรียนรู้เรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์ที่นั่น 

เธอได้เห็นพันธุ์ข้าวที่ไม่กลัวน้ำท่วม แต่จะสูงกระโดดยืดขึ้นมาในเวลาที่น้ำหลาก ได้เห็นพันธุ์มะเขือเทศหลายสิบชนิด และพืชพรรณธัญญาหารอื่นๆ ที่เธอไม่เคยได้กินมาก่อนในชีวิต เธอจึงขอให้ป้าบิจามาเป็นครูคนแรกของโรงเรียนเก็บเมล็ดพันธุ์แห่งนี้ รวมทั้งเชิญคุณป้าคุณย่าคุณยายที่อยู่ในหมู่บ้านทั่วประเทศอินเดียมาเป็นครู และแลกเปลี่ยนรวบรวมความรู้เรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์ โดยทุกคนนำเมล็ดพันธุ์ที่ตัวเองและบรรพบุรุษเก็บสะสมต่อเนื่องกันไว้มาที่นี่ด้วย การเรียนรู้เรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์เหล่านี้จากบรรพบุรุษ ได้ถูกส่งต่อไปให้กับชาวนาเกษตรกรทั่วประเทศอินเดียแล้ว 

ที่นี่ยังทำงานวิจัย มีอาสาสมัครนักฝึกงานที่มาทำฐานข้อมูลเรื่องความหลากหลายทางชีวิภาพของเมล็ดพันธุ์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเธอเคยเป็นนักฟิสิกส์มาก่อน เธอจึงต้องการฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ เหล่านี้ไว้ด้วย 

วันที่เราไป เรายังได้พบกับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยในฝรั่งเศส อเมริกา เยอรมนี ที่มาเข้าเรียนโปรแกรม Earth Democracy University พวกเขาบอกว่าคอร์สเรียนมีระยะเวลา 6 เดือน ในช่วง 2 เดือนแรกต้องเขียนหลักสูตรการเรียนรู้ขึ้นมาเอง จากการได้ลงภาคสนามไปอยู่กับชาวนา เกษตรกร สืบค้นปัญหา ทดลองปฏิบัติ จนเข้าใจชีวิตและกลไกและหายนะของการครอบครองตัดต่อพันธุกรรมของเมล็ดพันธุ์ในสังคมอินเดียก่อน จากนั้นพวกเขาถึงจะได้เริ่มสืบค้นหาคำตอบ และวิธีการที่จะนำเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมและความหลากหลายกลับมา 

ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย
ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย

04 การศึกษาผลิตผู้บริโภคที่เชื่อง 

คำถามสุดท้าย “การศึกษาในกระแสหลักมีส่วนทำให้เมล็ดพันธุ์พื้นบ้านและความหลากหลายหายไปได้อย่างไร” 

เธอหัวเราะให้คำถามนี้ และมีคำตอบที่ทำให้เรายิ้มไม่ออก เธอบอกว่าการศึกษาในโรงเรียนในสถาบันทุกวันนี้ ได้แต่สอนให้เราไปเป็นลูกจ้างของบรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่เหล่านั้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และเปลี่ยนวิถีให้เราเป็นผู้บริโภคที่เชื่อง เราคิดว่าเราเป็นผู้มีการศึกษาเลือกอยู่เลือกกินได้ แต่ที่ไหนล่ะ ในตลาดทุกวันนี้มีพืชพันธุ์ผักอยู่ไม่กี่ชนิด ล้วนเป็นพืชพันธุ์ผักที่ตัดต่อพันธุกรรมเพื่อให้ขนส่งและเก็บได้นาน แต่หารสชาติที่แท้จริงของพืชพันธุ์เหล่านั้นไม่ได้เลย เราจึงต้องพึ่งสารปรุงรสต่างๆ ในอาหาร ซึ่งก่อให้เกิดโรคอีกมากมาย การศึกษาส่งเราไปในวิถีชีวิตที่เร่งรีบ และสุดท้ายเก็บเงินเพื่อรักษาตัวในบั้นปลายชีวิต 

นวธัญญะนอกจากเป็นโรงเรียนสำหรับชาวนา เกษตรกร นักกิจกรรมแล้ว ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ให้คนที่มีการศึกษาแล้วรู้ตัวว่าได้เดินออกไปไกลจาก ปัจจัยพื้นฐานในการมีชีวิตที่แท้นั่นก็คือ ปัจจัย 4 อาหาร บ้าน ยา และความสุขเรียบง่ายที่ได้กลับมาใช้ชีวิตที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติรอบตัว ดิน น้ำ อากาศบริสุทธิ์ ผีเสื้อ ดอกไม้ มากกว่านี้ อะไรอีกที่ชีวิตเราต้องการนักหนา 

และที่นี่ทำให้คนเห็นว่า เมื่อเรามีพื้นฐานในชีวิตที่เรียบง่ายมากเท่าไหร่ เราก็จะแบ่งปันได้มากกว่า 

ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย
ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย
ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย

05 การส่งต่อเมล็ดพันธุ์

หลังจากได้พบกับ ป้าวันทนา ศิวะ ที่นวธัญญะในทริปอินเดียครั้งนั้น ฉันก็ไม่ได้กลับอินเดียอีกเลยในอีกหลายปี 

เมล็ดพันธุ์ที่ ป้าวันทนา ศิวะ ได้มอบให้ ไม่ได้เป็นเมล็ดพันธุ์สักเมล็ดที่จับต้องได้ในวันนั้น สิ่งที่ป้าวันทนาได้ส่งต่อให้ฉัน อาจจะเป็นเมล็ดพันธุ์ที่เติบโตอยู่ในใจของฉันมาตลอด วันหนึ่งที่ฉันได้มีโอกาสปักหลักลงดิน สร้างอาณาจักรเล็กๆ สวนศิลป์บินสิ Films Farm School ของฉันเอง ฉันก็ได้เริ่มเก็บเมล็ดพันธุ์ และส่งต่อของขวัญและเมล็ดพันธุ์ให้กับคนอื่นๆ ด้วยเช่นกันทั้งในไร่นาสวน และในใจของพวกเขา  

ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย
ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย
ธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงเรียนพืชพันธุ์พื้นบ้านของ วันทนา ศิวะ นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพในการปลูกพืชผลของเกษตรกรอินเดีย

Writer & Photographer

เสาวนีย์ สังขาระ

Film Maker, Farmer, Facilitator ผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีอิสระ บินสิ! โปรดักส์ชั่นเฮาส์ และรายการบินสิ! ผู้ก่อตั้งและอำนวยการเรียนการสอน ที่สวนศิลป์บินสิ Films Farm School

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load